[รวม Fic. Death Note] Every ship is happening

ตอนที่ 116 : Never Ever Forever (มิสะ/ไลท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 83
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    25 ม.ค. 64


Pairing : มิสะ/ไลท์

หน่วงค่ะ ปฏิเสธไม่ได้เลย ไม่แฮปปี้เอนดิ้งนะคะ //กอดมิสะซัง









"ไลท์ว่าเราจะอยู่ด้วยกันแบบนี้อีกนานแค่ไหน"

 

ผมไม่ได้ตอบกลับไปทันทีที่ได้ยินคำนั้น เพราะกำลังเพลินอยู่กับหนังเรื่องโปรดตรงหน้าและเส้นผมนุ่มๆ ของเธอที่เฝ้าเกลี่ยมันอย่างเบามือไม่ให้ปรกหน้าผากเนียน ผ้าห่มผืนหนาปกคลุมขึ้นมาถึงคอของร่างที่ซบอยู่บนอกผม เสียงนุ่มๆ เอ่ยถามขึ้นเมื่อในจอโทรทัศน์ปรากฏภาพคู่รักจุมพิตกันแนบแน่นหลังจากเพิ่งผ่านพ้นความตายมาด้วยกัน


"แล้วมิสะอยากให้อยู่นานแค่ไหนล่ะ"


ผมได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ คนในอ้อมกอดเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่สวยอยู่ใกล้ไม่กี่คืบ คำที่ตอบกลับมาทำให้ผมยิ้มออก


"นาน..นานมากๆ"


"ตลอดชีวิต นานพอไหม?"


ผมยกมือวางลงบนศีรษะนั้น ขยี้มันเบาๆ อย่างนึกเอ็นดู เธอไม่ได้ว่าอะไร แต่เอาคางเกยอกผมเหมือนหมอนใบนุ่ม เบียดเข้ามาชิดอีกหน่อยเพื่อกลบความหนาวจากเครื่องปรับอากาศในบ้าน


"นานพอเลย เพราะมิสะก็อยากอยู่กับไลท์ตลอดชีวิตเหมือนกัน"


เธอยิ้มให้ผม ผมยิ้มให้เธอ ในคืนนั้นเราต่างปล่อยให้เวลาผ่านไปกับหนังเรื่องโปรด ผ้าห่มอุ่นๆ และที่อุ่นกว่าคือการที่มีอีกฝ่ายอยู่เคียงข้างกัน


ผมขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้เราได้พบกัน ขอบคุณจริงๆ...






เธอเขกหัวผมเบาๆ ในตอนที่ผมกลืนขนมยี่ห้อดังที่แอบเอาของเจ้าตัวมากิน ใบหน้านั้นบูดบึ้งน้อยๆ เพราะโดนแย่งของอร่อยที่ชื่นชอบ ผมหัวเราะขณะที่เธอนั่งกอดเข่าลงกับโซฟาตัวน้อยพลางโยกไปมาเหมือนเด็ก เป็นท่าทางงอนที่ผมคิดว่ามันน่ารักและดูเด็กกว่าอายุมากเลย


"โห่ ไลท์เอามันฝรั่งของมิสะมากินซะงั้น แล้วมิสะจะกินอะไรอะ"

 

"ไม่รู้ ก็ฉันอยากกิน นี่ๆ กินให้ดูเลย"


ผมยิ้มเยาะพลางกัดแผ่นทอดกรอบนั่น ทำให้เจ้าคนขี้โวยวายยิ่งงอแงเข้าไปอีก มิสะไม่ได้โกรธจริงๆ หรอก เพราะเราสองคนมีเกมส์แหย่กันด้วยการแอบเอาขนมมากินเย้ยกันเล่นอยู่แล้ว ยังไงก็ไม่ได้ตะกละถึงขนาดจะอารมณ์เสียเพราะเรื่องหยอกล้อแค่นี้


คนขี้งอนแอบหลุดยิ้มออกมาตอนที่ผมเอาหน้าเข้าไปใกล้ ปากคาบเจ้าขนมตัวต้นเหตุเอาไว้ครึ่งหนึ่ง กดท้ายทอยให้เจ้าตัวอ้าปากกัดครึ่งหนึ่งของชิ้นสุดท้ายลงคอ


นี่แหละวิธีง้อของผม แต่ดูเหมือนมิสะจะไม่พอใจแค่ครึ่งชิ้นนี่สิ

 

"เดี๋ยวมา" ว่าแล้วคนตรงหน้าก็ผุดตัวลุกขึ้นคว้ากระเป๋าตังค์ เตรียมจะเดินออกจากประตูบ้านไปแล้วถ้าผมไม่ได้ร้องห้ามเอาไว้ก่อน


"เดี๋ยว เธอจะไปไหน?" ผมก้าวไปขวางทางออกเอาไว้ นึกเผื่อเอาไว้บ้างว่าคงจะเป็นสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่แน่ เพราะเดี๋ยวนี้เวลาเจ้าตัวเหม่อหรือทำอะไรเร็วๆ ก็จะเป็นแบบนี้ตลอด แอบนึกขำตอนที่แก้มป่องขึ้นเวลาโดนซัก


"ก็ไปซื้อขนมเพิ่มไง ไลท์กินหมดแล้วมิสะก็อยากกินบ้างอะ"


"แล้วอันนี้อะไร?"


