[รวม Fic. Death Note] Every ship is happening

ตอนที่ 114 : Knock on Wood (มิสะ & Banshee! เรม)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 76
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ม.ค. 64



Pairing : มิสะ & Banshee! เรม , มิสะ/ไลท์ หน่อยๆ

*Warning!!! มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Low self esteem (การไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง) , Miscarriage (แท้ง) , Major Character Death (ตัวละครหลักตาย)!*

ตอนแรกกะจะ Angst ล้วนแต่อืม...Hurt/Comfort ดราม่าไม่หนักมากนะคะ ;v;









เสียงร้องของจักจั่นและหมู่นกเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เตือนให้จิตใจของเธอยังอยู่กับปัจจุบัน หยาดฝนตกกระทบหน้าต่างพาให้คนข้างในรู้สึกเย็นไปด้วย ในกระท่อมซึ่งอยู่สักที่กลางป่าเขียวชอุ่ม สิ่งเดียวที่ดังเป็นเพื่อนในยามปลีกวิเวกเช่นนี้คือเสียงจากสรรพสิ่งภายนอก เธอเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับพวกมันอยู่บ่อยครั้ง พยายามที่จะเข้าใจ 'เพื่อน' ผู้น่าพิศวง พรรณพืชและสิงห์สาราสัตว์นั้นเป็นเรื่องธรรมดา ทว่ายังคงมีความเชื่อปรัมปราไม่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับโคดามะ มนุษย์หมาป่าหรือแบนชี คิดแล้วก็น่าขำ ไม่มีทางที่ของหลอกเด็กแบบนั้นจะมีจริงอยู่แล้ว


กระท่อมกลางป่านี้มีอยู่เพื่อให้เธอปลอดภัย ไม่มีเวลามากพอสำหรับการปลอบประโลม ความหวาดกลัวหรือเรื่องไสยศาสตร์ลี้ลับอะไรทั้งนั้น


ยางามิ มิสะอาศัยอยู่ที่นี่ กอดตัวเองหลวมๆ อยู่บนเตียงดวงตาเลื่อนลอยมองบรรยากาศข้างนอกที่ปราศจากผู้คน ความรู้สึกโหวงหวิวอ้างว้างเกาะกุมจิตใจและทวีคูณขึ้นทุกครั้งยามดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า


หากนี่เป็นการลงโทษจากพระเจ้า เธอก็พร้อมที่จะน้อมรับความผิดและชดใช้แต่โดยดี แม้มันหมายความว่าความสุขจะหายไปตลอดกาล









ยามราตรีชวนให้รู้สึกโดดเดี่ยว นอกเหนือจากเสียงฟ้าร้องและหิมะตกซึ่งมาเยี่ยมเยียนในฤดูกาลของมัน มิสะพักผ่อนในความเงียบ เธอหลับได้อย่างเต็มอิ่มหรือไม่แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่แน่ใจ แต่ก็ไม่มีใครเฝ้าดูเพื่อให้คำตอบอยู่ดี ความสงบปราศจากแสงเสียงของเมืองใหญ่คือสิ่งที่โหยหามาโดยตลอด อิสรภาพ เวลาที่สามารถหยุดคิดและทำเพียงเพลิดเพลินกับธรรมชาติ เพลิดเพลินกับ---


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


นัยน์ตาสีน้ำตาลลืมขึ้นกลางความมืดมิด โดยสัญชาติญาณมือเรียวพุ่งไปที่ลิ้นชักซึ่งเก็บปืนพกเอาไว้ เธอไม่เคยใช้มัน แต่ไลท์เคยแนะนำเอาไว้ว่าควรมีอาวุธติดตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในถิ่นทุรกันดารตัดขาดจากเครื่อข่ายโทรศัพท์และผู้คน มิสะจดจ่อกับเสียงที่ได้ยิน หัวใจสั่นระรัว สี่ทุ่มฟ้ามืดสนิทและป่านี้ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อท่องเที่ยว ใครอยู่ที่ประตูกัน? หรือว่าตำรวจตามรอยเธอมาได้!?


ร่างบางลุกขึ้นจากเตียงช้าๆ ฝีเท้าของเธอดังก้องในกระท่อมว่างเปล่าขณะที่กระชับปืนไว้และเตรียมใจเผชิญทุกความเป็นไปได้ มือเรียวกระชากประตูออกก่อนถอยเว้นระยะห่างจ่อปืนไปที่อะไรก็ตามซึ่งอยู่อีก---


---อ่า


ก็แค่คนธรรมดา ไม่ จริงๆ ก็ไม่ธรรมดา


คนแปลกหน้ามีผมตรงขาวยาวถึงกลางหลังที่ตรงปลายน้ำเงินซีดราวกับทำสีมา เธอมีผิวสีซีดใกล้เคียงกับคำว่าซากศพเพราะมิสะไม่เคยเห็นใครที่ขาวราวกับกระดาษได้ขนาดนี้ ร่างที่สูงกว่ามากสวมเดรสขาวยาวปิดแขนขาและมีบางส่วนที่ขาดรุ่งริ่ง ทั้งที่ดูงดงามแต่ก็บอบบางราวกับจะบุบสลายได้จากเพียงการถูกจ้องมอง เธอคนนั้นก้มหน้าก้มตากอดตัวเองที่สั่นจากความหนาวเย็นภายนอก


มิสะสูดลมหายใจ ลดปืนลงแต่ยังถือไว้ข้างกายขณะที่ทักคนแปลกหน้าอย่างสุภาพ "สวัสดีค่ะ มีอะไรให้ช่วยรึเปล่า?"


หญิงสาวอีกคนไม่พูดอะไรนอกจากสั่นเทาต่อไป เธอเงยหน้ามองมิสะ ริมฝีปากซีดเม้มเป็นเส้นตรง ใบหน้าขาวจดทั้งอายแชโดว์สีเทาอมฟ้าชวนให้รู้สึกราวกับไม่ใช่มนุษย์หากรอบดวงตาคู่นั้นไม่ได้แดงน้อยๆ เหมือนคนร้องไห้มาอย่างหนัก


"...อยากเข้ามาข้างในไหม?"  มิสะรู้ดีว่านี่มันเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อผู้หญิงคนนี้ดูต่างจากคนปกติโดยสิ้นเชิง ความเงียบเชียบและการจู่ๆ ก็ ปรากฏตัวขึ้นมาชวนให้รู้สึกแปลกประหลาด แต่มันจะเป็นการหยาบคายที่สุดหากจะปล่อยเธอไว้ในสภาพอากาศหนาวจัดโดยไม่มีอะไรเลยนอกจากเดรสตัวเดียว


หญิงสาวพยักหน้า มิสะถอยออกมาอีกก่อนปิดประตูให้เมื่อเธอเข้ามาแล้ว คนแปลกหน้าผ่อนคลายขึ้นในทันทีที่ได้รับความอบอุ่นของกระท่อม ยิ้มบางเบาและถูมือเข้าด้วยกัน มิสะมองดูด้วยความรู้สึกราวกับทำความดีครั้งยิ่งใหญ่ รักษาระยะห่างรอให้อีกฝ่ายได้เป็นผู้เริ่มบทสนทนา "ฉันข..ขอโทษที่รบกวน" เสียงนั้นไม่เหมาะกับหน้าตาที่เป็นผู้ใหญ่ มันไร้เดียงสาและเย็นสงบเกินกว่าที่จะเข้ากับสีหน้าของคนเห็นโลกทั้งใบพังลงต่อตา "ฉันไม่มีที่ไปและคิดว่าที่นี่ไม่มีใคร"


"งั้นทำไมถึงเคาะประตูล่ะ?" เจ้าของบ้านถามกลับ ตัดสินใจจะไม่หยอกล้อเล่นด้วยจนกว่าจะมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่มีพิษภัย


"ถ้าไม่มีใครฉันคงพังประตูเข้ามา แต่พอเธอตอบรับทั้งเล็งปืน จะวิ่งหนีก็ไม่ทันแล้ว" เธอหัวเราะแผ่วเบาราวกับเมื่อครู่เป็นมุกตลก


"อ่า โทษทีนะ แถวนี้ไม่ค่อยมีคนฉันเลยตกใจเวลาได้ยินอะไร"


"อื้ม" สายตาของคนแปลกหน้าหลุบลงมองพื้น มิสะถือว่านั่นเป็นสัญญาณของความอึดอัดใจ ท้ายที่สุดพวกเธอทั้งคู่ก็ไม่รู้จักกันและยังยืนอยู่ในที่พักของมิสะ จ้องกันไปมา บรรยากาศหนักอึ้ง


"เธอชื่ออะไร?" มิสะถอดแม็กกาซีนเก็บใส่กระเป๋ากางเกงแล้ววางปืนเปล่าไว้บนโต๊ะหวังคลายความตึงเครียด


"...เรม เรียกฉันว่าเรม" ใบหน้าซีดยิ้มบาง "เธอล่ะ?"


