[รวม Fic. Death Note] Every ship is happening

ตอนที่ 71 : Friends at the café (Fem! ไลท์/Fem! แอล)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 222
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    24 ม.ค. 64

Pairing : Fem! ไลท์/Fem! แอล

//นี่ฉันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง...






ยางามิ ไลท์เข้าคาเฟ่ร้านเดิมมาเป็นปีแล้ว กลิ่นหอมบางเบาของกาแฟชวนให้รู้สึกผ่อนคลายมากกว่าร้านอื่นๆ รอบมหาวิทยาลัยโตโอ หญิงสาวค่อนข้างเสพติดคาเฟอีนและต้องการให้เครื่องดื่มโปรดสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งมัตสึดะซังผู้เป็นบาริสต้าฝีมือเยี่ยมพอจะถึงมาตรฐานเธอ 


ปกติเธอมักมากับเพื่อนสนิทคณะนิติศาสาตร์ แต่ทาคาดะดันโดนรุ่นพี่มิคามิมาขอยืมตัวไปช่วยอาจารย์ตรวจเอกสารพอดิบพอดี ไลท์จึงต้องเดินไปมุมประจำอย่างเดียวดาย จุดที่พวกเธอมักจะนั่งคือมุมอับสายตาซึ่งเป็นส่วนตัวสูง แต่เพราะวันนี้คนเยอะจนโต๊ะทุกตัวเต็มเลยต้องจำใจแบ่งที่นั่งกับคนอื่นจนได้ ไลท์พึมพำขอร่วมโต๊ะด้วย หญิงสาวผมดำที่เป็นนักศึกษาเหมือนกันพยักหน้ารับรู้​ เธอคนนี้มีโครงหน้าอย่างชาวยุโรป​ แต่งตัวเรียบง่ายเสื้อแขนยาวกางเกงยีนส์​ รอบดวงตาสีดำสนิทมีรอยคล้ำอดนอนอีกทั้งท่านั่งที่ยกเข่าชิดอก​ แต่ไลท์ก็ทำเป็นไม่สนใจความประหลาดนั้น​ อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องไปนั่งกับไอ้หนุ่มผมทองที่ยังจ้องเธอตาเป็นมันตั้งแต่เดินเข้าร้าน


มันกลายเป็นกิจวัตรไปเสียแล้ว​ ทุกๆ​ วันจันทร์​ พุธ ศุกร์​ ไลท์จะมานั่งพักผ่อนที่คาเฟ่ก่อนเริ่มคลาสตอนสิบโมง บางครั้งก็เพียงแค่นั่งนิ่งบางครั้งก็ทบทวนบทเรียน ส่วนผู้หญิงอีกคนไม่เคยปล่อยให้ตัวเองว่างเลย​ เจ็ดในสิบครั้งที่เค้กบนโต๊ะถูกเมินไปเพราะเจ้าตัวเอาแต่พิมพ์แป้นแล็ปท็อป​ ส่วนสามในสิบดีหน่อยที่เป็นแค่อ่านหนังสือ​ อย่างน้อยก็ยังยกชาจิบได้เรื่อยๆ​ เหมือนครั้งนี้​ หนังสือในมือตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ส่วนหนึ่งอาจเพราะเชื้อชาติหรือเอกที่เธอเลือก อย่างไรก็ตามถือว่าใช้เวลาได้เกิดประโยชน์สูงสุดทีเดียว


เมื่อร่างบางนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าซีดเซียวก็เงยขึ้นมองก่อนจะผุดรอยยิ้มที่ทั้งลึกลับและน่าสยองในเวลาเดียวกัน มันเรียกได้ว่าความพยายามที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ไลท์ตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวานซึ่งเป็นธรรมชาติกว่ามาก 


พวกเธอไม่ค่อยคุยด้วยกัน...จริงๆ คือไม่เคยคุยกันเลย ไลท์เองก็พอใจกับความจริงข้อนั้นและหวังให้มันดำเนินต่อไปถ้าไม่ได้เห็นชื่อของนักเขียนบนหนังสือเสียก่อน


"อีออยน์ โคลเฟอร์? ใช่คนเขียนเรื่อง อาร์ทิมิส ฟาวล์ รึเปล่า?" ไลท์ถามอย่างสนอกสนใจ


"ค่ะ โคลเฟอร์เขียนได้สนุกจนวางไม่ลงเลยล่ะ" เธอตอบก่อนจะยกหน้าปกให้ดู Half Moon Investigations อีกหนึ่งผลงานของนักเขียนคนนั้นปรากฎให้เห็น


ไลท์พยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะถามต่อ "ปกติเห็นอ่านแต่วิชาการนี่นา ไม่รู้เลยว่าอ่านนิยายด้วย"


คนผมดำส่ายหน้าเบาๆ "ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ แค่เพิ่งสอบมิดเทอมมาแล้วสมองยังเบลออยู่ ยังไงก็เป็นหนังสือเด็กนี่คะ ฉันคิดว่ามันน่าจะอ่านง่ายที่สุดแล้วตอนนี้"


คนฟังได้แต่เลิกคิ้วกับสิ่งที่ได้ยิน "เธออ่านเรื่องสืบสวนสอบสวนเป็นการพักผ่อนสมอง"


"มันดีกว่าอยู่เฉยรอให้ช่วงเวลาที่น่าเบื่อหน่ายผ่านไป​ การจดจ่ออยู่กับบางสิ่งจะช่วยให้เรามีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตนะคะ" อีกฝ่ายให้เหตุผลด้วยน้ำเสียงราบเรียบ​ขณะมือขาวซีดพลิกหน้าหนังสือ


"น่าสนใจดีนี่" ไลท์คิดตามแล้วก็รู้สึกเห็นด้วย​ โน้ตเอาไว้ในใจว่าจะไปหาหนังสืออ่านที่ห้องสมุดเสียหน่อย​ อย่างไรช่วงนี้ก็เบื่อๆ​ อยู่พอดี​ "ยางามิ​ ไลท์​ ปีสามนิติศาสตร์​ เธอล่ะ?"


