หนทางสู่การเป็นท่านจอมมาร [สนพ.NanaNaRis YBooks]

ตอนที่ 41 : บทที่.34 เหล้ามงคล ร่วมชีวิต 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,122
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 94 ครั้ง
    12 ม.ค. 63

บทที่.34

เหล้ามงคล ร่วมชีวิต

"หมายความว่า ที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็คือขลุ่ยอิ้งเยว่?" ฉู่ชิงซาพยายามชะโงกหน้ามอง เด็กที่หลบอยู่ข้างหลังของเฟยเมี่ยว ทั้งยังเกาะขาของศิษย์รักของเขาเอาไว้ ไม่ปล่อยอย่างสนอกสนใจ หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดจบ

เฟยเมี่ยวจับแขนของลู่จิวเอาไว้ ดันเด็กน้อยให้มายืนข้างหน้าของตน ทั้งยังเอ่ยกับเขาว่า "ไม่ต้องกลัว ไม่มีผู้ใดทำร้ายเจ้า"

"จริงหรือเจ้าคะ"

"จริงสิ" ฉู่ชิงซาเป็นผู้ตอบคำถามนี้ เขายื่นมือส่งให้อีกฝ่าย "ไหน มาให้ข้าดูหน้าเจ้าใกล้ๆ"

เฟยเมี่ยวกล่าวว่า "เสี่ยวจิวไปหาท่านจอมมารสิ"

ลู่จิวเดินเข้าไปหาฉู่ชิงซาตามคำสั่งของเฟยเมี่ยว จากนั้นตัวของเขาก็ลอยขึ้นเหนือพื้น เมื่อถูกคนตรวหน้าอุ้มขึ้นมา ด้วยความตกใจ ลู่จิวกอดคอของฉู่ชิงซาเอาไว้แน่น ดวงตากลมหลับลงก่อนฟจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อถูกฉู่ชิงซาเคาะจมูกเบาๆ

ฉู่ชิงซายิ้มเล็กน้อย "เจ้าขลุ่ยน้อย คนพวกนั้นทุบตีเจ้าหรือไม่"

ลู่จิวพยักหน้ารับ เขากล่าวตามความจริงว่า "ตีเจ้าค่ะ"

ท่านจอมมารฉู่หัวเราะเบาๆ "เหตุใดจึงใช้คำว่าเจ้าค่ะเล่า ขลุ่ยอิ้งเยว่เป็นแม่นางน้อยหรือ"

"ความจริงจิวเป็นบุรุษเจ้าค่ะ" ลู่จิวตอบกลับ "แต่จิวก็อยากเป็นสตรีเจ้าค่ะท่านจอมมาร"

ฟังคำกล่าวเช่นนี้จบ ฉู่ชิงซาก็กระพริบตาปริบๆ มองเด็กน้อยในอ้อมแขนอย่างมึนงง บุรุษที่เป็นชายงาม ท่าทางอ่อนช้อยนุ่มนวลราวกับอิสตรี เขาเคยพบเห็นมาบ้าง แต่คนที่กล่าวว่าตนเองอยากจะเป็นหญิงนั้น ต่อให้เป็นแดนมารที่มีสิ่งแปลกประหลาดมากมาย ฉู่ชิงซาก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีบุรุษใดเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมา ยิ่งกับเด็กน้อยที่อายุเพียงไม่กี่ขวบเช่นนี้ ยิ่งไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้

เขาเอ่ยถามลู่จิวต่ออย่างใคร่รู้ "เจ้าเป็นบุรุษต้องห้าวหาญ เด็ดเดี่ยว องอาจ และสง่างาม ความภูมิใจเหล่านี้สตรีหามีไม่ เหตุใดจึงอยากเป็นอย่างพวกนาง อ่อนแอราวกับกิ่งหลิว มองดูแล้วบอบบางจนน่ารำคาญ"

ลู่จิวเห็นว่าแม้ฉู่ชิงซาจะกล่าวเช่นนั้น ใบหน้างดงามก็ยังมีรอยยิ้มอยู่ เขาจึงกล่าวว่า "ข้ามิได้ปรารถนาความองอาจห้าวหาญ ข้าเพียงอยากเป็นสตรีผู้หนึ่ง มีคนรักที่ดี ใช้ชีวิตเรียบง่ายก็พอแล้ว"

ทุกอย่างบนโลกใบนี้สำหรับเขาล้วนแปลกใหม่ ตอนแรกที่รับปากอยู่กับท่านแม่คนงามนั้น เขายังมีความกังวลใจอยู่บ้าง ว่าจะสามารถอยู่กับอีกฝ่ายได้จริงหรือ แต่คนที่ช่วยตนออกมาจากสถานการณ์เช่นนี้ ลู่จิวคิดว่าเขาต้องไม่ใช่คนเลวร้ายแน่ พอรุ่นสางท่านแม่ก็มาบอกกับตนว่า จะพามาทำความรู้จักกับคนอื่น มีบุรุษที่ชื่อมี่ถง เจ้าแมวตัวอ้วนที่เป็นสัตว์เลี้ยงของท่านพ่อ ยังมีท่านจอมมารที่ทำให้เขาตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก จอมมารตัวเป็นๆ ไม่ใช่ในหนังเชียวนะ 

เป็นของแรร์ไอเทม บิ๊กบอสของเผ่ามาร เกิดแล้วตายอีกสามชาติยังไม่แน่ว่าจะได้พอเลยนะ...

ตอนแรกเขาคิดว่าอีกฝ่ายจะต้องหน้าตาดุร้าย มีไอสีดำปกคลุมรอบตัว บรรยากาศรอบข้างดูอึมครึมไม่น่าเข้าใกล้ แต่เมื่อได้พบจริงๆ กลับไม่เป็นไปดั่งที่คิด เมื่อเขาพบว่าท่านจอมมารงดงามมาก งดงามเหมือนกับท่านแม่ของเขา แม้ว่าดวงตาจะมีความน่าหวาดกลัวอยู่ แต่โดยรวมแล้วท่านจอมมารฉู่ที่เขาได้พบในวันนี้นั้น ทั้งใจดีและอ่อนโยนยิ่ง 

หากเฟยเมี่ยวมาได้ยินความคิดเช่นนี้ ของบุตรชายหมาดๆ ของตนแล้วล่ะก็ ต้องกระอักเลือดออกมาเป็นแน่ อะไรคือทั้งใจดีและอ่อนโยน หากลู่จิวมิใช่คนเผ่ามารแล้วละก็ ความใจดีและอ่อนโยนเช่นนี้ แม้เพียงครึ่งส่วนก็อย่าหวังว่าจะได้เห็นจากฉู่ชิงซาเลย

ฉู่ชิงซาวางลู่จิวลงบนพื้น เขาเอ่ยถามเฟยเมี่ยวว่า "หลังจากนี้เจ้าจะทำเช่นไร"

"คงไปแดนเหมันต์พร้อมอาเฉิงกระมัง ข้ายังไม่ได้คิดอย่างอื่น" เฟยเมี่ยวตอบกลับ

"นี่ตกลงว่าเจ้าจะแต่งกับเขาจริงหรือ?" ฉู่ชิงซามองเฟยเมี่ยวสลับกับเหวินฮุ่ยเฉิง ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง ก่อนจากมาเสี่ยวเฟยของเขายังคงจำเรื่องราวอะไรไม่ได้อยู่เลย ยามนี้ถึงกับคิดจะตบแต่งกันเป็นเรื่องเป็นราว แม้แต่ซูเม่ยอิงยังน้ำท่วมปากที่จะเอ่ยคัดค้าน แต่ก็ช่างเถอะ ขอเพียงเสี่ยวเฟยของเขามีความสุข เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

เหวินฮุ่ยเฉิงมุมปากกระตุก เขาถลึงตามองฉู่ชิงซาอย่างเอาเรื่อง "เอ่ยถามเช่นนี้ หรือท่านมีตรงไหนที่ข้องใจหรือ"

ฉู่ชิงซายักไหล่ ดวงตาเรียวไม่แยแสสิ่งใด "ไม่มีหรอก"

"นายท่านทั้งหลายขอรับ อาหารมาแล้วขอรับ" เสี่ยวเอ้อร์กล่าวอย่างนอบน้อมอยู่ที่หน้าประตู เฟยเมี่ยวโบกมือครั้งหนึ่ง คนงานที่เหลือก็เริ่มทยอยยกอาหารเข้ามาจัดเรียงบนโต๊ะ

"เจ้าก็มานั่งลงได้แล้ว" ฉู่ชิงซาในฐานะคนที่มีอาวุโสสูงสุด เอ่ยปากให้มี่ถงนั่งร่วมโต๊ะ จากนั้นกล่าวกับทุกคนว่า "กินเถิด"

ลู่จิวดวงตาเป็นประกาย อาหารเหล่านี้ล้วนประกอบด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่น กลิ่นที่ทำให้น้ำลายสอ เขาอยากจะลองชิมรสชาติยิ่งนัก ว่าจะเลิศรสหรือไม่ ฝ่ามือเล็กดึงชายเสื้อของผู้ที่ตนนับถือเป็นมารดาเบาๆ จนกระทั่งอีกฝ่ายก้มลงมามองหน้าเขา "ท่านแม่ ข้าอยากกินไก่ขอทานขอรับ"