เมื่อคนตรงหน้าบอกมาแค่ชื่อต้นก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ในสถานการณ์เช่นนี้มิสะเองก็ไม่อยากจะบอกนามสกุลให้เสี่ยงไปเปล่าๆ หรอก "ฉันชื่อมิสะ ยินดีที่ได้รู้จักนะเรม"


"มิสะ" อีกคนพึมพำเบาๆ คล้ายจะพยายามจำ "ยินดีที่ได้รู้จัก"


เธอเล่นกับชายเสื้อนอนตัวเองอย่างกระอักกระอ่วน "เธอต้องการที่พัก? อาหาร? บอกทาง?"


เรมเบือนสายตาไปทางอื่น "ฉันแค่อยากค้างคืน"


"ค้างคืน?" มิสะเลิกคิ้ว "เธอมาจากไหนเนี่ย?"


"อ๋อ คือ..." คนโดนถามนิ่งไป "ตัวเมืองใกล้ๆ นี้น่ะ"


หา? มิสะเก็บสีหน้าเอาไว้ด้วยรู้ดีว่ามันจะเสียมารยาทถ้าแสดงท่าทีตกใจออกไป เธอจึงถอนหายใจแล้วฝืนยิ้มสดใสแทน "ฉันมีห้องสำหรับแขกที่ว่างอยู่เลย จริงๆ ก็ไม่มีคนใช้หรอกนะมันติดมากับกระท่อมเฉยๆ เธอนอนที่นั่นได้ ฉันทำอาหารให้เธอได้หรืออยากให้ช่วยเตรียมของสำหรับการเดินทางก็ได้"


"ใจดีเกินไปแล้ว ฉันไม่อยากรบกวนขนาดนั้นหรอก" เรมส่ายหน้าเกรงอกเกรงใจ "ขอบคุณมาก ฉันสัญญาว่าจะค้างแค่คืนเดียวเท่านั้น"


"โอเค" มิสะหยุดเพื่อคิดสองสามวิ "จะทานมื้อเย็นไหม?" เรมส่ายหน้ามิสะจึงพูดต่อ "งั้นฉันจะพาเธอไปห้องเลยแล้วกัน"


"ขอบคุณมากๆ"


"ด้วยความยินดี" มิสะออกเดิน ได้ยินเสียงเรมตามมาจนกระทั่งถึงห้องนอน มันค่อนข้างโล่งมีเพียงเตียงและโต๊ะโคมไฟ เธอเคยมานอนในนี้ครั้งนึงเพื่อเช็คว่าเทียบกับอีกห้องที่ไหนสบายกว่า แต่ถึงจะไม่ได้ใช้มิสะก็ทำความสะอาดรวมถึงซักผ้าปูที่นอนเมื่อถึงเวลาสมควร เรมดูเหมือนซาบซึ้งในห้องพักเรียบง่ายนี่เป็นอย่างมาก เธออาจมาจากที่ไหนสักแห่งซึ่งแร้นเค้น ขอบคุณมิสะอีกครั้งก่อนทั้งคู่จะกล่าวราตรีสวัสดิ์


มิสะเดินไปที่ห้องนอนโดยคว้าปืนไปเก็บด้วย แต่ครั้งนี้แยกแม็กกาซีนที่ถอดออกซ่อนไว้ที่จุดอื่นอีกที ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจเรม แต่ชีวิตของเธอดำเนินไปด้วยความเสี่ยง ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพื่อจะข่มตาหลับได้โดยไม่ต้องเป็นกังวล









ป๊อก ป๊อก ป๊อก


มิสะกะพริบตาปริบเมื่อหลุบตาลงจึงพบว่าในมือถือมีดหั่นแครอทอยู่ หันมองรอบข้างเป็นบ้านหลังเดิมในโอซาก้า เด็กน้อยวัยเตาะแตะกำลังนั่งหันหลังให้ จับจ้องที่ประตู


"ฮิคาริ เดี๋ยวคุณพ่อก็กลับแล้วล่ะจ้ะ" ทำไมเธอถึงคิดว่าเด็กชายชื่อฮิคาริกันนะ ก็ลูกของเธอนี่ ใช่ แต่ทำไมเขาชื่อฮิคาริกันนะ


เด็กน้อยไม่หันมา ร่างเล็กนิ่งไปราวกับไม่ได้ยิน


มิสะวางมีดลงกับเขียง เดินไปย่อตัวลงแล้วกอดเขาจากด้านหลัง ตัวของฮิคาริอุ่น น่าคิดถึง แต่ทำไมเธอถึงคิดถึง เธอเคยกอดเขาด้วยหรือ


ใบหน้ากลมหันมา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเช่นเดียวกับเรือนผมไร้แววสดใส ใบหน้าที่ถอดแบบมาจากสามีเธอไม่ยิ้มแม้เพียงนิด แต่นี่ก็คือฮิคาริ ไม่แปลกถ้าจะไม่ยิ้ม เธอไม่เคยเห็นเขายิ้ม จริงๆ ก็ไม่เคยเห็นเขาไม่ยิ้มเหมือนกัน


"ไปนอนกันเถอะนะ เด็กดี กว่าคุณพ่อจะกลับมาก็ดึก"


มิสะกล่าวยิ้มๆ กำชับกอดให้แน่นขึ้นจนเด็กชายซุกหน้าลงกับไหล่ มิสะเงยหน้าขึ้นมองประตู ไม่ ไลท์จะไม่กลับมา ว่าแต่นี่มันกี่โมงกัน กลางคืน กลางวัน อาหารที่ทำเป็นของมื้อไหน พรุ่งนี้ฮิคาริมีเรียนหรือเปล่า ลูกชายเธออายุเท่าไรแล้ว โตเร็วเหลือเกิน ครั้งล่าสุดที่เห็นยัง


มิสะดึงตัวลูกชายออกเบาๆ เตรียมลุกขึ้น หากใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นซีดเผือกแน่นิ่ง เลือดแดงฉานไหลออกจากดวงตาถลนเบิกกว้าง ไม่กะพริบตา ไม่หายใจ มิสะสั่นสะท้านกับภาพตรงหน้า หวีดร้องชื่อลูกชายตรงหน้า


"ฮิคาริ!!!" มิสะสะดุ้งมือข้างนึงกุมท้องขณะอีกข้างแตะความชื้นบนหางตา เสียงหวีดแหลมที่ได้ยินทำให้สับสนไปเกือบนาที นี่ประมาณหกโมงเช้าซึ่งเป็นเวลาเหมาะสมที่จะตื่น แต่เสียงกรี๊ดนั่นมาจากไหนกัน? เธออยู่คนเดียว เธอ---


เอ่อ...


เรมกรีดร้องอีกครั้ง มิสะรีบวิ่งไปที่ห้องนอนของอีกฝ่าย กระชากประตูออกมองร่างสั่นเทาของหญิงสาว มือซีดที่เธอพึ่งเห็นว่ามีเล็บยาวแหลมจิกขย้ำลงกลุ่มผมตัวเอง ซุกศีรษะลงระหว่างเข่าโยกตัวสั่นระริกน่าสงสาร หลับตาแน่นน้ำตาเปรอะหน้าทั้งที่ยังกรีดร้องและกรีดร้องและกรีดร้อง


"เรม" เธอนั่งลงเคียงข้าง คิ้วขมวดด้วยความเป็นห่วง "เกิดอะไรขึ้น? เจ็บตรงไหนรึเปล่า? หรือว่าฝันร้าย?"


