[รวม Fic. Death Note] Every ship is happening

ตอนที่ 121 : Believe in one another? (แอล/ไลท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 241
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    31 ม.ค. 64


เนื้อเรื่องตอนต่อไป ตอนที่ 122 : Believe in Love I wonder

Pairing : แอล/ไลท์ , วาตาริ , ลุค , เวดี้

*ปรบมือ* โฮะโฮ่ ได้เวลาฟิคย้อนยุคไม่อิงประวัติศาสตร์! เปลี่ยนไลท์อายุยี่สิบห้าส่วนแอลสิบแปด ลุคเป็นพ่อค้า แล้วก็ให้วาตาริซังมาจากญี่ปุ่น~

*Warning!!! มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรง, อินเซส*

ฟิคนี้เป็นฟิคที่มีปัญหาจริงๆ แต่คิดว่าถ้ามาคุยกันกับทุกคนน่าจะมีประโยชน์กว่าซ่อนไปดื้อๆ แบบเรื่องอื่น

สารภาพตามตรง ตอนเขียนน่ะยังไม่มีความรู้เรื่องอินเซส ;v; แต่ยังเปิดต่อเพราะเนื้อหามันก็ accidentally พออ่านได้(แต่อินเซสไม่ใช่สิ่งที่โอเคนะ...) อย่างน้อยฝั่งไลท์ก็พยายามหลีกเลี่ยงจนถึงที่สุดเพราะรู้ว่ามันผิด โทษตัวเอง และไม่มีการฉวยโอกาสจากแอลในส่วนนี้

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ถ้าไม่เกี่ยวโยงทางสายเลือดก็ไม่ใช่อินเซสหรอก...ไม่จริงนะคะ พ่อแม่บุญธรรม บุตรบุญธรรม พี่น้องบุญธรรมทั้งหลายก็เป็นเหมือนกัน และอินเซสเลวร้ายเสมอ มีเหยื่อเกิดขึ้นจริง คิดภาพคนในครอบครัวหลงใหลคุณมาก แต่คุณก็หนีจากเขาไม่ได้เพราะเป็นครอบครัวกัน เด็กคนนึงอาจโดนชักจูงว่ามันเป็นการแสดงออกทางความรัก หรือยอมๆ ไปเพราะกลัว ฝืนใจ ไม่กล้าบอกใคร

'คุณแม่บอกว่าถ้าไม่ยอมมีอะไรด้วยจะไม่ให้กินข้าวนะ' คุณว่าประโยคนี้น่ากลัวไหม? มันมีเรื่องลำดับอำนาจในครอบครัวอีก เพราะงั้นเรามาเลิกชิปอินเซสไปด้วยกันเถอะนะคะทุกคน! มองมันให้เป็นสิ่งน่ารังเกียจ เหยื่อน่ะสำคัญกว่าความฟินอยู่แล้ว

ถึงฟิคนี้คู่ชิปจะไม่ได้คู่กัน เป็นความสัมพันธ์ที่มีปัญหา แต่ก็ขอให้คุณเอ็นจอยปมเนื้อเรื่องในส่วนอื่นแทน และขอให้คิดอยู่เสมอว่ามันไม่ใช่เรื่องถูกต้อง และอย่าเชียร์ให้พวกเขาได้คู่กันเป็นอันขาด ขอบคุณค่า<3











...ใต้ผิวน้ำอันเรียบสงบมีความบ้าคลั่งซ่อนอยู่...


"ถ้างั้นผมขอตัวก่อน ไว้จะติดต่อกลับมาอีกทีนะครับ" ชายหนุ่มถอดหมวกโค้งให้เป็นเชิงอำลาอีกฝ่าย


"ตอนนี้ภรรยาผมกำลังเตรียมมื้อเย็นอยู่ ถ้าไม่รังเกียจผมอยากเชิญคุณชายร่วมรับประทานอาหารกับพวกเรา" ผู้ว่าการเอ่ยเชื้อเชิญพลางมองขึ้นไปบนฟ้า "ฝนก็ตั้งเค้าจะตกแล้ว ยังไงทานอาหารและจิบชาด้วยกันสักมื้อเถอะครับ"


ริมฝีปากประดับรอยยิ้มบางเบา เจ้าของดวงตาสีน้ำผึ้งปฏิเสธด้วยท่าทีแสนสุภาพ "ต้องขอบคุณน้ำใจแต่เห็นทีจะในโอกาสหน้าครับ พอดีมีแขกรอผมอยู่"


"อ้อ งั้นหรือครับ" เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายเจ้าของบ้านได้แต่ทำหน้าเสียดาย กระนั้นเขายังเอ่ยติดตลก "แหม ดูท่าจะเป็นแขกคนสำคัญนะครับเนี่ย คุณชายจึงรีบร้อนขนาดไม่ยอมทานมื้อเย็นร่วมกับผม"


คราวนี้ไลท์ยิ้มกว้าง ไม่ปิดบังสีหน้าแม้แต่น้อย "ครับ เป็นแขกที่เอาแต่ใจจนถ้าไปสายนิดเดียว คงงอนแก้มป่องไม่ยอมพูดด้วยเป็นวันๆ เลยล่ะครับ"









เสียงล้อเหล็กเสียดสีพื้นถนนดังขณะรถม้าแล่นไปตามทางอย่างรวดเร็ว ไลท์เท้าคางมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างพลางครุ่นคิดถึงเด็กน้อยที่เขากำลังเดินทางไปพบ


ไม่สิ เรียกเด็กน้อยไม่ได้แล้ว ชายหนุ่มเม้มริมฝีปาก แย่จริงๆ จนป่านนี้เขาก็ยังติดปากเรียกเอิร์ลแห่งวินเชสเตอร์ด้วยความเอ็นดูไปได้ ถึงจะกลับอังกฤษมาสามวันแล้วยังไงก็ไม่ชินเสียที


ช่วยไม่ได้นี่ ภายในเวลาสามสี่ปี จู่ๆ น้องชายที่เคยตัวเล็กนิดเดียวก็โตพรวดพราด สูงใกล้เคียงเขาจนน่าตกใจแบบนั้น จะให้ตั้งตัวทันในเวลาสั้นๆ ได้ยังไง ไลท์ถอนหายใจ ทั้งที่เดินทางมารอบนี้พอลงจากเรือก็รีบตรงไปบ้านของแอล ตั้งใจซื้อขนมญี่ปุ่นมากองพะเนินให้เจ้าตัวแปลกใจ แต่กลายเป็นว่าเขาต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายประหลาดใจเสียเอง


เกิดอะไรขึ้นบ้างตอนที่เขาไม่อยู่  น่าสงสัยจริงว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นแอลเป็นเด็กน้อยคือตอนไหน


