[รวม Fic. Death Note] Every ship is happening

ตอนที่ 130 : Unveiled (ฮิคาริ & ไลท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 60
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    25 ม.ค. 64


Pairings : ฮิคาริ & ไลท์ , มิสะ/ไลท์ , มิคามิ & ซายุ & ชิเอ็น & อาโออิ

//ย้อนยุคอีกแล้วล่ะ~ อ๊ะ อย่าเพิ่งเบื่อกันน้า TvT อันนี้แค่เป็น old-time ประมาณ 19th-20th ไม่ไกลมากๆ

ยางามิ ณ เกียวโต เรื่องราวครอบครัวที่เรียกว่าอบอุ่นหัวใจก็ไม่เต็มปากนัก เพราะมันมี hurt แต่ไม่เชิง comfort นี่สิ ('--')









นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮิคาริเดินทางไปต่างประเทศ


สมัยที่ครอบครัวแยกทางกันแรกๆ คุณแม่เป็นฝ่ายรับเขาไปเลี้ยงที่อเมริกา ตอนนั้นยังเด็กเสียจนจำความไม่ได้ นั่งเรือข้ามมหาสมุทรขึ้นฝั่งทวีปใหม่ไม่รู้ประสา คุณแม่หางานใหม่เป็นแบบลองเสื้อให้ดีไซน์เนอร์ท้องถิ่น อยู่แชร์เฮ้าส์กับทนายมิคามิ เทรุ จนกระทั่งเธอเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน เขา--ที่ไม่มีญาติสนิทสักคนในดินแดนเสรีภาพ--จึงต้องอยู่กับผู้ร่วมบ้านคนนั้นจนกว่าจดหมายแจ้งเหตุจะไปถึงญี่ปุ่น


โชคยังดีที่โตพอจะดูแลตัวเองได้แล้ว ทั้งฝีมือทำอาหาร งานบ้าน การเดินทางไปสถานที่ต่างๆ หรือการเรียนไม่ได้รับผลกระทบนัก เขาสามารถขวนขวายเองได้ มิคามิซังถึงกับเอ่ยปากด้วยซ้ำว่าถ้าคนทางนั้นไม่ต้องการลูกชายที่แสนดีขนาดนี้ เขาก็ยินดีจะรับอุปการะฮิคาริไว้เอง ได้ยินเพียงเท่านั้นในอกเด็กหนุ่มก็คลายความกังวลไปจนหมดสิ้น


ถ้าให้พูดตามตรง เขาไม่ได้ผูกพันอะไรกับบ้านเกิดอย่างญี่ปุ่นสักอย่าง เทียบกันแล้วอเมริกาที่เต็มไปด้วยความทรงจำอบอวลยังจะดีซะกว่า


เหมือนจู่ๆ ฟ้าก็ผ่าลงมากลางบ้านเมื่อมิคามิซังเดินมาบอกว่าเขาต้องย้ายไปอยู่ที่ญี่ปุ่นระหว่างฤดูใบไม้ผลิ เพราะฮิคาริกำลังจะเข้ารับการศึกษาปีสุดท้ายทางนั้นจึงไม่อยากให้เร่งโยกย้ายสำมะโนครัว ระหว่างนี้จะถือเป็นการปรับตัวกับวัฒนธรรมจะได้พร้อมเริ่มงานหลังเรียนจบ ฮิคาริรู้ดีว่าเขาไม่อยู่ในวัยที่จะปฏิเสธเรื่องนี้ได้...และแน่นอนว่าต้องเดินทางด้วยตัวคนเดียว เพราะมิคามิซังต้องหาเลี้ยงชีพ การนั่งเรือไปอีกซีกโลกนับว่าเป็นเรื่องอื่นไปเลย


"ฮิคาริ ฟังอยู่รึเปล่า"


"ค-ครับ! ฟังอยู่ครับคุณพ่อ"


ยางามิ ไลท์ คือพ่อที่เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยมี


คฤหาสน์ยางามิผิดคาดไปจากที่จินตนาการเอาไว้มาก เพราะตอนแรกเขานึกถึงบ้านหรูหราที่เคยเห็นในหนังสือ แต่เมื่อมาถึง เขาก็พบว่าตัวเองนิยามคำว่า ‘คฤหาสน์’ เอาไว้ผิดมหันต์ ที่นี่มีพื้นที่กว้างขวางก็จริง แต่ตัวบ้านเป็นโครงสร้างไม้สลับเสื่อ มีบ่อน้ำเล็กๆ ที่เลี้ยงปลาคราฟอยู่เบื้องหน้า ข้างกันเป็นสวนหินที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ไม่เคยพบเจอมาก่อน


แต่สิ่งที่ผิดคาดยิ่งกว่าคือวัยของยางามิซัง


เขาเคยคิดว่าคุณพ่อเป็นชายหัวล้านครึ่งหัวถักเปีย ตาตี่ หน้าตาอิ่มเอมความใจดี ไม่ก็พวกป่าเถื่อนมีรอยสักสีสันเต็มตัว ชอบกดขี่ผู้หญิงอย่างที่สื่อในอเมริกาคอยพูดถึงชาวเอเชีย


แต่ไม่ ไม่ใช่เลยแม้แต่นิดเดียว


"ที่นี่เราไม่มองคนอื่นนานเกินไปนะ"


ฮิคาริสะดุ้ง เขาเผลอเหม่อจนได้ "ขอโทษครับ"


"หมดเรื่องจะพูดแล้วล่ะ ระหว่างนั้นจะออกไปเที่ยวเล่นในอาราชิยามะก็ได้ แต่ต้องกลับมาทานอาหารก่อนอาทิตย์ตกดินก็พอ"


...งั้นก็ไม่ต้องออกไปไหนจะได้มากินข้าวทัน เขาไม่อยากทำลายความประทับใจของพ่อตัวเองตั้งแต่เจอกันครั้งแรก


มองด้วยตา ฮิคาริขอประเมินอายุของยางามิซังไว้ที่สามสิบปลาย ท่าทางเคร่งขรึมเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาแสดงความไม่ยุติธรรมของฟ้าดิน ยูกาตะสีดำสนิทที่เจ้าตัวสวมอยู่ยิ่งส่งให้น่าเคารพนับถือจนเขารู้สึกหวั่นเกรงอีกฝ่าย ทั้งในฐานะพ่อและเจ้าบ้าน


ว่าแต่ เขาก็ดูไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ทำไมแยกทางกับคุณแม่ได้ล่ะเนี่ย...


