Slave นายไม่ใช่ทาสของใคร [JAETEN]

ตอนที่ 33 : รามูจ แม่ทัพนักล่าเมือง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    12 พ.ค. 61

“อย่าลืมกลับมาหาพวกเราบ่อยๆนะ”


     โดยองพยักหน้ารับเบาๆ บรรยากาศที่แสนสนุกสนานได้กลับเข้ามาในปราสาทอีกครั้งหลังจากที่เงียบเหงามานานเพราะมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ยูตะกับฮันซลที่แต่ก่อนพักนอกวังตอนนี้ก็ได้ย้ายเข้ามาในวังทำให้ทุกค่ำคืนเหล่าบรรดาองค์ชายทั้งหลายมีการจัดเลี้ยงฉลองกันบ่อยๆ


“เตนล์นายช่ำชองเรื่องสมุนไพรมากแค่ไหน”ยูตะถามอย่างสนใจเพราะเขาได้ยินได้ฟังจากแจฮยอนและมาร์คมาว่าคนตัวเล็กนี่เก่งเรื่องพืชสมุนไพรมากทีเดียว


“ไม่ได้ช่ำชองมากเหมือนผู้อาวุโสหรอก”


“แต่การที่นายเข้าเป็นนักปรุงยาของที่นี่ตั้งแต่อายุยังน้อยมันก็เรียกว่าเก่งมากไม่ใช่หรอ”ยูตะขมวดคิ้วอย่างสงสัย


“เพราะเตนล์อยู่กับมันมามากล่ะมั้ง”


“นายนี่ดูเป็นคนแปลกและเข้าหายากแต่พอลองคุยก็ไม่ได้ยากอะไรนี่”ฮัลซลว่าเสริมจากที่แอบฟังยูตะและเตนล์คุยกัน


“เตนล์เหนื่อยรึเปล่าไปพักก่อนไหมเย็นๆค่อยเข้ามาช่วยเตรียมจัดของ”แทยงเดินเข้ามาโอบไหล่เล็กก่อนจะถามอย่างนุ่มนวล แม้จะเป็นปฏิกิริยาที่แปลกใหม่สำหรับเตนล์เพราะปกติแทยงไม่ได้อ่อนโยนกับเขามากแต่ตอนนี้กลับทำให้เตนล์ต้องกลั้นขำ


“หัวเราะอะไร”คนเป็นพี่ถามหน้าดุกับเตนล์แต่สำหรับคนอื่นที่มองมันก็แค่ใบหน้าอ่อนโยนแค่นั้น ใครๆก็รู้ว่าสำหรับแทยงที่รักน้องยิ่งกว่าอะไรไม่เคยที่จะดุจะด่าอะไรน้องชายตัวเองจริงๆเลยสักครั้ง


“แทยงทำอะไรที่เตนล์ไม่คุ้นนี่นา”


“เห็นไหมฮันซลฉันบอกนายแล้วว่าแทยงน่ะไม่กล้าดุเตนล์หรอก”ยูตะสะกิดคนตัวสูงกว่าก่อนจะกระซิบกระซาบเบาๆ


“ฉันได้ยินมันนะยูตะ”


“หูดีเป็นบ้า มดเดินนายได้ยินรึเปล่าเนี่ย”คำพูดของยูตะทำให้เตนล์ไม่กลั้นขำอีกต่อไปเพราะเตนล์ได้ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างไม่ปิดบัง


“อยากตายรึไง”แทยงทำหน้าดุกลับไปให้ยูตะทันทีและมันก็เป็นใบหน้าที่เตนล์ไม่เคยได้รับจากคนเป็นพี่


“ทำไมต้องว่าพี่ยูตะเขาด้วยล่ะแทยง พี่เขาแค่หยอกเล่นเองนะ”


“ดูสิครับเตนล์พี่แทยงของเตนล์น่ะไม่เคยพูดดีกับเราเลย”ยูตะยั่วโมโหแทยงอีกครั้งเพราะตอนนี้เขามีเตนล์เป็นเกาะกำบังให้กับพี่ชายที่หวงน้องคนนี้


“ทะเลาะอะไรกัน เตนล์ไปพักเถอะเย็นๆค่อยเข้ามา”จอห์นนี่โอบเอวแทยงก่อนจะหันไปบอกให้เตนล์ไปพักผ่อนส่วนแทอิลมาร์คโดยองได้แยกกันออกไปก่อนแล้วเพราะทั้งสามมีเรื่องที่ต้องไปทำมากมาย ส่วนที่เหลือแม้จะไม่มีอะไรทำแต่การกลับไปพักผ่อนเพื่อเตรียมงานเลี้ยงเย็นนี้ก็เป็นสิ่งดีไม่น้อย


“แล้ว.......”