อา...ใช่แล้ว วันที่อบเค้กขอนไม้ด้วยกัน คนอายุมากกว่าระลึกความ นั่นเป็นความทรงจำสุดท้ายที่แจ่มชัดที่สุด หลังจากนั้นไม่ถึงวันเขาก็ได้รับจดหมายด่วนให้รีบเดินทางกลับประเทศแม่ วุ่นวายเสียจนแทบไม่มีเวลาร่ำลาแอล แต่ก็เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เหรอ เขาถึงเร่งสะสางงานที่ญี่ปุ่นแล้วรีบเดินทางมาหาทันทีที่ว่าง


เพื่อพบว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว


"ไร้สาระ" ไลท์สะบัดหัวเบาๆ คิดมากเกินไปแล้ว ที่เปลี่ยนแปลงก็แค่ภายนอก แอลยังเป็นเจ้าน้องชายของเขาเหมือนเดิมนั่นแหละ ทั้งดวงตากลมโตเปล่งประกายตอนเห็นของหวานหรือรอยยิ้มบางตอนเห็นหน้าเขา ทั้งท่าทีกระตือรือร้นอยากเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังตลอดมื้อค่ำ ไหนจะหน้าเศร้าเหมือนลูกหมาโดนทิ้งตอนเขาบอกว่ามีธุระต้องไปคุยกับผู้ว่าการตลอดวัน แล้วยังคำพูดที่ว่า "กลับมาหาผมเร็วๆ นะครับ ไลท์คุง" อีกล่ะ


เห็นไหมแอลยังคงเป็นน้องชายที่น่ารักเหมือนเดิม ไม่มีอะไรแตกต่างจากเมื่อก่อนเลยสักนิด ไลท์สรุปความคิดของตัวเองอย่างมั่นอกมั่นใจเป็นจังหวะเดียวกับที่เดินทางมาถึงที่หมาย เขาก้าวลงจากรถม้าแหงนมองท้องฟ้าสีหม่น โชคดีที่ฝนไม่ตกระหว่างที่เดินทางมา ดูจากเวลาน่าจะทันมื้อค่ำตามที่สัญญาเอาไว้


เดี๋ยว นั่นใคร?


ที่พุ่มกุหลาบแดง มีหญิงสาวกำลังยืนรดน้ำให้พวกมัน แม้จะใส่ชุดเรียบๆ หากท่วงท่าสง่างามชวนให้มองเป็นคนมียศ


ไลท์แน่ใจว่าไม่เคยเห็นเธอมาก่อน หรือจะเป็นแม่บ้านคนใหม่ แต่นอกจากวาตาริที่เขามอบหมายให้ดูแลก็ไม่มีใครอื่นแล้วนี่ ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ ยังไม่ทันออกปากถามเธอคนนั้นก็หันมา ส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร


เธอรีบวางบัวรดน้ำพร้อมถอนสายบัวให้ "ดิฉันแมรี่ เค็นวู้ด เป็นแม่บ้านประจำที่นี่" เมื่อเงยหน้าขึ้นไลท์จึงสังเกตเห็นว่าเธอสวมแว่นกันแดดที่ทึบเสียจนมองไม่เห็นดวงตา พิลึกคน "สายัณสวัสดิ์ค่ะ คุณชายยางามิ"


เขาส่งเสียงตอบรับอีกฝ่าย นึกสงสัยว่าหญิงสาวคนนี้รู้จักเขาได้อย่างไร แต่ก็รู้ดีเกินกว่าจะเสียมารยาทถามออกไป


"ถ้าพูดให้ถูกคือคนมาทำงานบ้านส่วนใหญ่แทนคุณแวมมี่ เพราะเขามีอายุเกินจะจัดการทั้งคฤหาสน์ด้วยตัวเอง" เสียงทุ้มต่ำไม่คุ้นเคยแทรกขึ้นมาจากด้านหลังทำให้ไลท์หันไปมอง


"ไงแอล" เขาพยายามปรับสีหน้า "ขอโทษที่เอาแต่ทำงานตลอดสามวัน ตั้งแต่วันนี้ไปขอรบกวนด้วยนะ"


"พูดอะไรแบบนั้นครับไลท์คุง ผมดีใจที่คุณมาอยู่กับผมที่สุด เรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะเลยนะครับ" เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส แววตาซึ่งสะท้อนแต่ภาพเขาช่วยปัดเป่าความไม่สบายใจลงไปบ้าง


"ฉันเองก็มีเรื่องอยากคุยกับเธอเยอะแยะเหมือนกัน" คนอายุมากกว่าคลี่ยิ้ม พยายามลดความอยากคว้าคนตรงหน้ามากอด แอลโตแล้วเพราะงั้นการปฏิบัติตัวด้วยก็ต้องโตขึ้น


"ต้องขอโทษจริงๆ ครับ ไม่คิดว่าไลท์คุงจะกลับมาเร็ว คุณแวมมี่ยังทำมื้อค่ำไม่เสร็จเลย" ใบหน้าของเด็กหนุ่มฉายแววรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด


"ไม่เป็นไรหรอก ฉันเองก็ยังไม่หิวอะไร"


เมื่อผู้เป็นนายเข้ามาสนทนากับแขกแล้ว หญิงสาวก็ก้มศีรษะเป็นการขอตัว​ "งั้นดิฉันเข้าไปช่วยในครัวก่อนนะคะ"


แอลพยักหน้า "อันที่จริงคุณควรไปช่วยเขาแต่แรกแล้ว​ ผมไม่เห็นความจำเป็นในการรดน้ำต้นไม้เมื่อฝนใกล้ตกเลยสักนิด"


"..."


...เด็กเวร


พอได้ยินคำที่เจ้าตัวใช้กับคนอายุมากกว่าแล้วคนที่คอยอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เล็กก็คิ้วกระตุก​ เค็นวู้ดเองแม้พยายามเก็บอารมณ์แต่ก็เห็นได้ชัดว่ากระฟัดกระเฟียด​ขณะเข้าตัวบ้าน



เด็กหนุ่มส่ายหน้าระอาก่อนจะหันกลับมาหาคนตรงหน้า "ถึงจะไม่ค่อยรู้งาน เธอก็ทำความสะอาดได้รวดเร็วดีนะครับ อย่าไปถือสาเลย"


"ฉันยังไม่ทันได้ว่าอะไรเลยนะ" ไลท์ตอบยิ้มๆ ทั้งที่ความจริงอยากตรงเข้าไปหาวาตาริเพื่อถามว่าตั้งแต่เขาไปได้สอนมารยาทกันบ้างไหม


"งั้นพวกเราเข้าไปข้างในกันดีกว่าครับ คงได้พูดคุยกันก่อนทานมื้อค่ำหลายเรื่องทีเดียว" 


"นั่นสินะ ก็ดีเหมือนกัน" ไลท์พยักหน้า ในใจมีหลายเรื่องที่รอคอยคำตอบแต่เขากลับไม่รู้จะถามออกไปได้อย่างไร แอลคิดเห็นยังไงเรื่องความไม่ลงรอยระหว่างประเทศในช่วงนี้ เศรษฐกิจการค้า ความเป็นอยู่ของประชาชน ตำแหน่งเอิร์ลเป็นอย่างไร...เหนื่อยบ้างไหม โกรธเขาอยู่รึเปล่า...


