[รวม Fic. Death Note] Every ship is happening

ตอนที่ 127 : To the place we belong (มัตสึดะ/ไลท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 88
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    18 เม.ย. 63



Pairing : มัตสึดะ/ไลท์

//จะมี AU ใดสนุกเท่าสงคราม+ย้อนยุคคะ ถามจริงงงงงง ( ´∀`)






ตั้งแต่เกิดมา สิ่งแรกที่เห็นคือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดสายตา

 

ปราศจากจุดบรรจบ ไร้ซึ่งที่สิ้นสุด

 

ผืนหญ้าเต้นระบำหยอกเย้ากับสายลมในทุกคืนวัน พื้นดินชุ่มด้วยหยาดน้ำค้างเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ได้อย่างดี

 

แต่ในวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป

 

พื้นหญ้าสีเขียวชอุ่มถูกระบายด้วยสีแดงชาดราวกับประติมากรรมชั้นเอก ปลายดาบคมกริบเปรียบเสมือนพู่กันชั้นดีที่พร้อมจะระบายพาดผ่านศัตรูอย่างไม่ลังเล

 

ศิลปะชั้นเยี่ยมที่เกิดขึ้นมิใช่สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้ารังสรรค์

 

แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าโสมม บุตรของพระองค์ต่างหากที่สร้างมันขึ้นมา

 

ศิลปะชีวิต

 

ที่มีชื่อว่า สงคราม 






ยางามิ ไลท์ เกิดในครอบครัวเล็กๆ ในเมืองชายแดนที่เป็นดังป้อมปราการ แม่ของเขาเคยเล่าให้ฟังว่าหลังหุบเขาใหญ่ที่กั้นอยู่ระหว่างสองอาณาจักร หากก้าวผ่านกำแพงเมืองหน้าด่านไปจะได้พบเจอกับทุ่งหญ้ากว้างอุดมสมบูรณ์ เชื่อกันว่าหากขอพรในช่วงแสงสุดท้ายของวันที่หน้าประตูเมือง สิ่งที่อธิษฐานจะเป็นจริงทุกประการ ไม่ว่าสิ่งใด

 

แต่ไลท์รู้ว่าสิ่งที่ได้ยินเป็นเพียงนิทานหลอกเด็ก

 

เขามีความคิดเป็นของตัวเองมากกว่าเด็กทั่วไปจึงไม่ยึดถือความเชื่อปรัมปราเช่นนั้น ไลท์ได้ยินเสมอว่าชีวิตของมนุษย์ดำรงอยู่ได้ด้วยความรัก ความหวังและศรัทธา

 

ในทางกลับกัน ไลท์เชื่อว่าสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้คือการต่อสู้

 

ด้วยความคิดเช่นนั้น เขาจึงทุ่มเทฝึกฝนในวิถีของการรบ

 

ทุกหมู่บ้านในอาณาจักรจะมีค่ายทหารประจำการเพื่อดูแลความสงบสุข ฝึกฝนการต่อสู้ด้วยอาวุธรวมไปถึงการต่อสู้มือเปล่าให้กับเด็กผู้ชายทุกคนและเด็กผู้หญิงที่สมัครใจ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าหากเข้าร่วมในการฝึกนี้แล้วสิ่งที่จะต้องพร้อมยอมรับและเข้าใจก็คือ ชีวิตของทุกคนจะอยู่ภายใต้องค์จักรพรรดิ​และทุกหยาดเลือดที่มีจะต้องมอบให้กับอาณาจักร

 

เด็กชายคิดว่ามันคือการมัดมือชกหาคนเข้ากองทัพของเบื้องบนมากกว่า ทุกคนต่างรู้ว่ามีสงครามเกิดขึ้นเสมอ และในทุกปีก็จะมีจำนวนคนตายสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ทหารที่ออกไปไม่เคยได้กลับมา

 

ที่จะได้กลับมาจริงๆ ก็มีแต่ตาแก่พุงพลุ้ยเชิดคออยู่บนหลังม้า เจ้าพวกเห็นแก่ตัวเอาแต่หลบอยู่ในค่ายกลยามที่ทหารผู้น้อยต่อสู้จนขาดใจ ไม่เคยทำอะไรแต่กลับได้เลื่อนยศเลื่อนขั้นจากชัยชนะที่ตัวเองไม่ได้ร่วมฝ่าฟัน