“มีพี่เลี้ยงดูแลไม่เป็นไรหรอกเผลอๆเย็นนี้หายดีแล้วด้วยซ้ำไป”จอห์นนี่ลูบหัวเตนล์เบาๆอย่างเอ็นดูก่อนจะก้มไปมองคนรักที่นิ่งเงียบเพื่อรอให้พวกเขาคุยกัน


“ส่วนนายนะแทยงอาจจะไม่ได้พักเพราะหน้าที่ขององค์รักษ์นายต้องออกไปดูนอกเมืองกับฉัน”


“เตนล์กลับบ้านได้เองใช่ไหม?”แทยงไม่ได้สนใจกษัตริย์เลยเขากลับหันไปพูดกับเตนล์ที่ทำหน้างงเหมือนไม่รู้ว่าต้องเริ่มไปที่ไหนก่อนเพราะคนอื่นๆก็เดินอกจากห้องโถงไปกันหมดแล้วเหลือเพียงแต่พวกเขาทั้งสามคน


“ได้ครับ”


“ดูหน้าก็รู้ว่าลืมทางกลับบ้าน”แทยงผลักหัวน้องชายตัวเองเบาๆก่อนจะหันไปหาจอห์นนี่ที่รู้ดีว่าคนรักของตัวเองกำลังจะพูดและสื่ออะไร


“ก็เดินไปส่งกันสามคนนี่แหละ เราไม่ได้เดินเล่นกันมานานแล้วนะ”จอห์นนี่ตัดสินใจแทนทันทีเพราะยังไงเขาก็ยังพอมีเวลาก่อนการทำงานที่ต้องเดินทางเข้าเมืองเพื่อตรวจดูความสงบและการพัฒนาในอนาคต


“ไม่เป็นไรครับเตนล์เดินกลับเองได้”


“อย่าดื้อสิ เกิดหลงทางทำยังไง”แทยงดุเล็กน้อย เขาเป็นห่วงน้องชายคนนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงจริงๆ






“องค์ชายคะอย่ารีบร้อนเพคะ!!!”เสียงโหวกเหวกโวยวายจากหน้าห้องโถงทำให้ทั้งสามหันไปมองอย่างพร้อมเพรียงและก็เป็นร่างสูงที่อยู่ในชุดนอนสบายสีขาวที่ดูยับๆจากการนอนผมที่ชี้ไม่เป็นทรงแต่ก็ไม่ได้ทำให้หน้าตาหล่อนั้นดูแปลกไปเลย ใบหน้าที่ดูอ่อนแรงจ้องมายังพวกเขาทั้งสามทันทีก่อนที่ขายาวนั้นจะรีบจ่ำอ้าวยาวๆเข้ามา



พรึบ อ้อมกอดที่ดูอุ่นเพราะคงยังไม่ฟื้นไข้ดีทำให้เตนล์ตกใจนิดหน่อยแต่เมื่อคิดได้ทันเขาก็กอดตอบกับอ้อมแขนที่โอบเขาไว้แทบมิดอก ร่างสูงที่วิ่งเข้ามากอดนั้นนิ่งเงียบทันทีส่วนแทยงและจอห์นนี่ก็ได้แต่มองหน้ากันและตัดสินใจเดินออกไปรอด้านนอกทันที


“นายมาจริงๆด้วย”


“แจฮยอน...เตนล์หายใจไม่ออก”เสียงที่อุดอู้อยู่ที่อกทำให้แจฮยอนรีบผละร่างเล็กออกก่อนจะลูบใบหน้าขาวนั้นอย่างโหยหา สายตาที่ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็อบอุ่นเสมอสำหรับเตนล์ถูกจ้องมองมาเนิ่นนานจนเตนล์รู้สึกว่าเขาต้องพูดอะไรบางอย่าง


“ทำไมรีบลุกออกมาแบบนี้ หายดีแล้วหรอ”


