หนทางสู่การเป็นท่านจอมมาร [สนพ.NanaNaRis YBooks]

ตอนที่ 39 : บทที่.32 ชีวิตของข้า ยังวุ่นวายไม่พอใช่หรือไม่ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,251
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 121 ครั้ง
    25 ธ.ค. 62

บทที่.32

ชีวิตของข้า ยังวุ่นวายไม่พอใช่หรือไม่?

"เรื่องที่ข้าตัดสินใจไปแล้ว ย่อมไม่อาจคืนคำ"

เวลาเดียวกันนั้นเอง ก็มีสายลมพัดผ่านบริเวณโดยรอบ ราวกับลมพายุ เสียงใบไม้เสียดสีสร้างความรู้สึกวังเวง ย้อนแย้งกับกลีบดอกไม้ที่ร่วงโรย และปลิวไสวไปทั่วทุกที่ บนท้องฟ้าพลันปรากฏร่างของคนผู้หนึ่ง บนกายของเขาสวมใส่อาภรณ์สีขาว ปักลวดลายด้วยไหมทองคำล้ำค่า 

ปลายเท้าของคนผู้นั้น เหยียบลงบนอักขระโบราณของค่ายกลกักมาร เพียงแค่ปลายเท้าสัมผัสแผ่วเบาเท่านั้น ค่ายกลกักมารก็เกิดเสียงดังราวเสียงของแก้วที่เริ่มปลิแตก ไม่นานนักอักขระโบราณที่ปกคุมทั่วฟ้า ก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ชายผู้นั้นหมุนกายอีกครั้งแล้วทิ้งตัวลงสู่พื้นดิน ด้วยท่วงท่าสง่างาม 

ชายเสื้อสีขาวขยับไปตามแรงสะบัด แขนข้างหนึ่งของเขาไขว่หลังเอาไว้ ใบหน้างดงามเชิดขึ้นอย่างถือดี ทั้งยังมีรอยยิ้มเล็กน้อยแต่งแต้มใบหน้า เขาก็คือฉู่ชิงซาจอมมารผู้เป็นใหญ่ที่สุดในแดนมาร อาจารย์ที่รักและเอ็นดูเฟยเมี่ยวยิ่งกว่าสิ่งใด

ร่างโปร่งก้าวเท้าเข้ามาใกล้เหวินฮุ่ยเฉิง เพียงแต่ดวงตาเรียวกลับมองเพียงจิ้งจอกในอ้อมแขนของอีกฝ่าย ฉู่ชิงซาเอ่ยถามเฟยเมี่ยวยิ้มๆ ว่า "เหตุใดที่นี่จึงคลึกคลื้นนัก"

"ท่านมาทำไม" เฟยเมี่ยวเอ่ยถามอย่างสงสัย อะไรที่ทำให้จอมมารผู้ไม่ชอบความลำบาก ต้องเดินทางมาไกลถึงแดนมนุษย์แห่งนี้กัน

ฉู่ชิงซาหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวอย่างไม่จริงจังนัก "เสี่ยวเฟยเห็นอาจารย์แล้ว เจ้ายังมิยอมทำความเคารพ เป็นข้าที่สั่งสอนเจ้าไม่ดีพอจริงๆ"

"ข้าถามว่าท่านมาทำไม

"มาถึงที่นี่ ก็ล้วนมาเพราะเจ้าทั้งนั้น" หากมิใช่มีธุระเร่งด่วน มีหรือเขาจะยอมมาเหยียบที่แดนมนุษย์แห่งนี้

"มาหาข้า?" เฟยเมี่ยวเอียงคอมองเขา หูจิ้งจอกขยับไปมาอย่างน่ารัก "มาหาข้าด้วยเรื่องใด"

"เรื่องมันก็มีอยู่ว่า…"

"มารชั่วจากที่ใด กล้าบุกรุกเข้ามาในสำนักเหนือเมฆา!" ศิษย์อาจารย์ยังมิทันจะได้พูดคุยกันให้รู้เรื่อง ก็มีเสียงของสตรีตวัดฉู่ชิงซาดังขึ้นมาเสียก่อน 

ท่านจอมมารฉู่ปรายตามองสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์อย่างฉงน เขาเอ่ยถามอย่างเกียจคร้านว่า "เข้ามามิได้หรือ?"

"ย่อมมิได้!" แม่นางน้อยผู้นั้นใบหน้ามีแววดุดัน "เจ้าเข้ามาโดยพละการ ทั้งยังทำลายค่ายกลกักมารของพรรคเรา เจ้าชดใช้มานะ!"

ผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างงานกล่าวว่า "อาหลินเจ้าเงียบเสีย"

คนผู้นี้เพียงพริบตาเดียว ก็สามารถทำลายค่ายกลกักมารนี้ได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งรอบตัวยังมีไอมารเข้มข้นย่อมมิใช่คนธรรมดาแน่ ผู้อาวุโสเฒ่าพยายามเอ่ยเตือนศิษย์คนเล็กของตน แต่แม่น้องน้อยผู้นี้คล้ายว่าจะไม่นำพาสิ่งที่ผู้เป็นอาจารย์ตักเตือน ยังคงกล่าวอย่างดุดันว่า "แต่เขาเป็นผู้บุกรุกนะเจ้าคะ!"

ฉู่ชิงซารู้สึกสะกิดใจตรงคำว่าค่ายกลกักมารไม่น้อย จึงถามต่อว่า "ค่ายกลกักมารคืออะไร"

"ก็สิ่งที่เจ้าเหยียบไปเมื่อครู่นี้อย่างไรเล่า"

ครุ่นคิดตามคำพูดของอีกฝ่ายอยู่ครู่ใหญ่ ฉู่ชิงซาก็หัวเราะออกมาอย่างเก้อเขิน ความจริงเขาเพียงเห็นสิ่งที่มีตัวอักษรมากมายปกคลุมที่นี่ ด้านในยังรู้สึกได้ถึงพลังของหวูชิง จึงคิดลงมาดู 

ใครจะรู้ว่าแค่เหยียบลงไปเบาๆ อักขระหน้าตาน่าเกลียดพวกนั้น จะถูกไอมารของเขาทำลายไปอย่างง่ายดายเช่นนั้นเล่า ช่างไร้ประโยชน์ มิได้ฟังดูวิเศษวิโสดั่งชื่อของมันเลยแม้แต่น้อย

แม่นางน้อยอาหลินเห็นเขาหัวเราะ ก็ยิ่งมีโทสะถลึงตาถามว่า "เจ้าหัวเราะอะไร!"