 

ไลท์เกลียดคนพวกนั้น

 

ดังนั้นในยามที่เขาได้ถือดาบตามคำสั่งของครูฝึกเป็นครั้งแรก ไลท์ได้สาบานกับตัวเองว่าจะกำจัดพวกละโมบโลภมากในอาณาจักร

 

ให้ สิ้น ซาก

 

 

 

 

"ปีนี้ลูกก็อายุสิบห้าแล้วนะ"

 

"ครับ"

 

ใบหน้าสงบนิ่งของหญิงสาวฉายความกังวลใจบางอย่าง "แม่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้เลย"

 

ไลท์เข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย เมื่อใดก็ตามที่เด็กในค่ายฝึกทหารอายุครบกำหนด พวกเขาจะถูกส่งตัวไปยังค่ายรวมเพื่อศึกษาด้านการต่อสู้ให้มากขึ้น และเข้ารับราชการเป็นทหารต่อไปในภายภาคหน้า

 

และไลท์ก็รู้ดีว่าที่แห่งนั้นจะมีแต่ความยุ่งยาก

 

ยุ่งยากเพราะการต่อสู้แย่งชิงของคนที่อยากเป็นใหญ่ ไม่ปฏิเสธหรอกว่าเขาเองก็อยากจะก้าวขึ้นไปให้สูงกว่าการเป็นทหารสู้รบธรรมดา การได้รับยศถาและความไว้วางใจจากคนเบื้องบนคือทางเดียวที่ไลท์จะสามารถปฏิวัติทุกสิ่งที่ได้

 

ยาก แต่มันก็ไม่เกินฝีมือเขา

 

"ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ" รอยยิ้มบางเบาจุดบนใบหน้าเด็กหนุ่ม "ทุกอย่างจะเรียบร้อย"

 

 

 

 

 

ในวันต่อมาไลท์เดินทางไปค่ายฝึกตั้งแต่เช้าเหมือนกับทุกวัน แต่ในวันนี้พวกเขาไม่ได้ถูกให้ฝึกกับหุ่นฟางหรือกับทหารที่คุ้นเคยเหมือนทุกครา ทุกคนถูกเรียกรวมในลานกว้าง ยืนตัวตรงเพื่อรอรับฟังสิ่งที่ครูฝึกกำลังจะพูด

 

"ฉันให้เวลาพวกแกอีกสองวัน"

 

"..."

 

"ไปเก็บของและบอกลาครอบครัวของพวกแกซะ ก่อนครบกำหนดไม่ต้องมาให้พวกฉันเห็นหน้า เข้าใจไหม"

 

"เข้าใจครับ"

 

"ฉันถามว่าเข้าใจไหม!"


"เข้าใจครับ!"

 

"ดี อีกสองวันที่หน้าประตูเมือง ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น"

 

น้ำเสียงหนักแน่นดังตอบรับอื้ออึง หากทุกคนต่างรู้ว่าในความเป็นจริงแล้วพวกเขาหวาดกลัวต่อโลกภายนอกขนาดไหน การต้องลาจากครอบครัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

 

ไลท์ไม่ปฏิเสธว่าตัวเองเศร้า แต่ความรู้สึกนั้นทำอะไรเขาไม่ได้หรอก ถ้าอยากจะก้าวเดินต่อไปสิ่งที่ควรจะทำคือมองไปข้างหน้า

 

กลไกชีวิตมันถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

 

 

 

 

 

เวลาผ่านพ้นราวกับพระเจ้าหมุนโลกให้เร็วขึ้น ในที่สุดก็ถึงวันที่ครูฝึกนัด ไลท์เดินทางมาถึงประตูเมืองในเวลาที่กำหนด ท้องฟ้าเบื้องบนยังคงเป็นสีดำสนิท ดวงดาวส่องแสงประกายเป็นกำลังใจให้ผู้ที่กำลังจะเดินทางสู่ชีวิตใหม่

 

ไลท์เดินทางมาถึงเป็นคนแรกๆ พร้อมกับกระเป๋าสัมภาระที่ในนั้นมีเพียงแค่เสื้อผ้าไม่กี่ชุดและอาหารแห้งที่พกติดไว้ในยามที่กองทหารขาดแคลน การเดินทางนั้นยาวไกล เสบียงที่ทางกองทหารมีอยู่อาจไม่พอกับเด็กหนุ่มหลายสิบชีวิต เพราะฉะนั้นการพกพาเอาไว้ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเสียหาย

 

เสียงระฆังประจำเมืองดังเหง่งหง่าง เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงรุ่งอรุณที่เริ่มต้นขึ้นของหมู่บ้านแห่งนี้ ขบวนค่ายฝึกถูกนำหน้าด้วยครูฝึกที่ขี่ม้าสามคน ตามหลังอีกสองคน โดยมีเด็กๆ เดินอยู่ตรงกลางเป็นระเบียบ ไลท์อยู่ข้างหลังสุดของแถว ไม่ลืมที่จะสอดส่องรอบข้างอย่างระแวดระวัง ระยะทางระหว่างค่ายฝึกและประตูเมืองไม่ได้ไกลกันมากนัก สองข้างทางเต็มไปด้วยครอบครัวที่มาส่งบุตรหลาน ไลท์เห็นพ่อ แม่และน้องสาวของตัวเองอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้น

 

แต่เขาไม่สน

 

เด็กหนุ่มเดินผ่านกลุ่มคนโดยไม่มองใคร อีกเพียงแค่อึดใจเดียว ต้องเข้มแข็งพอที่จะไม่รู้สึกเสียใจที่เลือกเส้นทางนี้ ได้แต่ซ่อนใบหน้าก้มลงจดจ่อกับฝีเท้า จนกระทั่งเดินผ่านประตูเมืองออกมาแล้ว ดวงตาสีน้ำผึ้งจึงเบนขึ้นมองทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของเขาอย่างถี่ถ้วน

 

ทุ่งหญ้า ท้องฟ้าและแสงอาทิตย์แรกของวันใหม่ เป็นดังคำที่แม่เคยเล่าให้ฟังทุกประการ

 

"อธิษฐานเร็วๆ สิครับ"

 

แรงกระทุ้งจากคนด้านข้างทำให้ไลท์ที่จะก้าวเดินต่อชะงัก ดวงตาสีน้ำตาลทอแววประกายสดใสมองมายังเขา ก่อนสองมือของคนแปลกหน้ากุมประสานไว้ที่อก หันหน้าไปยังทางที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้วพึมพำกับตัวเอง

 

ช่างเป็นการพึมพำที่ได้ยินชัดเจนเสียจริง

 

"ขอให้การเดินทางปลอดภัย เจอแต่เรื่องดีๆ จากนี้และตลอดไป และได้กลับมาที่หมู่บ้านอีกครั้งด้วยเถิด"

 

ทั้งหมดคือสิ่งที่ไลท์ได้ยิน เขากลอกตาขึ้นไปบนฟ้ากับความเชื่อของเด็กๆ ที่ถูกพวกผู้ใหญ่กรอกใส่หัว ทอดถอนหายใจแล้วเดินต่อไป เสียงตุ้บตั้บของพื้นรองเท้าที่วิ่งตามมาก็ชวนให้หงุดหงิดใจเหลือเกิน

 

"ไม่อธิษฐานเหรอ อธิษฐานที่หน้าประตูเมืองแล้วจะเป็นจริงนะ"

 

"ไม่ล่ะ"

 

"นี่ จะไม่ทันแล้ว พระอาทิตย์ขึ้นมาครึ่งดวงแล้ว"

 

"น่ารำคาญ"

 

"ฮะ?"

 

"ผมหมายถึง ผมอธิษฐานไปแล้ว"

  

ไลท์ไม่ได้สนใจเด็กคนนั้นอีก ความจริงแล้วเขาแทบจะไม่รู้จักใครสักคนในค่ายเลย มาซ้อมตอนเช้าแล้วกลับไปหมกตัวกับหนังสือในตอนบ่าย ก็คงมีแต่น้องสาวเท่านั้นที่คุยกันได้

 

สำหรับไลท์ ถ้าเป็นคนปกติทั่วไปส่วนใหญ่ก็จะไม่มาวอแวให้คนอื่นที่ไม่รู้จักทำนู่นนี่

 

แต่เด็กนี่อาจจะไม่ใช่คนปกติ

 

"คุณคือยางามิ ไลท์ที่เก่งๆ สินะ ผม--"

 

"มีอะไรอีก"

 

