[รวม Fic. Death Note] Every ship is happening

ตอนที่ 122 : Believe in Love I wonder (แอล/ไลท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 194
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    31 ม.ค. 64

Pairing : แอล/ไลท์ , วาตาริ , เวดี้

*Warning!!! มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรง, อินเซส*

*เผื่อใครไม่ได้อ่านคำเตือนตอนที่แล้ว*

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ถ้าไม่เกี่ยวโยงทางสายเลือดก็ไม่ใช่อินเซสหรอก...ไม่จริงนะคะ พ่อแม่บุญธรรม บุตรบุญธรรม พี่น้องบุญธรรมทั้งหลายก็เป็นเหมือนกัน และอินเซสเลวร้ายเสมอ มีเหยื่อเกิดขึ้นจริง คิดภาพคนในครอบครัวหลงใหลคุณมาก แต่คุณก็หนีจากเขาไม่ได้เพราะเป็นครอบครัวกัน เด็กคนนึงอาจโดนชักจูงว่ามันเป็นการแสดงออกทางความรัก หรือยอมๆ ไปเพราะกลัว ฝืนใจ ไม่กล้าบอกใคร

'คุณแม่บอกว่าถ้าไม่ยอมมีอะไรด้วยจะไม่ให้กินข้าวนะ' คุณว่าประโยคนี้น่ากลัวไหม? มันมีเรื่องลำดับอำนาจในครอบครัวอีก เพราะงั้นเรามาเลิกชิปอินเซสไปด้วยกันเถอะนะคะทุกคน! มองมันให้เป็นสิ่งน่ารังเกียจ เหยื่อน่ะสำคัญกว่าความฟินอยู่แล้ว

ถึงฟิคนี้คู่ชิปจะไม่ได้คู่กัน เป็นความสัมพันธ์ที่มีปัญหา แต่ก็ขอให้คุณเอ็นจอยปมเนื้อเรื่องในส่วนอื่นแทน และขอให้คิดอยู่เสมอว่ามันไม่ใช่เรื่องถูกต้อง และอย่าเชียร์ให้พวกเขาได้คู่กันเป็นอันขาด ขอบคุณค่า<3









พอลืมตาขึ้นมาพายุก็ซาลง เหลือแต่สายฝนปรอยชวนให้รู้สึกอ้างว้าง


เป็นเช้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกแย่เกินทน ทั้งแสงอาทิตย์แยงตา ไหนจะอาการปวดหัวจากการเมาค้าง แต่ที่แย่ที่สุดคือการตื่นมาโดยที่ภาพฝันนั้นยังคงติดตา


มือสั่นเทากลัดกระดุมเสื้อทีละเม็ดอย่างยากลำบาก ชุดนอนเมื่อคืนยังคงกองอยู่แทบเท้า แม้ความจริงร่างกายยังรู้สึกเมื่อยล้าจนอยากจะพักต่อแต่เส้นประสาทในหัวสั่นประท้วงจนไม่อาจทนนอนในสภาพนั้นได้ ต้องรีบตื่นมาอาบน้ำให้ร่างผ่อนคลาย


น่าสมเพชตัวเอง ฝันออกมาแบบนั้นได้ยังไง ไลท์สบถออกมาเมื่อมือทั้งสองสั่นจนกลัดกระดุมเสื้อไม่ได้สักที เป็นเพราะคำพูดไร้สาระของลุคแท้ๆ เขาถึงฝันได้เลวร้ายแบบนั้น เจอคราวหน้าต้องฆ่ามันให้ตาย


เสียงเคาะประตูทำให้เจ้าของห้องหันไปมอง พอร้องบอกอนุญาตให้เข้ามาก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ "แอล มีอะไรเหรอ?"


แปลก...ถ้าไม่ใช่ตอนกลางคืนที่ชอบงอแงมาขอนอนด้วย ปกติแล้วน้องชายเขาไม่เคยเข้ามารบกวนเวลาเช้าขนาดนี้ หรือจะมีธุระด่วน


คนเด็กกว่าก้มหน้าถามเสียงอ่อย "คือ...ผมแค่จะถามว่าไลท์คุงเป็นยังไงบ้างครับ"


คำถามและสีหน้าสำนึกผิดนั่นทิ่มแทงใจไลท์เข้าอย่างจัง พอเห็นขอบตาของเด็กหนุ่มที่คล้ำกว่าทุกทีก็ยิ่งละอายใจ...นี่เขาทำให้แอลเป็นห่วงขนาดนี้เลยงั้นเหรอ เป็นพี่ชายที่ไม่ได้เรื่องเอาซะเลย


"ฉันไม่เป็นไรหรอก เมื่อคืนแค่ดื่มมากไปหน่อย" ไลท์ลอบกลืนน้ำลายก่อนจะตอบกลับไปเสียงแผ่วเบา "ขอโทษนะ…"


ดวงตาสีดำสนิทเงยขึ้นมามอง "คุณไม่เห็นต้องพูดแบบนั้น ผมสิต้องขอโทษที่ทำให้คุณอารมณ์ไม่ดี"


"ต้องขอโทษสิ ในเมื่อฉันทำผิดต่อเธอ...ในหลายๆ เรื่อง" ท้ายประโยคนั้นแผ่วเบาจนแทบจับใจความไม่ได้


ผิดที่ทำไม่ดีไว้เสียมากมาย ผิดที่ฝันในเรื่องเลวร้ายที่ไม่ต่างอะไรกับความไม่เชื่อใจ


"ไลท์คุงเป็นอะไรรึเปล่าครับ สีหน้าดูไม่ดีเลย" น้ำเสียงไม่คุ้นเคยถามด้วยความห่วงใย


"ฉันไม่เป็นไร แค่เพลียเท่านั้นเอง" ได้แต่ส่งยิ้มฝืดเฝือน เขาสบตามองดวงตากลมโตที่ทอประกายสดใส


ไม่เหมือน...ดวงตาคู่นี้ไม่ได้เหมือนกับที่เขาเห็นในความฝันเลยสักนิด


"...จ้องผมทำไมเหรอครับ" แอลถาม ทั้งที่คำพูดเอ่อล้นในอก แต่ก็ไม่สามารถสารภาพความผิดบาปในใจได้


ทั้งที่แอลบริสุทธิ์ขนาดนี้ แต่เขากลับ...


ขอโทษ...ขอโทษจริงๆ


ในอกวูบโหวงด้วยความรู้สึกผิด เขาดึงร่างอีกฝ่ายเข้ามา


" ทำอะไรน่ะครับ" เด็กหนุ่มสะดุ้งถาม ดูตกใจไม่น้อยเมื่อถูกกอดโดยไม่ทันตั้งตัว


ซบลงใบหน้าลงลาดไหลขาวซีด รู้สึกอุ่นใจที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นไอแสงแดดจากตัวแอล แม้น้ำเสียงจะเปลี่ยนไป แม้เขาจะไม่สามารถโอบกอดร่างตรงหน้าเต็มสองมือได้เช่นเมื่อก่อน แต่อย่างน้อยยังมีบางสิ่งหลงเหลือให้เขาเชื่อว่าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง


ไลท์เผลอยิ้มออกมาบางๆ "รักเธอนะ แอล..."


