[รวม Fic. Death Note] Every ship is happening

ตอนที่ 123 : Sorry (มิชิมะ/ริวซากิ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    31 ม.ค. 64


Pairing : มิชิมะ/ริวซากิ , เจ

//ใช่ พวกเขามาจากภาค Light up ริวซากิที่ไม่ใช่แอลคนแรกอะ






ผมเป็นคนขี้รำคาญ อะไรนิดหน่อยก็จะไม่ค่อยพอใจแล้วครับ แต่ก็พยายามจะแก้ตรงนี้ไปเรื่อยๆ


มิชิมะน่ะเป็นคนจริงจัง


แต่อย่าคิดไปเองว่าหมอนั่นก็แค่สุขุมเยือกเย็น...ไอ้ 'เยือกเย็น' นั่นก็ใช่อยู่ถ้าจะพูดถึงการแสดงออกทางสีหน้า ส่วนเรื่องสุขุมไหมนี่ก็เห็นระเบิดอารมณ์บ่อยๆ โดยเฉพาะตอนโดนแกล้งหยอกเล่นนิดหน่อยก็คิดไกลไปเกินเบอร์ได้ มิชิมะน่ะจริงจังกับหลายเรื่องมาก ทั้งเรื่องงาน เรื่องที่บ้าน เรื่องคนอื่นก็ด้วย

 

มิชิมะน่ะเจ้าระเบียบ


จริงๆ นะ เจ้าระเบียบตัวพ่อเลยล่ะ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามแผนที่วางไว้ มีกฎระเบียบให้ทำตามแทบจะตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร ไปไหน ก็จะมีแผนไว้ในหัวและต้องทำตามตลอด

 

...ไม่ได้เว่อร์ซะหน่อย ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่


แถมมิชิมะน่ะชอบดุ


ชอบบอกให้ทำโน่นนี่ตลอด แถมยังชอบห้ามอะไรหลายอย่างด้วย ไม่อยากให้ทำตัวแบบนี้ ไม่อยากให้กินอันนี้ ไม่ให้นอนดึก ถ้าไม่ยอมก็จะดุ ดุเรียบๆ เหมือนผู้ใหญ่สอนเด็ก ทั้งที่อายุก็ไม่ได้ต่างกัน แถมประสบการณ์ผ่านงานของเขาก็มากกว่าโข ทำไมต้องมาคอยนั่งฟังตำรวจสักคนบ่นเจ้ากี้เจ้าการด้วยล่ะ


"ทำตัวดีๆ หน่อยสิ นายไปล้ำเส้นเขาแบบนั้นไม่ได้"


ก็สืบสวนด้วยวิธีนี้มานานแล้วนะ ทำไมต้องมาสั่งด้วย


"กินข้าวให้เยอะๆ นี่กินไม่ค่อยตรงเวลาเลย ของหวานน่ะลดลงบ้างก็ได้ ปวดท้องขึ้นมางานจะยิ่งช้านะ"


กินอะไรทำไมต้องมาคอยบอกด้วยล่ะ ปากก็ปากเขา ท้องก็ท้องเขา

 

"นอนน้อยอีกแล้วนะ พักผ่อนเยอะๆ บ้าง ดูสิ ใต้ตาบวมไปหมดแล้ว"


จะนอนตอนไหน นอนนานแค่ไหนยังไงก็ตื่นมาทำงานต่อไหวแล้วกัน


ฟังกรอกหูมาทุกวันแต่ถามว่าทำตามไหมน่ะเหรอ...ลืมไปได้เลย


ไม่ได้เป็นคนประเภทชอบให้ใครบังคับอยู่แล้ว ยิ่งมาดุใส่ขนาดนี้ก็ยิ่งไม่อยาก ใครมันจะไปยอม ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะที่จะต้องมานั่งฟังคำบ่นแบบนี้ตลอดเวลา


ฝั่งนั้นพอเห็นเขาไม่ทำตาม ถึงจะไม่ดุต่อ ถึงจะยอมเลยตามเลย แต่ก็ไม่ละความพยายามจะคอยพูดให้เขาฟังไปเรื่อย คอยแต่จะมาบงการชีวิตกันตลอดแบบนี้มันได้เหรอ นี่แฟนนะ ไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวร


บางทีเริ่มจะอึดอัด บางทีรู้สึกเหมือนถูกควบคุมชีวิตยังไงไม่รู้


ก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วนะ ทำไมต้องมาบังคับกันด้วยล่ะ?

           

ถ้าไม่ชอบ...ไม่เห็นต้องทน ไม่ได้รั้งไว้สักหน่อยนี่


ไม่เห็นต้องแคร์ ไม่เห็นต้องสนใจ


ไม่เคยขอให้ทำอะไรให้อยู่แล้ว ไม่พอใจก็ไปสิ


ถ้าไม่ชอบ...ก็ไปสิ


เคยคิดแบบนี้...