ระหว่างสำรวจบริเวณบ้านก็เห็นหญิงวัยกลางคนกำลังพินิจปลาในบ่อ กิริยาและเครื่องแต่งกายมีตระกูลไม่ต้องสืบด้วยซ้ำว่านี่คือคุณน้าของเขาที่ยางามิซังเปรยถึง


"คุณน้าครับ เอ่อ..." ยังไม่ทันพูดอะไรต่อ หญิงสาวคนนั้นก็หันมารัวภาษาญี่ปุ่นใส่หน้ายิ้มแย้ม เล่นเอาคนที่ทั้งชีวิตรู้แต่ภาษาอังกฤษเป็นฝ่ายยืนงง "ม-ไม่มีอะไร"


เฮ้อ...ไม่ใช่คนญี่ปุ่นทุกคนจะเป็นแบบพ่อเขาเสียหน่อย(รายนั้นนอกจากจะรู้อังกฤษ ดูเหมือนจะได้ภาษาที่สามเสียด้วย)สงสัยต้องระวังกว่านี้ซะแล้ว

 

 

 

 

 

ยางามิ ฮิคาริ คือชื่อของเขานับจากนี้


จะให้เปลี่ยนปุบปับก็ไม่ชินเหมือนกัน แต่ยังไงคนในบ้านก็เรียกเขาด้วยชื่อต้นอยู่แล้ว พอลองค้นหนังสือเทียบตัวคันจิแล้วก็ได้รู้ถึงความอเมซิ่งของนามสกุล 'ยา' แปลว่า Night 'งามิ' แปลว่า God เทพเจ้าแห่งราตรีกาล ดูเป็นตระกูลมั่งคั่งมีระดับทีเดียว


ขณะที่หนังสือบอกว่าคันจิอามาเนะของเขาแปลว่า Progress...ขอโทษนะ แต่จะสื่ออะไรกันเนี่ย?


มาอยู่ที่ญี่ปุ่นได้สองสามสัปดาห์แล้ว ยังไม่ได้รับการติดต่อใดๆ จากมิคามิซัง ซึ่งฮิคาริไม่คิดมากหรอก จดหมายที่ส่งไปกว่าจะถึงต้องใช้เวลา แค่นึกถึงความเป็นห่วงเป็นใยของทางนั้นก็พาอมยิ้มเสียแล้ว บางทีวันนี้เขาควรเขียนเพิ่มอีกสักฉบับ


"ไม่เอายูกาตะสิครับ"


หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น ยังคงยื่นยูกาตะสีฟ้าในมือให้เขาอีก


"อ่า ยูกาตะ ก๊ะโฮชิคุไน้"


พูดถูกไหมเนี่ย


ยืนลุ้นว่าตัวเองพูดภาษาญี่ปุ่นถูกหรือเปล่าร่วมนาที กว่าคุณน้าจะทำหน้าอ๋อแล้วเอาชุดในมือไปเก็บได้ ฮิคาริถอนหายใจโล่งอก อย่างน้อยก็พอไปรอดล่ะนะ


ถึงคนในบ้านจะใส่ยูกาตะกันหมด แต่ชุดยาวเฟื้อยไร้ซึ่งกางเกงก็ไม่ใช่เรื่องเคยชินสำหรับเขาเลยสักนิด เมื่อวานซืนที่ลองครั้งแรกก็สะดุดชายผ้าหน้าคะมำ เล่นเอาคนรับใช้ต้องรีบขนไปแก้จ้าละหวั่น สงสัยจะเดาไซส์กันเอาเองแหง เพราะไม่เห็นจะมีใครมาทำท่าวัดขนาดตัวเขาสักคน


จะว่าไปพวกนั้นสื่อสารกับเขาไม่รู้เรื่องนี่นา จะมาถามเอาก็คงไม่ได้


ใช้ชีวิตในแดนอาทิตย์อุทัยไม่ได้ยากอย่างที่คิด หัวมุมถนนถัดจากคฤหาสน์ราวหกบล็อกมีร้านขนมท้องถิ่นตั้งอยู่ ในนั้นมีของหวานน่าสนใจหลายหลายอย่าง มากพอจะให้เขาลองชิมไปตลอดฤดูใบไม้ผลิ และแม้จะสื่อสารกับคนในบ้านคนอื่นนอกจากคุณพ่อไม่ได้ แต่ใช่ว่าคนนอกบ้านจะพูดอังกฤษไม่ได้ ถึงจะหายากหน่อย แต่ในที่สุดเขาก็พบคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่พอจะสนทนากับเขาไหว


"ชิเอ็นซัง! มาแล้วครับ"


เจ้าของชื่อหันมาโบกมือให้สบายๆ ชิเอ็น ยูกิอายุมากกว่าฮิคาริไม่กี่ปีแต่ตัวสูงกว่าโข อุปนิสัยดีสุภาพกับคนรอบข้าง แต่ผมที่ถูกปัดไปฝั่งซ้ายอย่างแปลกตานั่นบ่งบอกว่าเจ้าตัวมีความขบถอยู่ไม่น้อย ชิเอ็นคือชาวญี่ปุ่นคนแรกที่เขาคุยด้วยหากไม่นับในคฤหาสน์ยางามิ ด้วยวัยที่ใกล้เคียงทำให้ทั้งสองสนิทกันอย่างรวดเร็ว


วันนี้เนื่องในโอกาสที่ชิเอ็นเพิ่งจะจัดการเรื่องเอกสารการงานจบไปหมาดๆ เจ้าตัวเลยอาสาพาเดินเที่ยวอาราชิยามะสักระยะ เท่าที่เวลาและกำลังขาจะอำนวย แต่เมืองนี้ก็เป็นเมืองเล็ก ไฮไลท์ที่น่าสนใจไม่ได้มากมาย ชิเอ็นเลยเกริ่นว่าน่าจะเที่ยวครบก่อนพระอาทิตย์ตกดิน


คือ ก็ครบนะ...


"ไหนบอกว่าจะเสร็จก่อนพระอาทิตย์ตกดินไงครับ!?"


"ใครจะไปรู้ว่าคนท่าทางหัวสมัยใหม่แบบยางามิคุงจะแวะวัดนานขนาดนั้นน่ะ!"


ได้แต่บ่นงึมงำขณะสองขายังสับวิ่งด้วยความเร็วมากที่สุดเท่าที่ทำได้ อาราชิยามะเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีสถานที่สำคัญไม่มากอย่างที่ชิเอ็นว่า ทว่าแต่ละที่ล้วนน่าสนใจทั้งสิ้น โดยเฉพาะวัดป่าไผ่เทนริวจิ มันไม่ใช่อะไรที่จะพบเห็นได้ทั่วไปที่อเมริกา เขาผิดเหรอที่จะแวะดูนานเป็นพิเศษ


ฮิคาริวิ่งเลียบไปตามแม่น้ำที่อีกฝ่ายแนะนำว่าชื่อโฮสุ สองข้างทางมีซากุระที่ออกดอกสะพรั่งสวยงามสมฤดู


"เดี๋ยวก่อนนะ"


ฮิคาริหยุดฝีเท้าตามเสียงชิเอ็น มองคนอายุมากกว่าด้วยความสงสัย


"มีอะไรรึเปล่าครับ?"


"เอ่อ..." ชิเอ็นเบนสายตาไปทางอื่น เล่นเอาคนมาด้วยคิ้วกระตุก "ฉันต้องกลับแล้วล่ะ"


"หา?"


"เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังเหลืออีกงานที่ด่วนมาก ขอโทษนะยางามิคุง" ว่าพลางโค้งหัวให้แสดงความสำนึกผิด แล้ววิ่งหายไปจากตรงนั้นทันที


ตอนแรกเขาถามย้ำแล้วย้ำอีกนะว่าจะไม่เป็นการรบกวนอีกฝ่ายใช่ไหม ก็บอกว่าว่างแล้วจริงๆ ไหงทีนี้มาติดธุระซะได้...


