หนทางสู่การเป็นท่านจอมมาร [สนพ.NanaNaRis YBooks]

ตอนที่ 42 : บทที่.35 หนทางสู่อำนาจ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,073
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 108 ครั้ง
    12 ม.ค. 63

บทที่.35

หนทางสู่อำนาจ

กาลเวลาพ้นผ่าน เพียงชั่วพริบตาก็ผ่านฤดูหนาวมาสามครั้งแล้ว ชีวิตครอบครัวในแดนเหมันต์ของเฟยเมี่ยว นับว่าใช้ได้ดีทีเดียว ตามประสาคนที่อยู่ร่วมกันย่อมต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ไหนเลยจะนับเรื่องราวเช่นนี้ว่าเป็นปัญหาได้ หากถูกขัดใจสิ่งแรกที่เฟยเมี่ยวจะทำ ก็คือการไล่ตะเพิดคนที่ขัดใจเขาออกไปนอนนอกห้อง เท่านั้นปัญหาก็จบแล้ว

กล่าวถึงการเลี้ยงดูบุตรของคนทั้งคู่ ก็ยิ่งไม่ใช่ปัญหาแม้แต่น้อย ลู่จิวนั้นเติบโตขึ้นมาเป็นคุณหนูของตำหนักซือโฮ่ว ผู้คนทั่วทั้งแดนเหมันต์มีใครบ้างที่ไม่รักเอ็นดูเขา แม้ว่าเด็กน้อยในสายตาของคนที่นี่ จะดูแปลกประหลาดไปสักหน่อย เพราะเป็นคุณชายน้อยที่ชมชอบการแต่งกายด้วยชุดของสตรีอย่างยิ่ง ในยามที่มีคนไม่รู้มาเอ่ยเรียกเขาว่าคุณชาย ก็จะโกรธจนไม่ยอมพบหน้าผู้ใด หากเรียกเขาว่าคุณหนู กลับเกาะติดคนผู้นั้นชมเขาอีกหลายประโยค

เรื่องพวกนี้เฟยเมี่ยวไม่คิดห้ามปรามอยู่แล้ว เดิมทีเด็ดคนนี้ก็เป็นเช่นนี้ จะให้เขามาเปลี่ยนเพียงเพราะตนเองทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ มันจะไม่เป็นการลิดรอนสิทธิ์ของผู้อื่นเกินไปหรือ ที่สำคัญที่สุดด้วยความเคยชินหรืออะไรดนใจก็แล้วแต่ ยามนี้เขาก็มองเจ้าขลุ่ยน้อยนั่นเป็นบุตรไปจริงๆ เสียแล้ว หากสิ่งใดเขาทำแล้วมีความสุข เฟยเมี่ยวจึงทำเป็นลืมตาข้างหลับตาข้าง ไม่รับรู้อะไรต่อไปแทน

เหวินฮุ่ยเฉิงกลับเป็นคนที่กลัดกลุ้มเรื่องนี้ยิ่งกว่า มีบุตรชายไว้สืบสกุลเขาก็อยากมี บุตรบุญธรรมผู้นี้จะอยากเป็นสตรีเขาก็ไม่คิดขัดข้อง เพียงแต่ลู่จิวนั้นยิ่งโตยิ่งงดงาม มองยามนี้ยังเห็นไม่ชัดนัก แต่หากเขาอายุสักสิบห้าสิบหกแล้ว ย่อมงดงามราวกับเฟยเมี่ยวผู้เป็นมารดาเป็นแน่ ความรู้สึกของแม่ยายที่ไม่อยากมีบุตรเขยเป็นเช่นไร ในที่สุดเหวินฮุ่ยเฉิงก็รู้ซึ้งแล้ว

ที่หน้าตำหนักซือโฮ่ว ลู่จิวกอดเอวผู้เป็นมารดาเอาไว้แน่น "ท่านแม่ จะไม่ไปส่งลูกจริงหรือเจ้าคะ"

"เจ้าไปแค่นี้ ยังจะให้ข้าไปส่งหรือ" เฟยเมี่ยวเอ่ยถาม วันนี้เป็นวันแรกที่ลู่จิวจะต้องหาหมอเทวดาหลวนเค่อ เพื่อกราบเขาเป็นอาจารย์ ที่มาที่ไปของเรื่องนี้นั้นมาจากว่า อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าเด็กคนนี้ก็ร้องไห้ฟูมฟายมาหาเขา แล้วกล่าวว่า

"ท่านแม่เจ้าคะ ข้าไม่อยากมีจิวน้อยแล้ว"

เฟยเมี่ยวในเวลานั้นถึงกับสำลักน้ำลายตนเอง ไอจนหน้าดำหน้าแดง ท้ายที่สุดยังไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดกับอีกฝ่าย ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ของคนในยุคนี้ ย่อมไม่มีทางตัดสิ่งนั้นทิ้ง แล้วทำให้มันกลายเป็นของสงวนของสตรีได้เป็นแน่ ที่เจ้าเด็กนี่พูดมา อย่างไรก็นับว่าเพ้อฝันแล้ว

วันนั้นจำได้ว่า เฟยเมี่ยวบอกเขาไปตามตรง "เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ เจ้าเลิกคิดเถอะ"

แล้วหลังจากนั้นเขาก็ถูกสองพ่อลูกเมินหน้าหนี คนหนึ่งร้องไห้ใส่เขา กล่าวตัดพ้อต่อว่าชีวิตว่าชาติก่อนมีชีวิตมายี่สิบปี กลับสามารถเป็นหญิงได้เพียงวันเดียว มาชาตินี้อย่าว่าแต่อยากเป็นหญิงเลย หากเติบโตกว่านี้แล้วไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการเทคฮอร์โมน เขาก็คงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว ถามว่าเฟยเมี่ยวเข้าใจเรื่องพวกนี้หรือไม่ คำตอบคือไม่สักนิด

ส่วนอีกคนที่นอกจากจะไร้เหตุผลแล้ว ยังยั่วจนเขาเกิดโทสะขึ้นมาได้ ก็คือเหวินฮุ่ยเฉิง เจ้าคนน่าตายนี่บุตรชายร่ำไห้ เอ่ยถามสักคำหรือก็ไม่มี มาหาว่าเขารังแกลูก เป็นบิดา เป็นหัวหน้าครอบครัว แต่กลับใจร้อนวู่วามกล่าวหาคนในบ้านอย่างง่ายดายเช่นนี้ ใช้ได้ที่ไหน สุดท้ายเมื่อทนไม่ไหว เฟยเมี่ยวก็ไล่คนทั้งคู่ไปคุกเข่าอยู่ในห้องพระเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม พอออกมาค่อยทำหน้าทำตาพอดูได้หน่อย

หลังจากนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะให้ลู่จิวเรียนวิชาแพทย์ กอปรกับที่เหวินฮุ่ยเฉิงมีสหายเป็นหมอเทวดา ที่พอจะฝากฝังลู่จิวเอาไว้ได้ อีกทั้งยามนี้อีกฝ่ายยังอยู่ในแดนเหมันต์ วันนี้จึงคิดจะพาลู่จิวไปให้เขาดู ที่เฟยเมี่ยวสามารถสั่งสอนได้ ก็มีเพียงวิชายุทธเล็กน้อย ความรู้ด้านการต่อสู้ที่เขามี ส่วนเรื่องอื่นอีกฝ่ายต้องเป็นผู้เลือกชีวิตของตนเอง