“ผู้ดูแลบอกว่านายมาป้อนยาให้ ฉันก็รีบลุกออกมานี่แหละ มาตั้งแต่เมื่อไหร่”เตนล์ยกยิ้มอ่อนๆให้แจฮยอนก่อนจะค่อยๆประคองคนที่พึ่งรู้สึกตัวว่าไม่มีแรงทันทีเพราะทันทีที่พูดจบขาแจฮยอนก็รู้สึกทรงไม่อยู่เขารีบซบคนที่ตัวเล็กกว่าทันที


“เป็นอะไรรึเปล่า? ไปนั่งก่อนนะแจฮยอน”แม้ขนาดตัวจะต่างกันมากแต่เตนล์ก็พาแจฮยอนมานั่งยังเก้าอี้หรูได้ไม่ยาก ระหว่างที่แจฮยอนนอนหมดแรงที่เก้าอี้ตัวยาวเตนล์รีบมองหาผู้ดูแลที่เขาเองก็พึ่งรู้สึกตัวว่าไม่มีใครอยู่ในห้องนี้เลย


“อย่าพึ่งเรียก”แจฮยอนว่าเบาๆก่อนจะช้อนตาขึ้นมองคนที่ยืนกังวลหันซ้ายหันขวามองหาคนอื่น


“อยากอยู่สองคน”เพียงเท่านั้นเตนล์ก็ถอนหายใจเบาๆเพราะนี่คงเป็นอาการของคนป่วยที่ดูจะเอาแต่ใจและที่สำคัญเตนล์พึ่งเห็นด้านนี้ของแจฮยอน ด้านที่ออดอ้อนกับเขาราวกับเด็กๆ


“ตอนเย็นเตนล์กะจะเข้ามาหาอยู่แล้วแท้ๆ ออกมาแบบนี้อาการจะดีขึ้นได้ยังไง”แม้จะบ่นแต่เตนล์ก็หยิบผ้าเช็ดหน้าที่พกติดตัวตลอดขึ้นมาซับเหงื่อบนใบหน้าของแจฮยอนอย่างเบามือ


“หมอมาแล้วจะกลัวอะไรล่ะ”


“เราไม่ใช่หมอสักหน่อย”เตนล์ว่าสวนขึ้นทันที


“หมอประจำตัวฉันไง รักษาได้ทั้งร่างกายและรักษาใจได้ด้วย”แม้จะป่วยแต่การพูดหยอกเย้าแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้เตนล์ชินขึ้นเลย แม้แจฮยอนจะพูดแบบนี้ออกมาบ่อยแต่เตนล์ก็ไม่เคยที่จะรู้สึกไม่เขินหรือทำตัวไม่ถูกเมื่อได้ยินเลยสักครั้ง





ความเงียบเข้าครอบคลุมก่อนที่แจฮยอนจะค่อยๆคว้ามือเตนล์ขึ้นมาจับ แม้ตัวเขาจะนอนอยู่และเตนล์กำลังนั่งคุกเข้าข้างๆไม่ไปไหนทำให้แจฮยอนรู้สึกดีมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าคนที่เขาเฝ้ารอให้กลับมาที่นี่นั้นได้อยู่ใกล้เขาอีกครั้ง


“เรื่องที่ถูกต้องและเรื่องที่สมควรจะถูกต้องนานแล้วฉันจัดการมันได้แล้วนะ”เตนล์ขมวดคิ้วอย่างไม่ข้าใจที่แจฮยอนพูด


“นายไม่ใช่ทาสของใคร ทั้งแทยงและตัวนายเอง...เตนล์ต่อแต่นี้ไปนายไม่ใช่ทาสอีกแล้ว”คำพูดของแจฮยอนทำให้น้ำตาเม็ดใสไหลอาบแก้มทั้งสองของเตนล์ได้อย่างดี แน่นอนว่าเรื่องทาสแม้แทยงจะถูกยกเลิกก่อนเขานานมาแล้วและเรื่องนี้มันทำให้เตนล์พลาดโอกาสหลายอย่างและแน่นอนว่าเรื่องสอบนักปรุงยาครั้งก่อนก็ด้วย


“ต่อไปนี้อิสระแล้วนะ”แจฮยอนลูบผมนุ่มนั้นเบาๆ


“ขอบคุณนะแจฮยอน”