ตั้งแต่ที่เริ่มเดินทางมา เจ้าเด็กนี่ก็เอาแต่เดินข้างๆ เขาตลอด แถมยังพูดเจื้อยแจ้วเป็นนกบนต้นไม้อยู่ตลอดเวลา

 

"กะ ก็แค่"

 

"อะไร"

 

"แค่อยากเป็นเพื่อนด้วยเท่านั้นเองครับ"

 

"ถ้าเงียบได้สักครึ่งชั่วโมง ผมจะลองคิดดู"

 

ไลท์เดินย่ำต่อไป แต่ยังคงรักษาระยะไว้ให้อยู่ที่ท้ายขบวน เช่นเดียวกับคนข้างกายที่ยังรักษาระยะการเดินให้เท่ากันอยู่เสมอ

 

"ยางามิซัง เอ่อ น้ำตาคุณไหล"

 

ไลท์สะดุ้งเฮือก ยกมือขึ้นมาสำรวจใบหน้าก่อนจะสัมผัสได้ถึงความชื้นที่บริเวณแก้ม เมื่อสักครู่เขาเพียงแค่ปล่อยความคิดไปในระหว่างที่เดินเพียงครู่เดียว

 

เขานึกถึงบ้าน

 

"คิดถึงพ่อแม่เหรอครับ"

 

"ไม่ใช่ซะหน่อย"

 

"เหรอครับ แต่ผมคิดถึงนะ"

 

"เรื่องของคุณสิ"

 

ไลท์เช็ดหน้าเช็ดตา น้ำเสียงอู้อี้ที่ส่งผ่านออกมาสั่นไหว

 

ไลท์รู้ความรู้สึกของตัวเอง

 

แต่เขาจะไม่มีวันยอมรับมัน

 

"นี่ครับ"

 

มือของอีกฝ่ายส่งผ้าเช็ดหน้าสีขาวมาให้ ไลท์เขม็งตามองมัน

 

หมอนี่คิดว่าเขาอ่อนแอ

 

"สายตาคุณเหมือนกำลังด่าผมในใจเลย"

 

เออ

 

"รับไว้เถอะครับ"

 

"ไม่---"

 

"เวลาที่คนเราร้องไห้ไม่ได้เป็นเพราะว่าเขาอ่อนแอหรอกนะครับ"

  

"เขาอาจจะเข้มแข็งมากเกินไปต่างหาก"

 

ไลท์ขมวดคิ้วกัดฟันแน่นกว่าเดิม มือฉวยผ้าเช็ดหน้ามาจากเจ้าเด็กหน้าเป็นที่ยิ้มแฉ่งทันทีเมื่อเขายอมรับมันไปใช้

 

"ผมมัตสึดะ โทวตะ"

 

"ยางามิ ไลท์"

 

"เพื่อน?"

 

คงจะเร็วไปหน่อย แต่ก็

 

"อื้ม"

 

"เย่ เพื่อนๆๆ!"

 

"เอ็งสองคนคุยอะไรกันเสียงดังวะ!"

 

มัตสึดะปิดปากตัวเองด้วยมือทั้งสองข้าง ถึงกระนั้นก็ปิดเสียงหัวเราะคิกคักของเจ้าตัวไม่ได้ ไลท์ก้มลงซ่อนใบหน้าไว้อีกครั้ง

 

แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การซ่อนตัวเองจากสายตา ไม่ใช่การซ่อนตัวเองจากความอาลัย แต่เป็นการซ่อนรอยยิ้มและความสุขที่เกิดขึ้น

 

และมัตสึดะ โทวตะคนนี้เป็นคนแรกที่ทำให้รู้ว่า ดวงตาสีน้ำตาลของมนุษย์เวลาที่มีความสุขนั้น

 

น่ามองเสียยิ่งกว่าสีของแมกไม้ในผืนป่าอันอบอุ่นเสียอีก





  

"ปลานี่แห้งจะตายชัก คุณกินเข้าไปได้ไงกัน"

 

"พวกเราฝึกมาตั้งนานแล้ว มัตสึดะซังยังบ่นอยู่อีก"

 

"โธ่ ไลท์คุง"

 

"ที่มีอยู่ก็ดีมากแล้ว ไม่มีให้กินแล้วจะแย่ยิ่งกว่านี้"

 

ตอนนี้พวกเขานั่งอยู่ที่ห้องอาหารกลางของค่ายฝึกทหาร หลังใช้ชีวิตกินนอนอยู่ที่นี่มากว่าสามปีจนตอนนี้อายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์และกำลังจะจบหลักสูตรการศึกษาของทหารในอีกไม่ถึงสามเดือน