"ขอถามเจ้าสักคำ ค่ายกลที่ดูไร้ประโยชน์เช่นนั้น พวกเจ้ากางเอาไว้ทำอะไร" ฉู่ชิงซายกแขนเสื้อขึ้นมาปิดบังรอยยิ้มเย้ยหยันอย่างตั้งใจ มนุษย์พวกนี้เหตุใดจึงชมชอบการเล่นปาหี่นัก ทำของแบบนั้นขึ้นมาให้ผู้คนขบขันโดยแท้

อาหลินมีโทสะอย่างยิ่งแล้ว นางแม้รู้ว่าไม่มีทางที่นางจะสู้บุรุษรูปงามตรงหน้าได้ แต่ก็จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกความภาคภูมิใจของพรรคเหนือเมฆาเด็ดขาด นางกวาดตามองโดยรอบครั้งหนึ่ง อะไรก็ได้ขอเพียงทำให้คนผู้นี้เสียหน้าได้บ้าง นางก็จะทำ พลันใบหน้าน่ารักนั้นก็ปรากฏรอยยิ้มของผู้ที่ถือไผ่เหนือกว่า นิ้วเรียวชี้ไปทางเฟยเมี่ยวอย่างภาคภูมิใจ "ของที่เจ้าว่าไร้ประโยชน์ อย่างน้อยก็กักขังคนเผ่ามารได้ถึงสองชีวิต!"

ฉู่ชิงซาหันมองตามมือของนาง ใบหน้าที่ประดับไว้ด้วยรอยยิ้มพลันเรียบนิ่งไปในชั่วพริบตา เขาถามด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบว่า "พวกเจ้ากางค่ายกลนี้ขึ้นมา เพื่อทำร้ายเสี่ยวเฟยของข้า?"

"ผู้ใดคือเสี่ยวเฟยของเจ้า?"

นิ้วเรียวชี้ไปที่เฟยเมี่ยว "ก็คือจิ้งจอกที่งดงามตนนี้"

"ใช่!"

"บังอาจ!" ไอสังหารแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง กดดันจนผู้คนโดยรอบแทบจะแบกรับไม่ไหว ฉู่ชิงซาวาดมือออกไปครั้งเดียว อาหลินและผู้คนที่อยู่ใกล้นางก็ล้มลงไปกองกับพื้น บ้างกระอักเลือดออกมา บ้างก็ถึงกับหมดสติไป "ใครเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้"

เหวินฮุ่ยเฉิงเห็นฉู่ชิงซาถลึงตามองตน ก็กล่าวว่า "ไม่ใช่ข้า"

"ที่นี่เป็นเขตปกครองของเจ้า มิใช่เจ้าแล้วเป็นตัวโง่งมตัวไหนได้อีก"

อู๋สงเห็นท่าไม่ดีจึงกล่าวว่า "คุณชายท่านนี้โปรดใจเย็นก่อน เรื่องทั้งหมดล้วนเข้าใจผิดกัน"

ฉู่ชิงซาไม่ฟังที่เขาพูด เพียงถามว่า "เจ้าทำหรือ"

อู๋สงรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้เขาจะมิได้ทำก็ยังเป็นเขาที่ออกคำสั่ง สุดท้ายก็กล่าวว่า "ข้าออกคำสั่งก็จริง แต่ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเท่านั้น"

คนผู้นี้แข็งแกร่ง ไอมารก็เข้มข้นมาก หากจะให้ว่ากันตามตรงชั่วชีวิตนี้ อู๋สงยังไม่เคยพบคนที่มีไอมารแรงกล้าเช่นนี้มาก่อน แม้ว่าจิ้งจอกที่อยู่ในอ้อมแขนของเจ้าตำหนักเหวินจะมีปราณที่ไม่เลว แต่หากให้เปรียบเทียบกับคนตรงหน้านี้ ยังนับว่าห่างกันถึงสองขั้น

หากเขาเดาไม่ผิด คงเป็นบุคคลสำคัญสักคนของเผ่ามารเป็นแน่

เป็นผู้ออกคำสั่ง ก็นับว่าเป็นผู้บงการมิใช่หรือ แววตาของฉู่ชิงซาปรากฏจิตสังหาร เขาใช้ปราณมารไม่ถึงหนึ่งส่วน ก็สามารถยกอู๋สงให้ลอยขึ้นกลางอากาศ ที่ลำคอคล้ายมีมือที่มองไม่เห็นบีบรัดเอาไว้ 

ยามที่เหวินฮุ่ยเฉิงเป็นผู้ลงมือ ทุกคนในที่นี่ย่อมประจักรดีว่ากับเจ้าตำหนักเหวินนั้น ต่อให้ใช้ทุกอย่างที่พรรคเหนือเมฆามีก็มิสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ ยิ่งเมื่ออีกฝ่ายเปรียบดั่งหัวหน้าสูงสุดของพรรคฝ่ายธรรมะในยุทธภพ ผู้ใดเล่าจะกล้าเสี่ยงยื่นเท้าออกไปขวางทางเดินของเขา

แต่ฉู่ชิงซากลับต่างออกไป แม้ว่าจะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องของจอมมารมาไม่น้อย แต่หากถามว่ามีผู้ใดเคยพบตัวจริงของจอมมารบ้าง ที่ยืนอยู่ในพรรคเหนือเมฆายามนีั ก็คงมีเพียงเฟยเมี่ยวและเหวินฮุ่ยเฉิงเท่านั้น 

ดั่งนั้นทุกคนในพรรคต่างยามนี้ จึงต่างพร้อมใจกันชักกระบี่ออกจากฝัก ด้วยความโง่เขลาที่คิดว่า คนมากกว่าย่อมสามารถมึชัยเหนือกว่าคนเผ่ามารเพียงผู้เดียวได้ อีกทั้งเรื่องเมื่อครู่ยังมิทันได้สะสาง ยามนี้ฉู่ชิงซายังลงมือกับประมุขพรรคของพวกเขาอีก ย่อมไม่มีใครทนอยู่เฉยได้เป็นครั้งที่สอง

"มารชั่วปล่อยท่านประมุข!"

"พวกเราพี่น้องร่วมมือกัน อย่างไรก็ต้องกำจัดมารร้ายนี้ไปให้จงได้!"

ฉู่ชิงซาหาได้นำพาสิ่งที่คนเหล่านั้นกล่าวไม่ เพึยงปรายตามองพวกเขาอย่างเย็นชาคราหนึ่ง แล้วเพิ่มกำลังในการบีบคออู๋สงเข้าไปอีก 

เฟยเมี่ยวเองก็มองความวุ่นวายตรงหน้า ด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า คนพวกนี้มีตาแต่ไร้แววเช่นนี้ จะอายุสั้นก็ไม่น่าแปลกใจนัก ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีปัญหากับการที่ใครจะเอาชีวิตใคร จึงมิได้คิดเอ่ยห้ามปรามกับเรื่องนี้ ฉู่ชิงซาเป็นคนเช่นไรเล่า อีกฝ่ายมีโทสะอยู่ หากเขายื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว นั่นมิเท่ากับว่าเขากำลังหาเรื่องเดือดร้อนให้ตนเองอยู่หรือ

การมองเห็นของเขาขยับออกห่าง ตามการก้าวเดินของคนที่อุ้มตนอยู่ เฟยเมี่ยวเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่า เหวินฮุ่ยเฉิงอุ้มเขาเดินถอยหลังออกมา จากวงล้อมของศิษย์พรรคเหนือเมฆากว่าร้อยชีวิต ปล่อยให้คนพวกนั้นล้อมรอบฉู่ชิงซาไว้ 

เฟยเมี่ยวเอ่ยติดตลกว่า "อาเฉิง เจ้าคิดยืมมืออาจารย์ข้าฆ่าคนหรือ"

เหวินฮุ่ยเฉิงตอบกลับมาอย่างไร้อารมณ์ "ล้วนเป็นพวกเขาเลือกเอง เกี่ยวอะไรกับข้า?"

