หนทางสู่การเป็นท่านจอมมาร [สนพ.NanaNaRis YBooks]

ตอนที่ 37 : บทที่.31 ออกเดินทาง 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,428
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 155 ครั้ง
    18 ธ.ค. 62

คำผิดคำซ้ำ จะมีการตรวจแก้อีกครั้งภายในเล่มนะคะ


บทที่.31

ออกเดินทาง

ร่มคันหนึ่งถูกกางออกเพื่อบดบังสายฝนที่เทลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ยามนี้เป็นฤดูใบไม้พลิสายฝนที่ตกลงมานั้น ย่อมเป็นฝนที่หลงฤดูเป็นแน่ เหวินฮุ่ยเฉิงทอดสายตามองเข้าไปภายในตำหนักเบื้องหน้า รอคอยให้เฟยเมี่ยวกลับออมา เนิ่นนานมากกว่าที่จะได้เห็นร่างระหงก็าวเดินออกมา แต่เจ้าตำหนักเหวินกลับต้องชะงักไป เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง

จิ้งจอกน้อยของเขาเดินออกมาราวกับว่าไร้ซึ่งชีวิต ดวงตาหงส์เหม่อลอยและแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเวลานี้กำลังเหม่อมองสิ่งใดอยู่กันแน่ ขายาวภายใต้อาภรณ์สีดำก็าวเดินไปข้างหน้าอีกหลายก็าว เมื่อเขามองเห็นน้ำตามากมายที่ไหลลงสู่สองแก็มเนียน 

ความรู้สึกร้อนใจก็คืบคลานเข้ามาภายในใจอย่างมิอาจควบคุม เฟยเอ๋อร์เพียงไปดูอาการของรัชทายาทผู้นั้นมิใช่หรือ เหตุใดจึงร่ำไห้เล่า เหตุใดใบหน้างดงามของจิ้งจอกน้อยจึงดูปวดร้าวเช่นนี้

เฟยเมี่ยวหยุดยืนที่เฉลียงด้านหน้าตำหนัก สิ่งแรกที่เขามองเห็น คือเหวินฮุ่ยเฉิงที่กำลังกางร่มอยู่ท่ามกลางสายฝน คิ้วหนาขมวดแน่น ใบหน้าที่มักจะอ่อนโยนอยู่เสมอ กลับดูเคร่งเครียดเมื่อมองมาที่ตน ที่สามารถเข้มแข็งอยู่ได้ตลอดมา ทุกอย่างกลับพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี เพียงเพราะสบเข้ากับดวงตาที่มองเขาด้วยความห่วงใยไม่ซ่อนเร้น 

กว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง เท้าทั้งสองข้างก็พาร่างของเขา วิ่งผ่านสายฝนมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเจ้าโง่ฮุ่ยเฉิงแล้ว ที่วิ่งเข้าสู่อ้อมกอดของคนผู้นี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา นี่อาจจะเป็นครั้งแรกกระมัง เฟยเมี่ยวกระชับอ้อมแขนกอดเอวสอบให้แน่นขึ้น ใบหน้างามซบลงที่อกแกร่ง ทุกส่วนของร่างกายแนบชิดกันภายใต้ร่มคันเล็ก โดยไม่สนใจว่าตนเองจะทำให้อีกฝ่ายเปียกปอนไปด้วย

เหวินอุ่ยเฉิงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นเอ่ยนามของเขาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว "เฟยเอ๋อร์"

"..."

"เจ้าเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น" แขนอีกข้างที่ยังว่างอยู่ยกขึ้นกอดตอบอีกคน "ผู้ใดรังแกเจ้า เฟยเอ๋อร์ได้ยินหรือไม่"

"...อาจวิน"

คราวนี้มือที่กำลังถือร่มอยู่ถึงกับอ่อนแรงลง "...อะไรนะ"

"อาจวิน"

"..."

เฟยเมี่ยวเอ่ยเรียกอีกครั้ง "ฮุ่ยจวิน"

"..."

"เจ้าทื่ม ฮึก คนโง่"

"..."

"เจ้าทึ่ม ทำอะไรลงไป ฮึก เจ้าทำอะไรลงไปรู้ตัวบ้างหรือไม่!" แม้ปากเอ่ยตำหนิเขาอย่างโกรธเกรี่ยว ทว่าอ้อมแขนกลับกอดเขาแน่นขึ้นไปอีก

เหวินฮุ่ยเฉิงได้สติกลับมาในที่สุด เขากระซิบที่ข้างหูของคนที่เอาแต่ร้องไห้อย่างใจเย็น "เฟยเอ๋อร์ใจเย็นก่อน"

"ไม่!"

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวเสียงแผ่ว "...เจ้ารู้แล้ว"

"เจ้ามีสิทธิ์อะไรถึงกล้าทำเช่นนี้!" ในอกปวดร้าวราวกับจะแหลกสลายลงตรงนี้ สิ่งที่ได้รับรู้เมื่อครู่นั้น ทำให้เฟยเมี่ยวสูญเสียการควบคุมไปโดยสมบูรณ์ "มีสิทธิ์อะไร ฮึก เจ้าถือดีอะไรถึงกล้าทำร้ายตนเองเช่นนี้"

บางครั้งอาจเป็นเพราะว่า ในใจของเขามีเพียงฮุ่ยจวินเท่านั้น เมื่อพบว่าสิ่งที่ตนเองเลือกนั้นทำร้ายอีกฝ่ายมากมายเท่าใด ตัวเขาเองจึงได้เจ็บปวดยิ่งกว่าเป็นเท่าทวี ล้วนเป็นเขาที่ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเช่นนี้ ล้วนเป็นเขาที่ปิดบังคนรักก่อน ล้วนเป็นเขาที่ทำร้ายอีกฝ่ายที่สุด เฟยเมี่ยวคิดว่า นี่คงเป็นสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเขาแล้ว

เสียงของสายฝนมิสามารถกลบเสียงร้องไห้แทบขาดใจของเฟยเมี่ยวได้ ในที่สุดเหวินฮุ่ยเฉิงก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะถือร่มคันนั้น เขาปล่อยให้มันร่วงหล่นสู่พื้น เลือกที่จะใช้แขนทั้งสองข้างโอบกอดคนรักเอาไว้ 

แม้ว่าไม่สามารถแบ่งเบาความรู้สึกของอีกฝ่ายยามนี้ได้ แต่อย่างน้อย ก็มีเพียงเขาที่สามารถมอบอ้อมกอดที่ปลอดภัยให้แก่เฟยเมี่ยวได้ "เมี่ยว"

"อาจวิน ฮึก ฮือ"

ทั้งคู่โอบกอดกันเอาไว้แน่น แม้แต่สายฝนที่ตกลงมาราวกับฟ้าจะถล่ม ก็มิอาจแยกคนทั้งคู่ออกจากกันได้ คล้ายว่าความทุกข์ที่ผ่านมา ถูกสายฝนในค่ำคืนนี้ชำระล้างออกไปจนหมดสิ้น ในทึ่สุดก็ไม่ต้องรอคอย ไม่ต้องคะนึกหา ไม่ต้องเจ็บปวดกับการพรากจากกันอีกแล้ว...