ลู่จิวคอตก มือเลื่อนมากุมมือของมารดา ดวงตากลมมีแววเศร้าหมอง "แต่ข้าอยากให้ท่านแม่ไปกับข้า"

เฟยเมี่ยวเอ่ยถามว่า "ข้าเคยสอนเจ้าว่าอย่างไร"

"ชีวิตของข้า ต่อไปให้เลือกทางเดินชีวิตของตนเอง ไม่จำเป็นต้องมีท่านไปข้องเกี่ยว"

"อืม"

"แต่ว่า...แค่ไปเป็นกำลังใจมิได้หรือเจ้าคะ

ปรายตามองเขาอย่างเย็นชาคราหนึ่ง ในที่สุดเจ้าหนูนี่ก็ยอมปล่อยมือจากเขา "ให้บิดาเจ้าไปก็พอแล้ว"

เหวินฮุ่ยเฉิงทนดูต่อไปไม่ได้จึงกล่าวว่า "บิดาไปกับเสี่ยวจิวเอง วันนี้ท่านแม่ของเจ้าต้องไปพบท่านจอมมารฉู่ ย่อมไม่ว่างไปกับเรา"

ฟังประโยคนี้จบ ดวงตาของลู่จิวก็เป็นประกาย "ท่านแม่จะไปแดนมารหรือเจ้าคะ จิวอยากไปด้วย!"

"แต่คุณหนูต้องไปกราบท่านอาจารย์ก่อนนะเจ้าคะ" หลิวซูลี่ที่ออกมารอส่งเจ้านายทั้งสามเอ่ยถึง เมื่อเห็นว่าแววตาของฮูหยินเริ่มเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ "เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ หากคุณหนูกลับมาแล้ว บ่าวจะพาคุณหนูไปเดินตลาดในเขตที่อยู่อาศัยเช่นนี้พอแทนกันได้ไหมเจ้าคะ"

"จริงนะ!" ลู่จิวรีบวิ่งมากอดหญิงชราทันที "จิวรักท่านป้าหลิวที่สุดเลยเจ้าค่ะ"

เฟยเมี่ยวส่ายหน้าอย่างเอือมระอา "ท่านป้าหลิว ท่านตามใจเขาจนเสียนิสัยแล้ว"

หลิวซูลี่กล่าวยิ้มๆ "ต้องเรียนถามฮูหยินว่า ในแดนเหมันต์แห่งนี้ มีผู้ใดไม่ตามอกตามใจคุณหนูบ้างเจ้าคะ นอกจากฮูหยินแล้ว บ่าวเห็นว่าไม่มีเลยเจ้าค่ะ"

ริมฝีปากบางมีรอยยิ้มเล็กน้อย เฟยเมี่ยวเอ่ยอย่างจนใจ "ก็เห็นจะเป็นเช่นที่ท่านว่าจริงๆ"

ยามเซินในแดนมาร…

เวลานี้ผู้คนโดยรอบ ต่างอยู่ในสภาวะอารมณ์ที่ตึงเครียดไม่ต่างกันนัก ด้วยเพราะวันนี้ฉู่ชิงซาเรียกทุกคนมารวมกัน เพื่อแจ้งเรื่องบางอย่าง ตอนแรกเหล่าผู้อาวุโส และตระกูลใหญ่ที่ได้รับเชิญให้มาเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ต่างคาดเดากันไปต่างๆ นาๆ ว่าท่านจอมมารเรียกทุกคนให้เข้าพบด้วยเรื่องใด แต่เมื่อฉู่ชิงซากล่าวจบ ผู้คนโดยรอบก็ต่างพากันนั่งไม่ติด

เฟยเมี่ยวมองผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์คราหนึ่ง เขาเป็นคนเอ่ยทำลายความเงียบนี้ "เมื่อครู่ท่านบอกว่า จะสละบัลลังก์?"

"ใช่" ฉู่ชิงซาพยักหน้ารับ

"ข้าขอเหตุผลได้หรือไม่" ฉู่ชิงซานั้นยังแข็งแรง และมิได้แก่ชรา หากจะมีอะไรให้ตัดสินใจเช่นนี้ ย่อมเป็นสาเหตุอื่น 

"ข้าเบื่อ"

"ข้าขอเหตุผลที่พอฟังได้กว่านี้หน่อย"

ท่านจอมมารฉู่กลอกตาใส่ผู้เป็นศิษย์อย่างเบื่อหน่าย สามปีมานี้พบหน้ากันนับครั้งได้ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ศิษย์รักจะไม่ขัดใจเขาเลย คนเป็นอาจารย์เช่นตนช้ำใจจะตายอยู่แล้ว! ในที่สุดฉู่ชิงซาก็กล่าวความจริงออกมา "ข้ากำลังจะแต่งงาน"

"อะไรนะ!"

เสียงพูดคุยดังก้องไปทั่วบริเวณ ผู้คนทุกชีวิตที่อยู่ที่นี่ล้วนตกอยู่ในอาการตกใจกันอย่างยิ่ง แดนมารนั้นแม้ว่าจะกว้างใหญ่สักแค่ไหน แต่หากเป็นเรื่องของผู้นำของเผ่ามารแล้ว ย่อมไปไวยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ข่าวลือที่ว่าคนรักของท่านจอมมารฉู่นั้นเป็นถึงแม่ทัพเผ่าสวรรค์ ผู้ใดบ้างไม่เคยได้ยิน วันนี้ฉู่ชิงซาประกาศจะแต่งงานออกมา นั่นย่อมหนีไม่พ้นแต่งกับแม่ทัพเผ่าสวรรค์ผู้นั้นเป็นแน่

ผู้อาวุโสท่านหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า คุกเข่าลงเสียงดัง "ท่านจอมมารโปรดทบทวนด้วย"

"ท่านจอมมารโปรดไตรตรองด้วย!" จากนั้นผู้คนทั้งหมดยกเว้นเฟยเมี่ยว ก็คุกเข่าตามกันไปหมด

"พวกเจ้ามีปัญหากันที่ตรงไหน" ฉู่ชิงซามองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเย็นชา "มีปัญหากันที่ข้าจะแต่งงาน หรือมีปัญหาที่คนรักของข้า?"

หากให้กล่าวตามตรง ปัญหาย่อมเป็นคนรักของเขา ไม่ผิดแน่ แต่ผู้ใดจะกล้าเอ่ยออกมาเล่า ฉู่ชิงซานั้นยามดีก็นับว่าดีจนน่าใจหาย ยามร้ายก็น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าพญามัจจุราชในนรกเสียอีก 

มองเห็นคนที่หมอบกราบอยู่บนพื้น ก็รู้สึกเวทนาขึ้นมาเล็กน้อย เฟยเมี่ยวจึงเอ่ยถามผู้เป็นอาจารย์ว่า "แล้วตำแหน่งของท่านจะทำเช่นไร?"