"..." หรือเหวินฮุ่ยเฉิงคิดที่จะ ยืนมองคนของพรรคเหนือเมฆาตายไปต่อหน้าต่อตา โดยไม่ทำอะไรเลยจริงๆ เฟยเมี่ยวถามว่า "เจ้าจะปล่อยให้อาจารย์ ฆ่าพวกเขาจริงหรือ"

"คนบางจำพวก มีเมตตาไปก็รังแต่จะทำให้รำคาญใจเสียเปล่าๆ" มือหนายื่นมาลูบที่ศีรษะของเฟยเมี่ยวแผ่วเบา ดวงตายังทอดมองภาพตรงหน้าอย่างเย็นชา ราวกับมิใช่เรื่องของตนเอง "เฟยเอ๋อร์เจ้าอย่าใส่ใจเลย เดี๋ยวฉู่ชิงซาก็จัดการเองนั่นแหละ"

เฟยเมี่ยวลอบปาดเหงื่อในใจเงียบๆ ด้วยไม่คิดว่าเพียงแค่ตนได้รับความลำบากเล็กน้อย เหวินฮุ่ยเฉิงก็เจ้าคิดเจ้าแค้นถึงเพียงนี้ หรือที่ผ่านมา เขาจะยกย่องคุณธรรมของคนผู้นี้มากเกินไป คงไม่พ้นเขาถูกภาพลักษณ์อ่อนโยน นุ่มนวลราวกับหยกของคนแซ่เหวินหลอกแล้ว!

ครุ่นคิดสักพัก เฟยเมี่ยวก็ตะโกนว่า "อาจารย์ขอรับ ท่านลงมือให้เบาหน่อย กับเด็กและสตรีหากเป็นไปได้ ก็อย่าไปตีพวกนางเลย"

ไม่สนใจอย่างไรก็ควรแยกแยะถูกผิดให้ชัดเจน เฟยเมี่ยวเพียงไม่อยากให้ลูกศิษย์ที่ยังเด็กอยู่ของพรรคเหนือเมฆา ต้องมาแบกรับคราวเคราะห์ที่คนเป็นผู้ใหญ่สร้างเอาไว้ อย่างไรก็เพียงแค่ลองเอ่ยปากดู หากไม่ได้ ก็ไม่ใช่เขาที่ขาดทุน แต่คำพูดต่อมาของฉู่ชิงซา กลับถึงกับทำให้เฟยเมี่ยวเลิกสนใจเขาจริงๆ

"ข้าไม่ใช่คนรักหยกถนอมบุปผา ก็เพียงแค่สตรีและเด็กน้อยชาวมนุษย์ไม่กี่คน ยังจะต้องยั้งมืออะไรอีก"

เฟยเมี่ยวกล่าว่า "เช่นนั้นก็รีบจัดการให้จบๆ ไปเถิดขอรับ ข้าหิวแล้ว "

หลังจากความวุ่นวายผ่านพ้นไป โดยรวมแล้วฉู่ชิงซาก็ไม่ได้ลงมือกับใครจนถึงตาย เพียงบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ในส่วนนี้นักเขียนจะไม่ขอกล่าวถึง เพราะไม่สามารถประเมินค่าความเสียหายได้ 

เฟยเมี่ยวกลับร่างเป็นคนในที่สุด พวกเขาลงเขามาสมทบกับมี่ถงและเสี่ยวไป๋ เฟยเมี่ยวเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้มี่ถงฟัง เมื่อเล่าจบเขายังต้องดึงรั้งมี่ถงเอาไว้ ปลอบอยู่นานกว่าจะยอมสงบลงได้ พรรคเหนือเมฆายามนี้นั้น อย่าว่าแต่จะมีใครกล้าลุกขึ้นมารังแกเขาเลย คนเจ็บมากกว่าครึ่งสำนัก ให้คนพวกนั้นรักษาชีวิตตนเองเอาไว้ให้ได้เสียก่อนเถอะ

ตกดึงภายในห้องพักของโรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งหนึ่งในหมู่บ้าน เฟยเมี่ยวนั่งพิงอกแกร่งของเหวินฮุ่ยเฉิง ร่างกายยังถูกเหวินฮุ่ยเฉิงกอดไว้อย่างถนอม เขาทอดสายตามองดวงจันทร์ที่สุดสกาวบนท้องฟ้า วันนี้พระจันทร์กลมโต และส่องสว่างกว่าที่เคยเห็นมา

เฟยเมี่ยวจับมือข้างหนึ่งของคนรักขึ้นมา เขาบีบที่มือสากนั้นเบาๆ ทำซ้ำๆ หลายครั้ง ยังยกขึ้นมาจรดที่ริมฝีปากอย่างอ่อนโยน 

เหวินฮุ่ยเฉิงจุมพิตที่ข้างขมับของเฟยเมี่ยวอย่างนุ่มนวล และถนอม ช่วงเวลาที่ไร้ความวุ่นวายเช่นนี้ ได้คลอเคลียใกล้ชิดกับคนรัก นั่นจึงเป็นสิ่งที่เขาต้องการ "เจ้าอยากไปที่ใดอีกหรือไม่"

"ข้าก็ไม่รู้" เฟยเมี่ยวตอบกลับ "เจ้าเล่า มีที่ๆ อยากไปหรือไม่"

"ล้วนแล้วแต่เจ้า"

เสียงหัวเราะในลำคออย่างขบขันดังขึ้น เฟยเมี่ยวเอ่ยหยอกล้อเหวินฮุ่ยเฉิง ด้วยอารมณ์ที่เบิกบานยิ่ง "เจ้าตามใจข้าเช่นนี้ ข้าเสียนิสัยแล้ว หากวันใดเจ้าเปลี่ยนไปข้าแย่แน่"

"วันคืนเช่นนั้นไม่มีวันมาถึงหรอก" คางเกยบนไหล่มน เหวินฮุ่ยเฉิงกระซิบเสียงหวาน "ข้ายังมีเวลาอีกทั้งชีวิตให้ตามใจเจ้า อะไรที่เจ้าอยากได้ย่อมวางอยู่ในมือเจ้าทั้งหมด"

มือเรียวเชยคางของคนกล่าวคำหวานขึ้นมา เฟยเมี่ยวขยับนิ้วมือนวดครึงริมฝีปากที่ไม่หนาจนเกินไป และไม่บางราวอิสตรี สัมผัสที่ปลายนิ้วให้ความรู้สึกดีเยี่ยม "ปากของเจ้านี่ หวานปานน้ำผึ่งเชียว กล่าวคำหวานล่อลวงบุปผามาเท่าใดกัน"

