[รวม Fic. Death Note] Every ship is happening

ตอนที่ 77 : Shooting Star (แมตต์/เมลโล)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 83
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    24 ม.ค. 64

Pairing : แมตต์/เมลโล , แอล & วาตาริ

ด้วยพลังแห่งดาวตก ความ OOC ทั้งหลายจึงบังเกิดในตัวเมลโล​ ถามว่ากาวไหม? จะเหลือเรอะ! //หัวเราะแบบคิระ







"เมลโล นายทำอะไรอยู่น่ะ?" แมตต์ชะโงกหน้าเข้ามาดูในห้องครัวเห็นคนผมบลอนด์ง่วนอยู่กับหม้อใบใหญ่บนเตา


"ถ้านายแหกตาดูก็จะรู้ว่าวันนี้ฉันเป็นเวรทำอาหาร" เมลโลกลอกตามองบนขณะใส่เครื่องปรุงลงไปเพิ่มเติมไม่สนใจอีกคนที่เริ่มเดินเข้ามาใกล้ ถือวิสาสะใช้ช้อนตักน้ำแกงขึ้นมาชิม


"แกงกะหรี่งั้นสิ? มันทำเป็นชั่วโมงเลยนะ ก็ว่าหายไปไหนตั้งนาน" แมตต์มองอีกคนที่เริ่มตักฟองออกอย่างชำนาญ กะพริบตาสงสัยเมื่อนึกถึงความจริงบางอย่างได้ "แต่แวมมี่เฮ้าส์ไม่มีหม้อหุงข้าวนี่..."


ดวงตาสีดำสนิทตวัดมองเขา ใบหน้านั้นบูดบึ้งแถมน้ำเสียงกระโชกโฮกฮาก "ใครสนเล่า! กินมันไปทั้งอย่างนี้แหละอย่าเรื่องมาก แล้วก็ไสหัวไปเรียนได้แล้ว จบคลาสก็มื้อเย็นพอดี"


เขาถอนหายใจพยักหน้าส่งๆ ให้อีกฝ่ายก่อนออกจากครัวไป โถงทางเดินหลักของอาคารมีเด็กประปรายแต่แมตต์ไม่ใคร่จะสนทนากับใครทั้งนั้น เข้าไปถึงห้องเรียนระหว่างรออาจารย์ก็หยิบเครื่องเกมมากดเล่น ดวงตาหลังแว่นก็อกเกิลเหม่อมองหน้าจอขณะที่ในใจนึกชื่นชมถึงเพื่อนสนิทคนนั้นว่ามีฝีมือหลากหลายกว่าที่คิดติดแค่ทำหน้าเหมือนหงุดหงิดอยู่บ่อยๆ...แล้วก็นึกขำเมื่อระลึกถึงความจริงที่ว่า 'เมลโลไม่เคยอารมณ์ดี'


หลังจากมื้อเย็น แมตต์ก็กลับห้องนอนเพื่อจัดการทำความสะอาดเหมือนทุกครั้ง "นายช่วยได้นะ เผื่อยังไม่รู้" พึมพำกับตัวเองแต่จุดประสงค์คือบอกเจ้าคนที่ฟุบหน้าไปกับเตียง


"ฉันยืนมาตั้งสามชั่วโมงเพื่อแกงงี่เง่า เมื่อย" รูมเมทเขาบ่นออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายไม่แม้แต่จะพลิกตัวขึ้นมามองเขาทำงานด้วยซ้ำ


"นั่นนายเลือกเมนูเองนะ" แมตต์หัวเราะเบาๆ "เพราะความอยากเอาชนะไม่ใช่รึไง? เพราะนายเห็นมื้อเช้าเนียร์ทำไข่ดาวเบค่อนก็เลยสู้ด้วยแกงกะหรี่ แต่มันก็อร่อยดีนะถ้าได้กินคู่กับข้าว--- เฮ้ย!" คนผมน้ำตาลโดนหมอนที่ปามาอย่างมุ่งร้ายอัดเข้าเต็มหน้าจนเสียสมดุลหงายลงก้นจ้ำเบ้า


"อย่าพูดถึงมัน! แค่นี้ฉันก็ประสาทจะกินอยู่แล้วอย่าให้ต้องมาฟังนายอวยไอ้หัวขาวนั่นอีก"


แมตต์ขมวดคิ้วมุ่นจ้องคนผมบลอนด์ตาเขม็ง ความปวดร้าวยังระบมอยู่ที่ช่วงล่าง "เออๆ รู้แล้ว ไม่เห็นต้องใช้กำลังเลย" เหมือนบรรยากาศของห้องจะตึงเครียดขึ้นเมื่อพูดประโยคนั้น คนเพิ่งเจ็บตัวหลับตาสูดลมหายใจไม่คิดมาก อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นเพื่อนกันไม่มีประโยชน์อะไรต้องไปทะเลาะ พยายามนึกถึงช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกันมาถึงแม้ในนั้นจะเต็มไปด้วยคำสบถต่างๆ นานา ความจริงเขาชอบอยู่กับเมลโลนะแต่ลึกข้างในใจก็หวังให้มันครื้นเครงร่าเริงโลกสดใสมากกว่านี้เหมือนที่มนุษย์ปกติพึงมีความสัมพันธ์ต่อกัน


เขาควรจะชินกับความเป็นเมลโลได้แล้ว ใช่...เมลโลก็เป็นแบบนี้ตลอด แต่หลังจากสนิทสนมผ่านร้อนหนาวด้วยกันมาเกินครึ่งชีวิต บางทีแมตต์ก็อยากให้หมอนี่มันทำดีกับเขาให้มากกว่านี้สักนิดนึงก็ยังดี


มันใกล้เวลาเข้านอนแถมท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว เด็กหนุ่มผมน้ำตาลยันตัวขึ้นกอดหมอนเดินไปปิดไฟนอนข้างอีกฝ่ายที่หลับเป็นตายเหมือนโดนยาสลบช้าง แมตต์มีแววตาเหนื่อยใจหากแต่ไม่คิดจะโกรธเคืองมากไปกว่านี้ "นี่ บางทีฉันก็อยากให้นายทำตัวน่ารักกว่านี้นะ มันคงวิเศษไปเลยถ้าเราไม่ต้องด่ากันทุกห้านาทีแบบนี้" ยกมือขึ้นป้องปากหาว ถอดแว่นวางไว้หัวเตียงก่อนข่มตาหลับด้วยความล้าที่รุมเร้าจากร่างกายและจิตใจ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าที่บานหน้าต่างข้างหลังเขา ดาวตกส่องสว่างเพิ่งผ่านฟากฟ้าไป





