[รวม Fic. Death Note] Every ship is happening

ตอนที่ 102 : God of Misfortune (มัตสึดะ/ไลท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 98
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    24 ม.ค. 64


Pairing : มัตสึดะ/ไลท์

//AU มัตสึดะ เทพแห่งความโชคร้าย กับไลท์คุงกึ่ง 2015









ถึงเรื่องราวของเทพเจ้าจะล้าสมัยไปแล้ว แต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งสวดภาวนาต่อพวกเขาอยู่ เมื่อใครสักคนร้องขอ เหล่าเทพจะทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือในทันที เทพแห่งสงครามมักสอดส่องกองทหาร เทพีแห่งชัยชนะแทบลมจับทุกครั้งเมื่องานกีฬาระดับโลกมาถึง เทพและเทพีแห่งความรักแบ่งหน้าที่กันเป็นอย่างดีเพื่อมั่นใจว่าทุกคนจะได้ลงเอยกับคู่ชีวิต ในขณะที่เทพีแห่งการอกหักหัวเราะชั่วร้ายตามไปขัดขวางอย่างรวดเร็ว


ข้อความภาวนาซึ่งเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเทพเจ้าทั้งหมดจะเผยขึ้นบนก้อนเมฆประจำตัวของทุกองค์


เว้นเสียแต่หนึ่งองค์ ผู้อยู่ไกลแสนไกลจากความวุ่นวายของเหล่าเทพเจ้า แสนโดดเดี่ยวและเศร้าหมอง


มัตสึดะหลุบตาลงมองผู้สวดภาวนาที่โยนลูกเต๋าทั้งกำมือ ข้อความนั้นไม่ได้ส่งถึงเขา แต่เป็นน้องสาวซึ่งกำลังลงไปโปรยปรายโชคดีให้มนุษย์ผู้นั้นชนะอย่างน้อยสองสามครั้ง แน่นอน มันทำให้เขารู้สึกตะขิดตะขวงใจถ้าจะอยู่เฉยแทนที่จะไปสร้างสมดุล แต่ไม่มีใครภาวนาถึงมัตสึดะ ไม่มีเลย มนุษย์ปรารถนาแต่เพียงโชคดี


ไม่มีใครอยากให้เขาลงไปโปรยปรายโชคร้าย


ถอนทอนหายใจเป็นครั้งสุดท้าย มัตสึดะลุกขึ้นสัมผัสบานหน้าต่างซึ่งนำทางไปสู่โลก ล่องไปตามห้วงเส้นทางจนเมื่อผ่านพ้นชุดตอกาและปีกขนนกสีขาวของเขาที่มักจะสยายกว้างขวางในสรวงสวรรค์แปรเปลี่ยนเป็นฮู้ดสีน้ำเงินและกางเกงยีนส์ เมื่ออยู่บนพื้นที่โลกเสื้อผ้าก็ย่อมเปลี่ยนไปในทางที่มนุษย์นิยม เหมือนครั้งนี้ที่เขาเปิดประตูคาสิโนในญี่ปุ่น การมาถึงของเขาหมายถึงการมาถึงของโชคร้าย


คาสิโนในประเทศนี้พึ่งถูกกฎหมายได้ไม่นานแถมถ้าไม่ใช่ต่างชาติก็เล่นได้แค่สิบครั้งต่อเดือน เขาจึงกลมกลืนไปกับบรรยากาศแห่งความโลภได้โดยไม่ต้องล่องหน...แต่จริงๆ ก็ไม่เคยมีใครสนใจเขาอยู่แล้ว


เพียงแค่ยื่นนิ้วออกไปแตะชายเสื้อ ปลายเท้าของสาวน้อยผู้น่าสงสารก็ชนเข้ากับขาโต๊ะและเสียชิปพนันกว่าครึ่งให้คู่ต่อสู้ ใบหน้าแสนสิ้นหวังทำให้มัตสึดะกัดฟันเดินต่อไปอย่างรู้สึกผิด เป็นเพราะโชคดีที่มากเกินไปในสถานที่นี้ทำให้เขาต้องลงมือ ไม่ใช่เพราะความอยากเสียสักนิด


มัตสึดะย่ำเท้าผ่านตู้สล็อตแมชชีนที่เรียงรายในแนวขวาง ยื่นนิ้วออกไปสัมผัสทุกคนอย่างรวดเร็วแต่เบาพอที่จะไม่เป็นที่สังเกต เสียงสบถจากการเสียทรัพย์ดังเป็นทอดๆ แต่เทพผู้ดูแลก็ช่วยอะไรไม่ได้ พลังของเขาเป็นที่น่ารังเกียจเสมอและเขารู้ตัวดี


ในเวลาไม่นาน โชคของทั้งสถานที่ก็อยู่ในสภาวะสมดุลอีกครั้ง มัตสึดะนั่งลงกับเคาท์เตอร์สั่งน้ำผลไม้สักอย่างแก้เบื่อระหว่างรอดูสถานการณ์ รู้สึกหดหู่ใจทุกครั้งเมื่อมีใครเข้าใกล้เขาเกินไปจนเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น


ทว่าตอนที่ตัดสินใจกลับก้อนเมฆสุขสงบ เสียงหนึ่งกลับเข้ามาสู่โสตประสาท เขาได้ยินบางสิ่งที่ไม่ได้ยินมาระยะหนึ่งแล้ว


คำภาวนา


มัตสึดะอ้าปากค้างวิ่งหาที่ปลอดคนเพื่อที่จะล่องหน เมื่อเทพเจ้าอยู่บนพื้นโลก คำร้องขอจะมาในรูปแบบเสียงแจ้งเตือนเพื่อให้ความคาดหวังนั้นได้รับการพิจารณาโดยเร็วที่สุด