 

จนวันที่พลั้งปากออกไปเท่านั้นแหละ

 

แล้วเป็นไงล่ะ

 

ก็มานั่งหงอยๆ อยู่คนเดียวแบบนี้นี่ไง






เหม่อมองทิวทัศน์ถนนใหญ่ที่แล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว มองดูเงาเมฆที่แผ่ปกคลุมท้องฟ้ายามบ่ายในวินเชสเตอร์ที่ตอนนี้ออกจะมืดครึ้มไปสักหน่อย หรือว่าเป็นเพราะเขาเองที่ไม่นึกอยากร่าเริงเท่าไรนัก


มือเรียวควักโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า ปลดล็อคเข้าแอพลิเคชั่นสนทนา ปลายนิ้วเลื่อนหาชื่อของใครบางคนที่เริ่มจะจมลงไปตามลำดับสนทนาบ้างแล้ว ก่อนจะกดเข้าไปเมื่อพบสิ่งที่ต้องการ


บทสนทนาจบลงที่ข้อความห้วนๆ ที่อีกฝ่ายส่งมาเมื่อหลายวันก่อน ข้อความสั้นๆ ง่ายๆ ที่ได้ใจความทุกอย่างตามที่เขาเคยต้องการให้มันเป็นแบบนั้น วลีสั้นๆ ที่ตอนแรกคิดว่าก็ดีแล้วที่เป็นแบบนั้น แต่พอมาตอนนี้...ทำไมมันไม่ดีเหมือนเดิมแล้ว?


ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย...

 

"–เดี๋ยวนายเข้าไปตอบเด็กๆ ตามที่เตี๊ยมกันเลยนะ ท่องสคริปมาแล้วใช่ไหม จำส่วนไหนไม่ได้ก็ด้นสดไปเลยนะ...นี่ ฟังอยู่รึเปล่า?"

 

เสียงของหญิงสาวข้างกายเรียกสติให้กลับมา เขาหันกลับไปพยักหน้าหงึกหงักให้กับผู้ช่วยคนสนิท หรือที่ตัวเขาชอบหยอกว่าเป็น 'วาตาริ' นั่นแหละ อันที่จริงเขาไม่ได้สนใจสิ่งที่เจพูดมาเท่าไรนัก ตายังคงจ้องมองจอมือถือตรงหน้าอย่างเดิม


เลื่อนหน้าจอย้อนขึ้นไป อ่านทบทวนสิ่งที่ปรากฏแก่สายตา อ่านวนไปอย่างนั้นไม่รู้จะทำอะไรดี

 

มันเป็นบทสนทนาที่แสนปกติธรรมดาที่มักจะเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาสองคน ที่อีกคนจะคอยปรามคอยดุเมื่อเขาทำอะไรไม่ถูกใจ ตามปกติแล้วเขาจะใช้มุขตลกเฉไฉ ไม่ก็เบี่ยงไปเรื่องนู้นเรื่องนี้ทั้งที่ไม่ทำตาม อีกฝ่ายก็จะยอมเงียบไปเป็นปกติธรรมดา


แต่มันไม่ใช่ในครั้งนี้ ที่ความอดทนของเขามันต่ำเกินไป


ที่พลั้งปากออกไปเพราะรำคาญ

 


: ช่วงนี้อากาศเปลี่ยน ใส่เสื้อหนาๆ อย่าลืมผ้าพันคอด้วย


: รู้แล้วน่า


: ยาภูมิแพ้ก็อย่าลืมกินซะล่ะ คราวที่แล้วเป็นหนักก็เพราะลืมกินนี่แหละ


: ฉันมีสมองคิดเองได้ เลิกสั่งโน่นนี่สักทีเหอะ

: นายเยอะไปว่ะ หยุดเจ้ากี้เจ้าการชีวิตคนบ้าง มันน่าเบื่อ

: ขอฉันอยู่ตามใจตัวเองสักพักได้ไหม


: ได้

: เอาตามที่นายอยากเลย

 

 

ทุกอย่างจบลงแค่นั้น ไม่มีใครพิมพ์หรือพูดอะไรอีก


ไม่มีเลยจริงๆ

 

หนึ่งสัปดาห์


หนึ่งสัปดาห์แล้วที่โทรศัพท์เครื่องนี้ไม่มีการติดต่อจากหมอนั่น


ไม่มีข้อความ ไม่มีสายโทรเข้า ไม่มีการติดต่อใดๆ กลับมาหาเขาอีกเลยแม้แต่นิดเดียว


ทีแรกก็ไม่แคร์หรอก ดีซะอีก จะได้ทำตามใจตัวเองสักที จะใส่อะไรก็ได้ กินอะไรก็ได้ตามสบายใจ ทำเป็นงอนเขาไปเถอะ แป๊ปเดียวเดี๋ยวก็หายกลับมาคุยด้วยเหมือนเดิมอย่างทุกทีแหละ ฝั่งนั้นน่ะไม่คิดหยุมหยิมเรื่องนี้อยู่แล้ว

 

แต่เอาเข้าจริง มันไม่เป็นอย่างงั้นน่ะสิ

 

วันแรกหมดไปกับการไขคดีอย่างมีความสุข วันที่สองที่สามหมดไปกับการทำงานหามรุ่งหามค่ำจนแทบไม่ได้นอน


ส่วนที่เหลือ คือเวลาที่หมดไปกับการเหลือบมองดูโทรศัพท์มือถือจนไม่เป็นอันทำการทำงาน


จะไม่สนใจกันจริงดิ


ถึงจะไม่ได้งอน แต่ก็มาง้อสักทีสิ...