นั่นแหละครับ ผมถึงปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูพลางชูห่อขนมเจ้าปัญหาขึ้นจากมือที่ซ่อนข้างหลัง โดยไม่ลืมที่จะแอบแซวด้วย


"ซื้อมาเองแล้วก็ลืมนะ หรืออยากซื้อมาอีกเยอะๆ แล้วให้ผมป้อนแบบเมื่อกี๊อีกก็บอกมาสิครับคุณอามาเนะ"


บ่ายวันนั้นผมค่อนข้างสนุกกับการแกล้งป้อนขนมคนน่ารัก และแอบเจ็บแขนนิดๆ ด้วยเพราะบางทีมิสะก็หยิกแก้เขินโดยไม่รู้ตัว


ไม่รู้ว่าเขินเพราะลืม หรือเขินเพราะ..ขนมอร่อยกันแน่






"ไลท์เห็นนิตยสารมิสะไหมอะ? จำได้ว่าวางไว้ตรงโต๊ะกินข้าวนี่"


ผมละจากเอกสารในมือมาช่วยหา พยายามไม่บ่นว่าเหนื่อยให้เธอได้ยินหลังจากที่ผ่านการประชุมงานยาวนานตลอดทั้งบ่ายและเผชิญกับคดีใหญ่ชวนปวดหัวมาร่วมเดือนแล้วเดินวนเวียนรอบบ้านหลังน้อย พยายามหาเจ้านิตยสารแฟชั่นเล่มโปรดที่มิสะอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่มีวันเบื่อ


เมื่อหารอบบริเวณโต๊ะกินข้าวและห้องครัวแล้วไม่พบ ผมเลยพยายามให้เจ้าตัวลองระลึกดูดีๆ เผื่อจะทำให้หาได้ง่ายขึ้น "เห็นว่าเธอถือไปที่อื่นแล้วนะ ลองนึกใหม่ไหม ได้เอาไปไหนอีกรึเปล่า"


"มิสะจำได้นะว่าวางไว้ตรงนี้ ไลท์แอบเอาไปซ่อนอะดิ แกล้งกันปะเนี่ย" เธอมองผมด้วยความหงุดหงิดเล็กๆ ก่อนจะย่นจมูกเมื่อคิดว่าผมเป็นคนเอาไปซ่อน


"เปล่านะ ฉันไม่ได้เอามันไปไหนเลยจริงๆ"


"แกล้งแน่ๆ คราวที่แล้วก็พูดงี้ตอนของมิสะหาย"

 

ทันทีที่พูดจบ มิสะก็หมุนตัวหายขึ้นชั้นสองไปเลย เหลือแค่ผมที่ยืนงงอยู่ในห้องนั่งเล่นอยู่อย่างนั้น ไม่รู้จะอธิบายยังไงดีเพราะผมไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยทั้งนั้น ผมเคย 'แกล้ง' เธอซะที่ไหน? ไม่ใช่เด็กกันแล้วที่จะต้องเรียกร้องความสนใจคนที่ชอบ เลยทำได้แค่ระงับอารมณ์ขุ่นมัวเอาไว้แล้วเดินกลับไปจัดการอาหารเย็นของตัวเองต่อ


ไม่กี่นาทีถัดมา เสียงร้องอย่างดีใจก็ดังแว่วมาจากชั้นสอง ผมถึงรู้ได้ว่ายัยคนขี้ลืมของผมเจอนิตยสารที่ว่าแล้ว และคงไม่มีวันที่มิสะจะลงมาขอโทษที่งอนผมหรอก เป็นแบบนั้นเสมอแหละ


แต่ผมไม่โกรธหรอก






รหัสไม่ถูกต้อง กรุณากรอกรหัสใหม่อีกครั้ง


นิ้วเรียวพรมลงบนหน้าจอทัชสกรีนครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกๆ ครั้งคิ้วนั้นก็จะขมวดเข้าหากันทีละน้อย ขณะที่ผมยืนรออยู่ข้างหลังตู้เอทีเอ็มธนาคารใหม่ที่มิสะพึ่งจะไปเปิดบัญชีมาเมื่อไม่นานนี้ แล้วตอนนี้คนขี้ลืมของผมกำลังมีปัญหาอยู่กับเลขรหัสหลายหลัก


"ระวังมันกินบัตรเข้าไปนะ"


"ทำไงดี จู่ๆ ก็ลืมรหัสเฉยเลย โอ้ยยย"


บัตรพลาสติกแข็งเสียบเข้าเสียบออกตู้กดเงินเป็นครั้งที่สาม และผมเอาใจช่วยตอนที่มิสะลงมือกดรหัสที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าถูกไหมเป็นครั้งสุดท้าย แล้วหน้าจอก็ขึ้นสีฟ้า บัตรเครดิตหายเข้าไปในเครื่องแล้วไม่โผล่กลับออกมาอีก นั่นยิ่งทำให้เจ้าของถอนหายใจหัวเสีย


"อะไรเนี่ย!? ได้ไงอะ คายออกมาเลยนะไอ้ตู้บ้า!"