เช้าวันต่อมา แสงแดดรำไรจากนอกหน้าต่างปลุกแมตต์ที่ยังคงอยู่บนเตียง ด้วยเพราะเป็นวันเสาร์จึงสามารถตื่นสายได้เท่าที่ต้องการ เสียงนกร้องขับขานและกลิ่นหอมกรุ่นจากอาหารสักอย่าง ห้องเขาอยู่ติดกับครัวอยู่แล้วกลิ่นจะโชยมาถึงนี่ก็ไม่แปลก


เขาคว้าแว่นมาสวมลุกขึ้นยืดตัวคลายกล้ามเนื้อก่อนเริ่มเปลี่ยนชุด  ขณะที่ใส่เสื้อแขนยาวลายทางตัวใหม่เสียงเคาะจากหน้าประตูก็ดังขึ้น


"แมตต์~" เสียงนั้นเป็นของเมลโลแน่นอน แต่น้ำเสียงที่ใช้มัน...แปลก ดวงตาหลังก็อกเกิลมองไปที่ประตูอย่างสับสน สงสัยว่าบางทีเขาอาจจะฝันอยู่ หูแว่วหรือบ้าไปแล้ว และทุกข้อในนี้ก็เป็นไปได้ทั้งหมด


เขาอาจจะนิ่งคิดนานไปหน่อยเพราะที่ประตูมีเสียงเคาะอีกครั้ง "ถ้านายหลับอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่เขากินมื้อเช้ากันหมดแล้ว" คนในห้องเงียบไปอย่างประเมินสถานการณ์ "โอเค เดี๋ยวฉันจะอุ่นไว้ให้~" แล้วเสียงฝีเท้าก็ค่อยๆ หายไป แต่มันเป็นเสียงดังสลับเบาฟังดูเหมือน...


"ไม่เอาน่า คิดมากไปแล้ว" คนผมน้ำตาลหัวเราะให้ตัวเองทั้งสีหน้ากังวล "อย่างเมลโลน่ะไม่เดินไปกระโดดไปหรอก"


เมื่อทำใจได้แล้วจึงตัดสินใจออกจากห้องไปที่ห้องทานอาหาร อย่างที่คาดไว้มันค่อนข้างโล่งปลอดผู้คนเพราะนี่เป็นเวลาสายแล้ว แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือที่นั่งประจำของเขากับเพื่อนสนิท ผ้าปูลายตารางที่จำไม่ได้ว่ามีอยู่ในแวมมี่เฮ้าส์วางอยู่ข้างบน ตามด้วยแจกันดอกไม้ แก้วน้ำ ช้อนส้อมและจานใส่แกงกะหรี่ที่มีข้าวเป็นส่วนประกอบ ช่างเป็นบรรยากาศที่โคตรไม่ปกติ เขาหันไปหาคนผมขาวที่ทำหน้านิ่งอยู่โต๊ะถัดไป แต่เจ้าตัวเพียงยักไหล่ราวกับจะบอกว่ายอมรับชะตากรรมเถอะ


แมตต์พยายามมองหาเมลโลที่หายไป ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อสัมผัสได้ว่ามีการกอดจากข้างหลัง อ้อมแขนที่ล้อมเขาไว้หลวมๆ นั้นมีความรู้สึกที่คุ้นเคย "มาซะที!" เสียงแห่งความกระดี๊กระด๊าและการซุกหัวลงกับหลังเขาทำให้คนโดนแทบลมจับ "ฉันรอนายมาทั้งเช้าเลย ตอนนี้อาหารที่เกรซทำหมดแล้วฉันก็เลยขอให้วาตาริไปซื้อแกงกะหรี่จากข้างนอกมาให้ มีข้าวด้วยนะ เหมือนที่นายชอบไง!"


"แล้วก็นะ วันนี้อากาศดีชะมัด วาตาริอนุญาตให้พวกเราไปเดินในเมืองด้วยล่ะ!" แมตต์ยังคงนิ่งค้างเหมือนคอมพิวเตอร์ที่จอฟ้าโดนไวรัสกินเรียบร้อย ส่วนเมลโลก็ยังคงถูไถหัวกับหลังเขาไปมา เหมือนขนลุกชันทั้งตัว แมตต์เริ่มสงสัยแล้วว่าหมอนี่ล้มหัวฟาดพื้นมารึเปล่า ก่อนความคิดนึงที่เข้าเค้าสุดๆ จะแวบมาในหัว


"โอเค เข้าใจแล้ว" คนผมน้ำตาลหันกลับไปสบตาอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา "นายได้ยินที่ฉันบ่นเมื่อคืนใช่ไหม?"


คนผมบลอนด์แค่มองมาทางเขาด้วยแววตาใสซื่อ ความมึนงงฉายชัดไปทั่วใบหน้า


"หืม? พูดเรื่องอะไรอะแมตต์?"


"พอเลย ฉันเข้าใจแล้ว" เห็นดังนั้นคนผมน้ำตาลก็ถอนหายใจ "ขอโทษนะ ตอนนั้นอารมณ์เสียไปหน่อย"


สีหน้าของอีกฝ่ายไม่ได้เปลี่ยนไปเลย กลับกันเขาเพียงแค่หัวเราะออกมาน้อยๆ ราวกับได้ยินมุกตลก แทนที่จะด่าทอแมตต์ว่าเมื่อคืนไปคาดหวังอะไรแปลกๆ เมลโลคว้ามือเขาแล้วลากไปที่โต๊ะ


"ได้เวลามื้อเช้า~" คนผมบลอนด์อมยิ้มจนตาหยี "หวังว่านายจะชอบนะ แต่ถ้าไม่...ก็ไม่เป็นไร ฉันทำอย่างอื่นให้กินก็ได้ นายอยากกินอย่างอื่นรึเปล่าล่ะ?"


"อ่า..." แมตต์นั่งลงแม้จะยังไม่เข้าใจกับความเป็นไปของโลกแต่ก็พยายามส่งยิ้มให้ "ไม่เป็นไร แค่นี้ฉันก็ดีใจมากแล้ว---"


ประโยคนั้นถูกขัดด้วยอ้อมกอดจากเมลโล "จริงเหรอ? ฉันเองก็ดีใจนะที่นายดีใจ!"


แมตต์ยิ้มบางขณะที่เพื่อนสนิทนั่งลงที่ข้างเขา คนผมน้ำตาลก้มหน้าตักข้าวเช้าเข้าปากเงียบเชียบหูก็ฟังบทสนทนาชวนคุยเจื้อยแจ้วที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดในเร็วๆ นี้ ในหัวมีความคิดที่ตีกันวุ่นวายไปหมดแต่เลือกจะเชื่อว่าอีกฝ่ายแค่อำเล่นและกำลังกลั้นขำแทบตายที่ทำให้เขาหลงเชื่อได้ แมตต์ไม่คิดมากหรอกนะถ้าเมลโลแค่อยากจะแกล้ง เพราะถ้ามันเบื่อแล้วเดี๋ยวก็เลิกเองนั่นแหละ


และ-แม่ง-ดัน-เป็น-ความ-คิด-ที่-โคตร-ผิด


"แมตต์ แมตต์ แมตต์"


ไอ้ฟิลเตอร์ความน่ารักสดใสพวกนี้เริ่มทำให้เขาปวดหัวแล้ว...