 

พวกเขาจะได้กลับบ้าน ก่อนจะต้องออกไปต่อสู้ในสนามรบจริง

 

"มันแห้งจริงๆ นะครับ"

 

"งั้นผมจัดการปัญหาให้"

 

"เดี๋ยว? ม่ายยยยยย"

 

ไลท์จัดการคีบเนื้อปลาที่ยังเหลืออยู่ของอีกฝ่ายใส่ปากตัวเอง มัตสึดะร้องครวญครางเป็นลูกหมาโดนเจ้าของทิ้ง ดูไปก็น่าสงสารไม่ใช่น้อย

 

"ใจร้าย"

 

"ผมเคยใจดีกับใครด้วยรึไง"

 

"ใจดีกับผมไง โอ๊ย อย่าหยิกๆ"

 

ขณะที่ไลท์เป็นหัวกะทิของรุ่นและเชี่ยวชาญการต่อสู้มือเปล่า มัตสึดะก็ได้ชื่อว่าเป็นที่หนึ่งด้านการยิงปืน ทั้งที่ดูเหลาะแหละไม่เอาไหนแท้ๆ แต่พอได้จับกระบอกเล็งวิถีกระสุนก็เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน นั่นทำให้ไลท์เจ็บใจเล็กน้อยที่พอพูดถึงทักษะแล้วอีกฝ่ายดูจะมีประโยชน์ในสงครามกว่ามาก

 

ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันนั้น เสียงระฆังใหญ่ที่ไม่เคยได้ถูกใช้งานมานานหลายปีก็ถูกตีขึ้นดังสนั่น ทุกคนในบริเวณเหมือนหยุดหายใจ ช่วงเวลานั้นเสียงอะไรก็ดังไม่เท่าเสียงที่ก้องอยู่ในโสตประสาท

 

ทุกคนรู้ดีว่าเสียงนี้คืออะไร

 

เสียงระฆังใหญ่ สงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว

 

ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนไลท์จะเป็นฝ่ายตั้งสติได้ก่อน เขาฉุดแขนมัตสึดะไปที่คลังอาวุธทันที

 

ทั้งสองหยิบดาบกันไปคนละสองเล่ม เสียบไว้ที่ข้างเอวและจัดแจงกระบอกปืนพาดไว้ข้างหลัง ทหารฝึกหัดทุกคนทยอยตามกันมาอย่างรวดเร็วก่อนจะวิ่งกันไปที่คอกม้า

 

ม้าทุกตัวที่ได้รับการฝึกมาเหมือนจะรับรู้ถึงกระแสความร้อนจากสงคราม พวกมันให้เหล่าทหารนั่งบนหลังอานอย่างไม่งอแงเหมือนทุกครั้ง ตอนนี้ทุกคนประจำที่ครบถ้วน เหลือเพียงแค่เสียงประกาศจากเบื้องบนให้เริ่มเคลื่อนพลเท่านั้น

 

ณ ตอนนี้ศัตรูได้กระจายไปโดยรอบอาณาจักรแล้ว

 

เสียงประกาศจากผู้บังคับบัญชาทำให้ไลท์เกิดความรู้สึกกรุ่นโกรธอยู่ในใจ จะต้องรอให้เมืองราบเป็นเป็นหน้ากลองก่อนใช่ไหมถึงจะประกาศเหตุฉุกเฉิน!?

 

ไลท์ไม่รอสัญญาณให้เริ่มออกตัว เขาบังคับม้าออกไปอย่างรวดเร็ว มัตสึดะที่รู้จักนิสัยของเพื่อนดีก็ได้เตรียมตัวและควบม้าตามมาอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน

 

ทหารฝึกหัดมองหน้ากันอย่างมุ่งมั่นก่อนจะเริ่มควบม้าตามออกไปโดยไม่รอคำสั่งอีก

 

 

 

 

 

เสียงดาบที่เข้าฟาดฟันกับเนื้อมนุษย์และเสียงกระสุนทะลุร่างไร้วิญญาณดังไปทั่วทุกพื้นที่ เลือดสีแดงฉานเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าและชุดหากไม่มีเวลาให้สนใจเมื่อชีวิตของพวกเขากำลังอยู่บนเส้นด้าย ไลท์ควบม้าวาดปลายดาบสังหารศัตรูไปตลอดทางเช่นเดียวกับมัตสึดะที่แนบกระบอกปืนกับผิวแก้มลั่นไกอย่างแม่นยำ

 

"ไลท์คุงจะไปไหน"

 

"เขตชายแดน ผู้บัญชาการของเจ้าพวกนั้นต้องอยู่ที่นั่นแน่"

 

"จะหยุดสงครามงั้นเหรอครับ..."