"ไลท์คุงค่อนข้างเงียบ" ดวงตากลมโตจ้องมองมาที่เขา ยังคงไร้เดียงสาไม่เคยเปลี่ยน "มีอะไรหรือเปล่าครับ"


"ไม่มีอะไรหรอก แค่คิดถึงเรื่องงานนิดหน่อยน่ะ" ได้แต่ส่งยิ้มเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเป็นกังวล


แอลมีสีหน้าเรียบนิ่งหากไลท์อยู่ด้วยนานพอจะดูออกถึงความไม่เชื่อในนั้น "ผมเป็นห่วงไลท์คุง ถ้ามีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ ต้องบอกผมนะครับ"


ถ้าเป็นเมื่อก่อนคำพูดและความอบอุ่นนี้คงทำให้หัวใจเขาเต็มตื้นด้วยความยินดี ทว่าตอนนี้อะไรหลายอย่างได้ทำให้เขารู้สึกว่าช่องว่างระหว่างเขากับแอลเริ่มแผ่กว้างออกไปจนไม่อาจทำใจให้ปลาบปลื้มกับคำพูดเหล่านั้นได้มากขึ้นทุกที


คงเพราะเสียงใสๆ นั่นได้เปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำไม่คุ้นเคย หรือเพราะร่างเล็กโตขึ้นจนต้องมองจากระดับเดียวกัน จะเพราะสาเหตุไหนเขาไม่อาจตอบได้ รู้เพียงแค่ว่าความไม่คุ้นชินเหล่านี้กำลังสั่นคลอนบางสิ่งในจิตใจ


เปลี่ยนไปแค่ภายนอกเท่านั้น ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม


เขา...คิดมากไปเอง


ไลท์ย้ำกับตัวเองเช่นนั้นขณะที่หยดน้ำเย็นแตะโดนแก้ม พอเงยหน้าขึ้นไปเม็ดฝนก็เริ่มโปรยปราย คงเพราะท้องฟ้ามืดครึ้มใจเขาถึงพาลหม่นหมองไปด้วย ชายหนุ่มทอดถอนใจขณะหยดน้ำตกกระทบพื้นดินและผิวน้ำ


เมื่อนั้นผิวน้ำซึ่งนิ่งสงบมานานเริ่มกระเพื่อมไหวอย่างบ้าคลั่ง









อาหารมื้อค่ำยอดเยี่ยมจนลบเลือนความคิดหดหู่เมื่อตอนเย็นได้สนิทใจ อันที่จริงจะยกให้เป็นความดีของรสชาติอาหารก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะมื้อนั้นก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ สิ่งเดียวที่ทำให้เขาเพลิดเพลินกับช่วงเวลานั้นได้คงมีเพียงรอยยิ้มของแอลขณะเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เขาฟังด้วยความสนุกสนานเท่านั้น


"ไลท์คุงยังจำต้นแอปเปิ้ลที่เราช่วยกันปลูกตรงชายป่าสามปีก่อนได้ไหมครับ วันนี้ผมเก็บมาให้ลองชิมด้วยล่ะ" ไม่พูดเปล่ามีกองแอปเปิ้ลที่วางกองพะเนินท่วมโต๊ะเป็นการยืนยัน


"เธอนี่น้า เอามาซะเยอะแบบนี้จะกินหมดได้ยังไงเล่า" คนได้รับยิ้มขันพลางหยิบแอปเปิ้ลผลหนึ่งขึ้นมา "มีเยอะแบบนี้เอามาทำแยมหรือขนมก็ไม่เลว หรือจะทำพายแอปเปิ้ลดีนะ"


"ไลท์คุงจะทำให้ผมทานเหรอ?"


น้ำเสียงเจือความตื่นเต้นทำให้ไลท์ยิ้ม ถึงทักษะจะไม่ได้ดีเด่อะไรแต่เขาก็ชอบทำอาหารให้น้องชายคนโปรดคนนี้ "กลับมารอบนี้ฉันยังไม่ทำอะไรให้เธอกินเลย เดี๋ยวต้องขอเวลาแสดงฝีมือหน่อยเถอะ"


"ผมจะรอชิมนะครับ" แอลพยักหน้าทั้งดวงตาเป็นประกาย ตอนนั้นเองที่ฟ้าส่งเสียงคำราม ดวงตากลมโตเบนออกนอกหน้าต่างซึ่งเต็มไปด้วยหยดน้ำ "ฝนยังไม่หยุด คืนนี้คงตกตลอดทั้งคืน"


"นั่นสินะ หวังว่าพรุ่งนี้จะอากาศดี ไม่งั้นพวกเราอดออกไปเทนนิสกันแน่"


"อากาศต้องดีแน่นอน ผมจะตั้งตารอแข่งกับคุณนะครับ" ประโยคที่เต็มไปด้วยความมั่นใจชวนให้คนฟังอารมณ์ดี ไลท์พยักหน้ายิ้มๆ ก่อนจะตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินประโยคถัดมา


"แต่ถ้าพรุ่งนี้ฝนไม่หยุดก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยไลท์คุงก็ออกไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่บ้านกับผมตลอดทั้งวันจริงไหมครับ?"


"อ่า...จริงของเธอ" คนอายุมากกว่าตอบเสียงอ้อมแอ้ม


ถ้าตอนยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ เขาคงรู้สึกเอ็นดู แต่พอโตแล้วแถมเปลี่ยนไปมากพูดแบบนี้ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกๆ ยังไงพิกล...


เด็กหนุ่มตรงหน้ามองเขาไปด้วยขณะตัดเค้กในจานรอง "เขากำลังคิดไม่ตก"


ไลท์ขมวดคิ้วกับประโยคเข้าใจยากนั่น "อะไรนะ?"