"แมตต์~!"


"คร้าบบบ เมลโล?"


"อะ ให้!"


เมลโลยื่นดอกไม้มาทางเขา ในเมืองวินเชสเตอร์ซึ่งอากาศดีกว่าที่คิด เป็นครั้งที่เจ็ดของวันแล้วที่ไอ้หมอนี่มันเด็ดดอกไม้ข้างทางให้


"ขอบคุณนะ" นั่นคือสิ่งเดียวที่เขาตอบกลับ เพราะความพยายามทั้งหมดถูกใช้ไปกับการไม่ยกมือขึ้นนวบขมับ


เมลโลคล้องแขนแมตต์ไว้พลางกึ่งจูงกึ่งลากเขาไปตามที่ต่างๆ เด็กหนุ่มผมน้ำตาลผู้ไม่เคยได้รับความรักล้นหลามถึงเพียงนี้เริ่มรู้สึกเปลืองพลังงานชีวิต แต่วันนี้เพื่อนเขาทำตัวน่ารักดี เพราะงั้นก็คงไม่ต้องบ่น


"โอ้! ดูดิ! น้องหมา!" อีกฝ่ายตะโกนและรู้ตัวอีกทีแมตต์ก็เซไปตามแรงดึง พวกเขาเข้าใกล้คู่รักที่พาสัตว์เลี้ยงสี่เท้าหน้าขนมาเดินเล่น


แมตต์สบถในลำคออย่างไม่ปิดบังเท่าไร "อ่า เมลโล?" เขาเสี่ยงถามน้ำเสียงลังเล เจ้าของชื่อหันมามองทันทีที่ได้ยินเสียงเรียก เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตั้งใจฟังเขาจึงเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง "กลับบ้านกันเหอะ"


คนฟังเพียงแค่พองลมในแก้มบุ้ยหน้าไม่พอใจ มือลูบหัวน้องหมาเป็นครั้งสุดท้ายและบอกลาคู่รักตรงหน้า เมื่อทั้งสามเดินจากไป เมลโลก็หันกลับมานัวเนียที่แขนเป็นรอบที่ล้าน "ตามใจนายเลย กลับกันเนอะ"


แมตต์ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดวันบ้าบอนี่ก็จะจบลงเสียที แต่โชคไม่ดีนักที่การเดินทางใช้เวลานานกว่าที่คิด วิวทิวทัศน์ซึ่งเป็นเพียงฉากหลังอยู่ดีก็กลายมาเป็นตัวดึงดูดความสนใจจากเมลโลไปซะได้ ขากลับมันยื่นดอกไม้ให้เขาอีกสิบเอ็ดดอก จ้องเต่าทองที่เกาะใบไม้ไปสามนาที วิ่งร่าไปที่สะพานข้ามฝั่งแล้วร้องว่า 'ตรงนี้ฟ้าโปร่งมองก้อนเมฆได้ชัดมาก!' และทักทายเกือบทุกคนที่พวกเขาเดินผ่าน ความสดใสร่าเริงซึ่งแมตต์ได้แต่มองด้วยแววตาเฉยชา


พวกเขายังไม่ถึงครึ่งทางด้วยซ้ำตอนที่มันเริ่มวิ่งออกห่างอีกครั้ง


"เมลโล..." คนผมน้ำตาลเรียก ดวงตาหลังก็อกเกิลเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและปลงจิต "ไม่เอาน่า ฉันอยากกลับแล้ว"


อีกฝ่ายชะงักไปด้วยสัมผัสได้ถึงความรำคาญในน้ำเสียง รีบพุ่งปรี่กลับมาอย่างลนลาน "ขอโทษนะแมตต์! อย่าโกรธเลยนะพวกเราจะกลับกันแล้วจริงๆ ฉันจะไม่เถลไถลแล้ว!"


เห็นใบหน้านั้นหงอยเป็นลูกหมาถูกทิ้งแมตต์ก็รู้สึกผิดในทันที "ไม่เป็นไรนะ ฉันไม่โกรธหรอก" เขาลูบหลังเป็นการปลอบคนที่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ พวกเขาเคยผิดใจกันตั้งหลายครั้ง ทะเลาะกันรึก็บ่อย...แต่มันไม่เคยเป็นแบบนี้ ไม่เคยเลย "คราวนี้ถึงเวรใครทำมื้อเย็นนะ? ฉันไง! อะให้สิทธิ์นายเป็นคนเลือกเมนู!"


นั่นเหมือนจะช่วยเยียวยาจิตใจของเมลโลได้อย่างมาก เขายิ้มหวานออกมาแล้วจับมือคนตรงหน้าออกวิ่งเป็นรอบที่สิบสี่ล้านหกร้อยห้า


"บางทีนายก็น่ารักเกินไป" แมตต์พึมพำด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ และประโยคนั้นค่อนข้างจะสื่อความหมายไปในทางตรงกันข้าม







ตีสาม...ตอนนี้ตีสามแล้วแมตต์ยังตาสว่างจ้า ไม่ใช่เพราะเขาอยากหรือกำลังนั่งปวดหัวไขคดีใกล้เดดไลน์ แต่เป็นเพราะเมลโล มันคึกมาจากไหนไม่รู้ถึงได้เอาแต่ขอเล่นเกม กอดกัน ชวนไปอบขนม กอดกันอีกทีแล้วก็พูดคุยต่อบทสนทนาตลอดทั้งคืน มันถึงขั้นมานัวเนียซุกตัวนอนกอดกับเขาด้วยซ้ำ ถ้าเป็นปกติ(ซึ่งไม่มีวันเกิดขึ้นอยู่แล้ว)แมตต์คงสะดุ้งเตือนว่าเพื่อนกำลังละเมอหรืออย่างน้อยก็กระเถิบหนี แต่วันนี้มันอภิมหาโคตรเหนื่อยเขาเลยโยนจิตใต้สำนึกทุกอย่างทิ้งแล้วหลับเป็นตายเซฟพลังงาน


เช้าวันรุ่งขึ้นแมตต์สะลึมสะลือขึ้นมาเพราะรู้สึกได้ถึงริมฝีปากอ่อนนุ่มประทับลงบนตัว เขาเอียงหัวเข้าหาสัมผัสอุ่นส่งเสียงในคออย่างพึงพอใจปล่อยให้การพรมจูบดำเนินผ่านลาดไหล่ไล่ไปถึงสันกราม


"อรุณสวัสดิ์ แมตต์~"