"ได้โปรด" เสียงสั่นเครือของเด็กหนุ่มแผ่วเบาเสียจนแทบจับไม่ได้ หากแต่มัตสึดะซึ่งอยู่อีกฟากของเกาะได้ยินมันอย่างชัดเจน "จะรถชน หัวใจวายหรืออะไรก็ได้...ได้โปรด..ได้โปรดหยุดพวกมันที!" มโนภาพของมัตสึดะเผยให้เห็นถึงชายสองคนพยายามจะถอดเสื้อผ้าของหญิงสาวออกกลางถนนยามค่ำคืน เพียงพริบตาเขาก็ย้ายมาอยู่ที่โตเกียว ข้างหน้ามีสิ่งที่เรียกได้ว่าอาชญากรรม ส่วนเด็กหนุ่มผู้แจ้งหันหลังหนีออกจากจุดเกิดเหตุก่อนจะมีใครรู้ถึงการมีอยู่ของพยาน


โดยยังตกใจกับสิ่งที่เห็นอยู่ มัตสึดะเค้นความคิดหาโชคร้ายที่เขาควรจะควบคุม จะให้หัวใจวายก็เป็นการพรากชีวิตคนอื่น ในกรณีนี้หากเร่งรัดมั่วซั่วคงไม่แคล้วมีรถพุ่งมาชนอย่างที่เด็กคนนั้นว่า ซึ่งถ้าต้องมีคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ที่ไหนโดนตั้งข้อหาทั้งที่เขาแค่ขับรถ มัตสึดะยอมตายเองจะดีเสียกว่า!


มือหยาบช้าปลดตะขอกางเกงสำเร็จแล้วตอนที่เทพแห่งความโชคร้ายลุกลี้ลุกลนจะช่วย มัตสึดะขยุ้มกลุ่มผมตัวเอง นึกหงุดหงิดที่อายุอันยาวนานไม่ได้ช่วยให้เขาฉลาดขึ้นเลย...พูดถึงความฉลาด


มัตสึดะสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนตะเบ็งสุดเสียง "เทพแห่งสติปัญญา ผมควรจะทำยังไงดี!!!"


ถึงจะดูน่าตลกที่เทพต้องมาร้องขอวิธีจากเทพด้วยกันแต่ตอนนี้ไม่ใช่สถานการณ์จะมาอับอายอะไรอีกแล้ว


เหมือนได้ยินเสียงบ่นงึมงำลอยมาตามลมพร้อมๆ กับไอเดียใหม่ที่ผุดขึ้นในหัว


นึกออกแล้ว! วิธีที่ได้ผลดีและไม่ทำให้ผู้บริสุทธิ์โดนลูกหลง!!


มัตสึดะบังคับพลังของตัวเองให้มั่นคงก่อนย้ายนายตำรวจจากสน.พื้นที่สิบคนถ้วนมาจุดเกิดเหตุ ชายหนุ่มในยูนิฟอร์มมองหน้ากันด้วยความฉงนแต่ก็ก็ละทิ้งความสงสัยเมื่อเห็นเหยื่อล้มลงกับพื้นและคนร้ายเตรียมจะขึ้นคร่อมจักรยานยนต์ ตำรวจร่างบึกบึนที่อยู่ใกล้ที่สุดเข้ารวบทั้งสองจากด้านหลัง ตำรวจจำนวนหนึ่งพุ่งไปช่วยล็อกตัวขณะที่อีกสองคนให้ความช่วยเหลือเหยื่อ บางคนถอดเนคไทของตนออกเพื่อนำมาใช้ต่างเชือกมัดข้อมือผู้ร้าย ต้องขอบคุณไหวพริบและการฝึกฝน พวกเขาควบคุมสถานการณ์ได้ในทันที


มัตสึดะในพื้นหลังอยู่รอจนรถตำรวจลับตาไป สองขาออกเดินตามทางเงียบสงบ ฮึมฮัมในลำคออย่างมีความสุขกับการทั้งช่วยชีวิตผู้อื่นและเติมเต็มคำภาวนาในคราวเดียวกัน เทพแห่งความโชคร้ายปรากฎตัวตรงหน้าบ้านเดี่ยวสองชั้นที่สัมผัสได้ถึงพลังงานของเด็กหนุ่ม เคลื่อนย้ายตนเองไปที่ชั้นสองซึ่งดูจะเป็นห้องนอน จากระเบียงมัตสึดะมองผ่านหน้าต่างไปเห็นเป้าหมายนั่งอยู่ที่โต๊ะ ผมสีน้ำตาลดูนุ่มมือและดวงตาสีน้ำผึ้งฉายแววความกระอักกระอ่วนใจ เคาะปากกาลงกับสมุดเป็นพักๆ เขาอาจครุ่นคริดหรือแค่เหม่อลอย มัตสึดะไม่อาจล่วงรู้


ด้วยความสงสัย มัตสึดะทะลุเข้ามาข้างในทั้งที่ยังล่องหน สอดส่องมองสิ่งที่ถูกเขียนอย่างใกล้ชิด


มันเป็นคำแสดงความเจ็บปวดกับสิ่งที่ต้องเผชิญเสมอเมื่อไปโรงเรียนหรือเมื่อทำงานพิเศษ มีใครบางคนรังแกเขามาเป็นเวลายาวนานแถมยังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มัตสึดะเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าเจ้าอันธพาลนั่นเกือบชนเด็กคนนี้ด้วยรถจักรยานยนต์เสียด้วยซ้ำ นี่มันหนักเกินไปจริงๆ...ข้อหาพยายามฆ่าได้เลยนะนั่น! ชายหนุ่มเหลือบมองอีกฝ่ายก่อนใช้พลังเป็นเกราะคุ้มครองให้ อย่างน้อยใครก็ตามที่คิดร้ายจะเจอเรื่องไม่ดีจนกลั่นแกล้งเขาไม่ได้ไปพักหนึ่ง


ตอนนี้มัตสึดะมีทางเลือกอยู่สอง ระหว่างทิ้งเขาไว้เผชิญปัญหาหรือช่วยเหลือผู้สวดภาวนาเพียงคนเดียวที่มี


