Slave นายไม่ใช่ทาสของใคร [JAETEN]

ตอนที่ 25 : เรื่องดีๆกับครอบครัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 201
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    8 ก.พ. 61

     นานกว่าสองปีที่เตนล์ได้จากทุกคนมาตอนนี้เขามีชีวิตอยู่ด้วยความสุข บรรยากาศที่เต็มไปด้วยภูเขาล้อมรอบอากาศที่เย็นเพราะกำลังจะเข้าช่วงฤดูหนาวครั้งที่สามที่เขาได้มาอาศัยอยู่บ้านหลังเล็กๆที่มีเพียงสองสามีภรรยาที่อายุราว 30 กว่าปีที่ยังดูอายุน้อยอีกทั้งสองสามีภรรยานี้ก็ได้เป็นคนช่วยเขาให้รอดพ้นจากความตายเมื่อสองกว่าปีก่อนมาได้


“เตนล์วันนี้ออกไปเก็บสมุนไพรกับพ่อไหม”สรรพนามที่ถูกขอให้เรียกตอนเจอกันใหม่ๆทำให้เตนล์ชินกับการเรียกทั้งสองว่าพ่อแม่เพราะพ่อแม่ที่แท้จริงของเขาก็ไม่เคยพบเจอด้วยซ้ำ


“ไปครับเตนล์อยากไป”น้ำเสียงดีใจและตื่นเต้นนั้นทำให้ ซูโฮ ชายที่เป็นนักเก็บสมุนไพรยกยิ้มก่อนจะเรียกให้เด็กชายอายุ14ที่เขาได้เคยช่วยเหลือเมื่อสองปีก่อนเดินตามมาด้วยโดยมีผู้เป็นภรรยายืนยิ้มให้กับทั้งคู่ด้วยความสุข






                กลางป่าที่มีแต่พืชพรรณที่กำลังจะจำศีลหรือกำลังผลิดใบเพื่อพักช่วงฤดูหนาวและรอที่จะผลิใบในฤดูถัดไป สองคนพ่อลูกกำลังเดินเข้าไปพร้อมตระกล้าและกระเป๋าผ้าใบเล็ก แม้ว่าที่ผ่านมาซูโฮจะประหลาดใจกับเตนล์มากเพราะเด็กคนนี้เป็นเด็กที่มีความรู้เรื่องสมุนไพรพอๆกับนาอินภรรยาที่เป็นอดีตนักปรุงสมุนไพร


“วันนี้เราจะเก็บอะไรครับ”ด้วยความสงสัยเพราะปกติแล้วซูโฮมักจะเก็บสมุนไพรก่อนที่ฤดูหนาวจะมาถึงแล้วด้วยซ้ำไปแต่แม้ป่าจะยังไม่หลับไหลไปด้วยความเหน็บหนาวก็ยังพอมีสมุนไพรอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้มากอะไรและที่สำคัญสมุนไพรที่เก็บไว้ก็มากพอสำหรับทั้งปีอยู่แล้ว


“อันที่จริงเรื่องออกมาเก็บก็แค่ข้ออ้างหาทางออกมาจากบ้านก็เท่านั้นแหละ”เตนล์ชะงักไปก่อนจะหันไปมองผู้เป็นพ่อกว่าสองปีคนนี้อย่างไม่เข้าใจ


“หมายความว่ายังไงครับ”


"ก็อีกสองวันจะเป็นวันเกิดของนาอินยังไงล่ะลืมล่ะสิเรา”คนที่ลืมจริงๆถึงกับตาโตอย่างรู้สึกผิดแต่แล้วซูโฮก็แค่ลูบผมนุ่มที่ผ่านการตัดให้สั้นลงด้วยฝีมือของภรรยาทำให้ใบหน้าหวานๆของเตนล์ได้เด่นชัดขึ้นราวกับเป็นเด็กผู้มีชาติตระกูล 