อืม เขาฝันอยู่แน่ๆ ล่ะ เพราะอย่างเมลโลน่ะไม่มีวัน...เฮ้ย เดี๋ยว


แมตต์สะดุ้งยันตัวขึ้นนั่งเร็วจนเซตกเตียง ความเจ็บปวดแล่นเข้ากล้ามเนื้อหลังแต่ไม่มีอะไรน่าตกใจเท่าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ดวงตาสีน้ำเงินเบิกกว้างจ้องมองคนที่ยังทำหน้าไร้เดียงสา ในใจคาดหวังการกระทำน่าหมั่นไส้อย่างเมลโลระเบิดหัวเราะ ด่าเขาว่าไอ้โง่แล้วล้อเลียนที่เขาตกเตียง


แต่ตรงกันข้าม หมอนั่นอ้าปากตกใจแล้วพุ่งตัวมาพยุงเสียอย่างนั้น "ขอโทษ! ขอโทษ! นายโอเคไหม? ให้ฉันช่วยนะ" มันยกตัวเขาขึ้นแล้วยัดเยียดอ้อมกอด แมตต์ยืนค้างขณะที่เมลโลพึมพำความรู้สึกผิด เป็นครั้งแรกที่ต้องกำมือแน่นระบายอารมณ์ที่คุกรุ่น เขาไม่เคยรู้สึกอยากต่อยใครขนาดนี้มาก่อน


นี่มันไม่ใช่เมลโล ให้พูดจากใจจริงเลยนะ โคตรน่ารำคาญ...โอเค ปกติมันก็น่ารำคาญอยู่แล้วแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยใจได้ถึงขนาดนี้ เขาชอบคุยกับเมลโล ชอบเล่นกับมัน ชอบใช้เวลาร่วมกับมันได้จนถึงก่อนนอนของเมื่อวานซืน แต่ตอนนี้มันไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมเลยสักนิด


นี่ไม่ใช่เมลโล


ไอ้คนที่กอดรัดแมตต์อยู่อาจจะดูเหมือน อาจจะฟังเหมือน อาจจะตอบสนองเมื่อได้ยินชื่อนั้น แต่เมลโลของเขา เมลโลที่เขาเติบโตมาด้วยไม่ได้อยู่ที่นี่ ความเกรี้ยวกราด บูดบึ้ง ดื้อด้าน ตัวตนพวกนั้นมันหายไป ทุกความรุนแรง ทุกคำสบถ การทำผิดแล้วปิดปากเงียบไม่ขอโทษ ทุกรายละเอียดแสดงความเอาใจใส่แต่ไม่แสดงออกมันหายไปแล้ว


การทำดีด้วยอาจเป็นสิ่งที่แมตต์ต้องการ แต่มันจะไปมีประโยชน์อะไรถ้ามันไปได้ตามมาด้วยตัวตนของเพื่อนเขา และที่แน่ๆ 'ไสหัวไปไอ้เวร' มันน่าฟังกว่า 'ฉันขอโทษนะแมตต์' มาก และให้ตายเถอะ เขาอยากได้ยินเสียงเมลโลด่าเดี๋ยวนี้เลย!


คนผมบลอนด์เอื้อมตัวมาหอมแก้มเขาเป็นจังหวะเดียวกับที่เขาผงะถอยหลัง ความรู้สึกผิดปะทุอยู่ในอก เป็นเพราะเขาหมอนี่ถึงเปลี่ยนไป และสมองดันไม่รู้เลยว่าจะมีวิธีไหนในโลกที่แก้ได้


ความคิดมากมายประดังประเดเข้ามาในหัวและไม่มีอันไหนที่น่าจะสำเร็จเลย ก่อนเขาจะนึกถึงบุคคลอันเป็นความหวังสุดท้าย บุคคลที่เป็นอัจฉริยะโดยกำเนิดสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างและอยู่ในระยะที่ติดต่อได้ง่ายดาย แมตต์หยิบแว่นขึ้นสวมจ้ำไปที่ตู้เสื้อผ้า "เมลโล เดี๋ยวฉันว่าจะไปคุยกับแอลหน่อย นายเล่นคนเดี๋ยวสักชั่วโมงนะ โอเค้?"


เขาเปลี่ยนชุดมันตรงนั้นเลยส่วนเจ้าตัวปัญหาพยักหน้าอย่างสงสัยแต่ก่อนที่จะได้ถามอะไร แมตต์ก็พุ่งตัวออกประตูไปห้องที่สามารถติดต่อกับนักสืบอันดับหนึ่งของโลก เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหน เขาก็ต้องลากคอเมลโลคนเดิมกลับมาให้ได้!!!







ระหว่างทางโดนขัดขวางด้วยเมลโลที่เดินตามมาเอาแต่ถามว่าเขาจะกลับมาเมื่อไร ไม่กินมื้อเช้าก่อนเหรอ เสร็จแล้วไปเที่ยวข้างนอกกันไหมและถ้อยคำความเป็นห่วงมากมาย แมตต์ต้องพุ่งตัวไปพึ่งวาตาริก่อนเพื่อให้ชายชราคนนั้นกันตัวคนน่ารำคาญไม่ให้รบกวนเขากับแอล มือรัวเคาะประตูห้องทำงานของชายผู้เป็นความหวังสุดท้าย


"ครับ ครับ มาแล้ว" เสียงที่ดังมาจากข้างหลังประตูดูอารมณ์เสียอย่างเห็นได้ชัดจนเกือบจะทำให้แมตต์ยอมแพ้ไปเสียแล้ว​ แต่ก็แค่เกือบเพราะเด็กหนุ่มทนรอปรึกษาวันที่แอลอารมณ์​ดีไม่ไหวจริงๆ


"ผมบอกไปแล้วว่ายุ่งอยู่---​ อรุณสวัสดิ์​ครับ​ แมตต์" ใบหน้าเรียบเฉยเปลี่ยนเป็นมึนงงทันควันเมื่อเขารู้ว่าใครมารอที่หน้าประตู​ น่าสงสัยนิดหน่อยว่าคนที่แอลบอกว่ายุ่งคือใครแต่มันไม่ใช่เรื่องสำคัญในตอนนี้


"ผมต้องการให้คุณช่วย" แมตต์เข้าประเด็นในทันที​ "คุณเป็นคนที่แก้ไขได้ทุกอย่างแม้แต่เรื่องที่ไร้เหตุผลสุดๆ​ ผมไม่เห็นว่าจะมีใครช่วยได้อีกแล้ว​ ขอร้องล่ะครับ"


ดวงตาสีดำสนิทจ้องเขาด้วยแววตายากจะคาดเดา​ ชายหนุ่มหันไปมองนาฬิกาในห้องก่อนถอยหลังพึมพำว่าอนุญาต​ให้เข้ามา​ จนปิดประตูสนิทธุระถึงได้รับการพูดถึง​ ​"ต้องการให้ผมช่วยอะไรกันแน่?"