หลังจากที่กกกอดกันจนพอใจแล้ว เฟยเมี่ยวก็จามออกมา เหวินฮุ่ยเฉิงจึงจูงมือคนที่ดวงตายังคงแดงก่ำ พาเขากลับมาโรงเตี๊ยม เมื่อมาถึงก็ถูกมี่ถงถลึงตามองอย่างขุ่นเคือง พอว่ากล่าวเขาที่ไม่รู้จักดูแลตนเองเสร็จ ก็ยังใจดีเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้เขาอาบชำระร่างกาย

เมื่อจัดการกับสภาพเปียกปอนของตนเองเรียบร้อยแล้ว เฟยเมี่ยวก็มิยอมอยู่ห่างจากเหวินฮุ่ยเฉิงอีก แม้เพียงครึ่งก็าวก็ไม่ยอมขยับ

"เฟยเอ๋อร์ นั่งให้ดีก่อน เดี๋ยวก็พลัดตกเก็าอี้ไปหรอก" เหวินฮุ่ยเฉิงจับบ่าเล็กของคนรักเอาไว้ เขาบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับปุยเมฆ 

"ไม่"

"แต่เจ้าทำเช่นนี้ ข้าทำอะไรไม่สะดวก"

"..."

"เฟยเอ๋อร์..."

"..."

เห็นเขายังมิยอมตอบกลับ เหวินฮุ่ยเฉิงก็ถอดใจที่จะว่ากล่าว ที่ทำได้ก็มีเพียงขยับมือเช็ดเส้นผมสีเงินของคนรัก ที่ยังคงเอาแต่กอดเอวตนไว้มิยอมปล่อย ปากก็พึมพำทีเล่นทีจริงว่า "นี่ล่ะน่า เวลาข้าจะกอด เจ้าก็เอาแต่มิชอบใจ ทีนี่ล่ะมากอดข้าแน่นเชียว"

"หุบปากไป" เฟยเมี่ยวกัดที่หน้าท้องของเหวินฮุ่ยเฉิงครั้งหนึ่งผ่านเนื้อผ้า จากนั้นยังทุบที่แผ่นหลังของเขาเต็มแรง "ใครให้เจ้าไม่พูดออกมาแต่แรก ข้ายิ่งรู้สึกผิดอยู่"

"หืม" เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวยิ้มๆ "รู้สึกผิดเรื่องใดหรือ ข้าก็เห็นเจ้าเอาแต่ทำร้ายร่างกายข้าอยู่มิใช่หรือ"

"ก็..." เขาหลงคิดว่าตนเองจะนอกใจอาจวินไปแล้ว

คล้ายจะรู้ว่าคนรักคิดสิ่งใด เหวินฮุ่ยเฉิงหัวเราะออกมาอย่างขบขัน "เฟยเอ๋อร์ เรื่องเช่นนั้นเป็นไม่มิได้หรอก"

เขาสองคนรักกันออกปานนี้ เฟยเอ๋อร์ของเขาจะคิดทำตัวเป็นดอกซิ่งแดงออกกำแพงได้อย่างไร

"ก็ข้าไม่รู้" เฟยเมี่ยวกล่าวเสียงเบา "เพราะไม่รู้ จึงพูดจาทำร้ายจิตใจเจ้าไปตั้งมากมาย โง่เง่านัก"

"ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิดมิใช่หรือ" เหวินฮุ่ยเฉิงกอดเขาตอบ "ยามนี้รู้แล้ว เจ้ายังจะใจร้ายกับข้าหรือไม่เล่า"

"ไม่แล้ว" พอนึกได้ว่าบางครั้งตนเองก็ลงมือกับคนผู้นี้หนักเกินไป เฟยเมี่ยวก็เงยหน้าขึ้นมาถามว่า "ที่เคยถูกข้าตี เจ้าหายเจ็บหรือยัง"

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวยิ้มๆ "มือหรือก็แค่นี้ จะเอาที่ไหนมาเจ็บกัน ย่อมหายนานแล้ว"

"ทีตอนถูกตีล่ะร้องโอดครวญ ราวกับถูกควักหัวใจออกมา"

เจ้าตำหนักเหวินถึงกับหัวเราะออกมา เมื่อถูกรู้เท่าทัน "คนดีของข้า เจ้าเคยควักหัวใจผู้อื่นหรือ จึงรู้ว่าเสียงร้องยามถูกควักหัวใจเป็นเช่นไร"

"ไม่เคย" มือที่ถูกกางออกคล้ายกางกรงเล็บ ตะปบลงบนหน้าอกข้างซ้ายของคนถาม "เจ้าคนแรก"

"เหตุใดจึงเป็นข้าเล่า"

"ก็จะควักออกมาดูว่า ภายในใจเจ้านั้น ยังมีเพียงข้าอยู่หรือไม่"

"ย่อมมีเพียงเจ้าอยู่แล้ว จะนานแค่ไหนหัวใจดวงนี้ก็เต้นเพียงเพื่อเจ้าเท่านั้น"

เฟยเมี่ยวหรี่ตาลง "แน่หรือ"

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวคำสัตว์ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "หากมีสิ่งใดผิดเพี้ยนไปจากนี้แม้เพียงครึ่งคำ ขอให้ข้าไม่ตายดี ขอให้สายฟ้าลงทัณฑ์ ขอให้…"

"ชู่ว์ พอแล้ว ข้าเชื่อเจ้าแล้ว" นิ้วเรียวแตะลงบนริมฝีปากบาง เฟยเมี่ยวลุกขึ้นยืนทันที "อย่าได้สาบานอะไรซี้ซั้วเช่นนี้อีก ความตายใช่เรื่องให้เจ้าเอามาล่อเล่นหรือ"

"หากมีความซื่อสัตว์เพียงพอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ก็ล่วนมิน่าหวั่นเกรงทั้งนั้น"

"อาเฉิง…"

สบมองดวงตาของคนรัก ที่มองตนราวกับสิ่งล้ำค่าแล้ว เหวินฮุ่ยเฉิงก็รู้สึกหวานซึ้งในใจ เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหม่จริงจังนัก "มิเรียกอาจวินแล้วหรือ"

"น้อยใจหรือไง" เฟยเมี่ยวหัวเราะ "จะเรียกแบบไหนก็มิต่างกันมิใช่หรือ ยามนี้เจ้ามีชื่อใหม่แล้ว เริ่มต้นชีวิตในเส้นทางใหม่แล้ว ก็ให้เป็นอาเฉิงของข้า มีชีวิตใหม่ไปพร้อมกับข้ามิดีหรือ"

ไม่คิดว่าคนรักจะเข้าใจความรู้สึกเล็กๆ นี้ของตน ใช่แล้วแม้ว่าจะไม่ต่างกันนัก แต่ยามนี้เขาคือเหวินฮุ่ยเฉิง เกิดมาเป็นคนสกุลเหวิน มีเรื่องราวใหม่ ชีวิตใหม่ เป็นคนใหม่ที่ยังคงมีหัวใจที่ซื่อสัตว์และยึดมั่นต่อคนรักคนเดิม เรื่องราวเลวร้ายใดในชาติภพก่อน ล้วนผ่านพ้นไปแล้ว ยามนี้จะมีเพียงแค่เขาและเฟยเอ๋อร์ ก็าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน อยู่เคียงข้างกัน อีกกี่ชาติภพไม่ขอแยกจาก

เหวินฮุ่ยเฉิงรวบตัวอีกฝ่ายเข้ามากอด และครั้งนี้อ้อมกอดที่คนรักกอดตอบมา ก็อบอุ่นยิ่งกว่าครั้งไหน "ดี ดียิ่ง ดีที่สุดเลย"

"เจ้าทึ่มยังไงก็เป็นเจ้าทึ่มอยู่ดีนั่นแหละ" เฟยเมี่ยวหลับตาลง ภายใต้อ้อมแขนอันอบอุ่นนี้ ราวกับเขาถูกผืนป่าโอบรอบตัว ทั้งรู้สึกปลอดภัย สงบ และเป็นสุขราวความฝัน แต่หากนี่เป็นเพียงความฝัน เขาก็จะไม่ขอตื่นขึ้นมาอีก