ด้วยตำแหน่งของฉู่ชิงซา คิดแต่งงานก็มิใช่เรื่องแปลก แต่นี่เป็นการแต่งออกมิใช่แต่งเข้า ทั้งเจ้าบ่าวยังเป็นถึงแม่ทัพของเผ่าสวรรค์ สองเผ่าที่เกลียดชังกันถึงเพียงนี้ จะให้มองหน้ากันอย่างไร ราชาของเผ่ามารแต่งให้แม่ทัพเผ่าสวรรค์ ในสายตาของเผ่ามารเองแล้วย่อมเป็นการลดเกียรติยศของตน ทำให้เผ่ามารอับอาย 

ในสายตาของเผ่าสวรรค์เอง ก็คงจะดูแคลนอยู่ไม่น้อย ดีไม่ดี อาจมิยอมให้แม่ทัพหยวนผู้นั้นแต่งอาจารย์เป็นภรรยาก็ได้ เรื่องนี้จะมองยังไงก็นับได้ว่าไม่เหมาะสมยิ่ง 

แต่จะให้ทำอย่างไรได้เล่า หากมองในมุมของผู้อื่นก็คงต้องเป็นเช่นนั้น แต่หากให้มองในมุมของคนที่รู้เรื่องของทั้งสองคนเช่นเขา เฟยเมี่ยวคิดว่าตำแหน่งเกียรติยศ ของนอกกายเหล่านี้ สำหรับฉู่ชิงซาและแม่ทัพหยวนแล้ว ทุกอย่างหาได้อยู่ในสายตาไม่ 

การรอคอยทรมานเพียงไร เขาย่อมรู้ดี สิ่งที่คนทั้งคู่เลือก เฟยเมี่ยวคิดว่าในใจของเขานั้น ยินดีและพร้อมที่จะสนับสนุน 

"ข้าเรียกพวกเจ้ามาที่นี่ ก็ด้วยเรื่องนี้" ฉู่ชิงซากล่าว "หากเห็นว่าใครเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ ก็เอ่ยออกมา หรืออยากให้จัดงานประลองเพื่อคัดเลือกก็ยังได้"

"เรื่องนี้…" ผู้คนที่ยังคงไม่ได้รับการอนุญาตให้ลุกขึ้น ล้วนลอบส่งสายตาให้กัน ตระกูลใหญ่ที่ได้โอกาสช่างใจอยู่นาน ว่าควรเสนอบุตรหลานของตนหรือไม่ ด้วยไม่รู้ว่าที่ท่านจอมมารเอ่ยถามเช่นนี้ คือคิดจะให้พวกตนออกความเห็นจริง หรือเพียงแค่ถามลองเชิง

เมื่อไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดออกมา ฉู่ชิงซาก็ยกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เฟยเมี่ยวลงความเห็นแล้วว่า น่าเกลียดที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอ ก็เพราะรอยยิ้มเช่นนี้ มองเห็นทีไร  ชีวิตของเขาก็หาความสงบไม่ได้ทุกครั้งไป 

และก็เป็นไปตามที่คาด ในที่สุดฉู่ชิงซาก็พูดสิ่งนั้นออกมา "ถ้าพวกเจ้าไม่มี งั้นข้าขอเสนอ…"

ทุกชีวิตในห้องโถงต่างพร้อมใจกันสูดลมหายใจลึก ท่านจอมมารออกปากเองเช่นนี้คงหนีไม่พ้น… "หลิ่งเฟยอวี่ ลูกศิษย์เพียงคนเดียวของข้า"

นั่นไง….

รอบข้างคล้ายว่ามีดวงตามากมายจ้องมองตนอยู่ เฟยเมี่ยวแผ่นหลังเหยียดตรง เขาเหลือบตามองฉู่ชิงซาที่โยนเผือกร้อนใส่ศีรษะตน หากดวงตาสามารถเอ่ยวาจาแทนปากได้ ท่านจอมมารฉู่คงถูกคำด่า ปนสาปแช่งของเฟยเมี่ยวทับตายไปแล้ว

เฟยเมี่ยวกระแอมครั้งหนึ่ง กวาดตามองไปรอบตัว คนทั้งหมดที่นี่จึงก้มหน้าหนีไป "เสนอข้าก็ย่อมได้ แต่ก็ควรจะให้โอกาสผู้อื่นบ้าง ใครอยากจะเสนอชื่อผู้ใดก็กล่าวมาเถอะ"

"ได้สิ" ฉู่ชิงซารับคำ "ผู้ใดคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติเทียบเท่าศิษย์ของข้า ก็ก้าวออกมาเลย จะเป็นสตรีหรือบุรุษ ข้าย่อมตัดสินอย่างเท่าเทียม"

มีผู้อาวุโสจากตระกูลชนชั้นสูงสายหนึ่ง เอ่ยถามว่า "คุณสมบัติที่ว่านี่คือ…"

ฉู่ชิงซาหัวเราะน้อยๆ "ก็ไม่มีอะไรมาก ศิษย์ของข้าผู้นี้ ก็เพียงครอบครองพัดหวูชิงอยู่ วรยุทธและปราณมารของเขาก็นับว่าไม่เลว ชาติกำเนิดก็ธรรมดาสามัญไม่มีอะไรพิเศษ เป็นบุตรชายคนเดียวของราชินีจิ้งจอกซูเม่ยอิง ที่ไม่ได้มาเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้"

ผู้คนโดยรอบต่างก็คิดในใจเป็นเสียงเดียวกันว่า ตรงไหนเล่า ที่ควรใช้คำว่าธรรมดาสามัญมาบรรยาย

ฉู่ชิงซายังกล่าวต่ออย่างออกรสออกชาติว่า "เรื่องสถานะทางครอบครัวนั้น เสี่ยวเฟยของข้าออกเรือนไปแล้ว"

ผู้อาวุโสท่านเดิมเอ่ยค้านว่า "เช่นนั้นก็เป็นภรรยาหรือขอรับ คนแต่งเป็นภรรยาให้แก่บุรุษ จะให้ปกครองแดนมารได้อย่างไร"

"สามีของเขาก็คือเหวินฮุ่ยเฉิง เจ้าตำหนักซือโฮ่ว เรียกอีกชื่อหนึ่งก็คือราชาแห่งแดนเหมันต์ หรือพวกเจ้าจะกล้าบอกว่า ฮูหยินของเขาไม่มีความสามารถพอ ในการปกครองผู้คนหรือ" ใบหน้างามของท่านจอมมารมีแววลำบากใจอยู่ไม่น้อย "อ่ะ เรื่องนี้ให้ข้าไปพูดกับเขา ด้วยความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกันมาก็คงไม่เหมาะ หรือเจ้าจะไปแจ้งแก่เจ้าตำหนักเหวินด้วยตนเองเล่า ว่าภรรยาที่รักยิ่งของเขา ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งจอมมาร เช่นนั้นก็สามารถเสนอชื่อผู้อื่นมาแทนได้"

เฟยเมี่ยวกัดลิ้นของตนเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ อย่างน้อยในเวลาที่ดูจะตึงเครียด (จอมปลอม) เช่นนี้เขาก็ไม่ควรหัวเราะออกมา อย่างไรแล้วละครฉากนี้ของฉู่ชิงซา เขาก็อยากจะดูให้จบ คนปลิ้นปล้อนเช่นนี้ จะยังมีลูกไม้อะไรมาต่อรองกับตาเฒ่าพวกนี้อีก