เป็นเพราะยามนี้เขาเป็นเพียงเด็ก และตัวเล็กมาก ไก่ที่วางอยู่ตรงหน้ามี่ถงซึ่งอยู่คนละฝั่งกันนั้น เขาเอื้อมไปหยิบไม่ถึง จึงจำต้องขอให้เฟยเมี่ยวช่วยเหลือ แต่หลังจากที่กล่าวคำนี้จบ บรรยากาศรอบข้างกลับเงียบผิดปกติ ลู่จิวและเฟยเมี่ยวเงยหน้าขึ้นมองไปโดยรอบ นอกจากเหวินฮุ่ยเฉิงที่คีบไก่ขอทานน่องใหญ่ มาวางไว้บนถ้วยข้าวให้ลู่จิวแล้ว ทั้งฉู่ชิงซามี่ถงและเจ้าเสี่ยวไป๋ ต่างพากันหันมามองที่พวกเขากันเป็นตาเดียว

ฉู่ชิงซาลดมือของตน ที่ถือตะเกียบค้างเอาไว้กลางอากาศลงอย่างเชื่องช้า เขาเอ่ยถามลู่จิวอย่างไม่ค่อยแน่ใจนักว่า "ขลุ่ยน้อย เจ้าเรียกเสี่ยวเฟยของข้าว่าอะไรนะ"

"ท่านแม่ขอรับ" ลู่จิวเอ่ยตอบ จากนั้นหยิบน่องไก่ที่เหวินฮุ่ยเฉิงคีบให้มากัดหนึ่งคำ "อร่อยยิ่งนักขอรับท่านพ่อ"

เพล้ง

ครั้งแรกที่ได้ยินลู่จิวเรียกนายน้อยของตนว่าท่านแม่ มี่ถงก็ถึงกับถือจอกน้ำชาค้างเอาไว้ มิได้ยกขึ้นดื่ม ครั้งต่อมาที่เจ้าขลุ่ยน้อยเหลานี้ เรียกขานเหวินฮุ่ยเฉิงเป็นบิดา จอกชาในมือของมี่ถงก็ถึงกับตกลงพื้นแตกกระจาย เขารู้สึกว่าตนเองนั้น เอ่ยเรียกผู้เป็นนายอย่างไร้สติว่า "นายน้อย?"

ที่อยากจะกล่าวจริงๆ นั้นคงเป็นคำถามที่ว่า ที่เด็กผู้นี้เอ่ยออกมานั้นหมายความว่าอย่างไร แต่ก็คล้ายว่าวาจาใดก็ไม่สามารถกล่าวออกไปได้แล้ว 

เฟยเมี่ยวมองเห็นดวงตาที่มองตนอยู่ มีแต่ความสงสัย จึงไขความกระจ่างให้แก่มี่ถงและฉู่ชิงซาว่า "ข้ารับลู่จิวเป็นบุตรบุญธรรมน่ะ เด็กคนนี้ก็เลยเรียกข้าว่ามารดา…"

"ส่วนข้าก็เป็นบิดาของเขา" เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวเสริม แล้วคีบอาหารให้บุตรชายต่อ "เสี่ยวจิวกินเยอะๆ ยังต้องเดินทางอีกหลายชั่วยามทีเดียว"

"ดียิ่ง!" ฉู่ชิงซาตบเข่าเสียงดังด้วยความถูกใจ เขารินน้ำชาลงในจอกของตนเองจนเต็ม "มา ข้าขอใช้น้ำชาแทนเหล้า แสดงความยินดีกับพวกเจ้าสองคนล่วงหน้า บุตรชายหน้าตาน่ารักเช่นนี้ก็มีแล้วหนึ่งคน เหล้ามงคลของพวกเจ้า ข้าก็คงรออีกไม่นานหรอกกระมัง"

เหวินฮุ่ยเฉิงที่ปกตินั้น ไม่ค่อยจะชอบหน้าฉู่ชิงซาเท่าใดนัก เมื่อฟังคำพูดนี้ของเขาก็ยังหัวเราะออกมาอย่างถูกใจ ยอมวางทิฐิลงชั่วครู่ ยกจอกน้ำชาขึ้นมาคารวะฉู่ชิงซากลับ "ขอบคุณท่าน วันงานต้องเชิญท่านแน่"

"ดีๆ" ฉู่ชิงซาหันมองมาที่ศิษย์รักของตน พบว่าใบหน้าของเฟยเมี่ยวนั้นแดงปลั่ง ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเย้าเขาสักหน่อย "ได้ฤกษ์งามยามดีแล้ว เจ้าต้องมาแจ้งแก่อาจารย์ ศิษย์รักเพียงคนเดียวของข้าแต่งงานออกเรือน อาจารย์ย่อมต้องเตรียมของขวัญที่ดีที่สุดไว้ให้เจ้า"

เฟยเมี่ยวเม้มริมฝีปากแน่น เขาอยากจะยกมือทั้งสองข้าง ขึ้นมาปิดแก้มที่ร้อนผ่าวนัก จนใจก็แต่ไม่กล้าทำ จึงเอ่ยปากคล้ายจะตำหนิว่า "พวกท่านนี่นะ พูดจาเหลวไหลอะไรกัน"

นานๆ ทีจะเห็นว่าเฟยเมี่ยวเขินอาย เหวินฮุ่ยเฉิงก็อดไม่ได้ ต้องเอ่ยหยอกล้อคนรักไปสักคำ "คนงามของข้า เจ้าเขินอายแล้ว"

หลังจากกล่าวจบสิ่งที่ได้รับกลับมา จึงเป็นฝ่ามือของเฟยเมี่ยว ที่ฟาดลงบนแผ่นหลังเต็มแรง พร้อมกับดวงตาหงส์ที่ถลึงมองเขาอย่างดุดัน

เฟยเมี่ยวเบื่องประเด็นออกจากตัว หันกลับไปถามฉู่ชิงซา "แล้วท่านมาหาข้าด้วยเรื่องใด"

ท่านจอมมารยกน้ำชาขึ้นมาจิบ ดวงตาเจือแววอ่อนโยนขึ้นมาอีกหลายส่วน มีรอยยิ้มแต่งแต้มใบหน้า เขาส่ายศีรษะช้าๆ "เรื่องของข้า เอาไว้ค่อยว่ากันเถอะ"

มี่ถงวางตะเกียบลงแล้วลุกขึ้นยืน แผ่นหลังที่เหยียดตรงโค้งลงอย่างนอบน้อม สองมือประสานในท่าทำความเคารพ "ข้าอิ่มแล้วขอรับนายน้อย ขออนุญาตออกไปเดินเล่นในหมู่บ้านสักครู่นะขอรับ"

ฉู่ชิงซากล่าวว่า "ไปเถอะ"

เฟยเมี่ยวกล่าวว่า "เดี๋ยว…" อาหารยังไม่ได้แตะ จะอิ่มได้อย่างไร

เขาสบตากับฉู่ชิงซา ผู้เป็นอาจารย์ส่ายหน้าห้ามปราม ให้เขาปล่อยมี่ถงไป เฟยเมี่ยวจึงมิได้กล่าวสิ่งใดออกมาอีก เพียงมองมี่ถงเดินไกลออกไปเท่านั้น ที่ด้านหลังยังมีเจ้าแมวอ้วนเสี่ยวไป๋เดินตามติด ช่างเถอะ อย่างไรถงถงก็มีเพื่อนเดินแล้ว คิดได้ดังนั้น เฟยเมี่ยวก็กลับมาให้ความสนใจกับบุตรธรรมของตนเองแทน

มี่ถงเดินเรื่อยเปื่อยมาจนถึงริมแม่น้ำสายหนึ่ง รอบข้างเขาเห็นหญิงชาวบ้านมาซักผ้าสองสามคน เพราะใจยามนี้เพียงอยากหาที่สงบเงียบสักแห่ง เขาจึงเดินออกห่างจากพวกนางมาไกลพอสมควร 

เดินมาอีกสักพักมี่ถงก็เห็นว่า ที่ใกลๆ กับตรงที่เขายืนอยู่นั้นมีท่าเรือเล็กๆ อยู่ เขาจึงเดินเข้าไปถามคนพายเรือจ้างที่นั่งอยู่บนเรือไม้เก่าๆ ลำหนึ่ง "พี่ชาย เรือลำนี้ข้าขอเช่าได้หรือไม่?"