ไม่เห็นต้องคิด


ด้วยเหตุนั้น แม้มันจะแตกต่างกับวิถีทางของเทพองค์อื่นที่มักปกปิดตัวตน มัตสึดะปล่อยให้เขามองเห็นได้จากมนุษย์ เด็กหนุ่มไม่ได้สังเกตในทีแรกด้วยสมองจดจ่ออยู่กับความเคียดแค้นในจิตใจ มัตสึดะรอ จนอีกฝ่ายรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างและหันขวับมาทางเขา


แหกปากเสียงดังลั่น ร่างทั้งร่างร่วงหล่นจากเก้าอี้ในทันที ดวงตาสีน้ำผึ้งเบิกกว้างราวกับเห็นปีศาจ เทพแห่งความโชคร้ายสะดุ้งเฮือก นึกสงสัยว่าเป็นเพราะเขาใกล้มากเกินไปหรือความตกใจระดับนี้เกิดขึ้นเป็นปกติกันแน่ ชายหนุ่มสะบัดหน้าไล่ความคิดพวกนั้น​ มองเด็กหนุ่มซึ่งมีสีหน้าหวาดกลัว​โดยไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วย


"ค..ใครน่ะ? คุณเป็นใคร!?" เขาตะโกนเสียงสั่น "เข้ามาในนี้ได้ยังไง!?"


ชายหนุ่มยกมือเกาท้ายทอยตัวเอง "อ่า...ผมมัตสึดะ โทวตะ เทพแห่งความโชคร้ายน่ะ"


สีหน้าที่สื่อออกมาไม่มีความเชื่อถืออยู่ในนั้นเสียสักนิด มัตสึดะรู้อยู่แล้วว่ามันยากในสภาพนี้ แต่ถ้าเป็นชุดปกติล่ะก็ไม่น่ามีปัญหา...ว่าแล้วก็ดีดนิ้ว ควันขาวสะอาดก่อตัวขึ้นชั่วครู่ก่อนชายหนุ่มจะอยู่ในชุดตอกาพร้อมปีกขนนกกลางหลัง


เนิ่นนานที่ทั้งสองสบประสานสายตาอย่างน่ากระอักกระอ่วน เด็กหนุ่มยกมือขึ้นมาลูบใบหน้าตัวเองแผ่วเบา "ฝันอะไรแปลกๆ"


"ไม่ใช่ฝันซะหน่อย" มัตสึดะยืนยันเสียงมั่นใจ "ผมได้ยินคำภาวนาของคุณเมื่อไม่นานมานี้---"


ร่างนั้นขยับตัวกะทันหัน เขาพยายามฝืนลุกขึ้นแต่ก็ต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด ดวงตาสีน้ำผึ้งดูสับสนหากแต่แข็งกร้าวเมื่อมองเทพตรงหน้า "จริงเหรอ? งั้นคุณก็ควรจะอยู่จัดการพวกคนเลวสิ คุณควรจะให้พวกมันเจอโชคร้ายไม่ใช่ผม"


"ผมทำเรียบร้อยแล้ว สองคนนั้นจะไม่มีโอกาสได้ทำร้ายใครอีกแน่"


คนผมน้ำตาลหันไปกดปุ่มที่เครื่องใช้ไฟฟ้าทรงสี่เหลี่ยม(โทรทัศน์...หากมัตสึดะจำไม่ผิด) เปลี่ยนช่องข่าวไปมาจนพบเข้ากับใบหน้าของผู้ก่อเหตุทั้งสอง พาดหัวข่าวเกี่ยวกับการพยายามอนาจารและข่มขืน มัตสึดะเอี้ยวตัวมาดู แม้แต่เขาที่เป็นเทพเองก็ยังตกใจที่เดี๋ยวนี้ข้อมูลอาชญากรรมส่งถึงประชาชนเร็วกว่าสมัยก่อนมาก


"คุณ...นี่คุณ...จริงเหรอเนี่ย!?" เด็กหนุ่มร้องอย่างไม่อยากจะเชื่อ มือที่ยื่นออกมาทำให้มัตสึดะต้องถอยตัวหนี


"อย่าแตะผม!" ชายหนุ่มหลบเลี่ยงทุกการสัมผัสอย่างฉิวเฉียด "คุณจะกลายเป็นคนโชคร้ายที่สุดในโลกไปตลอดชีวิต! โชคร้ายขนาดที่อาจโดนเขียนชื่อเลยก็ได้!"


"อ่า..." เด็กหนุ่มค่อยๆ ลดมือลง เลื่อนตัวไปนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง  "เขียนชื่อที่คุณว่านี่คือ...?"


"พวกเทพแห่งความตายจะเขียนชื่อฆ่าบางคนให้ตายก่อนเวลาเพื่อต่อชีวิตพวกเขาน่ะสิ"


"เทพแห่งความตาย? แสดงว่าเราสวดภาวนาถึงพวกเขาได้"


"แบบนั้นไม่ได้หรอกครับ" ชายหนุ่มปฏิเสธทันควัน "ความตายเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของชีวิตมนุษย์ จะอ้อนวอนขอร้องเท่าไรมันก็ไม่ช่วยอะไรหรอก เทพที่ดูแลเรื่องนี้จึงเป็นกลุ่มเดียวที่ไม่ได้มีหน้าที่ช่วยแต่ทำลายชีวิตด้วยการเขียนชื่อ มันก็เหมือนการสุ่มนั่นแหละ อายุขัยที่เหลือของมนุษย์แค่หนึ่งคนก็มากพอที่จะให้เขาไม่เขียนชื่อได้หลายสิบปี แต่ถ้าคุณได้รับโชคร้ายของผม คุณอาจโดนเขียนในเร็วๆ นี้ก็ได้..."