 

ไม่รู้ตั้งแต่ตอนไหน ที่ตัวเองเริ่มจะให้ความสนใจกับเจ้าโทรศัพท์นี่ ที่เริ่มจะเหลือบมองบ่อยแอบหยิบจับทุกครั้งที่มีโอกาส กดปลดล็อคหน้าจอ จ้องมองความว่างเปล่าบนกล่องแจ้งเตือน แล้วกดปิด ไม่นานก็หยิบขึ้นมาปลดล็อคดูอีก


รออะไรน่ะ...เอาแต่จ้องโทรศัพท์ทำไม ดีแล้วไม่ใช่รึไง ต้องการแบบนี้เองไม่ใช่เหรอ


แบบนี้ก็ดีแล้วนี่

 

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรเหมือนกันที่ทุกการกระทำของตัวเอง มีเสียงใครบางคนดังอยู่ในหัวแทบจะตลอดเวลา เสียงแข็งกระด้างที่คอยเอ่ยปรามเรียบๆ ทั้งที่รู้ดีว่าเขาไม่เคยคิดจะฟัง


และเริ่มจะรู้ตัวแล้วว่าคิดถึงเสียงนั้นมากแค่ไหน

 

"ถึงแล้ว"

 

รู้ตัวอีกที รถตู้ปกปิดตัวตนก็จอดที่หน้าประตูรั้วแวมมี่เฮ้าส์ เจเริ่มตรวจเช็คข้าวของภายในรถ เหมือนโรเจอร์กับเนียร์จะเดินมารับเขาที่หน้าประตูแล้ว


ตามคิวงานวันนี้ คือเขาต้องมาโปรโมทตำแหน่งแอลอันสุดจะหล่อเท่สมาร์ท เลือกผู้สืบทอดอันดับหนึ่ง...เอ่อ อะไรต่อนะ จำไม่ได้แล้ว แต่ที่แน่ๆ คือต้องมาพูดเสียงตามสาย...เรียกแบบนี้รึเปล่า ให้บรรดาแฟนคลับตัวน้อยที่เฝ้ารอได้ฟังกันสักที

 

เขาเรียกสติตัวเองกลับมา เก็บมือถือเข้ากระเป๋ากางเกงแล้วก้าวลงจากรถไป ทักทายคนคุ้นหน้าคุ้นตาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เล่นมุกไปหนึ่งพอเป็นพิธี


เขาเดินตามอีกสามคนเข้าไปในตัวอาคาร ขณะที่ขึ้นบันไดไปชั้นสองมือก็ล้วงกระเป๋ากางเกงโดยไม่รู้ตัว เผลอก้มหน้ามองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ว่างเปล่าไร้สัญญาณการแจ้งเตือน

 

ยังไม่คุยด้วยอีกเหรอ...


ยังโกรธอยู่เหรอ...

 

แอบมองตัวเองในกระจกหน้าต่าง วันนี้ใส่เสื้อแขนยาวปิดถึงข้อมือ เสื้อกันหนาวอีกตัวคลุมด้านนอก พันผ้าพันคอผืนโปรดกันลมเย็นได้เป็นอย่างดี แถมใส่กางเกงขายาวกับรองเท้าหนังปิดมิดชิดด้วยนะ

 

อะไรเล่า ก็แค่ช่วงนี้อากาศเปลี่ยน ใครๆ ก็ใส่เสื้อผ้ารัดกุมเหอะ

 

เมื่อขึ้นมาถึงชั้นที่ต้องการ ก็ถูกนำทางให้เข้ามานั่งพักรออยู่ที่ห้องรับรอง พร้อมกับโรเจอร์ที่เอาอาหารกลางวันมาให้เพราะรู้ว่านักสืบคนนี้ยังไม่ได้ทานอะไรก่อนมาให้สัมภาษณ์เลย

 

"นายจะกินมื้อใหญ่เลยไหม ถ้าไม่ชอบเดี๋ยวฉันเข้าห้องครัวหาขนมให้รองท้องได้นะ"


เสียงของเจดังเข้าหูขณะที่เขาจ้องมองอาหารดีต่อสุขภาพตรงหน้าที่ไม่ถูกชะตาสักเท่าไรนัก


"..."


"ไม่เป็นไร ฉันกินได้"

 

ของหวานพอหลายมื้อเข้ามันก็เลี่ยนอะเนอะ...

