นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

ยอดวิวรวม

17

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


17

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


2
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  26 มี.ค. 64 / 21:20 น.
นิยาย 『Oumatsu』silience

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
Silience (n.)

         the kind of unnoticed excellence that carries on around you every day, unremarkably—the hidden talents of friends and coworkers, the fleeting solos of subway buskers, the slapdash eloquence of anonymous users, the unseen portfolios of aspiring artists




21 zebra.txt กำลังแสดง 21 zebra.txt

เนื้อเรื่อง อัปเดต 26 มี.ค. 64 / 21:20


(∫˘▽˘) ∫ AU no killing game!, talent swap pianist→←supreme leader
 

 

 

 

เพราะโลกนี้มีเสียงเพลง บทบรรเลงที่โอบสัมผัสอบอุ่น ตัวโน้ตโหมกระหน่ำนุ่มนวลราวหยาดฝนพรำ กล่อมให้หลับใหลบนผิวน้ำแห่งท่วงทำนอง แกว่งไกวร่างกายดำลึกลงในห้วงทะเลยามแสงจันทร์สาดส่อง
 

อาคามัตสึ คาเอเดะกระชับหูฟัง หลับตาลงฮัมเพลงคลอตามจังหวะในไฮ-เอ็นด์ รถไฟฟ้าเคลื่อนตัวโอนเอนเป็นเพียงคลื่นความถี่ที่เลือนรางจางหาย หมุนเวียนระหว่างอันดันเตและอัลเลโกร หญิงสาวนับจังหวะหนึ่ง, สอง, สาม—จึงลุกขึ้น กะพริบตารับแสงอาทิตย์ยามเย็นของสถานีปลายทาง
 

เธอมาถึงก่อนเวลาสามชั่วโมง คอนเสิร์ตฮอลล์ที่โอฉะโนะมิสุยังคงเป็นสถานที่โปรดในการปลีกวิเวก ความเงียบสงบของโถงจัดแสดงไร้ผู้คน ที่นี่เธอสามารถเอนกายบนเก้าอี้บุหนัง ทำราวกับได้สลับฟังเสียงเปียโนก้องกังวาน ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความเรียบเรื่อย ผ่อนคลายจากเอกสารงานธุรกิจอะไรก็ตามบนโลก บางครั้งเธอก็ขังตัวเองนอนข้ามคืน แต่ไม่ใช่กับวันนี้
 

ในอีกสามชั่วโมง โอมะ โคคิจิจะขึ้นบรรเลง โอมะ โคคิจิคนนั้นที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดนักเปียโนแห่งยุค ชายหนุ่มผู้มากล้นด้วยพรสวรรค์ โด่งดังเป็นประวัติการณ์จากคลิปไวรัลในอินเทอร์เน็ต นับตั้งแต่ตอนนั้น เขาสะกดทุกความสนใจของวงการเพลงคลาสสิกให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
 

ในอีกสามชั่วโมงเท่านั้น อาคามัตสึจะได้เจอโอมะตัวเป็นๆ ครั้งแรก เธอเคยเห็นก็แต่ตามวิดีโอที่อัดไว้แบบย้อนแสง ส่วนใหญ่จะเป็นสมัยยังเด็กจนต้องใช้ที่รองแพดเดิลเพราะขาไม่ถึง ชื่อเขาโผล่ไปทั่วเลยล่ะทั้งโฆษณา แอดแคมเปญ เครดิตหนัง แต่ไม่ยักเปิดเผยใบหน้า จากบทสัมภาษณ์นึงเห็นจะว่านักดนตรีไม่ควรมีสิ่งอื่นที่เหนือกว่าฝีมือทางดนตรี รวมถึงหน้าตาด้วย ซึ่งน่าเสียดายที่เขาดันสอบตกในส่วนนี้—อารมณ์ขันแบบแปลกๆ นั่นคงเป็นตัวตนเขาเหมือนกัน และไม่ลืมเลยที่จะหัวเราะเสียงใสราวกับเด็กซุกซนขณะโปรโมทคอมพลิเลชันล่าสุดที่รวบรวมเพลงชุดตั้งแต่ Moonlight Sonata, Fantasie Impromptu ไปจนถึง Suite Bergamasque
 