คนพายเรือกวาดตามองเขาคราหนึ่ง เอ่ยตอบอย่างเฉยเมยว่า "ไม่ได้"

"สองตำลึง" มี่ถงยื่นเงินให้

คนพายเรือเห็นเงินสองตำลึงก็รีบลุกขึ้นจากเรือ หยิบเงินจากมือของเขามาเก็บไว้ แล้วผายมือเชิญมี่ถงอย่างนอบน้อม "เชิญคุณชาย"

มี่ถงปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเอือมระอาคราหนึ่ง จากนั้นกระโดดขึ้นเรือ มือจับไม้พายเอาไว้ รอให้คนพายเรือแกะเชือกให้ อย่าว่าแต่ยกเรือให้เขาเลย เงินสองตำลึงสำหรับมนุษย์ที่ยากจน คงมากพอให้เลี้ยงตนเองได้ โดยไม่ต้องพายเรือจ้างไปอีกหลายเดือนทีเดียว

ชั่วขณะที่ไม้พายแตะผิวน้ำ ตัวเรือกลับโงนเงนอย่างแรง เพราะมีใครบางคนกระโดดขึ้นมา ดวงตาคมตวัดมองคนที่ไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อยอย่างขุ่นเคือง "เรือนี่ข้าเช่าแล้ว"

"ก็ข้าอยากนั่ง"

คิ้วหนาขมวดมุ่น เมื่อพินิจมองให้ดีมี่ถงก็เบิกตากว้าง "...ไป๋เสวียน?"

เสี่ยวไป๋ในร่างของไป๋เสวียนกอดอกจ้องมี่ถง ไม่พูดไม่จา มันปล่อยให้มี่ถงออกแรงพายเรือไป ส่วนตนเองนั้นก็นั่งเป็นเพื่อนอีกฝ่าย มี่ถงไม่ได้ถามว่ามันมาได้อย่างไร ทั้งไม่ได้ถามว่าเขาต้องการสิ่งใด เพียงหยุดเรือเมื่อลอยอยู่กลางน้ำ แดดวันนี้ไม่ร้อนมากนัก เรียกว่าบรรยากาศอึมครึมคล้ายฝนจะตกอีกแล้ว ทำให้การมานั่งเรือเล่นนั้นไม่แย่อย่างที่คิด 

ไม่นานนักเสี่ยวไป๋ก็เห็นเจ้าลูกจิ้งจอกวางไม้พายลง คิ้วหนาขมวดแน่น หันซ้ายหันขวาคล้ายกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง แล้วดวงตาคมคู่นั้นก็หันกลับมาจ้องมองตนเขม็ง 

พยัคฆ์หนุ่มเอนตัวไปด้านหลังตามสัญชาตญาณ "อะไร"

"เจ้า" มี่ถงกล่าว "ขยับไปอีกได้หรือไม่"

"ไปไหน?" เสี่ยวไป๋เหลือมองที่ด้านหลังของตน หรือเจ้าลูกจิ้งจอกน่าตายนี่ คิดจะให้เขาปีนขึ้นไปนั่งบนหัวเรือหรือ

ใบหน้าคมมีแววยุ่งยากใจ เหตุใดจึงตามมาเล่า มี่ถงพึมพำในใจ เขาเพียงอยากอยู่เงียบๆ นอนมองท้องฟ้าไปเรื่อย ไหนเลยจะรู้ว่าจะมีคนติดตามมาด้วย จะให้เอ่ยปากไล่ อีกฝ่ายก็ดันเป็นไป๋เสวียนผู้นั้น อย่างไรก็ติดหนี้บุญคุณเขาไว้ จะให้ไล่ไปก็กระไรอยู่ ยามนี้จึงต้องมานั่งยุ่งยากใจเช่นนี้

เขากล่าวว่า "ขยับอีกหน่อย ข้าจะนอน"

"นอนตรงนี้?" กลางแม่น้ำเนี่ยนะ เหตุใดเมื่อคืนไม่หลับไม่นอนเล่า เจ้าลูกจิ้งจอกนี่ช่างประหลาดนัก

เสี่ยวไป๋เห็นท่าทางของจิ้งจอกตรงหน้าแล้ว ก็มองเรือเก่าลำนี้ พื้นที่บนเรือไม่ใหญ่นัก หากอยากจะให้อีกฝ่ายนอนอย่างสบายตัวได้ ตัวมันก็คงต้องไปนั่งอยู่หัวเรือจริงๆ แต่มันตัวใหญ่ยิ่งหากไปนั่งตรงนั้นเรือคว่ำขึ้นมา จะทำเช่นไร กลอกตาครุ่นคิดอยู่นาน เสี่ยวไป๋ก็เบนสายตาหนี พึมพำในลำคอว่า "ข้าให้เจ้ายืมตักก็ได้"

"อะไรนะ"

"ข้าบอกว่า ให้เจ้ายืมตักหนุนก็ได้"

"..." 

เห็นจิ้งจอกตัวนั้นมองมาด้วยความสงสัย เสี่ยวไป๋ก็รีบละล้าละลังกล่าว "ที่ให้ยืม เพราะมันไม่มีที่ให้ขยับแล้ว มิใช่ว่ามีอย่างอื่นแอบแฝงหรอกนะ"

มี่ถงยิ้มออกมาในที่สุด เขามองบุรุษที่ตัวโตกว่าตนไม่มากนักอย่างขบขัน ใบหูแดงก่ำดวงตากลอกไปมาคล้ายทำตัวไม่ถูก เรื่องที่ว่าต้องใช้ตักของผู้อื่นหนุนแทนหมอน หรืออะไรทำนองนั้นเขาไม่ค่อยได้ใส่ใจนัก ตั้งแต่เด็กเขาก็ถูกเลี้ยงดูรวมกับลูกจิ้งจอกอีกหลายตัว นอนรวมๆ กันก็บ่อยครั้ง มิได้สุขสบายมาแต่เกินเสียหน่อย 

ว่ากันตามจริงชีวิตนี้ของเขา สบายขึ้นอีกหน่อยก็ยามที่เจ้าหุบเขารับเขามาเลี้ยงดู สถานะในแดนมายาควรยกให้มี่ถงเป็นบุตรบุญธรรมของซูเม่ยอิงด้วยซ้ำ แต่เพราะตนรู้ที่ต่ำที่สูง เจ้าหุบเขามีบุญคุณเลี้ยงดู สถานะนี้เขาย่อมมิอาจรับไว้ได้ ที่มี่ถงต้องการก็มีเพียงการได้ดูแลปกป้องนายน้อยของตนให้ดี ทดแทนบุญคุณของเจ้าหุบเขา 

ช่างใจอยู่ครู่หนึ่ง มี่ถงก็ใช้ศีรษะของตน หนุนลงบนตักของเสี่ยวไป๋ในร่างมนุษย์ ขายาวเหยียดออก สายตามองขึ้นไปบนก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนฟ้า เมฆล่องลอยเป็นอิสระ ไม่ผูกติดกับสิ่งใด มี่ถงก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย เหลือบตามองเห็บไป๋เสวียนยังคงอยู่ในท่าที่เบี่ยงหน้าหนี ไม่ยอมหันกลับมา มี่ถงก็ถามเขาว่า "เจ้ามิปวดคอหรือไง หันกลับมาดีๆ"

เสี่ยวไป๋ที่ตั้งแต่ถูกศีรษะของมี่ถงทับตัก ก็เริ่มจิตใจไม่สงบจ้องโขดหินไกลๆ เขม็ง น้อยครั้งมากที่เขาจะอยู่ในร่างมนุษย์ ตอนเป็นแมวให้ผู้อื่นอุ้มไปมาก็เรื่องหนึ่ง แต่พอกลายเป็นคนแล้วผู้อื่นสัมผัส กลับให้ความรู้สึกที่แปลกไป

พูดให้ถูกคือไป๋เสวียนยามเป็นคนนั้น แม้แต่เหวินฮุ่ยเฉิงผู้เป็นนาย ก็ยังไม่เคยได้แตะเนื้อต้องตัวมันเลย ยามนี้ถูกเจ้าลูกจิ้งจอกหนุนตัก ทั้งยังขยับศีรษะไปมาไม่หยุด ความรู้สึกยามนี้จึงเป็นอะไรที่คันยุบยิบในหัวใจ จะบอกว่ารังเกียจก็มิใช่ แต่จะบอกว่าชมชอบก็ไม่เชิงอีก ทำตัวไม่ถูกจนไม่กล้ามองหน้าเจ้าลูกจิ้งจอกนี่แล้ว

"เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงมาอยู่ที่นี่" มี่ถงเอ่ยถาม

เสี่ยวไป๋ส่ายหน้าตอบ ต่อให้เป็นเช่นนี้ก็ยังไม่มองหน้ามี่ถงอยู่ดี เพียงคิดในใจว่า ผู้ใดจะไปเดาใจเจ้าได้กัน แล้วก็จบไป

มือหนาของมี่ถงยกขึ้น คิดเอื้อมคว้าก้อนเมฆที่ไกลเกินเอื้อม สิ่งที่เขาคว้าได้กลับเป็นใบหน้าของไป๋เสวียนที่เขาหนุนตักอยู่ มี่ถงใช้สองมือประคองใบหน้าของเสี่ยวไป๋เอาไว้ บังคับให้เขาก้มลงสบตากับตน ชั่วขณะหนึ่งเขาถามตนเองว่า แววตาเช่นนี้เขาเคยพบที่ไหนมาก่อนหรือไม่ เหตุใดจึงคุ้นเคยนัก

มือหนาที่สากเล็กน้อยจากการฝึก ลูบไล้ไปตามกรอบหน้าของอีกฝ่าย สันกรามที่เด่นชัด รูปหน้าเรียว จมูกโด่งเป็นสัน ประกอบกับดวงตาสีอำพันราวกับสัตว์ร้าย ที่ยามนี้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ทำให้ใบหน้าของไป๋เสวียนผู้นี้ตลกนัก

มี่ถงกล่าวต่อว่า "เพราะว่าในใจของข้าไม่อาจสงบลงได้ จึงต้องมาอยู่ที่นี่"

เสี่ยวไป๋ "..."