"สุดท้ายก็โดนทิ้งเหรอเนี่ย"


ฮิคาริพึมพำกับตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ เอาเถอะ เขาก็พอจำทางกลับบ้านได้อยู่ ถ้าไม่หลงก็น่าจะทันมื้อเย็น เด็กหนุ่มกลับไปเดินเลียบแม่น้ำอีกครั้ง คนเริ่มบางตาเพราะฟ้ากำลังจะมืด และไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาจึงหันไปมองสะพานที่กำลังจะเดินผ่านไป


ลมหายใจขาดช่วงเมื่อสังเกตเห็นใครบางคน


"...ยางามิซัง"


พระอาทิตย์กำลังเลียบขอบฟ้า กลีบดอกไม้โปรยปรายจากกิ่ง ร่วงลงสู่แม่น้ำที่สะท้อนสีแดงของฟ้ายามอัสดง แม้แต่สะพานโทเง็ทสึเคียวที่ยางามิ ไลท์ยืนอยู่ ก็ยังเปลี่ยนไปเป็นสีเดียวกับท้องฟ้า


'ข้างล่างมีอะไรน่ามองขนาดนั้นเชียว?'


...เสียงดังมาจากไหนน่ะ


'หล่นไม่รู้ด้วยนะ'


ญี่ปุ่น สะพาน ความสุข และใครสักคน


ภาพบางอย่างปรากฏเลือนรางในหัวของเขา เช่นเดียวกับบทสนทนาที่คล้ายจะคุ้นเคยแต่ก็ไม่แน่ชัด ภาพของใครบางคนบนสะพาน กำลังคุยและหัวเราะไปพร้อมกับเขา แต่เมื่อนึกถึงใบหน้า ทุกอย่างกลับพร่ามัวไปหมด เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ ภาพพวกนี้ถึงผุดขึ้นมาในหัว เดจาวู? ไม่เห็นจะจำได้เลย


เหมือนว่าเขาจะเผลอจ้องมองคนตรงหน้านานเกินไป เมื่อเจ้าตัวหันมาสบตาถึงได้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ทันทีแบบนี้ ฮิคาริไม่รู้จะแก้ตัวยังไงเลยได้แต่เกาแก้มแก้เก้อ คุณพ่อในชุดยูกาตะเร่งสาวเท้าเดินตรงผ่านสะพานมาหาเขา ฮิคาริตั้งคำถามกับความร้อนรนบนใบหน้าชายหนุ่ม ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าความรู้สึกแปลกประหลาดในอกพวกนี้คืออะไร


ซวยล่ะ พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว ยางามิซังบอกว่าห้ามมากินข้าวสายนี่…


เมื่อนึกได้ก็ทำท่าจะหนี แต่ขอทีจะเร็วเท่าอินทรีก็คงไม่พ้นหรอก คุณพ่อเล่นจ้องเหมือนเห็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่าง--


"..."


--งั้นแหละ


ความคิดมากมายแล่นอยู่ในหัวพลันกระจัดกระจายเมื่อถูกอีกฝ่ายดึงเข้าไปกอดแน่น แขนที่โอบร่างของเขาไว้ดูแข็งแรงกว่าที่เห็นจากตาเปล่า ความอบอุ่นชวนคิดถึงซึมซาบเข้ามา


ทั้งที่เขาควรรู้สึกกระอักกระอ่วนกับสัมผัสของคนแปลกหน้า


"ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ"


เสียงของคุณพ่อช่างบางเบาและอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน คล้ายกับทั้งกลัวว่าเขาจะหายไป และดีใจที่เห็นเขากลับมา อ้อมแขนกระชับแน่นจนฮิคาริเริ่มรู้สึกขอบตาผ่าวๆ ขึ้นมา


แย่ล่ะสิ มาอยากร้องไห้อะไรตอนนี้


"อย่าทำให้เป็นห่วงได้ไหม"


เหมือนกลับไปเป็นเด็กเลยแฮะ

 


 

 

 

อีกสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็คือเรื่องคุณพ่อของเขานี่แหละ


อยู่บ้าน(คฤหาสน์)หลังเดียวกันแท้ๆ แต่ฮิคาริกลับไม่รู้เลยว่าคุณพ่อตัวเองทำอาชีพอะไร ครั้นจะถามคุณน้าซายุก็จนปัญญาเพราะแค่จะถามทางในบ้านยังต้องเสียเวลาร่วมครึ่งชั่วโมง จะให้เอ่ยปากกับเจ้าตัวก็ไม่กล้า เขาเพิ่งรู้ว่ายางามิซังเป็นคุณพ่อประเภทที่กังวลว่าลูกชายกลับบ้านมืดค่ำแล้วจะเป็นอันตราย(...ก็ปกติดีนี่ เขาเพิ่งฟันน้ำนมขึ้น) เพราะงั้นเรื่องที่ฮิคาริเที่ยวจนเลยเวลาไม่ได้จบลงแค่อ้อมกอดแสนอบอุ่นนั่นหรอกนะ


"เอ่อ...อีกไกลไหมครับ"


และตอนนี้เขากำลังโดนลงโทษอยู่ยังไงล่ะ


คุณพ่อไม่พูดอะไรสักคำหลังออกคำสั่งให้เขาตามไปข้างนอก ทีแรกเห็นว่าไม่พูดถึงเรื่องนั้นร่วมสัปดาห์ก็คิดว่าลืมไปแล้ว นี่จำได้แม่นแถมยังสั่งให้เขาสวมยูกาตะเป็นเพื่อนอีกต่างหาก...ไม่สิ เหมือนตอนเขาเรียกมันว่ายูกาตะ คุณน้าจะส่ายหัวนี่นา เหล่าคนรับใช้ก็รู้งานดีเหลือเกิน เล่นเตรียมชุดที่ว่าไว้ให้เลือกตั้งสามสี แถมแต่ละตัวใส่ได้พอดีราวกับวัดไซส์มาโดยตรง สงสัยจะเข็ดจากวันก่อนที่ทำเขาหน้าทิ่มพื้นแหง


นึกออกแล้ว มันเรียกว่าชุดฮากามะ


เดินมาถึงหน้าตึกไม้แห่งหนึ่งที่ฮิคาริต้องขุดความรู้เรื่องการอ่านภาษาญี่ปุ่นงูๆ ปลาๆ จนรู้ว่ามันคือโรงฝึก-สักอย่าง-เยาวชนไดโคคุ มีคันจิสามตัวที่อ่านไม่ออกแต่พอหันกลับมาอีกทีก็เห็นว่ายางามิซังเปิดประตูฉากเลื่อนเข้าไปข้างในเสียแล้ว


...ว่าแต่เขาไม่มียามเฝ้ารึไง คนแปลกหน้าใส่ชุดประหลาดขนาดนี้เดินเข้าโรงฝึก ไม่มีใครเข้ามาห้ามสักคน


โอเค ลืมไป นี่ประเทศญี่ปุ่น


ยางามิซังเดินนำเขาไปจนถึงห้องกว้างที่มีเด็กวัยรุ่นสวมเครื่องแบบคล้ายๆ กันทุกคน ฮิคาริคิดว่านี่คงเป็นโรงเรียนรูปแบบนึง ต่างแค่ที่นี่เน้นวิชาชีพกว่า คุณพ่อสั่งให้เขานั่งเงียบๆ ที่มุมห้อง ฮิคาริหน้าเหรอหราท่ามกลางคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่มองมาอย่างกับว่าเขาเป็นตัวประหลาด บางคนถึงขนาดเข้ามาทักทายด้วยซ้ำ เขาก็ได้แต่ตอบเป็นภาษาอังกฤษกลับไปจนพวกนั้นแตกฮือ


เขาสิต้องกลัว! นี่คุณพ่อพามาทำไมเนี่ย?