มือเรียวตบตู้เอทีเอ็มเจ้ากรรมอย่างแรงจนผมต้องคว้าตัวเธอออกมาก่อนที่จะก่อเรื่องอะไรเข้า พาคนหงุดหงิดเดินออกมาจากบริเวณนั้น พยายามพูดกับเจ้าตัวด้วยความใจเย็นทั้งที่ตัวผมเองก็ไม่ได้อารมณ์ดีที่ต้องเสียเวลาเพราะมิสะดันจำรหัสไม่ได้


"ช่างมันเถอะเดี๋ยวค่อยไปขอบัตรใหม่ วันนี้ฉันเลี้ยงหมดเลยแล้วกัน"


"มิสะพึ่งเปิดบัตรไปไม่นานเองนะ โธ่เอ้ย! หงุดหงิด!!" มือที่กุมกันอยู่ถูกสะบัดออก นั่นทำให้ผมเริ่มจะหมดความอดทน


"เธอผิดเองก็อย่ามาลงที่คนอื่นสิ!"

 

ทันทีที่พูดจบ ผมก็รู้ตัวเลยว่าเดทวันนี้ของเราคงต้องสิ้นสุดลงตรงนี้ เพราะสายตาเขียวปั๊ดที่ส่งกลับมานั้นดูฉุนเฉียวมากกว่าที่มิสะเคยเป็นมาก และเจ้าตัวก้าวฉับๆ จากไปโดยไม่หันกลับมามองเลย






"ไลท์เลิกทำเหมือนมันเป็นความผิดมิสะได้ไหม!? มิสะบอกแล้วไงว่าไม่ได้เอาไป!"


"แล้วถ้าไม่ใช่เธอมันจะเป็นใคร! บอกแล้วไงว่าเอกสารนั่นมันสำคัญกับฉันมาก เธอเก็บบ้านวันก่อนก็มีแค่เธอที่เอาไปที่อื่นได้!!"


ผมตะโกนกลับไป ไม่สนว่ามันจะดังแค่ไหนเพราะเธอคนนั้นเป็นฝ่ายตะโกนใส่ผมก่อน แค่ผมถามเธอว่าเอาแฟ้มเอกสารคดีของผมไปไว้ที่ไหน นั่นคือต้นเหตุที่เราเริ่มเดินเข้าหากัน แต่มันไม่ได้เกิดเพราะความรู้สึกดี มันคือการที่ผมและเธอจ้องหน้าเขม็งและเริ่มตะเบ็งเสียงใส่กันและกัน


"มิสะก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ทำความสะอาด! แล้วมิสะก็ไม่ได้เอามันไปไหนเลยด้วย!" เธอชี้หน้าผมอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นทำให้สติของผมขาดผึง


"อ๋อเหรอ ทำเหมือนตัวเองไม่เคยมายุ่งกับของคนอื่นเลยเนอะ ผิดก็โมโหกลบเกลื่อนตลอดอยู่แล้วนี่"


"นี่! พูดไม่รู้เรื่องเหรอ บอกว่าไม่ได้ทำก็ไม่ได้ทำไง!" มือเล็กผลักอกผมอย่างแรงจนผมเสียหลักล้มลงนั่งบนโซฟาห้องนั่งเล่น โกรธจนหูอื้อและใบหน้าขึ้นสีแดงจัด


"ไม่เคยฟังเลยใช่ไหมว่าไม่ได้เอาไป ไม่ได้เอาไป!!! หูหนวกเหรอ!? ทำไมเป็นคนเป็นคน.."


เสียงที่แผดลั่นแผ่วลงเหมือนไม่ค่อยมั่นใจ เหมือนนึกสรรหาคำที่จะเอามาด่าผมไม่ออก แต่ผมไม่สนหรอก


"อะไร ฉันเป็นคนยังไง"


"ใจร้าย...ทำไมเป็นคนใจร้ายแบบนี้..."

 

ผมลุกขึ้นยืน กำลังจะอ้าปากพูดประโยคเจ็บแสบที่คิดไว้ออกไปเพื่อให้มิสะได้รู้บ้างว่าไม่ได้มีแค่เธอที่ถูกกระทำมามากเกินทน

 

แต่ทันทีที่ผมอ้าปาก นั่นคือวินาทีที่ร่างนั้นทรุดลงไปกับพื้น

 

"เฮ้ย! มิสะ เธอเป็นอะไร!? มิสะ!!!"






ผมไม่มีสิทธิ์จะพูดด้วยซ้ำว่าผมเองก็กลัว ไม่ได้ต่างอะไรกับเธอเลยแม้แต่น้อย

 

บนเก้าอี้เย็นเยียบ ข้างๆ ผมคือคนที่นั่งนิ่งไม่ไหวติง มือกุมกันแน่นจนข้อนิ้วเป็นสีขาว ดวงตาก้มมองลงพื้นไม่เงยขึ้นสบตาชายในชุดสีขาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามของโต๊ะ หน้าจอคอมพิวเตอร์ปรากฏภาพเอกซเรย์สีดำกระด่างที่ผมดูแทบไม่ออกและไม่อยากจะดูออกด้วย


คำที่ออกจากปากฟังดูง่ายเหมือนท่องสุนทรพจน์สำหรับชายคนนั้น แต่มันเหมือนต่อยผมให้จุกจนร้องไม่ออก

 

"โอกาสเกิดมีน้อยมากจนหมอเองก็ไม่อยากจะเชื่อ หนึ่งในหลายหมื่นคนที่อยู่ในปัจจัยเสี่ยง และในหลายแสนคนที่เกิดอาการขึ้นมาจริงๆ ที่สมองส่วนหน้าไม่ตอบสนองต่อกระบวนการทางความคิด คลื่นสมองค่อยๆ เสื่อมประสิทธิภาพลงจนมีสภาวะทางอารมณ์ที่แปรปรวนกว่าปกติ รวมถึงไม่สามารถจดจำความทรงจำระยะสั้นได้ และจะส่งผลรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ"

 

"คุณจะบอกว่ามัน.."


ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพูดอะไรออกไป และในใจได้แต่ภาวนาว่าขอให้สิ่งที่กลัวอย่าเป็นจริงเลย


"ครับ คล้ายมากจริงๆ"

 

ทุกอย่างต่อจากนั้นเหมือนเสียงอื้ออึงที่ไหลไปไม่รู้จบ ผมได้แค่นั่ง..ฟังสิ่งที่ไม่อยากได้ยิน

 

"อัลไซเมอร์ในคนวัยทำงานเกิดขึ้นได้ยาก แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างมันก็มีโอกาสเป็นไปได้ ทั้งพันธุกรรมที่อยู่ในภาวะเสี่ยง ความเครียดและคลื่นสมองที่ผิดปกติตั้งแต่กำเนิดก็เป็นสาเหตุสำคัญได้ครับ"

 

คำเหล่านั้นไหลผ่านหูเหมือนไม่มีเนื้อความ จับใจความอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง รู้แต่ว่ามือของผมเอื้อมไปหาคนข้างกาย บีบมันแน่นเหมือนที่มือนั้นออกแรงบีบกลับมาจนรู้สึกเจ็บ เราต่างกำลังดึงกันและกันกลับมาสู่ความเป็นจริง


ผมหันไปมองน้ำตาหยดแรกไหลลงข้างแก้มของมิสะ






ล้อรถบดเบียดพื้นคอนกรีตแล้วดับเครื่องยนต์ลง ไม่มีเสียงอะไรนอกจากความเงียบอันหนักอึ้ง ไม่มีบทสนทนาอะไรอีกเลยนับตั้งแต่ก้าวขึ้นรถ จนกลับมาถึงบ้านของเรา ที่ตอนนี้ผมคิดว่ามันดูเศร้าหมองอย่างที่ไม่เคยเป็น


"มิสะขอขึ้นห้องก่อนนะ เหนื่อยๆ อะ อยากนอนหน่อย"

 

ประตูรถปิดลงก่อนที่ผมจะทันพูดอะไร เจ้าตัวก้าวเข้าตัวอาคารไปโดยไม่แม้แต่จะรอเหมือนทุกที


ผมก้าวตามลงมาอย่างเชื่องช้า ทันทีที่เหยียบเข้าบ้านก็ได้ยินเสียงปิดประตูบนชั้นสอง

ผมไม่มีที่อื่นที่อยากจะไป ไม่มีอะไรที่อยากทำ ทำได้แค่เดินตามขึ้นไป มองดูบานประตูสีขาวสะอาดที่ปิดสนิท ทิ้งตัวทรุดลงกับพื้นแล้วนั่งพิงประตูบานนั้น


ผมทำได้แค่หลับตาลงแน่นเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นที่ดังลอดออกมา

 

เพิ่งรู้ว่าแก้มของผมก็เปียกน้ำตาเหมือนกัน...






"เล่นเพลงเดิมหน่อยสิมิสะ ฉันอยากฟัง"


ผมจิบชาอุ่นที่เดี๋ยวนี้มักจะดื่มก่อนนอนให้หลับสบาย เดินมาวางถ้วยเครื่องดื่มอย่างเดียวกันบนโต๊ะเตี้ยข้างคียบอร์ดไฟฟ้าขนาดกลางที่มีคนกำลังนั่งอยู่ มือขวาไล่กดคีย์สีขาวไล่โน้ตไปมาเรื่อยเปื่อย บรรยากาศสบายๆ ของหัวค่ำช่วยให้ทุกอย่างดูผ่อนคลายลง


เธอหันมาเห็นรอยยิ้มของผม ดวงตากลมกะพริบปริบๆ ไปชั่วขณะ


"เพลงไหน---อ๋อ"


เจ้าตัวพยักหน้าน้อยๆ ให้ ก่อนจะขยับตัวไปนั่งหลังตรง หลับตาลงแล้ววางทั้งสองมือลงบนแป้นเปียโน ผมยืนอยู่เคียงข้างเธอไม่ห่าง ในใจคิดถึงสิ่งที่ได้ฟังจากคุณหมอเมื่อโทรไปขอคำแนะนำเมื่อสี่เดือนก่อน จนตอนนี้ผมยังพยายามทำมันทุกๆ วัน

 

"ให้เธอพยายามทำกิจกรรมที่ฝึกสมองและความจำนะครับ อ่านหนังสือ ทำขนม เล่นดนตรี อะไรก็ได้ เหมือนให้ได้ทบทวนตลอดเวลา เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็พอ แต่อย่าให้เธอละเลยการทบทวนความทรงจำ บวกกับยาที่หมอจัดให้แล้ว กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยชะลออาการได้ในระดับหนึ่ง"

 

ตัวโน้ตแรกดังขึ้นในความเงียบ ตามด้วยบทบรรเลงต่อเนื่องเรื่อยเอื่อย ทำนองหวานเจือกลิ่นอายความเศร้าถ่ายทอดออกมาโดยปลายนิ้วที่พรมลงบนแป้นเปียโนขาวและดำ ผมอมยิ้มให้กับความรู้สึกมีความสุขเล็กๆ ในใจ


แล้วเสียงนั้นก็เพี้ยน...