"เมลโลทำตัวน่ารำคาญ"


แอลเลิกคิ้ว​ "ผมว่านั่นไม่ใช่เรื่องแปลก"


แมตต์ค้าน​ "ไม่​ ไม่​ ไม่ครับ​ คือผมหมายถึงเขาทำตัวน่ารักจนน่ารำคาญ" 


แอลยกนิ้วโป้งขึ้นมาจรดริมฝีปากทบทวนสิ่งที่ได้ยิน​ ขณะที่คนอายุน้อยกว่ายืนนิ่งในบรรยากาศ​อึดอัด​ "นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมคาดหวังจะได้ยิน​เสียสักนิด สรุปคือคุณต้องการให้เขากลับไปเป็นปกติ?"


"ครับ​ คือผมก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวไหมนะแต่ว่า" แล้วเจ้าทุกข์ก็ให้การอันเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี​ทั้งเรื่องความหวังบางอย่างในคืนนั้นซึ่งเผลอพูดออกมา​และพฤติกรรมแปลกประหลาดของเพื่อนสนิทที่เปลี่ยนไปในเช้าวันถัดมา​ "ผมพอจะเข้าใจข้อมูลที่คุณให้แล้ว" น่าแปลกที่นักสืบอันดับหนึ่งของโลกยอมฟังเรื่องที่ไม่เมคเซ้นต์สุดๆ นี้จนจบ "จากการวิเคราะห์เบื้องต้นผมว่าคุณควรจะต้องมีความปรารถนาเรื่องใหม่ที่แรงกล้ายิ่งกว่าเดิม" เขาจริงจังเหมือนกำลังไขคดียังไงยังงั้น "แต่น่าแปลกที่แค่คำพูดอย่างเดียวส่งผลได้ถึงเพียงนี้...แน่ใจหรือครับว่าไม่เกี่ยวข้องกับคำสาป?"


แมตต์หยุดคิดไปก่อนส่ายหน้า "ก็ไม่นะครับ"


"หวังว่าคุณจะคิดถูก"


แอลเดินไปปิดไฟทุกดวง เพราะผ้าม่านบดบังทรรศนียภาพภายนอกอยู่แล้วห้องทำงานจึงมีเพียงแสงสลัวจากจอมอนิเตอร์ เขาเอาแมคบุ๊คลงมากางที่พื้น เด็กหนุ่มจึงย่อตัวลงตาม


"คุณต้องนั่งสมาธิจนจิตใจสงบก่อนเราถึงจะเริ่ม"


ผู้สืบทอดลำดับที่สามเกือบจะหลุดปากเถียงว่าอีกฝ่ายจะหลอกให้เขาเสียเวลาแล้วหนีไปทำคดี แต่ใบหน้าเรียบเฉยที่มองมาทำให้ต้องหุบปากเงียบ แมตต์นั่งขัดสมาธิบนพื้นเย็นหลับตาแล้วพุ่งจิตไปกับคำอธิษฐานอันใหม่


ผมอยากให้เมลโลกลับไปเป็นแบบเดิม


แอลทำงานเงียบเชียบระหว่างรอเขา ประมาณสิบห้านาทีแมตต์ก็ลืมตาขึ้น รู้สึกอารมณ์คงที่มากที่สุดตั้งแต่สองวันที่ผ่านมา ระหว่างที่กำลังพักผ่อนจิตใจอยู่นั้นคนผมดำก็ยื่นกระดาษและปากกาขนนกที่จุ่มน้ำหมึกมาให้ "วาดรูปดาวห้าแฉกมีวงกลมล้อมรอบครับ" ดวงตาสีน้ำเงินจ้องเขาราวกับจะถามว่าคุณเก็บของแบบนี้ไว้ในห้องทำงาน? หรือไม่ก็ เราถึงจุดที่ต้องพึ่งมนตร์ดำกันแล้ว? แต่มือก็รับของมาแล้วทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด


"ต่อมาวาดสัญลักษณ์หยินหยางตรงช่องกลางของดาว"


เด็กหนุ่มค่อนข้างใช้เวลาจรดปากกาด้วยไม่ต้องการให้ทักษะศิลปะอันย่ำแย่ส่งผลให้คลาดเคลื่อน


ไม่กี่นาทีต่อมาแมตต์ก็ทำตามทุกขั้นตอนที่คนอายุมากกว่าบอก คำอธิษฐานถูกเขียนลงเหนือดาวห้าแฉก กระดาษถูกพับก่อนจะลนด้วยน้ำตาเทียนที่ไม่รู้ว่าแอลจุดตั้งแต่เมื่อไร


ชายหนุ่มยืนขึ้นทั้งในมือมีเทียนส่องสว่าง รอบข้างมืดมิดเหมือนหนังผีสักเรื่องขณะที่มือซีดยื่นกระดาษเข้าไปใกล้เปลวเพลิง จนไฟติดเพียงเล็กน้อยจึงผละออกให้คำอธิษฐานมอดไหม้ "ผมอยากให้เมลโลกลับไปเป็นแบบเดิม" แมตต์พูดออกมาเสียงดังหนึ่ง สอง และสามครั้ง เมื่อพิธีกรรมเสร็จสิ้นแอลจึงยื่นถุงใส่ขี้เถ้าให้


"เอาไปโปรยในสถานที่ซึ่งคุณและเมลโลเคยไปด้วยกัน ผมแนะนำให้เป็นนอกตัวอาคารแล้วมันจะสัมฤทธิ์ผลอย่างรวดเร็ว หากไม่มีอะไรผิดพลาดคาดว่าผ่านค่ำคืนนี้ไปเห็นจะได้"


คนเป็นผู้สืบทอดพยักหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย ปากรัวคำขอบคุณไม่หยุดใส่คนที่ช่วยได้มากกว่าที่คิด


โอเค เหลือแค่หาที่โปรย









แมตต์ขอพำนักทานมื้อเช้าและเที่ยงในห้องทำงานแอล ชายหนุ่มเพียงแค่พยักหน้าแล้วหันไปจัดการคดีต่อ แมตต์ที่อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์จึงคอยช่วยซัพพอร์ตด้านไอทีให้ จนเริ่มเย็นจึงได้เวลาเผชิญหน้ากับความจริง เด็กหนุ่มใช้เวลาไม่นานนักในการหามุมเหมาะสม เขาขออนุญาตคนเป็นเจ้าของสถานเด็กกำพร้าว่าอยากจะโปรยขี้เถ้าลงสนามหญ้าสักเล็กน้อย(ความจริงเยอะมากแต่ต้องหลอกให้เหยื่อตายใจ) เมื่อเห็นชายชรากะพริบตาปริบๆ ก็เอานักสืบอันดับหนึ่งของโลกมายืนยันเจตจำนงค์ แมตต์ได้สิทธิ์ไม่อั้นในการโรยผงสีเทาอย่างเชื่องช้าทั่วทุ่งสีเขียว ละเว้นแปลงดอกไม้สวยๆ เป็นการรักษาน้ำใจวาตาริ ในใจก็สวดภาวนาขอให้คำแนะนำของแอลสำเร็จ เขาไม่อยากจะติดแหง็กกับเมลโลที่น่ารำคาญคูณสิบไปตลอดชีวิต