นับตั้งแต่เกิดมาบนโลกใบนี้ เขาเติบโตมากับความคิดที่ว่าการบอกความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองให้ผู้อื่นฟังเป็นเรื่องโง่เขลา ตำแหน่งหน้าที่การงานสอนให้เขารู้ว่าการมอบความจริงใจให้กับใครท้ายที่สุดแล้วความรู้สึกนั้นก็จะกลายเป็นดาบทิ่มแทงกลับมาในท้ายที่สุด


ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากจะพูดออกไป...อยากจะบอกน้องชายที่รักว่าตัวเขามีค่าสำหรับพี่ชายคนนี้มากแค่ไหน


มือโอบกระชับกอดตอบ เสียงของแอลแผ่วเบาแต่ก็ชัดเจนในความรู้สึก "ครับ...ผมเองก็รักไลท์คุงเหมือนกัน"


บางทีอีกไม่นานเขาคงจะชินกับน้ำเสียงนี้ สักวันคงไม่เจ็บใจถ้าจะเป็นฝ่ายแหงนมองเด็กคนนี้


ไม่ว่าภายนอกจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญมันคือความรู้สึกที่อยู่ข้างในไม่ใช่หรือ


สิ่งที่ลุคพูดน่ะก็แค่ต้องการให้เขากับแอลแตกคอกันก็เท่านั้นเอง ไม่มีค่าให้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด


ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...สำหรับเขาแอลคือน้องชายคนสำคัญไม่มีวันเปลี่ยนแปลง






สายฝนยังคงหลั่งรินจากฟากฟ้า กระทบผิวน้ำให้เคลื่อนไหว


"ฮึก...หยุด...ได้โปรด..." เสียงครางเครือร้องขอความเห็นใจครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าคำวิงวอนนั้นยังคงไร้ความหมาย ร่างบนพื้นกระตุกเฮือกเมื่อปลายแหลมจรดกรีดท่อนแขน เลือดแดงสดย้อมสีขาวของผ้าเป็นรอยด่างดวง ทุกหยาดหยดที่หลั่งรินยิ่งสร้างความเจ็บปวดไม่รู้จบให้กับเขาผู้เป็นเจ้าของความฝัน


นับวันความฝันก็ยิ่งเหมือนจริงและเลวร้ายขึ้นทุกที ยามลืมตาตื่นเขาพร่ำบอกตัวเองว่ายังไว้วางใจเสมอมา แต่พอล่วงเข้ากลางคืนยามหลับฝันกลับเฝ้าหวาดกลัวชายตรงหน้า ทั้งที่อยากปฏิเสธความทุกข์ทรมานนี้ แต่เพียงแค่ถูกความอบอุ่นที่คุ้นเคยโอบรอบ จรดใบมีดนุ่มนวลหากเชื่องช้าเพียงพอจะบาดลึก ร่างกายกลับทรยศ หมดเรี่ยวแรงจะต่อต้านผลักไสอย่างไม่น่าให้อภัย


"คุณเคยเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปบ้างไหม" ลมหายใจหอบกระเส่าทำให้ดวงตาสีน้ำผึ้งพร่ามัว หากก็ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นชัดเจนในทุกพยางค์แม้ไม่อาจเอ่ยเอื้อนสิ่งใดตอบไปได้ "ถ้าไม่มีผลประโยชน์ ก็คงไม่สนใจผมใช่ไหม"


ไลท์กัดฟันส่ายหน้า แม้นั่นจะทำให้เศษหินใต้ร่างกระทบกับศีรษะ หยาดน้ำตาจากความเจ็บปวดเอ่อล้นหากไร้ซึ่งเสียงสะอื้นจากชายหนุ่ม


"โกหก" มือเย็นเยียบดึงเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนขึ้นมา กดหลังศีรษะให้สายตาอยู่ระดับเดียวกัน "คุณได้ไปเท่าไรแล้วล่ะ ข้อมูลของผม" น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความขุ่นมัวทำให้เขาวูบโหวงในอก "ของอังกฤษ"


"คุณไม่เคยสนใจใครนอกจากตัวเอง" มีดถูกกดลงที่หัวใจเขา มันเจ็บปวดทว่าเทียบไม่ได้กับความรู้สึกตอนนี้ที่พังทลายลง เขารู้ตัวดีอยู่แล้ว-- กี่ครั้งกันที่เขาทอดทิ้งไปเพื่อหน้าที่การงาน ทั้งเอกสารที่สะสางแทนในยามที่อีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กน้อย ทุกอย่าง ทั้งหมดในนั้นถูกคัดลอกไปให้พวกชนชั้นปกครองบ้าๆ ที่ไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่ครอบครัวนี้ต้องเผชิญแม้แต่น้อย มือขาวซีดตรงหน้าสั่นไหวอยู่รอบอาวุธ ไลท์จึงรู้ว่าเขาก็กำลังทุกข์ระทมไม่ต่างกัน ชายหนุ่มยื่นมือเข้าไปกอบกุมมันเอาไว้ ฝืนยิ้มฝืดเฝื่อนเป็นการบอกว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไร ไม่โกรธเคืองแม้แต่น้อยเมื่อความเจ็บปวดนั้นทิ่มแทงลงมามากกว่าเดิมอย่างไม่คิดหวนกลับ


เขามันคนน่ารังเกียจ รู้ทั้งรู้ว่าทำสิ่งไม่สมควรไปมากมายแต่กลับอยากได้ความจริงใจกลับคืน ตอนนี้แม้ในฝันก็ไม่อาจปฏิเสธทุกความเป็นจริงได้ ไลท์นึกอยากขอโทษ อยากร้องขอคำให้อภัยจากเด็กหนุ่มที่เป็นทุกอย่างของเขาเสมอมา หากเมื่อสบเข้ากับดวงตากลมโตกลับไม่มีคำพูดใดหลุดรอดริมฝีปาก เขาเกลียดสายตาคู่นั้นเหลือเกิน


ความลุ่มลึกไร้ประกายใดในนั้นเหมือนจะตอกย้ำว่าทุกอย่างที่เขาเชื่อ สิ่งที่ยึดมั่นมาตลอดแท้จริงแล้วเป็นเรื่องหลอกลวง


เขาเพียงแค่หลอกตัวเองอยู่เท่านั้น






ท้องฟ้าหม่นไปด้วยหมู่เมฆ สายฝนยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย


"--คุง ไลท์คุง…" เสียงเรียกชื่อดังแว่วจากที่ไกลแสนไกลปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์


"...มีอะไรเหรอ แอล" ได้แต่พยายามปรับน้ำเสียงเป็นปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ให้ตายสิ นี่เขานั่งเหม่อนานขนาดไหนกัน


ร่างตรงข้ามมุ่นคิ้วลง "ถึงตาไลท์คุงเดินแล้ว แต่ถ้าเขาคิดตาเดินหมากอยู่ก็ขอโทษที่ทำให้เสียสมาธินะครับ"


กระดานหมากรุกตรงหน้าและคำพูดของแอลทำให้เขาหน้าเสียไปถนัด นั่นสิ...เขากำลังนั่งเล่นหมากรุกกับแอลอยู่นี่ ทำไมถึงเหม่อได้ขนาดนี้ เรียวปากได้รูปขยับพึมพำว่าขอโทษก่อนจะรีบเดินหมากในเกมต่อ


ตลอดบ่ายวันนั้นเขาแพ้แอลไปถึงห้ากระดานรวดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดวงตาสีน้ำผึ้งจ้องมองกระดานตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า


"ไลท์คุงครับ..." เสียงทุ้มต่ำนั้นร้องเรียกชวนให้ขุ่นใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


"มีอะไร?" ปลายเสียงตวัดห้วนจนตัวเองยังรู้สึกแย่ ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของแอลแม้แต่น้อย เป็นตัวเขาเองต่างหากที่เอาแต่ฟุ้งซ่าน ไม่มีสมาธิแม้กระทั่งหมากรุกที่เป็นเกมถนัดของเขา


สีหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความลังเล "ช่วงนี้ไลท์คุงดูแปลกๆ ไปนะครับ คือ...ถ้ามีอะไร..."