พอรู้ตัวว่าเกือบสัมผัสการตายของตัวเอง สีหน้าของอีกฝ่ายก็ซีดเผือก  "ทั้งหมดนี่...เรื่องจริงเหรอครับ?"


"ครับ" มัตสึดะพยักหน้าตอบรับ "ที่ผมอยากจะพูดก่อนหน้านี้ก็คือ คุณเป็นคนแรกที่สวดภาวนาถึงผมในรอบหลายปี" เทพผู้โดดเดี่ยวทอดถอนใจก่อนนั่งลงกับปลายเตียง ดวงตาสีน้ำตาลสบมองเด็กหนุ่มอย่างตรงไปตรงมา "ผมก็แค่อยากมาดูว่าคุณเป็นใคร คนที่มีความปรารถนาให้ผมช่วยเติมเต็ม"


"คุณมาหาผมด้วยตัวเองเลย...ไม่ใช่ว่าพวกเทพจะมีพลังพิเศษรู้ได้เลยหรอกเหรอครับ?" เด็กหนุ่มตั้งข้อสังเกต


"ผมอยู่บนโลกตอนที่คุณร้องขอ ถ้าอยู่ในสรวงสวรรค์คำภาวนาจะปรากฎบนก้อนเมฆของเทพแต่ละองค์" มัตสึดะยืดหลังขึ้นเล็กน้อย น่าแปลกใจที่ผู้มีพลังมหาศาลขนาดนี้กลับดูธรรมดาเหมือนมนุษย์ปกติ ดวงตาสีน้ำผึ้งลอบมองอย่างสงสัยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยทักอะไร "ว่าแต่คุณชื่ออะไรนะ?"


เหมือนจะมีความลังเลบางอย่างลอยอยู่รอบตัวเด็กหนุ่ม เขากัดริมฝีปากด้วยความลำบากใจแต่ก็รู้ดีว่าถึงไม่บอก เทพเจ้าก็สามารถไปหาคำตอบได้เองอยู่แล้ว "ยางามิ ไลท์"









มัตสึดะเห็นไวรัสเด้งขึ้นมาบนคอมพิวเตอร์เป็นรอบที่เจ็ดของเดือน เทพแห่งความโชคร้ายส่ายหน้าอย่างปลงจิต เขานี่ไปไหนก็สร้างความพินาศให้กับที่นั้นยิ่งกว่าเจ้าเด็กแว่นโบว์แดงเสียอีก ยังดีที่ยางามิคนลูกเขียนโค้ดป้องกันไวรัสพร้อมอัปเกรดการป้องกันไว้เสียแน่นหนา เจ้ากล่องสีเหลี่ยมเลยยังใช้ได้มาถึงทุกวันนี้ ถึงมัตสึดะจะไม่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีสมัยใหม่แต่ก็รู้ได้ทันทีว่าไลท์มีความสามารถไม่น้อย ก็ไม่ใช่ทุกคนจะทนอยู่กับตัวโชคร้ายอย่างเขาได้โดยคอมไม่ระเบิดนี่


ชายหนุ่มในชุดโรมันโบราณล้มลงกับเตียงนุ่มที่มีกลิ่นอายของมนุษย์จางๆ ปล่อยให้ปีกขนนกแผ่ขยายออกข้างล่างตัวเขา แน่นอน การกระทำแบบนี้เรียกสายตาดุๆ และเสียงพึมพำของผู้ภาวนาเพียงหนึ่งเดียวของเขาได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อสัมผัสกันไม่ได้เขาก็ถือไพ่เหนือกว่า มัตสึดะสามารถแกล้งได้นานเท่าที่เขาต้องการและไลท์ทำอะไรไม่ได้นอกจากทน


สามปีผ่านไปตั้งแต่ไลท์เริ่มสวดภาวนาถึงเขา หลังจากแนะนำตัวเสร็จมัตสึดะเพียงแค่ขอบคุณ อธิบายเกี่ยวกับหน้าที่ของตัวเองและจากไป แต่ผ่านไปไม่ถึงเดือน ไลท์ก็สวดภาวนาอีกครั้ง เจ้าอันธพาลนั่นหันไปเล่นงานเพื่อนเขาแทน มัตสึดะจึงมอบโชคร้ายเล็กๆ น้อยๆ เป็นของขวัญให้เจ้าเด็กไม่ดีคนนั้น เพื่อเป็นการตอบแทน ไลท์ถามมัตสึดะว่าอยากได้อะไรเป็นพิเศษไหม ในฐานะเทพเขาส่ายหน้าด้วยหน้าที่ของเขาเป็นการให้โดยไม่หวังผล แต่ลึกๆ แล้วมัตสึดะก็รู้สึกมีความสุขที่ไลท์ถาม ไม่เคยมีใครอยากตอบแทนเขามาก่อนเลย


ไลท์เองก็คิดอยู่นานว่าเทพอย่างเขาจะขาดอะไรไปได้ สรวงสวรรค์คงมีทุกอย่างหากเขาต้องการ สุดท้ายจึงลงเอยด้วยกาแฟชงเองหนึ่งถ้วย ทุกครั้งที่ความปรารถนาสำเร็จ มนุษย์และเทพผู้ดูแลจะนั่งสนทนากันเล็กน้อยจนเครื่องดื่มหมด


ตอนแรกมัตสึดะคิดว่าเขาจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้ซึ่งมิตรสหายเช่นเดิม...แต่ไลท์ไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น เด็กหนุ่มคนนี้มีมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศที่ต่อให้คนไม่ชอบหน้ามาก่อนลองคุยก็สนิทด้วยง่ายๆ เขาแสดงให้มัตสึดะได้เห็นถึงหลายเรื่องที่ไม่รู้เกี่ยวกับมนุษย์ สังคมของพวกเขาและแนะนำเทคโนโลยีน่าสนใจจำนวนมาก