อาจจะน่าอายไปสักหน่อย แต่เธอพรีออเดอร์ซีดีนั้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ปล่อยลงเว็บไซต์ออฟฟิเชียล และน่าอายขึ้นไปอีกถ้าจะบอกว่าวันนั้นคอมพิวเตอร์ทั้งองค์กร สมาชิกทุกคน รวมหัวกันระดมกำลังกดเอาแผ่นลิมิเต็ดที่มีลายเซ็นเจ้าตัวให้เธอไปนอนกอด หมึกปากกาเนื้อแน่น ฟังด้วยรักและทะนุถนอม ของดีเก็บไว้ฟังคนเดียว ใครยืมขอให้ไล่มันไปซื้อเอง ร่ำรวย! แถมรูปวาดขยิบตายิ้มหวานที่โดดจากธีมคลาสสิกไปเสียหน่อย กระนั้นก็ต้องยื้อตัวเองสุดฤทธิ์ไม่ให้เอามันไปล้อมกรอบทองห้อยผนังก่อนเปิดฟัง
 

เหมือนบางสิ่งสัมผัสที่ปลายเท้า อาคามัตสึสะดุ้งผุดลุกกับเงาร่างที่มาไม่ให้สุ้มให้เสียง
 

ตรงหน้าคือเด็กหนุ่มท่าทางอายุน้อยกว่าเธอสักสามสี่ปีกำลังเลิกคิ้วฉงน
 

“ถ้าจะมาดูเปียโน ยังเหลืออีกสามชั่วโมงก่อนงานเริ่มนะ” เขาพูดเสียงเนิบเหมือนกำลังล้อเลียน
 

คนฟังขมวดคิ้วมุ่น “ฉันรู้น่า—แค่อยาก..เตรียมตัวไว้ก่อน” แน่สิว่าเธอรู้เวลา ก็เธอเป็นคนดีลกับผู้จัดการของโอมะจัดคอนเสิร์ตนี้ ประสานงานกันหัวยุ่งให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยจนถึงฟ้าสางที่แล้ว นี่จนถึงวินาทีสุดท้ายจะให้ผ่อนคลายในฮอลล์ของตัวเองไม่ได้เลยเหรอ
 

ไม่คุ้นหน้าเลยสักนิด ถึงรูปลักษณ์จะอ่อนเยาว์ไปบ้างแต่การพูดจามั่นใจเหมือนมีธุระที่นี่ ไม่เป็นออแกไนซ์เซอร์นอกองค์กรเธอก็คงผีเจ้าที่ล่ะมั้ง “ต้องมาก่อนตั้งสามชั่วโมงเชียว”
 

“เป็นบิ๊กแฟนน่ะ” ตอบเสียงติดรำคาญเพราะฝั่งนั้นดูจะเคลือบแคลงกันเหลือเกิน อีกฝ่ายจ้องเธอครู่นึง หรี่ตาลงราวกับประเมิน ก่อนถอนใจผุดรอยยิ้มขี้เล่นเข้ามาแทนที่
 

“คร้าบ คร้าบ งั้นให้อยู่ก็ได้” เขาเอนตัวลงเก้าอี้ข้างเคียง พิงพนักประสานสองมือหนุนศีรษะสบายใจเฉิบ
 

อาคามัตสึถอดหูฟังลงพักที่ลำคอ “นี่ทำงานบนเวทีหรืออะไร?”
 

ประกายขบขันจุดขึ้นในดวงตาขณะที่เด็กหนุ่มพยักหน้า “ทำนองนั้น” สายตาจับจ้องไปที่แกรนด์เปียโนสีขาวจดบนเวที อาคามัตสึมองเขาสลับกับมัน
 

“เล่นเป็นไหม?”
 