"ฉันสบายดี เธอไม่จำเป็นต้องมาห่วงอะไรฉันหรอก" เขาตัดบทไปเสียก่อน ยิ่งอีกฝ่ายพยายามช่วย เขายิ่งนึกสมเพชตัวเอง ทำไมถึงอ่อนแอได้ขนาดนี้ ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป เกิดมีพวกแก่ๆ สุดจะสูงส่งหาเรื่องรังแก เขาจะเอากำลังที่ไหนปกป้องแอลล่ะ


ต้องเข้มแข็ง มั่นคงให้มากกว่านี้ ยางามิ ไลท์ นายมีสิ่งสำคัญที่ต้องปกป้องนะ เลิกสับสนสักที


"ไลท์คุง!!"


เสียงทุ้มที่ดังตัดความเงียบทำให้คนเหม่อลอยสะดุ้ง หันไปตำหนิอีกฝ่ายทันที "เรียกหาอะไรของเธอนักหนา แอล"


"ก็เพราะไลท์คุงเอาแต่เหม่อ" เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยใบหน้าราบเรียบแต่เห็นได้ชัดว่ามีความไม่พอใจบางอย่างอยู่ภายใน "ผมเป็นห่วงเขาจริงๆ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ? ผมยินดีช่วยทุกอย่าง"


ช่วยงั้นเหรอ....ภาพความฝันคืนแล้วคืนเล่าผุดวาบขึ้นมา คนเป็นพี่เบือนหน้าหนีไม่กล้าสบตา "เด็กก็อยู่ส่วนเด็ก เธอช่วยอะไรไม่ได้ทั้งนั้น"


ดวงตาสีดำสนิทจ้องเขม็งขึ้นมาทันทีเมื่อโดนดูถูกเช่นนั้น "คุณก็รู้ผมไม่ใช่เด็ก ผมโตแล้วครับ


"ก็โตแต่ตัวเท่านั้นแหละ ยังมีเรื่องที่เธอต้องเรียนรู้อีกเยอะ" ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ "ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว ไปกันเถอะ"


"ถ้าอยากให้ผมเรียนรู้ก็สอนผมสิครับ" ไม่พูดเปล่าแอลคว้าข้อมือเอาไว้ สัมผัสร้อนวูบทำให้เขานิ่วหน้า


"พอถึงเวลา สักวันฉันจะสอนก็แล้วกัน" ไลท์บอกปัด พยายามสะบัดข้อมืออีกฝ่ายให้หลุดหากเจ้าตัวกลับไม่ยอมปล่อย


"แล้วมันเมื่อไรล่ะ? คุณก็น่าจะเห็นว่าผมโตขึ้นมาก"


"ไม่หรอก...ยังไงเธอก็ยังเป็นเด็กในสายตาฉันอยู่ดี ปล่อยได้แล้ว" เขากดเสียงต่ำ หัวใจเต้นระรัวจนนึกประหลาดใจ ทำไม...อยู่ๆ เขาถึงหวาดกลัวสัมผัสของแอลขึ้นมา


"ไม่ปล่อยครับ..." เด็กดื้อยังคงพูดจาเอาแต่ใจซ้ำดึงเขาเข้ามากอด ใบหน้าคมโน้มลงกระซิบ "ดูสิครับไลท์คุง เห็นไหม ผมโตขึ้นมากแล้วนะ มองผมสิ..."


ลมหายใจอุ่นๆ กระทบข้างหูทำให้แก้มร้อนผ่าวขึ้นมา พอตกอยู่ในอ้อมกอดเข้าแบบนี้ อุณหภูมิร่างกายของเด็กหนุ่มซึ่งส่งผ่านเข้ามาช่างเหมือนจริงยิ่งกว่าฝันในค่ำคืนไหนๆ


ไม่! นี่มันความจริง ไม่ใช่ความฝัน!


"ปล่อยได้แล้วแอล!" สองมือผลักร่างนั้นออกสุดแรง เขาส่งสายตาดุอีกฝ่าย "เลิกเซ้าซี้เรื่องของฉันสักที"


เด็กหนุ่มมีสีหน้าเจ็บปวดอยู่ครู่นึงเมื่อได้ยินประโยคนั้นก่อนจะกลับมาราบเรียบเหมือนไม่มีความรู้สึก ไลท์กัดริมฝีปาก รู้ดีว่าไม่ใช่ความผิดของอีกฝ่ายแต่เป็นความผิดของเขาเอง แต่เขาก็ไม่สามารถอธิบายอะไรให้น้องชายฟังได้ ยิ่งเห็นดวงตากลมโตมองราวกับจะถามว่าเขาทำอะไรผิด ใจเขาก็นึกอยากขอโทษออกไปเหลือเกิน


"อาหารเย็นเรียบร้อยแล้วครับ" เสียงนุ่มๆ ดังแทรกขึ้นมา เป็นเสียงของวาตารินี่เอง


รู้สึกแย่ที่จะยอมรับ แต่ก็เป็นความจริงที่เขาอยากหนีความจริงจนนึกขอบคุณที่วาตาริเข้ามาแทรกในเวลานี้ ไลท์ถอนหายใจ "เอาเป็นว่าเรื่องของฉัน ฉันจัดการเองได้ ไปกินข้าวกันเถอะ"


"ครับ" เสียงที่ตอบกลับมาช่างเยือกเย็น แอลเดินผ่านเขาไปอย่างไม่ไยดีจนไลท์ชะงักไปเล็กน้อย


ช่วยไม่ได้ จะงอนเขาก็ไม่แปลก...แอลยังเด็กนี่


"สายัณสวัสดิ์ครับคุณแวมมี่ วันนี้คุณเตรียมอะไรไว้บ้าง?" เด็กหนุ่มตรงเข้าไปทักทายในทันที


"อ้อ วันนี้มิสเตอร์โจนส์ให้ปลามาหลายตัวเป็นการขอบคุณเรื่องโรงเลี้ยงม้า เลยทำปลาย่างแล้วก็มีมันอบกับทาร์ตราสเบอร์รี่ด้วยครับ" ชายชราอธิบายเมนูด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี "ที่สำคัญมิสเดวิดส์นำพายแอปเปิ้ลมาฝากเสียด้วย"


เท้าทั้งสองหยุดกึกโดยไม่รู้ตัวเมื่อได้ยินคำนั้น


"พายแอปเปิ้ลเหรอครับ..."


"ครับ เธออยากตอบแทนคุณเรื่อง...อ่า เรื่องธุระที่คุณช่วยจัดการให้ ผมเห็นว่าทิ้งไว้นานเดี๋ยวจะเสียรสชาติเลยจัดไว้ในมื้อนี้"


ไลท์ได้แต่ยืนฟังคำพูดเหล่านั้น ไม่อาจบอกได้ว่าอารมณ์ของตนตอนนี้เป็นแบบไหน สิ่งที่ทำได้มีเพียงแต่มองใบหน้าด้านข้างของแอล มองดวงตาสีดำสนิทที่ไม่ได้หันกลับมามองเขา


"จริงของคุณ เอาเถอะครับ ฝีมือทำขนมของมิสเดวิดส์ดีมากอยู่แล้ว


"ลูกสาวเขาเป็นคนทำ"


"งั้นผมไม่คาดหวังจะดีกว่า"


"...แอล"


ไลท์มองภาพตรงหน้า ขนมถาดบนโต๊ะพาให้ใจหดหู่พิกล


เขาคงแค่เหนื่อยกับหลายอย่างในช่วงนี้มากกว่า แค่เรื่องพายแอปเปิ้ลที่รับปากไปส่งๆ ไม่เห็นจำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ คิดหยุมหยิมแบบนี้ไม่สมเป็นเขาเลย


"ยางามิซังครับ" วาตาริหันมาเรียกเขา


"หืม?"