"ไลท์คุงควรตรงไปตรงมากว่านี้ ขอแค่เขาพูดสักนิดว่าไม่สบายใจเพราะผม ผมจะเปลี่ยนพฤติกรรม"


"ไม่ เธอไม่ต้องเปลี่ยน--" ชายหนุ่มแย้งเรื่องนั้นได้ทันที "ฉันโอเคน่า ก็แค่ทำงานมาเหนื่อยนิดหน่อย"


"ไม่เป็นอะไรจริงๆ นะครับ" แอลยังคงถาม สีหน้าเป็นห่วงจริงจังแบบนี้ยิ่งทำให้รู้สึกว่าที่เขาคิดมากเมื่อตอนเย็นช่างไร้สาระสิ้นดี ไม่ว่ายังไงแอลก็ยังเป็นเด็ก เป็นน้องชายที่ดีของเขาอยู่เสมอ


"ไม่มีอะไรจริงๆ" ไลท์ย้ำอีกครั้งก่อนจะยกชาร้อนขึ้นจิบ กลิ่นหอมของดอกคาโมไมล์ช่วยให้จิตใจสงบขึ้น เครื่องดื่มอุ่นก่อนนอนนี่เป็นกิจวัตรที่น่าคิดถึงเสียจริง "เอาล่ะนี่ก็ดึกมากแล้ว เข้านอนกันดีกว่า"


"นี่เพิ่งสามทุ่มเองนะครับ" คนยังไม่ง่วงทำหน้างอ


"ปกติเราก็เข้านอนกันเวลานี้ อีกอย่างพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไม่ใช่เหรอ" ไลท์เตือนพลางยกมือขึ้นหาว อาจเพราะทำงานโต้รุ่งติดกันหลายวันถึงได้รู้สึกง่วงขนาดนี้


"...ราตรีสวัสดิ์ครับ" แอลรับคำไม่มีการดื้อหากหน้าบึ้งจนชวนให้รู้สึกเอ็นดู ไลท์ที่เห็นร่างนั้นยังอยู่ที่เดิมไม่เดินไปไหนเกือบลืมอีกหนึ่งกิจวัตรของพวกเขา ชายหนุ่มอึกอักอยู่ครู่นึงก่อนโน้มตัวจูบที่ขมับอีกฝ่ายเบาๆ


"ราตรีสวัสดิ์"









เสียงฝนดังแว่วในมโนสำนึก หยดน้ำร่วงหล่นจากฟากฟ้าไม่ขาดสาย ทั้งที่อากาศหนาวจนปลายนิ้วเย็นเฉียบแต่เขากลับไม่รู้สึกเช่นนั้นเลย


คงเพราะร่างกายนี้กำลังรุ่มร้อนในสมรภูมิรบงั้นหรือ


ฝนกระทบพื้นดินทิ้งวิสัยทัศน์ตรงหน้าให้พร่ามัว เบื้องล่างเขามีพลทหารมากมายพร้อมด้วยอาวุธ เครื่องแบบสีน้ำตาลคุ้นเคยที่เห็นล่าสุดเมื่อนานมากแล้วถูกสวมใส่กับตัวอีกครั้ง ดวงตาสีน้ำผึ้งไล้มองรอบกาย เห็นผู้นำญี่ปุ่นอยู่บนหลังม้าพร้อมสำหรับการรบที่กำลังจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกับเขา


น้ำหนักปืนที่แขวนอยู่กับแผ่นหลังชวนให้รู้สึกหวนคิดถึงหากก็พาใจหายเมื่อต้องกลับมาใช้มันอีกครั้ง


ฝัน...นี่เป็นความฝันอย่างนั้นหรือ ชายหนุ่มได้แต่ถามตัวเองขณะที่กองทัพของคู่สงครามเคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะ เขาพยายามประเมินว่ามีมากเพียงใดทว่าหยดน้ำที่โปรยปรายเป็นอุปสรรคจนไม่อาจแน่ใจได้ หากจะมองเห็นผ่านภาพฝันล้วนเป็นเพียงเงาผู้คนอันเลือนรางเท่านั้น


ใช่ว่าเขาจะมีดีแค่สมอง ประสบการณ์ฝึกอาวุธทั้งการรบจริงก็ผ่านมาแล้ว หากไม่รู้เพราะเหตุใดเขากลับหวาดกลัวความฝันนี้ เมื่อคิดว่าตนเองกำลังต่อสู้กับธงจักรวรรดิยุโรปตรงหน้า เมื่อรู้อยู่แก่ใจว่าในบรรดาพลทหารมากมายเหล่านั้น...


เรื่องส่วนตัวไม่เคยยิ่งใหญ่เท่าประเทศชาติ มือกำชับบังเหียนคุมม้าของตนเมื่อตัดสินใจลบความลังเลทั้งหมดออกไป ทั้งที่สายฝนภายนอกกำลังพัดโหมกระหน่ำทว่าเสียงประกาศสงครามจากทั้งสองฝ่ายกลับชัดเจนในห้วงความคิด นักรบมากมายของสองแผ่นดินกู่ร้องเข้าหากัน ไลท์เองก็เช่นกัน บังคับม้าให้วิ่งไปในทางที่ต้องการขณะเล็งปลายกระบอกสังหารฝ่ายตรงข้าม...ศพที่หนึ่ง...ศพที่สอง...ภาพความตายมากมายในสนามรบช่างเหมือนจริงเสียจนในอกบีบรัดด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้น


...ก่อนเขาจะรู้สึกถึงบางสิ่งที่พุ่งผ่านร่างไป...


ลูกกระสุนพุ่งทะลุอก ชั่วพริบตาทั้งร่างก็หล่นหลังม้าไปด้านข้างอย่างไม่อาจต่อต้านได้ หัวกระแทกเขม่าดินชุ่ม แอ่งน้ำกระเซ็นจนเปียกปอนไปทั่วร่าง ทหารนายอื่นยังคงเดินหน้าสู้อย่างสมเกียรติโดยไม่คิดเหลียวกลับมามองคนข้างหลัง ไลท์หอบหายใจ ภาพที่เห็นตอนนี้ช่างพร่ามัวและสั่นคลอน ดวงตาสีน้ำผึ้งเบนขึ้นพยายามมองว่าเจ้าของลูกกระสุนที่กำลังจะพลากชีวิตเขาเป็นใคร


หากในความฝัน...เขากลับไม่อาจสัมผัสถึงสิ่งใดนอกจากความมืดมิดและเสียงฝนโปรยปราย









พอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที ท้องฟ้าก็ปลอดโปร่งราวกับฝนฟ้าคะนองเมื่อคืนเป็นเรื่องโกหก ทั้งที่อากาศดีเสียจนเขาควรจะสดชื่นแจ่มใสตามแต่เพราะฝันบ้าๆ เมื่อคืนทำให้รู้สึกแย่มากถึงแย่ที่สุด


ทำไมถึงฝันแบบนั้นขึ้นมาได้นะ หรือเพราะช่วงนี้เครียดกับงานมานาน แต่ปกติเขาก็ไม่ได้มีอะไรให้กังวลมากเสียหน่อย ทั้งประเทศแม่และดินแดนนี้อยู่คนละภาคผืนทวีปด้วยซ้ำ ถึงช่วงนี้จะระหองระแหงมิตรรักแค่ฉากหน้าแต่ก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนเกลียดกันหรือเกิดสงครามแน่ล่ะ ที่สำคัญในฝันเขาควรจะเป็นฝ่ายปกป้องญี่ปุ่นไม่ใช่หรือ ทำไมถึงพลาดท่าให้พวกยุโรปได้...