"เฟยเอ๋อร์ แม้รู้ว่าเจ้าคงเบื่อแล้ว แต่ข้าก็ยังอยากถามให้แน่ใจอีกครั้ง" ฝ่ามือหนาลูบเรือนผมนุ่มไปมา ก่อนจะถามต่อว่า "เจ้า...ยินดีเป็นนายหญิงของตำหนักซือโฮ่วหรือไม่ ยินดีที่จะเป็นฮูหยินของข้า อยู่เคียงข้างข้าไปจนแก่เฒ่าหรือไม่"

"เจ้าทึ่ม เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วยังจะถามอะไรอีก" เฟยเมี่ยวหัวเราะอย่างขบขัน "ไม่แต่งให้เจ้า ข้ายังจะแต่งให้ใครได้อีกหรือ"

"เช่นนั้นก็หมายความว่า…"

"ย่อมยินดีและเต็มใจเป็นเจ้าสาวของเจ้าอยู่แล้ว"

"ข้ารักเจ้า" ใบหน้างามถูกเชยขึ้น เหวินฮุ่ยเฉิงประทับริมฝีปากของตนลงไปบนกลีบปากบาง ราวกับผีเสื้อที่ดอมดมดอกไม้หอม

"..."

"รักเจ้า" เขาจุมพิตคนรักอีกครั้ง

"..."

"รักที่สุดเลย"

"อืม ข้าก็รักเจ้า" เฟยเมี่ยวเผยรอยยิ้มกว้าง "รักจนมิอาจแยกจากได้อีกชั่วชีวิต"

ริมฝีปากของคนทั้งคู่ประกบกันอีกครั้ง เอวบางถูกรวบกอดแนบชิด เฟยเมี่ยวปล่อยให้เหวินฮุ่ยเฉิงทำตัวซุกซน ใช้ลิันร้อนกวาดต้อนช่วงชิงรสชาติหวานหอมภายในโพลงปากของตนอย่างเอาแต่ใจ เขาตอบรับทุกสัมผัสที่ทั้งอ่อนโยนและดุดันของคนตรงหน้าอย่างไม่อิดออด

เฟยเมี่ยวสัญญากับตนเองอย่างแน่วแน่ว่า ครั้งนี้เขาจะกอดความอบอุ่นนี้ไว้ให้นานที่สุด กอดไว้ไม่มีวันปล่อย ความเจ็บปวดจากการพรากจากนั้น ชีวิตหนึ่งพบเจอเพียงครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้นในตอนที่เฟยเมี่ยวลืมตาตื่นนั้น ก็พบว่าที่นอนข้างกายไร้ซึ่งความอบอุ่นแล้ว เหวินฮุ่ยเฉิงคงตื่นนอนก่อนตน แล้วออกไปนานแล้ว คิ้วเรียวขมวดมุ่นเวลานี้น่าจะอยู่ในยามเหม่าช่วงปลาย แล้วอาเฉิงไปที่ใดแต่เช้ากัน

ร่างระหงลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าที่ยับย่นของตนใหม่ ก่อนจะสวมรองเท้าแล้วเดินออกไปที่ด้านนอก ตอนนั้นเองเสียงของมี่ถงก็ดังขึ้นมาพอ

"นายน้อยขอรับ ให้ข้าเข้าไปปรนนิบัติท่านล้างหน้านะขอรับ"

เฟยเมี่ยวตอบรับว่า "อืม"

มี่ถงเข้ามาพร้อมอ่างน้ำเล็กๆ ใบหนึ่ง มือหนาบีดผ้าชุบน้ำพอหมัดแล้วส่งให้เฟยเมี่ยว เมื่อรอจนเฟยเมี่ยวล้างหน้าบ่วนปากเสร็จ มี่ถงก็ไปเลือกชุดที่จะสวมในวันนี้ให้เขาอย่างตั้งใจ เฟยเมี่ยวนั่งเอามือเท้าคางมองอีกฝ่ายอย่างพินิจ ครุ่นคิดสักพัก ก็ถามว่า "ถงถง ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่ หากให้เทียบกับอายุไขของมนุษย์"

มี่ถงตอบกลับทั้งที่มิได้หันกลับมาว่า "น่าจะราวๆ สิบแปดสิบเก็าปีกระมัง ข้าเองก็บอกไม่ถูกขอรับ"

บุรุษที่อายุสิบแปดสิบเก็าในยุคนี้ ล้วนสมควรตบแต่งภรรยาแล้ว บางคนภรรยาสามอนุสี่ นับรวมบุตรธิดาอีกก็ได้เป็นโหลแล้ว มี่ถงติดตามหลิ่งเฟยอวี่มาก็นานหลายปี นอกจากหลงรักหลิ่งเฟยอวี่มานาน เขาอยากรู้ว่ามี่ถงที่เป็นปีศาจคิดเห็นเช่นไรกับการแต่งงาน จะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น หรือรู้สึกเฉยๆ กับพิธีแบบนี้กันนะ

เขาเอ่ยเรียก "มี่ถง"

"ขอรับ"

"เจ้าคิดเช่นไรกับการแต่งงานหรือ" หยุดไปวรรคหนึ่งก็ถามต่ออีกว่า "เจ้าเคยคิดอยากแต่งงานบ้างหรือไม่?"

"แค่กๆ" มี่ถงเดินกลับมาพร้อมกับเสื้อผ้าสีขาวสะอาดชุดหนึ่ง สายตาที่มองผู้เป็นนายแดงก่ำ "นายน้อย ท่านคิดจะไล่ข้าหรือขอรับ"

เฟยเมี่ยวเห็นเขาแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนยิ่ง "ข้าก็แค่ถามดู เจ้ามิอยากสร้างครอบครัวกับใครสักคน ใช้ชีวิตเป็นคู่อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขบ้างหรือ หรือว่ามิรู้สึกว่าพิธีแต่งงานน่าตื่นตาตื่นใจบ้างหรือ"

"ท่านมีความรักแล้ว เหตุใดต้องมายัดเยียดผู้อื่นให้ข้าด้วย!" มี่ถงกล่าวอย่างเหลืออด 

แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขากลับสัมผัสได้ ว่าแววตาของนายน้อยที่มองเหวินฮุ่ยเฉิงเปลี่ยนไป ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อคืน หรือเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งนานแล้วเขาเพิ่งสังเกตเห็น 

ใช่ว่าตัวเขาเองคิดดื้อรั้นเรื่องของนายน้อยไม่ ตั้งแต่ที่เหวินฮุ่ยเฉิงพูดคุยเรื่องนี้กับเจ้าหุบเขาจบ เขาก็ไม่ได้สร้างความหวังลมๆ แล้งๆ ให้ตนเองอีกแล้ว เพียงยังอยากอยู่รับใช้ผู้เป็นนายให้นานที่สุดเท่านั้น วันนี้นายน้อยกลับเอ่ยปากถามเรื่องแต่งงานขึ้นมา หรืออยากผลักใสตนแล้ว

เฟยเมี่ยวนิ่งงันไป ด้วยไม่คิดว่าอยู่ๆ ตนจะไปแตะโดนเกร็ดย้อนของมี่ถงเข้า เขาอ้าปากแล้วหุบอยู่หลายครั้ง สุดท้ายกลับกล่าวออกมาได้เพียง "ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เจ้าโกรธ ข้า...ขอโทษ"

เห็นผู้เป็นนายรู้สึกผิด มี่ถงก็ไม่คิดตำหนิเขาอีก "ท่านถามข้าเรื่องนี้ทำไมหรือขอรับ

"ข้า" เฟยเมี่ยวเม้มริมฝีปากแน่น เขากลอกตาไปมาหลายครั้งจากนั้นคว้าชุดที่มี่ถงเตรียมให้มากอดไว้ เขากล่าวกับมี่ถงว่า "นั่นสิ ข้าจะอยากรู้ไปทำไม"

กล่าวจบก็รีบวิ่งหนีเขาไปเปลี่ยนชุดเองที่ด้านหลังฉาก ปล่อยให้มี่ถงมองตามหลังของผู้เป็นนายอย่างมึนงง 

มี่ถงพึมพำกับตนเองเบาๆ "หรือนายน้อยจะยังมิตื่นนอนดี?"