"เครื่องดื่มก่อนนอนวันนี้จะรับอะไรดีครับ ผมจะได้เตรียมไว้ให้"


"คุณแวมมี่" เด็กหนุ่มขัดขึ้นมา ส่ายหน้าเบาๆ ให้ชายชราทั้งที่ดวงตาจ้องมาทางเขา "นั่นหน้าที่ผม"


ไลท์พยายามสบตากับอีกฝ่าย ท่าทีราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นหากก็รักษาระยะห่างพาให้เขารู้สึก...แย่ ดวงตาสีน้ำผึ้งเบนไปมองทิวทัศน์พร่ามัวด้วยหยาดฝนนอกหน้าต่าง


"ขอบคุณมากแอล เตรียมน้ำชาให้ฉันเหมือนเดิมนั่นแหละ"






เขาเริ่มชินกับเสียงฝนตั้งแต่เมื่อไร


ความฝันสลับฉากยังคงดำเนินต่อไป ความหวั่นวิตกทุกครั้งในห้องนอนว่าเมื่อไรค่ำคืนจะผ่านพ้น ท่ามกลางสติที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขากลับโอบกอดร่างตรงหน้าไม่ยอมปล่อย


ราวกับกำลังแหวกว่ายอยู่ในท้องทะเลที่มีชื่อว่าความโศกเศร้า สองมือได้แต่ไขว่คว้าพยายามหาสิ่งยึดเหนี่ยวไม่ให้ตนเองต้องจมลงไปกับคลื่นความทุกข์ระทมนี้


"ได้โปรด" เสียงที่เปล่งออกมาแหบแห้งจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นของตัวเอง หากนั่นไม่สำคัญต่อไปเมื่อร่างเย็นเยียบในอ้อนแขนเขาไม่มีทีท่าใดอีกต่อไป


ร่างซีดเซียวไร้ซึ่งบาดแผล ทว่าดวงตากลมโตเบิกกว้าง ไม่ ไม่เอาแบบนี้ "..ได้โปรด...แอล ฉันขอโทษ" เขากระซิบร้องขอร่างตรงหน้า แต่ไม่มีเสียงนุ่มทุ้มที่ไม่คุ้นเคยกลับมาอีกแล้ว "...เธอจะฆ่าฉันก็ได้ ฆ่าฉันเลยสิ!" ชายหนุ่มได้ยินเพียงเสียงสะอื้น แสนคุ้นเคย หยดน้ำเย็นเยียบข้างแก้มคงเป็นคำตอบ "เธอจะฆ่าฉันอีกกี่ครั้งก็ได้ แต่-- แต่.."


อย่าตายนะ


เขาห้ามน้ำตาตัวเองไม่ได้อีกต่อไป ไม่เคยรู้สึกราวกับหัวใจแหลกสลายขนาดนี้มาก่อน


หากความฝันพวกนี้มาจากจิตใต้สำนึกของเขาจริง งั้นพระเจ้า...ช่วยอธิบายที


ถ้ามันเป็นสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ แล้วทำไม


ทำไมมันถึงเจ็บปวดขนาดนี้


หรือเป็นเพราะเขาได้ตระหนักแล้วว่าแท้จริงตัวเองมีน้องชายในความหมายไหน


ฟากฟ้าส่งเสียงร้องคำราม พายุฝนสาดซัดกระหน่ำลงมาก่อให้เกิดเป็นคลื่นลูกโต ก่อนโหมใส่ตัวเขาให้กลืนหายไปกับท้องทะเลอันบ้าคลั่งในที่สุด






ยิ่งเจ็บปวดในความฝันเมื่อคืนมากเท่าไร ความรู้สึกเลวร้ายก็ยิ่งโถมทับเข้ามายามลืมตาตื่นพบกับความเป็นจริง


ดวงตาสีน้ำผึ้งเบิกโพลง ฟ้าข้างนอกยังคงมืดสลัว ได้ยินเสียงฝนพรำดังแว่วจากด้านนอก ร่างที่นอนอยู่บนเตียงหอบหายใจแรง พอยกมือแตะที่หางตาก็พบว่าน้ำตายังคงไหลไม่ขาดสาย


ไม่ไหวแล้ว...ถ้าปล่อยให้ความคิดนี้ครอบงำเขาต่อไป สักวันเขาต้องเป็นบ้าไปแน่ๆ


ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาจะเห็นแก่ตัวมากถึงขนาดนี้ ทั้งที่รู้ว่าไม่สมควรหากก็เอาแต่ฝันไม่เลิกรา เขามันไม่ดี ปล่อยให้ความกังวลไม่เข้าเรื่องครอบงำจนเตลิดมาไกลถึงเพียงนี้ ช่างเลวร้ายจนไม่น่าให้อภัยในสิ่งที่ทำกับน้องชายผู้แสนดีคนนั้น


ถ้าวันนึงแอลไม่ต้องการเขาอีกต่อไปจะทำยังไง  ถ้าเกิดแอลเองก็หมดความไว้ใจ หันไปเข้ากับพวกอังกฤษ...เขาคงทนไม่ได้ แต่จะแสร้งทำเป็นไม่มีอะไร วางตัวเป็นพี่ชายที่น่านับถือก็เริ่มจะไม่ไหวแล้วเหมือนกัน


ภาพของแอลในตอนนั้นลอยวาบในความคิด แอลที่กอดเขาเอาไว้แล้วพร่ำบอกว่าตัวเองไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว


เขากัดริมฝีปากแน่นซุกหน้าที่ขึ้นสีไม่ดูเวล่ำลาลงกับเข่าเมื่อรู้ว่าในส่วนลึกของจิตใจนึกเสียใจที่ไม่อาจก้าวข้ามคำว่าพี่น้องไปเป็นอย่างอื่นได้


ให้ตายเถอะ นี่ยางามิ ไลท์กำลังพ่ายแพ้กับความรู้สึกตัวเอง ใครรู้เข้าคงหัวเราะในความอ่อนแอของเขา


ต้องทำอะไรสักอย่าง อย่างน้อยต้องหยุดความคิดกับความฝันพวกนี้ให้ได้


แม้จะต้องเจ็บปวดใจมากเท่าไรก็ตาม






"ไลท์คุง! นั่นคุณจะไปไหนน่ะ!?"