"หากบอกว่า ข้าอยากล่อลวงเพียงเจ้าเล่า" เหวินฮุ่ยเฉิงอ้าปากออกเล็กน้อย ให้นิ้วเรียวเข้ามาในโพลงปาก เขาใช้ฟันขบเม้มและใช้ลิ้นเลียเบาๆ ราวกับแมวยักษ์กำลังออดอ้อนเจ้าของ "เจ้าจะเชื่อหรือไม่"

เฟยเมี่ยวเผยรอยยิ้มหวาน "ย่อมเชื่อเจ้า"

บ่าไหล่ของเฟยเมี่ยวถูกจับให้หันหน้าเข้าหาอีกฝ่าย เอวบางถูกรวบกอดเอาไว้ ไม่นานเขาก็ถูกเหวินฮุ่ยเฉิงอุ้มขึ้นมานั่งคร่อมอยู่บนตัก แขนเรียวกอดรอบคอของคนรักอย่างไม่อิดออด เขาไม่ใช่สตรีไม่มีความจำเป็นให้ต้องกระมิดกระเมี้ยน สงวนท่าทีใด 

เมื่อฮุ่ยเฉิงอยู่ตรงนี้เขาอยากกอดเขาก็กอด อยากจุมพิตอีกฝ่ายเขาก็ทำ อยากคลอเคลียก็จะไม่ยอมให้ห่างกาย ความเอาแต่ใจของเขาที่ผ่านมา กับเรื่องเช่นนี้ก็มีเพียงคนผู้นี้ที่ได้รับ

มือหนาลากไล้ไปตามเอวคอด ลูบผ่านเส้นผมสีเงินที่สยายเต็มแผ่นหลัง สะท้อนกับแสงจันทร์งดงามราวเทพเซียน ปลายจมูกของคนทั้งสองคลอเคลียหยอกล้อ จวบจนกระทั่งริมฝีปากที่เคลื่อนเข้าหากันด้วยแรงเสน่หา ก็พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาเสียก่อน

"อิอิ"

เฟยเมี่ยวชะงักกึก อารมณ์สุนทรีที่อยากจะสร้างฉากพลอดรักหวานซึ่ง ภายใต้แสงจันทร์ของเขาจบสิ้นแล้ว อิอิเนี่ยนะ อย่างน้อยหากจะมีใครสักคนมาขัดขวางเรื่องดีงามของเขา เฟยเมี่ยวก็ไม่คิดว่าตนจะได้ยินคำประเภทนี้ออกมาจากปากของผู้ใดที่นี่แน่นอน 

เขาพลิกตัวลงจากตักของเหวินฮุ่ยเฉิง เมื่อยืนบนพื้นอย่างมั่นคงแล้ว ยังมองไปทางคนรักอย่างตั้งคำถาม แล้วก็พบว่าเหวินฮุ่ยเฉิงเองก็ได้ยินไม่ต่างกัน หากว่าอีกฝ่ายยังได้ยิน นี่คงไม่ใช่เสียงของระบบหรือเจ้าแว่นสี่ตานั่นแล้ว คำถามต่อมาคือ แล้วมันเป็นเสียงของใคร?

หวูชิงถูกเรียกมาอยู่ในมือ เฟยเมี่ยวกวาดตามองรอบห้องอย่างหวาดระแวง เอ่ยถามเสียงดังว่า "นั่นใคร!"

"..." 

เมื่อได้รับเพียงความเงียบงันกลับมา เฟยเมี่ยวจึงกล่าวต่อว่า "ผู้ใดมาโดยมิได้เชิญ แสดงตัวออกมาก่อนที่ข้าจะมีโทสะ"

"เฟยเอ๋อร์" ภายในแขนเสื้อของเหวินฮุ่ยเฉิงส่องแสงวิบวับ เมื่อเขาล้วงของสิ่งหนึ่งออกมา ก็พบว่ามันคือหยกอิ้งเยว่ คนทั้งคู่ประสานสายตากัน เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวว่า "ข้าว่า น่าจะเป็นเขา"

เฟยเมี่ยวหลงลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ว่าที่มีเรื่องราวกันใหญ่โตจนเหวินฮุ่ยเฉิงมีโทสะวันนี้ ก็ล้วนเป็นเพราะเขาต้องการช่วยเหลือเจ้าขลุ่ยน้อยนี่ พอกลับมาถึงโรงเตี๊ยมในใจก็จดจ่ออยู่แต่กับการพักผ่อน หากมิใช่ว่าเจ้าหนูนี่ส่งเสียงประหลาดแบบนั้นออกมา เขาก็คงไม่นึกถึงแล้วจริงๆ ว่าตนเองนั้นเก็บอะไรกลับมา

เฟยเมี่ยวถามว่า "เมื่อครู่ ใช่เสียงของเจ้าหรือไม่?"

สิ้นคำกล่าวนี้ ขลุ่ยอิ้งเยว่ในมือก็ยิ่งมีประกายเรืองรอง ไม่นานนักมันก็ลอยขึ้นไปบนอากาศ จากนั้นเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง กลับไปเป็นเด็กชายตัวน้อยอีกครั้ง เด็กน้อยตากลมที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายเด็กผู้หญิง แขนขาผอมแต่ไม่แห้ง เพียงมองแล้วรู้สึกว่าเขาตัวเล็กไปสักนิด แต่มิใช่ว่าขาดสารอาหาร

ขลุ่ยน้อยยกมือทั้งสองข้างที่ยังคงมีบาดแผลขึ้นมาปิดตา ศีรษะกลมส่ายไปมาอย่างน่าเอ็นดู "เค้าไม่เห็นนะ เค้าตาบอดแล้ว เมี่อกี้ไม่ได้เห็นว่าใคร กำลังจะจูบกับใครเลยนะ"

เฟยเมี่ยวที่ได้ยินเช่นนั้น "..."

เหวินฮุ่ยเฉิงที่ได้ยินเช่นนั้น "..."

ไอ้เด็กนี่! สวรรค์ นี่เขาช่วยตัวอะไรกลับมากันแน่…

มองดูเจ้าเด็กปีศาจนี่บิดไปบิดมา เขินอายอยู่นานก็ได้ยินเสียงท้องเขาร้อง เฟยเมี่ยวบอกกับเหวินฮุ่ยเฉิง "เจ้าไปหาขนมอะไรก็ได้มาให้เด็กนี่หน่อย"

นิ้วแกร่งชี้เข้าหาใบหน้าของตนอย่างมึนงง "ข้าหรือ"

เฟยเมี่ยวถามเสียงเรียบ "หรือจะให้ข้าไป?"