เฟยเมี่ยวกอดชุดของตนเอาไว้แน่น ด้านหนึ่งคิดว่านั่นสิ เขาจะอยากรู้เรื่องพวกนี้ไปทำไม ก็แค่แต่งงานเองมิใช่หรือ ก็แค่วันๆ หนึ่งที่มีพิธีการมากมาย มันก็คล้ายกับวันไหว้พระจันทร์ วันปีใหม่ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปมิใช่หรือ ใครจะคิดเห็นเช่นไร เขาจะใส่ใจไปทำไมกัน

แต่อีกด้านกลับคิดว่า แต่เขากำลังจะแต่งงานนะ แต่งงาน! ชาติก่อนปฏิเสธออกไปโดยไม่คิดจึงพลาดโอกาส ผ่านมาหนึ่งชาติภพในที่สุดก็จะได้แต่งแล้ว จะมิให้รู้สึกตื่นเต้นเลยจะเป็นไปได้ยังไง

เฟยเมี่ยวใช้เท้าเตะฉากกั้นจนเกิดเสียงดังเพื่อเรียกสติ นี่เพ้อฝันอะไรอยู่ ถูกเจ้าทึ่มนั่นจูบจนเสียสติไปแล้วหรือ มิได้จะแต่งวันนี้พรุ่งนี้เสียหน่อย คนต้นเรื่องก็ไม่อยู่ พอเลยพอ เลิกคิด!

ชุดใหม่ถูกเปลี่ยนในเวลาต่อมา เขาเดินออกมาด้านนอกแล้วก็พบกับมี่ถงที่ยืนกระพริบตาปริบๆ มองตนอยู่จึงถามว่า "มองอะไร"

มี่ถงส่ายหน้า "เปล่าขอรับ"

"อืม หิวแล้ว ไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันเถอะ" โทษฐานที่ตื่นก่อนแล้วไม่ยอมปลุก วันนี้เขาจะไม่รอกินข้าวเช้าพร้อมเจ้าทึ่มนั่น 

มี่ถงมองตามหลังผู้เป็นนาย ที่สะบัดชายเสื้อเดินไปแล้วอย่างมึนงง เสียงดังที่ทำให้ตนตกใจเมื่อครู่นี้ เป็นฝีมือนายน้อยไม่ผิดแน่ ตอนตื่นนอนก็ยังดีๆ อยู่เลย เหตุใดยามนี้จึงดูหงิดหงิดงุ่มง่ามนัก หรือว่านายน้อยจะนอนไม่พอกันนะ?

พอลงมาด้านล่าง เฟยเมี่ยวกลับพบว่าเหวินฮุ่ยเฉิงนั่งรออยู่แล้ว เดิมคิดว่าอยากจะตำหนิเขาสักหลายประโยค ที่ไปไหนไม่บอกกล่าว แต่เมื่อเดินเข้ามาใกล้แล้วพบว่า ใบหน้าที่มักจะมีรอยยิ้มอ่อนโยนให้ตนเสมอนั้น กลับดูเรียบนิ่งอย่างผิดปกติ หัวคิ้วทั้งสองก็ขมวดติดกันจนไม่น่ามอง เฟยเมี่ยวก็กลืนคำกล่าวที่เตรียมไว้ทั้งหมดลงคอไป

เขานั่งลงที่ข้างกายอีกฝ่าย ใช้นิ้วมือนวดคลึงเบาๆ ที่หว่างคิ้วให้ แล้วถามว่า "เป็นอะไร"

"ตื่นนานหรือยัง" เหวินฮุ่ยเฉิงยิ้มบาง ดึงมือของเฟยเมี่ยวมากุมไว้ "ข้าไม่เป็นไร เพียงมีเรื่องให้ครุ่นคิดเล็กน้อย"

"เรื่องอะไร"

เหวินฮุ่ยเฉิงตอบกลับ "งานน่ะ

"มีปัญหาหรือ เหตุใดจึงมีใบหน้าเคร่งเครียดนัก" ถามออกไปแล้วเฟยเมี่ยวถึงเพิ่งนึกได้

เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานของอีกฝ่ายเลย จะว่ารู้จักกันดีก็มิใช่ จะว่ามิรู้จักก็มิใช่อีก เหวินฮุ่ยเฉิง เหวินฮุ่ยเฉิง อาจวินในโลกใบนี้ นอกจากในยามที่อยู่กับเขา อีกฝ่ายทำอะไรบ้างหนอ ที่ผ่านมาใช้ชีวิตเช่นไร อยู่ที่ไหน ทำงานแบบไหน ผ่านอะไรมาบ้าง 

เขาจำได้ว่าครั้งหนึ่งอีกฝ่ายเคยเล่าให้ฟังเรื่องที่สูญเสียบิดามารดาไป แต่กับเรื่องงาน คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ว่าแท้จริงแล้ว เจ้าตำหนักซือโฮ่วที่ต้องเดินทางไปทั่วนั้น ไปทำอะไรบ้าง

สังเกตเห็นว่าคนรักครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ เหวินฮุ่ยเฉิงจึงกล่าวว่า "ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เฟยเอ๋อร์มิต้องกังวน"

"นี่" เฟยเมี่ยวหันมาสบตากับอีกฝ่าย แล้วถามว่า "เจ้าตำหนักซือโฮ่วนั้น แท้จริงแล้วทำงานแบบไหนกันแน่"

"เจ้าสนใจหรือ" เหวินฮุ่ยเฉิงเลิกคิัวขึ้นมองอย่างแปลกใจ

เฟยเมี่ยวพยักหน้ารับ "บอกมิได้หรือ?"

"บอกได้" มือเรียวของเขาที่เหวินฮุ่ยเฉิงกุมไว้ถูกบีบเบาๆ "ข้าล้วนไม่มีอะไรปิดบังเจ้า"

"แน่หรือ"

"ย่อมแน่"

"หึ ก็ดีแล้ว"

เหวินฮุ่ยเฉิงหัวเราะน้อยๆ อย่าไม่ถือสาท่าทางเย้อหยิ่งของเขา ภายในใจกลับลอบปาดเหงื่อ ดีแล้วจริงๆ ที่เขาไม่มีอะไรให้ปิดบัง "หากเจ้าอยากรู้เรื่องงานของข้า ฟังคำบอกเล่ามิสู้ไปให้เห็นกับตา วันนี้เราก็ออกเดินทางกันเลยดีหรือไม่"

เฟยเมี่ยวถามว่า "หมายถึงให้ข้าไปทำงานกับเจ้า?"