ไลท์เม้มริมฝีปากแน่นเมื่อนึกถึงความฝันเมื่อคืน สัมผัสที่เหมือนจริงทำให้ใจกระตุกวูบ ความเจ็บปวดเจียนตายที่มาพร้อมความพ่ายแพ้ เขาไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองไม่คิดมากกับเรื่องพวกนั้น....สงสัยช่วงนี้คงทำงานหนักไปจริงๆ บางทีคงต้องหาเวลาพักผ่อนบ้าง


"อรุณสวัสดิ์ครับไลท์คุง" ได้ยินเสียงทักทายยามเช้าจากด้านล่าง พอมองลงไปก็เห็นแอลโบกมืออยู่ตรงราวบันได


"อรุณสวัสดิ์ ตื่นเช้าจังนะ" คนอายุมากกว่าทักกลับ


แม้ใบหน้าจะราบเรียบแต่ริมฝีปากนั้นยังคงระบายรอยยิ้ม "ผมเห็นว่าอากาศดีเลยออกไปเดินเล่น ไลท์คุงล่ะครับนอนหลับเต็มอิ่มรึเปล่า"


"อ๋อ หลับสบายสุดๆ เลย" น้ำเสียงที่ตอบกลับแหบแห้ง ได้แต่ถอนหายใจ บางทีถ้าเขาไม่มีเรื่องอะไรให้วุ่นวายเหมือนพวกเด็กๆ ก็คงดี


"งั้นไปทานข้าวด้วยกันเถอะครับ" อีกฝ่ายยื่นมือออกมาจะพาเขาไปไหนต่อไหนเหมือนเมื่อก่อน


วินาทีที่สัมผัสกันภาพความฝันเมื่อคืนก็ย้อนกลับมา ไลท์สะดุ้งเผลอปัดมืออีกฝ่ายออกตามสัญชาตญาณ ก่อนจะนึกเสียใจกับการกระทำนั้นเมื่อสบเข้ากับดวงตากลมโต


"ไลท์คุง...มีอะไรรึเปล่าครับ" ใบหน้าของแอลเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ


"เปล่า...ไม่มีอะไร ฉันแค่เหนื่อยนิดหน่อย เราไปกันเถอะ" ชายหนุ่มแก้ตัวเสียงแผ่ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำอย่างไรจึงจะเลิกคิดถึงความฝันนั้นได้
 

"ไม่เป็นไรจริงๆ นะครับ"


"ฉันสบายดี" เขายืนยันหนักแน่นกว่าเดิมด้วยไม่อยากให้เป็นห่วง


"แต่ว่า--" ไม่ทันที่แอลจะได้เอ่ยปากถามซ้ำอีกครั้ง เสียงนุ่มที่คุ้นเคยก็แทรกขึ้นอย่างสุภาพ


"อรุณสวัสดิ์ครับคุณชาย ท่านเอิร์ล อาหารเช้าเรียบร้อยแล้วครับ"


เหมือนฟ้าส่งทูตสวรรค์ลงมาช่วย ดวงตาสีน้ำผึ้งหันไปมองร่างสง่างามที่มายืนต้อนรับเขา


"อรุณสวัสดิ์ครับแวมมี่ คุณไม่ต้องเป็นทางการขนาดนั้นก็ได้"


"ผมเป็นคนของคุณชาย ไม่ให้เป็นทางการกับคุณแล้วจะเป็นกับใครได้" ชายชราหัวเราะน้อยๆ แต่ยอมก็ลดพิธีรีตอง "พอดีเลยครับยางามิซัง ผมอยากให้คุณเห็นการทำงานในวันนี้ของแอลจริงๆ เขาดูแลประชาชนได้ดีไม่แพ้คุณพ่อของเขาทีเดียว ยิ่งถ้าได้คำแนะนำจากคุณด้วยต้องพัฒนาขึ้นอีกเยอะแน่นอน"


...หา?...


"คุณแวมมี่พูดเยอะเกินไปแล้ว" เด็กหนุ่มกดเสียงลงต่ำราวกับจะดุอีกฝ่าย


ไลท์ที่รู้ดีพอจะจับความผิดปกติบางอย่างได้หันไปถามวาตาริ "ช่วยอธิบายเรื่องนั้นหน่อยเถอะครับ"


"คำอนุมัติให้ความช่วยเหลือการซ่อมหลังคาโรงเลี้ยงม้าที่เขาต้องพิจารณา" มือเหี่ยวย่นหยิบสมุดโน้มเล่มเล็กขึ้นมาดูรายการ "ร่างคำปราศรัยสำหรับพิธีเปิดเขื่อนในวันพรุ่งนี้ ปัญหายาผิดกฎหมายตัวใหม่ในตลาดมืด---"


ขณะที่ชายหนุ่มข้างกายกอดอกฟังทั้งสีหน้าราบเรียบ
แอลเองก็ไม่ปล่อยให้ตารางงานเขาถูกเปิดเผยไปมากกว่านี้ "เอกสารพวกนั้นนี่เอง คงต้องจัดการในช่วงบ่ายแทนเสียแล้วครับ ตอนนี้ผมไม่ว่าง" เด็กหนุ่มมีสีหน้าปั้นยาก


ชายชราจ้องคนในความดูแลอย่างไม่อยากเชื่อ "นั่นเป็นคำขอที่เอาแต่ใจเหลือเกิน คุณจะบอกว่ามี 'ธุระ' อื่นที่สำคัญกว่างานเพื่อประชาชนงั้นหรือครับ?"


"ไม่ใช่แบบนั้นครับ แค่..."


"แอลมีนัดกับผมเอง" ไลท์พูดขัดทั้งสองขึ้นมา ก่อนหันไปผงกศีรษะให้วาตาริ "แต่ไม่ใช่ธุระสลักสำคัญอะไรหรอก ต้องขอโทษแทนแอลที่เขาเอาแต่ใจด้วย"


"...อ่า...ผมต่างหากที่ต้องขอโทษ ผมไม่รู้เลยว่าเขามีนัดกับยางามิซัง" ชายชราโค้งน้อยๆ อย่างรู้สึกผิด "ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวน..."


"ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ธุระพวกนั้นสำคัญกว่าของผมอีก เมื่อคืนฝนตกหนัก หลังคารั่วแบบนี้พวกม้าต้องตากฝนเกิดล้มป่วยขึ้นมาจะทำยังไง ประชาชนของเธอต้องการความช่วยเหลือนะ" ไลท์อธิบายพลางหันไปทางเจ้าของหน้าที่ "แอล นัดวันนี้ยกเลิก เธอไปจัดการงานก่อนเถอะ"


"แต่--"


"ไม่มีแต่ นี่เป็นประชาชนที่เธอต้องดูแลนะ" คนที่คอยสั่งสอนมาตั้งแต่เล็กพูดประโยคเดียวทำให้เด็กหนุ่มเป็นต้องเงียบ


"...ผมอยากเล่นเทนนิสกับคุณ" แอลเอ่ยขึ้นมาเสียงแผ่ว


"ได้เห็นเธอโตขึ้นจนดูแลคนอื่นได้แบบนี้ฉันดีใจมากรู้ไหม เอาไว้เราค่อยไปเทนนิสด้วยกันวันหลังก็ได้" ไลท์ตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ "กินมื้อเช้าเถอะ เดี๋ยวช่วงสายฉันจะเดินทางเข้าไปในเมือง"


พอได้ยินดังนั้นใบหน้าซีดก็ขมวดคิ้ว "ไลท์คุงไม่ไปกับผมเหรอครับ?"


ดวงตาสีน้ำผึ้งเหลือบมองก่อนจะเอ่ยเสียงไร้อารมณ์ "ไม่ล่ะ อันที่จริงมีเรื่องสำคัญต้องจัดการอยู่พอดี ไหนๆ เธอก็ต้องทำงานแล้ว ขอตัวไปจัดการธุระของฉันบ้างดีกว่า"


เขาโกหก...เป็นคำโกหกที่ดูงี่เง่าเหลือเกิน จะมีธุระสำคัญอะไรอีกในเมื่อเขาพยายามสะสางงานทั้งหมดเพื่อใช้เวลาอยู่กับเด็กคนนี้


"ครับ..." ฝั่งนั้นทำหน้าเหมือนลูกหมาถูกทิ้งแต่ก็ไม่เรียกร้องมากมายเหมือนเมื่อก่อน เด็กหนุ่มตรงหน้าเข้าใจคำพูดเขาจนน่าเจ็บใจ


คงจะดีถ้าแอลรบเร้า งอแงจะอยู่กับเขาให้มากกว่านี้ แต่ไลท์เองก็อายุมากเกินกว่าจะแสดงท่าทีเรียกร้องความสนใจจากน้องชายแบบนั้น


"น่าเสียดาย ยางามิซังน่าจะได้เห็นฝีมือเขาเสียหน่อย" ถูกของวาตาริ ถ้าเหตุผลเพียงแค่อยากใช้เวลาด้วยกัน การจะออกปากตามไปด้วยไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรเลย ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจแต่เขากลับเลือกจะหนีห่างออกมา


คงเพราะยังไงยางามิก็เป็นสกุลของฝั่งตะวันออก คงเพราะข่าวลือมากมายกำลังประโคมให้เอิร์ลแห่งวินเชสเตอร์เป็นเพียงหุ่นเชิดของขุนนางญี่ปุ่น ตัวไม่อยู่ยังส่งคนมาควบคุม ยิ่งเขากลับมาในช่วงความสัมพันธ์ระหองระแหงยิ่งไม่ต้องพูดถึง จะด้วยเหตุผลใด การเสนอตัวเข้าหาความลับทางความมั่นคงของประเทศอื่นก็ไม่ใช่สิ่งสมควร


เอาล่ะ ตั้งแต่เมื่อไรกันนะที่เขาสรรหาข้ออ้างมาหนีความจริงแบบนี้?









"ดื่มแต่หัววันเชียวนะไลท์ ฮิฮิฮิ” น้ำเสียงระรื่นแต่ไกลทำให้คนโดนทักหันขวับไปค้อนใส่


"ถ้าไม่ติดต่อไปก็อย่าเสนอหน้า หรือว่าฉันยังชัดเจนไม่พอ?" ไลท์เหน็บเสียงกร้าว วันนี้ผับคนไม่เยอะแท้ๆ ดันมาเจอเจ้าตัวน่ารำคาญที่สุดซะได้


"สหายที่ไหนเขาคุยแต่เรื่องราคาชากันเล่า แถมกว่านายจะสั่งล็อตใหม่ทีก็เป็นเดือน บังเอิญเจอกันแค่นี้ยังจะไล่" ร่างในเครื่องแต่งกายสีดำสนิทกินแอปเปิ้ลที่เหลือแต่โคนในมือก่อนจะนั่งลงข้างๆ


"ใครใช้ให้นายนั่งข้างฉัน" คนมาก่อนหรี่ตา จะต่อบทสนทนากับเจ้าพิลึกนี่ก็มีแต่ปวดหัว คราวก่อนก็ไล่ตะเพิดไปทีแล้วไม่รู้จักเข็ดหลาบ


หมอนั่นยักไหล่ ไม่ต้องดูก็รู้ว่ายิ้มเยาะอยู่ "ตลกดี ปกติวันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับเจ้าเด็กกำพร้า ไหงวันนี้มานั่งเศร้าคนเดียว"


"หุบปากซะลุค นายไม่มีสิทธิ์เรียกเขาแบบนั้น"


"แต่ก็ไม่ได้แก้ตัวเรื่องนั่งเศร้าใช่ไหมล่ะ"


ไลท์เพียงแค่จ้องเขม็งไปที่ใบหน้ายียวนเรียกร้องให้เขาประทับหมัด


ลุคส่ายหน้าก่อนหัวเราะอย่างน่าหมั่นไส้ที่สุด "แสดงว่าเมื่อกี๊พูดแทงใจดำ ให้ทายต่อคงโดนน้องชายสุดที่รักทิ้งล่ะสิถึงได้มาเมาหยำเปแบบนี้


"ฉันไม่ได้โดนทิ้ง! ฉันบอกให้แอลไปเองต่างหาก" ไลท์กระแทกแก้วเหล้าเสียงดังปัง ก่อนจะได้สติในวินาทีถัดมาว่าพูดมากไม่เข้าเรื่องไปซะแล้ว เขารีบแก้ตัว "ก็ปกติดีนี่ ฉันแค่สอนให้เขารู้จักลำดับความสำคัญ"


"ว้าว เพิ่งรู้ว่าม้าหกสิบตัวสำคัญกว่าเรื่องของนายนะเนี่ย"


ไอ้เวรนี่รู้อยู่ตั้งแต่แรก...ไลท์ถลึงตาใส่ทว่าลุคไม่ใส่ใจจะกลัว


"อย่าโกรธกันสิ ก็แค่เผอิญได้ยินข่าวเท่านั้นเอง"