เสียงตะโกนดังก้องท่ามกลางเสียงฟ้าซึ่งกำลังกู่ร้อง เจ้าของชื่อหันไปมองน้องชายที่วิ่งฝ่าสายฝนตรงมาหา เขาหันกลับไปออกคำสั่งเสียงเรียบ "แวมมี่ คุณจัดการขนสัมภาระไปก่อน ผมมีเรื่องต้องคุยกับแอล"


"ครับ" ชายชราขานรับเป็นจังหวะเดียวกับที่แอลวิ่งมาถึงพอดี


"มีธุระอะไรก็รีบพูดซะ ฉันกำลังรีบ" เขาปั้นเสียงเย็นชาตอบอีกฝ่าย


ร่างที่เปียกปอนด้วยสายฝนไหล่ลู่ลง สีหน้าเต็มไปด้วยคำถามมากมาย หากท้ายที่สุดก็เอ่ยออกมาได้เพียงประโยคเดียว "คุณจะไปไหน"


"ฉันจะไปพักบ้านท่านผู้ว่าสักระยะ"


"ทำไมล่ะครับ?! คุณบอกว่าจะพักบ้านผมจนกว่าจะออกเรือครั้งต่อไป ทุกครั้งก็เป็นแบบนั้น" ดวงตาคู่นั้นมองมาอย่างคาดคั้น


"พอดีมีงานด่วน ฉันจำเป็นต้องคุยกับผู้ว่าเพราะงั้นพักที่บ้านเขาก็สะดวกดี" เขาอธิบายเสียงเรียบเรื่อยด้วยคิดมาก่อนแล้วว่าจะยกคำอ้างอะไร


"คุณไม่เคยทำแบบนี้" คนเด็กกว่าน้ำเสียงอ่อนลง "ทำไมล่ะครับไลท์คุง ผมทำอะไรผิดงั้นเหรอ ทำไมคุณถึงหนีผมไปล่ะ"


หางตากระตุกขึ้นเล็กน้อย เขาตวาดออกไปอย่างลืมตัว "ฉันไม่ได้หนี!!"


สายฝนยังเทกระหน่ำลงมาเบื้องล่างจนผืนดินอ่อนนุ่มเจิ่งนองไปด้วยน้ำ บรรยากาศหนาวเย็นปกคลุมไปรอบบริเวณ


"อา...ขอโทษทีแอล" เขาถอนหายใจพลางเอ่ยเสียงเหนื่อยอ่อน "เอาเป็นว่าฉันไม่ได้มีอะไรไม่พอใจเธอ ก็แค่ธุระกะทันหันเข้าใจไหม?"


"แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องรีบไปขนาดนี้" คนเป็นเจ้าของบ้านตัดพ้อ "ฝนก็ตกหนักอยู่ ทำไมไม่รอให้ฝนซาสักนิดแล้วค่อยไปล่ะครับ"


ไม่ได้...ถ้าอยู่นานกว่านี้ เพียงแค่คืนเดียวได้มีคนสติแตกแน่


ไลท์ได้แต่กล้ำกลืนคำพูดนั้นก่อนจะส่งยิ้มฝืดเฝื่อนออกไป "ขอบใจที่คิดเผื่อกันขนาดนี้ แต่ฉันต้องรีบไปจริงๆ"


"ยางามิซัง สัมภาระเก็บเข้าที่เรียบร้อยแล้วครับ" เสียงของวาตาริราวกับเสียงสวรรค์


"ขอบคุณมาก ฉันจะไปแล้วล่ะ แอล เอาเป็นว่าไว้ฉันจะติดต่อกลับมาอีกทีนะ"


"ไลท์คุง" เสียงนั้นยังร้องเรียกชื่อเขา


"ไปกันเถอะครับ" กระนั้นเขาก็ต้องแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจ หันหลังให้น้องชายเพียงหนึ่งเดียว


"ไลท์คุง อย่าไป" มือนั้นรั้งข้อมือของเขาไว้


ไลท์สะบัดมืออีกฝ่ายอย่างแรงราวกับต้องของร้อน ใบหน้าหยิ่งทะนงถอดสีราวกับหวาดกลัวอะไรบางอย่าง ดวงตาสีน้ำผึ้งทอแววรวดร้าวเมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของน้องชายตัวเอง


"ฉัน-- ฉันต้องไปแล้ว" เขาหลบตาไม่ยอมมองอีกฝ่ายก่อนจะรีบขึ้นรถ พอประตูปิดลงร่างทั้งร่างก็สั่นระรัวอย่างไม่อาจควบคุมได้


แค่สัมผัสเพียงวูบเดียว ก็เป็นได้ถึงขนาดนี้ ชายหนุ่มประสานมือทั้งสองแน่น ภาวนาให้ตัวเองสงบลงเสียที


"ไม่เป็นไร ก็แค่ตอนนี้เท่านั้นเอง" เขากระซิบบอกตัวเองขณะรถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกเดินทาง คฤหาสน์หลังงามที่เต็มไปด้วยความทรงจำมากมายห่างออกไปช้าๆ รู้สึกใจหายที่ต้องจากแอลมาแบบนี้แต่เขาก็ต้องทำ






"เป็นเกียรติเหลือเกินครับที่คุณชายมาพักบ้านของเรา" ชายร่างใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดีขณะร้องบอกให้เด็กรับใช้มาช่วยขนสัมภาระให้


"จากนี้ต้องขอรบกวนด้วยนะครับ" คนเป็นแขกจับมืออีกฝ่าย ไม่รู้เพราะตากฝนมาตั้งแต่เช้ามืดหรือเปล่า ในหัวจึงรู้สึกวิงเวียน หายใจไม่ค่อยออกอย่างไรพิกล


"แหม รบกวนอะไรกันครับ เราไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันเสียหน่อย" ผู้ว่าการหัวเราะก่อนจะลดเสียงต่ำลง "แบบนี้ดีแล้วครับ มีเรื่องอะไรจะได้คุยกันสะดวก"


"นั่นสินะครับ" ตอบกลับเสียงแหบแห้ง ให้ตายเถอะ ทำไมถึงรู้สึกเพลียไปทั้งตัวแบบนี้


"เรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะแยะเลยล่ะครับ ทั้งเรื่องที่พวกต่างชาติเข้ามาป้วนเปี้ยนในเขตนี้บ่อย แล้วยังเรื่องพวกพ่อค้าเถื่อนแอบมาขายอะไรแปลกๆ ให้คนของเราอีก"


"ต่างชาติ...ใช่ วันก่อนผมก็เห็นเจ้าลุค" นึกถึงคำพูดน่ารังเกียจของเจ้าหมอนั่นแล้ว...ตอนนั้นหมอนั่นพูดว่าอะไรนะ อา...ปวดหัวชะมัด


"แล้วยังเรื่องภาษีระหว่างประเทศ อันที่จริงผมเห็นว่าเราน่าจะจัดการทำอะไรสักอย่าง..."


เสียงล้มโครมใหญ่ทำให้ชายคนนั่นหยุดสาธยาย เขาร้องลั่น "คุณชายเป็นอะไรครับ!? เฮ้ย เด็กๆ มาช่วยกันหน่อย ใครก็ได้ตามหมอเร็วเข้า"


หมอ...ตามหมอทำไม มีใครไม่สบายงั้นเหรอ ชายหนุ่มนึกอยากถามแต่กลับไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะเปล่งเสียงออกจากลำคอ


เกิดอะไรขึ้นกับเขา?