เรมอ้าปากจะตอบ แต่แทนที่จะเป็นคำพูดเธอส่งเสียงคร่ำครวญเยือกเย็นที่ทำให้มิสะขนลุกเกลียวไปทั้งตัวราวกับลมหนาวผ่าน มีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเสียงกรีดร้องผสมสะอึกสะอื้นอย่างคนโดนบีบคอเจียนตาย มิสะเอนตัวออกห่างโดยไม่ตั้งใจ หลังจากเสียงนั้นจางหายไป เรมค่อยๆ ยืดตัวนั่งหลังตรง เช็ดคราบน้ำตามือสั่นเทา จ้องมองเจ้าของบ้านที่หน้าซีด "ขอโทษ..นะ"


"...อะไรเนี่ย?" มิสะพึมพำทั้งดวงตาที่ยังเบิกกว้าง


คนผมขาวยิ้มบาง ลูบมือตัวเองแผ่วเบา "แค่ฝันร้ายน่ะ ขอโทษนะ"


มิสะพยักหน้า เพราะนั่นเป็นคำตอบที่ยอมรับได้โดยสมบูรณ์ แต่...เสียงคร่ำครวญนั่น มันส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงกระดูกสันหลังของเธอ ทำให้รู้สึกวูบโหวงในอกเหมือนจะหัวใจวายได้ทุกเมื่อแค่จากการได้ยินเสียงนั้น อาการหายใจไม่ออกพวกนี้ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย


มันอาจจะไม่สำคัญหรอก อย่างไรก็ตามเรมเป็นแค่คนแปลกหน้า เธอจะเป็นตายร้ายดียังไงมิสะไม่เห็นต้องสนสักนิด


"ฉันควรจะไปได้แล้ว" เรมพูดขึ้น ลุกออกจากเตียง "ขอบคุณสำหรับความมีน้ำใจเสมอมา"


"ด้วยความยินดี แต่...เธอมีที่ไปแน่นะ?"


"อะไรนะ?"


เธอกัดริมฝีปาก "ฉันเคยถามก่อนหน้านี้ แต่เธอมีที่พักแน่ใช่ไหม? ฉันโอเคนะถ้าเธอจะอยู่ต่ออีกสักหน่อย"


มิสะ เรมเป็นแค่คนแปลกหน้า


คนถูกชวนมีท่าทีลังเล แต่มุมริมฝีปากผุดเป็นรอยยิ้มหวาน "อื้ม โอเค"


"เธอจะนอนต่อไหม?"


"ไม่" ตอบได้ในทันที "ฉันจะทำอาหารเช้าให้เธอเป็นการตอบแทน"


ความตึงเครียดยังคงหนาแน่นในบรรยากาศ แม้ว่ามันจะไม่แสดงออกในคำพูดแต่ก็ยากสำหรับเธอที่จะหายใจ ดังนั้นมิสะจึงพยายามขจัดมันออกไปด้วยการพยายามยิ้มกว้างที่สุด "คงค้านไม่ได้ซะแล้ว"


เรมหัวเราะแผ่วเบา มันแหบแห้งจนเกือบจะดูฝืนทำ เธอไม่ค่อยหัวเราะหรืออะไร? "อื้ม ถึงเวลาอาหารเช้า"


สำหรับส่วนที่เหลือของวันนั้นเรมก็เป็นปกติกว่าที่เคย พวกเธอคุยบทสนทนาเบาๆ เสนอความเห็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบป่า บางทีก็เท้าคางมองบรรยากาศภายนอกหน้าต่าง ชื่นชมความเป็นอิสระจากการถูกรายล้อมด้วยธรรมชาติ รวมไปถึงบ่นเกี่ยวกับความไม่สะดวกสบายหลายอย่างเมื่อต้องใช้ชีวิตที่นี่ มิสะพบว่าคำพูดและแนวคิดของผู้หญิงที่พึ่งพบช่างน่าสนใจ และมันเป็นภาพที่ผ่อนคลายเมื่อได้มองเธอมีสีหน้าสงบนิ่ง รอยยิ้มบางราวกับมองทั้งโลกเป็นสิ่งสวยงาม เหมือนใบหน้าซีดนั่นจะเช็ดเครื่องสำอางออกจนหมดแล้วแต่มิสะก็อดคิดไม่ได้ว่าผิวเนียนราวกับชุดกระเบื้องเคลือบดูไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ กลับกัน เรมเหมือนเป็นนางฟ้า


แม้ว่าจะเป็นคนแปลกหน้า การพูดคุยกับเธอทำให้รู้สึกสบายใจ...อย่างน่าประหลาด มิสะอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาโดยตลอดนั่นคงเป็นสาเหตุของความผูกพันที่รวดเร็วนี่ การอยู่คนเดียวในกระท่อมมานานกว่าสองปี ไม่ได้พบปะเพื่อนฝูงหรือแม้แต่สามี มีโอกาสได้เจอมนุษย์คนอื่นก็แค่เมื่อเดินทางเข้าเมืองเล็กๆ เพื่อซื้อของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ถึงมิสะจะเป็นอีกหนึ่งคนที่รักการเข้าสังคมที่สุดแต่เธอต้องทนอยู่ในนี้ให้นานที่สุด เพื่อความปลอดภัยของเธอเอง


"มิสะ"


"จ๋า?" คนผมดำเงยหน้า ยกแก้วน้ำขึ้นจิบขณะสบตาอีกฝ่าย


"อะไรทำให้เธอตัดสินใจใช้ชีวิตที่นี่?"


คนถูกถามเงียบไปชั่วครู่ มีคำตอบมากมายที่สามารถคลายความสงสัยในเรื่องนั้นได้ คำตอบมากมายที่ข้างใต้ของมันซ่อนความจริงเพียงหนึ่งเอาไว้ ความจริงที่น่าหวาดกลัว เลวร้าย ทำให้ต้องระแวดระวังภัยตลอดเวลาและไม่ใช่เรื่องที่ควรพูดคุยกับคนแปลกหน้า(หรือแม้แต่กับเพื่อนสนิทด้วยซ้ำ) มิสะยกแก้วขึ้นดื่มน้ำอีกครั้ง "ฉันอยากจะพักผ่อนจากชีวิตที่วุ่นวายของเมืองใหญ่"


เรมดูจะเชื่อเรื่องนี้อย่างง่ายดาย "อ๊ะ เหมือนกับฉันเลย"


"ฮะ? ทำไมเธอถึงมาอยู่ในนี้"


ดวงตาคู่สวยหลุบลง รอยยิ้มบางจุดบนใบหน้าขณะมือนั้นใช้ตะเกียบเขี่ยข้าวในถ้วย "ฉันไม่ชอบคนเยอะ เมืองมันวุ่นวายอย่างที่เธอว่า หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน เสียงรบกวน ความรีบเร่ง ชีวิตประจำวันที่ดำเนินไปแบบเดิมทุกวันและไม่มีวันสิ้นสุด ฉันก็เลยตัดสินใจมาที่นี่ เดินทางอยู่ประมาณสองวัน"


"สองวัน?" มิสะขัดขึ้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง


"แล้วปกติเขาใช้เวลาเท่าไรกันล่ะ?"


"เพื่อนฉันขับรถมาส่งใกล้ๆ นี่ แค่ยี่สิบนาทีเอง"


เรมยิ้ม "น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรถหรือใครสักคนที่จะช่วยร่นระยะเวลา แต่ฉันก็ไม่ได้มีสมบัติติดตัวอะไรเพราะงั้นมาเองก็ไม่ค่อยลำบากนัก"


"เธอไม่มีเพื่อนเลยงั้นเหรอ?" มิสะนึกเสียใจที่พูดไปโดยไม่คิด แต่ความอยากรู้กระตุ้นให้เธอถามออกไปโดยไม่ผ่านการพิจารณา


"ไม่มี"


แต่เธอก็ไม่ได้ดูเศร้าหรืออะไร มันเหมือนกับเป็นเรื่องปกติถ้าจะไม่มีใครคบหา มิสะมองอีกฝ่ายทานอาหารต่อด้วยความสงสัย เธอคนนี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่?


"สัมภาระเธออยู่ไหนล่ะ?"