กระทั่งชายหนุ่มอีกคนเลื่อนบานประตูเข้าสู่ห้อง นักเรียนทั้งหลายถึงได้กลับไปประจำตำแหน่ง ฮิคาริขัดสมาธิมองทุกคนนั่งทับส้นเท้าแล้วได้แต่นิ่วหน้า แค่คิดว่าต้องทำแบบนั้นสักห้านาทีก็ทรมานจะแย่ อาจารย์กับยางามิซังคุยกันด้วยภาษาที่เขาฟังไม่ออก กระนั้นก็ไม่ทำให้ประหลาดใจน้อยลงกับสิ่งที่อาจารย์นำมาวางบนพื้นห้อง


มันคือดาบ...ดาบญี่ปุ่นแบบที่เคยเห็นในหนังสือ!


ร่างในชุดฮากามะคุกเข่าตรงหน้าดาบที่วางอยู่ ใช้สองมือหยิบมันขึ้นมาแล้วค่อยๆ ชักออกจากฝัก


ไม่ใช่แค่ฮิคาริ นักเรียนทั้งหลายก็ไม่อาจละสายตาได้ การเฉือนดาบพลิ้วไหวราวกับสายลมพัด หากทำให้ไม้ที่ตระหง่านอยู่ขาดร่วงลงกระแทกพื้น ท่วงท่าทั้งหมดสะกดสายตาของเขาเอาไว้ได้อยู่หมัด หัวใจเต้นรัวเร็วทุกครั้งที่ดาบฟันลงบนสิ่งของต่างๆ นุ่มนวล เยือกเย็น จนฮิคาริอดคิดไม่ได้ว่า มีอะไรที่ดาบนั่นจะฟันไม่ขาดบ้าง


หากดาบถูกสร้างมาเพื่อคร่าลมหายใจผู้ถูกฟันแทงก็สมควรแล้ว เพราะคนที่กำลังถือดาบเล่มนั้นในมือก็กำลังพรากลมหายใจของฮิคาริไปด้วยเช่นกัน


กว่าเขาจะรู้ตัวว่าเผลอกลั้นหายใจก็ตอนที่ยางามิซังโค้งหัวให้เป็นการจบการสาธิต ฮิคาริแอบทุบอกตัวเองเงียบๆ เพื่อเรียกเอาอากาศเข้าปอด และหยุดจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดเพี้ยนไป เหมือนเห็นยางามิซังเหลือบมองด้วยความเป็นห่วงอยู่ครู่นึง


เท่ชะมัด...เขาเองก็จะเป็นแบบคุณพ่อได้ใช่ไหม?


"ยางามิซัง สวัสดีค่ะ"


ฮิคาริสะดุ้งเล็กน้อยที่ถูกเรียกกะทันหัน เขาหันไปกะพริบตาใส่เด็กสาวที่ถือวิสาสะทรุดลงนั่งข้างๆ เขา สมองประมวลอยู่นานว่าทำไมรู้สึกเหมือนไม่ได้ยินคำว่าโอฮาโย แต่กลับรู้ว่าอีกฝ่ายเอ่ยสวัสดี แล้วก็ถึงบางอ้อเมื่อพบว่า "เธอพูดภาษาอังกฤษได้?"


"เป็นทักษะที่มีประโยชน์นี่คะ"


เขาส่งเสียงเป็นเชิงรับรู้ เด็กสาวในโรงฝึกมีไม่มากแสดงว่าต้องมาจากตระกูลมีชื่อเสียงจะเรียนรู้เยอะกว่าคนอื่นก็ไม่แปลก "จริงสิ ที่เมื่อกี๊ยางามิซังฟันเรียกว่าอะไรเหรอ"


เด็กสาวทำหน้างงกับคำเรียก 'ยางามิซัง' อยู่ครู่หนึ่ง นี่คืออีกหนึ่งอุปสรรคการระบุตัวของทั่วโลก พอมีเรื่องระดับความสนิทสนมเข้ามา คนก็พากันเรียกคนไม่สนิทด้วยนามสกุลเสียหมด คิดเอาไว้แล้วว่าสักวันต้องมีใครมาเรียกเขาว่ายางามิซังปนกับคุณพ่อแน่ๆ


"มันคืออิไอค่ะ"


"อิไอ?" ไม่เห็นเคยได้ยิน "เป็นอะไรกับเคนโด้รึเปล่า"


"ฮะฮะ คล้ายๆ กันค่ะ อิไอจะพลิ้วไหวกว่า ส่วนเคนโด้เน้นไปทางความดุดัน"


"แล้ว...ยางามิซังเป็นอะไรกับยางามิเซ็นเซย์เหรอคะ?"


เสียเวลาไปร่วมนาทีกับการนึกให้ออกว่าคำว่า 'เซ็นเซย์' แปลว่าอะไร ทั้งที่เป็นคำเบสิกมากแท้ๆ แต่ดูเหมือนสมองของฮิคาริจะแล่นช้าลงหลังจากถูกปลุกให้ตื่นแต่เช้ามืด


"อ๋อ เป็นลูกชายน่ะ"


"จริงเหรอคะ!?" ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเด็กคนนี้ต้องร้องเสียงดังขนาดนี้ด้วย แถมเอื้อมมาจับมือของเขาไว้อีก "ฉันก็เผลอคิดว่าตัวเองเข้าหาคนมีเจ้าของแล้วซะอีก"


"คนมีเจ้าของ?"


"เปล่าค่ะ ไม่มีอะ--"


"แตะต้องลูกชายบ้านอื่นโดยไม่ถามความสมัครใจก่อน คุณควรจะชดใช้ด้วยอะไร อาโออิซัง?"


คุณพ่อที่กระชับดาบในมือช่างน่าเกรงขามเสียจนฮิคาริสั่นกลัว หากร่างของเด็กสาวไม่เป็นเช่นนั้น ดวงตากลมโตหรี่ลงใบหน้าเชิดรั้นไม่หวั่นเกรง จนฮิคาริทำใจสู้เงยขึ้นไปมองดวงตาสีน้ำผึ้งคู่นั้นบ้าง


น-น่ากลัว...


สัมผัสของเธอไม่หายไปซ้ำยังจะแน่นขึ้นไปอีก อาโออิขมวดคิ้วไม่สบอารมณ์ "เจ้าตัวยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย เซ็นเซย์ต้องเลิกทำตัวน่าเบื่อได้แล้วนะ ถ้าจะมีใครเสียหายก็ต้องเป็นผู้หญิงแบบหนูไม่ใช่รึไง?"


ยางามิซังเมินเธอคนนั้นมาถามเขาแทน "ว่าไงฮิคาริ?"


"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเพศหรอกนะ" เด็กหนุ่มตอบไปตามจริงพลางแกะมือเธอออก "เริ่มจะอึดอัดหน่อยๆ แล้วล่ะ"


"เห็นไหม"


เด็กสาวกัดฟันผุดลุกขึ้นวิ่งกลับไปหากลุ่มเพื่อน ฮิคาริหันไปมองคุณพ่อ ถึงกับเผลอถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นว่าประกายน่าหวาดผวาหายไปแล้ว


"ถอนหายใจทำไม"


"เปล่าครับ ผมแค่หายใจแรงไปหน่อย" ...เนียนจริง ฮิคาริ


"กลัวเหรอ?" ร่างตรงหน้าทรุดลงฝั่งตรงข้าม ยางามิซังมีสีหน้าเรียบสงบแต่เขาเหมือนจะเห็นคำขอโทษซ่อนอยู่ภายใน


...เห?


"ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ตกใจ พ่อแค่เผลอหัวเสียนิดหน่อย..." ว่าพลางปรายตามองมือข้างที่เพิ่งถูกจับไปเมื่อครู่ ชัดเจนจนเจ้าของมือต้องมองตาม


"ม-มีอะไรเหรอครับ"


"ช่างมันเถอะ" อีกฝ่ายไม่ใส่ใจจะขยายความต่อ ลุกขึ้นเดินกลับไปหาอาจารย์ที่กลางโรงฝึกหน้าตาเฉย


ฮิคาริกะพริบตาปริบ

 

 

 

 

 

กว่าการสอนจะเสร็จสิ้นก็จวนถึงเวลาอาหารเย็นเสียแล้ว มัตสึดะเซ็นเซย์ใช้งานกันคุ้มเสียเหลือเกิน แต่เขาก็ยอมให้อีกฝ่ายด้วยนั่นแหละ เพราะนานๆ จะได้ทำอย่างอื่นนอกจากเอกสาร มาสอนพิเศษทั้งทีก็ต้องปล่อยวิชาอิไอโดะจนหมดเปลือก เวลาก็เลยผ่านไปไกลถึงขนาดนี้


"ดูเหมือนยางามิเซ็นเซย์จะสอนเพลินจนลืมคนที่พามาด้วยเลยนะครับ"


เขาเลิกคิ้วกับคำเย้าแหย่ หันไปตามที่อีกฝ่ายชี้ จริงอย่างที่ว่า ลูกชายเขาเล่นนอนราบไปกับพื้นอย่างไม่อายบรรดาศิษย์ทั้งหมู่คณะแม้แต่น้อย


ไม่สำรวมกิริยาเอาเสียเลย…


ชายหนุ่มทรุดกายลงเคียงข้าง ใจหนึ่งก็อยากให้ลูกได้นอนต่อ แต่อีกใจก็เกรงเป็นการรบกวนโรงฝึก ท้ายสุดจึงเอื้อมมือไปแตะปลุกเด็กหนุ่ม "ฮิคาริ ตื่นได้แล้ว"


ไม่มีเสียงตอบรับจากชื่อที่เขาเรียก


สัมผัสอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นการเขย่าตัว แต่ก็ยังไร้ผล เขาถอนหายใจ ดูเหมือนฮิคาริจะหลับลึกกว่าที่คิดไว้ แล้วแบบนี้จะทำอะไรได้ล่ะ มัตสึดะเซ็นเซย์ก็กำลังฮัมเพลงรอเขาอยู่ที่ประตูด้วยสิ


ตัวแค่นี้น่าจะไหว


สองมือลองช้อนร่างของลูกชายขึ้นมา...ไม่เป็นตามคาดหวัง เขาคิดอะไรอยู่ถึงมองว่าจะอุ้มเด็กคนนี้ได้สบายเหมือนสิบปีก่อน


แต่ถ้าใช้หลักน้ำหนักตัว เป็นขี่หลังก็พอไหว


เขาไม่สนใจคำล้อเลียนจากมัตสึดะเซ็นเซย์ เดินออกจากโรงฝึก ปล่อยให้อีกฝ่ายตรวจความเรียบร้อยข้างในตามหน้าที่


ฟ้าเริ่มมืดลงทุกที พอถึงบ้านก็คงจะย่ำค่ำพอดี


ชายหนุ่มหันไปมองคนบนแผ่นหลังก่อนส่ายหน้าปลงๆ


ขนาดนี้แล้ว ก็ยังไม่ตื่นอีกเหรอ…


ถ้าตื่นขึ้นมาระหว่างทางจะทำหน้าแบบไหนกันนะ

 

 

 

 

 

หน้าแบบนี้ไง!


ฮิคารินึกย้อนความ จำได้ว่าหลังถูกคุณพ่อปกป้อง(?) เขาก็นั่งดูคนอื่นฝึกดาบกันอยู่ แล้วมันเบื่อๆ เวลาก็ผ่านไปช้าเสียเหลือเกิน เลยนอนราบไปกับพื้น หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้ นั่นคือเขาหลับอย่างงั้นเหรอ? แต่เอาเถอะ ก่อนเขาหลับจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่สำคัญหรอก


มันสำคัญที่เขามาทำอะไรบนหลังคุณพ่อต่างหาก!


ไม่รู้รึไงว่าน่าอับอายจนอยากละลายหายไปจากโลก แต่คุณพ่อกลับไม่รู้สึกรู้สาปล่อยเขาลงเดินต่อ ไม่คิดจะอธิบายเรื่องแบกเขาออกมากลางผู้คนแบบนี้เลยสักนิด คือไม่อายเลยรึไง!?


"รู้จักสะพานนี้รึเปล่า"


"ค..ครับ?" ฮิคาริสะดุ้งเมื่อโดนชวนคุยกะทันหัน ก้มลงดูพื้นสะพานและเบนขึ้นมองโดยรอบ ก่อนจะตอบตามความรู้ของตัวเอง "สะพานโทเง็ทสึเคียวครับ"


สะพานเดียวกับที่ฮิคาริเห็นยางามิซังในวันที่เขากลับบ้านช้า และเป็นวันเดียวกับที่ภาพแปลกประหลาดซึมซาบเข้ามา


"กลับมาถูกเวลาพอดี นี่เป็นจุดชมซากุระที่สวยมากของอาราชิยามะเลยล่ะ" ยางามิซังหยุดลงตรงกลางสะพาน พระอาทิตย์คล้อยลงต่ำ แสงสุดท้ายของวันสาดสะท้อนบนตัวสะพานจนกลายเป็นสีแดง กลีบซากุระร่วงโรยเป็นฉากหลังสวยงามราวกับภาพวาด


"อยากลองนั่งบนขอบสะพานไหม" มือของยางามิซังยื่นตรงมาทางเขาพร้อมข้อเสนอแปลกประหลาด ฮิคาริมองมันอย่างพิจารณา


ไม่ใช่เพราะลังเล แต่เป็นเพราะภาพที่ไม่คุ้นเคยปรากฏอีกครั้งในหัว


ชายที่ไม่เห็นหน้า ยื่นมือมาหาเขา เมื่อกอบกุมถึงรู้ว่ามือนั้นทั้งใหญ่และอบอุ่น ชายคนนั้นยกร่างของเขาขึ้นจนรู้สึกเหมือนตัวเองบินได้


...แล้ววางลงบนขอบสะพาน


เหมือนกับที่ยางามิซังชวน


"ผม-- ตอนเด็กๆ คุณพ่อเคยพาผมมาที่นี่?"


