惡魔的當舖 คุณปรารถนาที่จะจำนำ...หรือเปล่า?

ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    23 มี.ค. 63

บทนำ

กาลเวลาหมุนผ่าน โลกมนุษย์แปลผันไปตามกาลเวลา ไม่มีอะไรที่หยุดนิ่งอย่างถาวร กลิ่นยาสมุนไพรอบอวนไปทั่วห้อง บนเตียงไม้มีร่างของชายชราผู้หนึ่ง ซึ่งนอนหลับอยู่ เสียงของบานประตูที่เปิดออก ทำให้เขาค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมาอย่างเหนื่อยล้า 

ริมฝีปากที่แห้งผากเอ่ยเรียกผู้ที่มาใหม่ ด้วยความเคารพและศรัทธา "ท่านประมุข"

"เป็นอย่างไรบ้าง" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม พร้อมทั้งร่างสูงที่นั่งลงที่ขอบเตียง "วันนี้บ่าวไพร่บอกว่าเจ้าไม่ยอมดื่มยา"

"ท่านประมุขอย่าล้อข้าเล่นอีกเลย" บ่าวไพร่ที่ว่า ไหนเลยจะสามารถกล่าวรายงานอะไรได้ "ความจริงนี่ควรถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว เพียงแต่น้องชายของท่านผู้นี้ จะอย่างไรก็ยังตัดใจปล่อยวางจากท่านมิได้"

ใช่ ชายชราที่นอนอยู่บนเตียงผู้นี้ มีศักดิ์เป็นถึงน้องบุญธรรมของบุรุษผู้เข้ามาใหม่ 

"เมื่อเรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว มีสิ่งใดให้ปล่อยวางอะไรมิได้" ผู้ใหม่ยกยิ้มเย้ยหยัน นี่กลับคล้ายการเย้ยหยันตนเองเสียมากกว่า "เจ้าไปเถอะมิต้องห่วงข้า"

อย่างมากหลังจากนี้ พรรคหมื่นราตรีก็เหลือเขาเพียงผู้เดียว ใช่ว่ามิเคยคิดหาหนทางเรื่องนี้เอาไว้เสียเมื่อไหร่ นึกย้อนไปถึงวันแรกที่เรื่องราวเช่นนี้เริ่มต้นขึ้น โจวอวิ๋นหานก็หลับตาลงอย่างอ่อนล้า

มนุษย์นั้นมีความโลภมากอยู่ในตัว ความปรารถนาสูงสุดก็คือการอยู่ค้ำฟ้า ไม่แก่ไม่ตาย เขาเมื่อห้าสิบปีก่อนก็เป็นเช่นนั้น เป็นคนผู้หนึ่งซึ่งปรารถนาที่จะอยู่ค้ำฟ้า ไหนเลยจะรู้ว่านี่เป็นความคิดที่โง่เขล่าเพียงใด ไม่แก่ไม่ตาย กลับมีแค่เขาที่ทำได้ จากนั้นแต่ละปีทำได้เพียงเฝ้ามองผู้คนรอบข้างค่อย ๆ เดินจากไปยังเส้นทางใหม่ มีเพียงเขา ที่แม้อยากจะข้ามสะพานวิญญาณตามคนพวกนั้นไป ก็มิอาจทำได้อีกแล้ว

เรื่องเหล่านี้ เดิมทีก็เป็นเขารนหาที่เอง อย่างไรยามนี้มานึกเสียดายก็สายเกินแก้ไปเสียแล้ว เปลือกตาของโจวอวิ๋นหานเปิดขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะทอดสายตามองสังขารที่โรยราไปตามกาลเวลา ของผู้เป็นน้องชายและคนสนิท "อาสือเจ้าอย่าได้โทษตนเอง เรื่องพวกนี้ข้าล้วนชินชาแล้ว"

เขาชินชาแล้ว กับการต้องเป็นคนที่มองส่งผู้อื่นผ่านประตูวิญญาณ 

"ท่าน ประมุข" อาสือพยายามอย่างสุดความสามารถ ที่จะเปล่งเสียงเรียกผู้เป็นพี่ "เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ท่านช่วยทำความปรารถนาของให้เป็นจริงสักข้อ ได้หรือไม่"

"เจ้าต้องการอะไร

"บอกข้า ว่าหลังจากที่ข้าจากท่านไปแล้ว ท่านจะใช้ชีวิตต่อไปเช่นไร"

โจวอวิ๋นหานยกมือขึ้นวางลงบนศีรษะของอาสือ เขาลูบเส้นผมที่ขาวโพลนของอีกฝ่ายอย่างเบามา พลายยกยิ้ม "พรรคหมื่นราตรีไม่มีอีกแล้ว วันเวลาในโลกหมุนเร็วจนหน้าใจหาย หลังจากไม่มีเจ้า ต่อไปก็ไม่มีผู้ใดเรียกข้าว่าท่านประมุข เช่นนี้ก็คงต้องไปทำการค้าแล้วกระมัง"