บ้านยางามิ เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นสถานที่คุ้นเคยไปเสียแล้ว เทพแห่งความโชคร้ายใช้เวลาว่างทั้งหมดไปกับเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวที่เชื่อในตัวเขา ยางามิ ไลท์พาเขาออกไปสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวมากมายและถึงแม้เขาจะเป็นสาเหตุความวุ่นวายหลายๆ อย่าง ไลท์ก็ไม่เคยว่าแถมช่วยตามแก้ด้วยความเต็มใจ


เทพองค์อื่นไม่เคยคิดว่าเขามีประโยชน์ด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้มัตสึดะก็คิดเช่นเดียวกันและเกือบจะเลิกใช้พลังเป็นการถาวร แต่ในวันนั้นเขาได้เจอกับผู้ภาวนาที่ร้องขอเพื่อคนอื่น มีจิตใจมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนโลกไปในทางที่ดีขึ้น และตอนนี้มัตสึดะรู้ตัวแล้วว่าเขากำลังบิดเบือนโชคของโลกใบนี้อยู่ในขณะที่ปกป้องไลท์จากความชั่วร้ายไปด้วย


มัตสึดะอยากให้ไลท์มีความสุข และเขายอมทำได้ทุกอย่างเพื่อกันเด็กคนนี้ออกจากเรื่องไม่ดี


กะทันหันประตูห้องนอนเปิดออกและกระแทกปิดมันเสียงดังสนั่น ชายหนุ่มบนเตียงสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ มองไลท์ที่ขมวดคิ้วหน้าเคร่งเครียดประกายความรุนแรงฉายชัดในแววตา เขาไม่เคยเห็นไลท์โกรธหรือหงุดหงิดกับอะไรขนาดนี้มาก่อน


"มัตสึดะซัง" เสียงนุ่มที่กดลงต่ำอย่างอันตรายทำเอาคนถูกเรียกขนลุกซู่


"อ..อะไร มีอะไรเหรอครับไลท์คุง?" มัตสึดะลุกขึ้นนั่ง นึกทบทวนว่าเขาไปทำอะไรผิดไว้บ้าง ท่อประปาแตก แก๊สรั่ว หรือว่าโปรเจคพัง? ไม่ มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วและเขาแค่โดนไลท์ตะเพิดออกจากบ้านเป็นเวลาสามเดือน


"คุณพ่อเกือบหัวใจวาย!" ไลท์กระแทกเสียง สาวเท้าเข้ามาราวกับนักมวยเข้าหาคู่ต่อสู้ "คุณบอกผมว่าเขาจะไม่เป็นไร!"


ชายหนุ่มร่นตัวถอยลงฝั่งตรงข้ามของเตียง ก้มหลบหมัดที่พุ่งมาอย่างรวดเร็ว เขายอมให้ไลท์โดนตัวไม่ได้เด็ดขาด! "เขาควรจะไม่เป็นไรสิ!" มัตสึดะร้อง "ผมขอให้น้องสาวมอบโชคดีให้เขาแล้ว...แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลยเหรอ!?"



แม้ว่าไลท์จะหยุดยืนนิ่งแล้วแต่ชายหนุ่มก็ทำให้แน่ใจว่าระยะห่างมีมากพอที่จะหนีได้ถ้าอีกฝ่ายระเบิดอารมณ์อีกครั้ง "งั้นมันก็เป็นความผิดของผมงั้นสิ?" ดวงตาสีน้ำผึ้งตวัดมองเขา


"ผิด? ผิดอะไรครับ ไลท์คุงไม่ได้ทำอะไรผิด"


"ผิดที่อยู่กับตัวโชคร้ายแบบนายไง!"


สรรพนามที่เปลี่ยนไปเป็นเครื่องยืนยันว่าความสัมพันธ์ของพวกเขากำลังพังลงทีละน้อย...


"ไม่ใช่นะครับ! ผมไม่เคยปล่อยให้โชคร้ายเข้าถึงตัวคุณเลย!" มัตสึดะหมายความตามที่พูด ต่อให้เกิดเรื่องมากมายขึ้นแต่เขาก็ไม่เคยยอมให้พลังของตัวเองส่งผลโดยตรงกับไลท์ ยิ่งกับคนที่ไลท์รักยิ่งไม่ได้!


"นั่นไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าฉันอยู่กับนายทุกวันมาเป็นปีแล้วเจ้าบ้า! มันอาจส่งผลกับทุกคนในบ้านฉันไปแล้ว!"


มัตสึดะกัดริมฝีปากด้วยความรู้สึกมากมายที่ผสมปนเปอยู่ในอก "ไลท์คุง...ยางามิซังอายุมากแถมยังทำงานอย่างหนัก แม้แต่โชคดีที่สุดก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความตายได้ ผมเคยบอกคุณแล้ว เวลาของเขากำลังจะหม--"


"ไม่!" น้ำตาค่อยๆ เอ่อล้นออกมาจากดวงตาคู่สวย ไลท์กัดฟันกลั้นเสียงสะอื้น "เขาจะไม่เป็นไร เขาจะดีขึ้น คุณพ่อ...คุณพ่อจะไม่ตาย" เด็กหนุ่มผู้แสนสุภาพนุ่มนวลเขม็งตาจ้องเขาก่อนประกาศกร้าว "ถ้าไม่มีนายทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้!"


มัตสึดะก้มลงมองพื้น "ไลท์คุง--"


"ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้! แล้วไม่ต้องสะเออะกลับมาอีก!!!"