เขาไหวไหล่ “นิดหน่อย เธอล่ะ?”
 

ได้แต่ส่ายหน้ากลับไปทั้งเสียงหัวเราะ “ถ้าได้ก็ดีสิ เคยลงไปสองสามคอร์ส แต่คงจะไม่มีเซ้นส์ซะล่ะมั้ง” เธอทำนิ้วเป็นกดแป้นอากาศ เด็กหนุ่มเอียงคอ เหม่อมองไปที่เปียโนนั้นอีกครั้ง หันกลับมาทั้งรอยยิ้มกว้าง
 

“ให้สอนไหม ไม่ได้ยากอะไรหรอก”
 

อาคามัตสึชะงัก “อย่าเลยดีกว่า...ฉัน—เรา—ทำแบบนั้นไม่ได้ เดี๋ยวก็โดนจับหรอก” เธอเป็นเจ้าของฮอลล์นี้ก็จริง แต่ก็แค่ทุกอย่างยกเว้นเปียโนนั่น เฉียดเข้าใกล้ไม่ได้เด็ดขาดเลย
 

เด็กหนุ่มยิ่งตาเป็นประกาย “เข้าใจล่ะ แค่อย่าให้ใครจับได้ก็พอใช่ไหม” ลุกขึ้นดึงกึ่งลากอีกฝ่ายไปตามพรมกำมะหยี่
 

“ไม่! ไม่! เราทำแบบนั้นไม่ได้—!” อาคามัตสึลนลานดึงแขนตัวเองกลับจนกลายเป็นการชักเย่อเล็กๆ แต่ลงท้ายคนตัวเล็กกว่ากลับเป็นฝ่ายพาเธอขึ้นเวทีได้สำเร็จ ตรงกลางพื้นไล่ระดับสำหรับวงออร์เคสตร้า แกรนด์เปียโนขาวเนื้อละเอียดตั้งตระหง่าน ชีทเพลงพักอยู่กลางที่วางโน้ตชวนให้ทำลายความเงียบอันไม่น่าอภิรมย์นี้ วินาทีนั้นในอกเธอเต้นผิดจังหวะ
 

“เถอะน่า” เด็กหนุ่มกระซิบ คลายสัมผัสจากเธอเข้าหาจุดที่ไฟสาดกระทบ หญิงสาวจับจ้องฝาเปียโนวาววับ ไม่อาจละสายตาจากแป้นกดสีดำขาวที่ทอประกายราวกับกำลังส่งรอยยิ้ม สองขาก้าวตามหลังเด็กหนุ่มจนถึงเก้าอี้ ทันทีที่นั่งลงด้วยกันก็ยืดหลังขึ้นตามสัญชาตญาณ ลมหายใจขาดช่วง
 

“อย่าเพิ่งเป็นลมเป็นแล้งไปซะก่อน ฉันแบกลงบันไดไม่ไหวรู้ไหม” ไล้ปลายนิ้วที่แป้นขาว การเคลื่อนไหวนั้นชวนให้จับจ้องไม่รู้จบราวกับต้องมนต์สะกด “มันก็แค่เปียโน”
 

แค่เปียโน?” อาคามัตสึทวนเหมือนได้ยินเรื่องน่าขำ “แค่เปียโนที่สวยที่สุดที่ฉันเคยเห็นสิไม่ว่า”
 

“ของโอมะจังน่ะ” อีกฝ่ายว่าพลางพลิกชีทเพลง เล่นเอาคนตั้งใจมาคอนเสิร์ตต้องเบี่ยงสายตา ยังไงก็จะไม่ยอมโดนสปอยล์ชื่อเพลงเด็ดขาด “แกรนด์เปียโนหลังโปรด เขาพาไปทุกที่ที่แสดง”
 