ในที่สุดมือของมี่ถงก็หยุดขยับ เพียงประคองใบหน้าของเสี่ยวไป๋เอาไว้เช่นนั้น "เจ้ามีคนรักหรือไม่"

เสี่ยวไปส่ายหน้า 

"แล้วเจ้าเคยรักผู้ใดหรือไม่"

ครุ่นคิดสักพักไป๋เสวียนจึงพยักหน้า เขากล่าวว่า "รัก เจ้านายของข้า"

มี่ถงชะงักไปเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าความหมายนั้นใช่อย่างที่ตนคิดหรือไม่ "รักอย่างไร"

"รักอย่างที่ข้ารับใช้ผู้หนึ่งควรจะรัก" เสี่ยวไป๋เอ่ยตอบ

มี่ถงยังคงถามต่อว่า "แล้วเวลาที่เจ้ารู้สึกไม่ดี เจ้าทำเช่นไร"

"รู้สึกไม่ดีกับเรื่องใดเล่า"

"เช่นว่า…" หยุดไว้ตรงนี้สักพัก มี่ถงจึงเอ่ยว่า "ต้องทนเห็นคนที่เจ้ารัก อยู่กับผู้อื่น มีครอบครัวที่อบอุ่นด้วย แม้ว่าจะพยายามทำใจแล้ว ในใจส่วนลึกก็ยังคงรู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง เจ้าจะทำเช่นไร"

เสี่ยวไป๋หัวเราะในลำคอเบาๆ เจ้าลูกจิ้งจอกนี่ ปกติไม่ทำหน้ารำคาญที่ถูกมันเกาะแกะ ก็ใบหน้าเรียบนิ่งราวกับว่าไร้ความรู้สึก พอเป็นเรื่องของเจ้าหนูเฟยอวี่กลับหน้านิ่วคิ้วขมวดได้ถึงเพียงนี้เชียว แต่เพื่อไม่เป็นการเปิดโปงตนเอง มันจึงถามว่า "คนที่เจ้ารัก นางมีคนรักอยู่แล้วหรือ"

"เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องของข้า"

"เดา"

มี่ถงหรี่ตาลง เขาอยากจะบอกว่านายน้อยของตนนั้นเป็นบุรุษ แต่สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลย เพราะไม่เห็นความสำคัญใดในการที่จะอธิบายเรื่องนี้ "อืม มีแล้ว"

"แล้วเท่าที่เจ้าเห็น นางมีความสุขหรือไม่ เวลาที่นางได้อยู่กับคนรักของนาง"

ครุ่นคิดถึงใบหน้าของผู้เป็นนายยามนี้ ทุกครั้งที่เจ้าตำหนักเหวินแสดงความเอาใจใส่ นายน้อยก็มักจะมีรอยยิ้มจางๆ อย่างเป็นสุขอยู่เสมอ เขาตอบอย่างไม่เต็มเสียงนักว่า "มี"

"เท่านั้นก็พอแล้วมิใช่หรือ" เสี่ยวไป๋ยิ้มเล็กน้อย "เจ้าฝากรักไว้ที่นางย่อมมิใช่เรื่องผิด แต่นางเลือกที่จะฝากความรักของนางไว้กับชายที่นางรัก ก็ย่อมไม่มีความผิดเช่นกัน"

"..."

"เมื่อเจ้ารักนางด้วยใจจริงแล้ว สิ่งที่ทำได้ยามนี้ ก็คงมีเพียงการเก็บความรักของเจ้าเอาไว้ แล้วร่วมยินดีกับนาง อย่างน้อยที่สุด คนที่เจ้ารักก็ได้อยู่กับคนที่รักนางมิใช่หรือ"

คิ้วหนาขมวดมุ่น มี่ถงถามว่า "เจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าบุรุษผู้นั้นรักนางมากกว่าที่ข้ารัก"

"หากชายผู้นั้นไม่มีความรักให้นาง ไฉนนางจะสามารถมีความสุขได้" เสี่ยวไป๋ตอบกลับด้วยใบหน้าที่ไม่เปลี่ยนสี "และไม่ว่าเจ้าจะรักนางมากกว่า หรือบุรุษที่นางรักจะรักนางมากกว่า สุดท้ายเจ้าก็ไม่มีวันสมหวัง"

"เพราะเหตุใด?"

"เพราะนางมิได้รักเจ้าอย่างไรเล่า" มือสากตบลงที่ไหล่ของมี่ถงเบาๆ "เพราะฉนั้นเจ้าก็รักนาง เท่าที่เจ้าจะสามารถรักนางได้ เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ก็ตัดอกตัดใจเสียเถอะ"

นั่นสินะ ก็เพียงแค่รักต่อไปในส่วนที่สามารถรักได้ ได้เห็นนายน้อยมีความสุขก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ มี่ถงยิ้มเล็กน้อยมิได้กล่าวสิ่งใดอีก จากนั้นดวงตาคมจึงหลับลงอย่างเชื่องช้า ปล่อยสัมผัสไปกับตักอุ่นที่หนุนนอนอยู่ ริมฝีปากบางพึมพำว่า "ที่แท้คุณชายไป๋ก็เป็นนักรักนี่เอง"

เสี่ยวไป๋มองมี่ถงอย่างเอือมระอา มันส่ายหน้ายิ้มๆ "เดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย พบเห็นชีวิตผู้คนมาไม่น้อย จึงพอจะเข้าใจได้บ้างเท่านั้น"

"เช่นนั้น ข้าพอจะมีโอกาสได้ท่องเที่ยวไปกับท่านได้หรือไม่" บางทีเมื่อนายน้อยแต่งงานแล้ว เขาเองก็ควรคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี หากว่านายน้อยไม่ต้องการให้ตนอยู่เคียงข้างแล้ว ยามนั้นหากได้ออกเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย มีสหายที่ดีอย่างคนผู้นี้ร่วมทาง คงเป็นชีวิตที่ไม่เหงามากนัก

"หากเจ้ายินดี ข้าจะพาไป

เรือลำเล็กลอยไปตามกระแสน้ำ เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง เมฆที่ลอยอยู่เหนือศีรษะเริ่มก่อตัวเป็นเมฆฝน

กลิ่นของผืนดินลอยมาตามสายลมที่พัดผ่าน มี่ถงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พบว่าตนออกห่างจากท่าเรือเล็กนั้นมาไกลจนมองไม่เห็นแล้ว เขาเอ่ยถามคนที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ว่า "ข้าหลับไปนานแค่ไหน"

น้ำเสียงทุ่มต่ำตอบกลับมาว่า "หนึ่งชั่วยามกระมัง"

"เช่นนั้นหรือ" มี่ถงลุกขึ้นนั่ง เหลือบตามองขาของไป๋เสวียนคราหนึ่งก็ถามว่า "เมื่อยหรือไม่"

เสี่ยวไป๋กล่าวยิ้มๆ ว่า "เกรงว่าจะขยับไม่ได้อีกสักพัก"

มี่ถงหัวเราะอย่างเก้อเขินเล็กน้อย จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า "เช่นนั้น...เรากลับกันเถอะ ฝนคงใกล้จะมาแล้ว"

กล่าวยังไม่ทันจบ สายฝนก็เทกระหน่ำลงมาห่าใหญ่ เรือเล็กโงนเงนไปมา ตามกระแสน้ำที่เริ่มแปรปรวน เพราะฝนที่ตกลงมาแรงมาก ทำให้บนเรือมีน้ำมากมาย คลื้นลูกหนึ่งซัดเข้าที่กลางเรือ มี่ถงที่ไม่ทันตั้งตัวดีก็โถมกายเข้าหาร่างของเสี่ยวไป๋ที่นั่งอยู่ ด้วยเพราะขาทั้งสองข้างของเสี่ยวไป๋ยังคงชาอยู่ แม้ว่าจะรับร่างของอีกฝ่ายเอาไว้ได้ แต่ทั้งคู่ก็หงายหลังร่วงลงไปในแม่น้ำพร้อมกันอย่างอยู่ดี

มี่ถงเบิกตากว้าง ที่เอวของเขายังมีวงแขนแกร่งกอดเอาไว้ ด้วยความตกใจเขาฟาดฝ่ามือลงไปบนแผงอกของเสี่ยวไป๋เต็มแรง จากนั้นอ้อมกอดนั้นก็คลายตัวลง พร้อมกับร่างของเสี่ยวไป๋ที่ตกลงสู่ก้นบึ่งของแม่น้ำ มี่ถงสะบัดขาใช้แขนทั้งสองข่างแหวกว่ายขึ้นไปบนผิวน้ำ เขาหอบหายใจแรงกอบโกยอากาศเข้าปอดไม่หยุด จนกระทั่งรู้สึกดีขึ้น มี่ถงเสยผมที่เปียกชุ่มของตนเอง ร่างโปร่งตีขาใต้น้ำไปมาดวงตาคมกวาดมองรอบกาย แต่กลับไร้ซึ่งวี่แววของใครอีกคนที่ช่วยเขาเอาไว้

ดวงตาคมเบิกกว้าง ภาพใต้น้ำเมื่อครู่นี้กลับคืนมา บัดซบ! เจ้าไป๋เสวียนนั่นมิใช่ว่าถูกเขาตีจนสลบไปแล้วหรอกนะ ด้วยไม่มั่นใจนักว่ายามที่ซัดฝ่ามือออกไปนั้น ตนเองใส่ลมปราณไปด้วยหรือไม่ ออกแรงไปมากน้อยเพียงใด มี่ถงจึงยิ่งร้อนรนขึ้นมาอีกหลายส่วน เขาดำลงไปใต้น้ำอีกครั้ง ค้นหาอยู่นานก็ยังไม่พบ สุดท้ายกลับขึ้นมาบนผิวน้ำ แล้วตะโกนว่า "ไป๋เสวียนเจ้าอยู่ไหน!"