"ริวซากิ​ รุเอะ ปีสามคณะนิติศาสตร์​เหมือนกันค่ะ" 


"ริวซากิ? ชื่อคุ้นๆ​" 


ไลท์ทวนทั้งทำหน้านึก​ขณะหญิงสาวผมดำแทรกขึ้นมาอย่างสุภาพ​ "ยางามิจังอาจจะจำไม่ได้​ แต่เราสอบเข้าได้อันดับหนึ่งทั้งคู่นะคะ"


คนผมน้ำตาลร้องอ๋อออกมา​แต่ก็ยังทำหน้าเหมือนมีคำถามอยู่ในใจ​ และริวซากิช่างสังเกตพอจะตอบให้โดยที่เธอไม่ต้องเอ่ยปาก


"วันนั้นฉันไม่ได้ขึ้นเวทีเพราะมีธุระที่ต้องจัดการแล้วเที่ยวบินมาญี่ปุ่นก็นานกว่าที่คิดไว้ ฉันมาแลกเปลี่ยนจากอังกฤษน่ะค่ะ...น่าเสียดาย พลาดโอกาสขึ้นกล่าวสุนทรพจน์กับยางามิจังเลย" ริวซากิอธิบายพลางตัดพ้อไปด้วย ดวงตากลมโตสีดำสนิทสบกับดวงตาสีผึ้งซึ่งกะพริบปริบๆ เหมือนเหม่อลอยไปชั่วขณะ นั่นอาจไม่ใช่เรื่องที่เธอสงสัย คนผมดำเลยลองถามไปตามตรง "มีอะไรที่กวนใจคุณอยู่งั้นหรือคะ?"


ไลท์ที่พึ่งรู้ตัวว่านิ่งเงียบไปนานได้สติขึ้น​ คนผมน้ำตาลกระแอมก่อนกล่าวเสียงอ้อมแอ้ม​ "แค่ไม่แน่ใจว่าเธอตัดผมมารึเปล่า?"


ริวซากิเลิกคิ้วกับประโยคนั้น​ ไลท์เห็นท่าทีงุนงงนั่นแล้วก็รีบอธิบาย​เพิ่ม​ "ก็แบบว่าครั้งที่แล้วเธอยังผมยาวอยู่เลย​ ประมาณกลางหลัง​ แล้วตอนนี้มันดูสั้นขึ้นนิดนึงน่ะ"


"เอ๋ ฉันเล็มออกแค่สามเซนเอง ขนาดวาตาริซังยังไม่ทักเลยด้วยซ้ำ" เธอพูดถึงอาจารย์ประจำวิชาความยุติธรรมทางอาญาที่สนิทด้วยเป็นพิเศษ​ สาวอังกฤษทำหน้าประหลาดใจ​ "ยางามิจังนี่​ใส่ใจคนอื่นดีนะคะ"


เพราะน้ำเสียงยังคงราบเรียบ​จึงดูไม่ออกว่าประโยคท้ายนั่นคือชมหรือหลอกด่า​ ไลท์ตัดสินใจหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วเปลี่ยนเรื่องไปชวนคุยอย่างอื่นแทน






ด้วยเหตุนี้มันจึงกลายเป็นกิจวัตรไปเสียแล้ว​ ในคลาสของมหาวิทยาลัยพวกเธอยังคงเว้นพื้นที่ส่วนตัวให้อีกฝ่ายเสมอ​ ผิดกับตอนอยู่คาเฟ่ที่จะร่วมโต๊ะกันสามครั้งต่อสัปดาห์​ บางครั้งก็นั่งอ่านหนังสือด้วยกันเงียบๆ​ บางครั้งก็สนทนาตามประสาเพื่อนสาว​ ริวซากิเองก็มีความสนใจในประมวลกฎหมายอาญา​ เธอถกเถียงประเด็นต่างๆ​ ​ได้อย่างคล่องแคล่ว​และไลท์ก็ไม่เคยโอนอ่อนถ้าได้ยินสิ่งที่ไม่เห็นด้วย...ถึงมันแทบจะไม่มีเรื่องอะไรที่พวกเธอเห็นต่างกันก็ตาม​ หลายครั้งที่คุยติดลมจนรู้ตัวอีกทีสองสาวก็นั่งวิเคราะห์คดีในโทรทัศน์ไปเสียแล้ว


เหมือนกับครั้งนี้ที่พวกเธอคุยกันเรื่องหัวข้อในคลาสอาชญวิทยา ไลท์เล่าถึงสิ่งที่เธอไปศึกษาเพิ่มเติมด้วยดวงตาเป็นประกาย ส่วนหนึ่งเพราะริวซากิเป็นคู่สนทนาที่ดีเธอถึงได้เปิดเผยความคิดของตัวเองไปโดยไม่ต้องกังวลว่าอีกฝ่ายจะแย้งขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล นานแล้วที่ไม่ได้เจอใครสักคนที่น่าสนใจมากขนาดนี้ ทาคาดะก็เป็นคนฉลาดแต่ไม่ได้รู้สึกชวนให้อยากได้ยินเสียงเท่าริวซากิ...เธอคนนี้มีอะไรบางอย่าง