หยดน้ำอุ่นที่หยดลงผิวแก้มปลุกให้เขาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง หากภาพแรกที่เห็นกลับเป็นสายฝนพรำนอกหน้าต่าง ฝนตกตลอดทั้งวันอีกแล้วงั้นหรือ


"ยางามิซัง ฟื้นแล้วหรือครับ" น้ำเสียงดีใจดังเหนือศีรษะ ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่านั่นเป็นเสียงของวาตาริ คนสนิทของเขา


"ผมหลับไปนานขนาดไหน" พูดออกไปเพียงประโยคเดียวก็ต้องตกใจว่าเสียงตัวเองแหบแห้งได้น่ากลัวถึงขนาดนี้


"คุณสลบไปเกือบสองวันได้ครับ" อีกฝ่ายบอกเขาก่อนจะวางผ้าเช็ดตัวแล้วยื่นแก้วน้ำมาให้ดื่ม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดีใจที่เห็นเขาดีขึ้นในที่สุด "หมอบอกว่าไข้คุณขึ้นสูงมาก พอร่างกายอ่อนเพลียแล้วไปตากฝนอาการเลยยิ่งแย่"


"...เดี๋ยวนี้ผมอ่อนแอขนาดนี้เลยงั้นเหรอ" ไลท์แค่นหัวเราะ ถ้าสงครามเกิดขึ้นมาในช่วงนี้จริง เขาคงได้ถึงตายเหมือนในฝัน


พูดถึงตรงนี้วาตาริก็เงียบไป หากไลท์ก็สังเกตถึงแววตากระอักกระอ่วนใจของคนตรงหน้า


"มีอะไรที่คุณยังไม่รายงานผมอีกรึเปล่า?" คนเป็นนายถามอย่างตรงไปตรงมา


ชายชรายกมือปาดเหงื่อ "เรื่องนั้น...หากผมถามอะไรเสียมารยาทโปรดให้อภัยผมด้วยนะครับ"


"ว่ามาเถอะครับ ผมไม่ถือสาหรอก" เขาเอ่ยเสียงเรียบ นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายอยากพูดอะไรกันแน่ ทว่าเมื่อได้ยินประโยคถัดไปก็เป็นอันต้องหน้าถอดสี แก้วน้ำที่ถืออยู่ในมือร่วงลงไปกับพื้น


"ไม่ทราบว่าระยะนี้ยางามิซังใช้ยาหรือเปล่าครับ…"






ฟ้าร้องคำราม พายุยังคงพัดโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง


แอ่งน้ำสาดกระเซ็นยามที่ล้อรถเคลื่อนผ่านอย่างรวดเร็ว ฝูงม้าวิ่งฝ่าพายุฝนตรงไปข้างหน้าพร้อมกับที่คนขับเฆี่ยนให้ออกวิ่งไม่มีหยุดพัก กระนั้นความรวดเร็วของมันยังคงเชื่องช้าเหลือเกินในสายตาคนภายใน


ไม่ช้ารถม้าก็หยุดลงที่หน้าคฤหาสน์ที่เขาเพิ่งจากมาเพียงไม่กี่วัน ในตอนนี้บ้านทั้งหลังนั้นมืดสนิทไร้ซึ่งแสงไฟซึ่งไม่น่าแปลกเพราะกว่าเขาจะเดินทางมาถึงก็เป็นเช้ามืดของวันใหม่แล้ว


"ยางามิซัง ให้ผม..." วาตาริทำท่าจะเสนอตัวแต่ไลท์ยกมือห้าม


คุณรออยู่ตรงนี้แหละ ผมจะขึ้นไปข้างบน"


"คุณห้าม-- คุณห้ามทำอะไรเขา" อีกฝ่ายทักท้วงเสียงสั่นเมื่อเห็นปืนในมือชายหนุ่มตรงหน้า


"วาตาริ อย่าลืมว่าตัวเองเป็นคนของใคร" น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยในความมืดมิด "แค่ป้องกันตัวเท่านั้นครับ ผมไม่นึกทำอะไรบ้าๆ ขึ้นมาหรอก" ดวงตาสีน้ำผึ้งส่งสัญญาณบอกอีกฝ่ายให้ไปได้แล้ว


วาตาริพยักหน้าทำตามคำสั่งอย่างจนใจ กระนั้นยังไม่วายเสนอ "ถ้างั้นขอให้ผมไปหาหลักฐานที่ชั้นล่างเถอะครับ"


"แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน" ไลท์ถอนหายใจรวบรวมความกล้าก่อนจะเปิดประตูเข้าไป


ทั้งที่เพิ่งผ่านไปเพียงแค่สามวัน ทว่าบรรยากาศในบ้านกลับเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิมในความรู้สึก ไลท์ฝ่าความมืด ก้าวขึ้นบันไดช้าๆ แต่ละก้าวนั้นช่างหนักอึ้ง ส่วนลึกในใจนั้นยังอยากจะปฏิเสธความจริงที่ได้รับรู้เมื่อตอนหัวค่ำ


"คุณวาตาริบอกว่าระยะหลังคุณมีอาการเหม่อลอย เหนื่อยง่ายทั้งที่ปกติไม่เคยเป็นมาก่อน อันที่จริงผมก็ไม่อยากสรุปซะทีเดียว แต่ช่วงนี้ผมได้ยินว่าในตลาดมืดมียาตัวหนึ่งกำลังระบาดอยู่ มันมีสรรพคุณช่วยให้หลับสนิทง่าย แต่ก็มีผลข้างเคียงอย่างรุนแรง หากใช้บ่อยครั้งจะเกิดการเสพติด และส่งผลกระทบต่อประสาทให้เกิดภาพหลอน ผมเลยเกรงว่าคุณจะหลงไปใช้ยาตัวนั้นเข้า"


ข้อเท็จจริงที่มาจากปากของคุณหมอสร้างความสับสนให้กับเขา แต่เมื่อได้คำตอบข้อสงสัยในบางเรื่องก็ได้รับการคลี่คลาย ที่ฝันประหลาดอยู่ทุกค่ำคืน ตื่นมารู้สึกอ่อนเพลีย สมองแล่นช้าคิดอะไรไม่ค่อยออก ทั้งหมดเป็นเพราะใครสักคนวางยาเขานั่นเอง


ถ้าอย่างนั้นใครล่ะที่วางแผนเลวร้ายนั่น ฝันแปลกๆ เริ่มตั้งแต่ที่เขามาพักอยู่บ้านของแอล และคนเข้าออกในบ้านก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่สำคัญคนๆ นั้นวางยาเขาได้อย่างไร ไลท์นึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา


มีเพียงน้ำชาที่ดื่มก่อนนอนทุกคืนเท่านั้นที่น่าสงสัยกว่าใครเพื่อน


แต่ถ้าน้ำชานั่นคือคำตอบก็หมายความว่า


ไม่! ไม่จริง เขาแค่เข้าใจผิดไปเอง


ไลท์ส่ายหน้า ก็เพราะไม่อยากปักใจเชื่อไม่ใช่หรือถึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับมากะทันหันแบบนี้ ก็เพราะมั่นใจว่าน้องชายของตัวเองไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาดถึงได้กลับมาเพื่อขอความจริงจากปากให้แน่ใจ


แค่เพียงแอลปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ เขาก็พร้อมที่จะเชื่อทุกอย่าง


มันต้องเป็นแผนร้ายของใครสักคน อาจจะเป็นลุค หรือพวกขุนนางอังกฤษที่ส่งคนมาลอบวางยาในบ้านเพื่อให้พวกเขาผิดใจกัน


ใช่มันต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ


ฝนข้างนอกยังคงตกไม่ขาดสาย บนระเบียงอันมืดมิดไลท์ก้าวเดินตรงไปยังห้องของแอล ดึกป่านนี้บางทีเจ้าตัวอาจจะเข้านอนแล้ว แต่รบกวนกะทันหันคงไม่เป็นไร เพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างถึงที่สุด


ความกังวลใจของไลท์เป็นอันต้องมลายเมื่อเห็นแสงไฟลอดผ่านช่องประตูห้องของแอล ไลท์ระบายลมหายใจยาวก่อนจะก้าวเดินไปที่ห้องนั้น มือเงื้อขึ้นเตรียมจะเคาะประตูปลุกคนในห้อง


บานประตูที่เปิดออกมาทำให้มือซึ่งเตรียมจะเคาะชะงักค้างกลางอากาศ


"อ๋อ...ไลท์คุงเองเหรอครับ" แอลมองเขานิ่งๆ ไลท์นิ่งค้างไปหากดวงตาสีน้ำผึ้งที่มองผ่านลาดไหล่ไปเห็นชุดเครื่องแก้วทดลองใส่น้ำสีแปลกบนโต๊ะทำงาน ฟองจากน้ำเดือดยังดังปุด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น...