 

"วันนี้มาแปลกแฮะ ถ้าไม่อยากก็ไม่เป็นไรนะ" เขาส่ายหน้า จิ้มผักชิ้นที่หนึ่งเข้าปาก...บัดซบ โอเค ไม่ไหวว่ะ


"ขออมยิ้มสักแท่งจะเป็นพระคุณมาก"


"นั่นไง ยังปกติอยู่จริงๆ นึกว่าเมาไข้ไปซะแล้ว"


เห็นเจยิ้มขำแบบนั้นก็ชักหงุดหงิด แต่จะให้ฝืนต่อก็ไม่เอาเหมือนกัน "เดี๋ยวขอยาภูมิแพ้ให้ด้วยนะ"


อีกฝ่ายได้ฟังดังนั้นถึงกับทำตาโต เข้ามาเอามืออังหน้าผากเขาด้วยสีหน้าตกใจ "ป่วยหนักแค่ไหนเนี่ย ทำไมวันนี้นึกอยากจะดูแลตัวเองขนาดนี้ ยานี่ฉันแทบจะกรอกปากนายยังไม่อยากกิน วันนี้มาขอกินเอง เป็นอะไรรึเปล่า"


สีหน้าห่วงใยถึงขีดสุดทำให้เขาหัวเราะออกมาเบาๆ แม้จะไม่ได้พูดอะไรกลับไป แต่ในใจของเขามีคำตอบให้ตัวเองอยู่แล้ว


กัดอมยิ้มไว้ในปาก พยายามจดจ่อกับการดูพฤติกรรมพวกตัวปัญหาผ่านจอมอนิเตอร์ หูฟังเสียงเพลงที่เปิดคลอเพื่อไม่ให้ห้องนี้เงียบเกินไป แต่ในใจมันหยุดคิดไม่ได้สักที ไม่ได้เลยแม้แต่นาทีเดียว

 

ลึกๆ แล้วไม่เห็นมีความสุขมากขึ้นเลย...ลึกๆ แล้วไม่เห็นรู้สึกดี

 

อยากเปิดหน้าจอมือถือขึ้นมาแล้วเจอข้อความเป็นห่วง อยากมีคนคอยชวนคุย อยากมีสายโทรเข้าที่มีคนๆ เดิมอยู่ปลายสาย อยากได้ยินเสียง อยากได้ยินคำพูดตักเตือนเวลาเขาทำไม่ดี อยากเจอ อยากอยู่ใกล้


ไม่อยากอยู่คนเดียวแล้ว..

 

เคยคิดว่าตัวเองเก่ง เคยคิดว่าไม่ต้องการใครมาดูแล เคยคิดว่าอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยเจ้ากี้เจ้าการ จะได้ทำตามใจตัวเอง เอาแต่ใจตัวเองได้เต็มที่เหมือนที่เคยเป็นมา ไม่ต้องคอยฟังเสียงที่เอาแต่ปรามอยู่เรื่อย


อยู่คนเดียวมันก็ดีจริงๆ นั่นแหละ


แต่พอมีคนให้คิดถึงแล้วมันดีกว่า...

 

รู้ตัวอีกทีก็รู้สึกผิดจนไม่เป็นอันทำอะไรแล้ว

 

คิดถึงคนที่ดื้อใส่แค่ไหนก็ยังอยากคุยด้วย คิดถึงคนที่ไม่ว่าจะตอบข้อความหรือโทรไปตอนไหนก็พาให้อมยิ้ม คิดถึงคนที่ไม่ว่าจะเถียงกันกี่ครั้งก็ได้มุมมองแปลกใหม่ให้กลับไปคิดเสมอ


คิดถึงคนที่ยอมไป เพราะเขาเป็นฝ่ายขอ

 

นั่นยิ่งทำให้รู้ว่าที่ผ่านมามองข้ามสิ่งสำคัญไปมากแค่ไหน..

 

โกรธจริงๆ ใช่ไหม...

 

ยาเม็ดโตที่ไม่เคยชอบเลยตอนนี้ก็อยู่ในมือ ยกขึ้นใส่ปากพร้อมดื่มน้ำตามจนหมดแก้ว ขณะเดียวกันดวงตาก็ร้อนผ่าวจนน้ำใสๆ เอ่อคลออย่างช่วยไม่ได้ ได้แต่หวังว่าจะไม่มีใครทันเห็น

 

อาจจะช้าไปหน่อยแต่ก็...ขอโทษ


ขอโทษที่ใส่อารมณ์ ขอโทษที่ใช้คำพูดไม่ดีจนทำให้เสียใจ


...กลับมาได้ไหม


"แอล ได้เวลาแล้วนะ"