“อื้อ พอจะได้ยินมาเหมือนกัน” รู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมา แนวไหล่ยกขึ้นสูงรับกับข้อมือที่กำเนื้อกระโปรงบนตักแน่น “พอคิดว่าโอมะซังบรรเลงเปียโนหลังนี้...” ความร้อนผ่าวไล้ใบหน้านวลจนแก้มเริ่มขึ้นสี มือไม้สั่นแต่ต้องกำชับสติตัวเองไม่ให้กระโจนเข้าสัมผัส ขณะที่เด็กหนุ่มข้างกายเพียงแค่มองเธอแล้วหัวเราะเสียงใส
 

“ชอบเขาขนาดนั้นเชียว?”
 

“เขาทำให้เสียงดนตรีมีชีวิต” เธอตอบกลับได้โดยไม่ต้องคิด “เหมือนกับส่งต่อเรื่องราว เรื่องราวที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ ไม่ว่าพวกเขาจะพูดภาษาอะไร ไม่ว่าจะเป็นใคร และฉันคิดว่านั่นวิเศษมาก”
 

อีกฝ่ายพยักหน้ารับฟัง ทำหน้านึกตามไปด้วยอย่างสนอกสนใจ
 

“เพลงโปรดล่ะ?”
 

“ของโอมะซัง?”

เขาไหวไหล่ “ของใครก็ช่าง”

หญิงสาวยิ้มกว้าง “Clair de Lune ไม่รู้สิ ทั้ง Suite Bergamasque ก็เพราะมากนั่นแหละ แต่ท่อนนี้จับใจจริงๆ...”

อีกฝ่ายขัดเธอด้วยโน้ตเปิดเพลง Clair de Lune ทำให้หญิงสาวค่อยๆ เงียบลง ถ้อยคำติดอยู่ที่ริมฝีปาก ขณะปลายนิ้วพรมตามท่วงทำนองคล้ายเต้นรำจังหวะวอลซ์ มือขวาไล่ระดับคีย์สลับกับมือซ้ายที่ดีดรับจังหวะแผ่วเบา อาคามัตสึเขยิบเว้นระยะ เกือบลุกขึ้นยืนให้พื้นที่อีกฝ่ายได้สะดวก หากเด็กหนุ่มเพียงระบายยิ้ม โคลงศีรษะ

เธอจึงอยู่ต่อ

ความรู้สึกคลุมเครือพวกนี้คืออะไร ราวกับความหนักอึ้งเคล้ารอยน้ำตาสุมอยู่ในอก แล่นผ่านแผ่นหลังจนเจ็บปวด ราวกับโลกทั้งใบหลอมละลายใต้แป้นกดและเส้นลวดที่ถักทอ เอฟ อี ดี-แฟลต เข้าด้วยกัน อารมณ์ความรู้สึกนั้นส่งผ่านถาโถม ดีดเด้งเข้ามาในร่างกายเธอจนไม่เหลืออะไรมากไปกว่าท่วงทำนองเย็นเยียบ หญิงสาวกระซิบเคียงจังหวะ ปิดเปลือกตาลง รอยยิ้มกว้างประดับสองแก้ม

เมื่อบทเพลงสิ้นสุดลง อาคามัตสึลืมตา ปรบมือด้วยความชื่นชมสุดหัวใจ

“ว้าว! เก่งนะเนี่ย เอาดีด้านนี้เลยยังได้!”

อีกฝ่ายหัวเราะ ไล้ปลายนิ้วตามคีย์ขาว “เล่นมาตั้งแต่เด็กน่ะ...เอาล่ะ ตาเธอบ้าง”
 

รอยยิ้มเป็นอันหุบดังฉับ
 

“ฮะ? ไม่ ฉันเล่นไม่—”
 

อีกฝ่ายไม่รอความยกฝ่ามือเธอวางเหนือคีย์เปียโน ปรับท่าทางจนพอใจจึงกดนิ้วชี้ลงแนบกับเธอที่แป้นตัวดี
 