"แล้วก็นะ บนอินเตอร์เน็ตน่ะมีแบบทดสอบทางจิตวิทยาที่ฉันว่าไร้สาระมากเลยล่ะ เขายืนยันด้วยว่ามันบอกได้เลยว่าเราเป็นคนโรคจิตรึเปล่า" ไลท์ถอนหายใจออกมาก่อนยกถ้วยกาแฟดำขึ้นจิบ แน่นอนว่าคลาสอาชญวิทยาก็ต้องมีส่วนที่ลงลึกไปถึงลักษณะนิสัยของอาชญากรด้วย มันเป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ไลท์ลงความเห็นว่าน่าสนใจ แต่พวกข้อมูลมั่วๆ บนโลกออนไลน์นี่ก็ทำให้ปวดหัวชวนอ่อนเพลียอยู่หลายตลบเหมือนกัน ปริศนามากกว่าครึ่งในนั้นไม่ได้มาจากคนทำงานด้านนี้โดยตรงด้วยซ้ำ


"ยกตัวอย่างเช่น?" ริวซากิถาม ขณะที่นิ้วเท้าถูไถกันไปมาอย่างใจจดใจจ่อ


"อืม เธอเคยอ่านเจอเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงในงานศพไหม?" เมื่อสาวผมดำส่ายหน้า ไลท์จึงเล่าต่อ "ถ้าเธอเสิร์ชเกี่ยวกับความโรคจิตไป จะเห็นเลยแหละว่าหลายเว็บมากที่เอาอันนี้ไปลง เรื่องมีอยู่ว่าหญิงสาวอยู่ในงานศพของแม่เธอ ที่นั่นเธอได้พบกับผู้ชายที่น่าหลงใหลมาก คนในฝันเลยแหละ เธอก็เลยตกหลุมรักเขาสุดหัวใจ"


"...เร็วจังเลยนะคะ" ดวงตาสีดำสนิทหรี่ลงอย่างไม่ชอบใจนัก


"ก็แบบทดสอบเขาว่ามาอย่างนี้ ตามน้ำไปเถอะน่า" คนผมน้ำตาลกล่าวยิ้มๆ "ไม่เชื่อในรักแรกพบรึไง?"


"ฉันเชื่อในความหลงใหลแรกพบนะคะ รูปร่างหน้าตาย่อมเป็นสิ่งที่ดึงดูดผู้คนให้เข้าหากัน แต่กับรักแรกพบ? ใครก็ตามที่ใช้ศัพท์นั้นน่ะใจง่ายเกินไปแล้ว"


"แรงแฮะ"


"แรงแต่เป็นความจริง คำว่ารักน่ะต้องใช้หลังได้ลองทำความรู้จักกันสิคะ"


เหมือนพวกเราตอนนี้น่ะเหรอ? นั่นเป็นประโยคแรกที่ผุดขึ้นมาในสมอง ไลท์หัวเราะน้อยๆ น่าเสียดายที่เธอไม่ได้หลุดปากไปไม่งั้นคงพาอีกฝ่ายขำไปด้วย


ริวซากิเอียงคอสงสัยในสีหน้าของเธอ ไลท์ตัดสินใจวกกลับเข้าเรื่องเมื่อเห็นว่ามันเลยจังหวะซิทคอมที่จะเล่นมุกไปแล้ว "ยังไงก็ตาม เวลาต่อมาเธอก็ฆ่าพี่สาวแท้ๆ ของตัวเอง คิดว่าทำไมล่ะ? ลองเดาแรงจูงใจมาหน่อย"


นิ้วโป้งถูกยกขึ้นมาจรดริมฝีปาก ริวซากิไล้มันไปเรื่อยๆ เหมือนตกอยู่ในภวังค์ เธอชอบทำแบบนี้ตอนใช้ความคิด และคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็มักเผลอมองตามนิ้วเรียวสวยนั่นบ่อยครั้ง นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายใช้ลิปมันยี่ห้ออะไรปากถึงได้ดูหวานฉ่ำขนาด---


"เป็นเพราะเธออยากเจอผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง?" ช่วงปลายของประโยคสูงขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่แน่ใจในคำตอบ


"ถูกต้อง" สาวญี่ปุ่นที่เหม่อไปชั่วครู่ดึงสติกลับมาแทบไม่ทัน แอบตกใจที่คนตรงหน้าหาคำตอบได้รวดเร็วขนาดนี้ บางทีอาจไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไรสำหรับคนที่สอบเข้าโตโอด้วยคะแนนสูงสุด "รู้ได้ไงเนี่ย?"