"ที่ตัวเอง"


เจ้าของคำถามขมวดคิ้ว ไล่มองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจดเท้า "เธอไม่เห็นจะมีอะไรเลย"


"ฉันมีเสื้อผ้า"


"...แค่นั้นอะนะ?"


"อื้ม!"


"แหม แหม" มิสะยิ้มขำปนเห็นอกเห็นใจ "นั่นออกจะ..."


"ไม่เป็นไรหรอกมิสะ" เรมโบกมือน้อยๆ "ฉันเอาหลายอย่างติดตัวมาได้แต่เลือกที่จะไม่ทำเอง"


เจ้าของบ้านลุกขึ้นเก็บถ้วยของตัวเองไปที่อ้างล้าง "เธอพักที่นี่ได้ตลอดเลยนะ ออกไปเผชิญโชคในป่าไม่ต้องหวังเลยว่าจะอยู่รอดปลอดภัย"


"ถูกของเธอ" เรมลุกขึ้นไปยืนเคียงข้างมิสะเพื่อทำความสะอาดส่วนของตัวเอง "ฉันไม่อยากจะรบกวนอะไรหรอกนะ ใครๆ ก็ไม่ชอบที่จะอยู่กับฉันนานเกินสี่สิบวิอยู่แล้ว ฮะฮะฮะ" เสียงหัวเราะแปร่งราวกับนั่นเป็นมุกเดียวที่คิดออก คำพูดกดตัวเองให้ต่ำแบบนั้นทำให้มิสะเร้าๆ อยากจะถามว่าเธอโอเครึเปล่า "ฉันหาที่อื่นอยู่ได้เสมอถ้าเธอไม่อยากให้ฉันอยู่ต่อ"


"ไม่ใช่แบบนั้นนะเรม"  มิสะลังเลเล็กน้อย เลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง "ฉันอยากให้เธออยู่ด้วย ฉันชอบคุยกับเธอ"


เรมนิ่งไปครู้นึง รอยยิ้มของเธอตกลงอย่างเชื่องช้า ความสับสนฉายชัดขณะดวงตาคู่นั้นหลุบลงก่อนเลือนขึ้นมาจ้องมิสะอีกครั้ง เธอยิ้มกว้างกว่าเดิม "ขอบคุณนะ"


เธอเอาแต่พูดคำนั้น


"งั้นเดี๋ยวขอตัวไปดูสวนหน่อยนะ"


ดวงตาอีกฝ่ายเป็นประกาย "มีสวนด้วย?"


"ใช่ ร้านค้าอยู่ไกลฉันเลยปลูกพวกผักที่โตไว ก็ลองไม้ผลบ้างแต่กว่าจะได้กินคงหลายปี"


"เธอสร้างชีวิตใหม่ทดแทนส่วนที่ทำลายไป..." เรมประกบมือของตัวเอง ยิ้มมีความสุข "ฉันชอบ ขอออกไปด้วยได้ไหม?"


"ไม่ขัดอยู่แล้ว" มิสะคว้าเสื้อคลุมบนที่แขวนมาสวม เปิดประตูก่อนจะระลึกได้ว่าอีกฝ่ายใส่แค่เดรสตัวเดียว "เรม เธอควรจะใส่อะไรอุ่นๆ หน่อยนะ"


หญิงสาวยักไหล่ "ไม่จำเป็นหรอก"


"ถ้าไฮโปเธอร์เมียในป่าส่งหมอไม่ทันแน่ แป๊ปนะ" ปิดประตูก่อนตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อหาโค้ทสักตัว มิสะยื่นมันให้เรมที่มองเหมือนได้ของขวัญจากพระเจ้า เกือบหลุดปากบ่นว่ามันก็แค่เสื้อคลุม


"ขอบคุณมาก" คนผิวซีดสวมทับแจ็คเก็ตน้ำเงินเหลืองทำให้ชุดกระโปรงขาวจดดูมีสีสันขึ้นมา มันอาจจะแน่นไปบ้างเพราะเธอตัวใหญ่กว่ามิสะแต่ก็ดีกว่าไม่ใส่


"ด้วยความยินดี ไปกันเถอะ" มิสะเปิดประตูเดินตามทางหน้ากระท่อมก่อนเลี้ยวขวาไปสวน เนื่องจากเป็นฤดูหนาวจึงปลูกพืชไว้ไม่มากนัก มีหัวหอม ถั่วลันเตา แครอท กวางตุ้ง หัวไชเท้า และผักใบเขียวอื่นๆ มันน่าสนใจน้อยกว่าตอนเก็บเกี่ยวผลผลิตของฤดูร้อน แต่การทำสวนเป็นช่วงเวลาที่สนุกเมื่อต้องอยู่ในที่ไร้สัญญาณอินเทอร์เน็ต เพราะงั้นไม่ว่าจะร้อนหรือหนาวมิสะก็ยินดีทั้งนั้น


เรมมองอย่างอยากรู้อยากเห็นเมื่อมิสะเปิดโรงเก็บเครื่องมือและหยิบถังน้ำกับถุงมืออกมา "ฉันสงสัยว่าคนปลูกพืชในฤดูหนาวได้ยังไง"


"มันก็มีวันยากๆ อยู่ แต่ฉันโชคดีอยู่ในแถบที่อากาศไม่แปรปรวน" มิสะเริ่มดึงวัชพืชออก ถอนหายใจกับสัมผัสของดินสากที่เปื้อนถุงมือ "บางครั้งพวกนี้ก็ตายบ้าง แต่ปกติแล้วมันทนพอจะรอดนะ"


"เธอทำยังไงถ้ามันไม่?"


"ก็จะซื้อแทนไม่ก็ลองปลูกจุดอื่นบ้าง บางครั้งฉันก็เอาผักกับดอกไม้ไปขายที่ตลาด เพราะงั้นซื้ออาหารได้สบายอยู่แล้ว"


"เงินพวกนั้นเพียงพอที่จะใช้ชีวิตงั้นเหรอ?"


มิสะชะงัก พยายามเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง ก็มันจะไปพอได้ไงกันล่ะ คิดว่านี่อยู่ประเทศโลกที่สามเหรอ?...ญี่ปุ่นน่ะไม่ซื้อของไร้คุณภาพแบบผักปลูกเล่นพวกนี้แน่ ที่ขายได้จริงก็โดนกดราคายับ เธอก็แค่รวยเงินทองจากการถ่ายแบบจนใช้ยังไงก็ไม่หมดแค่นั้นแหละ ถ้าประหยัดหน่อยชีวิตนี้ไม่ต้องหาเพิ่มก็ยังได้


แต่เช่นเคย เธอไม่มีหน้าไปป่าวประกาศต่อใครๆ ว่าตัวเองคือมิสะมิสะ นางแบบชื่อดังผู้ต้องหาคดีระดับโลกแน่ล่ะ


"ฉันไม่ได้มีรายได้จากแค่ขายของสักหน่อย มันต้องพออยู่แล้วสิ!" ถือซะว่าเรมมีความลับอะไรมากมายอยู่แล้ว ถ้าเธอจะมีของตัวเองบ้างก็ไม่แปลกใช่ไหมล่ะ?