เจตบบ่าให้กำลังใจก่อนจะเปิดไมค์เป็นสัญญาณให้ฝั่งนั้นรู้ตัวถึงการมาของนักสืบอันดับหนึ่งของโลก นั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างเคียงเขาแต่ไม่พูดอะไรอีก ให้เวลาเขาได้สนทนากับผู้สืบทอดมากมายที่ตอนนี้กำลังรอฟังเสียงแอลคนปัจจุบันที่ประสบความสำเร็จไม่น้อยไปกว่ารุ่นก่อน


เขาต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด


"สวัสดีครับสมาชิกแวมมี่เฮ้าส์ทุกคน ผมแอล"

 

ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ เขาไม่ได้ทำอะไรนอกจากรับฟังความเห็นมากมายจากอีกฟากของตัวอาคาร หยอดคำถามชวนคิดเป็นพักๆ เป็นการประเมินเด็กแต่ละคนอย่างแนบเนียน ติดตลกบ้างเพื่อให้บรรยากาศโดยรวมไม่ตึงเครียดจนเกินไป บรรจงเลือกคำพูดอย่างรักษามาดน่าเคารพให้กับทุกคนที่รอฟังเสียงเขาอย่างมีความสุข โดยเก็บความรู้สึกส่วนลึกนั้นไว้ภายในใจ


เรื่อยไปจนถึงช่วงที่ทุกคนดูจะตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษเมื่อมีคนนึงถามเรื่องส่วนตัวแล้วเขายอมตอบ ริวซากิยิ้มอยู่หลังหน้าจอ บางครั้งก็แกล้งละรายละเอียดบางอย่างให้เป็นปริศนาต่อไป จนเมื่อถึงคำถามหนึ่งซึ่งทำให้เขาต้องชะงัก

 

"แอลมีคนสำคัญที่ต้องปกป้องให้ได้ไหมคะ?"

 

คนสำคัญ...?


เหมือนเห็นหญิงสาวข้างกายระริกระรี้ขึ้นมาทันที น่าหมั่นไส้ชะมัด "ไม่ใช่วาตาริก็แล้วกัน"


"อ้าว เฮ้ย--"


"คนสำคัญที่สุดของผมงั้นเหรอ..." เขาแกล้งลากเสียงยานคาง ดวงตามีประกายความสนุกเมื่อเห็นสีหน้าลุ้นระทึกของเหล่าเด็กน้อย "ก็ต้องเป็นพวกคุณอยู่แล้ว"


หลายคนถอนหายใจส่งเสียงประท้วงเต็มที่ "ไม่เอาในแวมมี่เฮ้าส์สิ..."


"เป็นความลับทางความมั่นคงน่ะ" ริมฝีปากกระตุกเป็นรอยยิ้มน้อยๆ และริวซากิฉลาดพอจะหาเรื่องเปลี่ยนประเด็นก่อนจะถูกรู้เรื่องส่วนตัวไปมากกว่านี้


ก็คนสำคัญของเขาไม่ได้อยู่ฟังด้วยแล้วจะบอกไปทำไมล่ะ


สู้ไปบอกเจ้าตัวต่อหน้าดูเข้าท่ากว่าเยอะ


แต่...ปากมันแข็งจนพูดขอโทษไม่เป็นจริงๆ นี่...


แย่จังเลยเนอะที่เขาเป็นคนแบบนี้ นิสัยแบบนี้


รู้แล้ว สำนึกผิดแล้ว


กลับมาเถอะ ขอร้อง กลับมาดุเขาที กลับมาบ่นเขาที






การสนทนาดำเนินไปเรื่อยจนจบ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเขาอย่างไม่คลายลง พร้อมกับน้ำเสียงร่าเริงที่เริ่มจะหยอกล้อเด็กๆ ที่ฟังอยู่อย่างเป็นกันเอง พอหมดเวลาก็ต้องบอกลาทุกคนอย่างน่าเสียดาย ก่อนจะลุกเดินออกจากห้องนั้นไป

 

มือถือในกระเป๋าสั่นเบาๆ แต่มากพอที่จะให้ริวซากิรู้ตัวและรีบหยิบมันขึ้นมากดดู ใจเต้นแรงและบีบแน่นเริ่มมีความคาดหวังว่าใครบางคนจะให้อภัยเขาแล้วติดต่อกลับมา หวังว่าแจ้งเตือนนั้นจะขึ้นชื่อของใครบางคนที่ตอนนี้คิดถึงมากเกินไปแล้ว


แต่ว่า...