"ก็เพราะคุณบอกว่ามันเป็น 'แบบทดสอบ' ไงคะ พวกคดีปริศนาบนอินเตอร์เน็ตไม่เคยยอมให้ความคิดแรกที่ผุดมาในหัวถูกหรอกค่ะ มันจะต้องมีอะไรหักมุมอยู่เรื่อย ถ้าคุณบอกว่าเป็นพล็อตนิยายหรือเรื่องสั้นในเว็บเด็กม.ปลาย ฉันอาจตอบอะไรง่ายๆ อย่างพี่สาวก็แอบชอบเหมือนกัน พี่สาวกับชายคนนั้นเป็นคู่รัก คนน้องก็เลยฆ่าด้วยความหึงหวง" ริวซากิยังคงมีสีหน้าราบเรียบขณะที่เธออธิบายเหมือนมันเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็คิดได้ "แถมปริศนาพวกนี้มักให้ข้อมูลสำคัญกับเรามาตามตรง ข้อมูลที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามและเห็นว่าเป็นแค่เรื่องราวประกอบ"


"วิเคราะห์เฉียบขาดมาก เธอคิดเหมือนฉันเลย" สาวผมน้ำตาลยิ้มอย่างชื่นชมในตัวอีกคน


"ขอบคุณค่ะ ความจริงนั่นก็ไม่ใช่แบบทดสอบที่ดีสักเท่าไร คำตอบไม่ควรตายตัว หรือเน้นให้น่าประหลาดใจจนออกมาไร้เหตุผล" และนั่นคือเวอร์ชั่นสุภาพของ สิ้นคิดจริงๆ เอาอะไรมาตัดสินวะว่าต้องตอบแบบนี้?


ไลท์แสร้งทำหน้าใสซื่อ "เอ๊ะ แต่ตอนจบของเรื่องนี้เขาบอกว่าส่วนใหญ่คนที่ตอบถูกเป็นโรคจิตล่ะ"


ริวซากิหน้าบึ้ง แม้จะพยายามไม่แสดงออกแต่ก็ดูรู้ได้ง่ายว่าไม่ประทับใจอย่างแรง "งั้นหรือคะ?"


"เขาว่านักจิตวิทยาชื่อดังเป็นคนคิดค้นการทดสอบนี้ แต่ก็ไม่ได้บอกชื่อมานะว่าใคร"


"งั้นก็ของปลอมแหละค่ะ!" สาวอังกฤษแย้งขึ้นมาทันควัน 


"มันก็แน่นอนอยู่แล้วนี่"


"ใช่ไหมล่ะคะ!?"


"..."


"..."


"อื้ม..."


"ยังไงก็ตาม สุดท้ายมันก็น่าหงุดหงิดมากที่พวกเขาชอบบอกว่าพวกโรคจิตแตกต่างจากคนปกติ ฉันหมายถึงมันก็จริงที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าสารเคมีในสมองพวกนั้นไม่เหมือนอย่างเธอหรือฉัน แต่ก็ไม่ควรเอามาใช้เป็นข้ออ้างให้ออกไปฆ่าใครก็ได้โดยไม่ต้องโทษตามกฎหมายไหม? ฉันไม่ชอบจิตวิทยาสมัยใหม่ก็ตรงนี้แหละ" ไลท์ยังคงใส่หน้ากากแห่งความสุขุมอยู่ขณะเอ่ยความคิดของตัวเองออกมา หญิงสาวสำรวมท่าทีและน้ำเสียงให้อ่อนหวาน ทั้งที่ดวงตาสีน้ำผึ้งมีประกายความเดือดดาลพลุ่งพล่านอยู่ทั่ว


"คุณนี่เชื่อในความยุติธรรมอย่างสุดโต่งเลยนะคะ" คนผมดำจ้องเธอนิ่งๆ ราวกับประเมินสถานการณ์ มือจิ้มส้อมลงกับชีสเค้กที่ถูกเมินมานาน ไลท์เห็นดังนั้นก็ยกกาแฟขึ้นจิบบ้าง


"ก็เอกเราต้องเรียนอะไรแบบนี้ แล้วมันไม่ใช่เรื่องปกติรึไงที่เด็กนิติจะรักความยุติธรรม"


ริวซากินิ่งไปชั่วครู่ "นั่นสินะคะ แต่ไลท์จังดูน่านับถือมากเลยที่กล้าพูดทุกอย่างที่คิดและยึดมั่นในความถูกต้องมากถึงขนาดนี้" คำเรียกที่เปลี่ยนไปทำให้คนฟังเลิกคิ้ว แต่ไลท์ก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไรเพราะยังไงอีกฝ่ายก็สนิทกับเธอพอจะเรียกชื่อต้น


"ปกติฉันก็ไม่พูดตรงซะทุกอย่างหรอก แต่เราเป็นเพื่อนกันนี่ ไม่มีอะไรต้องปิดบังอยู่แล้วใช่ไหมริวซากิ?"


สาวผมดำเพียงแค่ยิ้มออกมากับประโยคนั้น มันบางเบาเสียจนแทบมองไม่ออก เธอตักชีสเค้กคำสุดท้ายเข้าปาก ดื่มน้ำชาตามก่อนวางถ้วยลงกับโต๊ะ "ใกล้ถึงเวลาเริ่มคลาสแล้วนี่คะ"


ไลท์ก้มดูนาฬิกาที่ข้อมือซ้ายแล้วพยักหน้า "อ่า งั้นเจอกันวันศุกร์นะ?"


"ค่ะ"





"ริวซากิ"


"คะ?"


"อ้าว! นี่เธอจริงๆ เหรอเนี่ย!?"