อาคามัตสึเกือบดึงมือกลับแล้วแต่เธอรอฟังอีกฝ่ายอธิบาย แนะแนวทางให้ออกแรงกดแค่พอเหมาะ ควรจัดวางปลายนิ้วที่ตำแหน่งไหน และการทำฝ่ามือโอบขึ้นตลอดเวลาเหมือนกำลังประคองไข่ไก่ พยายามอย่าให้มันหลุดมือ
 

อาคามัตสึพยักหน้า ขมวดคิ้วเพ่งสมาธิดีดซี-เมเจอร์สุดความสามารถ บางครั้งระหว่างไล่คีย์ เด็กหนุ่มก็ผุดลุกขึ้นขนาบหลัง โน้มตัวเข้ามาเพื่อให้มือที่ซ้อนทับช่วยนำเธอ “เยี่ยม...แบบนั้นแหละ เก่งมาก” น้ำเสียงที่มักทีเล่นทีจริงติดจะทุ้มสงบเมื่อถึงคราวต้องจริงจัง หญิงสาวรู้สึกมีแรงฮึด อยากจะเรียนรู้ให้เร็วยิ่งขึ้นและรับคำชมแบบนั้นอีกเรื่อยๆ
 

และเมื่อเริ่มไล่สเกลขึ้นลงจนจบทั้งสองมือโดยไม่มีผิดพลาด เธอก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ
 

“ทำได้แล้ว!”
 

“ทำได้แล้วนะ~!” อีกฝ่ายแสดงความยินดี ยิ้มร่าไปกับความสำเร็จของเธอราวกับมันเป็นชัยชนะเวทีระดับโลกก็ไม่ปาน ทว่าการเฉลิมฉลองก็ต้องถูกแทรกด้วยเสียงแกร๊กของบานพับประตูเวที หญิงสาวคนหนึ่งแง้มหน้าเข้ามาน้อยๆ
 

“ขึ้นโซนเวทีไม่ได้นะคะ—อ๊ะ ขอโทษค่ะ ดิฉันไม่ทราบว่าเป็น—”
 

เด็กหนุ่มแปะสองมือขัดเธอเสียงเริงร่า “ถึงเวลาโอมะจังแต่งหน้าแต่งตัวสินะ บอกให้ทางนั้นรอเดี๋ยวละกัน” หญิงสาวผงกศีรษะ ปิดประตูกลับหลังเวทีไม่มีท่าทีถือสาหาความอะไรพวกเขา อาคามัตสึเผลอถอนใจด้วยความโล่งอก ถ้าคอนเสิร์ตต้องยกเลิกเพราะไปทำเจ้าตัวเขาไม่พอใจคงแย่ ยังไม่นับแฟนคลับคนนี้ที่มีหวังเศร้าซึมกินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน
 

“เอ่อ คงต้องไปทำงานแล้วใช่ไหม” เธอเปรยเสียงแผ่ว มือขยุมเนื้อกระโปรงหวังไล่ความเสียใจที่จะต้องจากเพื่อนใหม่ อีกฝ่ายเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน เขาทำหน้าหงอยจนเกือบจะทักแล้วว่านี่ไม่ได้แกล้งตีหน้าเศร้าใช่ไหม
 

“มีธุระอะไรหลังจบการแสดงรึเปล่า? บางทีเราอาจจะหาอะไรสนุกๆ ทำกัน...แบบว่า! แอบๆ ดีดเปียโนนี่อีกสักรอบก่อนโอมะจังจะส่งคนมาขนมันกลับบ้าน”
 

เธอพยักหน้าตอบรับโดยไม่ต้องคิด “เอาสิ! นัดกันตรงไหนดีล่ะ”
 

เด็กหนุ่มหันมองรอบข้าง “ไว้เดี๋ยวส่งข้อความไปแล้วกัน” ล้วงกระเป๋ากางเกงยื่นมือถือให้ อาคามัตสึรับมันไปกดตัวเลขด้วยหัวใจที่ชุ่มชื่น อย่างน้อยก็มีช่องทางการติดต่อ
 