จากนั้นก็เป็นเช่นเดิม พยายามตามหาครั้งที่สองก็ยังไร้ผล จวบจนครั้งที่สาม มี่ถงจึงมองเห็นร่างของเสี่ยวไป๋นอนอยู่บนผืนทรายใต้แม่น้ำนี้ เขาว่ายน้ำเข้าไปใกล้ พยายามใช้ฝ่ามือตบหน้าอีกฝ่าย และเขย่าเพื่อเรียกสติ มี่ถงประคองร่างของเสี่ยวไป๋เอาไว้ ขายาวตีน้ำอย่างแรงเพื่อให้เกิดแรงส่ง ช่วยพาเขาและอีกฝ่ายขึ้นไปบนผิวน้ำ

นึกไม่ถึงว่าเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ที่ดวงตาสีอำพันของไป๋เสวียนลืมขึ้นมา ร่างของเขากลับถูกอีกฝ่ายกระชากเข้าหาอย่างแรง ริมฝีปากบางถูกครอบครองโดยใครอีกคน ที่อยู่ใต้น้ำด้วยกันในเวลานี้เพื่อแลกเปลี่ยนลมหายใจ ดวงตาคมเบิกกว้าง มือทั้งสองข้างกำรอบอกเสื้อและบ่าไหล่ของไป๋เสวียนเอาไว้แน่น แม้ว่าจะอยู่ใต้น้ำนานแล้ว แต่ยามที่แลกเปลี่ยนจูบกันนั้น กลับมิได้ทำให้รู้สึกว่าหายใจไม่ออกเลยแม้แต่น้อย 

เมื่อโผล่พ้นผืนน้ำแล้ว มี่ถงก็ผลักอีกฝ่ายออกอย่างแรง เขาหอบหายใจหนักหน่วง ที่อกข้างซ้ายหัวใจเต้นแรงจนปวดหนึบ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้รับความตกใจ หรือเพราะความรู้สึกเช่นไรกันแน่ แต่ที่รู้ยามนี้คือมี่ถงนั้นมีโทสะอย่างยิ่ง เขาใช้หลังมือถูที่ริมฝีปากตนเองแรงๆ แม้ว่ามืออีกข้างจะยังจับข้อมือของไป๋เสวียนเอาไว้ 

น้ำเสียงแข็งกร้าว ตวาดคนที่ดำผุดดำว่ายอยู่ข้างตัวลั่น "ตีขาสิ หากจมลงไปใต้น้ำอีก ข้าจะให้เจ้าเป็นผีเฝ้าแม่น้ำเสีย!"

พยัคฆ์หนุ่มในร่างมนุษย์รีบทำตาม ไม่นานนักก็พอจะลอยตัวได้ มี่ถงดึงตัวอีกฝ่ายเข้าหาตนเอง ให้เขาเกราะที่หลัง แล้วรีบว่ายกลับไปที่เรือที่ยังคงลอยอยู่ไม่ไกล เมื่อพาตนเองและไป๋เสวียนขึ้นมาอยู่บนเรือได้แล้ว ระยะห่างที่เว้นเอาไว้กลับมากขึ้นกว่าตอนแรกมากนัก

คนหนึ่งอยู่หัวเรือ อีกคนอยู่ท้าย ไม้พายอีกอันถูกโยนให้ส่งๆ "ช่วยข้าพายเรือ อย่าได้นั่งทำตัวไร้ประโยชน์!"

เสี่ยวไป๋มองใบหน้างอง้ำของมี่ถง เจ้าลูกจิ้งจอกนี่โมโหอีกแล้ว บางทีมันก็สงสัยนัก ชาติก่อนไปทำอะไรให้เจ้าหนูนี้โกรธเคืองนักหนา ชาตินี้มันจึงทำอะไรก็ไม่ถูกใจอีกฝ่ายสักอย่าง เมื่อครู่นี้ถูกตีไปหนึ่งฝ่ามือแล้ว ทั้งที่ช่วยเอาไว้จนมันพลัดตกน้ำไปด้วยแท้ๆ ทำคุณบูชาโทษเสียจริง คนที่ควรโมโหเป็นมันมิใช่หรือ

คิดดูสิตัวมันเป็นแมว...แค่กๆ เป็นพยัคฆ์ทมิฬเชียวนะ ย่อมว่ายน้ำไม่เป็นอยู่แล้ว แดนเหมันต์เองก็มีเพียงหิมะ มันย่อมไม่ถูกกับน้ำ เจ้าเด็กหน้าเหม็นนี่ยังตีมันจนจมน้ำอีก หากมันตายขึ้นมาเล่า เจ้าลูกจิ้งจอกนี่มิกลัวถูกนายท่านของมันตีตายหรือไง 

แม้ว่าจะไม่พอใจอยู่บ้าง แต่จูบเมื่อครู่ก็ไม่เลวเลยจริงๆ เอาเถอะ ถือเสียว่าในท้ายที่สุดเจ้าลูกจิ้งจอกนี่ก็ยังมีสามัญสำนึกอยู่บ้าง จึงได้มาช่วยมันเอาไว้ได้ทัน ครั้งนี้มันจะไม่เอาเรื่องก็แล้วกัน คิดได้ดังนั้น เสี่ยวไป๋ก็ยอมพายเรือช่วยมี่ถงแต่โดยดี 

สายฝนยังคงตกอยู่ แต่ไม่ได้หนักอย่างเมื่อครู่นี้ ไม่นานนักก็มาถึงท่าเรือที่มี่ถงเช่าเรือเอาไว้ สิ่งแรกที่เข้ามาในระยะการมองเห็นของมี่ถงคือ ร่มสีขาวคันหนึ่ง และคนผู้หนึ่งที่มีเส้นผมสีเงินโดดเด่น อาภรณ์สีม่วงอ่อนเปียกลู่ไปกับร่างกาย ชายเสื้อและรองเท้าเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน 

นี่ก็คือนายน้อยของตนแล้ว…

มี่ถงเบิกตากว้าง รีบพายเรือขึ้นฝั่ง เมื่อถึงฝั่งแล้วก็รีบขึ้นจากเรือ แล้วตรงเข้าไปหาเฟยเมี่ยวที่ยืนรออยู่ทันที น้ำเสียงที่ใช้เอ่ยถามสั่นเครือเล็กน้อย "นายน้อยขอรับท่านมาทำอะไรตรงนี้"

"ก็มารอเจ้าน่ะสิ" เฟยเมี่ยวใช้ชายแขนเสื้อของตน เช็ดใบหน้าที่เปียกโชกของมี่ถงอย่างเบามือ "ถงถงเจ้าเปียกหมดแล้ว หากไม่สบายขึ้นมาจะทำเช่นไร"

ดวงตาคมแดงก่ำ ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่หน้าอก "ข้า...ขอโทษขอรับ"

ที่นายอยู่ยืนอยู่ตรงนี้ก็เพื่อเขาหรือ…

หากมิใช่ว่าเขาเอาแต่ใจเดินหนีออกมา นายน้อยไหนเลยจะออกมายืนตากฝนเช่นนี้ โง่เง่านัก ที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ ไม่ว่านายน้อยจะมีคนสำคัญในชีวิตเพิ่มมากขึ้นสักกี่คน ก็จะยังคงอ่อนโยนกับเขาเช่นนี้เสมอ ไม่ว่าจะร้ายกาจกับผู้อื่นอย่างไร ก็จะยังคงหันมาเอ่ยถามเขาอย่างห่วงใยเช่นนี้เสมอ ไม่ว่าจะกลั่นแกล้งเขามากแค่ไหน ก็จะกางปีกออกปกป้องเขาจากผู้อื่นเสมอ 

ได้ยินเสียงผู้เป็นนายเอ่ยตำหนิตนอีกว่า "ไม่รู้จักดูแลตนเองเช่นนี้ หากเจ็บป่วยขึ้นมา ข้าก็จะไม่สนใจเจ้าแล้ว"