เมื่อจบภารกิจแล้ว แมตต์ก็นั่งมองดอกไม้ทำใจกับสิ่งที่เขาต้องไปรับมือข้างในแวมมี่เฮ้าส์ จนเมื่อท้องเริ่มร้องก็ตัดสินใจเข้าห้องทานอาหาร เดี๋ยวเมลโลก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม เขาพร่ำบอกให้กำลังใจตัวเอง เขาต้องทนกับไอ้นิสัยแปลกประหลาดนี่อีกแค่คืนเดียวเท่านั่น


ในวินาทีที่เท้าก้าวเข้ามาข้างในทั้งร่างก็ถูกรวบเข้าไปในอ้อมกอดกับคนผมบลอนด์ที่น้วยเขาไม่หยุด


"แมตต์ คิดถึงงงงงง~"


"อืม คิดถึงเหมือนกัน" คิดถึงนายคนเดิมเนี่ยแหละ โคตรเหนื่อยเลยให้ตายสิ...


"งั้นทีหลังก็อย่าไปไหนนานๆ นะ อยู่กับฉันตลอดเวลาเลย~"


โหย พรุ่งนี้เดี๋ยวรู้กัน แมตต์คิดด้วยความหวังที่สุมเต็มอก เมื่อไรที่มนตร์นำเมลโลกลับไปเป็นคนเดิมได้สำเร็จ สิ่งแรกที่มันจะทำคือต่อยเขาแน่ๆ ต่อยหน้าหงายแล้วกระทืบซ้ำ โกรธกับทุกเรื่องที่ผ่านมาจนไม่พูดกับเขาไปหลายวัน


แมตต์รอแทบไม่ไหวแล้ว!


หลังมื้อเย็นจบลงคนผมน้ำตาลก็เข้านอนเร็วเป็นพิเศษเผื่อว่าตื่นขึ้นมาแล้วปัญหาทุกอย่างจะสงบลงเสียที


ส่วนตัวต้นเหตุของปัญหา เมลโลตามติดแมตต์ราวปลิงน้ำจืดชนิดที่ว่าไม่สนกิจกรรมอื่นตามเข้าห้องด้วยในทันที เหมือนเหตุการณ์เมื่อคืนวนกลับมาอีกรอบ ทั้งสองนอนกอดกันแทบจะผสมร่างและแม้แมตต์จะไมเกรนขึ้นแค่ไหน เขาก็ไม่อยากพลาดโอกาสในตอนเช้าที่เมลโลเวอร์ชั่นโวยวายตื่นขึ้นมาถีบตกเตียงด้วยความไม่พอใจ


"ราตรีสวัสดิ์ แมตต์" ปลิงผู้สดใสพึมพำบนอกเขา


"ราตรีสวัสดิ์ เมลโล" เขาตอบกลับเสียงเนือย ปิดตาลงแล้วอธิษฐานเป็นครั้งสุดท้ายถึงวันรุ่งขึ้นที่จะพาสิ่งดีงามมาสู่ชีวิต


โชคดีเป็นของเขาที่ร่างกายล้ามามากแล้วจึงหลับลึกได้อย่างรวดเร็ว ทั้งสมองและหัวใจต่างเห็นพ้องไปในทางเดียวกันว่าถ้าพรุ่งนี้จะเจ็บตัวก็คุ้มค่าแล้ว


และแน่นอนว่าต่อจากนี้เขาจะระวังคำพูดให้มากขึ้น...นี่มันคือฝันร้ายในโลกความเป็นจริงชัดๆ


ค่ำคืนผ่านไปอย่างยาวนาน ถึงแม้ว่าแมตต์จะฝันกี่เรื่องต่อกี่เรื่องทุกนาทีก็เหมือนผ่านไปโดยที่เขาทำได้แค่รอ เหมือนฝันจะดำเนินตลอดไป ความทรงจำเก่ากึกที่เคยใช้เวลาร่วมกับเมลโล ความเป็นไปได้มากมายที่อาจเกิดขึ้นในตอนเช้า บางทีเขาก็สงสัยว่ามันอาจจะเป็นผลข้างเคียงในกรณีที่พิธีกรรมไม่ได้ผล


และถึงแม้จะหลับอยู่ แมตต์ก็พร่ำบอกกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมาว่ามันต้องสำเร็จ เพราะถ้าไม่ แมตต์คงได้เป็นบ้าเพราะทนกับความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงนี่ไม่ได้


ตอนเช้าของวันจันทร์ เด็กหนุ่มผมน้ำตาลข่มตาหลับยืดเวลาให้ตื่นช้าที่สุดเท่าที่ทำได้ คาดหวังให้คนที่นอนเคียงข้างตื่นขึ้นมาเป็นปกติ จำทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ โวยวายแล้วโยนความผิดลงมาที่เขา ในสมองแมตต์คำนวณหาวิธีรับมือกับการทะเลาะครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตและหาวิธีง้อเพราะเขายอมทิ้งศักดิ์ศรีทุกอย่างที่มีได้ถ้าเมลโลกลับมาจริงๆ


"แมตต์" เสียงงึมงำดังขึ้นจากคนที่คว่ำหน้าลงกับหมอน แทรกเข้ามาในอากาศ ทำลายทุกความเงียบ คนถูกเรียกนอนนิ่ง เตรียมพร้อมบล็อกลูกเตะที่กำลังจะมาในสาม


สอง


หนึ่ง


...


......


........



.............


ไม่มีศิลปะต่อสู้ใดถูกใช้ กลับกันมีเพียงอ้อมกอดแน่นๆ ที่แทบทำให้กระดูกร้าวได้ ดวงตาสีน้ำเงินเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวที่ฉายชัด


"อรุณสวัสดิ์ แมตต์~"







"มันไม่ได้ผล!!!"


"อรุณสวัสดิ์ครับ แมตต์"


เด็กหนุ่มผมน้ำตาลขังตัวเองในห้องอาบน้ำ มือสั่นระริกกำโทรศัพท์ที่ต่อสายหานักสืบอันดับหนึ่งของโลกราวกับจะบดขยี้มันได้ทุกเมื่อ


"แอล คุณหายหัวไปจากแวมมี่เฮ้าส์ไม่บอกผมสักคำ!!! ที่ให้คำแนะนำก็มั่วเอาทั้งนั้นสินะ! โอ้ยยยย มาหลอกให้ความหวังคนอื่นแล้วชิ่งตอนจบนี่ต้องเป็นคนยังไงครับ!?"