และยิ่งกว่าแน่ใจเมื่อบนข้างเคียงนั้น ซองชามากมายเกือบทั้งล็อตของเขาวางระเกะระกะอยู่ปนกับขวดใส่สารสักอย่าง


ภาพที่เห็นยิ่งตอกย้ำความเป็นจริงให้รับรู้ ไลท์รู้สึกมือของตนนั้นเย็นเฉียบ ทั้งที่สมองชาหนึบจนสั่งการอะไรไม่ได้ทว่าในใจเขากลับกรีดร้อง ไม่จริง แอล น้องชายของเขาไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้น ถึงจะโตแล้วแต่ก็ยังใสซื่อบริสุทธิ์ที่สุด เขาต้องเข้าใจผิดอะไรอยู่แน่ๆ


ทั้งที่พยายามบอกตัวเอง แต่คนเป็นพี่ชายก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำเช่นไรต่อไป ขาทั้งสองขยับถอยหนีโดยสัญชาตญาณทว่าเพียงไม่กี่ก้าว ร่างกายก็ล้มไปกองกับพื้น


ความอับอายแล่นขึ้นมาถึงใบหน้า เขาเป็นอะไร ต้องการจะถามเรื่องนั้นกับแอลแต่ทำไมมาเข่าอ่อนน่าสมเพชแบบนี้


"ธะ เธอ" ไลท์เอ่ยตะกุกตะกัก เสียงของเขาฟังดูแห้งผากจนน่าตกใจ ชายหนุ่มค่อยๆ ยันตัวเองจนขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับอีกฝ่าย "...ข้างหลังนั่น อะไรน่ะ..."


ดวงตาสีดำสนิทฉายแววแปลกใจเล็กน้อย "ก็แค่การทดลอง ผมศึกษามาระยะนึงแล้วครับ"


ราวกับมีค้อนอันโตทุบศีรษะเข้าอย่างจัง ไลท์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบมืดลงในวินาทีนั้น กระนั้นเขายังพยายามรวบรวมสติเอาไว้ "อื้ม เก่ง...จังนะ ทั้งที่ยังเด็กขนาดนี้"


"ไลท์คุงเอาแต่พูดคำนั้น เด็กงั้นเหรอครับ?" แอลแค่นหัวเราะก่อนจะเหยียดยิ้ม "ผมบอกไปตั้งกี่ครั้งแล้วครับว่าผมไม่ใช่เด็ก ผมโตแล้ว มีอิสระมากพอจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น"


"แต่สำหรับฉัน เธอยัง..." คนเป็นพี่พยายามอธิบายทั้งที่เริ่มหมดคำจะค้าน เพราะในสายตาของเขาตอนนี้ก็เป็นอย่างที่อีกฝ่ายว่าทั้งหมด


"ก็เป็นแค่ความคิดของคุณคนเดียว น้องชายที่แสนดี น่ารัก บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ไลท์คุง คุณคิดเอาเองทั้งนั้น ผมไม่ได้เป็นอะไรน่าสมเพชแบบนั้นเลยสักนิด ผมไม่เคยอ่อนต่อโลกอย่างที่คุณหวัง" แม้สีหน้าจะนิ่งสงบแต่ดวงตาคู่นั้นไม่สื่อถึงสิ่งใดนอกจากความเดือดดาล "โดนคุณหลอกมาเกินพอ ต่อจากนี้ผมจะดูแลประชาชนด้วยตัวเอง จะไม่เป็นหุ่นเชิดของคุุณอีกต่อไปแล้ว" คำพูดที่ได้ยินช่างบาดหูคนฟัง น้องชายของเขาแท้จริงคิดแบบนี้เองงั้นเหรอ ไม่อยากจะเชื่อ...เขาทำใจเชื่อไม่ลงจริงๆ


"แต่-- แต่ฉันเลิกทำแบบนั้นไปนานแล้ว แอล ฉันขอโทษ" ไลท์บอกอีกฝ่ายเสียงสั่น จริงอยู่ คนตรงหน้าอาจจะพูดจาโหดร้าย แต่ทั้งหมดเป็นความผิดเขาเองที่พยายามตีกรอบให้แอลเป็นอย่างที่เขาต้องการ "ต่อให้เธอเกลียดฉันแล้วนั่นก็ไม่ได้ทำให้ฉัน..รักเธอน้อยลง เลยนะ"


เขาจะยอมรับความผิดเอง เขาขอโทษที่ฝันอะไรเลวร้าย ขอโทษที่เคยทำเรื่องไม่ดีลับหลังเสียมากมาย แต่ไม่ว่าแอลจะเป็นอย่างไร จะไม่ใช่เทวดาตัวน้อยอย่างที่เคยคิด จะเป็นชายหนุ่มเติบโตเต็มวัยหรืออะไรก็ตาม


แต่สำหรับเขา...แอลก็ยังเป็นน้องชายที่เขารัก


"เธอคือน้องชายของฉัน แอล..."


สายฟ้าแลบดังกึกก้อง ชั่วขณะนั้นเองเมื่อได้สบมอง หัวใจของไลท์แทบหยุดเต้นเมื่อเห็นว่าดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นดูราวกับคนแปลกหน้า


"ไม่ว่ายังไงก็เป็นน้องชายเหรอครับ" แอลแค่นยิ้มก่อนโน้มตัวมากระซิบข้างหู ริมฝีปากอุ่นนุ่มที่คลอเคลียข้างแก้มชวนให้ขนลุกแต่ยังไม่น่าหวาดกลัวเท่าคำพูดประโยคถัดมา


"แม้ว่าผมจะวางยาคุณอยู่ทุกคืน คุณก็ยังเห็นผมเป็นน้องชายงั้นเหรอ"






แค่คำพูดไม่กี่คำ หากในตอนนั้นยางามิ ไลท์คล้ายได้ยินเสียงบางอย่างแตกกระจายดังก้อง


กว่าจะรู้ว่าเสียงนั้นคือภาพความทรงจำระหว่างเขากับแอล ก็เป็นตอนที่เขาได้แต่หลั่งน้ำตาเงียบๆ อยู่บนรถม้านั่นเอง


"ไอ้คำว่าพี่น้องมันเหลวไหลทั้งเพ พอลอกเปลือกออกมาสุดท้ายมันก็แค่หุ่นเชิดกับคนควบคุม"


คำพูดของลุคล่องลอยในความคิด ถึงจะน่าเจ็บใจแต่หมอนั่นก็พูดถูกทุกอย่าง ถูกทุกอย่างจนนึกสงสัยว่าจะมีความจริงไหนรสชาติน่าขมขื่นเท่าเรื่องนี้






ผิวน้ำยังคงเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง


"แอล...ปล่อยเขากลับไปแบบนี้จะดีเหรอ" แมรี่ เค็นวู้ดที่ถือถาดเครื่องมือเพิ่มเติมมาช่วยเขาเอ่ยติดกังวล