 

ท่านเป็นผู้โชคดีได้รับสิทธิพิเศษโทรฟรี 60 นาที เครือข่าย


...ไม่ไหวแฮะ


ไม่เอาแล้ว

 

เขามองหน้าจอโทรศัพท์นั่นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเก็บมันลง ออกเดินกลับไปรถของตน ตอนนี้ริวซากิมีแผนในใจแล้ว






แสงไฟสว่างวาบท่ามกลางความมืดสลัวพร้อมเสียงสั่นปลุกให้ลืมตาตื่นขึ้นด้วยความงัวเงีย มือคว้าเอาอุปกรณ์สื่อสารประจำตัวขึ้นมาดู แล้วตอนนั้นเองที่ความง่วงงุนก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อเห็นว่าสายเรียกเข้ายามวิกาลนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นคนที่ไม่ได้พูดคุยกันมานานหลายวัน


เขาชันตัวขึ้นนั่ง มองดูโทรศัพท์ที่ยังสั่นอยู่ในมืออย่างชั่งใจ มองดูตัวอักษรย่อที่เม็มไว้เพื่อเป็นรหัสลับระหว่างพวกเขาสองคน


รอ...รอจนหน้าจอนั้นดับไป แล้วสายเรียกเข้าของเบอร์เดิมก็โทรเข้ามาใหม่ภายในไม่กี่วินาที


เสียงถอนหายใจเบาๆ ดังอยู่ในห้องนอน ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนตัดสินใจกดรับสายนั้น เอ่ยรับเสียงเรียบ

 

"มีอะไร?"

 

ปลายสายไม่ได้ตอบกลับมา ฝั่งนั้นคงจับน้ำเสียงของเขาได้ไม่ยากนัก


เขานั่งนิ่ง ฟังเสียงหายใจแรงๆ ที่ส่งผ่านโทรศัพท์เข้ามา เหมือนปลายสายตอนนี้กำลังรวบรวมสติอย่างที่ชอบทำเวลาประหม่าเสมอ


"...มิชิมะ"

 

"โทรมามีอะไร?"

 

ตอบกลับไปเสียงห้วนรู้สึกได้ถึงคู่สนทนาที่ชะงักไปก่อนลมหายใจนั้นจะกระท่อนกระแท่นอย่างช่วยไม่ได้ เสียงอู้อี้ที่ตอบกลับมาสั่นเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่อยู่

 

"...ฉัน...มีเรื่องอยากบอก"


"มันดึกแล้วนะ ถ้าไม่เร่งด่วนเท่าไร--"

 

"ฉันนี่งี่เง่าเนอะ"


ไม่มีใครพูดอะไรต่อ มีเพียงความเงียบที่ทอดตัวยาวนานหลายนาที มิชิมะถือสายรอ ได้ยินเสียงหายใจกระชั้นและเสียงป๊อกบางอย่างที่คงไม่พ้นยกมือเคาะหัวตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นเขาเองก็ยังไม่ตอบอะไรกลับไป

 

"...งี่เง่าเอง โคตรงี่เง่าเลย"


เสียงนั้นยิ่งฟังไม่ชัดเมื่อมันทั้งแผ่วเบาและรัวเร็ว

 

"ฉันไม่เคยฟังสิ่งที่นายบอกเลย ไม่เคยสนใจ เบื่อที่นายคอยมาเป็นห่วงเหมือนฉันทำอะไรเองไม่ได้..."


"..."


"ฉันเคยคิดว่าอยู่กับตัวเองดีกว่า อยู่ตัวคนเดียวเหมือนแต่ก่อน


"อื้ม"

 

"แต่ฉันคิดผิด...พอนายหายไปถึงรู้ว่าไม่โอเคว่ะ ไม่ชอบ"


"...อื้ม"


"อยู่แบบนี้แม่งโคตรรู้สึกแย่...ไม่อยากอยู่คนเดียวแล้ว"


"เหรอ..."


"ไม่อยากแล้ว"


ริมฝีปากได้รูปเม้มเข้าหากัน ดวงตาคมก้มมองพื้นห้องนอนตัวเอง เมื่อได้ฟังเสียงที่เขาไม่ได้ยินมานานเหลือเกิน แล้วตอนนี้เจ้าของเสียงนั้นที่หวงศักดิ์ศรีตัวเองนักหนากำลังยอมบอกสิ่งที่กำลังคิดกำลังรู้สึกจริงๆ โดยไม่สนอะไรอย่างอื่นแล้ว


ความเงียบเริ่มแผ่เข้าปกคลุมอีกครั้ง เขาจึงเอ่ยถามออกไป

 

"ริวซากิ...มีอะไรอยากบอกฉันอีกรึเปล่า"

 

ไม่ใช่ว่าใจร้ายหรอก แต่เขาก็ไม่ใช่คนใจอ่อนกับอะไรง่ายๆ ด้วยสิ

 

ปลายสายเหมือนจะชั่งใจไปเล็กน้อยราวกับไม่แน่ใจว่าควรจะพูดดีไหม แต่เขาก็ใจเย็นพอจะอดทนรอสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะพูด

 

"...เปิดประตูบ้านให้หน่อย"






ประตูรั้วเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างสูงในชุดเสื้อยืดกับกางเกงผ้าขายาวที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวนั้นเข้านอนไปนานแล้ว ผมสีเข้มปล่อยกระเซิงเล็กน้อยเพราะเพิ่งลุกขึ้นจากเตียง สีหน้าและแววตาเฉยชาคู่นั้นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ริวซากิอ่านไม่ออก