ต้นกุหลาบสังหารของเทพีแห่งห้วงเวลาดุร้ายยิ่งกว่าตัวเจ้าของเป็นร้อยเท่าพันทวี ทว่าหนามแหลมคมและกลีบสีดำเคลือบยาพิษไม่สามารถทำอะไรผู้ที่แค่เข้าใกล้ก็ทำให้พืชทุกชนิดเหี่ยวเฉาเช่นเขาได้ มัตสึดะควบคุมความโชคร้ายที่มีมากเป็นพิเศษ จากการอยู่ร่วมกับไลท์ทำให้เขากดพวกมันไม่ให้แสดงออกมากที่สุดจนกลายเป็นพลังมหาศาล  เขาใกล้ถึงส่วนที่เก็บนาฬิกาชีวิตของมนุษย​์ขณะที่มีต้นหนึ่งเกาะขาซ้ายเขาแน่นจนเลือดไหลซึมทุกครั้งที่พยายามดึงออก แต่ก่อนที่จะได้ตั้งสมาธิปล่อยความโชคร้าย เขาก็ได้เจอกับโชคร้ายเสียเอง...มิโซระ นาโอมิกอดอกมองเขาดิ้นรนก่อนจะกระชากตัวออกมาด้วยมือข้างเดียว



หลังจากเป็นฝ่ายถูกหิ้วมาพักใหญ่มิโซระก็ปล่อยเขาลงโดยไม่แม้แต่จะเตือน ชายหนุ่มทรุดตัวลงหน้าทิ่มพื้น พวกเขาอยู่บนก้อนเมฆที่ใหญ่สุดบนสรวงสวรรค์ ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองของราชาเทพแห่งความตาย...ราชาของพวกเขาทั้งหมด


"มีอะไรงั้นรึ มิโซระ?" องค์ราชาบนบัลลังก์ถามอย่างสนอกสนใจ


"ฉันพบมัตสึดะซังอยู่ในสวนของฉันค่ะท่าน" มิโซระกล่าวเสียงราบเรียบแต่ดูก็รู้ว่าไม่ยอมปล่อยผู้กระทำผิดโดยเด็ดขาด


มัตสึดะแสร้งทำเป็นน้อยใจ "ผมก็แค่จะไปเยี่ยมเอง"


"ขอความจริงค่ะ"


"ผมพูดจริงนะครับ!"


องค์ราชาส่งเสียงปรามทั้งสองก่อนชูนาฬิกาทรายซึ่งฝั่งบนกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว "กำลังหานี่อยู่งั้นหรือ?" ต่อให้นำเทพที่ประเมินเวลาชีวิตไม่เป็นมาวิเคราะห์ก็รู้ว่าไม่มีทางอยู่ได้เกินหนึ่งสัปดาห์ มัตสึดะรู้ได้ทันทีว่านั่นเป็นของใคร เขาสบถกับตัวเองเบาๆ เมื่อรู้ว่าเรื่องมันสายเกินแก้แล้ว


โครงกระดูกสัตว์ร้ายเอนตัวมาข้างหน้า เสียงทรงอำนาจเอ่ยเอื้อนอย่างชัดถ้อย "มัตสึดะ โทวตะ...ที่นี่มีกฎซึ่งเทพเจ้าห้ามเข้าไปยุ่ง"


ดวงตาสีน้ำตาลหลุบลงต่ำ "ผมรู้ ผมรู้ครับ แต่ว่า..."


"ไม่มีข้อยกเว้น นี่พยายามจะช่วยมนุษย์ผู้ไหนงั้นหรือ?"


"ไม่มีใครเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ครับ" มัตสึดะยืนกรานไม่ยอมรับ


"แล้วทำไมถึงได้พยายาม-"


"ผมไม่ได้ทำ!" ผู้มีศักดิ์ต่ำกว่าแทรกขึ้นมาทั้งเนื้อตัวสั่นเทา "ผมไม่ได้พยายามทำอะไรทั้งนั้น!"


"งั้นหรือ?" องค์ราชาทอดหายใจออกมาก่อนหันไปเอ่ยสั่งมิโซระ "นำตัวยางามิ ไลท์มาที่นี่"


"อะไรนะ?! ไม่!" เขาพุ่งตัวไปทางที่หญิงสาวคนนั้นอยู่แต่ก็สายไปเสียแล้ว เธอหายไปก่อนกลับมาอีกครั้งในเพียงพริบตา ในมือจับแขนของเด็กหนุ่มผมน้ำตาล "ไลท์คุง!" มัตสึดะร้องเรียกเมื่อสังเกตได้ถึงใบหน้าที่คุ้นเคยมาตลอดสามปี


"มัตสึดะซัง" ไลท์เรียกเขาราวกับขอความช่วยเหลือ ก่อนเสียงนุ่มๆ จะเปลี่ยนเป็นตวาดอย่างเกรี้ยวกราด "เกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย? ฉันบอกให้นายไสหัวไป!"


"มัตสึดะ โทวตะได้ทำการละเมิดกฎอย่างร้ายแรงภายใต้นามของเธอ ยางามิ ไลท์" องค์ราชาอธิบายให้มนุษย์เพียงหนึ่งเดียวในที่นี้ "ด้วยเหตุนั้น เขาต้องถูกทัณฑ์ทรมานก่อนโดนประหาร"


"อะไรนะ!?" ไลท์เบิกตากว้างกับสิ่งที่ได้ยิน


เทพแห่งความตายส่งต่อนาฬิกาทรายให้มิโซระ หญิงสาวเดินกลับมามอบสิ่งนั้นให้เด็กหนุ่มพิจารณา ดวงตาคมมองเขาอย่างเสียดแทงกว่าหนามกุหลาบต้นไหนๆ "รู้ไหมว่านี่เป็นเวลาชีวิตของใคร?"


ด้วยการเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน ไลท์อ้าปากค้าง "คุณพ่อ!"


"มัตสึดะซังพยายามจะขโมยมัน"


เด็กหนุ่มหันไปมองเทพแห่งความโชคร้าย ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในใจแต่ไลท์ไม่อาจสื่อสิ่งใดไปถึงอีกฝ่าย...คำขอโทษสำหรับการกระทำที่ผ่านมา ทั้งที่มัตสึดะทำทุกอย่างเพื่อเขาแท้ๆ ดวงตาสีน้ำผึ้งที่อ่อนลงหันกลับมาสบหญิงสาวตรงหน้า "เหรอครับ?" เขาถามเสียงแผ่ว


"เป็นเรื่องจริง" องค์ราชายืนยันด้วยตนเอง "เพื่อเธอ...เธอขอให้เขาทำหรือ?"