คนตรงหน้าชะงักไปเมื่อเล่นผิด พยายามกดคีย์ตัวใหม่ครั้งที่หนึ่ง สอง และสาม แต่ละครั้งที่ความผิดพลาดเกิดขึ้น ความหงุดหงิดในแววตาของมิสะก็ยิ่งปรากฏให้เห็นชัดขึ้น มือเรียวกำแน่นเมื่อยอมแพ้ ทุบลงบนคีย์บอร์ดอย่างแรงจนเสียงอันผิดเพี้ยนดังลั่น

 

เพลงที่เล่นซ้ำมาไม่รู้กี่ปี ขนาดที่เคยหลับตาเล่นยังไม่ผิดแม้ตัวเดียว วันนี้หลงลืมไปแล้ว...


"มิสะ ฉันว่า---"


"พอเถอะ ไม่อยากฟัง"


ผุดลุกขึ้นอย่างแรง ขายาวก้าวหลบหนีออกไปอย่างฉุนเฉียว และผมทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ทนไม่ได้ที่จะต้องเห็นความเสียใจของมิสะ ไวเท่าความคิดที่พุ่งเข้าไปจับแขนเรียวยาวนั้นเอาไว้ "เดี๋ยวมิสะ" แต่มันถูกสะบัดออก


"มิสะลองแล้วไลท์ ทั้งทวนความจำทั้งแบบฝึกหัดอะไรทั้งหลายที่ไลท์หามา พอเถอะ ถือว่ามิสะขอ"


"แต่หมอบอกว่า..."


"มันเจ็บนะที่ทุกอย่างตอกย้ำว่ามิสะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ กำลังกลายเป็นใครก็ไม่รู้ กลายเป็นคนที่จำอะไรไม่ได้เลย! มิสะไม่ชอบแบบนี้เลย!"


เสียงนั้นแผดลั่น ท้ายประโยคสั่นคลอนด้วยแรงสะอื้น และผมทำสิ่งที่โง่ที่สุดคือหยุดยืนแล้วจ้องมองน้ำตาที่ไหลลงข้างแก้มของเธอ

 

"ฉันขอโทษ ฉันขอโทษ ฉันแค่พยายามจะช่วย..."


"แต่มิสะจำไม่ได้ไง บอกว่าพยายามแล้วๆ​ ไง ไลท์ฟังบ้างสิ"


"มิสะรู้ว่ามันกำลังแย่ลง มันแย่ลงทุกวัน มิสะจำได้น้อยลงทุกที พยายามกันมาเท่าไรแล้วอะ มันไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก มันไม่มีอะไรช่วยได้แล้วได้ยินไหม!!"

 

ยืนมองดูเธอทรุดลงไปนั่งกับพื้น ปล่อยเสียงสะอื้นออกมาอย่างเจ็บปวด ไม่มีแม้แต่คำปลอบใจโง่ๆ อะไรสักอย่างที่ออกจากปาก ผมทำได้แค่พยายามยืดเวลาที่ไม่มีวันรอใคร


และคนที่ผมพยายามยื้อไว้กำลังทรมานเพราะผม..ผมที่เห็นแก่ตัว

 

คุณเคยรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็นไหม?


ผมว่ามันคงคล้ายความรู้สึกตอนนี้






"กลัว..."


ที่บ้านหลังเดิม ไม่มีหนังเรื่องใดถูกเปิดในทีวี ไม่มีเสียงหัวเราะหรือแม้แต่รอยยิ้มบางเบา


แอร์ตัวเดิมไม่ได้ปรับอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ แต่ผมกลับรู้สึกว่าผ้าห่มที่คลุมร่างเราสองคนบางไปจนรู้สึกถึงความหนาวเยือก ความเงียบงันที่ถูกทำลายลงด้วยคำสั้นๆ ที่หนักอึ้งนั้นทำให้ผมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด และคนที่นอนซบผมอยู่ก็ทำแบบเดียวกัน

 

"ไลท์ มิสะกลัว"


"กลัวอะไรเหรอ"


"มิสะกลัวว่ามิสะจะลืม"


"ไม่หรอก" ผมตอบกลับไปทันทีที่ได้ยินคำนั้น แต่ข้างในกลับไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปเลย เพราะแท้จริงแล้วผมไม่กล้าบอกใครในโลกนี้เลยว่าผมเองก็กำลังกลัวมากไม่ต่างจากเธอเลยสักนิด


กลัวว่าทุกอย่างจะจบลง


กลัวเกินกว่าจะพูดมันออกมา

 

"มิสะกลัวว่ามิสะจะลืม กลัวว่าพรุ่งนี้ไลท์จะกลายเป็นคนแปลกหน้า กลัวว่าจะมองไลท์แล้วไม่รู้เลยว่าไลท์เป็นใคร…"


เสียงนั้นขาดห้วงไป และอกเสื้อของผมก็เริ่มเปียกชื้น ร่างที่กอดอยู่นั้นสั่นสะท้านในอ้อมแขน เสียงสะอื้นเบาๆ ที่มักจะได้ฟังในระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคุ้นชินเลยสักนิดเดียว


"ไม่เอาแบบนั้นได้ไหม"


"..."