"การค้าหรือ" อาสือหัวเราะผะแผ่วสลับกับเสียงไอ "ท่านคิดจะทำอะไร"

"ความจริงเป็นเถ้าแก่โรงรับจำนำก็ไม่เลว" โจวอวิ๋นหานบอก เขาวาดมือขึ้นไปบนอากาศ จากนั้นพลันปรากฏภาคของผู้คนเดินไปมา "โลกใบนี้กว้างใหญ่นัก เปิดโรงรับจำนำ อย่างนี้มีลูกค้าเข้ามาพูดคุยด้วย คงไม่ทำให้ข้าเบื่อหน่ายเกินไป"

ความจริงเรื่องนี้เตรียมการเสร็จนานแล้ว เขาเองก็เบื่อหน่ายชีวิต ที่คล้ายอยู่รอวันตายที่ไม่มีจริงไปวันๆ มิสู้เอาเวลามากมายเหล่านี้ ออกไปมองดูผู้คน ให้เวลาไหลผ่านไปตามโลกอย่างมีค่ามิดีกว่าหรือ

อาสือนิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนจะลอบมองเสี้ยวหน้าของอีกฝ่าย ท่านประมุขผู้เก่งกาจ เวลานี้กลับกลายเป็นคนที่หวาดกลัวความเหงาไปเสียแล้ว เรื่องนี้หากจะมีคนผิด 

ที่ผิดมากที่สุดอาจจะเป็นเขา หากแม้ตอนนั้นเขาไม่ไร้เดียงสาเกินไป หากแม้เขาสามารถฉุกคิดขึ้นมาได้ แล้วเอ่ยทัดทานได้ทันเวลา ท่านประมุขไหนเลยจะกลายเป็นเช่นนี้

เสียงถอนหายใจของอาสือ ดังมาให้ได้ยินเรื่อย ๆ แต่กลับเป็นเสียงที่แผ่วเบาลงทุกที ได้ยินเขาพึมพำว่า "โรงรับจำนำก็ดี โรงรับจำนำก็ดี"

โจวอวิ๋นหานพยักหน้ารับ หากแต่มิได้กล่าวสิ่งใดต่อ เขาเพียงปล่อยให้เวลาผ่านไป พร้อมกับเสียงไอของอาสือ กระทั่งได้ยินอาสือกล่าวขึ้นมาอีก เจ้าเด็กนี่กลับตั้งคำถามที่แม้แต่เขายังต้องเลิกคิ้วขึ้นมอง

"โรงรับจำนำของท่านประมุข ไม่รู้ว่าจะสามารถจำนำอะไรได้บ้าง"

โจวอวิ๋นหานหัวเราะเบาๆ ก่อนจะบอกเขาตามตรง "ขอเพียงเจ้ามีความปรารถนา และของจำนำที่ข้าเห็นว่าเท่าเทียม อะไรก็ล้วนจำนำได้"

"เช่นนั้น" มือที่เหี่ยวย่นข้างหนึ่ง เอื้อมคว้าจับชายเสื้อของโจวอวิ๋นหานเอาไว้ "ชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของข้า จะสามารถได้รับเกียรติ ให้เป็นลูกค้าคนแรกของท่านประมุขได้หรือไม่"

โจวอวิ๋นหานวางมือลงบนหลังมือของอาสือ ตบเบาๆ คล้ายอยากปลอบประโลม "เจ้าว่ามาเถอะ ต้องการอะไร หากไม่เกินความสามารถของข้า ข้าจะให้เจ้า"

"อาสืออยากอยู่เคียงข้างท่าน"

"..."

"ข้าขอจำนำวิญญาณของข้า เพื่อแลกกับวันเวลาที่จะได้อยู่ข้างกายท่านต่อไป ได้หรือไม่"

"เรื่องนี้…" ใช่ว่าจะทำมิได้ เพียงแต่ว่า…

"ท่านประมุข" อาสือไม่ปล่อยให้เขาลังเลใจแม้แต่น้อย "ข้าไม่เป็นไร ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างท่านต่อไป ทุกอย่างล้วนไม่เป็นไร"

ความจริงเขาเป็นเพียงเด็กกำพร้า หากมิใช่เพราะได้รับความเมตตาจากโจวอวิ๋นหาน ไหนเลยจะสามารถมีสถานะสำคัญอย่างรองประมุขพรรคได้ เวลานี้ต่อให้กลายเป็นเพียงภูติผีไร้ซึ่งชีวิต หรือสายลมที่โอบล้อมร่างกายอีกฝ่าย เขาก็ไม่อยากทอดทิ้งผู้เป็นดั่งพี่ชายเพียงคนเดียว ให้ต้องพบเจอกับเรื่องโหดร้ายอีกแล้ว