ใบหน้าเคร่งขรึมดูอ่อนลงจากปกติ อาจเพราะแสงตะวันยามอัสดง หรือเพราะคำถามของฮิคาริ


ยางามิซังไม่ตอบอะไร ตรงกันข้ามเขาส่งคำถามเดิมกลับมา "แล้วจะนั่งไหมล่ะ"


เขาจับมือที่ยื่นออกมา "ก็อยากลองดูครับ"


สัมผัสอบอุ่นแสนคุ้นเคยเกินกว่าจะมาจากคนที่เพิ่งเคยพบเจอกัน มือรวบเอวใต้ชุกฮากามะขึ้นจนขาทั้งสองลอยจากพื้น ก่อนจะพานั่งลงบนขอบสะพาน สายลมเอื่อยที่พัดผ่านเส้นผมช่วยส่งให้ทิวทัศน์เบื้องหน้าต้องตากว่าที่เคย


"แล้ว...ได้คำตอบรึยังล่ะ?"


ห-เห?


คำตอบอะไร เรื่องไหนนะ? ถ้าสำคัญหน่อยก็เรื่องความทรงจำแปลกประหลาดนั่น


คนเป็นลูกชายหันกลับไปยิ้มกว้างให้ "จำได้แล้วครับ แต่มันนานมากแล้วผมเลยลืมไปซะสนิท ก่อนไปอเมริกาเราเล่นด้วยกันทุกวัน ก็ว่าทำไมคุณพ่อดูจะรักผมมากจนน่ากลัวทั้งที่เพิ่งเจอหน้ากัน" ท้ายประโยคแทรกมุกตลกร้าย ก็ตอนแรกเขาแอบกลัวจริงนี่


"ลืม?" คนฟังขมวดคิ้วมุ่นกับสิ่งที่ได้ยิน "ลูกลืมพ่องั้นเหรอ?"


เวรล่ะ ตอบผิดช้อยส์


ฮิคาริหน้าซีด "ผ-ผมจำคำถามไม่ได้ด้วยซ้ำ คุณพ่ออยากรู้อะไรนะครับ?"


ยางามิคนพ่อกอดอก ดูจะยอมปล่อยผ่านเรื่องเมื่อครู่ให้เขา "ที่ว่ารักพ่อหรือรักแม่มากกว่ากันน่ะ"


"..."


เอาล่ะ เรากลับไปคุยเรื่องที่ลืมพ่อกันดีกว่า


คำถามโลกแตกของเหล่าบุพการีได้เข้าสู่วงสนทนาเป็นที่เรียบร้อย


"พ่อรอฟังอยู่"


"ผม คือว่า...ผม..." จะตอบว่ารักเท่ากันทั้งสองคนก็โกหกคำโตเกินไป ถึงเมื่อก่อนเขาจะอยู่เล่นหัวคุณพ่อได้ทุกวันแต่ความผูกพันนับสิบปีกับคุณแม่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเมินเฉยได้ แต่คนที่อยู่ต่อหน้าเขาตอนนี้ก็ "ผม...ระ รัก---"


"ไม่ต้องพูดแล้ว" รอยยิ้มบางเบาจุดบนใบหน้านั้น "ยังไงพ่อก็รักเราที่สุดอยู่ดีนั่นแหละ"


...ยิ่งรู้สึกผิดไปกันใหญ่


คุณพ่อเอนตัววางศอกลงกับรั้วไม้ เนิ่นนานที่ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศ เสียงสายลมกระทบกิ่งก้านและกลีบซากุระสัมผัสผิวน้ำชัดเจนในความรู้สึก "ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง อเมริกาน่ะ" คำถามนั้นเบาหวิวเสียจนเขาเกือบปล่อยผ่าน


"วิเศษเลยครับ คุณแม่แชร์บ้านกับมิคามิซัง เขาฉลาดแล้วก็ใจดีมากเหมือนเป็นคุณลุงของผมเลย คอยดูแลสอนการบ้านไปรับส่งผมที่โรงเรียน มีอะไรให้เรียนรู้เยอะเลยครับ ซิสเตอร์สอนให้เราสวดภาวนาแล้วก็ฝึกทักษะใหม่ๆ ทุกวัน เด็กที่นั่นก็นิสัยดี"


อีกฝ่ายตั้งใจฟังเขาร่ายยาวไม่มีเบื่อ อมยิ้มเมื่อเห็นว่าลูกชายมีความสุขมากแค่ไหนเวลาพูดถึงแผ่นดินนั้น


"ดีแล้วล่ะ ตอนลูกกับแม่ไป ทางนี้น่ะเป็นห่วงแทบแย่ ไม่ใช่ทุกคนที่เสี่ยงโชคออกจากบ้านเกิดแล้วจะอยู่รอด ยิ่งกับที่ไกลขนาดนั้น"


ฮิคาริอ้าปากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็เงียบลงใคร่ครวญ ถ้าถามออกไปจะเสียบรรยากาศรึเปล่านะ


แต่มันคาใจเขามาโดยตลอด... "ทำไมคุณพ่อกับคุณแม่ถึงแยกทางกันเหรอครับ?"


รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าอีกฝ่ายเสมอมาเจือจางลงก่อนกลับไปเป็นเช่นเดิม ดวงตาสีน้ำผึ้งไร้ประกายใดขณะทอดมองทิวทัศน์เบื้องหน้า เนิ่นนานจนฮิคารินึกว่าเขาจะไม่ตอบ "คงเพราะหมดรักกันแล้วล่ะมั้ง?"


"หมดรัก?"


"กลับบ้านเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้านี่" เขาไม่ใส่ใจจะขยายความอะไรเพิ่มเติม "เรือออกเจ็ดโมงไม่ใช่เหรอ"


จริงสิ...


พรุ่งนี้ต้องกลับอเมริกาแล้วนี่


ทำไมเร็วจนน่าใจหายขนาดนี้ ทั้งที่วันแรกที่มาถึงเขาคิดว่าต้องอยู่อีกนาน แต่เมื่อถึงคราวต้องกลับ เขากลับอยากยืดเวลาให้นานออกไป พระเจ้าไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย เขากับคุณพ่อเพิ่งจะได้ใช้เวลาด้วยกันเพียงอึดใจเดียว ยังไม่นับบ้านหลังเก่าที่จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยอยู่ เพื่อนที่สนิทด้วย ขนมหวานพื้นเมือง กลิ่นไอความอบอุ่นของญี่ปุ่น ความทรงจำมากมายที่เกิดขึ้นที่นี่


มีแต่เรื่องที่เขาไม่อยากทิ้งไว้ข้างหลังเต็มไปหมด


"ผมจะกลับบ้าน ย-อย่าเพิ่งตามมานะครับ"


ว่าจบก็ลงจากขอบสะพาน วิ่งตรงไปที่คฤหาสน์ยางามิโดยไม่แม้แต่จะหันมามองอีกฝ่ายเลยสักนิด...เพราะมันคงดูงี่เง่าไม่น้อยถ้าคุณพ่อจะเห็นเขากัดฟันกลั้นน้ำตาเพราะเรื่องเล็กๆ แบบนี้


ยางามิ ไลท์มองลูกชายวิ่งหายไปในความมืด จันทร์นวลลอยเด่นบนฟากฟ้าพราวหมู่ดาว ชายหนุ่มทอดสายตามองดวงจันทราบนผืนน้ำ ซึมซับบรรยายกาศยามราตรีของอาราชิยามะที่เดียวดายกว่าทุกคืนวัน


ความเจ็บปวดพลันแล่นขึ้นมากลางอกจนไม่สามารถเก็บสีหน้าได้อีก เขากัดฟันพยายามไม่ให้ล้มลง นิ่วหน้าเมื่อความทรมานในกายรุกลามทั่วร่างเจียนใจจะขาด