"ใช่"

"เหตุใดจึงรีบร้อนนัก" ดวงตาหงส์หรี่ลงอย่างจับผิด

"ความจริงแล้ว เมื่อคืนมีสารลับจากพรรคเหนือเมฆาส่งมาถึงข้า ขอให้ช่วยไปตัดสินโทษของมารนอกรีต ที่เข่นฆ่าผู้คนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของแคว้นฉิน"

"ร้ายแรงมากหรือ"

"ไม่หรอก" เหวินฮุ่ยเฉิงส่ายหน้า "ความจริงที่ข้าคิดคือเรื่องอื่น"

"เรื่องใด"

"ตอนนี้ไม่ว่างพาเจ้าเที่ยวเล่นแล้ว"

ที่นั่งทำหน้าราวกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย คือเรื่องนี้? เฟยเมี่ยวกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย เขาเลิกสนใจคนข้างกายทันที "กินข้าว เสร็จแล้วจะได้ไป แล้วก็เจ้าไร้สาระให้มันน้อยๆ ลงหน่อยจะดีมาก"

เหวินฮุ่ยเฉิงก็มลงกระซิบเสียงแผ่ว "ข้าอยากใช้เวลาร่วมกับฮูหยินของตน เป็นเรื่องไร้สาระหรือ"

เฟยเมี่ยวหันไปถลึงตาใส่เขา จากนั้นคีบน่องไก่ป้อนเขาไปหนึ่งน่องใหญ่ "กินเสียปากจะได้ไม่ว่าง!"

เมื่อตกลงกันแล้ว ว่าจุดมุ่งหมายต่อไปคือที่ใด เฟยเมี่ยวและเหวินฮุ่ยเฉิงก็ออกเดินทางในยามอู่ของวัน ความจริงการเดินทางไปแคว้นฉินนั้นง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ ใช้เวลาเพียงสามชั่วยามก็มาถึงหมู่บ้านตรงตีนเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของพรรคเหนือเมฆาแล้ว เพียงแต่เมื่อกำลังจะเดินทางต่อ เฟยเมี่ยวกลับไม่ยอมไปต่อ เพียงขมวดคิ้วเดินกลับไปกลับมาอยู่พักหนึ่ง ก็กล่าวอย่างเอาแต่ใจว่า

เดินเท้าเข้าไปเถอะ

เหวินฮุ่ยเฉิงเวลานั้นรู้สึกโง่งมไปชั่วครู่ ก่อนถามว่าเอาจริงหรือ

ใช่กล่าวจบคนก็ออกเดินทันที

แม้ว่าเวลาในการเดินทางจะรวดเร็ว สะดวกสบายแต่เฟยเมี่ยวรู้สึกว่าการเดินทางเช่นนี้ช่างไร้สีสันยิ่ง หากมิคิดว่าเหวินฮุ่ยเฉิงควรรีบมาทำงานให้เสร็จ เขาก็คงจะเสนอให้ขี่ม้ามาตั้งแต่อยู่แคว้นหยางแล้ว

มี่ถงเหลือบตามองเหวินฮุ่ยเฉิงคราหนึ่ง ก่อนจะออกเดินตามหลังผู้เป็นนายไป ทิ้งเจ้าตำหนักเหวินและแมวยักษ์ไว้ข้างหลัง

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวกับเจ้าเสี่ยวไป๋ว่า "เหตุใดจึงเป็นจิ้งจอกที่เอาแต่ใจเช่นนี้เล่า"

เจ้าเสี่ยวไป๋พยักหน้ารับ "เอาแต่ใจจริงๆ นั่นแหละขอรับ"

หนึ่งบุรุษกับสัตว์เลี้ยงอีกหนึ่งตนถอนหายใจออกมาพร้อมกัน เอาแต่ใจ เอาแต่ใจ เอาแต่ใจแล้วอย่างไรต่อเล่า สุดท้ายก็ต้องตามใจมิใช่หรือ ไม่ตามใจได้หรือไม่ คำตอบมันก็เป็นเรื่องที่เห็นๆ กันอยู่แล้ว 

ขนาดแค่เดินเข้าไปในหมู่บ้าน ยังต้องเดินตามหลังเขา เรื่องทำนองว่าสามีเป็นใหญ่ในบ้าน ภรรยาที่ดีต้องเชื่อฟังนั้น เลิกหวังไปได้เลย

หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของพรรคเหนือเมฆา ทุกวันจะมีชาวยุทธมากมายเดินทางแวะเวียนเข้ามาพักและซื้อขายแลกเปลี่ยนของ ร้านรวงต่างๆ ขายสินค้าหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาวุธอย่างกระบี่หรือธนู ยารักษาโรคหายากต่างๆ ก็ล้วนหาได้จากที่นี่ เท่าที่เฟยเมี่ยวเดินดูได้สักพักเขาพบว่า หมู่บ้านนี้นั้นครึกครื้นไม่น้อยเลย แม้ว่าจะยังเทียบกับเมืองหลวงของแคว้นหยางไม่ได้ แต่ก็ไม่นับว่าทุรกันดาร

เหวินฮุ่ยเฉิงก็าวไปข้างหน้า เขายัดเจ้าเสี่ยวไป๋ใส่มือมี่ถงเสร็จ ก็ก็าวเท้าให้เร็วขึ้นอีกนิดเพื่อให้ตามคนรักทัน "เฟยเอ๋อร์ ที่นี่ถังหูลู่อร่อยมาก เจ้าอยากลองชิมหรือไม่"

เฟยเมี่ยวปรายตามองมือของตนที่ถูกกุมไว้ แล้วถามว่า "เจ้าเคยกิน"

เหวินฮุ่ยเฉิงส่ายหน้ายิ้มๆ "เคยซื้อให้เสี่ยวไป๋น่ะ มาที่นี่ครั้งใด ล้วนต้องซื้อให้มัน"

"เจ้าอ้วนนั่น มีของที่บอกว่าไม่อร่อยด้วยหรือ?"

"ล้วนไม่มี" เสียงหัวเราะของคนทั้งคู่ดังประสาน สุดท้ายเฟยเมี่ยวก็ได้ถังหูลู่หนึ่งไม้มาถือไว้ เขากัดคำหนึ่งแล้วพบว่ารสชาติดีไม่น้อย จึงยื่นให้เหวินฮุ่ยเฉิงลองชิมบ้าง

ทั้งคู่จูงมือกันเดินต่อ พูดคุยสัพเพเหระกันไปจนถึงร้านน้ำชาร้านหนึ่ง เหวินฮุ่ยเฉิงก็หยุดเดินแล้วเอ่ยว่า "เราพักที่นี่กันก่อนเถอะ ข้าจะให้เสี่ยวไป๋ไปแจ้งแก่ผู้คุมกฎพรรคว่าเรามาถึงแล้ว"

"อืม"

ภายในร้านนั้นตกแต่งเรียบง่าย หากแต่กลับมีใบชาชั้นดีขาย เฟยเมี่ยวสั่งชามาหนึ่งกาและขนมทานเล็กอีกอย่าง แล้วจึงเอาตัวไปพิงไหล่ของคนที่นั่งข้างกันอย่างถือวิสาสะ "เราจะอยู่ที่นี่นานหรือไม่"

เหวินฮุ่ยเฉิงดึงผ้าเช็ดหน้าออกมา ซับเบาๆ ข้างขมับที่มีเหงื่อซึมออกมาของเฟยเมี่ยว "เสร็จธุระตรงนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว"

เฟยเมี่ยวถามต่อว่า "จากนั้นเล่า เราจะไปที่ใด"

"เจ้าอยากไปที่ใดหรือไม่"

"อืม" เฟยเมี่ยวครุ่นคิดสักพัก ก็หยิบพัดหวูชินออกมา เขากางพัดออกเผยให้เห็นทิวทัศน์หุบเขาหิมะที่งดงามยิ่ง "ข้าอยากไปที่นี่"

เหวินฮุ่ยเฉิงยิ้มออกมาอย่าห้ามไม่ได้ เขาเอ่ยเย้าเฟยเมี่ยวว่า "ที่แท้ฮูหยินก็อยากกลับบ้านแล้วหรือ"

"บ้านหรือ" ได้ยินดังนั้นคิ้วเรียวก็ขมวดมุ่น "บ้านใคร?"