ยางามิ ไลท์อุทานลั่นกับภาพตรงหน้า ดวงตาสีน้ำผึ้งเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ริวซากิ รุเอะ...ครั้งล่าสุดที่เห็นเธอไม่ได้ทาปากแดง ไม่ได้นั่งขาชิดแบบมนุษย์ปกติ และไม่ได้ใส่เดรสจั้มเอวสวยๆ แบบนี้แน่


"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?" ไลท์นั่งลงฝั่งตรงข้ามทั้งสีหน้าเหวอไม่หาย ส่วนต้นเหตุนั้นเพียงแค่เอียงหัวไปซบที่ไหล่ซ้ายมองบนเป็นบุคลิกเสียที่ไม่ต่างจากเดิม


"ก็เรื่องธรรมดานี่คะ ก็ฉันเป็นผู้หญิงนี่" หน้าเธอดูไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก มันบึ้งตึงแถมน้ำเสียงก็แสดงความน้อยใจเกินกว่าจะมองว่าทั้งหมดนี่เป็นการเต็มใจทำ


ไลท์ขมวดคิ้ว "ให้เดานะ ไปโดนใครทักมาใช่ไหมเนี่ย?" เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้างอๆ นั่น เพื่อนสนิทก็หัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่


ดวงตาสีดำสนิทจ้องเขม็งอย่างคาดโทษ "มีอะไรตลกนักหรือคะ?" 


บนหน้าไลท์มีรอยยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้ที่สุด ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะจนไหล่สั่น "โทษทีๆ แต่เธอนี่มันดื้อชะมัด! แค่จะประชดต้องจัดเต็มขนาดนี้เลย!"


"ก็ไอเบอร์ซังน่ะสิคะ อยู่ดีๆ ก็มาบอกว่า ถ้าพรีเซ็นต์วันศุกร์คุณยังสภาพเหมือนศพเข้าคลาสผม เตรียมนอนกอดตัว F ไปได้เลย" ไอเบอร์คนที่ว่าก็คืออาจารย์ประจำวิชาภาษาฝรั่งเศส ไลท์ไม่ได้ลงคลาสนี้แต่พอรู้มาว่าริวซากิเป็นศิษย์รักของหนุ่มปาฆิเซียงคนนั้น เธอผันกิริยาได้ตรงเป๊ะทั้งสำเนียงก็เหมือนเจ้าของภาษา แต่ถ้าถึงขนาดต้องเอาเรื่องเกรดมาอ้างแสดงว่าอาจารย์เขาไม่น่าจะทนสภาพนักศึกษาคนนี้ไหวจริงๆ


"แค่เธอมัดผมแล้วทาคอนซีลเลอร์หน่อยก็รอดแล้วเนี่ย ทำให้ยุ่งยากไปได้" ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลภาพลักษณ์กอดอกสั่งสอน ขณะที่สาวอังกฤษเอียงคอน้อยๆ ไม่เข้าใจ


"คอนซีลเลอร์?"


"ไม่เคยใช้ล่ะสิ ฉันพอมีติดกระเป๋านะ เดี๋ยวทาให้" ไลท์ยกตลับเครื่องสำอางออกมา อีกฝ่ายมองมันด้วยแววตาเสียดแทงประหนึ่งเป็นศัตรูกันมาสิบชาติเศษ "ไลท์จังแต่งหน้าเป็นแน่หรือคะ? ไลท์จังหน้าสดมาตลอดนี่" 


"หา? ฉันเนี่ยนะหน้าสด ดูไม่ออกจริงเหรอ" นิ้วชี้ไปที่ใบหน้าหวานหยดของตัวเองอย่างประหลาดใจ ผู้หญิงคนนี้เป็นท็อปของมหาวิทยาลัยแต่ไม่รู้ความแตกต่างระหว่างผิวหน้าจริงกับรองพื้นเนี่ยนะ! "ใครจะปากสีนี้ริวซากิ ฉันทาลิปกลอสกับทินท์มา"


"เอะ...เอ๋..?" เป็นครั้งแรกที่เห็นริวซากิ รุเอะหน้าเสียออกมาขนาดหนัก สาวผมดำหลุบตาลงต่ำแต่กก็ยอมอยู่นิ่งให้อีกคนเกลี่ยคอนซีลเลอร์สีพีชที่รอยคล้ำ ไม่นานนักไลท์ก็เอากระจกฝาพับมาให้ส่อง "นี่ไง ใต้ตาไม่ดำแล้วนะ"


"...ขอบคุณค่ะ" เธอเพียงแค่ชำเลืองมองมันนิ่งๆ​ รับหนังยางจากไลท์มามัดผมตรงยาวแต่รุงรังของตน​ ขณะที่เพื่อนสนิทเอาปากขวดของเหลวใสคว่ำใส่สำลีแล้วยื่นมาให้​ "ลบออกเลยนะลิปน่ะ แล้วทีหลังถ้าจะทาเนื้อ​แมทก็ลงลิปมันก่อน​ แห้งกว่าทะเลทรายก็ปากเธอเนี่ยแหละ"


มือขาวรับมันไปเช็ดริมฝีปากแต่โดยดี​ พอออกหมดแล้วก็พึมพำบ่นอีกฝ่ายเบาๆ​ ว่าจู้จี้บ้างล่ะ​ เหมือนคุณแม่บ้างล่ะ


คุณแม่ชาวญี่ปุ่นมองลูกสาวชาวอังกฤษของเธอด้วยแววตาปลื้มปิติที่ในที่สุดเด็กน้อยคนนี้ก็เติบโตเป็นหญิงสาวแสนอ่อนหวาน​ ต่อจากนี้ดอกไม้งามก็คงได้เวลาผลิบาน