แมตต์ตะโกนใส่หน้าจอดังลั่น เมื่อเช้านี้เขาบุกไปหาถึงห้องทำงานเคาะจนเมื่อยมือก็ไร้เสียงตอบกลับ พอไปถามจากวาตาริก็ได้รับเพียงรอยยิ้มบางและกำหนดการว่าแอลขึ้นเครื่องไปสืบคดีตั้งแต่ตีสองแล้ว เดี๋ยวเขาเองเคลียร์เอกสารที่ค้างคาอยู่อีกนิดหน่อยก็จะเดินทางตามไปเช่นกัน แล้วชายชราก็จากไปทิ้งให้แมตต์ชะงักค้างเพราะเพิ่งผ่านเหตุการณ์อาฟเตอร์ช็อกที่ตบเข้าเต็มหน้า


"ผมไม่ได้หนีแต่คดีนี้จำเป็นต้องได้รับความยุติธรรม...แมตต์ เมื่อวานถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบที่ผมมอบให้คุณ การรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและความผิดหวังคือคุณสมบัติของนักสืบที่ดี ทว่าแม้จะเป็นเวลาที่ควรปล่อยวางทำจิตใจให้สงบเตรียมคิดแผนการรับมือสำหรับอนาคต คุณกลับยอมทำได้ทุกอย่างแม้จะเป็นเรื่องเสียเวลาแถมไม่สามารถใช้หลักเหตุผลอธิบายได้อย่างเวทมนตร์ ผมคาดหวังในตัวคุณมากกว่านี้ และดูเหมือนผมจะผิดหวัง"


แมตต์ที่ต้องมาโดนด่าแต่เช้ากุมขมับพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ "สรุปก็คือคุณทำให้เมลโลกลับเป็นปกติไม่ได้"


"ครับ และผมไม่จำเป็นต้องช่วยคุณ"


"แต่แอล ผมต้องการเขาคนเดิมเดี๋ยวนี้" คนอายุน้อยกว่าพยายามควบคุมเสียงไม่ให้ก้าวร้าวไปมากกว่านี้ ชีวิตเขาเหมือนจะจบสิ้นอยู่กลายๆ เพื่อนก็เปลี่ยนไป แถมทำคนที่เขาต้องสืบทอดไม่พอใจอีก


มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมาก่อนสัญญาณจะดังขึ้นเป็นการบอกว่าสายถูกตัด


แมตต์เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงยกสองมือขึ้นขยำผมสีน้ำตาลไปมาอย่างแทบจะบ้า


"แมตต์?" เสียงอันอ่อนหวานดังพร้อมกับประตูที่ถูกเคาะ คนผมน้ำตาลเพียงแค่เมินมันไปแต่เสียงเคาะก็ยังรบกวนไม่หยุด "นายโอเคไหม? นายอยู่ในนี้นานมาก ป่วยรึเปล่า? ให้ฉันช่วยอะไรไหม---"


เพียงเพื่อจะหุบปากที่จ้อไม่หยุด เขาลุกขึ้นไปเปิดประตู ปั้นยิ้มที่โคตรฝืนที่สุดในชีวิตส่งให้คนที่หน้าตาเป็นกังวล "ฉันสบายดีอาบเสร็จแล้ว นายใช้ต่อก็ได้นะ" เมลโลเวอร์ชั่นนี้อาจเป็นโรคอ่านบรรยากาศไม่ออก เพราะในวินาทีต่อมาแมตต์ก็ถูกรวบเข้าไปในอ้อมกอดที่เริ่มจะรู้สึกชินขึ้นมาแล้ว เขาลูบหลังปลอบคนอ่อนไหวง่ายก่อนผละออก "ฉันจะไปกินมื้อเช้า..."


คนตรงหน้ายิ้มร่า "อื้ม!" พร้อมกับพาเขาไปห้องทานอาหารเหมือนทุกที ทั้งสองแยกกันได้หลายคาบเรียนเพราะอยู่คนล่ะคลาส แมตต์กล้าสาบานเลยว่าไม่เคยรู้สึกรักอาจารย์และหนังสือขนาดนี้มาก่อน จนกระทั่งค่ำคืนดำเนินมาถึงเขาจึงต้องเผชิญกับคนสุดท้ายที่อยากเห็นหน้าอีกครั้ง แมตต์พร่ำบอกตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็จบลง เมลโลที่เหมือนจะสังเกตได้ถามเขาเสียงหงอย "เป็นอะไรรึเปล่า?" คนที่มีรอยยิ้มมาตลอดหางคิ้วตกทั้งสีหน้าราวกับจะร้องไห้ แมตต์เองก็รู้สึกแย่ไม่แพ้กันแต่เลือกที่จะเมินเพื่อนสนิทต่อไป อย่างน้อยมันก็ช่วยรักษาสภาพจิตของเขาให้ไม่ว้าวุ่นไปกว่านี้


"แมตต์ ฉันทำอะไรผิดรึเปล่า?"


ดวงตาสีดำสนิทที่เขาเคยชอบมากที่สุดฉายแววแห่งความเสียใจ น้ำตาที่เริ่มซึมทำให้ใจอ่อนในที่สุด


"ไม่ นายไม่ผิด" เสียงที่ตอบออกมาเซื่องซึมไร้พลังงานจนตัวเจ้าของเองยังตกใจ สองมือเอื้อมออกไปกอดร่างตรงหน้าก่อนเป็นครั้งแรก บางทีถ้าทำแบบนี้...เขาอาจจะจินตนาการว่าทุกอย่างกลับไปเป็นแบบเดิมได้ "ขอโทษนะ" แมตต์อยากขอโทษ อยากขอโทษจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องที่เขาเมินเมลโลแต่เป็นกับทุกอย่างที่เคยนึกอยากได้จากตัวของอีกฝ่าย สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงแม้จะเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบก็ตาม


เมลโลเงียบไปเป็นครั้งแรกแต่เหมือนตลอดไป เขาจูงมือของแมตต์ออกไปที่สนามหญ้าแวมมี่เฮ้าส์และคนที่เดินตามไปก็รู้สึกว่าดีเหมือนกัน ข้างนอกคงสดชื่นและลมเย็นพอจะช่วยเยียวยาพวกเขาได้


ทั้งสองนั่งลงกับพื้นอันอ่อนนุ่ม เมลโลพึมพำด้วยรอยยิ้มบางเบาว่าดาวสวยดี ท้องฟ้าก็แจ่มใส


"หืม ดาวตกนี่" เสียงเนือยๆ ที่ตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อยปลุกแมตต์จากภวังค์ เมลโลชี้นิ้วไปที่ฟากฟ้า "ขอพรเร็ว!"