"อ๋อ นั่นสินะ"


ถอนหายใจโล่งอก แต่การตอบกึ่งปกปิดไม่ได้ทำให้บทสนทนาจบลง มันยังคงดำเนินไปอย่างราบเรียบจนมิสะจัดการทั้งสวนเสร็จจึงเรียกเรมให้เข้าข้างใน


มันเป็นเรื่องไม่มีคำอธิบายที่มิสะรู้สึกสบายใจขนาดนี้ แม้เรมจะพึ่งมาเพียงวันเดียวแต่ทุกอย่างราวกับพวกเธอรู้จักกันมาระยะนึงแล้ว (แม้จะมีความลับและช่องว่างบางอย่างก็เถอะ)


เมื่อทั้งสองแยกไปเข้าห้องนอน มิสะก็พบว่าตัวเองนอนหลับได้ง่ายขึ้น เธอยินดีกับรอยยิ้มบนใบหน้า ความอบอุ่นในบรรยากาศและมิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นแทนที่ความเหงาหงอยของใจกลางป่าไร้ผู้คน รู้สึกราวกับนี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต









แม้มิสะจะไม่เคยจำกัดเวลาอยู่ด้วย เธอก็ประหลาดใจเมื่อหนึ่งเดือนผ่านไปแล้วพวกเธอยังอยู่ด้วยกัน มันช่างสนุกสนาน ทำให้เธอนึกฝันอยากได้ช่วงเวลาแสนวิเศษนี้ดำเนินตลอดไป คืนวันที่ได้มีเพื่อนอยู่เคียงข้างทำให้มิสะได้มีในสิ่งที่หายไปเป็นปี...ความสุข ในขณะที่ชีวิตมีเพียงความอ้างว้าง โดดเดี่ยว สิ้นหวัง ในโลกหม่นหมองใบนี้ เรมเหมือนกลายเป็นสีสัน เป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียว ความสุขเพียงหนึ่งเดียว


มีบางสิ่งที่คล้ายกับความไว้วางใจและความปรารถนาที่จะปกป้อง เรมดูบอบบางอ่อนต่อโลกทั้งที่มีความเป็นผู้ใหญ่กว่ามาก ดูใสซื่อบริสุทธิ์เสียจนยอมไม่ได้เด็ดขาดถ้าจะมีใครมาทำลาย


"มิสะ" คนในความคิดส่งเสียงเรียก มิสะหันกลับมามองจากหน้าเคาท์เตอร์ทำอาหาร


"อะไรเหรอ?"


"เธอพอจะมีพวกหนังสือเกี่ยวกับตำนานบ้างไหม?"


คนถูกถามเลิกคิ้ว "ไม่รู้เลยว่าสนใจด้วย ฉันมีนะ ตามมาเลย"


เรมลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น จากการพูดคุยส่วนใหญ่ มิสะสังเกตได้ว่าเรมค่อนข้างมีแนวคิดที่แตกต่าง อาจจะแปลกไปบ้างแต่ก็ไม่มีพิษภัยอะไรถ้าจะศึกษาเกี่ยวกับพวกเรื่องเหนือธรรมชาติ


เธอพาเรมไปห้องเล็กๆ ที่เก็บหนังสือไว้บนชั้นวางซึ่งเป็นจำนวนที่น่าประทับใจสำหรับนักอ่านหนึ่งคน พวกมันถูกจัดระเบียบด้วยโน้ตการ์ดที่มีลายมือประณีตของมิสะ ชั้นใหญ่ที่สุดเป็นของนิตยสารแฟชั่นและสื่อบันเทิง(...ไม่ต้องรู้สึกกังวลขนาดนั้นก็ได้) ขณะที่ชั้นเล็กสุดเป็นของพวกสารคดี แต่เธอก็มีคอลเล็คชั่นลี้ลับอยู่เหมือนกันนะ หมวดหมู่ 'แฟนตาซี' ไม่ใช่แค่อะไรก็ตามที่ถูกแต่งขึ้น แต่เป็นที่รวบรวมเกี่ยวกับสิ่งมีหรืออาจจะไม่มีชีวิตรอบกระท่อม "นี่ไง" เรมมองอย่างตื่นเต้น นั่นทำให้มิสะยิ้มกว้าง "อยากรู้เกี่ยวกับตัวอะไรอะ?"


"แบนชี" เธอตอบได้โดยไม่ต้องคิด "พวกเขาน่าสนใจมากเลย"


"โอเค งั้นเดี๋ยวฉันไปจัดการสวนต่อนะ" เรมพยักหน้า มิสะจึงเดินออกไปปล่อยให้เธอได้ใช้เวลากับหนังสือ คนผิวซีดใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ห้องสมุดนับจากนั้น มักจะอ่านของหมวดแฟนตาซี และเมื่อมิสะลองมาหาหนังสือดูบ้างก็พบว่าเรมจดคำอธิบายประกอบไว้ด้วยโน้ตเหนียวๆ เธอไม่ค่อยชอบแปะของแบบนั้นแต่จะถือว่านี่เป็นข้อยกเว้นก็แล้วกัน


แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกมากมายที่เรมนำมาให้ชีวิตของมิสะ แต่ก็ยังมีคำถามมากมายเกี่ยวกับผู้หญิงแปลกประหลาดคนนั้น อย่างแรกเธอไม่เคยเล่าว่าเคยอาศัยที่ไหนหรืออะไรก็ตามเกี่ยวกับชีวิตก่อนหน้านี้นอกเหนือจากความหงอยเหงา แต่นั่นก็ไม่ได้รบกวนจิตใจมิสะมากนัก พวกเธอทั้งคู่ต่างก็มีความลับเกี่ยวกับอดีตและไม่ว่าอะไรจะเกิดมันจะเป็นเพียงความลับต่อไป


ทว่ากลับมีบางสิ่งที่ทำให้มิสะพะว้าพะวัง บางสิ่งที่หนักหนากว่า น่าหวาดผวากว่า และน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่ถูกปกปิดของเรม


เสียงคร่ำครวญ


เรมไม่ได้ฝันร้ายอีกเลยนับตั้งแต่ผ่านพ้นคืนแรก...อย่างน้อยก็เท่าที่สังเกต แต่เรมมักจะอยู่จนดึกดื่นเสมอ มิสะไม่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงกรีดร้องหวีดแหลมอีกต่อไป แน่นอนว่าเธอพอใจที่เป็นเช่นนั้น หากแต่ลึกๆ แล้วยังสงสัยในสิ่งที่ได้ยินและสาเหตุของมัน


โชคร้ายที่เธอไม่ต้องรอนานนักเมื่อมันดังขึ้นอีกครั้ง










"มิสะ หนีไป!"


คืนที่ฝนตกรุนแรง หยาดน้ำตกกระทบใบหน้าและเสื้อผ้าจนเปียกชุ่ม พื้นถนนยามค่ำคืนแฉะและเงียบเหงาปราศจากผู้คน สองหนุ่มสาวออกวิ่งเคียงกันจนกระทั่งฝั่งสามีที่วิ่งนำหยุดลง ภรรยาอยากจะหยุดตามแต่ร่างกายเธอกลับวิ่งต่อไปโดยไม่อาจควบคุม


"ไม่! ไม่เอา! มิสะจะไม่ทิ้งไลท์!!"


หันกลับไปมองพบปีศาจร่างมหึมาสองตนสาวเท้ามาใกล้ชายหนุ่ม สามีของเธอช่างอาจหาญ แต่ไม่ นี่มันมีอะไรผิดพลาด ทำไมเธอต้องปล่อยให้เขาเจอมันคนเดียวด้วย ไม่เอาแบบนั้น แต่เธออุ้มท้องเด็ก อะไร ลูกเธอโตแล้ว ที่ชื่อฮิคาริ


ฮิคาริไหนนะ


พริบตาเดียวเธอก็อยู่ตรงหน้าสามี กางแขนออกปกป้องอะไรก็ตามที่จะมาทำร้ายเขา


"ไลท์ หนีไป!"


บางสิ่งพุ่งผ่านจากอกไปหลัง ความรู้สึกราวกับหนามแทงเสียดผิวเนื้อ หญิงสาวล้มลงหัวฟาดกับพื้นคอนกรีตหากแต่ไม่เจ็บปวดเท่าที่ภาพตรงหน้าคือชายหนุ่มผู้เป็นที่รักกำลังมอบอ้อมกอด เขาไม่หนีไปไหน ดวงตาคู่นั้นยังคงมองมาด้วยความรัก ราวกับสวรรค์


เลือดแดงฉานพร้อมมีดคมโพล่งออกมาจากอกนั้น แทงทะลุจากอกของเขามาถึงหัวใจของเธอ


มิสะร้องลั่นดวงตาเบิกกว้าง หอบหายใจก่อนปาดน้ำตาที่ไม่รู้ว่าออกมาตั้งแต่เมื่อไร ก่อนจะสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงครวญครางหวีดแหลมอย่างทรมาน เสียงสะอื้นแต่ละครั้งดุจดังคมมีดกรีดหัวใจคนฟังทีละแผล มิสะพุ่งออกจากห้องรีบมุ่งตรงไปหาเรมในทันที


ร่างซีดอยู่บนพื้นแทนที่จะเป็นเตียง ผ้าห่มคลุมหลวมๆ มือสั่นเครือปิดหูตัวเองไว้ เธอไม่ทำเสียงอื่นใดนอกจากกรีดร้อง หยดน้ำตาเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า เมื่อมิสะนั่งลงเคียงข้าง ดวงตาคู่นั้นที่ช้อนมองเธอดูน่าสงสารราวกับเป็นเพียงสิ่งเปราะบางต่อโลก


"นี่" อดีตนักแสดงกัดริมฝีปากลำบากใจ เธอไม่คุ้นเคยกับการปลอบประโลมคนอื่น ไม่เมื่อทักษะนั้นหายไปกับสองปีแห่งความโดดเดี่ยว "ขอแตะเธอหน่อยนะ?"