“เพราะฉะนั้นเราจะแอบเข้าไปในเมืองเพื่อหาซื้อขนมกับผลไม้มาฉลองกัน”ซูโฮว่าอย่างตื่นเต้นเพราะเขาก็ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนนี่ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เขาแต่งงานกับนาอินแถมยังมีเตนล์ลูกบุญธรรมที่พวกเขาขอให้เด็กคนนี้เป็นอยู่ด้วย นับเป็นความสุขที่ซูโฮกลัวจะหายไปจริงๆ


“มีเรื่องอะไรดีกว่าวันเกิดแม่อีกหรอครับดูพ่อยิ้มไม่หุบเลย”แม้เขาพอจะรู้แล้วว่าเพราะอะไรที่ทำให้สองสามีภรรยาที่ช่วงนี้ดูมีความสุขกันแปลกๆก็ตาม นั่นเพราะว่าทั้งสองคนกำลังจะมีลูก ลูกที่ทั้งสองอยากจะมีมานานหลายปีแต่เพราะปัญหาสุขภาพของนาอินทำให้ทั้งคู่มีปัญหาเรื่องการตั้งครรภ์


“อืม....อาจจะเพราะเตนล์อาจกำลังจะมีน้องยังไงล่ะ”เตนล์ยกยิ้มด้วยรอยยิ้มที่รู้อยู่แล้วแต่เมื่อซูโฮพูดถึงน้องของเขาที่ไม่ใช่น้องทางสายเลือดเพราะเขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องทางสายเลือดกับพวกเขาแต่ตลอดเวลา2ปีที่ผ่านมาเตนล์ก็ผูกพันกับครอบครัวนี้มาก


“ถ้าอย่างนั้นจะฉลองให้แม่คนเดียวไม่ได้ล่ะสิครับต้องฉลองให้น้องด้วย”แม้จะรู้จุดที่ตัวเองจะยืนได้เตนล์ก็เลือกที่จะยินดีกับทั้งคู่เพราะยังไงวันหนึ่งเขาก็ต้องเลือกทางอื่นที่จะต้องห่างจากครอบครัวนี้เพื่อกลับไปหาแทยงที่ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง เขาก็ยังมีครอบครัวของเขาที่เฝ้ารอมานานเหมือนกัน


“พ่อครับเตนล์ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ”จู่ๆเตนล์ก็อยากจะรู้ว่าถ้าเกิดวันหนึ่งเขาเลือกที่จะกลับไปหาแทยง คนที่ช่วยชีวิตเขามากว่าสองปีจพรู้สึกยังไงบ้างก็เท่านั้น


“เตนล์จะไม่เป็นคนแปลกหน้าสำหรับเราหรอกนะแม้ว่าเราจะมีลูกที่เกิดจากความปรารถนาแต่เราก็รู้สึกเหมือนเตนล์ลูกของเราจริงๆเหมือนกัน”ซูโฮรับรู้ได้ว่าเด็กตรงหน้ารู้สึกและมีความนึกคิดแบบไหนแต่ที่เขาพูดก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกัน ตลอดเวลาที่เขาดูแลเตนล์มาก็เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขกับเขาทั้งสองอย่างที่ต้องการมาตลอด


“ที่สำคัญเราก็รับรู้ได้ว่าเตนล์ก็ต้องมีครอบครัวอยู่ข้างนอกนั่น”ซูโฮยกยิ้มเศร้าก่อนจะดึงเด็กน้อยตรงหน้าเข้ามาปลอบ จากวันแรกที่เขาเจอจนวันนี้เตนล์ได้เติบโตขึ้นมากจากเด็กที่ชอบเก็บตัวเงียบกลายเป็นเด็กที่ดูกล้าพูดขึ้นและที่สำคัญเป็นเด็กที่มีความฝันมากคนหนึ่งทีเดียว


“ที่พ่อพูดมาจริงรึเปล่า?”เตนล์พยักหน้าเบาๆเป็นคำตอบ


“เราก็คิดกันไว้แล้วว่าสักวันหนึ่งเราคงต้องจากกันไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้เตนล์ต้องบาดเจ็บขนาดนั้นในวันที่พ่อไปเจอ”ซูโฮหยุดคิดเพราะตอนนี้พวกเขาก็เดินไปคุยไปมานานพอที่อีกไม่กี่เมตรข้างหน้าก็จะถึงเขตเมืองแล้ว


“เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดเพราะครอบครัวของเตนล์ใช่ไหม?”แม้เขาจะไม่อยากพูดแบบนี้แต่มันก็อดที่จะคิดไม่ได้เพราะเตนล์ก็ไม่ได้คิดอยากจะกลับหรือออกไปจากบ้านเขาเลยตลอดที่ผ่านมา


“ไม่ใช่หรอกครับ”


“ถ้าอย่างนั้นพ่อถามอะไรหน่อยได้ไหม?”เตนล์พยักหน้าเบาๆเป็นคำตอบ


“ทำไมเตนล์ถึงไม่ยอมไปเจอครอบครัวตัวเอง...หรือเพราะไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน”


“เราไปกันเถอะครับเดี๋ยวแม่จะเป็นห่วงเอาถ้าเราออกมานานๆ”เตนล์รีบเปลี่ยนเรื่องก่อนจะรีบเดินนำหน้ามุ่งตรงไปยังเมืองที่เขาเคยจากมา แม้ที่ผ่านมาสองปีเตนล์อยากจะกลับไปหาแทยงมากแค่ไหนแต่เพราะเมื่อไม่นานมานี้เตนล์เองก็แอบกลับไปยังปราสาทแต่กลับไม่พบใครเลยแม้กระทั่งแจฮยอนหรือคนอื่นๆ

 









                นานเกือบครึ่งวันที่ซูโฮและเตนล์เดินหาของขวัญชิ้นเล็กๆเพื่อเอากลับไปให้นาอินแต่แล้วซูโฮก็เกิดอยากจะได้ผลไม้ราคาแพงขึ้นมา แม้พวกเขาจะไม่มีเงินร่ำรวยแต่ก็พอจะมีกินผลไม้ที่เตนล์คิดว่าชีวิตนี้จะกินได้ก็ต่อเมื่อแทยงบังเอิญเจอในป่าแต่ตอนนี้ซูโฮเลือกที่จะซื้อมาเยอะพอสมควร


“ทำไมซื้อเยอะขนาดนี้ล่ะครับ?”


“เพราะว่านาอินชอบองุ่นมากๆและดีที่ตอนนี้มีผลผลิตมากมายให้ซื้อกลับไป..เตนล์จะเอาอะไรรึเปล่า?”เจ้าของชื่อส่ายหน้าเป็นคำตอบก่อนจะอาสาช่วยถือ ทั้งสองคนเตรียมตัวเดินกลับบ้านหลังจากที่ได้ของครบกันแล้วแต่เมื่อเตนล์เดินผ่านร้านขายสมุนไพรที่เขามักจจะแวะเป็นประจำเมื่อมากับแทยง


“มีอะไรรึเปล่า?”คนที่หยุดชะงักหน้าร้านหันไปมองคนข้างๆอย่างคุรุ่นคิดทันทีเพราะตอนนี้เขารู้สึกอยากจะเจอแทยงซะแล้ว แม้จะอยู่หมู่บ้านในป่าที่ตัดขาดจากเมืองใหญ่ที่เคยอยู่แบบนี้เตนล์ก็รู้สึกคิดถึงคนที่ไม่ได้เจอกันนานๆมากเหมือนกัน


“เปล่าครับเราไปกันเถอะเดี๋ยวแม่จะสงสัยเอา”เด็กวัย14ตัวเล็กรีบจูงมือผู้ที่นับถือเป็นพ่อเดินกลับไปยังทางเดิมที่เดินมาด้วยความไม่เข้าใจของซูโฮที่เจอกับอารมณ์แปลกๆนี้แต่เขาก็ไม่ได้ซักถามเจ้าตัวมากเพราะเขาเองก็คิดว่าอาจจะเป็นเพราะวัยที่เริ่มโตของเตนล์

 









 

“มีอะไรรึเปล่าแจฮยอน?”คนตัวสูงที่กำลังรอเพื่อนร่วมฝึกในวังที่เลือกซื้อของตามประสาผู้หญิงต้องสะดุ้งเมื่อถูกทักถามแบบนั้นเพราะเมื่อกี้หางตาเขาเหลือบไปเจอคนที่ตามหามานานกว่าสองปีที่ผ่านมา


“หายไปแล้ว"เพราะหันไปมองเพื่อนข้างๆแปปเดียวทำให้เขาคลาดสายตาจากบุคคลต้องสงสัยที่เขากำลังตามหาตัวตลอดเวลาและทุกวันเมื่อออกมาจากวัง


“อะไรหายอย่างนั้นหรอ?”