“ไปขอบคุณครอบครัวและพี่จอห์นนี่เถอะสามคนนั้นต่อสู้เพื่ออิสระของทั้งพี่แทยงและทั้งของเตนล์”หยดน้ำตาที่ไหลไม่ขาดสายถูกหยุดด้วยมืออุ่นที่คอยเช็ดเบาๆ เตนล์ยกยิ้มอย่างดีใจเพราะแต่นี้ต่อไปเขาสามารถเข้าสอบได้อย่างอิสระและเมื่อได้รับเลือกเขาสามารถบรรจุเข้าเป็นนักปรุงยาของราชวังได้อย่างสมบูรณ์และที่สำคัญเขาจะได้อยู่ข้างๆแจฮยอนเหมือนกับที่แทยงได้อยู่ข้างๆจอห์นนี่


“แต่ตอนนี้แจฮยอนกลับไปนอนเถอะนะเดี๋ยวไม่หาย”คนตัวโตกว่าไม่อยากจะขัดใจอีกแล้วเพราะเขาก็อยากจะหายดีแล้วมาพูดคุยและอยู่กับเตนล์เหมือนเดิม แต่ตอนนี้แม้แต่จะลุกขึ้นยังไม่มีแรงเลย


“ลุกไม่ไหว”


“ทำไมตอนมาไม่เห็นบ่นแบบนี้”เตนล์ว่าหยอกล้อทันทีเพราะตอนมายังมาได้ตอนกลับ หลับหมดแรงซะอย่างนั้น


“ตอนมาวิ่งมาหาเตนล์ไงตอนกลับอยากให้เตนล์พากลับบ้าง”เตนล์เลิกคิ้วแปลกใจกับสรรพนามที่เปลี่ยนไป ปกติแจฮยอนจะไม่แทนชื่อของเขาตรงๆแบบนี้


“ทำไมเรียกเตนล์ว่าเตนล์ล่ะ?”


“ไม่ดีรึไง?”คนถูกถามกลับไม่ได้ตอบแต่กลับก้มหน้างุดอย่างเขินอาย เตนล์รู้สึกว่าครั้งนี้แจฮยอนขยันหยอดขยันทำให้จิตใจของเขานั้นเต้นไม่เป็นจัวหวะเลย


“เขินแล้วน่ารักดี”เสียงหัวเราะทุ้มๆดังเบาๆก่อนจะใช้แรงอีกเฮือกเรียกผู้ดูแลข้างนอกเข้ามา และเมื่อแจฮยอนถูกพากลับมาที่เตียงเหมือนเดิมโดยมีเตนล์ จอห์นนี่และแทยงมาด้วยทำให้คนป่วยที่เหมือนจะดีขึ้นมากว่าเดิมต้องขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ


“ทำไมสองคนไม่ไปไหนสักที”


“พี่ก็อยากมาดูอาการน้องหน่อย ไม่ได้รึไง?”จอห์นนี่ว่าพร้อมทำสายตากรุ่มกริ่มก่อนจะหันไปมองเตนล์ที่ยืนทำหน้าไม่เข้าใจและจอห์นนี่ก็สั่งให้แทยงพาเตนล์ออกจากห้องไปก่อน


“พี่จะทำอะไร?”


“เย็นนี้เราจะมีกินเลี้ยงกัน เลี้ยงส่งโดยองและก็เลี้ยงต้อนรับเตนล์”จอห์นนี่รีบพูดประเด็นของเขาทันทีเพราะนั่นแปลว่าระหว่างที่เขาไม่อยู่ในวังต้องมีคนจัดการดูแลงานนี้และนั่นคงจะเป็นแจฮยอนไม่ได้เมื่อเขาต้องนอนเป็นผักอยู่บนเตียง


“แล้ว?”


“รีบหายแล้วลุกขึ้นมาช่วยกันสักที แค่นี้ฉันก็หัวหมุนหยิบจับอะไรไม่ทันแล้ว”แจฮยอนได้ฟังสิ่งที่จอห์นนี่พูดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาวๆ แม้จะรู้ว่าพี่ชายคนนี้เหนื่อยแค่ไหนแต่เขาไม่สบายยังจะใช้งานอีก


“ไว้งานจบฉันจะให้นายบ่นประมุขของประเทศนี้เลย ตอนนี้ฉันลำบากมากจริงๆ เรื่องนั้นน่ะมันน่ากลุ้มใจจริง”


“ผมขอนอนพักอีกสักนิดแล้วกันตื่นแล้วจะไปช่วย”


“นานแค่ไหน?”