"ไม่ครับ" เด็กหนุ่มปฏิเสธในทันที


"เธอได้พูดเป็นนัยว่าอยากให้เขาทำรึเปล่า?"


"ผมคิดว่าไม่"


"งั้นนี่ก็เป็นการตัดสินใจของมัตสึดะ โทวตะเพียงผู้เดียว" องค์ราชาประกาศคำพิพากษาอย่างเด็ดขาด "เขาจะต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว แต่กับเธอ ยางามิ ไลท์ ไม่มีทางใดเลยที่จะลบความทรงจำในฐานะมนุษย์ ชีวิตของเธอผูกพันด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้า และมีแต่ความตายที่จะเปลี่ยนแปลงมันได้"


"ไม่! ไม่ ได้โปรด ผมขอร้อง" เทพแห่งความโชคร้ายทรุดตัวลง กดหน้าผากของตนแนบพื้นเสียงสั่นเทา "ได้โปรดอย่าฆ่าเขา! เขาไม่ได้ทำอะไรผิด!"


องค์ราชาปรายสายตามองเขาแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าสนทนากับมนุษย์คนเดิม "แต่ก็ยังมีหนทางอยู่ เวลาในฐานะเทพเจ้าของมัตสึดะ โทวตะจะจบลงและจะถูกแทนที่ด้วยผู้อื่น...ถ้าเธอรับข้อเสนอล่ะก็ เธอจะต้องเริ่มต้นใหม่โดยมีความทรงจำบิดเบือน เธอจะลืมเรื่องของเขา เธอจะคิดว่าตนนั้นเป็นเขา"


ไลท์เหมือนกำลังต่อสู้กับความคิดของตัวเอง มัตสึดะก้มลงด้วยความสิ้นหวังที่กลืนกินไปทั่วร่าง เขารู้ได้ทันทีว่าในตอนสุดท้ายเด็กคนนี้จะยอมรับข้อเสนอ "ถ้าผมตกลง คุณจะช่วยยืดเวลาให้คุณพ่อได้ไหมครับ?"


"แน่นอน เขาจะจบชีวิตก็ต่อเมื่ออายุมากเกินไปเท่านั้น หรือก็คือแก่ตายนั่นแหละ" มือกระดูกขององค์ราชายื่นออกมาก่อนภายในนาฬิกาชีวิตของยางามิ โซอิจิโร่จะพลิกผันจนทรายของฝั่งบนมีมากกว่าฝั่งล่าง


"ถือว่านั่นเป็นคำตกลงสินะ? เธอจะกลายเป็นเทพแห่งความโชคร้าย"


เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึกก่อนพยักหน้าตอบรับ "ครับ ผมจะ...อยู่แทนที่มัตสึดะซัง...แต่เขาจะเป็นไงบ้างงั้นเหรอครับ?"


"ไม่ใช่สิ่งที่เธอควรจะรู้" นั่นคือคำตอบที่เขาได้ องค์ราชาลงจากบัลลังก์เพื่อแตะนิ้วชี้ที่หน้าผากของไลท์ หลังจากที่อีกฝ่ายผละออกไปเด็กหนุ่มก็รู้สึกถึงหัวใจที่กระตุกวูบด้วยความเจ็บปวดชั่วครู่ "พวกเธอทั้งสองสามารถร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้าย"


มัตสึดะมองเด็กหนุ่มที่เดินตรงมา เขายันตัวลุกขึ้นทั้งน้ำตาที่เปรอะเปื้อนใบหน้า ได้แต่สงสัยว่าเมื่อไรกันที่เขาร้องไห้ ยกสองมือขึ้นมาขยี้ตาที่แดงช้ำของตนขณะที่เสียงสะอื้นที่กลั้นไว้ค่อยๆ เล็ดรอดออกมา ไลท์อยู่ใกล้กับเขามาก ใกล้เกินไป มัตสึดะพยายามถอยหนี พยายามกันเขาออกจากการสัมผัส


ไลท์ยกมือของเขาขึ้นมากอบกุม มัตสึดะเกือบลืมไปแล้วว่ามือของมนุษย์อุ่นเพียงใด มันช่างอุ่นจนร้อนวาบไปถึงหัวใจ เป็นความรู้สึกของการมีชีวิตซึ่งเขาไม่ได้สัมผัสมาเป็นเวลานาน


รู้สึกได้ถึงพลังที่ถ่ายเทสู่ร่างกายของไลท์ เขาจ้องมองดวงตาสีน้ำผึ้งคู่สวยที่บัดนี้แดงก่ำดั่งเลือด เสื้อผ้ามนุษย์แปรเปลี่ยนเป็นชุดตอกาสีหม่นราวกับยามราตรีกาล ปีกขนนกสีดำสนิทสยายออกจากแผ่นหลังโอบอุ้มพวกเขาไว้ด้วยกัน ใบหน้าอ่อนเยาว์มีรอยยิ้มบางเบาขณะที่มอบอ้อมกอดให้กันเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย









โทวตะสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ตกลงมาผ่านหน้าเขาไป ดวงตาสีน้ำตาลเบนลงมองขนนกสีดำยาวเท่ามือคน ย่อตัวลงหยิบมาพินิจทั้งสีหน้างุนงง นึกสงสัยว่าต้องเป็นนกยักษ์ขนาดไหนกันแน่ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก็เห็นแต่เพียงเมฆอึมครึมบดบังดวงอาทิตย์


เขาโยนมันทิ้งข้างทางอย่างไม่ใส่ใจก่อนเดินทางต่อไป


เมื่อเลี้ยวตรงหัวมุมถนนก็พบกับโรงพยาบาลที่เป็นจุดหมาย วันนี้คุณพ่อจะดีขึ้นไหมนะ? ได้แต่ภาวนาขอให้เทพีแห่งความโชคดีอยู่ข้างเขา อาการคุณพ่อทรุดหนักเมื่อไม่นานมานี้แต่โทวตะก็มีความหวังว่าเขาจะดีขึ้น


สูดหายใจเข้าด้วยความลุ้น เขาเปิดประตูสมองก็ขบคิดถึงสิ่งที่อยากจะพูดจนชนเข้ากับชายร่างใหญ่สักคน ด้วยความตกใจโทวตะผงะถอยหลังแทบก้นจ้ำเบ้า "ขอโทษครับ!"