“เปล่าหรอกแล้วเธอเลือกเสร็จรึยังที่ขอให้มาเป็นเพื่อนเพราะซื้อแค่เครื่องประดับพวกนี้น่ะหรอ?”แจฮยอนว่าอย่างหัวเสียเพราะมันก็เสียเวลาของเขาสำหรับออกไปตามหาเตนล์และวันนี้เขาก็ตกลงตามคำชวนของเพื่อนคนนี้เพราะเขาก็อยากจะแอบออกมาตามหาเพื่อนตัวเล็กจริงๆ


“มันเหมาะกับฉันใช่ไหมล่ะนายคิดว่ายังไง?”เครื่องประดับที่ถูกยกขึ้นมามันมีประกายระยิบระยับดูน่าหลงไหลแต่แจฮยอนไม่ได้สนใจเพื่อนคนนี้เพราะสมองของเขามันกำลังเอาต่างหูสีเงินนั้นเทียบกับใบหน้าใครอีกคนอยู่


“อืมจะเหมาะหรือเปล่านะเพราะเผลอคิดออกมาเป็นเสียงทำให้ผ็หญิงตรงหน้าขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ


“หมายถึงอะไร?ทำหน้าอย่างกับนึกถึงใครอยู่อย่างนั้นแหละ”


“จะยุ่งอะไรมากล่ะ ละสรุปมาแค่นี้ใช่ไหม?”ผู้หญงตรงหน้าส่ายหน้าเบาๆเป็นคำตอบเพราะเธออยากจะออกมาเที่ยวกับแจฮยอนนานแล้ว แน่นอนว่าแจฮยอนน้องชายกษัตริย์จอห์นนี่นั้นใครๆต่างก็หมายปองเมื่อเทียบกับโดยองเชื้อพระวงค์อีกคนที่มักจะเงียบครึมทั้งสองถือเป็นที่หมายปองของเหลาบรรดาลูกสาวขุนนางทั้งหลายเหมือนกัน


“ฉันอยากจะไปนั่งจิบชาอุ่นๆเพราะนี่ก็เริ่มเย็นแล้วนะ”


“ก็ไปเองสิ”แจฮยอนตอบออกมาอย่างไม่ต้องคิด การนั่งจิบชาปล่อยเวลาไปวันๆมันไม่ใช่นิสัยของเขาเลยสักนิดอีกอย่างเขาก็รู้สึกสงสัยกับผู้ชายตัวเล็กที่เห็นแว็บๆตอนแรกจนอยากจะไปตามหาให้หายสงสัย


“แต่เรามาด้วยกันนะ”คำพูดที่ดูง้อนงอนนั้นทำให้แจฮยอนเลิกคิ้วสูงอย่างชั่งใจเพราะนั่นแปลว่าเขากำลังทำเธองอนและนั่นแปลว่าเขาต้องง้อทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลย นับเป็นการเข้าหาของผู้หญิงที่แจฮยอนต้องจำไว้อีกกรณีหนึ่งเลยทีเดียว


“เราเป็นอะไรกันทำไมฉันต้องสนใจด้วยกับแค่ฉันไม่ชอบจิบชา?”คำถามตรงๆนั้นทำให้เกิดความเงียบทันที


“นายนี่มันซื่อบื้อไร้ความรู้สึกอย่างที่หลายๆคนพูดจริงๆด้วย”


“ถ้านั่นคือคำชมฉันก็ต้องขอบคุณนะแต่จะบอกให้ไว้อย่าง ฉันไม่ได้ไร้ความรู้สึกแค่เลือกรู้สึกกับคนเท่านั้นแหละ”ใบหน้านิ่งๆของแจฮยอนตอนนี้ไม่รู้ว่าใจร้ายมากแค่ไหนสำหรับผู้หญิงคนนี้แต่สำหรับแจฮยอนก็ไม่อยากให้ใครคิดไปเองก็เท่านั้น