"ที่นี้ไอเบอร์ซังไม่ว่าอะไรแน่ริวซากิ!​ ดูสิ น่ารักขึ้นจนแทบจำไม่ได้" ไลท์ตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ​ อย่างให้กำลังใจ​ เพราะริวซากิเองก็ตาโตปากนิดจมูกหน่อยหน้าหวานอยู่แล้ว​ พอแต่งตัวเหมือนมนุษย์ปกติก็เลยนิ้ง


ริวซากิเวอร์ชั่นคุณหนูชาวยุโรปหรี่ตาลงก่อนกอดอก​เอ่ยเสียงเรียบ​ "คนที่น่ารักน่ะมันไลท์จังต่างหากค่ะ...ทั้งหน้าตาแล้วก็นิสัย​​ ถ้าได้เป็นแฟนนี่โชคดีแย่​เลย​ ฉันล่ะอิจฉาใครก็ตามที่จะได้ตำแหน่งนั้นจริงๆ"


ไลท์ยิ้มค้างกับประโยคนั้น​ นิ่งไปชั่วครู่เหมือนคอมพิวเตอร์​ที่ประมวลผลไม่ทัน


"จะว่าไปต้องใช้อะไรถึงจะทำให้แก้มชมพูได้หรือคะ?​ อยากได้สีแบบของไลท์จังบ้างค่ะ​ สวยดี" อีกคนถามขึ้นมาอย่างไร้เดียงสาขณะที่ยางามิ​ ไลท์แทบจะกัดลิ้นตายมันตรงนั้นเลย






ไลท์ลูบมือตัวเองเล่นแก้อาการเบื่อ​ หญิงสาวยังคงนั่งอยู่ที่จุดประจำของคาเฟ่​ หากแต่คราวนี้เป็นทาคาดะที่อยู่ฝั่งตรงข้าม


"แน่ใจนะว่าริวซากิจะมา? คือมันก็ใกล้ไฟนอลแล้วนะ" ทาคาดะถามขณะยกโกโก้ขึ้นดื่ม


"ปกติเธอจะนั่งตรงนี้..." ไลท์ตอบทั้งยังเฝ้ามองไปที่ประตูอย่างใจจดใจจ่อ


"ทำไมไม่ลองถามคุณบาริสต้าดูล่ะว่าเห็นบ้างไหม? จากที่เธอเล่าริวซากิก็มาร้านนี้บ่อยนี่ ลูกค้าประจำต้องจำได้อยู่แล้ว" เพื่อนสาวลองเสนอ


คนผมน้ำตาลกะพริบตาปริบๆ​ ทำไมเธอถึงนึกวิธีง่ายดายแบบนี้ไม่ได้นะ?​ ไลท์เหมือนไม่มีสติอยู่กับตัว​และทาคาดะเองคงจะสังเกตุเห็นเหมือนกัน​ บางทีความเครียดจากไฟนอลที่กำลังใกล้เข้ามาคงเป็นสาเหตุ 


"อื้ม...ลองดูกันเถอะ"


ชายหนุ่มหน้าซื่อยืนอยู่ที่เครื่องชงกาแฟยิ้มให้สองสาว​ "มัตสึดะซัง" ทาคาดะทัก​ "คุณพอจะเห็นผู้หญิงที่​ เอ่อ---"


"ผม​ดำ ตาดำ​ เสื้อแขนยาวกางเกงยีนส์" ไลท์แทรกขึ้นมาอย่างไหลลื่น​ "เป็นคนอังกฤษ​ พูดจาสุภาพ​ เสพติดของหวาน" 


มัตสึดะร้องอ๋อ​  "หมายถึงริวซากิ?" 


"ใช่ค่ะ" ดวงตาสีน้ำผึ้งเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง


"ผมไม่เจอเธอมาพักนึงแล้วนะ"


"คุณเห็นเธอครั้งสุดท้ายเมื่อไร?"


ชายหนุ่มทำหน้านึก​ "ไม่แน่ใจเท่าไร​ น่าจะสัปดาห์ก่อนนะครับ?"


เยี่ยม​ นั่นเป็นช่วงเวลาที่พวกเธอหยุดพบกันพอดี​ ไลท์ถอนหายใจที่ไม่ได้ข้อมูลเพิ่มเลย


"เห็นนั่งด้วยกันตลอดนี่ไลท์จัง​ ทะเลาะอะไรกันรึเปล่าครับ?"


หญิงสาวผมน้ำตาลนิ่งคิดชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า​  "ก็ไม่นะคะ​ แค่ไม่ได้เจอเธอมาพักนึงแล้ว" 


บาริสต้าหนุ่มดีดนิ้วดังเป๊าะ​ "ผมถามคนแถวนี้ได้นะครับ!"


"ค่ะ​ ขอบคุณค่ะ" ไลท์ตอบรับความหวังดีนั้น ขณะที่ทาคาดะซึ่งสัมผัสรังสีแห่งความโง่เง่าบางอย่างได้อ้าปากจะยุติการกระทำของบาริสต้า


แต่ไม่ทันเสียแล้ว มัตสึดะยกมือขึ้นแล้วพูดออกมาว่า "ทุกคนครับ มีใครเห็นริวซากิบ้างไหม!?" ด้วยเสียงที่ดังโคตรๆ จนทั้งร้านหันมามองที่พวกเธอเป็นตาเดียว


"ริวซากิ รุเอะ?" สาวผมดำคนหนึ่งทวน บาริสต้าหนุ่มพยักหน้าทั้งรอยยิ้มสดใส "เหมือนจะเจอเธอตอนฉันไปคาเฟ่ใกล้มหาลัยอีกร้านค่ะ รู้สึกจะเป็นร้านของไอซาว่าซัง"


เจ้าของร้านนี้โวยออกมาทันที "ริวซากิทิ้งผมไปหาไอซาว่าซังเนี่ยนะ!? เฮ้ย เดี๋ยว มิโซระคุณก็ไปร้านนั้นมาเหรอ!?"