“นี่พี่จริงจังไหมเนี่ย คนอื่นไม่มีแล้วหรอผมนอนซมยังจะใช้งานอีกนะว่าเหนื่อยผมก็เหนื่อยเหมือนกันจะตายแล้วเนี่ย”แจฮยอนว่าหน้านิ่งทั้งๆที่ยังนอนนิ่งบนเตียง ส่วนพี่ชายอย่างจอห์นนี่ที่ตั้งใจจะแกล้งคนป่วยเป็นอันต้องพับแผนเก็บเพราะดูๆแล้วครั้งนี้น้องชายเขาคงอาการหนักกว่าที่ผ่านมาจริงๆ


“ก็แค่ล้อเล่นไง  เอาเถอะนอนพักซะส่วนเตนล์น่ะขอยืมตัวหน่อยนะ”


“อย่าใช้อะไรเขามากนักล่ะตัวก็เล็กๆอยู่เกิดเป็นอะไรผมสั่งตีปราสาทจริงๆด้วย”สองพี่น้องจ้องตากันราวสิบวินาที การข่มขู่ที่ดูเป็นเรื่องราวใหญ่โตถ้าเกิดคนภายนอกมาได้ยินแต่สำหรับพี่น้องแล้วมันคือการบอกว่าถ้าเกิดทำคนของเขาเป็นอะไรขึ้นมาจะถูกโกรธมากๆก็แค่นั้น


“ครับๆ สรุปใครเป็นประมุขกันแน่นะ”จอห์นนี่เกาหัวอย่างงุนงง


“พี่ไง จำไมได้หรอ?”ใบหน้าเรียบนิ่งของแจฮยอนทำให้จอห์นนี่เลือกที่จะหยุดการหยอกล้อและเถียงกลับเพราะยังไงซะเขาก็ไม่ควรจะแกล้งคนป่วยปากดีคนนี้แล้ว


“เอาเถอะนอนพักซะนะมีอะไรเรียกผู้ดูแล และอย่าทำอะไรแปลกๆด้วย”


“เห็นผมเป็นมาร์ครึไง?”จอห์นนี่ถอนหายใจเบาๆเพราะไม่ว่าจะมาร์คหรือแจฮยอนเวลาป่วยมักจะงี่เง่าและดื้อสุดๆ เขาหวังว่าเตนล์จะไม่เจอโหมดงี่เง่าของน้องชายเขาเร็วๆและที่สำคัญเป็นไปได้ทั้งเขาและแทอิลไม่มีใครอยากให้สองพี่น้องนี้ไม่สบายเลย





                หลังจากที่จอห์นนี่ปล่อยให้แจฮยอนนอนพักผ่อนแล้วประมุขของที่นี่ก็ค่อยๆเดินกลับไปยังห้องโถงที่อยู่อีกที่ทันทีแบบไม่รีบเพราะถึงแม้เขาจะยิ่งใหญ่คับฟ้ามากแค่ไหนแต่สำหรับคนที่ต้องเป็นกษัตริย์ในช่วงอายุยังน้อยแบบนี้ก็มีบ้างที่เขายังมความเป็นเด็กในตัวอยู่


“ท่านครับ”เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้จอห์นนี่ต้องรีบหันกลับไปมองแล้วก็พบว่าเป็นผู้ดูแลของมาร์คที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา


“มีอะไรอย่างนั้นหรอ?”


“เย็นนี้ท่านรามูจจะเข้ามาเจรจาเรื่องข้อตกลงด้านความมั่นคงครับ พอดีทางหม่อมฉันพึ่งได้ทราบข่าว”จอห์นนี่รู้สึกเหมือนความสงบสุขของเขาจะหายไปซะอย่างนั้น รามูจที่ว่าก็เป็นทูตของประเทศอื่นที่เขามักจะต้อนรับเสมอด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับความมั่นคงที่จะเป็นพันธมิตรต่อกัน แม้ประเทศจะเป็ไปในทางที่ดีขึ้นมากแล้วแต่ก็ยังมีเรื่องที่เรียกว่าสงครามได้ทุกเมื่อเช่นกัน


“เย็นนี้หรอ? ไม่คิดว่าจะเป็นวันนี้เลย....”