ใช่ เขามายืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าบ้านอีกฝ่ายมาพักใหญ่แล้ว เพราะคืนนี้ตั้งใจว่าถ้าภารกิจไม่สำเร็จก็จะไม่ไปจากหน้าบ้านนี้ง่ายๆ ไม่ว่ายังไงก็จะขอคืนดีให้ได้


ที่จริงก็ไม่ได้อยากซึมขนาดนี้หรอก แต่มันเป็นไปเอง ที่จริงก็ไม่ได้อยากเศร้าให้เจ้าตัวเห็นหรอก แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ

 

"...ริวซากิ"


"มิชิมะ...กลับมาเหอะ"

 

"นายบอกว่านายอยากอยู่คนเดียว อยากทำตามใจตัวเอง"

 

ได้ฟังอย่างนั้น รอยยิ้มที่ฝืนเอาไว้ก็ค่อยๆ ลดลง ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน เขาส่ายหน้าตามจริง "ไม่เอาแล้ว"


"ตอนนี้ไม่อยากแล้ว...มันชินกับการมีนายอยู่ในชีวิตไปแล้ว"


คำสั้นๆ ที่ริวซากิได้ยินมาโดยตลอด คำที่น้อยครั้งนักที่คนปากหนักอย่างเขาจะเป็นฝ่ายพูด


แต่ในครั้งนี้ เขายอม...

 

"ขอโทษนะ"


"..."

 

"ขอโทษจริงๆ ขอโทษ ขอโท--"


ริวซากิยังพูดไม่จบประโยคดี ก็โดนคว้าหมับเข้าที่แขน ดึงเข้ามาภายในรั้วบ้านโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ


"มิชิมะ"


ไม่ทันจะได้ถามอะไร ร่างของตัวเองก็จมหายเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดอุ่นๆ นั่นแล้ว

 

วงแขนนั้นกระชับเข้าหาตัวเขา และเขาไม่ลังเลเลยสักนิดที่จะยกแขนโอบกอดกลับไป ซุกใบหน้าลงบนบ่ากว้าง ปล่อยให้ตัวเองได้ผ่อนคลายจากเรื่องที่ผ่านมา


"ไม่เป็นไร"


เสียงกระซิบนั้นดังแผ่วเบาอยู่ที่ข้างหู พร้อมกับสัมผัสเก้ๆ กังๆ ที่ลูบหลังไว้พยายามปลอบโยนเขา นั่นทำให้ริวซากิยิ่งอยากพูดสิ่งที่มันอัดอั้นอยู่ในใจ สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะรู้สึก ไม่เคยกล้าที่จะพูด

 

"ขอโทษที่ไม่เคยฟัง ขอโทษที่เอาแต่ใจตัวเอง ขอโทษนะมิชิมะ"

 

"อื้ม ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษแล้ว"


"..."

 

"ฉันไม่ได้โกรธ นายเองก็ไม่ผิด"


มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาลูบศีรษะเขาอย่างอ่อนโยนเหมือนลูบหัวเด็กยังไงยังงั้น แต่ช่างเถอะ ครั้งนี้จะยอมให้แล้วกัน

 

"ฉันแค่รู้สึกว่าตัวเองขี้บ่นมากไป ก้าวก่ายชีวิตนายมากไป"

 

เสียงนั้นเบาจนแทบเป็นการกระซิบ ริวซากินิ่งฟังถ้อยคำนั้น ซึมซับเสียงนั้นที่ไม่ได้ยินมาหลายวัน สัมผัสความอบอุ่นที่ไม่ได้รับมานานเกินไป

 

"ฉันแค่เป็นห่วง"

 

"กลัวว่านายจะไม่สบาย กลัวนายจะทุ่มเทเพื่องานจนลืมดูแลตัวเอง แล้วพอนายบอกมาตามตรงว่าไม่ชอบ ฉันก็รู้ว่ามันมากเกินไปจริงๆ เลยอยากถอยออกมาให้นายได้มีเวลาของตัวเองบ้าง"

 

"พอแล้ว..."

 

เขาละจากอ้อมกอดนั้นมา มองใบหน้าของอีกฝ่ายที่ตอนนี้ก็รู้สึกผิดไม่ต่างจากเขา ริวซากิส่ายหน้าให้กับประโยคสุดท้ายที่ได้ยิน

 

"พอแล้ว...กลับไปเป็นแบบเดิมเถอะนะ"


ไม่เอาแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเพื่อเขาทั้งนั้น...

 

"รู้ไหมว่าโคตรหลอนเสียงนายเลย จะไปไหน ทำอะไร มีแต่เสียงนายอยู่ในหัวตลอดเวลา..."


คนฟังหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนยื่นหน้าเข้ามาใกล้ รอยยิ้มบางเบาที่ไม่ค่อยได้เห็นจุดบนใบหน้าเรียบนิ่ง

 

"แล้วทำตามรึเปล่าล่ะ?"