"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร" ชายวัยกลางคนตบหลังเขาเบาๆ ดวงตาหลังกรอบแว่นฉายแววความใจดีทำให้คนอายุน้อยกว่ายิ้มกว้าง


"โห คุณพ่อ!" โทวตะกระโดดเข้าไปกอดอีกฝ่ายเป็นเด็ก "ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วใช่ไหมครับ!? หายแล้วใช่ไหมครับ!?"


โซอิจิโร่ยักไหล่ "ก็ดีขึ้นนิดหน่อย แต่วันนี้ต้องไปงานสำคัญเขาเลยอนุญาต เดี๋ยวเสร็จแล้วพ่อก็ต้องกลับมาอยู่ดี"


"โอ้..." หนุ่มหน้าซื่อมองสำรวจสูทสีขาวของอีกฝ่าย "งานแต่งเหรอครับ?"


รอยยิ้มหายไปในทันที โซอิจิโร่ส่ายหน้าน้อยๆ "ไม่ใช่หรอก จะไปด้วยกันไหมล่ะ?"


"ครับ" โทวตะเดินตามพ่อของเขาไปขึ้นแท็กซี่ที่พยาบาลช่วยเรียกให้


"ไปอยู่เมืองนอกมานานคงยังไม่รู้ข่าวสินะ" ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของเขามีเพียงความว่างเปล่า "เราจะไปงานศพน้องชายของลูก เขาเสียแล้ว"


โทวตะได้แต่ก้มหน้าส่งเสียงอืมเบาๆ ว่ารับรู้ ถึงจะไม่เคยเจอน้องคนนี้เลยแต่พอทราบข่าวว่าเขาจากไปก็อดรู้สึกเสียใจไม่ได้


"เขาเป็นเด็กดี เป็นความภาคภูมิใจของครอบครัวเรา พ่อยอมรับเลยว่าทำตัวไม่ถูกเลยตอนรู้เรื่อง" โซอิจิโร่เล่าด้วยน้ำราบเรียบทว่ามีแววความโศกเศร้าอยู่ในนั้น "ทั้งอยู่ให้กำลังใจ คอยดูแลตอนพ่อนอนติดเตียง น่าเสียดายจริงๆ ที่เขาไม่มีทางได้รู้ว่าพ่อดีขึ้นถึงขนาดนี้"


ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งรู้สึกหดหู่ ทว่าโทวตะกลับมีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ คำถามที่ไม่ว่าจะคิดทบทวนเท่าไรก็ไม่มีวันได้คำตอบ "ขอโทษนะครับคุณพ่อ ผมนี่มันแย่จริงๆ ผม...ผมจำชื่อน้องไม่ได้เลย"


"ไลท์" โซอิจิโร่ยิ้มบางเมื่อเอ่ยชื่อนั้น "น้องชื่อยางามิ ไลท์"










--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #132 [ LuksornNoy ] (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 01:56
    หนึ่งในจุดเด่นของฟิคAUของคุณไฮน์ก็คือมันมักจะมีเรื่องเหลือเชื่อแต่ก็ดูเชื่อมโยงกับแบบออริจินอลได้ ประมาณว่าแบบ โห! คิดได้ไงเนี่ย! ในฐานะไรท์เหมือนๆกันคือรู้สึกชื่นชมมากเลยค่ะ มันทำให้เราคิดได้ทุกทีว่าจินตนาการนี่มันกว้างใหญ่จริงๆ
    จะว่าไป อันนี้ทีเเรกนึกว่ามัตสึดะจะกลายเป็นคนสาปอาชญากรให้ตายแทนการให้ไลท์เขียนชื่อซะอีก ลืมนึกไปเลยว่านั่นคงoocแหงๆ งือ ไลท์ก็ใจร้ายเกิน แต่คงเพราะเป็นเรื่องของพ่อ จะร้อนใจจนสติหลุดก็ไม่แปลกอะนะ
    ปล.จะเข็นให้เสร็จค่ะ จะlukelightหรือlawlightสักช็อตหนึ่ง ก่อนเดือนธันวานี้ เราจะเข็นออกมาให้ได้ค่ะ สัญญา
    #132
    1
    • #132-1 ไฮน์จะไม่ดองนิยาย(จากตอนที่ 102)
      29 กันยายน 2562 / 21:19
      เขียน AU ทีไรก็กลัวจะ OOC จริงๆ ค่ะ ;-; ดีใจจังที่คราวนี้ค่อนข้างโอเค

      มัตสึดะนี่ดูจะอ่อนไหวง่ายจังเลยนะคะ เป็นคนใสซื่อที่ต่อให้ไม่ชอบอาชญากรรมแต่ก็เลือกที่จะไม่พรากชีวิตผู้อื่น~ ไลท์ใจร้ายที่สุด แต่เพราะครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญเลยทำให้เขาวิตกกังวลหนักขนาดนี้ โอ๋ๆ นะทั้งสองคน

      รอฟิคอยู่ค่ะไม่ว่าจะคู่ไหนก็ตาม~! > < น้องไลท์นี่กินกับใครก็อร่อย--- //ก้มหลบหมัด
      #132-1