ทุกอย่างก็ยังคงเป็นเช่นนี้ แม้ว่าจะไม่สามารถได้รับความรักอย่างที่นายน้อยมอบให้เจ้าตำหนักเหวิน แต่ตนก็ยังได้รับความรักในอีกรูปแบบ เป็นความอ่อนโยนที่หาใดเปรียบ และมีเพียงเขาที่ได้รับมิใช่หรือ ที่ผ่านมาโลภมากเกินไป โง่เขลาแค่ไหน วันนี้จึงได้รู้แล้ว

มี่ถงกล่าวทั้งที่ขอบตาแดงก่ำว่า "ข้ารู้ผิดแล้วขอรับ"

หลังจากพามี่ถงกลับมาแล้ว คนทั้งหมดก็เริ่มออกเดินทาง จากแคว้นฉินไปแดนเหมันต์นับว่าห่างไกลพอสมควร ตลอดทางเฟยเมี่ยวนั่งอยู่บนราชรถกิเลนขาวของท่านจอมมารฉู่ สนทนากับเขาไปเรื่อย บ้างก็เล่นหมากล้อมกัน บ้างก็วาดภาพดีดฉิน หาเรื่องทำไม่ให้รู้สึกเบื่อหน่ายไปเสียก่อน

บางครั้งยังแวะพัก และท่องเที่ยวระหว่างทาง นับว่าการออกมาเปิดหูเปิดตาครั้งนี้ของเฟยเมี่ยว บรรลุเป้าหมายแล้ว คนขี้เกียจอย่างเขา เที่ยวมาหนึ่งเดือนกว่าหลังจากนี้ให้กินแล้วนอนอย่างเดียว ไม่ออกจากแดนเหมันต์อีกสักปียังทำได้เลย 

จวบจนเข้าสู่เขตแดนเหมันต์ในวันที่เจ็ดของการเดินทาง ฉู่ชิงซาก็บิดกายอย่างเกียจคร้านคราหนึ่ง การเดินทางครั้งนี้นับว่าท่วงเวลามากที่สุดแล้ว หากซูเม่ยอิงยังเตรียมงานไม่เสร็จ เขาก็จะขโมยเสี่ยวเฟยน้อย กับเจ้าขลุ่ยน้อยกลับแดนมารเสียให้รู้แล้วรู้หรอก 

เหวินฮุ่ยเฉิงหยิบเสื้อคลุมขึ้นมา เขาคลุมลงไปบนไหล่ให้เฟยเมี่ยวอย่างเบามือ "อากาศในแดนเหมันต์นั้น หนาวเย็นตลอดทั้งปี เจ้าใส่เสื้อคลุมเอาไว้สักหน่อย"

เฟยเมี่ยวพยักหน้ารับ กระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น มีรอยยิ้มน้อยๆ แต่งแต้มริมฝีปาก อากาศเริ่มเย็นลงจริงๆ ตั้งแต่เข้าสู่แดนเหมันต์ เฟยเมี่ยวทอดสายตาออกไปมองด้านนอก พบว่าทิวทัศน์รอบด้านเป็นสีขาวโพลน หิมะปกคลุมทั่วทุกพื้นที่ที่สายตามองเห็น 

ศีรษะของเขาเอนพิงไหล่ของเหวินฮุ่ยเฉิง ที่อยู่ข้างกาย ดวงตาหงส์ยังคงมองหิมะด้านนอก ไม่ได้ละสายตาไปไหน "ที่นี่คือบ้านของเจ้าหรือ"

เหวินฮุ่ยเฉิงส่ายหน้ายิ้มๆ เขาโอบกระชับบ่าเล็กของคนรัก "บ้านของเราต่างหากเล่า ที่นี่ต่อไปก็ย่อมเป็นบ้านของเจ้าด้วย"

"มีหิมะด้วย!" ลู่จิวที่กลับร่างเป็นมนุษย์ หลังจากที่หลับไหลอยู่ในขลุ่ยหลายวันเอ่ยเสียงดัง ร่างเล็กของเด็กน้อยวิ่งมาเกาะที่ริมหน้าต่าง ยื่นศีรษะออกไปด้านนอกอย่างตื่นตาตื่นใจ จนเฟยเมี่ยวต้องคว้ามานั่งบนตัก 

เขาเอ่ยตำหนิบุตรชายว่า "อย่าได้ซุกซนนัก เดี๋ยวพลัดตกลงไป"

"เจ้าค่ะท่านแม่" ลู่จิวเอ่ยตอบ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับมิได้ให้ความสนใจมารดาแม้แต่น้อย จนเฟยเมี่ยวต้องส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ 

"อีกเพียงสองลี้ก็ถึงแล้ว" น้ำเสียงไม่หนักไม่เบาของฉู่ชิงซาดังขึ้น เฟยเมี่ยวมองไปเบื้องหน้า จบหลังคาวิจิตร มองจากภายนอกแล้ว ตำหนักซือโฮ่วใหญ่โตโอ่อ่ายิ่ง 

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวว่า "ด้านในอบอุ่นราวฤดูใบไม้พลิ มิหนาวเย็นเช่นด้านนอก"

เฟยเมี่ยวถามว่า "แดนเหมันต์มีกี่ฤดู"

เหวินฮุ่ยเฉิงเคยกล่าวว่า แดนเหมันต์นั้นเหน็บหนาวตลอดทั้งปี นั่นหมายถึงว่ามีหิมะตกตลอดทั้งปีหรือ หากเป็นเช่นนั้น ผู้คนที่นี่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรเล่า ดินแดนที่ไร้ซึ่งฤดูกาลอื่น นับว่าดูยุ่งยากมากทีเดียว

"แดนเหมันต์ความจริงแล้ว มีเพียงยามที่หิมะตกเท่านั้นจริงๆ" เหวินฮุ่ยเฉิงเริ่มเล่า "แต่เมื่อฮวามี่เจิน ผู้ก่อตั้งตำหนักซือโฮ่วขึ้นมา มาถึงที่นี่ นางก็ได้เปลี่ยนตำหนักซือโฮ่ว และเขตที่อยู่อาศัยของผู้คน ให้มีสี่ฤดูการราวกับแดนมนุษย์ แม้มิสามารถทำให้ทั่วทั้งดินแดนอันเหน็บหนาวนี้ เป็นดั่งดินแดนอื่นได้ แต่ก็นับว่าไม่เลวร้าย"

ดวงตาของเฟยเมี่ยวปรากฏความสนใจ ต่อสิ่งที่คนรักเล่า "แสดงว่านอกจากตำหนักซือโฮ่วแล้ว แดนเหมันต์ยังมีผู้คนอาศัยอยู่หรือ"

"ย่อมมี"

"พวกเขาเพาะปลูก ทำไร่หรือไม่"

"ทำ" ครุ่นคิดสักพักเหวินฮุ่ยเฉิงจึงกล่าวว่า "ปลูกข้าว ปลูกชา เลี้ยงไหม อะไรที่สามแคว้นใหญ่ของมนุษย์ทำได้ แดนเหมันต์ทำได้ทั้งหมด"

"ทั้งหมด!" เฟยเมี่ยวเบิกตากว้าง "ทั้งหมดที่ว่า คือดินของแดนเหมันต์สามารถทำได้ทุกอย่างเช่นนั้นหรือ…"

"ย่อมแน่ ถึงฤดูกาลใด ก็ปรับเปลี่ยนดินด้วยพลังเวทย์ อะไรก็ล้วนสามารถปลูกได้ทั้งนั้น"

ฉู่ชิงซาที่นั่งฟังอยู่นาน อดไม่ได้ต้องปิดปากหัวเราะน้อยๆ เขากล่าวกับศิษย์รักของตนอย่างหยอกล้อว่า "หรือเจ้ามิรู้เลยว่า ว่าที่คนร่วมหมอนของเจ้านั้นร่ำรวยขนาดไหน"

"ข้า...ไม่รู้" นี่เขาตกถังข้าวสารโดยที่ไม่รู้อะไรเลย?