หญิงสาวตรงหน้าใช้หลังมือปาดน้ำตาย้ำๆ ขณะพยักหน้า วิงวอนแผ่วเบาบ่งบอกถึงความเจ็บปวดภายใน มิสะกอบกุมมือของอีกฝ่ายไว้ด้วยสองมือ เรมปล่อยให้มิสะได้ทำเช่นนั้น ให้ความอบอุ่นนั้นเป็นดังการบอกว่าจะอยู่เคียงข้างเสมอ


"ไม่เป็นไรนะเรม มันก็แค่---" ประโยคถูกขัดเพราะเรมโผเข้ากอดเธอแน่น โอบแขนและซุกใบหน้าลงกับไหล่ น้ำตาชื้นบนเสื้อหากแต่มิสะก็ดีใจที่ตอนนี้เธอมีอาการสงบขึ้น ครู่นึงที่นิ่งไปก่อนจะกอดตอบ ลูบหลังอันสั่นเครือและพึมพำคำปลอบโยน "หายใจเข้าลึกๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันเป็นแค่ความฝันใช่ไหม?"


"ไม่ใช่!" เรมตวาดเป็นครั้งแรกก่อนจะลดความดังลง "มันม..ไม่ใช่"


"ไม่ใช่?"


"ไม่...ใช่ความฝัน"


หัวใจพลันดิ่งวูบกะทันหัน คำพูดนั้นทำให้ความหวาดกลัวครอบงำจิตใจโดยสมบูรณ์ ปกติเธอจะถือซะว่าเรมแค่สับสนแต่ครั้งนี้คำตอบกลับดูจริงเหลือเกิน ความคิดนับล้านถาโถมเข้ามา ความทรงจำเลวร้ายหวนคืนอีกครั้งและไม่ มิสะไม่อยากนึกถึงมันอีกต่อไปแล้ว "มันโอเค ทุกอย่างจะโอเค"


ระยะนึงก่อนที่เรมจะสงบลง เสียงสะอื้น ความสั่นเทาหรือแม้แต่น้ำตาล้วนหายไปเหลือเพียงร่างซีดเซียวที่แน่นิ่งอยู่ในอ้อมกอด


"อยากจะเล่าเกี่ยวกับมันไหม?" เธอถามอย่างอ่อนโยน "ถ้าไม่อยากก็ไม่เป็นไรนะ ฉันอยากให้เธอสบายใจที่สุด"


เรมหัวเราะ "...เธอไม่อยากรู้หรอก มิสะ ฉันมั่นใจ"


"อย่ากังวลเลยว่าฉันอยากรู้รึเปล่า ถ้าเกิดฉันช่วยได้ ฉันก็อยากจะช่วยเธอนะเรม"


"เหรอ?" เธอพึมพำคำนั้นแผ่วเบาราวกับไม่อยากคาดหวังไปมากกว่านี้


มิสะถอนใจ "คิดว่าฉันทำทั้งหมดนี่เพื่ออะไรล่ะถ้าไม่ใช่เพราะเป็นห่วง"


"ขอโทษ เธอถูกแล้ว ฉันก็แค่..." เรมเริ่มสั่นไหวอีกครั้ง รุนแรงน้อยกว่าที่แล้วมาแต่คนที่กอดอยู่ก็รับรู้ได้ "ไม่เคยมีใครสนใจฉันมาก่อนเลย...แต่ยังไงก็ไม่เหลือใครอยู่แล้ว"


พระเจ้า เรม...


"ขอโทษนะ" เธอยิ้ม แม้ในแววตาจะไร้ซึ่งอารมณ์ใด "ฉันนี่หยาบคายจริง ไม่เคยรู้กาลเทศะจะพูดอะไรเลย ฮะฮะ ฉันนี่มัน---"


"พอได้แล้ว" มิสะทิ้งความอดทนทั้งหมดลงตรงนั้น "เธอไม่ได้หยาบคาย เธอไม่จำเป็นต้องขอโทษ เธอไม่ได้ทำอะไรผิด"


"การมีอยู่ของฉันเป็นเรื่องผิดพลาด"


"เรม"


"ฉันไม่ควรจะเกิดมาด้วยซ้ำ"


เสียงของมิสะดังขึ้นจนเรียกได้ว่าตะคอก "เรม พอแล้ว! ทำไมเธอถึงไม่เข้าใจว่าเธอเป็นคนธรรมดา สมควรที่จะได้รับความรักและ---"


ทันใดนั้นเรมเค้นหัวเราะ มันทั้งกระด้างแหบแห้งต่างจากเสียงเย็นสงบยามปกติ แอบซ่อนความโหดเหี้ยมไว้ภายใต้แต่ก็น่าเวทนากว่าอะไรทั้งปวง หยดน้ำตาเอ่อล้นดวงตาคู่สวย "มิสะ" หญิงสาวตรงหน้าร้อง "โธ่ มิสะ เธอนั่นแหละที่ไม่เข้าใจอะไรเลย หนังสือทั้งหมด เรื่องเล่าทั้งหมดเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติพวกนั้น"


"หมายความว่าไง?" มิสะตัวเย็นยะเยียบ ขมวดคิ้วอย่างเห็นได้ชัด


"ฉันไม่ใช่มนุษย์" เสียงกระซิบแผ่วพลันให้ดวงตาคนฟังเบิกกว้าง "ผีสางอะไรอาศัยอยู่แถวนี้บ้าง? ในต้นไม้ ในถ้ำ ในความมืดมิด? ตัวไหนกันที่หนังสือถึงสี่เล่มที่เธอมีเขียนถึง? แถมยังถูกเพิ่มข้อมูลด้วยโน้ตปะติด?"


"เรม เธอเป็นบ้าอะไรเนี่ย!?"


"ตัวไหนกันที่เห็นความตายแล้วหวีดร้องโหยหวน?"


มิสะนิ่งไป รู้สึกถึงบรรยากาศหนักอึ้งจนหายใจไม่ทั่วท้อง ราวกับสมองจวนเจียนจะระเบิดกับคำตอบที่รู้ดีอยู่แก่ใจ ความเชื่อเก่าแก่ ตำนานปรัมปราที่ไม่ควรมีอยู่จริง แต่ถึงอย่างงั้น... "แบนชี"


ไม่มีทาง นี่ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องจริง


เรมลุกขึ้นทั้งดวงตาเปียกชื้นและรอยยิ้มที่ไม่อาจฝืนพยายามอีกต่อไป "อื้ม" ชั่วขณะที่มิสะราวกับเห็นโลกทั้งใบของผู้หญิงคนนั้นแหลกสลาย ร่างซีดเซียววิ่งออกไปทางประตูสู่ความหนาวเหน็บของเดือนปลายปี


"เรม!" ร่างเล็กในเสื้อคลุมหนาตะโกนเรียก อากาศหนาวพาให้สั่นไหว เกล็ดหิมะแผ่ปกคลุมรอบกาย เธอออกมาไกลที่พักจนเกือบถึงขอบภูเขา หันซ้ายขวามองในป่า ต้นไม้และถ้ำคือสิ่งที่เรมพูดถึง แต่ถ้ำมันอยู่ที่ไหนกัน?