 

"ใช่ ถ้าเราจัดการมันได้ กองทัพจะถอยไปอย่างแน่นอน"

 

พวกเขาควบม้าไปยังจุดหมาย มีทหารฝึกหัดหลายคนที่ตัดสินใจตามมาด้วย อาจเป็นเพราะความเชื่อใจหรือไม่เหลืออะไรให้เสียก็ไม่อาจทราบได้ 

 

"พวกแกกำลังวิ่งไปหาความตาย!"


เสียงตะโกนของทหารครูฝึกที่สั่งสอนพวกเขาไล่หลังตามมาไม่ทำให้ไลท์ชะลอฝีเท้าของม้าแม้เพียงนิด ในใจของเขาตอนนี้มีแต่แผนการเพื่อความสูญเสียที่น้อยที่สุด

 

รวมทั้งความตั้งใจเดิมของเขาที่ต้องการจะกำจัดพวกเห็นแก่ตัวเอาคนอื่นเป็นเกราะกำบังด้วย

 

"ปล่อยให้ทหารจัดการซะ อย่างพวกแกอยู่เฉพาะข้างในก็พอแล้ว!"

 

"แล้วเราไม่ใช่ทหารรึไง!?"

 

ไลท์ตะโกนกลับไปและเร่งม้าให้เร็วมากยิ่งขึ้น มัตสึดะก็ตามติดไปเช่นกัน ดวงตาสีน้ำตาลสะท้อนถึงความเป็นห่วง แต่ก็เข้าใจในความสามารถของอีกฝ่ายว่าเขาจะสามารถจัดการเรื่องนี้ได้

 

เมื่อถึงเขตชายแดนก็เป็นไปตามคาดว่าค่ายกลของคู่สงครามอยู่ที่นี่อย่างที่ไลท์ว่าจริงๆ การคุ้มกันหนาแน่นด้วยทหารจำนวนหนึ่ง ไลท์เอ่ยกำชับกับทุกคนอย่างรวดเร็ว

 

"ฝ่าทหารคุ้มกันไปให้ได้ เราต้องไปให้ถึงกระโจมใหญ่ตรงกลาง"

 

มัตสึดะพยักหน้ารับ ก่อนที่จะแยกตัวไปเพื่อกำจัดศัตรูอีกฝั่ง ไลท์เองก็เช่นกัน ทหารฝึกหัดบางส่วนที่ตามพวกเขามาก็ต่อสู้ด้วยแรงกำลังทั้งหมดที่มีไม่น้อยหน้า

 

เสียงควบม้า กลิ่นคาวเลือด และควันไหม้โขมงก่อตัวกันเป็นศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นมาจากความน่ารังเกียจของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา

 

เหล่าทหารฝึกหัดมารวมตัวกันที่กระโจมใหญ่กลางค่ายกล และเหมือนคนข้างในจะรู้ตัวว่ามีสิ่งผิดปกติจึงเปิดกระโจมออกมาดู

 

"อะไรกันวะ!--พะ พวกแก!"

 

"ทุกคนที่นี่ตายหมดแล้ว แกต้องเลือกชะตากรรมของแกเอง"

 

"อะ อะไร! จะให้ฉันทำอะไร"

 

ไลท์ยิ้มบาง ก่อนจะยืนข้อเสนอที่น่าสนใจให้กับชายร่างใหญ่ในชุดผู้บัญชาการเต็มยศ

 

ข้อเสนอของเราก็คือ ถ้าแกยอมส่งนกพิราบไปยุติสงคราม แกก็จะมีชีวิตต่อไป"

 

"..."