ผู้อาวุโสท่านนั้นมีท่าทีกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด "เรื่องนี้…"

เหวินฮุ่ยเฉิงเป็นคนระดับไหนเล่า ท่านจอมมารฉู่บางครั้งในสายตาของอีกฝ่าย ยังไม่เห็นอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ ตัวมันเองจะให้นับเป็นตัวอะไรได้ อย่าว่าแต่กล้าไปบอกแก่อีกฝ่ายเรื่องภรรยาของเขา ว่าไม่เหมาะสมเลย แค่ให้ไปยืนอยู่ตรงหน้าคนหนุ่มผู้นั้น ตัวมันเองยังไม่แน่ว่าจะกล้าทำ 

ถ้าให้เลือกระหว่างต้องเผชิญหน้ากับคนผู้หนึ่ง ที่นับว่าเป็นของแสลงของคนเผ่ามารทั้งหมด กับมีชีวิตรอดต่อไป ตัวมันเองที่เข้าสู่ช่วงบั้นปลายชีวิตแล้ว ก็ขอเก็บชีวิตนี้ไว้ใช้แก่ตายเถิด

"เรื่องนี้ แล้วแต่ท่านจอมมารจะเห็นสมควรเถิดขอรับ" ในที่สุดผู้อาวุโสท่านนั้นก็ยอมล่าถอยกลับไป ฉู่ชิงซายกยิ้มที่มุมปาก ทั้งยังพยักหน้าขึ้นลง สีหน้าแสดงออกถึงความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง

คนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่ เมื่อเห็นผู้อาวุโสท่านนั้นยอมถอยกลับไปยืนที่เดิม น้ำหนักในใจก็เอนเอียงมาทางเฟยเมี่ยวเกินครึ่ง มีท่านจอมมารหนุนหลังเช่นนี้ สามียังเป็นบุคคลสำคัญในใต้หล้า ทั้งยังครอบครองหนึ่งในสามอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามาร ยังจะไปหาผู้ใดที่เหมาะสมกว่าเขาอีก

ฉู่ชิงซาเอ่ยเสียงดังว่า "หากไม่มีผู้ใดคัดค้าน เช่นนั้นก็…"

"ข้าขอคัดค้าน!" แต่โลกนี้ก็ต้องมีใครสักคน ที่อ่านสถานะการณ์ไม่ออกบ้างล่ะ ในตอนที่ฉู่ชิงซากำลังจะประกาศสละตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ให้แก่เฟยเมี่ยวนั้น ก็มีคนผู้หนึ่งก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องโถง เฟยเมี่ยวเลิกคิ้วขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ เจ้าตัวโง่งมผู้นี้เป็นใคร ไม่ดูตาม้าตาเรือพรวดพราดเข้ามา ไม่กลัวตายเลยหรือ 

เหลือบตามองไปทางบัลลังก์ เห็นใบหน้างามของฉู่ชิงซาเริ่มอึมครึม เฟยเมี่ยวก็ยกยิ้มที่มุมปากอย่างชอบใจ วันนี้เขาจะปักหลักอยู่ที่นี่แหละ คงยังมีเรื่องน่าสนุกให้เขาได้ดูอีกมากกระมัง

ฉู่ชิงซายกมือข้างหนึ่งขึ้นเท้าคาง แววตาจ้องมองผู้มาใหม่ไม่กระพริบ เขาเอ่ยถามอย่างไม่ใคร่จะสนใจนักว่า "เจ้าเป็นใคร"

"เรียนท่านจอมมาร ข้ามีนามว่าจางกั๋วชิ่งขอรับ" บุรุษผู้นั้นคารวะอย่างนอบน้อม

เฟยเมี่ยวเอ่ยถามแทนผู้เป็นอาจารย์ว่า "เป็นคุณชายน้อยจากตระกูลใหญ่ ทางไหนเล่า"

จางกั่วชิ่งมองเฟยเมี่ยวด้วยแววตาเฉยเมย คล้ายจะไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา "เหอะ ข้าเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของเจ้าวังหลีไห่"

"เจ้าวังหลีไห่?" คิ้วเรียวขมวดมุ่น "เรียนถามท่านจอมมาร เจ้าวังหลีไห่เป็นปีศาจอะไรหรือ ข้าไม่เคยได้ยิน"

ฉู่ชิงซาตอบอย่างไร้อารมณ์ว่า "เต่า"

อุ๊บ เฟยเมี่ยวยกชายเสื้อขึ้นปิดปาก อดกลั้นความขบขันอย่างสุดความสามารถ เต่าเนี่ยนะ หากเจ้าวังหลีไห่อะไรนั่นเป็นเต่า เจ้าหนูนี่ก็เป็นเต่าน่ะสิ เต่าน้อยคิดสู้กับปีศาจจิ้งจอก? เรื่องนี้หากแพร่งพรายออกไป คงกลายเป็นเรื่องตลกเรื่องใหม่ของเผ่ามารเลยกระมัง

จางกั๋วชิ่งถลึงตามองเฟยเมี่ยวอย่างเอาเรื่อง "เจ้าขำอะไร"

"เปล่า" เฟยเมี่ยวกล่าวทั้งรอยยิ้ม ด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก "เสียมารยาทต่อหน้าคุณชายเต่า...อะ เสียมารยาทต่อหน้าคุณชายจางแล้ว เฟยอวี่ขออภัย"

"จิ้งจอกบัดซบ!"

"พอ!" ฉู่ชิงซาตวาดลั่น "เจ้าไม่พอใจอะไร คิดจะคัดค้านที่ตรงไหนก็พูดมา อย่าทำให้ข้าเสียเวลามากนัก"

ท่านจอมมารมีโทสะแล้ว ผู้คนโดยรอบต่างเริ่มอกสั่นขวัญแขวน ต่างก็ก้มหน้าหลบตาด้วยกลัวว่าตนเองนั้นจะเดือดร้อนไปด้วย ในใจของทุกคนต่างรู้ดีว่า ท่านจอมมารเลือกผู้สืบทอดเอาไว้นานแล้ว ตั้งแต่ที่เฟยเมี่ยวกราบเขาเป็นอาจารย์ 

ซูเม่ยอิงเองก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ค้ำจุนแดนมาร หากบุตรชายของนางมิคู่ควร ผู้ใดจะกล้าคู่ควรอีก เพียงแต่ก็ยังคงติดที่ว่า เฟยเมี่ยวยามนี้ในร่างของหลิ่งเฟยอวี่ เขาเป็นครึ่งมารครึ่งมนุษย์ จะให้ผู้ที่มิได้มีสายเลือดบริสุทธิ์มาปกครองแดนมาร ให้มารปีศาจมากมายก้มหัวให้ ก็ยังนับว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้อยู่บ้าน จึงมีการคัดค้านเกิดขึ้น 

เจ้าวังหลีไห่ก้าวออกมาข้างหน้า ดึงตัวบุตรชายไปหลบอยู่ด้านหลัง สองมือประสานกันก้มศีรษะลงต่ำ "บุตรชายของข้าน้อยไม่รู้ความ ท่านจอมมาร คุณชายหลิ่งโปรดอภัย"

"ท่านพ่อ!"