"มิสะไม่อยากลืมทุกอย่าง ไม่อยากลืมอะไรเลย ขอแค่จำไลท์ได้ก็ยังดี"


"อย่าพูดแบบนั้นสิ เธอจะไม่ลืมฉันหรอก"

 

ผมยกมือแตะกลุ่มเส้นผมสีทองที่ผมรักใคร่ ลูบมันไปมาอย่างเบามือ เกลี่ยพวงแก้มเนียนใส ลากผ่านหางตาเปียกชื้น ปาดน้ำตาที่ไหลให้มันแห้งลง


"เธอจะไม่ลืมฉัน และฉันก็จะจำเธอไว้ให้ขึ้นใจเลย เหมือนที่คุยกันไว้ไง จำได้ไหม เราจะอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต"


"จำไม่เห็นได้"


ก่อนน้ำตาจะไหลออกมาจากดวงตากลมนั้นอีกรอบเมื่อระลึกได้ถึงความจริงบางอย่าง


"ไม่เป็นไร มิสะ ไม่เป็นไร" ผมบรรจงจูบหน้าผากเธอ กระซิบข้างหูราวกับเป็นคำล้ำค่าที่สุดในชีวิต

 

"สัญญาได้ไหมว่าเราจะไม่ลืมกัน"


"..สัญญา"

 

เสียงหัวเราะเจื่อนๆ หลุดจากปากผม ไม่รู้ว่าทำไมแต่เสียงอู้อี้ที่ตอบมานั้นทำให้ความกังวลในใจบางเบาขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย แก้มนุ่มวางอยู่บนอกผม ตรงตำแหน่งของหัวใจพอดิบพอดี และจากตรงนี้ผมก็รู้ได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นอยู่ของมิสะเช่นกัน


คืนนั้นเราสองคนหลับไป พร้อมคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนแก้ม


ในขณะที่หลับตาฝัน คำๆ นั้นยังดังก้องในใจ อบอวลในความคิดไม่รู้จบ และผมรู้ตัวว่าต่อให้มีเวลาอีกนานแค่ไหน ผมก็ไม่พร้อมที่จะก้าวไปถึงวันที่ไม่มีกันแล้วอยู่ดี

 

สัญญานะว่าจะไม่ลืมกัน..


ขอร้อง..




เคยมีคนเล่าว่าเมื่อชีวิตผ่านไปจนถึงวันหนึ่ง เราทุกคนจะได้เจอความสุขของการมีลมหายใจอยู่ ที่ตรงนั้นคือสถานที่ที่อุปสรรคทั้งหลายมีค่า ความทุกข์ทั้งหมดมีความหมาย เพราะมันพาให้เรามาถึงที่ตรงนี้


ที่ที่ความสุขจะคงอยู่ตลอดไป

 

ผมไม่รู้เลยว่าที่ตรงนั้นมันคือที่ไหนกัน...




ผมมองดูเธอหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง ลมหายใจสม่ำเสมอบอกว่าเจ้าตัวกำลังผ่อนคลายสบายใจ มือเรียววางพาดบนหมอนข้าง คิ้วขมวดมุ่นคลายลงไม่ผูกแน่นเป็นปมแล้ว ความไร้เดียงสาเหล่านั้นทำให้ผมแอบยิ้มออกมาบางๆ อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือแตะแก้มบนใบหน้าของคนที่เป็นความสุขของผม


แล้วดวงตากลมโตก็ค่อยๆ ปรือขึ้น


"..."


ผมพยายามยิ้มให้กับเจ้าตัวที่มองมา ยิ้มบางเบาอย่างที่เธอชอบบอกว่าเหมือนเทวดาไม่มีผิด

 

ตอนนี้ไม่มีแววอะไรตอบกลับมาจากดวงตาคู่นั้น


ว่างเปล่าเหมือนดวงตาของคนใกล้จากไป ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลย..










พยาบาลสองคนเช็ดตัวให้คนบนเตียงสีขาวสะอาด พยายามแกะแถบผ้าสีขาวที่มัดติดข้อมือเรียวเล็กไว้กับเสาเตียงคนไข้ แต่เจ้าตัวร้องโวยวายอย่างหวาดผวา คำสั้นๆ ที่ออกมานั้นแผดลั่นห้องพักของผู้ป่วยประจำ เพราะเจ้าตัวไม่เหลือความสามารถจะพูดอะไรมากไปกว่าวลีหรือคำง่ายๆ อีกต่อไป


"ไป! ไป!!"