 

แต่ถ้าไม่...ก็แค่ตายอยู่ตรงนี้"

 

มันกำลังคิดหนัก ในใจคงกำลังหาวิธีทางรอด นั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ถ้าเลือกที่จะส่งนกพิราบแล้วก็ต้องไปแก้ต่างกับองค์จักรพรรดิ ทหารยศสูงพวกนี้มีหรือที่จะอยากจะตายด้วยมือศัตรูมากกว่าในบ้านเกิดตนเอง

 

"ได้ ฉันจะส่งนกพิราบไปบอกให้ถอยทัพ"

 

"ถ้าอย่างนั้นก็ทำซะเดี๋ยวนี้"

 

ชายคนนั้นกลับเข้าไปในกระโจม ชั่วอึดใจก็ออกมาพร้อมกับนกพิราบสีขาวและกระดาษในมือ ไลท์ฉวยเอากระดาษมาอ่านให้แน่ใจว่าเป็นจดหมายถอยทัพจริงๆ จึงส่งคืน ยกดาบขึ้นมาจ่อที่คออีกฝ่ายเป็นการข่มขู่

 

เด็กหนุ่มมองนกพิราบสีขาวที่บินไปด้วยหัวใจที่เบาบางลง อย่างน้อยก็สามารถประวิงเวลาได้ไม่มากก็น้อย

 

ในระหว่างที่ดวงตาเบนมองไปยังฟากฟ้า ชายคนนั้นก็หยิบปืนขึ้นมาจากข้างหลัง ทันทีที่ได้ยินเสียงลั่นไกมือที่จับดาบอยู่ก็ตอบสนองและปาดคอผู้บัญชาการศัตรูทันที

 

ร่างไร้ศีรษะและเลือดที่สาดกระเซ็นไม่ทำให้ไลท์ตกใจได้เท่ากับร่างของมัตสึดะที่ออกมารับกระสุนแทน

 

มัตสึดะล้มลงพร้อมกับไลท์ที่ไม่อาจพยุงขาของตัวเองไว้ ร้องเรียกร่างบนพื้นทั้งที่ยังควบคุมสติไม่ได้


"ไป! พาเขากลับค่ายเดี๋ยวนี้!" เขาตะโกนบอกทหารฝึกหัดที่ตามมาด้วย เสียงสงครามในระยะไกลค่อยๆ เบาลง

 

เหมือนเสียงหัวใจของมัตสึดะ

 





"อีกนิดเดียวมัตสึดะซัง ทนหน่อยนะครับ"

 

"ไม่รอดหรอกไลท์คุง มัน..เจ็บ"

 

"ไม่ คุณจะไม่เป็นไร เชื่อผมสิ"

 

"พาผมไปที่บ้าน ที่เมืองของเรา"

 

"..."

 

"ได้โปรด"

 

"...ได้สิ"

 

"เพราะงั้น มัตสึดะซังห้ามเป็นอะไรไปก่อนนะ"

 

ไลท์ควบม้าในจังหวะไม่ช้าไม่เร็วเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนของแผลบนตัวมัตสึดะ

 

ค่ายฝึกของพวกเขาถูกทำลายไปแล้ว มองโดยรอบไม่เห็นทหารพยาบาล แต่โชคดีที่เมืองของพวกเขาอยู่ไม่ไกลนัก หากเป็นที่นั่นก็จะมีแพทย์และการดูแลรักษาที่ดีกว่ามาก

 

แต่เพราะอยู่ติดชายแดน จึงเป็นเมืองแรกที่ถูกทำลายจนหมดสิ้น

 

ไลท์มองเมืองที่ลุกเป็นไฟค่อยๆ มอดไหม้จนเหลือเพียงเถ้าถ่านจากน้ำมือคู่สงครามด้วยความรู้สึกบรรยายไม่ถูก ลำคอของเขาตีบตันและเจ็บปวดไปหมด ขอบดวงตาร้อนผ่าวแต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว

 

ไลท์หยุดม้าและประคองมัตสึดะลงมาให้อยู่กับผืนหญ้า ไม่เห็นความหวังที่จะกลับเข้าไปในเมืองเสียด้วยซ้ำ ไลท์จ้องมองใบหน้าที่ซีดเผือดของเพื่อนที่อยู่ร่วมกันมาหลายปีด้วยความรู้สึกหลากหลาย

 

เพื่อนคนแรก

 

เพื่อนคนที่สอนให้เขาเข้าใจคำว่าความสุข

 