"ต้องเป็นข้าที่ไปอยู่แล้ว"

เหวินฮุ่ยเฉินเดินออกไปแล้ว เฟยเมี่ยวก็ได้ยินเสียงของคนด้านหลังเอ่ยถามเขา "พี่สาวๆ คนนั้นแฟนพี่เหรอคะ"

อีกแล้ว เด็กคนนี้พูดด้วยสำเนียงและภาษาแบบนี้อีกแล้ว เฟยเมี่ยวเดินกลับไปนั่งลงบนเตียง ตบเบาๆ ตรงที่ว่างข้างตัว "มานี่"

เด็กน้อยเดินเข้ามาหาเขาอย่างว่าง่าย "พี่สาวขอบคุณค่ะ ที่ช่วยเค้าไว้ คนพวกนั้นพูดด้วยไม่รู้เรื่องเลย"

"มาจากไหน" ในที่สุดเฟยเมี่ยวก็เป็นฝ่ายถามบ้าง คำพูดที่คนในยุคนี้ไม่มีทางพูดได้ ทั้งที่เป็นเด็กผู้ชายแต่กลับมีท่าทางที่ขัดแย้งกับภายนอก หรือเด็กคนนี้จะถูกเฉินเยว่ส่งมาเหมือนกันกับเขา

"เค้าเหรอ" เด็กตากลมทำหน้าครุ่นคิด "เค้าช่วยคุณลุงคนหนึ่งเอาไว้จากตัวประหลาดน่ะ จากนั้นก็ถูก…"

"หมายถึงว่า ก่อนที่เธอจะมาอยู่ในร่างนี้ เธอมาจากที่ไหน"

"พะ พี่สาว…" ศีรษะเล็กหันมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา เด็กคนนั้นใช้นิ้วที่เล็กจิ๋วชี้มาที่ใบหน้าของเฟยเมี่ยว ในดวงตากลมยังปรากฏแววความดีใจพาดผ่าน "พี่สาวก็มาจากอนาคตเหรอ! พี่สาวก็ตายแล้วมาเกิดใหม่เหมือนเขาใช่ไหม งือ เค้ามีเพื่อนแล้ว!"

พูดเองเออเองจบ เด็กตากลมตรงหน้าก็พุ่งเข้ามากอดเฟยเมี่ยวเต็มแรง เฟยเมี่ยวรับร่างเขาเอาไว้ด้วยความตกใจ เจ้าเด็กนี่ก่อนมาอยู่ที่นี่อายุเท่าไหร่กันแน่ เหตุใดจึงไม่รู้จักรักษากิริยาเช่นนี้ เขานั่งนิ่งปล่อยให้อีกฝ่ายกอดไว้ คล้ายลูกหมาตัวน้อยที่กำลังอ้อนขออาหาร

นานทีเดียวจึงตบหลังเขาเบาๆ แล้วถามว่า "กอดพอหรือยัง"

เด็กน้อยผละออกไปอย่างรวดเร็ว แล้วหัวเราะแฮะๆ ออกมา "เค้าดีใจอะ เลยลืมตัว"

"อืม" เฟยเมี่ยวพยักหน้ารับ "แล้วจะบอกได้หรือยังว่ามาจากไหน"

"พี่สาวชื่ออะไรเหรอคะ เค้าชื่อลู่จิวนะ เรียกว่าจิวเฉยๆ ก็ได้"

นี่ตกลงว่า เจ้าเด็กนี่มันได้ฟังที่เขาถามบ้างหรือไม่? แม้จะแอบบ่นอยู่ในใจ แต่สุดท้ายเฟยเมี่ยวก็ยอมตอบ "เมี่ยว เฟยเมี่ยว"

อีกฝ่ายพยักหน้ารับ แล้วจึงเริ่มเล่าเรื่องของตนเอง "เค้ามาจากอเมริกา หมายถึงครั้งสุดท้ายที่ยังเป็นตัวเองอยู่ เค้าตายที่นั่นน่ะ แต่ความจริงแล้วเขาเป็นคนไต้หวันนะ พี่สาวล่ะ"

"หนัก ลงไปนั่งดีๆ" เฟยเมี่ยวไม่ตอบ เพียงปล่อยให้เขาลงจากตักของตน "อายุเท่าไหร่"

"ปีนี้ยี่สิบเอ็ดค่ะ"

"เป็นผู้หญิง"

เด็กคนนั้นยกนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว ยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดตลกว่า "เป็นผู้หญิงได้วันเดียวเอง แล้วก็ตายก่อน"

"..." ถามจริง…

พอเห็นเขายังคงรอยยิ้มสดใสเอาไว้บนใบหน้าได้ เฟยเมี่ยวก็ไม่คิดถามสิ่งใดอีก กับเด็กคนนี้เขารู้แค่นี้ก็พอแลล้ว เพราะว่าบนโลกใบนี้ มีผู้ใดบ้างที่สามารถเอ่ยเรื่องความเป็นความตายของตนเอง ออกมาได้ง่ายดายปานนี้ แม้แต่ตัวเขาเอง ก็ยังไม่แน่ว่าหากต้องเล่าให้ใครสักคนฟัง แล้วจะยังรักษารอยยิ้มเอาไว้ได้หรือไม่

"พี่สาว แล้วพี่รู้ไหมว่าที่นี่ที่ไหน สหัสวรรษที่เท่าไหร่แล้ว"

ชายเสื้อถูกดึงรั้ง เฟยเมี่ยวจึงปรายตามองเขาอย่างเย็นชา "เธอมาที่นี่ โดยที่ไม่รู้อะไรเลยเหรอ"

ลู่จิวพยักหน้ารับ "เค้ามาถึงก็พบว่าตัวเองกลายเป็นขลุ่ยแล้ว เวลาอยู่ในขลุ่ยจะไม่หิว เขาเลยไม่ค่อยกลับร่างเป็นมนุษย์ อย่างอื่นไม่รู้อะไรเลย"

คิ้วเรียวขมวดแน่น ไม่รู้อะไรเลยแล้วที่ผ่านมาใช้ชีวิตอยู่มาได้ยังไง "มาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่"

"ไม่รู้" ปากเล็กเบะออกเล็กน้อย "เค้านอนเยอะมาก จำได้แค่ว่านอนอยู่ในขลุ่ยหยกนั่น ไม่รู้กลางวันหรือกลางคืนเลย"

แสดงว่าคงไม่ใช่ฝีมือของเฉินเยว่ ให้เฟยเมี่ยวกล่าวตามตรงก็คือ ถ้าลู่จิวถูกคนคนนั้นพาตัวมาจริง เขาคงไม่ปล่อยให้ผู้เล่นของตัวเองว่างงานแน่ อาจมีความเป็นไปได้ว่า ยังมีวิธีอื่นในการมายังโลกแห่งนี้อีก 

เด็กคนนี้อยู่ที่นี่ไร้ที่พึ่งพิง ทั้งยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสวี่หลิวเลย หากเขาปล่อยไปไม่แน่ว่าอาจจะถูกใครจับตัวไปอีกก็ได้ เฟยเมี่ยวลองเอ่ยถามลองเชิงว่า "หลังจากนี้จะทำยังไงต่อ จะไปอยู่ที่ไหน"

"เค้า...ไม่รู้" ใบหน้าเล็กตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด "อาจจะกลับเข้าไปในป่า อยู่ในขลุ่ยนานๆ ครั้งค่อยออกมา อย่างน้อยอยู่ในนั้นก็ไม่ต้องทนหิว"