ผมมองดูดวงตาคู่นั้นมองมาหาผม ประกายความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่อแววขอความช่วยเหลือจากคนที่คุ้นเคย เพียงแต่เหมือนไม่ได้รู้จักกันอีกต่อไป


มันจบแล้ว


มิสะลืมผมแล้ว


"คุณคะ ตึกคนไข้ใกล้จะปิดแล้ว คุณกลับไปก่อนแล้วมาใหม่พรุ่งนี้นะคะ"


ผมพยักหน้าช้าๆ ให้กับคุณพยาบาลที่เข้ามาสะกิดเรียกสติ เพิ่งรู้ตัวว่านั่งมองเธอหลับมาได้ทั้งวันแล้ว นั่งอยู่ตรงเก้าอี้พลาสติกของสถานดูแลผู้ป่วยที่เดิมตรงนี้มาตลอดหลายชั่วโมงโดยไม่ดื่มหรือกินอะไรเลย


ผมสั่งตัวเองให้ยืนขึ้น ก้าวเข้าหาร่างที่นอนหลับอยู่บนเตียงอย่างเงียบที่สุด ไล่มองดูกรอบใบหน้าที่เริ่มจะซูบซีดลงจนแก้มผอมตอบ ดูริมฝีปากอิ่มที่ซีดเซียวแตกระแหง ดูเปลือกตาสีช้ำที่พริ้มปิดลงอย่างไร้เดียงสา


เป็นความไร้เดียงสาของคนที่สูญเสียทุกอย่างไปหมดสิ้น

 

ผมหลับตา ภาพของใครคนหนึ่งหลับพริ้มบนเตียงนอนนุ่ม ค่อยๆ ปรือตาขึ้นมาเห็นผม แล้วรอยยิ้มโชว์ฟันขาวก็ปรากฎขึ้นพร้อมเสียงอู้อี้บอกอรุณสวัสดิ์


ผมลืมตา มองใครคนนั้นที่หลับใหลบนเตียงคนไข้แข็งๆ รู้ว่าสิ่งที่จะได้เห็นมีเพียงความว่างเปล่าของคนแปลกหน้าที่รู้จักดีที่สุด

 

ที่นอนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เธออีกแล้ว


เพราะมิสะไปแล้ว ไปที่ไหนก็ไม่รู้...


เหลือแต่เศษเสี้ยวจากชีวิตที่ยังอยู่ คู่กับเศษเสี้ยวชีวิตที่ยังเหลือของผม

 

เหมือนยังอยู่ แต่ไม่ใช่ เหมือนจากไป แต่ยังมองเห็น

 

เป็นปีแล้วที่คำถามอันเห็นแก่ตัวของผมยังดังอยู่ในใจแม้จะรู้ว่ามันจะต้องเกิดขึ้นจนได้ แต่พอมันเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า ผมก็ได้รู้ตัวว่าทำใจยอมรับมันได้ยากเหลือเกิน


ยิ่งเห็นยิ่งคิดถึง ยิ่งมองยิ่งจดจำได้ ยิ่งฟังเสียงยิ่งตอกย้ำว่าครั้งหนึ่งเคยมีความสุขแค่ไหน


และเมื่อยังอยู่ต่อไปในแต่ละวัน มันยิ่งทำให้รู้ว่าถึงจะมีเวลามากเป็นร้อยปี การทำดีกับคนที่รักและการเตรียมใจรอการสูญเสียก็ไม่มากพออยู่ดี ไม่เคยมากพอเลย


ไม่มีวันมากพอ






"สัญญานะว่าจะไม่ลืมกัน.."


สัญญา


แล้วทำไมถึงมีแค่ผมที่ยังจำได้ทุกอย่าง


ทุกๆ อย่างเลย


"ไลท์ว่าเราจะอยู่ด้วยกันแบบนี้อีกนานแค่ไหน" 


ตลอดชีวิต..สัญญาแล้วไม่ใช่เหรอ


แล้วทำไมตลอดชีวิตของมิสะถึงสั้นนักล่ะ


ทำไมหนีไปก่อนล่ะ


เธอไปอยู่ที่ไหนกัน...


มิสะรออยู่ตรงที่ที่มีความสุขตรงนั้นใช่รึเปล่า


ขอผมตามไปด้วยได้ไหม..





ผมยิ้มให้เธอ กระซิบบอกราตรีสวัสดิ์ให้คนน่ารักที่หลับปุ๋ยอย่างเงียบที่สุด อยากจะจุมพิตบนหน้าผากแต่ก็กลัวเจ้าตัวจะตื่น


หันหลังแล้วเดินจากมา ร่ำลาคุณพยาบาลที่จ้างวานมาช่วยดูแล ก้าวลงบันไดทีละขั้นอย่างไม่เร่งรีบเพื่อกลับไปที่รถ


นั่งอยู่หลังพวงมาลัยในลานจอดรถ หันหน้าเข้าหาตึกคนไข้ จำได้ดีว่าหน้าต่างบานไหนคือห้องของคนที่ผมรักมากที่สุดในชีวิต และทุกวันนี้ก็ยังคงรักอยู่ไม่มีเปลี่ยน


ผมหลับตา แล้วพยายามจดจำว่าเธอเองก็รักผมเช่นกัน รักจนอยากจะมีวันสุดท้ายไปด้วยกัน


เคยวาดฝันจะมีวันที่นั่งอยู่ข้างๆ กัน เส้นผมขาวโพลนและโล้นบาง ดวงตาเป็นฝ้าพร่ามัว เนื้อตัวเหี่ยวย่นจนแทบจำไม่ได้ ฟันหลอจนหมดปาก แต่มือยังจับกันไว้ไม่ปล่อยไปไหน


อยากจะมีวันนั้น


แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น..