"เจ้าหุบปาก!" เงาหัวจะไม่มีกันอยู่แล้ว เจ้าเด็กโง่งมผู้นี้คิดจะทำอะไรกันแน่ ยามนี้แม้แต่หน้าคุณชายหลิ่ง ผู้เฒ่าเช่นเขายังไม่กล้ามองเลย

เฟยเมี่ยวลอบสังเกตสีหน้าของผู้เป็นอาจารย์คราหนึ่ง ก็เห็นว่าฉู่ชิงซาพยักหน้าให้ เรื่องนี้ถือว่ามอบให้เขาจัดการแล้ว เขาเอ่ยถามจางกั๋วชิ่ง "เหตใดเจ้าถึงคัดค้านเล่า ข้าดูไม่เหมาะจะเป็นจอมมารหรือ"

"เจ้าย่อมไม่เหมาะสม" จางกั๋วชิ่งกล่าว "เจ้ามิใช่คนของเผ่ามารเต็มร้อย จะให้นั่งบัลลังก์ของเผ่ามารได้อย่างไร"

"เช่นนั้นใครเล่าที่เหมาะสม"

"ข้า…"

"เจ้าหรือ?"

"มิใช่ ข้าหมายถึงว่า…"

"เช่นนั้นก็จัดงานประลอง อย่างที่ควรจะเป็นเถอะ" เฟยเมี่ยวไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดต่อ ก็ตัดจบบทสนทนานี้ทันที แล้วลุกขึ้นยืน เขาประสานมือกล่าวอย่างนอบน้อมว่า "หลายปีมานี้ติดตามอาจารย์ เฟยอวี่ไม่กล้าอวดอ้างว่ามีความสามารถเพียงพอหรือไม่ ให้การประลองนี้เป็นตัวตัดสิน ให้ทุกคนได้ประจักร ว่าข้าเหมาะสมกับตำแหน่งของอาจารย์ข้าหรือไม่ จะได้ไม่มีผู้ใดมาครหาในการตัดสินใจของท่านจอมมารฉู่ในภายหลัง"

กวาดตามองไปรอบตัวอีกครั้ง เกินครึ่งล้วนอยู่ฝั่งเขาแล้ว เฟยเมี่ยวก็กล่าวต่ออย่างใจกว้างว่า "แน่นอนว่า ผู้อาวุโสจากตระกูลใหญ่ทั้งหลาย สามารถส่งบุตรหลาน หรือคนที่คิดว่าเหมาะสมกว่าเฟยอวี่ ขึ้นมาประลองได้ เช่นนี้เป็นท่านจอมมารเห็นว่าเป็นเช่นไรขอรับ"

ฉู่ชิงซาปรบมืออย่างชอบอกชอบใจ นานแล้วจริงๆ ที่แดนมารมิได้มีเรื่องสนุกเช่นนี้ให้ดู "ดียิ่ง เอาตามที่เสี่ยวเฟยว่า ข้าจะเตรียมการเดี๋ยวนี้"

เจ้าวังหลีไห่ถึงกับยืนไม่อยู่ หากมิใช่บุตรชายตัวดีเข้ามาประคองเอาไว้ ผู้เฒ่าเต่าคงล้มหงายหลังไปแล้ว "ท่านจอมมารขอรับ กั๋วชิ่งของข้าไม่รู้ว่า กล่าววาจาล่วงเกินท่านศิษย์ ขอท่านจอมมารไตรตรองด้วย"

คนผู้นี้เป็นใคร เขาคือศิษย์รักของฉู่ชิงซาเชียวนะ เรื่องครั้งนี้แม้ว่าจะดูเหมือนใช้เส้นสาย แต่ท่านจอมมารที่นั่งอยู่บนบัลลังก์อยู่ยามนี้ เป็นตัวโง่งมหรือ ฉู่ชิงซาปกครองแดนมารมากี่ร้อยปี เขาไม่มีทางเลือกผู้สืบทอดเพียงเพราะว่า อีกฝ่ายเป็นลูกศิษย์ของตนแน่ หากเจ้าเด็กคนนี้ไม่มีอะไรดี ไหนเลยฉู่ชิงซาจะยอมออกหน้า กล่าววาจามากมายเพื่อเขา

รู้อย่างนี้แล้ว หากผู้เฒ่าเช่นเขายังยอมปล่อยให้บุตรชายโง่เง่าของตนลงแข่ง มิเท่ากับว่าเขาส่งบุตรชายไปตายหรือ 

"ไตรตรองอะไร ทุกอย่างล้วนตัดสินใจไปแล้ว" ฉู่ชิงซาตอบกลับ จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงอันดังว่า "เลิกประชุม"

งานประลองตกลงจะจัดขึ้นในอีกสามวันให้หลัง แดนมารวุ่นวายอย่างยิ่ง เฟยเมี่ยวเองก็พักในวังสือซว่าน ห้องที่เขาพัก ก็คือห้องของท่านจอมมารฉู่ผู้เป็นอาจารย์ ส่วนเจ้าของห้องนั้น โดดหน้าต่างหนีหายไปตั้งแต่ยามซวีแล้ว 

พู่กันที่จุ่มน้ำหมึกจนเปียกชุ่ม ถูกจรดลงบนแผ่นการดาษ เป็นตัวอักษรไม่กี่คำ มีความหมายว่า "อีกสามวันให้หลังจึงจะกลับ" จากนั้นรอจนหมึกแห้ง เฟยเมี่ยวก็พับกระดาษแผ่นนั้น แล้วปัดมือครั้งหนึ่ง เทียนไขใกล้มือก็ส่องสว่าง เขาเอาจดหมายแผ่นนั้นรนไฟ พอกระดาษมอดไหม้ไปจนหมดแล้ว ก็กล่าวว่า "ไปหาเหวินฮุ่ยเฉิง"

ส่งจดหมายเสร็จแล้ว เฟยเมี่ยวจึงวางใจ สามารถนอนหลับได้ในที่สุด…

สามวันให้หลัง เหล่าผู้คนทั่วทั้งแดนมารก็มารวมตัวกัน งานประลองครั้งนี้ข้ามขั้นพิธีการ ทั้งการคัดเลือกผู้เข้าร่วมและอื่นๆ อีกมากมาย กลายเป็นการประลองฝีมือ เพื่อแย่งชิงตำแหน่งจอมมารไปเสียแล้ว 

เฟยเมี่ยวยืนอยู่กลางเวทีประลอง โบกหวูชิงไปมาไม่ได้ดูเดือดเนื้อร้อนใจแม้แต่น้อย อีกด้านยังมีจางกั๋วชิ่งที่เตรียมพร้อมแล้วยืนอยู่ 

จางกั๋วชิ่งเอ่ยถามว่า "ด้วยท่าทางของคุณชายแล้ว คงมั่นใจสินะ ว่าวันนี้จะไม่ขายหน้าแน่ๆ"

เฟยเมี่ยวโบกพัดเบาๆ ที่หน้าอก เขาแย้มยิ้มอย่างสบายใจ คำพูดยังดูเกียจคร้านอีกหลายส่วน "เต่าน้อยมีอะไรจะชี้แนะก็ว่ามาเถอะ มีฝืมืออะไรก็แสดงออกมา หากเจ้าเก่งอย่างปากว่าจริง ตำแหน่งจอมมารนี้ย่อมเป็นของเจ้า"

"อวดดี!" จางกั๋วชิ่งเส้นเลือดปูดโปน เจ้าจิ้งจอกชั่วช้าครั้งก่อนก็หัวเราะเยอะเขา ครั้งนี้ยังมาดูถูกเขาอีก น่าตายนัก! "วันนี้ข้าจะถลกหนังเจ้าออกมาทำเสื้อคลุม!"