ไลท์สามารถฟังบทสนทนาของทั้งสองต่อได้แต่เธอเลือกที่จะกลับไปที่นั่งแล้วหยิบสัมภาระออกมา ได้ยินเสียงทาคาดะขอบคุณพวกเขาก่อนจะตามมาสมทบทีหลัง


"จะไปแล้วเหรอ?"


"ไม่มีเวลาแล้ว" ไลท์ก้มมองนาฬิกาข้อมือแล้วพึมพำ


"อ่า โอเค" ทาคาดะไม่รั้งอะไรเธอ ตอนนี้ยังไม่เรียกว่าใกล้เข้าคลาสไหนทั้งนั้น แต่สิ่งที่ทำให้สาวผมน้ำตาลรีบก็ห่างไกลจากเรื่องเรียนอยู่พอสมควร






มันใช้เวลาไม่นานนักที่จะไปถึงคาเฟ่ของไอซาว่า ไลท์เดินเข้าไปในร้านที่มีกลิ่นกาแฟหนักเสียจนควรเรียกว่าคอฟฟี่ช็อปแทน ดวงตาสีน้ำผึ้งสอดส่องหาใบหน้าที่คุ้นเคย เหมือนโชคเข้าข้างที่เธอสังเกตเห็นริวซากิในทันที ไลท์จับจ้องไปที่ผู้หญิงคนนั้นด้วยอารมณ์อันหลากหลาย แน่ล่ะว่าเพราะไม่ได้เห็นมาระยะนึงเลยอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่พอได้เจอแล้วใจมันก็ชื้นแบบแปลกๆ


ไลท์ไม่เคยรู้สึกกับใครขนาดนี้มาก่อน หรือว่านี่จะเป็น...?


ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยไปวิเคราะห์ทีหลังแล้วกัน


เธอเดินไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามของอีกฝ่ายโดยไม่ขอ น่ารักดีเหมือนกันที่ริวซากิก้มหน้างุดอ่านหนังสืออย่างใจจดใจจ่อ หลายนาทีทีเดียวกว่าเธอจะรู้สึกตัวว่ามีคนจ้องอยู่


"มัตสึดะซังน้อยใจที่เธอทิ้งเขา"


"ละ ไลท์จัง?" ริวซากิลนลานมองต่ำเลี่ยงการสบตา ตอนนี้สาวผมดำกลับไปแต่งตัวและนั่งเข่าชิดอกเหมือนปกติแล้ว ดูท่าความรักสวยรักงามจะไม่ใช่ทางของเธอจริงๆ


"ถ้าโกรธกันก็บอกมาตามตรงสิ"


"อะไรทำให้คุณคิดแบบนั้น?" คนที่หนีมาคาเฟ่อื่นถามเสียงเรียบ


"เธอไม่มามุมประจำของเราเป็นอาทิตย์แล้ว"


"คือฉัน..."


"ถ้าไปทำอะไรให้เธอไม่สบายใจ​ ฉันต้องขอโทษด้วย แต่เราจะไม่เข้าใจกันเลยนะถ้าเธอไม่บอกฉัน" สาวญี่ปุ่นพูดรัวเร็ว เค้นมันสมองทั้งหมดออกมาเพื่อทบทวนว่าเธอทำอะไรที่มีแววจะเป็นความผิดลงไปบ้าง และไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม เธอพร้อมปรับปรุงตัวเองได้เสมอถ้าริวซากิต้องการ


อีกฝ่ายเพียงแค่กัดเล็บราวกับไม่มั่นใจในบางอย่าง "ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่คุณทำซะหน่อย"


"งั้นเพราะอะไรล่ะ?"


"อ่า...ฉันสันนิษฐานว่า..."


ไลท์รอด้วยความลุ้นอยู่ในใจ


"บางทีฉันอาจชอบคุณเข้าแล้ว? มากกว่าคำว่าเพื่อนน่ะค่ะ"


คนผมน้ำตาลอ้าปากค้าง "อะไรนะ!?"


"บางทีฉันอาจชอบคุณมากกว่าแค่เพื่อน"


"เออ ได้ยินแล้ว แต่มัน...จริงเหรอเนี่ย!?" คนผมน้ำตาลมีสีหน้าที่บรรยายไม่ถูก อารมณ์ทุกอย่างผสมปนเปกันไปหมด "แล้วถ้ามันจริง ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะทำไมเลยนี่"


ริวซากิจ้องเธอนิ่งๆ "นั่นรบกวนจิตใจฉันมาสักพักแล้วนะคะ ทำไมไลท์จังพูดเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ล่ะ?"


"ก็มันไม่ใช่เรื่องใหญ่! คือฉันหมายถึง" นี่มันไม่ใช่สิ่งที่คาดหวังไว้เลย ไม่เลยสักนิด...แต่มันก็เป็นข่าวดีไม่ใช่รึไง? "ทำไมถึงคิดว่าฉันจะปฏิเสธ?"