แมตต์มองตามด้วยแววตาเรียบเฉย คิดเสียว่ามันไม่เสียหายที่จะให้กำลังใจตัวเอง เขายังคงอธิษฐาน...ในเรื่องเดิม







คืนนั้นเหมือนเป็นวังวนแห่งฝันร้ายของแมตต์ ผ่านไปเป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี คำอธิษฐานที่ไม่มีวันเป็นจริงยังคงตามหลอกหลอน เขาไม่มีวันได้เมลโลกลับมา ไม่มีทางไหนที่ช่วยได้เลยและนั่นทำให้หัวใจปวบตุบ แมตต์ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะสามารถเกลียดตัวเองได้ถึงเพียงนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของเขาทั้งหมด


มันเป็นความผิดของเขา


เขาไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้ เหมือนติดอยู่ในโลกอันโหดร้ายที่เขาส่งความรักไปและได้รับความรักตอบในทางที่ไม่ต้องการ โลกที่ทุกอย่างผิดเพี้ยนไปหมดแม้แต่แสงแดดเรืองรองของวันใหม่ซึ่งปลุกให้ไปเผชิญความจริงที่จะหลอกหลอนเขาไปชั่วชีวิต


ตื่นสิ ตื่น


น้ำตาซึมออกมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แมตต์รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไอ้โง่ที่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่ยอมแพ้ เขายังคงมีหวังว่าสักวันเมลโลคนเดิมจะกลับมา แม้สุดท้ายจะต้องจมลงสู่เบื้องลึกแห่งความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าและไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย


เสียงดังเข้ามาในโสตประสาท กึกก้อง สะท้อนไปทั่วราวกับเยาะเย้ยในฝันร้าย และจากเชื่องช้าก็เปลี่ยนเป็นรุนแรงขึ้นในที่สุด ติดเสียแต่ว่า...เสียงมันคุ้นๆ นี่สิ


"ไอ้เวรเอ้ย!!!"


แมตต์รู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนยันตัวลุกจากพื้นห้อง หน้าระบมไปหมดแถมเจ็บจมูกและหน้าผากจากการกระแทกที่ไม่ทันตั้งตัว


"ทำไมฉันนอนกอดกับแกวะ!?"


หลังจากตื่นเต็มตาแล้วแมตต์หันมองคนที่ยืนค้ำหัวอยู่ข้างเตียง เมลโลที่ตอนนี้โกรธหน้าดำหน้าแดงควันจะออกหูอยู่รอมร่อ


สิ่งเดียวที่แมตต์ทำได้ในเวลานี้ก็คือกระโจนเข้าหาอีกฝ่าย แม้จะโดนมือนั้นยันหน้าจนเข้าถึงตัวไม่ได้แต่แมตต์กลับยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้นขึ้นมาในอก "ขอบคุณพระเจ้า! เมลโล นายกลับมาแล้ว!!!"


"กลับมงกลับมาบ้าอะไร ฉันไม่ได้ไปไหนสักหน่อย เมื่อคืนนายไปกินเหล้ามารึไงวะ?" เมลโลถอนหายใจออกมาด้วยความปลง "เฮ้อ แต่เพ้อหนักขนาดนี้น่าจะหวัด ไงก็เหอะอย่ามาทำให้ฉันติดไปด้วยแล้วกัน"


ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี แมตต์ดึงเมลโลเข้าไปในอ้อมกอด ตลอดทั้งชีวิตไม่เคยรู้สึกโล่งใจกับอะไรมากขนาดนี้มาก่อน "ขอโทษนะ เมลโล ฉันขอโทษ นายเป็นแบบนี้ดีแล้ว ฉันชอบนายที่เป็นแบบนี้"


คนผมบลอนด์ยังหน้าบึ้ง กลอกตามองบนอย่างไม่คิดปิดบัง "อ่าฮะ เพ้อหนักเข้าไป หัวไปกระแทกไรมารึเปล่าเนี่ย?"







-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ความจริงไม่ได้หวังให้จบสวยนะ แต่แต่งไปแต่งมาเริ่มสงสารแมตต์ ฟฟฟฟฟฟฟฟ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #86 Hydran (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 14:41

    แอลลล นังชั่วววว น้องเขามาขอให้นายช่วยด้วยความหวังอันแรงกล้าเลยนะโว้ยยยยย! วันต่อมาหล่อนทิ้งเขาเฉยเลย ชั่วจริมๆ//ปาดขนมปังมองละคร

    ส่วนแมตต์//ตบบ่า สำนึกผิดแล้วสินะ ฉันเข้าใจๆ เมลโลแบบเดิมถึงจะน่าตบแค่ไหน แต่เวอร์ใหม่ที่น่ารักจนอยากหนีไปร้องไห้(?) ก็รับไม่ได้อยู่ดี คือน่ารักจนน่ารำคาญ อ่านแล้วสยองกับปวดหัวแทน ได้คนเดิมมาแล้วรักษาดีๆละนาย

    #86
    1
    • #86-1 เมษามัตสึดะ(จากตอนที่ 77)
      20 เมษายน 2562 / 17:36
      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่ะ สงสารแมตต์ เมลโลเวอร์ชั่นนี้มุ้งมิ้งและตามติดมากมาย ถ้าต้องอยู่กับเป็นปีนี่รำคาญตาย คือน่ารักเกินจะรับไหว น่ารักแบบอย่าเข้ามาใกล้นะ! กลัวแล้ว //กระเถิบหนี

      ขอตีแขนพี่แอลหนึ่งที เป็นนังชั่วจริงๆ ทิ้งน้องได้ แมตต์ต้องโดนหลอกและเผชิญโชคตัวคนเดียว ;-;
      #86-1
  2. #85 Verxus 🎧 (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 14:08
    เพิ่งเคยเห็นเมลโลในมุมแบบนี้ 555 คือแบบมันมีทั้งฟีลตลกน่ารักและก็หน่วงด้วย สงสารแมตต์ที่รู้สึกผิดไปเลย เข้าใจฟีลยว่าไม่รู้จะทำไง ตอนแรกก็อึ้งกับแอลที่มีพิธีกรรมไรด้วย อึ้งสองหนักกว่าตรงหลอกแมตต์ กำ 555 เมลโลขี้โวยวายนี่แหละน่ารักสุดๆแว้ว
    #85
    1
    • #85-1 เมษามัตสึดะ(จากตอนที่ 77)
      20 เมษายน 2562 / 17:31
      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่ะ อยากเขียนเมลโล OOC ดูบ้าง คนโวยวายที่อยู่ดีก็นุ่มนิ่มขึ้นมา แต่ไม่ว่าเวอร์ชั่นไหนก็น่ารักคนละแบบ ซึ่งแมตต์ไม่โอเค แมตต์ต้องการเมลโลคนเดิม! โวยวายมาเลยเราพร้อมอ้าแขนรับ //ยิ้มรู้ทันแล้วแหมใส่

      แอลมีสกิลแถเนียน หลอกแมตต์ได้อย่างน่าเชื่อถือยื้อเวลาหนี ชั่วร้ายนัก! //หยิกแก้ม
      #85-1