"หากจะถามว่าบนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ ที่ไหนเป็นบ่อเงินบ่อทองก็ย่อมเป็นแดนเหมันต์อยู่แล้ว" คำกล่าวต่อมาของท่านจอมมารดูจริงจังขึ้นมาอีกหลายส่วน "เจ้าแต่งให้เหวินฮุ่ยเฉิง เป็นนายหญิงของตำหนักซือโฮ่ว ก็เท่ากับว่าเป็นราชินีของแดนเหมันต์นี้ด้วย ศิษย์รัก เงินทองย่อมอยู่ในมือเจ้า"

เฟยเมี่ยวเอ่ยถามเหวินฮุ่ยเฉิง ด้วยดวงตาเป็นประกาย "จริงหรือ"

เจ้าตำหนักเหวินมองไปทางตำหนักซือโฮ่ว คล้ายเห็นเสาเข็มสั่นสะเทือน เขาสะบัดศีรษะเล็กน้อย คงเป็นภาพหลอนกระมัง จึงหันกลับมาตอบคำถามของเฟยเมี่ยว "ย่อมเป็นของเจ้าอยู่แล้ว"

เฟยเมี่ยวพยักหน้ารับอย่างพอใจ กล่าวว่า "ดีๆ"

ชีวิตจะทุกข์จะสุขก็ต้องใช้เงิน เท่าที่จำได้เงินของเขามี่ถงเป็นคนถือให้ทั้งหมด ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ยังไม่เคยมีครั้งไหน ที่ได้นับเงินด้วยตนเองเลยกระมัง ตั้งแต่วินาทีนั้นสิ่งแรกที่เฟยเมี่ยวคิดที่จะทำ จึงไม่ใช่การเดินเยี่ยมชมตกหนักซือโฮ่ว หรือนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอย่างเกียจคร้าน แต่เป็นการขอสมุดบัญชีของที่นี่ทั้งหมดมาตรวจดู ว่าตกลงแล้ว ที่ฉู่ชิงซากล่าวมานั้น เป็นจริงสักกี่ส่วน

แต่ความตั้งใจของเฟยเมี่ยว ก็เป็นอันต้องมลายไปจนหมดสิ้น เมื่อภาพตรงหน้าทำให้เขาไม่สามารถให้ความสนใจสิ่งใดได้อีก โครมไฟสีแดงถูกผูกเอาไว้ที่หน้าประตู ผู้คนมากมายทั้งที่รู้จัก และไม่คุ้นหน้าต่างพร้อมใจกันยืนที่หน้าประตูใหญ่เพื่อต้อนรับ เมื่อเห็นว่าเขาและเหวินฮุ่ยเฉิงมากันแล้ว ก็มีคนผู้หนึ่งตะโกนเสียงดังก้องว่า "เจ้าบ่าวเจ้าสาวมาแล้ว!"

จากนั้นเห็นผู้คนโดยรอบโค้งคำนับ พร้อมทั้งกล่าวว่า "คำนับเจ้าตำหนัก คำนับนายหญิงเจ้าค่ะ/ขอรับ"

เหวินฮุ่ยเฉิงยิ้มค้าง ใบหน้าหล่อเหลามีแววของความกังวลอย่างเห็นได้ชัด คิ้วหนาขมวดผูกกันจนเป็นปม ไม่นานนักเขาก็เอ่ยอย่างจริงจังว่า "ต่อไปก็ให้เรียกฮูหยินว่านายท่านก็แล้วกัน นายหญิง นายหญิง เอ่ยเรียกเช่นนี้ เหมือนข้ารับอนุเข้าจวนอย่างไรก็ไม่รู้ ฟังดูแล้วเป็นลางไม่ดีเลย"

ผู้คนโดยรอบที่ได้ยินเช่นนี้ กอปรกับท่าทางที่ดูจริงจังของเขา ก็ต่างพากันหลบหน้าหนี บ้างก็ปิดปากหัวเราะคิกคักกันไป ต่างเป็นที่ขบขันยิ่งนัก หลังจบงานแต่งครั้งนี้ผู้คนยังเล่าลือไปอีกว่า เจ้าตำหนักเหวินนั้น ช่างใส่ใจและให้เกียรติ(กลัว)ภรรยายิ่ง ยังมิทันได้กราบไหว้ฟ้าดิน เจ้าสาวยังไม่ก้าวเข้าบ้านแม้เพียงครึ่งก้าว เขาก็ออกหน้าจัดการทุกอย่าง เพียงเพราะไม่อยากให้มีการเข้าใจผิดเกิดขึ้น ช่างเป็นบุรุษที่รักมั่น หาได้ยากยิ่ง

เฟยเมี่ยวหันมองคนข้างกาย เพื่อให้เขาอธิบายเรื่องราวให้ชัดเจน คอของเขายังคล้ายมีสิ่งของหนักอึ่งมาถ่วงเอาไว้ "นี่มันเรื่องอะไรกัน?"

ฝ่ามือหนากุมมือของเฟยเมี่ยวเอาไว้แน่น เหวินฮุ่ยเฉิงมีรอยยิ้มอ่อนโยน และหวานล้ำเป็นพิเศษ "ครั้งก่อนข้าขอเจ้าแต่งงาน เจ้ามิได้รับปาก ครั้งนี้งานแต่งจัดขึ้นแล้ว แขกเหรื่อก็ล้วนเดินทางมาจากทั่วทุกทิศ เฟยเอ๋อร์ หากเจ้ายังไม่ยอมแต่งกับข้าอีก ข้าต้องขายหน้าคนทั้งใต้หล้า กลายเป็นตัวตลกแน่"

ครั้งก่อนที่ว่านั้น ย่อมหมายถึงชาติภพก่อน เขาไม่ได้เพียงไม่รับปาก ยังปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้า ครั้งนี้คือยามนี้ งานแต่งจัดขึ้นแล้ว เฟยเมี่ยวฟังแล้วยังรู้สึกว่ากำลังฝันไป ดวงตาหงส์แดงระเรื่อ ทั้งเอ่อคลอไปด้วยม่านน้ำตา นานทีเดียวกว่าจะสามารถค้นหาเสียงของตนเองพบ 

เขากระชับมือของเหวินฮุ่ยเฉิงแน่นขึ้น "เจ้า...แน่ใจหรือ"

"เป็นเรื่องที่แน่ใจที่สุดในชีวิต" รอมาเนิ่นนานขนาดนี้ หากวันนี้ถูกคนรักปฏิเสธอีก เห็นทีว่าเขาคงต้องทำตัวเป็นคนไม่ดี จับเอาจิ้งจอกคนงามไปขังเอาไว้ แล้วทำให้อีกฝ่ายลุกไม่ได้ไปอีกสักเดือนให้รู้แล้วรู้รอด 

เฟยเมี่ยวเห็นใบหน้าของเขาขมวดคิ้ว ดูตึงเครียด ก็เข้าใจไปว่าเหวินฮุ่ยเฉิงยังมีอะไรในใจจึงกล่าวว่า "เจ้ายังมีสิ่งที่อยากกล่าวอีกหรือ"

"อะไรหรือ" เหวินฮุ่ยเฉิงถามกลับไปอย่างมึนงง

"เช่นว่าเหตุใดจึงอยากแต่งกับข้านัก เช่นว่าความในใจของเจ้า"

"ให้พูดได้หรือ"

"อืม" เฟยเมี่ยวพยักหน้า อย่างไรก็ต้องรับปากเขาอยู่แล้ว ก็เพียงแค่อยากฟังคำหวานบ้าง คงไม่เป็นไรกระมัง

"เช่นนั้นฮูหยิน วันนี้อย่างไรเจ้าก็ต้องรับปากแต่งให้ข้าแล้ว" ชั่วพริบตานั้น วงแขนแข็งแกร่งก็กอดรอบเอวของเฟยเมี่ยว เหวินฮุ่ยเฉิงดึงร่างของเขาเข้ามาแนบชิด ต่อหน้าผู้คนมากมาย น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าเล็กน้อยกล่าวว่า "เพราะว่า...ข้าอยากเข้าหอร่วมรักกับเจ้า ให้รอนานกว่านี้ คล้ายว่าคงรอไม่ไหวแล้ว"

"...." มารดามันเถอะ! นี่มันความจริงใจรูปแบบไหนกัน ไอ้เจ้าผีลามกนี่!

ใบหน้างามที่แดงระเรื่อบึ้งตึง ดวงตาหงส์ถลึงมองคนที่กอดตนอยู่อย่างเอาเรื่อง อีกทั้งเขายังยกเท้าขึ้นเหยียบลงไปบนเท้าของอีกฝ่ายเต็มแรง จนกระทั่งอ้อมแขนนั้นคลายออก เฟยเมี่ยวจึงรีบวิ่งไปหาฉู่ชิงซาที่ยืนอยู่ไม่ไกล

เหวินฮุ่ยเฉิงตะโกนถามว่า "เฟยเอ๋อร์ เดี๋ยว! ตกลงว่าเจ้าจะแต่งหรือไม่แต่ง!"

"แต่ง!" เฟยเมี่ยวตอบกลับมา จากนั้นร่างระหงก็หายลับไปทางส่วนด้านหลังของเรือนใหญ่

ด้านหน้าของเฟยเมี่ยวยามนี้ เป็นชุดสีแดงสดปักลวดลายนกยุงงดงามประณีต ฉู่ชิงซาช่วยเขาแต่งตัวอย่างเรียบง่าย เขาได้รู้ว่าความจริงการจัดเตรียมงานครั้งนี้ ทั้งการสู่ขอ ส่งหนังสือหมั้น หนังสือแสดงสินสอด และหนังสือรับตัวเจ้าสาว ร่วมทั้งพิธีการอื่นๆ ล้วนถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว เผ่ามารนั้นแม้ว่าเจ้าสาวจะไม่อยู่บ้าน มารดาของเจ้าสาวก็จัดการแทนได้ คนเป็นตัวเอกของงานอยู่เขาจึงมาวุ่นวายเพียงการทำพิธีวันสุดท้ายเท่านั้น 

เฟยเมี่ยวมองตนเองในกระจกทองแดง เป็นเจ้าบ่าวที่นับไว้ว่างดงามจนเจ้าสาวบางงานเทียบไม่ติด เขาบีบฝ่ามือที่เย็นเฉียบของตนเองไปมา ความรู้สึกยามนี้ทั้งรู้สึกประหม่าและเป็นสุข 