"เผอิญหรือจงใจกันแน่ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่านายวางแผนอะไรอยู่" ชายหนุ่มจากญี่ปุ่นเอ่ยเสียงกร้าว ถึงจะไม่มีหลักฐานเพียงพอ แต่ข่าวลือที่ว่าพ่อค้าชาคนนี้ลอบติดต่อราชสำนักของดินแดนอื่นก็ลอยเข้ามาหนาหูในระยะนี้


เห็นหน้าตาโง่เง่าเขลาซื่อ ความจริงมันเนี่ยแหละตลบตะแลงปลิ้นปล้อนเป็นที่สุด


"ทำหน้าซะน่ากลัวเชียว ไม่เอาน่า วันนี้ฉันอยากคุยประสาเพื่อน ไม่ได้อยากทะเลาะกับนายสักหน่อย" ไม่พูดเปล่ามีการรินสุราให้เป็นสัญญาสงบศึกชั่วคราว "เรื่องวางแผน นายกล่าวหาว่าฉันมี แต่จริงๆ นายก็ทำเพื่อประเทศแม่อยู่ใช่ไหมล่ะ? ทุกคนต่างมีแผน เรื่องธรรมดาออกจะตาย"


ไลท์กำแก้วแน่น ดวงตาขุ่นมัวจ้องอีกฝ่ายเขม็ง


"ละครของนายน่าเบื่อขึ้นทุกวัน เด็กมันโตพอจะรู้แล้วว่าตัวเองโดนหลอกใช้อยู่ ขุนนางญี่ปุ่นเข้าอุปการะเอิร์ลบุตรชายสหายพ่อ ไม่ค่อยจะน่าสงสัยเลยว่านายอยากได้อะไรจากวินเชสเตอร์...หรือพูดอีกอย่าง จะชักใยเอาอะไรไปจากอังกฤษ" ดวงตาปูดโปนมองตรงมาที่เขา มันแฝงประกายเจ้าเล่ห์อย่างไม่คิดปิดบัง "ก็แค่สมมติคำว่าพี่น้องขึ้นมาหลอกตัวเอง แต่นายควรรู้ไว้ว่าคนมียศจะตื่นขึ้นในสักวัน พวกเขาไม่มีทางอยู่เฉยๆ ให้ถูกควบคุม"


ลุค หยุด


"สุดท้ายลองมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง จะรักกันให้ตายยังไงก็หักหลังกันทั้งนั้น"


หุบปากได้แล้ว เงียบซะที


"ต่อให้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กหมาก็พร้อมแว้งกัดเจ้าของได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเจ้าของตัวปลอม เพราะเหมือนปลอกคอใครบางตัวจะมีคำว่าอังกฤษนะ"


เหล้าสีอำพันถูกสาดใส่หน้าอีกฝ่าย ความตกใจทำให้ลุคผงะเกือบหงายหลังตกเก้าอี้ ไลท์ไม่รอช้าเงื้อเท้าถีบอีกฝ่ายให้ลงไปนอนกองกับพื้นทันที


เสียงดังโครมจนเหล่าผู้คนที่พูดคุยสังสรรค์หันมาจับจ้องพวกเขาเป็นตาเดียว กระนั้นไลท์ไม่สนใจ ดวงตาน้ำผึ้งแข็งกร้าวมองร่างที่อยู่แทบเท้าเบื้องหน้า "ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ ไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้!"


คนเป็นพ่อค้าตะลึงไปชั่วขณะ หากชั่วครู่ก็เปลี่ยนเป็นหัวเราะคิก "ให้ตายซี่ นี่นายหลงน้องชายตัวเองหัวปักหัวปำขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย"


"ลุค!!!"


"กลัวอะไรเล่าไลท์ ฉันก็แค่พูดความจริงนายรับไม่ได้งั้นเหรอ" เจ้าตัวกวนประสาทส่งสายตาท้าทาย "นี่เตือนด้วยความหวังดีนะ เลิกเพ้อฝันได้แล้วว่าน้องชายตัวเองแสนดีนักหนา ลืมตาดูความจริงเถอะว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว"


"ลุค ฉันขอเตือน..."


"ไอ้คำว่าพี่น้องมันเหลวไหลทั้งเพ พอลอกเปลือกออกมาสุดท้ายมันก็แค่หุ่นเชิดกับคนควบคุม"


เสียงหมัดกระทบใบหน้าดังกึกก้องก่อนจะตามด้วยเสียงแตกฮือของผู้คนในเวลาต่อมา









ฟ้าร้องคำราม สายฝนพัดโหมกระหน่ำราวกับพายุกำลังเข้า


บานประตูหนาหนักเปิดออกช้าๆ ไลท์โงนเงนเดินเข้ามาในสภาพเหนื่อยอ่อน ตอนแรกวาตาริอาสาจะพาไปส่งที่ห้อง แต่เขาปฏิเสธ ตอนนี้ไม่มีอารมณ์อยากเจอหน้าใครทั้งนั้น


...ปวดหัวชะมัด เขาไม่น่าดื่มหนักเลย เป็นความผิดของมันแท้ๆ ที่ไม่ยอมอยู่นิ่งให้กระทืบโดยดี บังอาจหนีไปได้ สุดท้ายเลยต้องไปดื่มให้หายเจ็บใจแทน ชายหนุ่มกัดฟันแน่นก่อนจะพาร่างตัวเองขึ้นไปที่ห้องอย่างยากลำบาก...ทำไมภาพตรงหน้าถึงพร่าเลือนขนาดนี้


"ไลท์คุง!" เสียงชายหนุ่มสักคนดังแว่ว ไม่คุ้นเอาซะเลย


อา...เสียงของแอลนี่เอง ลืมไปได้ยังไง


"คุณไปไหนมาทั้งวัน แล้วทำไมดื่มหนักขนาดนี้" แอลตรงเข้ามาประคองร่างของเขา คำถามของเด็กหนุ่มช่างน่าขัดใจเหลือเกิน ทำไมถึงดื่มหนักน่ะเหรอ ถามมาได้ ไม่รู้บ้างเลยเหรอเพราะใครเขาถึงรู้สึกแย่มากขนาดนี้


"เรื่องของผู้ใหญ่ไม่ต้องยุ่ง" มืออ่อนแรงผลักอีกฝ่ายเบาๆ


"ผมเป็นห่วงไลท์คุงนะครับ" คนเด็กกว่าขืนตัวไม่ยอมขยับไปไหน


ไลท์คิ้วกระตุกไม่พอใจ "แล้วจะห่วงทำไม ฉันแค่เข้าเมืองไม่มีอะไรสักหน่อย"


"คุณแวมมี่เล่าให้ผมฟังว่าเกิดเหตุทะเลาะวิวาทในผับ"