ลมหายใจอุ่นถูกถอนออกมา ฝ่ามือของเฟยเมี่ยววางลงบนศีรษะของลู่จิวอย่างอ่อนโยน "งั้นมาอยู่ด้วยกันไหม"

อาจจะเป็นเพราะตนเองก็เคยเป็นเช่นนั้น ความทรมานจากการต้องอดอาหาร เฟยเมี่ยวเข้าใจดี เด็กกำพร้าที่ไร้ที่พึ่งอย่างเขา ไม่มีทางที่จะได้กินอิ่มท้องในแต่ละวัน เพราะเข้าใจดี จึงรู้สึกว่าเขาไม่อาจปล่อยผ่านเรื่องนี้ ทำเป็นมองไม่เห็นว่ามีเด็กคนหนึ่งกำลังลำบาก

อยู่ในขลุ่ยนั่นไม่หิวแล้วยังไง หากเป็นเช่นนั้นก็มิใช่ว่าต้องขังตนเองอยู่ในนัันไปชั่วชีวิตหรือ โอกาสมากมายความใจดีชองคนที่นี่ที่เขาได้รับ หากเด็กคนนี้ก็ได้รับเช่นกัน มันคงจะดีไม่น้อย 

เขามีมารดาเป็นถึงราชินีจิ้งจอก มีว่าที่สามีเป็นเจ้าตำหนักซือโฮ่วที่ยิ่งใหญ่ แค่รับเลี้ยงเด็กน้อยสักคน คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงหรอกกระมัง

ลู่จิวนิ่งไป ดวงตากลมโตแดงก่ำ "พะ พี่สาวจะให้เค้าอยู่ด้วยจริงเหรอ"

เฟยเมี่ยวพยักหน้ารับ "อืม"

"เค้า เค้าจะกินน้อยๆ นะ เค้าจะเชื่อฟังพี่สาวด้วย ขอบคุณ ฮึก ขอบคุณค่ะพี่สาว" ท้ายที่สุดลู่จิวก็ร่ำไห้ออกมา

ลู่จิวโผเข้าไปกอดเฟยเมี่ยวเอาไว้แน่น ในวันที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล เขาไม่ร้องไห้ ในวันที่รู้ว่าตัวเองถูกหักหลังเขาก็ไม่ได้ร้องไห้ แม้แต่วินาทีสุดท้ายก่อนตาย เขาก็คิดว่าตัวเองไม่ได้ร้องไห้ เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองเป็นเพียงขลุ่ยหยกเหลาหนึ่ง ความรู้สึกที่เขามี ยังหลงเหลือเพียงความตกใจ 

อาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่มีใคร ให้พึ่งพิงเวลาที่ร้องไห้ อาจจะเป็นเพราะรู้สึกว่า ที่ผ่านมาร้องไห้มามากพอแล้ว น้ำตามันจึงไม่มีให้ไหลอีก ยามนี้พบว่ามีคนคนหนึ่งชวนตนไปอยู่ด้วย เขาจึงดีใจมาก 

แต่แม้ว่าจะไม่ตกใจที่ตนเองกลายเป็นขลุ่ย แต่สถานที่ที่เปลี่ยนไป สิ่งที่เขาไม่รู้จัก ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวก็ทำให้เขาหวาดกลัวได้ไม่น้อยเลย เวลานี้กลับสามารถมีที่พึ่งพิงได้ ในที่สุดเขาจึงกล้าแสดงความอ่อนแอออกมา

เฟยเมี่ยวลูบหลังคนที่สะอึกสะอื่นอย่างจนปัญญา เขาปลอบคนร้องไห้ไม่เป็น ยิ่งไม่รู้ว่าในสถานะการณ์เช่นนี้ต้องทำอย่างไร จึงได้แต่ปล่อยให้ลู่จิวร้องไห้ไปจนกว่าจะเหนื่อย 

พอเขาหยุดร้องแล้ว ถึงสามารถพูกกับเขาต่อได้ รับเด็กคนนี้เอาไว้เป็นเรื่องง่าย แต่ก่อนอื่นเลยคือต้องไม่ทำให้เขาโดดเด่น หรือแปลกแยกไปจากผู้อื่น "จิว อยู่ที่นี่ต้องเปลี่ยนคำพูดรู้ไหม"

ลู่จิวเงยหน้าขึ้น ศีรษะเล็กเอียงคอน้อยๆ เอ่ยถามอย่างสงสัย "เปลี่ยนยังไงเหรอคะพี่สาว?"

"อย่างแรกเลย ห้ามเจ้าเรียกข้าว่าพี่สาว ข้าเป็นบุรุษ" เริ่มจากเปลี่ยนคำพูดกับเขาก่อน เจ้าเด็กนี่จะได้ไม่รู้สึกว่าแปลก

"บุรุษ? ผู้ชาย? ผู้ชายเหรอ!?" ดวงตากลมเบิกกว้าง "พี่สาวจะบอกว่าตัวเองเป็นผู้ชายหรือ!"

โอเอ็มจีเกินไปแล้ว ฝ่ามือเล็กของลู่จิวประคองแก้มทั้งสองข้างของเฟยเมี่ยวเอาไว้ แล้วหมุนไปทางซ้ายทีขวาที ดวงตากลมนั้นวาววับ เคลียบไว้ด้วยความตื่นเต้น งดงามขนาดนี้ มีใบหน้าที่งามล่มเมืองเช่นนี้กลับเป็นบุรุษ หากมีใบหน้าเช่นนี้ในยุคปัจจุบัน หมอศัลยกรรมก็ไม่ต้องทำมาหากินแล้ว

"ก็เป็นผู้ชายน่ะสิ" เฟยเมี่ยวแกะมือเล็กออกอย่างรำคาญ "นั่งให้ดี"

"งือ พี่สาวสวยมาก เรี๊ดมากแม่"

ดวงตาหงส์กลอกไปมา "ห้ามใช้คำในยุคของเรามาพูดที่นี่ ต่อไปต้องแทนตัวเองว่าข้าด้วย"

"หมายถึงว่า เค้าต้องพูดคำพูดเหมือนคนโบราณในหนังเหรอ?" ริมฝีปากบางเบะเล็กน้อย ใบหน้าที่จัดได้ว่าน่ารักสมวัยแสดงความไม่ยินยอมอย่างเห็นได้ชัด "เค้าไม่พูดได้ไหม ไม่คิ้วท์เลยอะ"

เฟยเมี่ยวอยากจะตะโกนเรียกมี่ถงดังๆ ให้เขาไปหายาหอมมาให้ตนสักถ้วย เขารู้สึกจนปัญญากับเด็กน้อยตรงหน้าเสียจริง ด้วยไม่รู้จะสอนเขาอย่างไรสุดท้ายจึงใช้วิธีที่ตนเองถนัดที่สุด การข่มขู่ "หากเจ้าไม่ทำ เราก็อยู่ด้วยกันไม่ได้"

ได้ยินดังนั้น จากที่แค่ไม่อยากทำ ก็ถึงกับคอตก ในใจของลู่จิวยามนี้นั้น เขาก็รู้ดีว่าขัดขืนกับกฎของที่นี่ไม่ได้ จะมากจะน้อยอย่างไรเขาก็ต้องเปลี่ยน เอาเถอะหากมันสามารถแลกกับการได้อยู่กับพี่สาวคนงามตรงหน้า แค่เปลี่ยนให้ชิน คงไม่ยากลำบากเกินไปนัก "เค้า...ข้าเปลี่ยนก็ได้ค่ะ"

"ขอรับ"

"นั่นผู้ชายใช้"

"บุรุษ"

"นั่นบุรุษใช้"

"เจ้าก็เป็นบุรุษ"

"ข้าเป็นสตรี! เป็นวันเดียวก็นับว่าเป็นแล้ว!"