"ดีแล้วครับ" แอลตอบเสียงเรียบเรื่อย ดวงตากลมโตเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง "ผมคิดว่าจากนี้เขาคงไม่กลับมาบ้านหลังนี้อีกแล้ว"


หญิงสาวร้องออกมาด้วยความตกใจ เธอจับแขนเขาอย่างไม่เคยทำมาก่อน "แต่พวกคุณเป็นพี่น้องกันนี่ เขารักคุณจะตาย"


แอลพึมพำราวกับพูดกับตัวเอง "ครับ เขารักผมมาก" รักมากจนผมรู้สึกหมดหวังเหลือเกิน


ตั้งแต่วันนั้นที่ได้เจอครั้งแรก ทั้งความห่วงใยและความอบอุ่นส่งให้เขาที่เพิ่งเสียครอบครัวเพียงสองที่มี รอยยิ้มปลอบประโลมในยามนั้นยังคงตราตรึงในหัวใจ ผ่านไปฤดูกาลแล้วฤดูกาลเล่า ความปรารถนาไม่เคยจางหาย


เขาอยากจะเติบโต อยากจะอยู่เคียงข้าง อยู่ในฐานะเท่าเทียมกับอีกฝ่าย สิ่งเหล่านั้นได้ผลักดันให้เขาเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ เพื่อจะได้เป็นฝ่ายดูแลคนที่ยังคงรักที่สุดเสมอมา


เขาไม่อยากเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของไลท์อีกแล้ว


ทั้งหมดของไลท์ ให้เขาบ้างไม่ได้เหรอ


ไม่ต้องการจะมอบให้ใครอื่น ยิ่งได้พบกันอีกครั้ง รอยยิ้มนั้นทำให้เขาแน่ใจว่าต่อให้ต้องถูกโลกทั้งใบเกลียดชัง ขอเพียงแค่ได้อยู่กับอีกฝ่ายตลอดไปเขาก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว


ถึงอย่างนั้นไลท์กลับขีดเส้นความสัมพันธ์ไว้ว่าไม่มีทางเกินกว่านั้น ไม่ว่าจะแสดงออกสักเท่าไร ก็เอาแต่มองว่าเขาเป็นเด็ก ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหน สายตานั้นก็สะท้อนแต่ภาพน้องชายที่น่าเอ็นดู ใสซื่อ บริสุทธิ์ดั่งเทวดาตัวน้อย


มือบางวางบนหัวเขาก่อนลูบน้อยๆ ดวงตากลมโตหันกลับไปมอง "มีอะไรรึเปล่าครับ?"


"ก็แค่เห็นคุณทำหน้าเหมือนจะร้องไห้" เธอถอนหายใจก่อนจะเงยหน้าสบตาเขา "แน่ใจแล้วเหรอ ให้เขาเข้าใจผิดแบบนั้น"


"แน่ใจสิครับ ทั้งหมดนี่เพื่อตัวเขาเอง...เพื่อผู้ต้องหาคนนั้นด้วย" คนเป็นนักสืบยิ้มขำทั้งที่แววตาไม่ได้ยิ้มไปด้วย "เอาปืนมาถึงห้องเชียว"


หญิงสาวส่งเสียงตอบรับในลำคอ "เพราะเรื่องนี้ร้ายแรงมากกับความมั่นคงของประเทศ เขาจะให้อภัยคุณเสมอ แต่กับเจ้าตัวการนั่น..."


"ถ้าผมเป็นพ่อค้าคนนั้นคงโดนยิงไม่รู้ตัว"


เค็นวู้ดพยักหน้าเหนื่อยใจ "คุณยอมโดนเขาเกลียด ดีกว่าให้ชื่อยางามิ ไลท์เป็นของอาชญากร"


"เขาไม่มีวันเกลียดผม" แอลคัดค้านทันทีราวกับได้ยินคำต้องห้าม ก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับยาอันตรายตรงหน้า เอ่ยกำชับหญิงสาวข้างกายเสียงเย็นเยียบ "เวดี้ ติดต่อไอเบอร์ ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องจับตัวลุคมารับโทษตามกฎหมาย"


ได้ยินเสียงงึมงำจากข้างหลังประมาณว่าต้องเร่งให้เสร็จก่อนใครบางคนออกเรือบ้างล่ะ หรือใครบางคนเป็นเด็กท้าต่อยพวกที่รังแกคนที่แอบชอบบ้างล่ะ


แอลทำหูทวนลม สองนิ้วคีบแผนที่กางออกเพื่อวิเคราะห์หาที่ที่พ่อค้าคนนั้นจะซ่อนตัวอยู่


ใครก็ตามที่ทำแบบนี้เขาไม่มีวันอภัยให้เด็ดขาด


เพราะเขารักยางามิ ไลท์


...ในฐานะยางามิ ไลท์...







--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


เป็นสองตอนที่ฝนตกทั้งเรื่องเลยให้ตายสิ ฟฟฟฟฟฟฟฟ

แฮ่ ในที่สุดก็ได้เขียนพล็อตที่คิดไว้นานแล้ว จริงๆ ที่รอมาจนถึงตอนนี้เพราะไม่มั่นใจฝีมือดราม่าตัวเอง อยากขัดเกลาให้อยู่ในระดับพออ่านได้ก่อนค่อยเริ่มแต่ง-- ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ได้ดีเท่าไร แต่พล็อตนี้เป็นวุ้นไปหลายทีมาก ลบๆ พิมพ์ๆ อยู่นั่น จบได้ก็ดีใจ เราค่อนข้างพอใจกับการเดินเรื่องและตอนจบนี้นะ มันโอเคมากๆ ไม่ดีไปไม่แย่ไป เทียบกับดราฟแรกสุดซึ่งออกมาไม่ถูกใจซะเลย อารมณ์อยากทำให้ถึงกว่านี้แต่มันไม่สุดอะ เลวร้ายสุดๆ ระดับที่ลบทิ้งหมดเพราะทนไม่ได้

ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าเขียนถ่ายทอดแอลเวอร์ชั่นนี้ได้ดีไหม รู้สึกเหมือนกันว่าแอล...นายช่างตอ-- หมายถึงแสร้งใสซื่อสิ้นดี =_= จะว่าไปช่วงท้ายทั้งหมดนั่นแหละคือจุดแรกเริ่มของพล็อต ได้เขียนระบายออกมาเป็นฟิคนี่โล่งใจสุดๆ

เม้าท์เยอะ แต่ยังอยากพูดต่อ ความจริงมันยังต่อได้อีกนะ แต่กลัวเขียนไม่ไหว ฮืออออ ถ้าเขียนต่อแปลว่าต้องรับผิดชอบอีกหลายตอนให้บทสรุปมันคลี่คลายด้วย แบบนั้นตายแหงแก๋

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #167 123fha (จากตอนที่ 122)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:49

    นายแน่มากน้องชาย!!!ไลท์จะไม่มีวันเกลียดนายแน่แต่คงจะงอนไปอีกนานเลย แต่ไม่เป็นไรนายทำดีที่สุดแล้ว

    ปล.พอจับลุคได้ข่าว(และความจริง)ก็คงถึงหูไลท์คุงเองแหละhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-03.png https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-01.png

    #167
    1
    • #167-1 ไฮน์จะไม่ดองนิยาย(จากตอนที่ 122)
      12 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:25
      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ค่ะ ><

      ทำดีที่สุดแล้วนะแอล จากนี้ก็สู้ๆ ขอให้ความพยายามประสบผลสำเร็จ! เดี๋ยวไลท์คุงก็รู้ความจริงเอง
      #167-1