"บ้านของเราอย่างไรเล่า" นิัวแกร่งชี้ไปที่ภาพวาด "ที่นี่ก็คือแดนเหมันต์ บ้านของเรา"

ศีรษะของเฟยเมี่ยวเงยขึ้น เขาดึงพัดเข้าหาตัว หรี่ตาลงจ้องมองเหวินฮุ่ยเฉิง จนคนถูกมองทำหน้าไม่ถูก "พัดนี่ เจ้าให้ข้า?"

!!!

"ใช่หรือไม่"

เหวินฮุ่ยเฉิงหันมาสบตากับเขาโดยตรง จากความตกใจแปรเปลี่ยนเป็นแปลกใจ "เหตุใดจึงรู้ว่าเป็นข้า"

"วาดภาพเช่นนี้ลงบนพัด มิใช่ว่าอยากจะให้เป็นของแทนใจหรือ" เฟยเมึ่ยวหัวเราะออกมาเบาๆ "ตอนได้ยินอาจารย์บอกว่าของชิ้นนี้วิเศษนัก ข้ายังอดเคือบแคลงใจมิได้ ว่าของล้ำค่าเช่นนี้มาอยู่ในห้องข้าได้อย่างไร พอนึกจนเริ่มรู้สึกรำคาญก็เลิกสนใจไปแล้ว จนกระทั่งเจ้ากล่าวว่าทิวทัศน์นี้คือแดนเหมันต์ ข้าจึงพอเดาได้"

"ยังคงเป็นฮูหยินที่ฉลาดกว่า"

เฟยเมี่ยวหยิบถุงผ้าไหม ที่ด้านในบรรจุลูกแก็วสีสายเอาไว้ออกมา เขาเทลูกแก็วออกมาหนึ่งลูกแล้วกล่าวว่า "แบมือออก"

เหวินฮุ่ยเฉิงทำตามอย่างว่าง่าย ก่อนที่เฟยเมี่ยวจะวางลูกแก็วสีม่วงใสลงบนฝ่ามือของเขา เหวินฮุ่ยเฉิงมองลูกแก็วสีสวยที่กลิ้งอยู่บนมือด้วยความรู้สึกหลากหลาย แม้จะบอกว่าจำเรื่องราวในชาติภพก่อนได้ แต่ก็ใช่ว่าจะชัดเจนนัก ถึงจะรู้สึกว่าเคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด

เฟยเมี่ยวเอ่ยทั้งรอยยิ้ม "วันนี้ข้ามีความสุข จะให้ลูกแก็วเจ้าหนึ่งลูก หากวันใดเจ้าทำให้ข้าเสียใจค่อยยึดคืนหนึ่งลูก พอเราแก่แล้วค่อยเอามาลองนับดู ว่าตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน เจ้าทำให้ข้ามีความสุขมากน้อยเพียงใด"

คล้ายจะควบคุมตนเองไม่ได้ไปชั่วขณะ เหวินฮุ่ยเฉิงยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ใจก็อยากจะจับตัวจิ้งจอกน้อยตรงหน้ามาฟัดให้จมอกนัก กล่าวคำพูดแทนคำสัญญาเช่นนี้ มอบรอยยิ้มที่สดใส่เช่นนี้ให้ เฟยเมี่ยวทำให้เขารักจนเขาสงสัย ไม่รู้ว่าชีวิตนี้ เขาจะยังสามารถเก็บความรักไว้รักตนเองบ้างได้หรือไม่แล้ว 

แต่ต่อให้ต้องใช้ความรักทั้งหมดเพื่อคนคนนี้ เหวินฮุ่ยเฉิงก็คิดว่ามันคุ้มค่าแล้ว…

เฟยเมี่ยวถลึงตามองเขา มือเรียวดันใบหน้าคมของอีกคนเอาไว้ แล้วเอ่ยถามเสียงแข็งว่า "จะทำอะไร"

"ขอจูบได้หรือไม่?"

"นี่มันกลางร้านน้ำชา!"

ไม่นานนักศิษย์ของพรรคเหนือะเมฆา พร้อมทั้งคนของตำหนักซือโฮ่วที่ประจำอยู่ที่นี่ก็มาถึง คนทั้งหมดกล่าวทักทายกันพอเป็นพิธี โดยที่เฟยเมี่ยวนั้นไม่ขอร่วมวงสนทนากับเขาด้วย หนึ่งเพราะนี่เป็นงานของเหวินฮุ่ยเฉิง เขาไม่รู้เรื่องอะไร แค่ยืนมองก็พอแล้ว 

ส่วนสาเหตุที่สองนั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นฝ่ายธรรมะย่อมเกลียดชังมารนอกรีดมิใช่หรือ พรรคธรรมะกับพรรคมารเจอกันยังสู้รบแลกเปลี่ยนกระบวนท่า แล้วเขาที่เป็นมารแท้ๆ มีหูสองข้างหางอีกเก็าจะยังมีโอกาสได้กล่าวสิ่งใดหรือ คงไม่พ้นถูกไล่ฟันแน่ เขาดูกระบี่เย้ยยุทธจักรบ่อยเขารู้!

ที่เฟยเมี่ยวเกลียดชังที่สุดคือเรื่องยุ่งยาก ต่อให้เขาไม่กลัวคนจะมาหาเรื่อง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รำคาญเสียเมื่อไหร่

คนทั้งหมดเดินทางขึ้นเขาไปพร้อมกัน ระหว่างทางศิษย์ผู้หนึ่งก็บอกเล่าเหตุการณ์ให้เหวินฮุ่ยเฉิงฟังไปด้วย "ที่เกิดเหตุครั้งนี้คือหมู่บ้านอู่ซง ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของแคว้นฉินขอรับเจ้าตำหนัก เดิมที่นั่นก็เพาะปลูกทำการเกษตรส่วนมากเป็นใบชา ใช้ชีวิตสงบสุขกันมาหลายชั่วอายุคน จนกระทั่งเมื่อครึ่งเดือนก่อน ก็มีคนในหมู่บ้านล้มตายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ"

"ก่อนมาหาพวกเจ้า ชาวบ้านได้หาสาเหตุในการเสียชีวิตเองก่อนหรือไม่" เหวินฮุ่ยเฉิงเอ่ยถาม มือก็คอยพยุงเฟยเมี่ยวไปด้วย เพราะกลัวว่าเขาจะหกล้มไป

ศิษย์ของพรรคเหนือเมฆาผู้นั้นเหลือบมองการกระทำของเจ้าตำหนักเหวินคราหนึ่ง จึงเบือนหน้าหนีแล้วเล่าต่อ "หมอในหมู่บ้าน และที่ถูกเชิญมาจากข้างนอกล้วนหาสาเหตุมิพบ" หยุดไปนิดแล้วกล่าวต่อว่า "เมื่อหาข้อสรุปมิได้ จึงมีชายฉกรรจ์ในหมู่บ้าน อาสามาขอความช่วยเหลือจากพรรคเราขอรับ"

"ไปถึงแล้ว พวกเจ้าพบอะไรบ้าง" กล่าวจบก็หันกลับมาดุเฟยเมี่ยว ที่สะดุดจนเกือบจนหกล้มไปว่า "เดินดีๆ"

ศิษย์ผู้นั้นกระแอมเบาๆ "เมื่อไปถึงก็พบว่า หมู่บ้านนั้นไอมารคละคลุ้ง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นฝีมือของมารปีศาจก็ได้ เราจึงเฝ้าจับตาดูบ้านเรือนทุกหลัง เฝ้าระวังให้มากขึ้น สองวันผ่านไปทุกอย่างล้วนปกติดี จนกระทั่งเข้าสู่วันที่สามที่อยู่ที่นั่น ก็พบว่ามีปีศาจตนหนึ่งออกทำร้ายผู้คนจริงดังคาด"

เล่ามาถึงตรงนี้เหวินฮุ่ยเฉิงจึงรู้สึกสนใจขึ้นมาบ้าง "แล้วปีศาจตนนั้นเล่า?"