 

"ทำดิ นี่ วันนี้แต่งตัวเซฟมากเลยนะ กินข้าวตอนเที่ยงตรง กินยาด้วย ไม่เชื่อถามเจได้เลย"


เสียงอู้อี้พูดพลางชี้ไปที่เสื้อผ้าตัวเองที่ปิดมิดชิดดี คนตรงหน้าก็ได้แต่พยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม

 

"จริงๆ นายไม่ต้องทำอย่างที่ฉันอยากหรอก เป็นอย่างที่นายเป็นนี่แหละ แค่ดูแลตัวเองให้ดีไว้ก็พอ"

 

อดยิ้มกว้างกลับไปอย่างช่วยไม่ได้ ดวงตาสีเทาแฝงประกายขบขันเมื่อมองดูใครบางคนที่ตอนนี้แน่ใจที่สุดแล้วว่าสำคัญกับตัวเองขนาดไหน

 

"ได้เลยครับคุณพ่อ จะดูแลตัวเองให้ดีๆ เลย"

 

"จะคอยดูแล้วกัน" คนรู้ทันตอบกลับมา ใช่สิ ใครๆ ก็รู้ว่าริวซากิน่ะดื้อจะตาย


แต่ยังไง ก็ยังอยากให้มีคนคอยดุคอยปรามแหละเนอะ...

 

"งั้นแสดงว่าง้อสำเร็จแล้วใช่ไหม" น้ำเสียงเขากลับมาฟังดูเจ้าเล่ห์เอาแต่ใจเหมือนเดิมแล้ว

 

"ก็ไม่ได้โกรธอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว...แต่ถ้างอนแล้วได้คำขอโทษแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน" สีหน้าแห่งชัยชนะปรากฎบนใบหน้ามิชิมะ ตอนนั้นเองที่ริวซากิรู้ตัวว่าโดนเข้าเสียแล้ว

 

โห่~ มิชิมะ นี่คิดมากทั้งวันเลยนะเว่ย” คนโดนแกล้งโวยใส่ในทันที

 

ก็ตอนพูดไม่ได้คิดอะไรนอกจากอยากง้อ แต่เอาจริงๆ มันก็เขินเหมือนกันนะ

 

อ้อมกอดนั้นกระชับเข้ามาอีก จนใบหน้าใกล้กันมากขึ้นกว่าเดิม มันแน่นจนเกือบจะอึดอัด แน่นจนแทบได้ยินเสียงหัวใจอีกฝ่าย

 

แต่ไม่อยากให้ปล่อยเลย..

 

"นานๆ ทีโดนนายง้อบ้างก็ดีเหมือนกันนะ"

 

"ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ"

 

"เกินพอแล้ว"

 

มิชิมะน่ะ นอกจากจะดุ เจ้าระเบียบ ชอบบ่นแล้วนะ มิชิมะยังเป็นห่วงและเป็นคนใจดีมากคนนึงเลย

 

ริวซากิน่ะเป็นคนใจร้อน ขี้รำคาญ เอาแต่ใจ โดยเฉพาะกับมิชิมะเลยแหละ จะมากเป็นพิเศษ

 

แถมริวซากิน่ะยังปากแข็ง ขอโทษไม่เป็น คิดอะไรก็ไม่ค่อยยอมรับออกมาตามตรง ไม่ค่อยยอมอ่อนข้อให้ใครหรอก นอกซะจากเป็นคนที่แคร์มากเท่านั้นแหละ

 

อ้อ ลืมไป นอกจากนั้นนะ ริวซากิยังเป็นคนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อคนที่รักด้วย

 

เชื่อสิ เวลาคนปากแข็งง้ออะ

 

...โคตรโรแมนติกเลย เชื่อริวซากิสิ






ยังเป็นคนใจร้อนเอาแต่ใจเหมือนเดิม แต่คอนโทรลได้ดีขึ้นแล้วครับ

 

เพราะมีคนคอยคุมน่ะ :)



--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

รักริวซากิค่ะ รู้สึกเป็นคนดำเนินชีวิตอย่างมีสีสันมาก เหมาะสุดสำหรับฟิคคอมเมดี้แต่พอเขาจริงจังก็เท่ไม่หยอกทีเดียว พ่อคนปากแข็งแบบนี้ต้องอยู่กับคนปากแข็งพอกันอย่างมิชิมะ~ คนที่จะกล้าค้านเมื่อไม่เห็นด้วย กล้าตักเตือนเมื่อเห็นริวซากิทำอะไรไม่เหมาะสม มีมุมมองที่จะนำเสนออีกด้านของชีวิตที่อาจไม่เคยคิดถึงมาก่อน

สนุกมากเลยค่ะแต่อีกใจก็แอบกลัวหลุคคาร์ มิชิมะนิ่งไปไหมนะ ริวซากิซึนน้อยไปไหมน--

:) <---อันนี้เป็นรอยยิ้มที่น่าหมั่นไส้มาก เหมาะกับเจ้าตัวสุดๆ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น