มิสะตะโกนอีกครั้ง "เรม! ได้โปรดกลับมาเถอะ!" กัดฟันกลั้นความรู้สึกผิดเมื่อไม่มีเสียงตอบรับ เดินฝ่าพุ่มไม้แห้งที่ตายแล้วเพื่อตามหาอีกฝ่ายต่อไป


เร่งความเร็วเมื่อเห็นถ้ำในสายตา ข้างในของมันเย็นแต่ก็ปลอดจากหิมะภายนอก มิสะสอดส่องหาใครสักคนที่ควรจะซ่อนตัวอยู่จนกระทั่งเห็นร่างที่คุ้นเคยกอดตัวเองอยู่บนพื้น


"เรม!" เธออ้าปากค้าง รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ใส่เสื้อคลุมจึงสั่นเครือตลอดเวลา ดวงตาปิดสนิทมีหยดน้ำตาค่อยๆ ลืมขึ้นเชื่องช้า ใบหน้าซีดเต็มไปด้วยความเจ็บปวด


มิสะถอดเสื้อคลุมออกเพื่อให้อีกฝ่าย ไม่รู้สึกหนาวเท่าไรเมื่อเธอสวมมันมาสองตัว "พระเจ้า เรม ตอนเธอวิ่งออกมาฉันตกใจแทบแย่"


"ข..ขอโทษ"


"อย่าขอโทษสิ"


มิสะตบไหล่เบาๆ "ฉันดีใจที่เจอเธอ"


เรมเงยหน้าพึมพำเสียงแผ่ว "แต่ฉันไม่"


หัวใจมิสะหล่นวูบ "ไม่อยากเจอฉันเหรอ?"


"ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เธอ" เรมยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตา "ฉันไม่อยากเจอใครอีกแล้ว"


"เรม..."


"ขอโทษ ฉันมันน่ารังเกียจ ไม่ใช่มนุษย์ เป็นแค่แบนชี เป็นตัวซวย"


"ฉันไม่คิดว่าแบบนั้นนะ!" มิสะโพล่งไปโดยไม่คิด "ขอโทษที่โกหกแต่ความจริงแล้วฉันมาที่นี่เพื่อหนีตำรวจ ฉัน...สามีฉันโดนประหารไปแล้วเพราะเขาโดนจับได้ตอนช่วยถ่วงเวลาให้ฉันหนีมาก่อน ท..ทั้งที่พวกเรามีความสุขกันดีก่อนหน้านี้แท้ๆ" น้ำตาเอ่อล้นที่ดวงตาคู่สวย มิสะกัดฟันไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา "ตอนฉันได้ข่าวว่าเขาตายแล้วก็เกือบจะฆ่าตัวตายตาม แต่ฉันทำไม่ได้! เขาช่วยชีวิตฉันไว้ แล้ว-- แล้วลูกชายของเราก็อยู่ในท้อง ฉันไม่ยอมให้เขาตายไปอีกคนแน่..ไม่มีวัน" ดวงตาของเรมหลุบลงมองท้องราบนั้นด้วยความเห็นใจ


"เธอ...แท้ง?"


มิสะสะอื้น น้ำตาเปรอะเปื้อนใบหน้า "ฉัน...ฉันผิดเอง ฉันเสียเขาไปตั้งแต่วันแรกที่พยายามหนี แทบจะบ้าตายอยู่แล้วกว่าจะมาถึงนี่ อยู่ตัวคนเดียว กังวลว่าพวกนั้นจะตามรอยมาได้รึเปล่า...ฉันกะจะรอจนกว่าพวกเขาพิสูจน์ได้ว่าพวกเราไม่ผิด เป็นแค่แพะของคดีนั้น ฉันยังไม่กล้าตาย ไม่กล้าไปเจอหน้าไลท์กับลูก"


"ฉันไม่กล้าไปหาจิตแพทย์ ไม่กล้าเข้าเมืองอยู่นานจนเริ่มไม่มีแรงถึงฝืนออกไป ชีวิตที่นี่แทบทำให้ฉันเป็นบ้า มันทั้งเงียบแล้วก็สงบ ไม่มีใครให้คุยด้วยหรือแม้แต่สัญญาณมือถือให้โทรกลับบ้าน ฉันอยากจะฆ่าตัวตายตลอดเวลา บางทีฉันก็คิดว่าอยู่ไปก็ยังทรมานยิ่งกว่า"


เรมดึงเธอเข้าไปกอดเป็นครั้งแรก เนิ่นนานที่ทั้งคู่ทั้งสะอื้นทั้งซุกหน้ากับไหล่อีกฝ่าย ความอบอุ่นบางอย่างที่คนเข้าใจกันเป็นอย่างดีสามารถรับรู้ได้ มิสะผละออกมาก่อนเพื่อส่งรอยยิ้มเหนือย


"ดีใจจริงๆ ที่ได้เจอเธอ เหมือนกับฉันได้เจอคนรู้จัก" เหมือนกับฉันได้เจอเพื่อน "เธอทำให้ฉันลืมเรื่องร้ายๆ ไปได้พักนึง เธอมาพร้อมความสุข"


"ฉันมาพร้อมความตาย มิสะ ฉันเป็นแบนชี"


"ไม่ใช่สำหรับฉัน" มิสะนิ่งไปครู่นึง "โอเค ใช่ เธอเป็นแบนชี แต่สำหรับฉันเธอเป็นเพื่อนที่ดี"


เรมโถมตัวเข้ากอดอีกครั้ง "เธอใจดีมากเลย ทั้งที่พึ่งรู้จักฉันไม่นาน ขอบคุณจริงๆ"


มิสะกอดตอบ "อื้ม ขอบคุณเหมือนกัน"









พวกเธอตัดสินใจทำการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆ สองสามเรื่อง หนึ่งคือคำถามที่ว่าเรมจะย้ายออกเมื่อไรได้รับคำตอบเป็นเฟอร์นิเจอร์ใหม่และผ้าปูที่นอนนุ่ม เมื่อถึงวันเกิดสมมติของเธอ(ความจริงไม่มี แต่ถือว่าวันที่เจอกันครั้งแรกเป็น) มิสะจะให้ของขวัญซึ่งมักตามมาด้วยคำว่า


"ไม่อยากรบกวนเธอเลย" หรือ "ถ้าฉันตอบแทนได้ก็คงดี"


มิสะยินดีอธิบายเป็นล้านครั้งให้เรมฟังว่าอะไรที่เธอจำเป็นต้องมี รู้สึกชอบ หรืออยากได้ เธอก็ควรจะได้รับ ดีหน่อยที่เรมเริ่มจะเข้าใจเมื่อถูกเธอกรอกหูด้วยประโยคนั้นเป็นรอบที่ห้าสิบ


ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่แปลกแต่ก็น่าพอใจคือการแชร์เตียง พวกเธอสลับห้องนอน ห้องที่ใกล้ที่สุด ห้องที่รู้สึกอยากพักในคืนนั้น ครั้งแรกที่นอนข้างกันพวกเธอเขยิบออกห่าง เว้นที่ให้แก่กันและกัน แต่ตอนกลางดึกเรมจะกรีดร้องแล้วมิสะจะตื่นขึ้นมาปลอบ เช่นเดียวกับเมื่อมิสะฝันร้าย เรมจะรู้และอยู่เคียงข้าง ทั้งสองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเงียบๆ ก่อนจะพักผ่อนอีกครั้งโดยกุมมือกันไว้ ซึ่งมันรู้สึกดีกว่าต้องอยู่ตัวคนเดียวเป็นพันเท่า


บางคืนแสนสงบ บางคืนถูกรบกวนด้วยภาพแห่งความตายและเสียงหวีดแหลมอย่างทรมาน การนอนหลับกลายเป็นเหมือนการเอาชีวิตรอด ในคืนเหล่านั้นมิสะยังคงปลอบโยนอีกฝ่าย


"เรม ไม่เป็นไรนะ"


"ครั้งนี้เป็นเด็กตัวเล็กๆ เขาอายุแค่ห้าขวบ"


"ไม่เป็นไร เธอไม่ได้ทำอะไรผิด"


"ฉันไม่อยากนอนแล้ว! ไม่อยากเห็นมันอีกแล้ว"


"ไม่เป็นไรนะเรม ทุกอย่างจะโอเค เธอจะโอเค"


บางวันภาพพวกนั้นก็ตามหลอกหลอนจนถึงเช้า ถึงให้กระท่อมมีเพียงแสงสาดส่องแต่ว่างเปล่าเพราะพวกเธอออกมาจากห้อง


"สิบโมงแล้วนะ"


"ทำไม่ได้...ไม่อยากลุกจากเตียง มันมากเกินไป ทุกอย่างมันมากเกินไป"


"ฉันจะเอาอาหารเช้ามาให้ ผลไม้ก่อนแล้วกัน"


"...เราอยู่ในนี้สักพักได้ไหม?"