“เรารู้เบอร์กันก่อนชื่อซะอีกนะเนี่ย” เธอกระเซ้าหวังให้มีการแนะนำตัวเล็กๆ ก่อนจากลา แต่เด็กหนุ่มคนนั้นเพียงยิ้มรับ หญิงสาวคนเดิมแง้มประตูหลังเวทีอีกครั้ง อ้าปากจะพูดอะไรสักอย่าง “เจอกันหลังการแสดงนะ!” พอดีกับที่เขาตัดคำ อีกฝ่ายฮัมเพลงอารมณ์ดีวิ่งเหยาะลงจากเวที หายไปกับเธอคนนั้น ประตูปิดลงทิ้งให้ใต้แสงไฟเหลือเพียงอาคามัตสึ คาเอเดะและแกรนด์เปียโน เธอหันกลับไปหามัน ไล่ปลายนิ้วเหนือแป้นนุ่มนวล
 

“เขาดูแลเธอดีรึเปล่า? ต้องรักเธอมากแน่ๆ ถึงพาไปด้วยทุกที่แบบนี้” หญิงสาวถอนใจ กดลงอย่างเบามือ ดี-แฟลต กังวานทั่วโถงอันว่างเปล่า คงจะมีแต่กำแพงและเพดานที่ขานรับตัวโน้ต
 

อาคามัตสึปล่อยให้ตนเองซึมซาบกับเสียงแว่วหวานนั้นครู่นึงจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ ลงจากเวทีปล่อยให้เครื่องดนตรีได้พักผ่อนก่อนการแสดงจริง
 

กลับไปประจำที่นั่งของตน เปิดมือถือฆ่าเวลาไปเรื่อยขณะผู้คนทยอยกันเข้ามาในฮอลล์ ทั้งรองเท้าขัดมันและส้นสูง ทั้งสูทและชุดกระโปรงยาว เธอตรวจทรงผมตัวเอง ริบบอนดอกไม้ ปัดรอบเดรสชมพูสดใสก่อนลุกไปทักทายคนรู้จักบ้าง จนใกล้ถึงเวลาเริ่ม น่าแปลกที่เธอมารอก่อนเสียตั้งนานแต่กลับไม่ช่วยให้ตื่นเต้นน้อยลงเลย อาคามัตสึยืดหลังขึ้นขณะที่เวลาผ่านไปนาทีต่อนาที ฮอลล์ที่บรรจุผู้ชมเต็มไปด้วยบทสนทนา เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ กระทั่งร่างหนึ่งก้าวเข้ามา โดดเด่นและเป็นธรรมชาติไม่ต่างจากบทเพลงของเขา
 

เสียงปรบมือดังกระหึ่มต้อนรับพระเอกของงาน
 

อาคามัตสึอ้าปากค้าง เด็กหนุ่ม ไม่—ชายหนุ่มคนนั้นที่ลากเธอขึ้นเวที คนที่สอนซี-สเกลเธอ เล่น Clair de Lune ให้เธอและขอเบอร์เธอ
 

คือโอมะ โคคิจิ
 

เรือนผมยุ่งเหยิงเซ็ตเป็นทรง ดวงตากลมโตที่มักฉายแววขี้เล่นเป็นประกายยามต้องแสงไฟ สูทขาวจดเชิ้ตม่วงอ่อนรับผ้าผูกคอตารางหมากรุกเสริมให้ดูคล้ายนักธุรกิจเสียมากกว่า ร่างนั้นหยุดลงตรงกลางเวที ส่งยิ้มให้ผู้ชมแล้วจึงโค้งอ่อนน้อม
 