"มาความสามารถก็มาเอาไป"

ฉู่ชิงซากล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน "เริ่มการประลองได้!"

จางกั๋วชิ่งลงมือก่อน อาวุธของเจ้าเต่าน้อยคือทวนยักษ์ที่ห่อหุ้มด้วยเกราะที่ทำด้วยน้ำ เพียงเขาสะบัดหนึ่งครั้ง น้ำที่คล้ายน้ำกรดก็สาดกระเซ็นไปทั่วเวที เฟยเมี่ยวเบี่ยงตัวหลบ ที่หลบไม่พ้นก็ใช้หวูชิงพัดให้จางหายไป 

คิ้วเรียวเลิกขึ้นอย่างสนใจกว่าเมื่อครู่ "นี่ของเล่นอะไร เต่าน้อยทำเช่นนี้คิดฆ่าคนหรือ"

เหวินฮุ่ยเฉิงลุกขึ้นยืน ดวงตาคมหรี่ลงมีประกายของจิตสังหารชัดเจน ลู่จิวคว้าแขนของผู้เป็นบิดาเอาไว้แน่น แววตายังเคร่งเครียด ในใจก็ไม่สงบ เขาหันกลับไปถามฉู่ชิงซาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "ท่านจอมมารเจ้าคะ ท่านแม่จะชนะหรือไม่เจ้าคะ"

"ขลุ่ยน้อย เจ้าอยู่กับเสี่ยวเฟยมากี่ปี"

"สามปีแล้วเจ้าค่ะ"

"เช่นนั้น เจ้าไม่รู้หรือว่ายามนี้มารดาของเจ้านั้น เขาดูสนุกกับเรื่องตรงหน้าเพียงใด"

เมื่อมองให้ดีแล้ว ลู่จิวพบว่า คนงามตรงหน้ากำลังยกยิ้มอย่างถูกใจ คล้ายได้เจอของเล่นแก้เบื่อก็มิปาน นั่นสิ เขาต้องห่วงอะไรเล่า ท่านแม่ของเขานั้นเก่งกาจยิ่ง ไหนเลยเจ้าลูกเต่าโง่เง่านั่นจะเทียบได้ ความจริงจังและความเป็นผู้ใหญ่ถูกเก็บซ้อนเอาไว้ตามเดิม กลายเป็นเพียงเด็กน้อยวัยสิบขวบ ที่ไร้เดียงสาตามเดิม

เฟยเมี่ยวหลบหลีกการโจมตีไปเรื่อยๆ โดยไม่ออกกระบวนท่าโต้กลับแม้แต่ครั้งเดียว ท่วงท่าการหลบกลับมิได้ดูเหมือนหนีหัวซุกหัวซุน เหมือนคนสิ้นไร้หนทาง แต่กลับคล้ายคนงามที่กำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานเสียมากกว่า จาวกั๋วชิ่งตวาดด้วยโทสะ "เจ้าจะหนีอีกนานไหม! หากไม่มีใจจะสู้ก็ยอมแพ้ไปเสีย!"

เฟยเมี่ยวปรายตามองคนที่ยืนกอดทวน หอบแฮ่กอยู่ตรงหน้า ในดวงตาหงส์ปรากฏความเวทนาเขาขึ้นมาบ้าง จึงกล่าวว่า "สู้สิ เพียงแต่ช่วงนี้ข้าเกียจคร้านมากไปหน่อย จึงต้องอบอุ่นร่างกาย ยืดเส้นยืดสายเสียก่อน มิเช่นนั้น อาจจะแสดงความสามารถได้ไม่เต็มที่นัก"

"เหอะ ช่างมั่นอกมั่นใจนักน" ทวนในมือจางกั๋วชิ่งตวัดคมใส่เฟยเมี่ยวครั้งหนึ่ง ปรากฏคลื่นน้ำรูปร่างคล้ายใบมีดพุ่งเข้าใส่เฟยเมี่ยวอย่างรวดเร็ว เฟยเมี่ยวพลิกข้อมือ กางหวูชิงตั้งรับเอาไว้ได้ จากนั้นสะบัดใบมีดน้ำนั่นทิ้ง ในมือของเขาพลันปรากฏกระบี่สีเงินเรืองรอง เกล็ดหิมะปลิวไสว นั่นก็คือกระบี่เหมันต์ของเหวินฮุ่ยเฉิงนั่นเอง

ผู้คนโดยรอบต่างส่งเสียงฮือฮา กระบี่เล่มนี้สังหารคนเผ่ามารไปเท่าใด อาบเลือดบาปของผู้คนไปเท่าไหร่ ค้ำจุนแดนเหมันต์ให้มีวันนี้มาตั้งแต่บรรพกาล เวลานี้เหวินฮุ่ยเฉิงถึงกับมอบมันให้แก่เฟยเมี่ยว นั่นแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของเจ้าตำหนักเหวิน ว่าต้องการพลักดันให้ฮูหยินของตน ขึ้นนั่งในตำแหน่งนี้ต่อจากฉู่ชิงซา 

อีกทั้งเฟยเมี่ยวยังสามารถใช้กระบี่เหมันต์ได้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า กระบี่เล่มนี้ยอมรับอีกฝ่ายเป็นนายแล้ว มีหนึ่งในสามอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามาร มีกระบี่เหมันต์ของแดนเหมันต์ มีท่านจอมมารและเจ้าตำหนักเหวินหนุนหลังอยู่ การประลองครั้งนี้ หากมิได้โง่งมเกินไปนัก ก็ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าแข่งต่อแล้ว

เห็นจางกั๋วชิ่งสั่นสะท้าน เฟยเมี่ยวก็ถามเขาว่า "จะสู้หรือยอมแพ้เล่า"

"ย่อมสู้!" จางกั๋วชิ่งชี้หน้าเขา "เจ้ามันหน้าไม่อาย อาวุธนี้มิใช่ของเจ้า ยังจะกล้าเอามาใช้ มิเท่ากับว่ายืมมือผู้อื่นมาเอาชนะข้าหรือ"

"เหลวไหล" เฟยเมี่ยวปรายตามองเขาอย่างเบื่อหน่าย "มีคำกล่าวที่ว่า สามีภรรยานั้นนับเป็นคนคนเดียวกัน ข้าใช้อาวุธของสามีตัวเอง ผู้ใดกล้าเดือดร้อนเล่า อีกอย่างที่ไม่ใช้หวูชิงกับเจ้านั้นมีเหตุผลอยู่"

"อะไร"