น้ำตาไม่ไหล แต่ไม่ใช่ว่าไม่เศร้า


เพราะผมยังอธิษฐานเหมือนเดิมทุกวันที่ลืมตาตื่น ภาวนาขอให้เสียงที่อยู่ในใจได้ส่งถึงคนที่จากผมไปอยู่ที่อื่นแล้ว

 

เอาแบบนี้ได้ไหม ให้รอกันอยู่ตรงนั้น


แล้ววันหนึ่งเมื่อหน้าที่ตรงนี้จบลง ผมจะตามไปอยู่ในที่เดียวกัน จะตามไปในที่ที่คงมีความสุขรออยู่


จะไปหา


จะไปกอด


จะไปกอดให้แน่นที่สุด


จะไม่ยอมห่างจากเธออีกแล้ว

 

ถ้าไปถึงตรงนั้น ความรู้สึกที่ไม่เคยพูดเลยจะได้บอกออกไปเสียที


"ฉันรักเธอมิสะ"


"รอกันก่อน แล้วจะตามไปนะ"






--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เหตุเกิดจากนึกถึงเรื่องใน Light up แล้วอยากแต่งมิสะลืมไลท์แบบนั้นบ้าง แต่คนเจ็บคราวนี้เป็นไลท์คุงที่มีชีวิตแทน อา ชอบความรู้สึกระหว่างเขียนตอนนี้จังเลย หน่วงดี

ปกติเขียนเน้นพล็อตแปลกแหวกแนว พอลองเล่นกับความรู้สึก เน้นความกดดันแบบนี้แล้วก็สนุกไปอีกแบบ

โรคอัลไซเมอร์ในคนวัยทำงานแทบไม่เคยเกิดขึ้นเลย แต่เกิดกับคนอายุ 50 ปีขึ้นไปเป็นปกติ ต้องขอโทษด้วยที่บิดเบือนข้อมูลทางการแพทย์ในข้อนี้ แต่อาการหลงลืม ก้าวร้าว และระยะสุดท้ายที่สูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตเป็นเรื่องจริงของโรคนี้ค่ะ เราอาจจะถ่ายทอดมันออกมาได้ไม่หมดหรือไม่ชัดเจน ต้องขอโทษด้วยนะคะ


ขอให้ทุกคนมีวันที่ดี อย่าลืมดูแลสุขภาพแล้วก็จิบน้ำพักสายตาด้วย ขอบคุณที่คอยซัพพอร์ตติดตามอ่านงานเรามาโดยตลอด หรือต่อให้พวกคุณไม่ได้เห็นข้อความนี้ เราก็ขอให้คุณมีความสุขค่ะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #158 [ LuksornNoy ] (จากตอนที่ 116)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2562 / 00:27
    ตอนอ่านมาถึงคำว่าอัลไซเมอร์ ในหัวก็เด้งขึ้นมาเลยว่า ว่าแล้ว..
    ไม่ใช่เดาได้ว่ามิสะป่วยนะคะ แค่คิดว่าเกี่ยวกับความจำแน่ๆเฉยๆ คล้ายแฟนเดย์หรือประเภทที่จะค่อยๆสูญเสียความทรงจำไป แต่ไม่นึกว่าจะเล่นถึงขั้นอัลไซเมอร์T T
    มิสะในlight upน่าเห็นใจจริงๆแหละค่ะ ตอนเธอตายแล้วนึกภาพที่กอดกับไลท์ในวันนั้นแล้วมันแบบ.. ไลทททท์ นายทำอะไรลงไป! มาคราวนี้ให้เธอเอาคืนบ้างก็ดีเหมือนกันค่ะ
    ปล.นี่ไม่เกี่ยวกับเดธโน้ต แต่ทัตสึยะซังxเอริกะซังได้เล่นซีรี่ย์คู่กันอีกครั้งในreverseค่ะ ตอนดูครั้งแรกคือเหมือนเห็นไลท์กับมิสะกำลังจู๋จี๋กันเลย แล้วน่ารักมากกกกก เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งที่มิสะได้สมหวังในความรัก ถ้าคุณไฮน์ยังไม่ดูเราขอแนะนำนะคะ เนื้อเรื่องในซีรี่ย์ก็สนุกมาก มีหักมุมไปมาตามประสาแนวสืบสวนด้วยค่ะ(แอบกระซิบ ในepท้ายๆจะมีมาซาทากะซังโผล่มาแจมด้วยแหละค่ะ><)
    #158
    1
    • #158-1 ไฮน์จะไม่ดองนิยาย(จากตอนที่ 116)
      26 ธันวาคม 2562 / 21:33
      พยายามส่งสัญญาณให้คนอ่านรู้สึกเหมือนกันค่ะ ดีใจจังที่เขียนแล้วคิดตามได้จนเดาถูก TvT
      ดู Light up ทีไรสงสารมิสะทุกทีเลยค่ะ พอคนในเรื่องพูดถึงมิสะทีไรก็ภาวนาว่าอย่าเลย อย่าดึงนางกลับมาเลย บางทีมิสะลืมไปอาจจะดีกว่าแล้วก็ได้ พอจำได้ก็เหมือนต่อความหวังลมๆ แล้งๆ ให้อะ ยิ่งตอนมิสะตายคือ ฮือออออออ น่าสงสาร //ดึงคุณเธอมากอด

      ทัตสึยะซังกับเอริกะซัง! มายก็อดดด เรายังไม่เคยดู reverse เลยค่ะ แต่ส่วนตัวชอบหนังสืบสวนกับสองคนนั้นมาก จะตามดูแน่นอนค่ะ! //มีมาซาทากะ คุโบตะด้วย!!! ต้องจัดแล้วนะ!
      #158-1