มือเรียวยกขึ้นนวดขมับของตนที่เริ่มปวดตุบๆ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงรอดไรฟันว่า "เช่นนั้นก็ให้ขานรับว่า...เจ้าค่ะ"

"เจ้าค่ะท่านแม่!"

แม่มารดาแกสิ! ดวงตาหงส์ถลึงมองอย่างเอาเรื่อง "เรียกใหม่"

ลู่จิวยิ้มเต็มใบหน้า "ก็ท่านมิยอมให้ข้าเรียกเป็นพี่สาว ท่านก็ต้องเป็นท่านแม่"

"เหลวไหล" ใบหน้างามราวกับจะมีเคี้ยวยักษ์งอกออกมา "บุรุษที่ใดบ้าง ที่เป็นมารดาได้"

"ท่านแม่เป็นรับ ท่านแม่เป็นมารดาได้เจ้าค่ะ" ลู่จิวเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้

"ข้า..."

นิ้วเล็กแตะที่ริมฝีปากของเฟยเมี่ยว ลู่จิวจุปากราวกับร่างกายนี้เป็นผู้ใหญ่ "ท่านแม่อย่ามาเถียงว่าตนเองเป็นรุกนะเจ้าคะ จิวดูออก"

ชีวิตของข้า ยังวุ่นวายไม่พอใช่หรือไม่? สวรรค์จึงได้ส่งเจ้าเด็กนี่มา จ้องตาวัดใจกันอยู่นาน เฟยเมี่ยวเป็นฝ่ายยอมยกธงขาวในที่สุด กับเจ้าเด็กนี่เขายอมแพ้!

เมื่อเหวินฮุ่ยเฉิงกลับมาอีกครั้งจึงพบว่า เจ้าขลุ่ยน้อยนี่เกาะติดคนรักของเขาราวกับปลิง ขนมที่ยกมาก็ถูกจัดการจนหมดไม่มีเหลือ เหวินฮุ่ยเฉิงช่วยเฟยเมี่ยวเก็บเศษขนมที่หกอยู่บนโต๊ะ "อิ่มหรือไม่"

ลู่จิวหยิบผ้าเช็ดหน้าที่เฟยเมี่ยวส่งให้มาเช็ดปากลวกๆ "จิวอิ่มแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ"

เพล้ง

"แค่กๆ" เฟยเมี่ยวสำลักน้ำชาที่เพิ่งยกขึ้นดื่มไปยกใหญ่ เขาหันมองเหวินฮุ่ยเฉิงที่ทำถาดขนมตกพื้นไป แล้วพบว่า เจ้าทึ่มของเขายามนี้อ้าปากค้างไปแล้ว เฟยเมี่ยวโบกมือผ่านหน้าเขาสองสามครั้ง กลับไร้ซึ่งการตอบสนอง เขาจึงปรบมือดังๆ ตรงหน้าอีกฝ่ายหนึ่งที เหวินฮุ่ยเฉิงจึงสามารถฟื้นคืนสติกลับมาได้

"ข้า ท่านพ่อ? เจ้า?" ใบหน้าคมเลิ่กลั่ก ท่าทางราวกับไม่รู้ว่าตนเองนั้นควรทำตัวเช่นไร สุดท้ายหันไปถามเฟเมี่ยวคล้ายคนหมดสิ้นหนทางว่า "นี่มันเรื่องอะไรกัน"

เขาเพียงลงไปเอาขนมมาให้ตามคำสั่ง แฮ่ม คำขอของคนรัก ที่ไปนานก็เป็นเพราะพ่อครัวต้องทำขึ้นมาให้ใหม่ จึงอยู่รอยกขึ้นมาทีเดียวเลย ไฉนกลายเป็นว่าเพียงครึ่งชั่วยามผ่านไป เขาก็กลายเป็นท่านพ่อของเจ้าเด็กนี่เสียแล้ว

เฟยเมี่ยววางมือลงบนบ่าของเหวินฮุ่ยเฉิง แล้วตบเบาๆ "ข้ารับเด็กคนนี้เอาไว้น่ะ ให้เขา…" คำต่อท้ายว่าอยู่กับเราไปจนกว่าจะสามารถดูแลตนเองได้ ยังไม่ทันได้กล่าวออกมา ก็เป็นอันต้องหยุดชะงักไป เมื่อลู่จิวเอ่ยแทรกขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มว่า

"ท่านแม่ยอมให้ข้าอยู่ด้วยแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อคงมิใจร้ายผลักใสไล่ส่งลูกใช่หรือไม่เจ้าคะ"

"ท่านแม่?" เหวินฮุ่ยเฉิงถามว่า "เจ้าเรียกขานผู้ใดว่าเป็นมารดา?"

ลู่จิวลุกขึ้นยืน ก่อนจะวิ่งเข้าไปกอดเอวของเฟยเมี่ยวเอาไว้แน่น "ท่านแม่ก็คือท่านแม่สิเจ้าคะ ยังจะมีผู้ใดเป็นแทนได้อีก"

เหวินฮุ่ยเฉิง "..."

เฟยเมี่ยว "..."

ทั้งสองแลกเปลี่ยนสายตาซึ่งกันและกัน เหวินฮุ่ยเฉิงคล้ายอยากจะถามคนรักว่า เอาจริงหรือ เฟยเมี่ยวเองก็อยากจะบอกเขาเหลือเกินว่า ข้าจนปัญญาแล้ว เจ้าเด็กคนนี้อยู่ๆ ก็ราวกับว่าถูกใจเขานักหนา เกาะติดราวกับปลิงดูดเลือด แกะเท่าไหร่ก็ไม่ยอมออก

เหวินฮุ่ยเฉิงมองจิ้งจอกน้อยของตน สลับกับเจ้าปีศาจขลุ่ยน้อยหลายครั้ง ตาชั่งในใจของเขาทำงานได้ดีมาก ขอเพียงเป็นเรื่องที่เฟยเมี่ยวตัดสินใจ เขาก็จะรู้สึกว่าสมควรต้องเป็นเช่นนั้นเสมอ อะไรก็ล้วนไม่คิดอยากคัดค้านเขา แน่นอนว่าเรื่องของเด็กน้อยผู้นี้ก็ด้วย