“นายเป็นเป็นไอ่บื้อจริงๆเลย!!!”เสียงตะโกนดังเต็มหูแจฮยอนจนต้องยกมือขึ้นมาปิดก่อนจะส่งสีหน้าที่ไม่พอใจแต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้เมื่อผู้หญิงคนนั้นเดินจากไปแล้ว แจฮยอนถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาโดนด่าจากบรรดาลูกขุนนางในวังที่จ้องจะจับเขา








                ร่างสูงเดินไปตามทางด้วยความรู้สึกที่เหงาเพราะตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อสองปีที่แล้วชีวิตของพวกเขาสี่พี่น้องก็เปลี่ยนไปจากเดิมกันทุกคนโดยเฉพาะพี่ชายคนรองอย่างจอห์นนี่ที่ตั้งแต่ขึ้นเป็นกษัตริย์ที่ยังเด็กเขาผู้ซึ่งเป็นน้องชายที่สนิทก็ดูเหมือนจะติดต่อพี่ชายคนนี้ได้ยากกว่าเดิม ส่วนพี่น้องที่เหลือแม้จะเจอหน้ากันบ้างแต่แจฮยอนก็คิดว่ามันก็น้อยกว่าปกติอยู่ดีโดยเฉพาะพี่ชายคนโตที่ตอนนี้กำลังจะเตรียมตัวไปเป็นอาสาเตรียมเรียนแพทย์ต่อทำให้ตอนนี้เป็นเขาและมาร์คที่ดูจะเหงาที่สุด


“อีกสามวันจะถึงวันสอบแล้วฉันต้องทำไม่ได้แน่เลย”เสียงบ่นของเด็กที่มีอายุมากกว่าแจฮยอนไปปีสองปีกำลังจับเข้าคุยกันทำให้คนเดินผ่านร่างสูงคนนี้ต้องหยุดชะงัก


“ชื่อสมุนไพรมีตั้งเยอะฉันจำได้ไม่หมดหรอก”เพียงแค่ได้ยินคำว่าสมุนไพรสมองของแจฮยอนก็สั่งให้คิดถึงใบหน้าหวานตัวเล็กที่มักจะชอบพูดเจื้อยแจ้วเวลาอยู่เล่นกับพวกเขา เตนล์เป็นเพื่อนที่แจฮยอนคิดว่าฉลาดมากคนหนึ่งเพราะเจ้าตัวสามารถจดจำชื่อสมุนไพรรอบตัวได้ราวกับตัวเองเป็นตำรา


“ปีนี้มีผู้เข้าสอบน้อยกว่าที่ผ่านมามากยังไงเราก็ต้องได้อยู่แล้ว”แจฮยอนขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิดเพราะถ้าเรียงลำดับเหตุการณ์แล้ว


ผู้เข้าแข่งขันน้อยมันก็มีโอกาสมากกว่าก็จริงแต่ถ้าสอบไม่ผ่านก็ม่มีสิทธิ์เข้าเป็นนักปรุงยาอยู่แล้วและตามที่เขาคิดปัจจุบันเตนล์ก็คงอายุ14เหมือนเขาแล้วไม่มีทางที่จะเข้าสอบตอนนี้หรอก


“เห็นว่าครั้งนี้จัดสอบที่วังเลยเพราะคนสอบน้อย..ฉันล่ะตื่นเต้นจริงๆ”


“ในวังหรอ....ถ้าอย่างนั้นก็มีโอกาสที่จะพบเจ้าชายและอนุชาทั้งสองอย่างองค์ชายแจฮยอนที่ล่ำลือและองค์ชายมาร์คที่เก่งกาจน่ะสิ”ได้ยินแค่นั้นแจฮยอนก็เผลอหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนจะรีบเดินออกไปให้ไกลเพราะแม้เขาจะไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะเท่าไหร่แต่หน้าแบบเขาต่อให้เดินเล่นก็เป็นที่สนใจได้