แค่คิดว่าเรื่องนั้นเป็นข่าวไปทั่วก็รู้สึกปวดหัวจี๊ด "เออ! ฉันต่อยมันเอง เลิกพูดเรื่องนี้สักทีได้ไหม ได้เวลานอนแล้วไม่ใช่รึไง"


"ไลท์คุงต้องเลิกทำเหมือนผมเป็นเด็กซะที ผมโตแล้ว"


"ไม่!! เธอยังเป็นเด็ก เลิกต่อล้อต่อเถียงกับผู้ใหญ่อย่างฉันได้แล้ว" เขาตวาดใส่อีกฝ่าย ในใจนึกอยากต่อยตัวเอง ทำไมถึงพูดพาลเป็นเด็กๆ แบบนี้ ตั้งแต่บ่ายวันนี้แล้วทำไมเขาถึงกลายเป็นคนไม่มีเหตุผลเอาซะเลย


เสียงฟ้าร้องดังคำรามท่ามกลางพายุฝนที่พัดโหมเข้ามา ใต้แสงเทียนดวงตากลมโตสีดำสนิทกำลังจ้องมองมาที่เขา วูบหนึ่งพอนึกว่าเป็นแววตาของใครที่ไม่รู้จักก็เกิดกลัวขึ้นมา


"ไลท์คุง คุณเมามากแล้ว ผมจะพาคุณขึ้นไปนอนนะ" แอลเอ่ยเสียงอ่อน ยื่นมาจับข้อมือของเขาไว้ สัมผัสร้อนวูบตรงชีพจรทำให้หัวใจเต้นระรัว


ทำไม...เกิดอะไรขึ้นกับเขา


ใบหน้าคมเคลื่อนเข้ามาใกล้ ลมหายใจอุ่นๆ กระทบผิวคอจนขนลุกไปทั้งกาย "เดินไหวไหมครับ? ให้ผมช่วยประคอง"


"ไม่ต้อง!!!" ไลท์เผลอผลักอีกฝ่ายสุดแรง คราวนี้ได้ผลร่างสูงล้มลงไปนั่งกับพื้นทันที


เขานิ่งค้างเมื่อระลึกได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป ยิ่งสบตามองความใสซื่อที่จ้องกลับมาก็ยิ่งเจ็บแปลบ ทำได้เพียงเบือนหน้าหนีเอ่ยพึมพำรัวเร็ว "ขอโทษแต่ฉันเดินเองได้"


ไม่รอให้อีกฝ่ายทักท้วง รีบสาวเท้าขึ้นบันไดทันที ขอบคุณความมืดที่ทำให้ไม่มีใครเห็นใบหน้าแดงก่ำของเขา ขอบคุณเสียงฝนที่ทำให้ไม่มีใครได้ยินเสียงหัวใจเต้นแรง


ไม่...เขาไม่ควรรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่เหรอ แอลเป็นน้องชายนะ จะคิดสกปรกแบบนั้นไม่ได้


"สุดท้ายลองมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง จะรักกันให้ตายยังไงก็หักหลังกันทั้งนั้น"


ไม่จริง แอลไม่มีทางทรยศเขา


"ให้ตายซี่ นี่นายหลงน้องชายตัวเองหัวปักหัวปำขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย"


ไม่จริง เขาไม่เคยนึกรักแอลในแง่นั้นเลยสักนิด


เขาแค่สับสน สับสนที่เด็กน้อยซึ่งเคยเลี้ยงดูเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างไม่ทันตั้งตัว ที่ไม่พอใจเวลาลุคพ่นคำน่ารังเกียจก็เป็นเรื่องปกติ ใครจะทนได้ถ้ามีคนมาใส่ร้ายครอบครัวของตัวเอง


เขารักแอลในฐานะน้องชาย ไม่ได้มีความหมายอื่นใดเลยจริงๆ


คืนนั้นเขายังคงฝัน ร่างผอมบางโอบร่างที่แน่นิ่งบนพื้น มือขาวลูบเส้นผมยุ่งเหยิงของเขาไล้ลงมาตามกรอบหน้าจนหยุดที่ลำคอ ความเจ็บปวดจากพิษบาดแผลพาให้ส่งเสียงครวญครางลืมความอับอาย เมื่อมือนั้นออกแรงบีบจึงเริ่มไอด้วยขาดอากาศ ใบหน้าซีดเซียวในความมืดไร้ซึ่งอารมณ์ใดขณะมืออีกข้างกำมีดคม ออกแรงปักมันกับอกซ้ายเขารุนแรงก่อนหัวใจแทบแหลกสลายเมื่อเห็นว่าดวงตากลมโตสีดำสนิทที่สบมองเขาคู่นั้นเป็นแววตาของใครที่ไม่รู้จัก


เพราะรักเขาถึงเชื่อใจ​ เพราะแอลเป็นเหมือนน้องชายที่ไม่ว่ายังไงก็จะไม่ทรยศ








---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ถึงจะบอกว่าไม่อิงประวัติศาสตร์ก็เถอะ...

ถ้าไม่รีเสิร์เลยก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปเนอะ เซ็ทติ้งในนี้ประมาณต้น 19th ซึ่งมีเค้กขอนไม้ แว่นกันแดด เทนนิส ปืนอะไรพวกนี้เรียบร้อย แอบไปส่องการรบของญี่ปุ่นมาเล็กน้อยพอเป็นเรฟ เอิร์ลแห่งวินเชสเตอร์มีอยู่จริงนะคะแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับแอลในฟิคนี้

ประโยคเปิดเรื่องนี่คิดมาระยะหนึ่งแล้วค่ะ ในที่สุดก็ได้เขียนถึง​ซะที เฮ้อออออออ รู้สึกพล็อตยากเย็นมาก พอเขียนจริงปรากฏติดลมเติมนั่นเติมนี่ไปเยอะกว่าที่คิดเลยค่ะ ฟฟฟฟ วางพล็อตไว้สองตอนจบ ก็ได้แต่หวังว่าจะจบได้ในตอนหน้า ไม่ต้องต่อยาวทีเถอะ ฮะฮะ...ฮะ //ยิ้มเลิ่กลั่ก
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #165 Hiromi_zan (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 04:48

    เรื่องนี่จะจบดราม่ารึปล่าวคะ? (ไลท์คุงดูถ้าจะไม่ไหวแล้ว)​
    #165
    1
    • #165-1 ไฮน์จะไม่ดองนิยาย(จากตอนที่ 121)
      10 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:21
      จะเรียกดราม่าก็ไม่เต็มปาก แต่ไม่ใช่แฮปปี้เอนดิ้งแน่ๆ ค่ะ (//เหงื่อตก) คงเป็นประมาณกึ่งดีกึ่งแย่มากกว่าค่ะ //ลูบหลังไลท์คุง
      #165-1