"จับได้แล้วขอรับ"

"แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน"

"ที่ลานกว้างขอรับ"

กล่าวถึงตรงนี้ พวกเขาก็ขึ้นมาจนถึงที่ตั้งของพรรคเหนือเมฆาพอดี เหวินฮุ่ยเฉิงเดินนำทุกคนเข้าไปด้านใน โดยมีเฟยเมี่ยวเดินตามไม่ห่างกาย เฟยเมี่ยวเองก็รู้สึกสนใจเรื่องนี้อยู่บ้างไม่น้อย ปีศาจที่ทำร้ายผู้คน เขาเองก็เคยพบเพียงหญิงน่าเกลียดแซ่โจวผู้นั้น ทั้งยังไม่เคยมีโอกาสได้เห็นการทำงานจริงๆ ของเหวินฮุ่ยเฉิงอีกด้วย 

เมื่อมาถึงลานกว้างที่ว่า เฟยเมี่ยวกลับพบว่าทุกอย่างมิได้เป็นอย่างที่ตนคิด ตรงหน้าเขาหาใช่ปีศาจที่น่สเกลียดน่ากลัวไม่ ที่ถูกจับตรึงเอาไว้กับเสาไม้นั่น ก็เพียงแค่เด็กคนหนึ่งมิใช่หรือ

เขาดึงชายเสื้อของเหวินฮุ่ยเฉิง แล้วกระซิบถาม "งานของเจ้าคือการทรมานเด็กหรือ?"

เท้าที่ยืนอย่างมั่นคงมาตลอดของเหวินฮุ่ยเฉิง อ่อนแรงลงอย่างมิทราบสาเหตุ เขากล่าวอย่างกระอักกระอ่วนว่า "เหตุใดจึงกล่าวเหลวไหลเช่นนี้"

เฟยเมี่ยวชี้ไปที่เสาต้นนั้น "ก็ข้าเห็นกับตาอยู่นี่ไง"

"เด็กผู้หนึ่ง กับปีศาจนั่นเอามาเทียบกันได้อย่างไร"

"เจ้าทึ่ม" เฟยเมี่ยวตีหลังเขาไปเต็มแรง "เผื่อว่าเจ้าหลงลืมไป ว่าคนที่เจ้าอยากจะแต่งด้วยนักหนานั้น แท้จริงแล้วก็คือปึศาจ"

"..." ถูกคนรักถลึงตาใส่ เหวินฮุ่ยเฉิงก็ตบปากตัวเองเบาๆ แล้วกล่าวว่า "ข้าพูดผิดไป เจ้าอย่าถือสาเลย ได้หรือไม่"

เฟยเมี่ยวไม่ตอบคำถามของเขา เพียงแต่ถามกลับไปว่า "เอากองฟืนมาล้อมรอบเขาไว้ คิดเผากันทั้งเป็นหรือ"

"ยังหรอก ยังต้องดูว่าเขาผิดจริงไหม หากมิใช่ข้าย่อมปล่อยเขาไปอยู่แล้ว"

เฟยเมี่ยวพยักหน้ารับ แล้วหลบไปอยู่ทางด้านหลังของเหวินฮุ่ยเฉิง เมื่อมีใครบางคนเดินตรงมาทางนี้

คนผู้นั้นประสานมือคำนับเหวินฮุ่ยเฉิงอย่างนอบน้อม "เจ้าตำหนักเหวินมาเยือน มิได้ต้อนรับให้ดี ช่างน่าละอายนัก"

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง "ประมุขอู๋เกรงใจไปแล้ว อย่างไรก็คนกันเองทั้งนั้น"

"ฮ่าๆ มิได้ๆ" คล้ายว่าอีกฝ่ายต้องการจะเอ่ยสิ่งใดต่อ แต่กลับชะงักไปเมื่อสังเกตเห็นเฟยเมี่ยวที่ยืนอยู่ พูดให้ถูกคือคนผู้นั้นที่เหวินฮุ่ยเฉิงเรียกว่าประมุขอู๋ ยามนี้ตกตะลึงจนตาค้างไปแล้ว

เหวินฮุ่ยเฉิงเห็นอีกฝ่ายมองจิ้งจอกของตนเช่นนั้น ใบหน้าที่มีรอยยิัมจางๆ เมื่อครู่ก็เรียบนิ่งไปทันที เขาเอ่ยถามเสียงกระด้างว่า "มิทราบว่าประมุขอู๋จะมองอีกนานหรือไม่"

อู๋สงกระแอมไอแห้งๆ คราหนึ่ง จึงถอนสายตาออกมาจากร่างของเฟยเมี่ยวได้ แต่ก็ยังเอ่ยถามว่า "มิทราบว่าท่านนี้คือ…"

"ข้า…"

เฟยเมี่ยวกล่าวได้ยังไม่ถึงครึ่งคำ คนข้างกายก็เอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน "ช่างพอดีนัก ความจริงข้าเองก็มีความคิดว่า พาเฟยเอ๋อร์มาแนะนำให้ประมุขอู๋รู้จัก แต่ไม่นึกว่าจะได้มาเยือนพรรคเหนือเมฆาเร็วขนาดนี้"

อู๋สงกล่าวทีเล่นทีจริงว่า "อาจจะเป็นวาสนาของข้า ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องได้พบคนงามกระมัง"

เฟยเมี่ยวยกยิ้มงามที่มุมปาก ความจริงเขาอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ เสียด้วยซ้ำ เพราะยามนี้ใบหน้าของเหวินฮุ่ยเฉิงนั้นยิ่งกว่าคำว่าดูไม่ได้เสียอีก 

ศิษย์ผู้นั้นที่ขึ้นเขามาพร้อมกับเฟยเมี่ยว และเหวินฮุ่ยเฉิงลอบปาดเหงื่อ ใจเขาอยากจะร้องเตือนอาจารย์เจ้าสำนักเสียดังๆ ว่าคนงามที่ท่านมองด้วยดวงตาวิบวับอยู่ผู้นั้นน่ะ มีความสัมพันธ์อันดีงามกับเจ้าตำหนักเหวินเพียงใด แต่เมื่อมองไปทางเจ้าตำหนักเหวินแล้ว เขาคิดว่าตนเองเงียบปากไว้ แล้วกลับไปฝึกยุทธต่อ ชีวิตนี้คงสามารถอายุยืนขึ้นได้อีกหลายปี

เหวินฮุ่ยเฉิงหัวเราะเสียงเย็น "วาสนานั้นคิดว่ามี เพียงแต่ครั้งนี้ เห็นทีว่าวาสนานี้คงมิใช่ของนักรัก มากคารมอย่างประมุขอู๋แล้ว"

อู๋สงขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจว่า "เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้นเล่า"

มือของเหวินฮุ่ยเฉิงกุมมือนุ่มของเฟยเมี่ยวเอาไว้ เขากล่าวยิ้มๆ ว่า " เพราะคนงามข้างกายข้าผู้นี้ คือว่าที่นายหญิงของตำหนักซือโฮ่วอย่างไรเล่า"

เฟยเมี่ยวคำนับอย่างเรียบง่าย "ข้ามีนามว่าหลิ่งเฟยอวี่ ท่านคงเป็นประมุขอู๋ที่อาเฉิงของข้าเคยเอ่ยถึงอยู่บ่อยครั้ง วันนี้ได้พบตัวจริงนับว่าเป็นเกียรติของข้าแล้ว"

อู๋สงคล้ายถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เขาเคร้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก "อะ อะไรนะ?"