                ขายาวๆของแจฮยอนรีบเดินมุ่งตรงไปยังทางเดินข้างหน้าทันทีเมื่อเดินเข้ามายังเขตพระราชวังที่ตอนนี้กลับดูแน่นหนาผิดหูผิดตาและที่สำคัญเข้าก็ได้พบพี่ชายคนรองอย่างจอห์นนี่ในรอบหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาด้วย


“ไปไหนมา?”น้ำเสียงแปลกใจที่ส่งผ่านมาในพี่ชายวัย 16 ที่กลายเป็นคนระดับสูงตอนนี้ทำให้แจฮยอนเลิกคิ้วอย่างสงสัย


“ก็ออกไปผ่อนคลายหลังจากฝึกยังไงล่ะ”


“กรุณามีหางเสียงด้วยค่ะองค์ชายแจฮยอน”คนถูกตำหนิได้แต่กรอกสายตาไปมาอย่างไม่ค่อยจะพอใจเพราะตลอดเวลาที่เดินในวังเขาก็มักจะถูกดุจากครี่เลี้ยงของจอห์นนี่เสมอและพี่ชายเขาก็ดูจะทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าส่งสายตาห้ามปรามเขาเท่านั้น


“ออกไปเดินเล่นน่ะครับ”สีหน้าพึงพอใจของครูพี่เลี้ยงทำให้แจฮยอนต้องส่งสีหน้าล้อเลียนกลับไปก่อนจะรีบเดินหนีทั้งพี่ชายตัวเองและครูพี่เลี้ยงที่จ้องจะตำหนิเขาอีกครั้ง






                ชีวิตวันๆของแจฮยอนนอกจากการเข้าฝึกเป็นผู้ปกครองคนแล้วเขายังต้องเข้าฝึกเป็นหัวหน้าแม่ทัพที่เขาเองก็คิดว่าไม่ได้อยากจะเป็นแล้วแต่เพราะท่านแม่ได้ขอให้ฝึกเพื่อเป็นศาสตร์ความรู้ประดับตัวก่อนที่เขาจะตั้งหน้าตั้งตาเข้าสอบเป็นสถาปนิกในอนาคตเท่านั้น


“พี่แจฮยอน!!”เสียงวิ่งหอบของมาร์คทำให้แจฮยอนแปลกใจอีกครั้งเพราะวันนี้เขาเจอพี่น้องมากกว่าหนึ่งคนนั่นเป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับเขา


“มีอะไรทำไมต้องรีบขนาดนั้น”


“พี่รู้รึเปล่าว่าจะมีการสอบนักปรุงยาในอีกสามวันที่นี่”แจฮยอนพยักหน้ารับมาร์คอย่างไม่แปลใจเพราะเข้าเองก็พึ่งได้ยินก่อนหน้านี้มาเหมือนกัน
















“พี่เตนล์..เหมือนผมเห็นชื่อพี่เตนล์เข้าสอบด้วย”










________________________________________________________________________________________
ยังไม่จบอย่างที่ใจต้องการแต่ช่วงนี้งานเยอะมากเรียนก็หนักหน่วงเช่นกัน ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์นะคะตอนแรกก็ไม่คาดคิดว่าจะมีคนอ่านเกิน1500 และกดถูกใจ140กว่าแบบนี้ขอบคุณนะคะที่เข้ามาอ่าน อาจจะเฟ็บเก็บไว้อ่านเหมือนเรา(ยังไม่ได้อ่านสักเรื่อง5555555)  สำหรับเนื้อเรื่องนั้น.......ฮิฮิ











ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

122 ความคิดเห็น

  1. #43 bunnyxfox (@waritz68) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 03:20
    เพิ่งได้มีเวลาอ่านนน แต่เป็นช่วงใกล้สอบล่ะค่ะ 555555 คิดถึงมากก แล้วเนื้อเรื่องไปถึงไหนแล้วเนี่ย ฮืออ หายไปตั้งสองปีเชียวหรอ นานพอสมควรเหมือนกันเลยนะเนี่ย
    #43
    0