"ได้สิ"


"ขอโทษ"


"ไม่เป็นไร เธอพักผ่อนก่อนนะ"


ห้าเดือนแล้วตั้งแต่ที่เรมสารภาพว่าเป็นแบนชี เป็นเวลาเท่ากันกับที่มิสะเล่าสาเหตุที่แท้จริงที่เธอมาอยู่ในนี้ เมื่อวานเธอพึ่งเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อของใช้จำเป็น แน่นอนว่าเข้าร้านเน็ตเพื่อหาข่าวสาร แทบกรี๊ดลั่นร้านเมื่อรู้ว่าคดีใหญ่นั้นได้สืบสาวไปถึงตัวการเรียบร้อย มิสะไม่มีความผิดและไม่จำเป็นต้องหนีอีกต่อไป แต่ถึงงั้นพวกนั้นก็ไม่ได้ตามหาตัวเธออย่างที่ควรจะทำ ถึงประกาศว่ายังมีชีวิตคงได้แค่คำขอโทษส่งๆ ให้เรื่องจบ(เฮอะ จะไปจบได้ไง ไลท์ตายทั้งคน...) สุดท้ายมิสะก็ตัดสินใจจะอยู่ในป่านั้นต่อไปสักระยะ ขออีกแค่นิดเดียว อยู่กับเรมที่กระท่อมนั้นอีกสักนิด


"มิสะ" เรมปิดหนังสือลง "ฉันอยู่ที่นี่มาระยะนึงแล้วเนอะ"


"หกเดือน"


เรมยิ้มกว้าง "ฉันเคยเหงามาก"


"เธออยู่ไหนก่อนหน้านี้?" ไม่เคยได้รับคำตอบตรงไปตรงมาก่อนหน้านี้ และมันยังคงตามกวนใจเสมอมา แต่ในที่สุดพวกเธอก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีกต่อไป


"ร่อนเร่ไปเรื่อยๆ พักในเมืองไม่เกินสัปดาห์ก็เข้าป่าต่อ"


"หาอาหารกับน้ำจากไหน?"


เรมทำหน้านึก "น้ำฉันซื้อจากเมืองแล้วก็แบกมา อาหาร...กินประมาณ...สามวันครั้ง"


"พระเจ้า เรม!" มิสะตกใจลุกขึ้น "นั่นมันน้อยมาก"


"ฉันรู้ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานเท่าไร ฉันนอนบ่อยๆ ร้องไห้บ่อยๆ ร่อนเร่บ่อยๆ เหงาบ่อยๆ แล้วฉันก็กลัว กลัวไปซะทุกอย่าง" เธอหัวเราะราวกับไม่มีเรื่องให้ทุกข์ร้อน "ตอนนี้ฉันก็ยังกลัวอยู่"


"เรื่องอะไรล่ะ?"


"ไม่บอกหรอก"


"หา" มิสะแสร้งถกแขนเสื้อ "นี่กวนกันงั้นเหรอ!?"


"ก็บอกไม่ได้จริงๆ นี่" เรมยิ้ม "แต่ทุกอย่างจะโอเค มันจะไม่เป็นไรหรอก"


"อื้ม"


"เธอจะไม่ไปไหน"


"ถึงอยากเธอก็ไม่อนุญาตอยู่แล้ว"


คนฟังหัวเราะเสียงใส "เราจะอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ใช่ไหม?"


"แน่นอน"


เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวฤดูกาลแสนอบอุ่นก็มาเยือน ดอกไม้ใบหญ้างอกเงยขึ้นราวกับเป็นการเริ่มต้นใหม่ ก่อนจะรู้ตัวก็ผ่านมาหนึ่งปีแล้วนับตั้งแต่ได้เจอกันครั้งแรก มิสะพาเรมไปแนะนำให้ครอบครัวรู้จัก ให้พวกเขาได้เจอเพื่อนเพียงคนเดียวในสถานการณ์ยากลำบาก สาวผิวซีดคนนั้นถูกจับแต่งตัวทันสมัยเพราะกับเดรสสีขาวตัวเดิมคงมีแต่จะเหมือนผี เรมติดสอยห้อยตามไปถึงสุสาน มองมิสะวางช่อดอกไม้ที่หลุมศพ แม้จะไม่มีโอกาสได้เจอเขา เรมก็อธิษฐานขอให้มีความสุขในโลกหลังความตาย เขาดูแลมิสะอย่างดีและเธอจะช่วยรับช่วงต่อให้เอง


"มิสะ เธอใช้ชีวิตได้คุ้มค่าหรือยัง?"


"อื้ม นานแล้วที่ไม่ได้ยิ้มมากขนาดนี้" หญิงสาวยิ้มกว้างเป็นการยืนยันคำตอบ มือประสานอยู่ที่หน้าท้องเมื่อกำลังเอนกายอยู่บนเตียง "เหมือนจะหัวเราะบ่อยกว่าหายใจด้วยซ้ำ ฮะฮะฮะ"


มิสะไม่เคยรู้เลยว่าชีวิตจะเป็นเช่นนี้ เหมือนกับนั่งรถไฟเหาะ มันสามารถดำดิ่งในส่วนที่ลึกที่สุดก่อนพุ่งขึ้นสูงสลับกัน หลังจากการตายของไลท์และความหวาดระแวงเสมอมา ในที่สุดเธอก็อยู่ตรงนี้กับครอบครัวอามาเนะ คุณพ่อคุณแม่ยืนก้มหน้าร้องไห้ เจ้าน้องชายตัวโตทำเป็นเล่นเกมมือถือทั้งที่คอยลอบมองด้วยความเป็นห่วง เรมนั่งเก้าอี้ข้างเตียงคอยกุมมือของเธอเอาไว้


ความสงบของบรรยากาศที่ไม่ได้เงียบเหงาอีกต่อไปแล้ว


"นึกถึงพระเจ้าเอาไว้นะ" สาวผิวซีดพูดทั้งใบหน้าแห่งความเจ็บปวด


"เห ไม่เอาอะ นึกถึงไลท์ดีกว่า" มิสะพึมพำ เปลือกตาค่อยๆ ปิดลงก่อนเอ่ยประโยคต่อมาแผ่วเบาราวกับละเมอ "ก็ไม่ได้อยากอยู่กับพระเจ้าซะหน่อย"









----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เราเป็นสายแฮปปี้เอนดิ้งนะคะ ถึงจริงๆ พล็อตแรกวางให้มิสะโดนหมาป่าฆ่าตอนตามหาเรมก็เถอะ--- (เอ แต่จะเรียกนี่ว่าแฮปปี้เอนดิ้งได้ไหมน้า--- แค่ก!) ไม่เคยถนัดแนวดราม่าจริงๆ ;v; ทุกครั้งที่เขียนจนอารมณ์ดิ่งก็ชอบพาตัวเองออกมาตลอด กลัวจะจิตตกเอง ฟฟฟฟฟฟ

อาจจะมีบรรยายบางอย่างที่ชวนขมวดคิ้วหืมอยู่นะคะ เช่น มิสะผมดำ อื้ม หัวทองเด่นมากเลยนะ ถ้าโดนตามตัวก็ต้องเพิ่มความเนียนหน่อย หรือพยายามทำให้มิสะดูซึมแต่ก็ไม่ชัดเจนอีกเพราะเรมซึมกว่า (//ทุบโต๊ะ) ที่สำคัญทำไมกลายเป็นมิสะปกป้องเรมแทนฟระ!? ชัดเลย OOC---

จะบอกว่าเรมในเรื่องมาจาก Musical จ้า เรมที่เป็นห่วงมิสะหนักกว่าเดิม สวีทฮาร์ทคูณสิบและสวยมากกกกกกก แงงงงงงง พวกเธอไปดูซะ!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น