“ครับ หม่อมฉันเกรงว่างานเย็นนี้ท่าน”ผู้ดูแลเงียบไปทันที


“ไม่เป็นไรเราไปได้”จอห์นนี่ยกมือขึ้นห้ามเพราะยังไงงานเลี้ยงเขาแค่แวะไปแสดงความยินดีก่อนค่อยออกมา เรื่องจะกินและพูดคุยคงต้องทำวันหลังเมื่อมีเวลาว่างเท่านั้น


“งานนี้กระผมจะขอเอาองค์ชายมาร์คเข้าฟังด้วยได้ไหมครับ”คำพูดของผู้ดูแลทำให้จอห์นนี่ต้องกลับาขมวดคิ้วอีกครั้งอย่างรวดเร็วและแสดงสีหน้าที่ไม่เข้าใจเอามากๆ


“องค์ชายมาร์คตั้งใจจะเป็นนักการทูต อีกอย่างมันจะดีถ้าฝึกไว้จะได้แบ่งงานจากท่านได้บ้าง”


“ท่านคิดดีแล้วหรอ มาร์คอายุยังน้อย”สิ่งที่จอห์นนี่กังวลไม่ใช่กลัวว่ามาร์คทำไม่ได้แต่ที่เขากังวลก็เพราะว่ามาร์คอายุยังน้อยจะไปนั่งฟังผู้ใหญ่คุยกันมันดูจะไม่ให้เกียรติอีกฝ่ายไป


“องค์ชายยังเด็กก็จริงแต่ความคิดขององค์ชายสามารถชักจูงท่านรามูจได้แน่นอน”


“อะไรทำให้ท่านคิดเช่นนั้น ท่านรามูจหวังจะก่อสงครามกับเราอยู่ตลอดเวลานะ”จอห์นนี่กุมขมับอย่างทันที


“แล้วเรื่องนี้มาร์ครับรู้ด้วยรึเปล่า?”


“องค์ชายเป็นคนเสนอหม่อมฉันเข้าฟังกับท่านเองครับ”ความเงียบได้เข้ายึดบรรยากาศทันที จอห์นนี่ครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะพยักหน้าเป็นคำตอบให้ การจะให้มาร์คลองแสดงความสามารถก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาขัดขวางเพราะยังไงการที่รามูจมาคราวนี้มันแน่นอนว่าสงครามการชิงดินแดนมันก็อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ การที่มาร์คจะมาลองรับรู้ยังไงซะเขาก็ไม่มีทางเลือกมาก


“ยังไงซะเราก็ไม่อยากจะยื้ออะไรมากมายแล้ว ถึงเวลาเราคงต้องสู้”


“ทำไมท่านถึงไม่คิดจะยื้อ”


“เรารู้จักท่านรามูจมามากพอสมควรจากที่ผ่านมา สงครามครั้งนี้ถ้าจะเกิดจริงเขาไม่ตีเมืองเราหรอก”จอห์นนี่เงียบไปสักพักก่อนจะถอนหายใจเบาๆ


“ประชาชนจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ราชวงศ์ต่างหากที่เป็นเป้าหมาย”คำพูดเรียบนิ่งที่ผ่านปากของเด็กอายุย่างเข้า17คนนี้ทำเอาผู้ดูแลขนลุกไปไม่น้อย สงครามแย่งดินแดนมีมาตั้งแต่สมัยกษัตริย์องค์ก่อนและยืดเยื้อมาจนถึงรุ่นปัจจุบันและบรรดาขุนนางในวังก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารุ่นนี้จะสามารถจบปัญหาที่ยืดเยื้อนี้มาได้แน่นอน ตลอดเวลาที่ผ่านมาจอห์นนี่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรมากมายเช่นเดียวกับพี่น้องของพวกเขาและมันก้ได้เวลาจบปัญหานี้สักที 


“หมดงานเราแล้วใช่ไหม?”ผู้ดูแลก้มหัวให้ทีหนึ่งก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไป กษัตริย์ที่เวลาอยู่ในราชวังจะไร้ผู้ติดตาม เว้นเสียแต่องค์รักษ์ส่วนพระองค์อยู่หนึ่งที่คนที่ใครๆก็จะเห็นพวกเขาเดินด้วยกันประจำ และการเดินคนเดียวในบ้านตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรของจอห์นนี่







__________________________________________________________________________

ลองมาอ่านดูนี่เราแต่งอะไรอย่างนี้ได้ด้วยหรอ55555555 เราอยากจะบอกว่าอีกสองสามตอนจะจบแล้วค่ะ

ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ เพราะมีทุกท่านจึงมีเรา(หง่อวววว) 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

122 ความคิดเห็น

  1. #109 Satita_Soda (@satita12345) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 22:46
    ขอให้ไม่เกิดสงคราม
    #109
    0
  2. #107 TNTnew (@TNTnew) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 / 19:21
    <p>สู้ๆค่ะ</p>
    #107
    0