ดวงตาสีน้ำตาลของมัตสึดะหม่นลง สีน้ำตาลที่เปล่งประกายบัดนี้คล้ายกับสีของเถ้าถ่าน ไลท์เกลียดมันมากที่สุด เกลียดยิ่งกว่าทหารเลวๆ พวกนั้นเสียอีก

 

เกลียดตัวเองที่ทำอะไรไม่คิดจนเพื่อนต้องมาจบชีวิตลง

 

ถ้ารับฟังคนอื่น เลือกที่จะอยู่ในเมืองตั้งแต่แรก

 

มัตสึดะคงไม่เป็นแบบนี้

 

เขาคงอยู่ต่อสู้ปกป้องก่อนพวกนั้นจะลงมือทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เขาคงรักษาสิ่งสำคัญเอาไว้ได้

 

อาณาจักรปลอดภัย...แล้วมันยังไงกันล่ะ?

 

สงครามจะยุติไปเพื่ออะไรถ้าเขาไม่มีบ้านให้กลับไปหา

 

"ไลท์คุงกำลังโทษตัวเอง"

 

"..."

 

"นี่ดีกับทุกคนแล้ว ผมดีใจนะ"

 

"..."

 

"มัตสึดะซัง ผมขอโทษ...ขอโทษจริงๆ"


หยดน้ำตาไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงร้องไห้มากมายขนาดนี้ ทุกเรื่องที่ผ่านมาในชีวิตไลท์รู้ทุกอย่าง

 

แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าที่จริง เขาไม่เคยรู้อะไรตั้งแต่แรก

  

"ร้องไห้อีกแล้ว"

 

"เปล่า..."

  

มัตสึดะยกผ้าเช็ดหน้าสีขาวขึ้นมา มืออ่อนแรงยกขึ้นซับน้ำตาให้อีกฝ่าย

 

"ยังพกผ้าเช็ดหน้าในสนามรบอีกเหรอมัตสึดะซัง คุณนี่มัน" มือของเขาทาบทับมืออีกฝ่ายไว้อย่างแผ่วเบา ซับหยดน้ำตาที่เริ่มจะออกมามากเกินไป

 

"ผมยังมีอะไรที่อยากทำกับมัตสึดะซังอีกตั้งเยอะ ไหนคุณบอกว่าเราจะทำให้อาณาจักรสงบสุขไง คุณบอกว่าจะช่วยผมกำจัดพวกเลวนั่น คุณบอก---"

 

"ผมบอกคุณหลายอย่างแล้ว"

  

"แต่สิ่งที่ผมยังไม่ได้บอก"


รอยยิ้มของมัตสึดะบางเบาเหลือเกิน มันไม่กว้างสดใสเหมือนเมื่อก่อน และไลท์เกลียดมัน

  

"คือผมรักคุณ"


"ผมรักไลท์คุงมากจริงๆ นะ"

 

มือของมัตสึดะร่วงหล่นไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่พรากจาก เด็กหนุ่มที่ถูกทอดทิ้งสะอื้นราวกับหัวใจแหลกสลาย กอดร่างที่สิ้นความอบอุ่นเอาไว้แนบกาย

 

สีแดงของสงคราม ศิลปะที่ปราศจากเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของผู้คน

 

ไลท์เกลียดมัน






-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ถึงตอนนี้อยากจะบอกว่า Make love, not war นะคะทุกคน สงครามไม่เคยให้อะไรกับใครจริงๆ มารักกันไว้นะ //อ้าแขนกว้างขวางกว่าแม่น้ำ

ช่วงนี้รันทดชีวิตมากเลย ทำได้แค่นั่งเฉาในห้องแอร์เปิดอินเทอร์เน็ตไปวันๆ ข่าวสารบ้านเมืองก็ไม่น่าอภิรมย์สักเท่าไร เศรษฐกิจถดถอย โรคแพร่กระจาย การควบคุมดูแลไม่ดีอีก ไอติมสตรอเบอร์รี่ก็เหลือกล่องสุดท้ายหาแหล่งไม่เข้านายทุนใหญ่ไม่เจอ(โชห่วยไม่เอามาลง มันน่าหงุดหงิดไหมล่ะ?)

ขอให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีผ่านพ้นวิกฤตการณ์ในช่วงนี้ไปได้ อย่าลืมดื่มน้ำ พักผ่อนให้เพียงพอ ใส่แมสก์ที่มีคุณภาพ ล้างมือเป็นนิสัยนะคะ<3

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น