มือเรียวกางพัดออกมาอย่างเชื่องช้า ยามที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของเฟยเมี่ยวยังเป็นสุขอย่างยิ่ง "นั่นเพราะว่า บนพัดเล่มนี้นั้น มีภาพวาดทิวทัศน์ของแดนเหมันต์อยู่ สามีของข้ามอบให้ไว้เป็นของแทนใจ หากเอามาต่อยตีกับเจ้า แล้วภาพวาดของข้าเสียหายไป เต่าน้อยเช่นเจ้าต่อให้มีเป็นพันชีวิต ก็ยังไม่พอชดใช้หรอกนะ"

เหวินฮุ่ยเฉิงยกยิ้มที่มุมปาก

ฉู่ชิงซาและหลิ่งฮวา ปิดปากหัวเราะชอบใจ

ซูเม่ยอิงกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย

ผู้คนโดยรอบที่ได้ยินเรื่องนี้ ต่างก็ทำสีหน้าแตกต่างกันไป บ้างชมว่าเจ้าตำหนักเหวินและท่านศิษย์ ช่างเป็นคู่สามีภรรยาที่รักกันมิจืดจาง บ้างเอียงอายแทนคนกล่าวจนต้องปิดหน้าเอาไว้ 

บ้างตำหนิที่เขาไม่รู้จักรักษาของ พัดหวูชิงเป็นของวิเศษของเผ่ามาร นับเป็นอาวุธสังหารที่เหี้ยมโหด มีจิตวิญญาณ เดิมเป็นของมารดาของเหวินฮุ่ยเฉิง ทุกคนต่างรู้ดี ยามนี้กลับถูกผู้เป็นบุตรเอามาวาดภาพ แล้วมอบให้ภรรยาเป็นของแทนใจ ใช่ว่าเจ้าตำหนักเหวินเลือกใช้ของผิดวิธีไปหรือไม่

เฟยเมี่ยวหาได้เอาคำพูดของคนรอบข้างมาใส่ใจไม่ เขาหวงพัดเล่มนี้มากจริงๆ อาเฉิงอุตส่าห์อดหลับอดนอนวาดมันให้เขา เรื่องอะไรจะให้มาพังเพียงเพราะประลองกับเจ้าเต่านี่ ผ่านไปหลายสิบกระบวนท่า ก็ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ จางกั๋วชิ่งหอบหายใจหนัก ราวกับไปวิ่งรอบภูเขาลูกใหญ่สักสิบรอบได้ ต่างกับเฟยเมี่ยว ที่เพียงมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาที่ข้างขมับเท่านั้น 

เหลือบตามองไปเห็นที่ตรงที่ลู่จิวยืนอยู่มีแดดส่อง เฟยเมี่ยวก็กลัวว่าบุตรชายจะร้อนเกินไป เขาอยากจะตะโกนบอกให้เจ้าลูกโง่นั่น ไปหาร่มไม้ใกล้ๆ ยืนแต่ก็คิดได้ว่า หากทำเช่นนั้นจะดูไม่เหมาะไม่ควรเกินไปหน่อย จึงหันมากล่าวกับจางกั๋วชิ่งว่า "ยอมแพ้เถอะ ข้าเบื่อจะเล่นกับเจ้าแล้ว"

เขาเป็นคนมีภาระ มีลูกต้องดูแล สามีก็รออยู่ เจ้าลูกเต่านี่คิดจะให้เขาอยู่เป็นเพื่อนเล่นไปถึงเมื่อไหร่กัน 

"ผู้ใดเล่นกับเจ้า หากเจ้ามิยอมสู้ดีๆ ก็ยอมแพ้ไปเสีย!" จางกั๋วชิ่งกล่าวอย่างไม่ไว้หน้า "คนเช่นเจ้า ไหนเลยจะสามารถปกครองแดนมารได้"

"คู่ควรหรือไม่ ก็ไม่รบกวนให้คนที่แม้แต่สถานะของตนเอง ยังไม่รู้เช่นเจ้ามาสั่งสอนหรอก" เฟยเมี่ยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง "หากมิเห็นแก่บิดาเจ้า ที่ขอร้องไว้ คนปากดีเช่นเจ้าป่านนี้ถูกฟาดตายไปแล้ว"

"บิดาข้าเกี่ยวอะไรด้วย!"

"เจ้าคิดว่าอาศัยเพียงวิชาแมวสามขาเช่นนี้ จะสามารถยืนอยู่ต่อหน้าข้าได้นานขนาดนี้หรือ" ริมฝีปากบางแย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน "ล้วนเป็นบิดาของเจ้า ที่ขอร้องมาทั้งสิ้น"

"เจ้าโกหก!"

"ข้าพูดจริง"

"โกหก!" ทวนใหญ่พุ่งเข้าใส่เฟยเมี่ยวอย่างดุดัน เขาตั้งรับเอาไว้ได้ เสียงกระบี่กับทวนเสียดสีกัน แสบแก้วหูยิ่ง รอบข้างเกิดเป็นประกายไฟ และระเบิดออกมา ผู้คนโดยรอบต่างพากันถอยหลังออกห่างจากเวที

ดวงตาของจางกั๋วชิ่งแดงก่ำอยู่ๆ เขาก็กรีดร้องออกมา ร่างกายแปรเปลี่ยนเป็นเต่าปีศาจสีดำทมิฬ บนกระดองแข็งแกร่งมีหนามแหลมคม ไอมารมากมายพวยพุ่งขึ้นมารอบตัวเขา ความเร็วในการเคลื่อนตัว นับว่ารวดเร็วเกือบจะเทียบเท่ากับจิ้งจอกด้วยซ้ำ

ซูเม่ยอิงตะโกนว่า "เฟยเอ๋อร์ลมหายใจของเขามีพิษ ถอยออกมา!"

เฟยเมี่ยวเตะเท้าไปข้างหน้า ส่งแรงให้ตนเองลอยไปที่ด้านหลัง เขาหมุนตัวขึ้นไปยืนอยู่บนเสามุมหนึ่งของเวที ชั่วพริบตานั้น มีจิตสังหารสองสายพุ่งตรงมาหาเขา หนึ่งคือเจ้าเต่าดำที่อยู่บนพื้น สองมาจากทางด้านหลัง เฟยเมี่ยวกระโดดขึ้นไปบนท้องฟ้า หลบการโจมตีของทั้งสองทาง 

ฉู่ชิงซาที่รู้สึกได้เช่นกัน ก็ซัดฝ่ามือไปยังทิศทางนั้นแทนผู้เป็นศิษย์ ที่ยังคงติดพันการต่อสู้อยู่

ซูเม่ยอิงกล่าวอย่างเดือดดาลว่า "ข้าตามเอง" จากนั้นร่างของราชินีจิ้งจอกก็จางหายไป

เท้าของเฟยเมี่ยวแตะที่ต้นเสาอีกครั้ง ห่างทั้งเก้าปรากฏแก่สายตาผู้คน ใบหูจิ้งจอกที่มิใช่สีใดสีหนึ่ง กลับเป็นสีขาวปลายม่วงพวงหางก็เป็นเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังมีสายฟ้าวนเวียนรอบตัวของเขา ดวงตาสีม่วงใสราวกับลูกแก้ว จ้องมองเต่าดำที่กระเริ่มกระจายพิษออกมาไม่หยุด อย่างเย็นชา

โง่เขลานัก ตำแหน่งจอมมารสำคัญนักหรือ เขาใจเย็นเสมอ หากแม้ว่าเจ้าเต่าตัวนี้จะเพียงดูถูก หรือท้าทายเขา แต่ครั้งนี้คนที่เขารักล้วนอยู่ที่นี่ แม้จะรู้ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงอะไร เฟยเมี่ยวก็ยังมีโทสะอยู่ดี กระบี่เหมันต์ถูกส่งกลับคืนสู่มือของเหวินฮุ่ยเฉิง แรงส่งถึงกับทำให้มือของเหวินฮุ่ยเฉิงชาไปชั่วขณะ พัดหวูชิงเองก็หายไปจากฝ่ามือ 

ได้ยินผู้เฒ่าคนหนึ่งกล่าวว่า "ท่านศิษย์คิดจะยอมแพ้หรือ"

ฉู่ชิงซากลับกล่าวอย่างร้อนรนว่า "กางม่านพลัง!