ริวซากิพึมพำเสียงแผ่วเบา "ก็ไลท์จังเพอร์เฟ็คทุกอย่าง เป็นผู้หญิงที่ชอบผู้ชาย และฉันไม่คิดว่า---"


"ขอทีเถอะริวซากิ" ยางามิ ไลท์กอดอกเอ่ยเสียงเย็น หน้าขึงขังทั้งที่ความจริงเขินแทบตาย "ฉันเองก็ชอบคุยกับเธอ ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาอาจไม่มากพอสำหรับฐานะอื่น แต่เรายังมีเวลาทำความรู้จักกันอีกเยอะ"


"ไลท์จังจะบอกว่า..." ริวซากิเงยหน้า สบตาเข้ากับดวงตาสีน้ำผึ้งสวย


"อะไรเล่า? ฉันรอให้เธอเป็นคนพูดนะ" อยู่ดีๆ คนผมน้ำตาลก็ทำเป็นใสซื่อขึ้นมาเสียอย่างนั้น


"จะรออย่างเดียวสินะคะ แต่บางทีฉันอาจจะไม่สานต่อก็ได้นะ?" ริวซากิยิ้มเผล่ราวกับกุมชัยชนะเอาไว้ในมือ


ไลท์ร้องเหออกมาอย่างสนใจ "ฉันไปเจอร้านเค้กอร่อยๆ มาล่ะ แล้วช่วงนี้ก็มีเงินเก็บเยอะซะด้วย ว่าไง? สนใจไปทานอะไรหวานๆ ด้วยกันไหม? แน่นอนว่าคราวนี้ฉันเลี้ยง"


"ขอเป็นชีสเค้กนะคะ--- เดี๋ยวก่อน นั่นนับเป็นเดทรึเปล่าคะ!?"


ไลท์เชิดหน้า "แล้วแต่จะคิด"


ริวซากิยิ้มหวาน "น่ารักจริงๆ ด้วย"


"ยังไงก็ตาม" สาวญี่ปุ่นกระแอมก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "คราวหน้ามีอะไรก็ถามฉันก่อนนะ โอเคไหม? อย่าไปรีบคิดเองเออเองสิ"


ใบหน้าอย่างชาวยุโรปพยักขึ้นลงหงึกหงัก "จะจำใส่ใจเลยล่ะค่ะ" ก่อนเธอจะทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ "จริงสิ ไลท์จัง..."


เจ้าของชื่อรอฟังด้วยความสงสัย


"ต่อจากนี้ช่วยเรียกฉันว่า 'แอล' นะคะ"






-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แบบทดสอบสองคนเค้าที่คุยกันนี่ถ้าใครชอบจิตวิทยาก็น่าจะเคยเจอนะคะ คือมันมาหลายเว็บมาก เดี๋ยวนี้หาปริศนาใหม่ๆ ไม่ค่อยได้แล้ว เปิดทีก็เจอแต่มุกเดิมๆ


Σ(´∪`ノ)ノ แบบทดสอบ: คุณเป็นโรคจิตหรือเปล่า???




กระทู้จากบอร์ดของเด็กดีเอง แต่เอาจริงเสิร์ชหาเองน่าจะง่ายกว่า
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #76 [ LuksornNoy ] (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 20:15
    ตอนแรกติดใจว่าผชหัวทองที่จ้องไลท์ตอนเดินเข้าร้ายคือใคร มิสะเรอะ? แต่เจอแอลเรียกยางามิจังไปทีเดียวคือสตั้นเลยค่ะ
    น่ารัก—น่ารักมากเลยค่ะ!
    #76
    1
    • #76-1 เมษามัตสึดะ(จากตอนที่ 71)
      11 เมษายน 2562 / 10:04
      แอบใส่มิสะมาล่ะค่ะ เอาจริงอยากเห็นเวอร์ชั่นชายเหมือนกันนะเนี่ย

      เปลี่ยนจากเรียกคุงเป็นจังแล้วบับ (//กุมใจ) สองสาวเค้ามุ้งมิ้งกันจัง~
      #76-1
  2. #75 Hydran (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 12:52

    โอะ อันนี้แบบผู้หญิงละ อ่านแล้วละมุนดีจังคะ ไม่มีสงครามประสาทจิตวิทยาแบบนังคู่ชายเลย เวลาไม่หมั่นใจก็มุ่งๆมิ้งๆ แต่ถ้าคู่เวอร์ชายนะ ป่านี้คือลากยาวแร้วคะ ไม่จบง่ายงี้แน่ หุๆเจ้าเล่ห์แบบน่ารักๆละ แต่อ่านแล้วก็คิด ถ้าไลท์เป็นผู้หญิงแอลจะจีบไงละนั้น คือนึกภาพจีบปกติไม่ออกจริงๆคะ ติดตากับสองคนจีบกัน(ด่ากัน)แบบเวอร์ชั่นเพศชายคะ

    #75
    1
    • #75-1 เมษามัตสึดะ(จากตอนที่ 71)
      10 เมษายน 2562 / 17:48
      แบบผู้หญิงก็ดีไปอีกแบบ แต่ดูมุ้งมิ้งกว่าชายไปไกลโข อันนั้นคือแทบฆ่ากันตายแล้ววววว

      ถ้าไลท์เป็นผู้หญิงแล้วแอลมาจีบ โอ้ว เชื่อมั่นว่าก็ยังด่ากันแหลกอยู่ดี แบบนั้นก็จะถือว่าสองคนนี้ภายนอกแตกต่างกันทุกอย่าง แต่ภายในคือเด็กดื้อไม่ยอมฝ่ายตรงข้ามเหมือนกัน ฮือ
      #75-1