คลื่นน้ำสาดกระทบขอบสะพาน ภาพสะท้อนดวงจันทร์กระเพือมไหวพลันเลือนหายไป

 

 

 

 

 

"ตื่นแล้วเหรอคะ"


ลืมตามองหาเจ้าของเสียง ซายุนั่งอยู่ตรงนั้น วันนี้เธอยังคงสวมชุดยูกาตะเช่นเคย แต่ที่แปลกตาไป ก็คงสมุนไพรหลากหลายชนิดในมือ หญิงสาวมองคนบนเตียงอย่างอ่อนใจ


"พี่สบายดี"


"คนไข้จะมารู้ดีกว่าหมอได้ยังไง"


ไลท์กลอกตา ซายุที่ใจดีตอนอยู่กับฮิคาริต่างลิบลับกับตอนมาดูอาการเขา จัดแจงดูแลพยาบาลพี่ชายเพียงคนเดียวสุดความสามารถ เหมือนเธอจะพึมพำอะไรสักอย่างตลอดเวลาแต่ได้ยินไม่ชัดนัก และสิ่งเดียวที่เขาสนใจคือ "ตอนนี้กี่โมง"


"หกโมงสี่สิบค่ะ"


ลุกพรวดขึ้นมาทันทีเมื่อรู้เวลา เรือจะแล่นออกเจ็ดนาฬิกา แปลว่าเขามีเวลาแค่ยี่สิบนาทีเพื่อไปให้ถึง "ซายุหลบ พี่จะไปท่าเรือ"


"ต่อให้เป็นกระต่ายป่าก็ไม่ทันหรอกค่ะ แล้วพี่ก็ไข้ขึ้นสูงมาก" เธอดันไหล่พี่ชายให้นอนลงกับเตียงเช่นเดิม "อีกอย่าง ฮิคาริคุงออกไปตั้งแต่หกโมงแล้ว"


"ทำไมไม่ปลุก"


"เมื่อคืนพี่กลับซะดึก ปลุกแต่เช้าก็นอนไม่พอกันพอดี" ซายุว่าขณะจัดยาใส่ชามใบเล็ก "รักตัวเองให้มากกว่าลูกหน่อยสิคะ"


"ช่างมันเถอะน่า จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ แต่ถ้าวันนี้พี่ไปไม่ทันล่ะก็---"


"แล้วถ้าพี่ไปล้มต่อหน้าฮิคาริคุงล่ะ"


ในฐานะน้องสาวที่คอยดูแลตั้งแต่โรคนี้ออกอาการ เธอรู้ว่าเหตุผลเดียวที่พี่ชายยังมีชีวิตก็คือลูกชาย จากที่อีกฝ่ายควรจะตายไปตั้งแต่ครึ่งปีก่อน ฮิคาริกลับสามารถทำให้ไลท์ยื้อลมหายใจเรื่อยมาได้จนถึงวันนี้ จากนี้ไม่รู้ว่าเขาจะล้มลงอีกเมื่อไร เพราะแบบนี้ไง ถึงยอมให้ไปไม่ได้เด็ดขาด


ถนอมมาตลอดหลายเดือน จะมาพังมันเอาวันสุดท้ายเนี่ยนะ อย่ามาล้อเล่นหน่อยเลย


"พี่อยากอยู่เงียบๆ คนเดียวสักพัก ช่วยออกไปหน่อยได้ไหม"


"อย่าคิดจะแอบหนีเชียว อายุอานามเท่านี้แล้วน่าจะรู้ว่ายี่สิบนาทียังไงก็ไม่ทัน"


"ออกไป"


ประตูปิดลงพร้อมกับเสียงถอนหายใจของไลท์ ซายุดักทางเขาเอาไว้เสียหมด ใช่ว่าเขาจะไม่เดียงสาพอจะฝืนสังขารออกไป แต่เขาไม่อยากยอมรับว่าตัวเองไม่สามารถไปส่งฮิคาริได้ ทั้งๆ ที่มันเป็นวันสุดท้ายที่จะได้เจอกัน ไม่สิ...ฮิคาริไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันอาจเป็นวันสุดท้าย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฮิคาริจะกลับมาไหม ผ่านไปหลายเดือนอีกฝ่ายจะลืมเขาหรือเปล่า แต่นั่นไม่สำคัญอีกต่อไปเพราะคำอธิษฐานของเขาสัมฤทธิ์ผลไปแล้ว ยิ่งได้เห็นประกายความสุขยามลูกชายเอ่ยถึงดินแดนนั้นก็ยิ่งโล่งใจ ฮิคาริไม่จำเป็นจะต้องกลับมาญี่ปุ่นอีก


เพราะว่าบางที...ไม่กลับมาอาจจะดีกว่า...






ฮิคาริตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง


ทั้งนี้ก็เพื่ออาบน้ำ จัดกระเป๋าเตรียมไปท่าเรือ เขาขอคุณน้าแวะไปบอกลาชิเอ็นครู่หนึ่ง รออยู่หน้าบ้านสักสิบนาทีได้ ก็พอเข้าใจอยู่เวลานี้เพื่อนของเขาคงยังไม่ตื่น เพราะอย่างนั้นจึงได้สอดจดหมายไว้ที่ตู้รับจดหมายของบ้านชิเอ็น แล้วออกเดินทางตามแผนกำหนดการณ์


หลังมื้อเช้าที่คฤหาสน์เขาอดจะสูดกลิ่นไอซึมซับบรรยากาศของสวนหน้าบ้านไม่ได้ มองดูปลาคาร์ฟในบ่อซึมๆ ระยะเวลาเดือนกว่าอาจจะดูไม่นาน แต่มันก็ผูกพันจนรู้สึกใจหายเมื่อต้องลาจาก


ที่สำคัญ...


...ตั้งแต่ตื่นมา เขายังไม่เห็นคุณพ่อเลย


ตั้งแต่กลับมา เขาก็พุ่งเข้าห้องแล้วอาบน้ำนอนเลย หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือตั้งแต่เรื่องที่สะพาน เขายังไม่ได้คุยกับคุณพ่อเลยสักครั้ง ฮิคาริเม้มริมฝีปาก สัมผัสอ่อนโยนยังคงชัดเจนในความรู้สึก เขาหวังว่าคราวนี้ตัวเองจะจดจำมันได้ชั่วชีวิต


เรื่องคุณแม่ก็ยังไม่เคลียร์เลยสักนิด พอจะมาถามวันนี้ก็ดันตื่นสาย แล้วเมื่อไรเขาจะได้รู้ความจริงสักที ทุกอย่างมันคลุมเครือไปหมด เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของทั้งสอง


แค่หมดรัก...แค่นั้นจริงๆ น่ะเหรอ?