"เสี่ยวจิว" น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับสายลมที่พัดผ่าน กลับดังกังวานไปทั่วบริเวณ เฟยเมี่ยวยื่นมือข้างหนึ่งออกมา

ลู่จิวลุกขึ้นขานรับเสียงดัง "เจ้าค่ะท่านแม่!"

ร่างของเด็กน้อยวัยสิบขวบ แปรเปลี่ยนเป็นขลุ่ยหยกสีขาวบริสุทธิ์ ลอยไปอยู่ในมือของผู้เป็นมารดาอย่างว่าง่าย เฟยเมี่ยวยกขลุ่ยอิ้งเยว่ขึ้นมาจรดที่ริมฝีปาก ก่อนจะพึมพำเสียงแผ่วว่า "การประลองครั้งนี้ มาทำให้มันจบๆ ไปสักทีเถิด"

เสียงคล้ายระฆังดังหนึ่งครั้ง ต่อมากลับเป็นท่วงทำนองของเพลงบทหนึ่ง ไม่รู้ว่าให้ความรู้สึกเช่นไรในยามที่ได้ฟัง เพราะผู้ที่ได้ฟังส่วนใหญ่ ต่างกรีดร้องออกมาราวกับคนเสียสติ ดวงตาหงส์จ้องมองไปยังเจ้าเต่าดำที่อยู่บนพื้น พลังมารสองสายปะทะกันรุนแรง สายลมโดยรอบพัดโหมกระหน่ำ จนทั่วทั้งบริเวณนี้เละเทะไปหมด มีก็เพียงในส่วนที่ฉู่ชิงซาและเหวินฮุ่ยเฉิงนั่งอยู่เท่านั้น ที่ยังคงปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน 

ท้องฟ้ามืดลงราวกับเป็นยามราตรี หมู่เมฆแปรปรวนยกใหญ่ สายฟ้าฟาดลงมาราวกับเกิดอาเพศ ดวงจันทร์สาดส่องแสงสีแดงเพลิงราวกับโลหิตที่เดือดเป็นลาวา พวงหางทั้งเก้าของเฟยเมี่ยวพลิ้วไหวไปตามแรงลม ยังคงยืนในท่าที่มั่นคง เป่าขลุ่ยในท่วงทำนองที่ดุดันขึ้นเรื่อยๆ บรรยากาศกดดันจนหนักอึ่ง ไม่นานนักผู้คนโดยรอบก็เริ่มกระอักเลือดออกมา ไม่เว้นแม้แต่เจ้าเต่าโง่เขลาที่อยู่เบื้องล่าง 

เจ้าวังหลีไห่ที่อยู่ใกล้ฉู่ชิงซาคุกเข่าลงอย่างอ่อนแรง ผู้เฒ่าชรากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เขาก็คือจิ้งจอกในคำทำนาย เป็นจิ้งจอกอนันตกาลตนนั้นหรือขอรับ"

ฉู่ชิงซาขมวดคิ้วเล็กน้อย ฝ่ามือที่กางม่านพลังป้องกันเอาไว้ เริ่มคล้ายถูกกระแสของสายฟ้าช็อตเบาๆ ขลุ่ยอิ้งเยว่ร้ายกาจก็จริง แต่หากผู้เป่าไม่มีความสามารถ ไร้ซึ่งพลังและปราณมารมหาศาลแล้วล่ะก็ คงไม่สามารถดึงเอาพลังทั้งหมดของขลุ่ยอิ้งเยว่ออกมาได้ เขาหันไปตอบกลับเจ้าวังหลีไห่ว่า "ใช่แล้วอย่างไร เรื่องนี้อย่างไรเสีย ก็เป็นบุตรชายของท่านรนหาที่เอง"

"อ๊ากกกก" เต่าดำจางกั๋วชิ่งดิ้นทุรนทุราย เลือดมากมายคล้ายถูกเสียงขลุ่ยบีบเคร้นออกมาจากร่าง

เห็นเลือดมากมายเริ่มไหลซึมอาบเวทีประลอง ผู้เฒ่าจางก็ยอมละทิ้งศักดิ์ศรี ก้มหัวลงโขกศีรษะให้ฉู่ชิงซา "ท่านจอมมารโปรดช่วยบุตรชายของข้าด้วยขอรับ!"

ฉู่ชิงซาลุกขึ้นยืน เพิ่มกำลังในการป้องกันมากขึ้น เมื่อจังหวะของเพลงที่เฟยเมี่ยวเป่า เข้าสู่ช่วงที่ดุดันและรุนแรงที่สุด "เฟยอวี่คือผู้ปกครองแดนมารคนต่อไป เขาย่อมไม่ทำร้ายคนใต้อาณัติของตน"

เมื่อเสียงเพลงสงบลง ที่ลานประลอง เวทีก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ไปแล้ว เห็นเพียงร่างของจางกั๋วชิ่งที่นอนหมดสติ จมกองเลือดอยู่ และเฟยเมี่ยวที่ยังคงยืนอยู่บนเสาต้นนั้น ท้องฟ้าเริ่มกลับมาเป็นปกติในที่สุด แสงสุริยันยามเย็นส่องร่างของเขา พวงหางสีแปลกตาทั้งเก้ากวัดแกว่งไปมาอย่างอิสระ ขลุ่ยอิ้งเยว่ถูกถือในท่าแนบลำตัว มองดูแล้วทั้งให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม และงดงามเหนือสิ่งใด

ม่านพลังถูกคล้ายออก เสียงของฉู่ชิงซาดังก้องด้วยพลังปราณ "ผู้ชนะในการประลองครั้งนี้ และจะได้เป็นจอมมารคนต่อไปก็คือ หลิ่งเฟยอวี่!"

 

 

ยินดีกับท่านจอมมารคนใหม่ด้วยนะเจ้าคะ เย้เย้

พูดคุยกับเถียนซินได้ที่

เพจ เถียนซิน

ทวิตเตอร์ @Hanfeng62416408

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 108 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,131 ความคิดเห็น

  1. #1072 K.white wine (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 23:43
    โห เท่มากแม่ เท่ชิบหายเลย
    ว่าแต่ใครมันจะฆ่าลูกฉัน!!!!
    #1,072
    0
  2. #965 DBJJKM97 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 23 มกราคม 2563 / 22:37
    เย้ๆๆๆๆชนะแล้วววว
    #965
    0