นานทีเดียวโจวอวิ๋นหานก็ถอนหายใจออกมา เขาสบตากับดวงตาทึ่พร่ามัวของอาสือ ครอบครัวเพียงผู้เดียวที่เขามีเหลืออยู่ หากเป็นไปได้ เขาไม่อยากตอบรับการค้าครั้งนี้เลย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ลง "เจ้ามั่นใจหรือ"

"ย่อมแน่" อาสือตอบกลับ "ได้โปรดพาข้าไปกับท่านด้วย ให้ข้าได้อยู่เป็นเพื่อนท่าน ท่านพี่"

มือหนาเอื้อมคว้าฝ่ามือของอีกฝ่าย ที่เนื้อหนังบางจนเห็นกระดูกขึ้นมากุมไว้ "ขอบเขตพลังของข้ามิจำกัด หากทำเช่นนี้เจ้าก็จะไม่ต่างจากบ่าวไพร่พวกนั้น มีเพียงวิญญาณติดตามข้านับพันนับหมื่นปี แต่ไร้อิสระไร้ความรู้สึก กระทั่งอยากจะเปล่งเสียงออกมา ก็ทำไม่ได้ เจ้ายินดีหรือ"

"ข้ายินดี"

"...ก็ได้" โจวอวิ๋นหานปล่อยมือออกจากอาสือ ก้าวเท้าไปเดินไปยังโต๊ะที่วางถ้วยน้ำชา เขาวาดมือออกไปครั้งหนึ่ง บนโต๊ะก็ปรากฏกระดาษและพู่กัน กระทั่งน้ำหมึงที่ฝนเสร็จแล้ว โจวอวิ๋นหานบรรจงเขียนข้อตกลงในสัญญาของโรงรับจำนำ กระทั่งเขียนเสร็จ เขาก็เอากระดาษแผ่นนั้นมาให้อาสือ "เจ้าจำนำวิญญาณของเจ้า แลกกับการติดตามข้าชั่วชีวิตของข้า หากวันใดข้าหมดอายุขัยไปได้ หรือมีเหตุให้ต้องจากไป เจ้าก็จะเป็นอิสระ"

"ตกลง"

ลายนิ้วมือของอาสือ ถูกประทับลงบนกระดาษแผ่นนั้น ก่อนที่โจวอวิ๋นหานจะออกคำสั่งกับเขา ราวกับครั้งกาลก่อน "ในฐานะน้องชายเพียงคนเดียวของข้า ข้าอนุญาตให้เจ้าตั้งชื่อโรงรับจำนำแห่งนี้"

อาสือครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงยิ้มออกมา "ความจริงข้าพอจะดูออก ว่าความคิดเรื่องการทำการค้านี้เป็นของผู้ใด จำได้ว่าปีนั้นข้าก็เคยได้สนทนากับเขา เกี่ยวกับเรื่องการค้าทำนองนี้ เช่นนั้นวันนี้ให้ข้าเป็นตัวแทนเสี่ยวหลาน ขอบังอาจตั้งชื่อโรงรับจำนำแห่งนี้ตามที่เขาเคยกล่าวไว้ได้หรือไม่"

"เขาเคยกล่าวเรื่องนี้กับเจ้าหรือ" หากเป็นเช่นนั้น ชื่อที่อาสือตั้งเขาก็ไม่คิดขัดข้อง "เจ้าว่ามาเถอะ"

"ซุนอี้ ให้เป็นโรงรับจำนำซุนอี้ขอรับ"

"โรงรับจำนำซุนอี้หรือ" โจวอวิ๋นหายยิ้มเต็มใบหน้า เป็นรอยยิ้มเต็มใบหน้าที่หาได้ยาก หลังจากผ่านมาหลายสิบปี "ชื่อนี้ดี ข้าชอบฟัง เอาเป็นโรงรับจำนำซุนอี้ก็แล้วกัน"

ตรงประทับของโรงรับจำนำ พลันปรากฏขึ้นบนมือของเขา เขาประทับตราลงไปบนกระดาษสัญญา การค้าขายครั้งนี้ถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้น

"อาสือหลับตาเถอะ เมื่อตื่นมาอีกครั้งพวกเราจะได้ออกเดินทางกันแล้ว"

"ขอบคุณท่านประมุข" อาสือส่ายหน้าไปมา ใบหน้าชรากลับคล้ายเด็กลงเล็กน้อย "ไม่ถูกสิ ต้องบอกว่าขอบคุณท่านมากเถ้าแก่โจว"


เถ้าแก่โจวมาแล้วจ้าาาาา  แฮชแท็ก #โรงรับจำนำซุนอี้



พูดคุยกับเถียนซินได้ที่

เพจ เถียนซิน

ทวิตเตอร์ @Hanfeng62416408

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น