โลกนี้คงมีสิ่งที่ฮิคาริยังต้องเรียนรู้อีกมาก เพราะงั้นเขาจะเคารพในการตัดสินใจครั้งนี้แล้วกัน


เพราะถ้าคุณพ่อเลือกที่จะไม่บอก มันก็คงดีกว่าที่เขาจะไม่รู้


ฮิคาริเงยหน้ามองนาฬิกาญี่ปุ่นวาโดเคอิ หน้าปัดบอกเวลาหกโมงสิบนาที ยังไม่มีวี่แววของคนที่เขาอยากให้ไปส่งที่ท่าเรือที่สุด อยู่ต่อจะไม่ทันกาลเอา เขาล้มเลิกความหวังที่จะรอต่อไป


น่าผิดหวัง ทั้งที่เขาคิดว่าตัวเองเป็นลูกรักที่สุดของคุณพ่อซะอีก แต่กลับไม่ใส่ใจจะโผล่มาบอกลา ทำอะไรให้มันชัดเจนสักอย่าง สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่ต้องเก็บทุกความทรงจำทุกความรู้สึกใส่กระเป๋ากลับอเมริกาด้วย โดยไม่รู้ว่าจะได้ส่งมันไปให้ปลายทางอีกครั้งเมื่อไร


จะเขียนการ์ดส่งมาระบายความในใจให้หมดเปลือกเลยคอยดู!

 

 

 

 

 

'คุณพ่ออุ้มหน่อย ผมอยากนั่งบนนี้'


หลังจากที่รู้อาการป่วยขั้นรุนแรงของตัวเอง ยางามิ ไลท์ก็ตัดสินใจพักการงานทุกอย่างของตระกูล ตัดสินใจจะใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างคุ้มค่า ตามใจตัวเองมากเท่าที่จะทำได้ ก่อนร่างของเขาจะแบกรับความสุขใดไม่ไหวอีก สะพานโทเง็ทสึเคียวคือหนึ่งในนั้น แรกเริ่มเขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงโหยหาที่แห่งนี้ แต่พอปล่อยให้ตัวเองหยุดยืน ทอดมองแสงจันทร์บนผืนน้ำความทุกข์ระทมในกายก็พลันเลือนหาย


'ขอบคุณครับ'


ลึกๆ แล้วข้างในของเขาคงจะหมดอาลัยตายอยากไปตั้งแต่วินาทีที่รู้เส้นตายของตัวเอง


พ่อแม่ก็เสียไปแล้ว ญาติคนอื่นในตระกูลก็ไม่ได้รักใคร่ถึงขนาดจะอยากใช้เวลาร่วมกันให้นานกว่านี้


ทุกวันเขาไม่ได้อยู่เพื่อใคร และหวังว่าจะไม่มีใครร้องไห้เมื่อเขาจากไป


'รักคุณพ่อที่สุดในโลกเลย'


จนกระทั่งเขาหวนคิดถึงเด็กชายคนนั้น


ลูกชายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นความสุขของชีวิตเขา


ถ้าเป็นเด็กคนนั้น...


แค่รอยยิ้มสดใสไร้เดียงสา ที่ประทับลงไปในหัวใจของเขาตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น ขอเพียงแค่นั้น แค่ได้เห็นว่าฮิคาริยังมีความสุขดี


เขาอยากมีลมหายใจต่อ เพื่อจะได้พบกับเจ้าของรอยยิ้มนั้นอีกครั้ง






"ไหนดูซิ"


ชายหนุ่มวัยกลางคนเปิดซองจดหมายในมือพลางทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ โต๊ะเบื้องหน้ายังคงปรากฏงานเอกสารกองโต


ย่อหน้าแรกเริ่มและสองสามอันต่อจากนั้นเป็นคำทักทายภาษาญี่ปุ่น ยามนี้ซากุระร่วงโรยจากต้นฝนเดือนห้าทางนั้นคงหนาวจับใจ ครอบครัวยางามิยังคงรักและหวนหาอาลัยถึงอามาเนะ มิสะเสมอมา ฝากความขอบคุณใหญ่หลวงให้กับมิคามิ เทรุที่คอยดูแลลูกชายของตระกูลด้วยความห่วงใย ย่อหน้าถัดมาบอกเล่าชีวิตเรื่องราวการเรียนรู้ของฮิคาริตลอดร่วมเดือน ประสบการณ์แสนสนุกมากมายพาให้เขาอมยิ้มไปด้วย ก่อนทุกความชื่นมื่นจะจบลงเมื่อเห็นข้อความก่อนคำทิ้งท้ายจดหมาย


"เสียแล้วเหรอ..." เขาพึมพำ หันไปมองห้องนอนของเด็กหนุ่มที่ปิดสนิท


สัญญาระหว่างเขากับครอบครัวยางามิไม่ใช่อะไรยุ่งยาก ในระหว่างที่กำลังหวั่นวิตกกับการจากไปของเพื่อนและอาการเศร้าซึมของฮิคาริ ทางนั้นก็ยื่นมือเข้ามาเสนอให้เด็กหนุ่มกลับแดนเกิดตลอดฤดูใบไม้ผลิ นั่นทำให้เขาต้องประหลาดใจ ลงท้ายก็สรุปกับตัวเองว่าต่อให้ไสส่งผู้หญิงนอกตระกูลแต่ลูกชายหัวหน้าครอบครัวย่อมเป็นที่ต้องการ ฟังดูแล้วก็สมกับเป็นชาวตะวันออก


แต่พอฮิคาริกลับมา เขาถึงได้รู้ว่าอคติไปเอง ทางนั้นรักเด็กหนุ่มคนนี้จากใจจริงและฮิคาริก็คิดถึงพวกเขามากในทุกวัน


ตั้งใจอ่านหนังสือจนฟุบหลับไปอีกแล้ว


ชายหนุ่มเดินตรงไปยังโต๊ะเขียนหนังสือที่วันนี้หน้าต่างเบื้องหน้าเปิดออกกว้าง แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องเข้ามา ครั้นจะยื่นมือไปปิดมัน ลมจากข้างนอกก็พัดกระดาษที่กองอยู่จนปลิวว่อน


กระดาษลอยล่องไปกับพื้น จนเปิดให้เห็นบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ ชายหนุ่มเอื้อมไปหยิบมันมาดู


การ์ดใบหนึ่ง เขาเลิกคิ้วเมื่อพบว่ามันคือรูปของชายสักคนในชุดอย่างญี่ปุ่น แล้วจึงได้พลิกดูอีกด้าน อ่านข้อความที่เขียนด้วยลายมือแสนคุ้นเคยของเด็กหนุ่ม


ทั้งห้องพลันเงียบงัน มีเพียงเสียงสายลมฤดูใหม่พัดโชยอุ่นไอของแสงแดด






--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ชิเอ็น ยูกิกับอาโออิ ซากุระคือคิระจากภาค Light up ค่ะ เอามาแจมหน่อยๆ น่าจะหลุดคาร์ไปเรียบร้อย กราบขอโทษซากุระจัง ในบรรดาผู้หญิงทั้งหมดในเรื่องมีแต่เธอนี่แหละที่พูดเต็มปากว่าคิระอย่างไลท์น่าเบื่อ //orn

ใจหลักคือจะเล่นประเด็นคัลเจอร์ช็อกแต่ยังไม่เคยไปทั้งสองประเทศ ได้แต่เสพสื่อและรีเสิร์ช ไม่เชี่ยววัฒนธรรมญี่ปุ่นสามารถทักท้วงได้ถ้าเจอจุดผิดพลาดนะคะ ^v^ เลือกอาราชิยามะเพราะฉายาสะพานโทเง็ทสึเคียวล้วนๆ 'สะพานข้ามจันทร์' อห อดใจไม่เลือกยังไงไหว~! ติดอย่างเดียวคือมันอยู่เกียวโตไม่ใช่โตเกียว

สุขสันต์ 5 พฤษภาคมวันเด็กญี่ปุ่น~<3

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น