เขาเองมิได้รังเกียจหากว่าต้องรับเด็กคนนี้เป็นบุตรบุญธรรม ด้วยทั้งเขาและเฟยเมี่ยวต่างก็มีลูกไม่ได้ ในวันข้างหน้าไม่ช้าก็เร็วอาจต้องคิดถึงเรื่องนี้ วันนี้มีเด็กคนนี้เข้ามาอาจจะเป็นชะตาลิขิต ขลุ่ยอิ้งเยว่เองหากอยู่ในมือเขา ย่อมสามารถชี้นำให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ควรได้ง่ายกว่า

เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ เหวินฮุ่ยเฉิงเหฺ็นดีเห็นงามกับเฟยเมี่ยวอย่างมิต้องสงสัย

เหวินฮุ่ยเฉิงเอ่ยถามเขาอย่างอ่อนโยน "เจ้ามีนามว่าอะไร"

เฟยเมี่ยวตอบแทนว่า "ข้าให้เขาแซ่หลิ่ง นามลู่จิว"

คิ้วหนาขมวดแน่น "บุตรย่อมต้องใช้แซ่ของบิดา ให้เขาใช้แซ่เดียวกับเจ้าได้อย่างไร"

"แต่ข้าเป็นคนรับเขาไว้"

"แต่เขาเรียกขานข้าเป็นบิดา"

"เหวินฮุ่ยเฉิง" เฟยเมี่ยวหรี่ตาลงอย่างเอาเรื่อง "จะใช้แซ่ไหน เจ้าไตร่ตรองให้ดี"

คำพูดที่คิดจะใช้โต้เถียงถูกกลืนหายไปในลำคอ ราวกับไม่เคยมีเรื่องเช่นนั้นมาก่อน เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวอย่างลื่นไหลว่า "ย่อมต้องใช้แซ่หลิ่งอยู่แล้ว"

เฟยเมี่ยวพยักหน้ารับอย่างพอใจ "ก็ดีแล้ว"

เหวินฮุ่ยเฉินเปลี่ยนเรื่องทันที "เสี่ยวจิว มาให้บิดาดูหน้าเจ้าใกล้ๆ"

ลู่จิวเดินเข้าไปหาเขาอย่างว่าง่าย ฉีกยิ้มเต็มใบหน้า เหวินฮุ่ยเฉิงกวาดตามองใบหน้าที่หมดจดของเขาคราหนึ่ง รูปลักษณ์นับว่าไม่เลว ความสดใสสมวัย ความเฉลียวฉลาดที่คงมีไม่น้อยเลย เหวินฮุ่ยเฉิงคิดในใจว่า เมื่อเขาแต่งงานกับเฟยเมี่ยวแล้ว ก็มีเด็กน้อยเช่นนี้อยู่ในบ้านด้วย อยู่กันสามคนพร้อมหน้าบิดามารดาและบุตร ก็ไม่เลวเลย

แม้ว่าท่าทาง และคำพูดคำจาจะดูคล้ายอิสตรีไปบ้าง แต่เสี่ยวจิวยังเล็กนัก ยังมีเวลาอีกหลายปีวันหน้าก็ค่อยๆ สอนเขาไปก็ได้

ดังนั้นเรื่องราวของค่ำคืนนี้ จึงมิได้จบลงที่การได้นอนเคียงข้างกัน ชมความงดงามของดวงจันทร์ไปจนถึงยามที่สุริยันหวนคืนสู่ท้องนภา แต่กลายเป็นว่า พิธีแต่งงานยังไม่ทันจะได้จัด เหวินฮุ่ยเฉิงและเฟยเมี่ยวก็มีโซ่ทองคล่องใจ เป็นเด็กน้อยตากลมอายุราวเจ็ดแปดขวบ หน้าตาน่ารักน่าชัง และเสี่ยวจิวก็ได้กลายเป็นนายน้อยผู้ซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจ ของผู้คนทั่วทั้งแดนเหมันต์และแดนมายาในเวลาต่อมา




พระเอกและนายเอกภาคลูก ออกมากันครบแล้วนะคะ (มีใครสังเกตหรือเปล่าเอ่ย...?) 


ในจักรวาลเดียวกับ หนทางสู่การเป็นท่านจอมมารนั้น จะแบ่งออกได้อีกเป็น 5 ภาคค่ะ โดยจะเรียงลำดับการอัพหลังจากที่ หนทางสู่การเป็นท่านจอมมารจบดังนี้ (อัพให้จบทีละเรื่อง ก่อนจะอัพเรื่องใหม่นะคะ)

1. ลำนำรักทัณฑ์สวรรค์ (หยางจินเหลียง&เฉินเยว่)

2. กลรักวิปลาส (มู่เหรินอี้ชิง&หลิ่งลู่จิว)

3.บันทึกรักจอมทัพสวรรค์ (หยวนชงเมิ่ง&ฉู่ชิงซา)

4.หนึ่งชาติภพ เพียงเรื่องเล่าจากนักเดินทาง (หลวนเค่อ&หลิ่งเฟยอวี่ออริจินอล)

5.กลรักราชินีจิ้งจอก (ซูเม่ยอิง&หลิ่งฮวา) ยูริจ้าาาา

สามในห้าเรื่องที่เปิดเรื่องไว้ จะอัพให้จบภายในปีหน้าค่ะ เถียนซินจะทำสลับกับเรื่องในจักรวาลอื่นด้วย โดยจะเริ่มอัพลำนำรักทัรฑ์สวรรค์ต่อทันที หลังจากที่ หนทางสู้การเป็นท่านจอมมารจบ  ใครที่ยังมูฟออนไม่ได้ แล้วอยากติดตามคู่อื่นต่อ ปีหน้าก็อย่าเพิ่งทิ้งเถียนซินไปไหนนะคะ 



พูดคุยกับเถียนซินได้ที่

เพจ เถียนซิน

ทวิตเตอร์ @Hanfeng62416408

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 121 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,131 ความคิดเห็น

  1. #1131 namfonnpp12 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 10 มกราคม 2564 / 22:51
    หลังจากน้ำตาซึมให้น้องเพ่ยที่ตายตั้งแต่9ตอนแรกเราก็อุส่าห์กลั้นน้ำตา มาตลอด แต่ทนไม่ไหวตอนเจอน้องจิว หนูน่าสงสารมากลูก โอ๋ๆนะคะคนเก่ง;-;
    #1,131
    0
  2. #1112 littlefoolmoon (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 / 03:34
    เอาตัวรอดเป็นสามีนะพี่เฉิง
    #1,112
    0
  3. #1069 K.white wine (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 21:31
    ได้ลูกมาแบบงงๆ55555555
    #1,069
    0
  4. #962 DBJJKM97 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 22:59
    โอ๊ยยังไม่แต่งลูกก็โตซะแล้ว
    #962
    0
  5. #880 Mio26082549 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2562 / 22:23

    เตงง เค้าไม่ได้หายไปไหนนะ!!

    เค้าเม้นท์ในฟิคเเทนนะ ><

    สู้ๆค่ะ รักษาสุขภาพด้วยน้าาา
    #880
    0
  6. #879 Sea45678 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 18:49

    น้องหยางมีคู่แล้ววววว
    #879
    0