เขานั่งลงกับเก้าอี้ รองเท้าหนังประจำที่แพดเดิลเริ่มบรรเลงบทเพลงเปิด อาคามัตสึพองลมในแก้มจ้องการเคลื่อนไหวนิ้วมือนั้นที่คุ้นตาอย่างไม่น่าให้อภัย ก็เธอเพิ่งได้เห็นของจริงกับตาในระยะเผาขนเมื่อสองชั่วโมงก่อนนี้เอง
 

ทว่าระยะห่างกลับทำให้มันดูต่างออกไป เมื่อนั่งอยู่ในฝูงชน มองกลับไปยังใต้แสงไฟยิ่งส่งให้ร่างนั้นดูสง่างาม เสียงสอดประสานของตัวโน้ตฟังดูคล้ายท่วงทำนองจากสวรรค์
 

โอมะบรรเลงเปียโนราวกับเป็นเรื่องง่ายดาย หลายปีแห่งความรักและทุ่มเทสะท้อนความพยายามนั้นจนดูราวกับไม่ต้องพยายามอีกต่อไป อาคามัตสึปล่อยให้เสียงดนตรีขับกล่อม โอบอุ้มอย่างอ่อนโยน แผ่วเบา ฮัมเพลงคลอไปกับตัวเองในใจด้วยไม่อยากรบกวนที่นั่งข้างเคียง แต่เหตุผลที่แท้จริงคงเป็นตัวเธอเองไม่อยากได้ยินเสียงรบกวนอื่นใดนอกจากเครื่องดนตรีตรงหน้าและผู้บรรเลงคนนั้น
 

Clair de Lune คือท่อนสุดท้าย เขาจงใจเก็บมันไว้หลัง Passepied

ก่อนเริ่มบรรเลง นักเปียโนคนนั้นหันมาทางผู้ชมอีกครั้ง

“บทเพลงต่อไปนี้ ผมขอมอบให้กับเพื่อนใหม่” กระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ราวกับจะแซว คนโดนกล่าวถึงกลางเวทีอับอายแทบละลายหายลงไปกับเบาะ หน้าร้อนผ่าวจนเหมือนไข้จะขึ้นเมื่อนักเปียโนคนนั้นมองตรงมาที่เธอไม่คิดปิดบัง “เธอผู้มีเสียงหัวเราะนุ่มนวลราวกับแสงจันทร์”
 

 

 

 

เมื่อการแสดงสิ้นสุด เสียงปรบมือกระหึ่มก้องกังวานทั่วทั้งฮอลล์ยิ่งกว่าพายุฝนโหมกระหน่ำ อาคามัตสึยืนขึ้นร่วมปรบมือเช่นเดียวกันขณะที่โอมะโค้งคำนับ วิ่งจ้อลงบันไดเวทีแล้วกลับขึ้นมาอีกรอบ โค้งใหม่อีกครั้ง คิดว่าตัวเองอายุเท่าไรกัน ผู้ชมเองก็บ้าจี้ปรบมือรอบสองให้เสียด้วย

แสงไฟค่อยๆ สลัวขึ้นจนสว่างในที่สุด ผู้ชมทยอยกันออกจากฮอลล์คอนเสิร์ต พูดคุยถึงการแสดงตราตรึงใจเมื่อสักครู่ เทคนิคและอารมณ์ที่สื่อสารออกมา ขณะที่อาคามัตสึยังอยู่ที่นั่งของตน พยายามรวบรวมความคิดและเรื่องราวทั้งหมดในวันนี้ สะดุ้งโหยงเมื่อโทรศัพท์สั่นขึ้นน้อยๆ

ข้างเวที

เธอลุกขึ้นเดินลงจากที่นั่ง ไล่สายตาตามจุดนัดพบ นั่นไงเขา เจ้าคนน่าหมั่นไส้ที่ส่งยิ้มกว้างขวาง โบกมือให้เหมือนเมื่อกี๊ไม่ได้เพิ่งจบโซโล่คอนเสิร์ตมา

 

 

 

 

—————————————————————————————————————————————————————

ผลงานอื่นๆ ของ Heinewriter1313

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น