ฉู่ชิงซาหัวเราะเบาๆ มือบางวางลงบนไหล่ของผู้เป็นศิษย์ "มารดาเจ้ารออยู่ด้านนอก เจ้าบ่าวอีกคนก็คงเตรียมตัวเสร็จแล้ว พวกเราก็ไปกันเถอะ"

เป็นครั้งแรกที่เฟยเมี่ยวรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาจริงๆ เขาดึงมือของฉู่ชิงซามาบีบเอาไว้ "อาจารย์ข้าตื่นเต้น"

"แต่งงานครั้งเดียวในชีวิต เจ้าก็ตื่นเต้นให้พอเถอะ" ฉู่ชิงซากลับไม่นำพากับท่าทีของเขา ยังกล่าวคล้ายเล่นสนุก เฟยเมี่ยวมองผู้เป็นอาจารย์อย่างเบื่อหน่าย คนผู้นี้ พึ่งพาอะไรไม่ได้จริงๆ ไร้ประโยชน์ยิ่งกว่าเจ้าอ้วนเสี่ยวไป๋เสียอีก

ภายในห้องโถงใหญ่ติดตัวอักษรซังอี้ตัวใหญ่เอาไว้ เฟยเมี่ยวก้าวเข้ามาด้านใน พร้อมกับเสียงฮือฮาของผู้คนโดยรอบ จวบจนมาถึงตรงหน้าของเหวินฮุ่ยเฉิงแล้ว ยังได้ยินเขาเอ่ยชมว่า "งดงามยิ่ง"

"หนึ่ง...คำนับฟ้าดิน" พิธีการเริ่มต้นขึ้นในที่สุด เฟยเมี่ยวคำนับตามเหวินฮุ่ยเฉิงทุกอย่าง

"สอง...คำนับบิดามารดา" ด้วยเพราะเหวินฮุ่ยเฉิงนั้นบิดามารดาเสียไปหมดแล้ว หลิ่งฮวาและซูเม่ยอิงจึงกลายเป็นบิดามารดา ทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาว

"สาม...คำนับกันและกัน" คนทั้งคู่หันหน้าเข้าหากัน โค้งคำนับกันอย่างให้เกียรติ ศีรษะของพวกเขายังโขกกันเบาๆ ครั้งหนึ่งด้วย

"เสร็จสิ้นพิธี" ผู้ที่กล่าวนำพิธีการครั้งนี้เอ่ยหยอกล้อว่า "บ่าวสาวรักใคร่ จวนนี้ภรรยาคงจะเป็นเจ้าบ้านกระมัง"

ผู้คนโดยรอบต่างแสดงความยินดี และหัวเราะอย่างเบิกบานใจ ภายใต้บรรยากาศคึกคัก สนุกสนานนี้ เฟยเมี่ยวยังได้ยินเสียงของเหวินฮุ่ยเฉิงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู "แต่งงานกันแล้วนะ"

ใช่ แต่งงานกันแล้ว ผ่านวันเวลาความทุกข์ทรมานมาหนึ่งชาติภพ ในที่สุดก็มีวันนี้ วันที่เขาสามารถยืนอยู่เคียงข้างคนรัก กราบไหว้ฟ้าดินกับเขา ได้เป็นภรรยาของเขาภายใต้การรับรู้ของฟ้าดิน เฟยเมี่ยวคิดว่านี่คงเป็นวันที่เขามีความสุขมากที่สุดในชีวิตแล้ว

หลังจากที่ผู้คนต่างอวยพรแสงความยินดีจบ เฟยเมี่ยวก็เข้ามารอในห้องหอ การแต่งงานของที่นี่เพียงใช้พัดขนนกยุงปิดหน้าเท่านั้น มิใช่ผ้าคลุมหน้าอย่างที่เขาเคยเห็น ขั้นตอนการเปิดผ้าคลุมหน้าจึงถูกตัดออกไป ไม่นานนักเหวินฮุ่ยเฉิงก็เดินกลับเข้ามาในห้อง ด้วยสภาพที่เซเล็กน้อย เฟยเมียวหัวเราะเยาะเขาอย่างเปิดเผย "ถูกมอมเหล้ามาหรือ"

"เป็นเจ้าบ่าวถูกมอมเหล้าบ้างก็ถูกแล้ว" เหวินฮุ่ยเฉิงยิ้มหวาน กวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า "ฮูหยินวันนี้เจ้างดงามยิ่ง"

"เจ้าชมข้าไปแล้ว" เฟยเมี่ยวรินเหล้าใส่จอกทั้งสองใบ แล้วส่งให้คนรัก "มาข้องแขนดื่มกับข้าสักจอก"

เหวินฮุ่ยเฉิงรับไป แขนแกร่งข้องเกี่ยวกับเฟยเมี่ยวเอาไว้ ใบหน้าของทั้งคู่แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม "ต่อไปข้าจะดีกับเจ้า รักถนอมเจ้า มีเจ้าเป็นภรรยาเพียงผู้เดียว อยู่เป็นสามีของเจ้าตายก็ขอเป็นผีของเจ้า ชั่วชีวิตนี้ไม่ขอแยกจาก"

"ดี!" เฟยเมี่ยวยิ้มกว้างกว่าที่เคยยิ้ม "ชั่วชีวิตไม่แยกจาก ดื่ม!"

อาภรณ์สีแดงสดถูกถอดออกทีละชิ้น กระจัดกระจายเต็มพื้น ม่านมุ้งร้อนระอุในค่ำคืนที่ดวงใจเต็มดวง กายอุ่นเท่าใด ใจกลับยิ่งอุ่นกว่า แสงเทียนในห้องหอดับลงในที่สุด เหลือเพียงเสียงครางหวานของเจ้าสาวในค่ำคืนนี้ลายแผ่วเบามาตามลม

หากจะกล่าวถึงการก่อกวนในคืนเข้าหอ หากเป็นพิธีการปกติย่อมต้องมีบ้าง เป็นสีสันส่งท้ายงาน แต่สำหรับงานแต่งของเจ้าตำหนักเหวินและฮูหยินของเขานั้น ต้องถามก่อนว่า ผู้ที่คิดจะไปก่อกวนสร้างความรำคาญหรือความเขินอายให้บ่าวสาวนั้น ใจกล้าพอหรือไม่? ที่ถามเช่นนี้ก็เป็นเพราะว่า ที่หน้าห้องหอนั้น มีทั้งราชินีจิ้งจอกซูเม่ยอิงมารดาของเจ้าสาว และท่านจอมมารฉู่ผู้เป็นอาจารย์ แล้วยังมีเจ้าแมวอ้วนที่ขยายขนาดตัว ให้เท่ากับคนนั่งดื่มสุราอยู่

ภายนอกก็คล้ายนั่งดื่มสุรา พูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย แต่ผู้ใดจะไม่รู้ว่าทั้งคู่นั้นจงใจไปนั่งกันท่า บอกกล่าวผู้คนกรายๆ ว่า หากผู้ใดกล้าลองดีเข้ามาวุ่นวายกับบ่าวสาว พวกเขาทั้งคู่ล้วนไม่ไว้หน้าทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผู้ใดก็รักชีวิต ที่ควรแยกย้ายก็แยกย้าย ที่เมามายแล้วก็ไปนอน มิได้สร้างความวุ่นวายใดๆ ให้บ่าวสาวขุ่นเคืองใจ นับเป็นคืนเข้าหอที่สงบสุข กว่างานแต่งไหน

ในมุมหนึ่งของตำหนักซือโฮ่ว ร่างของคนผู้หนึ่งยืนอยู่ในเงา มือมือทั้งสองข้างบีบเข้าหากันแน่น แววตาโกรธแค้นชิงชัง น้ำตาไหลอาบสองข้างแก้ม ไม่นานร่างของคนผู้นั้นก็หายลับไป...


ในที่สุดก็ได้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝานะลูก // กอดอาเมี่ยวแน่น

 

พูดคุยกับเถียนซินได้ที่

เพจ เถียนซิน

ทวิตเตอร์ @Hanfeng62416408

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 94 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,131 ความคิดเห็น

  1. #1114 littlefoolmoon (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 / 12:23
    เป็นคนเฝ้าประตูหอที่ใหญ่คับฟ้าจริงๆ
    #1,114
    0
  2. #1071 K.white wine (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 22:33
    เอ๊ะ ใครมาด้อมๆมองๆแถวนี้
    #1,071
    0
  3. #990 chalillxx_ (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 30 มกราคม 2563 / 18:37
    เจ้าหญิงเผ่าสวรรค์นางยังไม่เลิกอีกหรอ เขารักกันอะเห็นมั้ย!!!!
    #990
    0
  4. #964 DBJJKM97 (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 22 มกราคม 2563 / 23:31
    รอมานานในที่สุด ทั้งคู่ก็ได้แต่งงานได้รักกันแล้ว ยินด้วยจริงๆ
    #964
    0
  5. #897 มากิริจัง (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 20:11
    รอมานานำได้สุขสมหวังกันสักที

    ขอบคุณคนเขียนนะคะนิยายสนุกมากกกกกกกกกกกก
    #897
    0