เฟยเมี่ยวพูดต่อโดยไม่สนใจเขา "ขอบคุณที่ท่านช่วยต้องรับ และดูแลอาเฉิงของข้าอย่างดีทุกครั้ง ออกจากบ้านมาไกลมีสหายเช่นท่านให้เขาพึ่งพา ข้าเองก็วางใจ"

เหวินฮุ่ยเฉิงเอ่ยตัดบทสนทนา ทันทีที่เฟยเมี่ยวกล่าวจบ "วันนี้ก็ทักทายกันแค่นี้ ข้ายังมีงานต้องทำ ไม่รบกวนประมุขอู๋แล้ว"

กล่าวจบคนก็เดินจากไปทันที

อู๋สงยังคงคล้ายฝันคล้ายไม่ฝัน ไม่รู้ว่าที่คนทั้งคู่เอ่ยออกมายืดยาวนั้น กล่าวอะไรกันแน่ ที่จำได้ขึ้นใจคงมีเพียงคำว่า 'ว่าที่นายหญิงของตำหนักซือโฮ่ว' กระมัง ไม่นานนักก็มีมือข้างหนึ่งยื่นส่งยาหอมถ้วยหนึ่งให้เขา 

เสียงใสของสตรีดังขึ้นทางด้านซ้ายมือ "ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ท่านก็หักห้ามใจเสียเถอะ ท่านน่ะไร้วาสนากับคนงามแล้ว"

จากนั้นก็มีเสียงของบุรุษดังขึ้นทางด้านขวา "นอกจากจะไร้วาสนา ท่านยังเกือบจะทำให้ตนเองชะตาขาดแล้ว รู้หรือไม่"

ประมุขอู๋มิได้ตอบกลับศิษย์น้องทั้งสองของเขา เพียงมองตามร่างของคนสองคนที่หยุดอยู่ตรงหน้าเสาต้นใหญ่ เมื่อครู่นี้ใช่ว่าเขาเพิ่งเอาเท้าของตนไปเหยียบปากทางเข้านรกมาใช่หรือไม่ คนงามผู้นั้นเป็นว่าที่นายหญิงของตำหนักซือโฮ่ว พูดง่ายๆ ก็คือฮูหยินของเจ้าตำหนักเหวิน หรือว่าจะเป็นคนงามที่เขาเล่าลือกัน ว่าเจ้าตำหนักเหวินออกหน้าปกป้อง ถึงขนาดแทบจะแตกหักกับเผ่าสวรรค์ผู้นั้น คิดมาถึงตรงนี้เข่าทั้งสองข้างก็อ่อนแรงลง อู๋สงเอนตัวไปข้างหลังโดยมีศิษย์น้องทั้งสองประคองไว้ 

เขากล่าวขอบคุณพระโพธิสัตว์ในใจเป็นพันครั้ง ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการของเขา โชคดีแล้วจริงๆ ที่ยังสามารถรักษาชีวิตนี้เอาไว้ได้

บริเวณโดยรอบเสาต้นนั้น มีศิษย์ของพรรคเหนือเมฆาล้อมรอบเอาไว้อยู่ บ้างยืนมองอยู่เฉยๆ บ้างด่าทอเด็กน้อยผู้นั้น เฟยเมี่ยวพอจะเข้าใจได้ว่าในยุคสมัยนี้ ปีศาจกับมนุษย์นั้น เป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันมากแค่ไหน เด็กน้อยตัวเท่านี้ 

หากเป็นมนุษย์ก็ย่อมน่ารักน่าชัง เป็นที่น่าเอ็นดู แต่หากว่าเป็นปีศาจที่อยู่ในแดนมนุษย์ ก็เป็นเพียงสิ่งชั่วร้ายสมควรกำจัดทิ้ง แม้ว่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถทนเห็นเด็กน้อยคนหนึ่ง ต้องถูกกระทำราวกับมิใช่คนเช่นนี้มิได้

เขาถามคนข้างกายว่า "ปล่อยเขาลงมาก่อนได้หรือไม่ คงเจ็บหน้าดู"

เหวินฮุ่ยเฉิงมีสีหน้าลำบากใจ "เรื่องนี้…"

ศิษย์ในพรรคผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุดกล่าวว่า "คุณชายท่านนี้ ปีศาจทำร้ายผู้คนจะปล่อยไปได้อย่างไร?"

เฟยเมี่ยวปรายตามอง พบว่าเขาคือคนที่ด่าทอเด็กน้อยผู้นั้น ก็กล่าวอย่างไม่ไว้หน้าว่า "ก็เพียงปล่อยให้เขาลงมามิใช่หรือ ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเขาผิดจริงหรือไม่ ก็ทำร้ายเขา เช่นนี้หากเด็กคนนี้ไร้ความผิดเล่า ที่ทำอยู่พวกเจ้าจะยังกล้าเรียกตนเองว่าเป็นคนของฝ่ายธรรมะหรือ"

"คุณชาย ท่านคงมิเคยท่องยุทธภพกระมัง จึงได้ไร้เดียงสาเช่นนี้" ศิษย์ผู้นั้นยิ้มเย้ยหยัน "มารปีศาจล้วนชั่วช้าทั้งสิ้น มีตัวดีที่ไหนกัน"

"ชั่วช้าทั้งสิ้นหรือ?" เฟยเมี่ยวส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ "ข้ากลับมองต่างออกไป"

"อย่างไรเล่า"

"เฟยเอ๋อร์…"

เฟยเมี่ยวยกมือขึ้นห้ามเหวินฮุ่ยเฉิงเอาไว้ "ข้าคิดว่า โลกนี้นั้นไม่ว่าเกิดเป็นใคร เผ่าพันธุ์ไหน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนดีได้ทั้งนั้น หากแม้ใจตั้งมั่นอยู่ในความดีแล้ว ไม่มีทางที่คนผู้นั้นจะชั่วช้า"

"..."

"ในทางกลับกัน หากแม้เป็นพวกที่ปากเอาแต่กล่าวว่าตนเองสูงส่ง แต่จิตใจกลับดำมืด มองไม่เห็นแยกแยะมิได้ว่าสิ่งใดถูกผิด ทำร้ายได้แม้กระทั่งเด็กน้อยผู้หนึ่ง นั่นต่างหากที่เรียกว่าเลวทราม"

คำพูดนี้ของเฟยเมี่ยว มิใช่เพียงจะสั่งสอนคนอวดดีตรงหน้า แต่เขาจงใจใช้คำพูดนี้ตบหน้าคนทั้งสำนักเหนือเมฆา คนพวกนี้จะมีชื่อสำนักสูงส่งเพื่อสิ่งใด หากภายในใจมัวหมองยิ่งกว่าโคลนตม 

"เจ้า!"

เฟยเมี่ยวเลิกสนใจศิษย์ของสำนักเหนือเมฆาผู้นั้น เขาหันมากล่าวกับเหวินฮุ่ยเฉิงอย่างจริงจังว่า "ข้าจะไม่ขัดขวางงานของเจ้า หากเด็กคนนั้นผิดจริงข้าจะคืนให้ เพียงแต่จะให้ข้าทนมองเด็กน้อยผู้หนึ่งต้องถูกทารุณเช่นนี้ ข้าทำไม่ได้"

"เจ้าต้องการอะไร"

"ให้ข้านำเขาลงมา" เขาไม่ได้อยากสร้างความลำบากใจให้คนรัก เพียงแต่เรื่องนี้นั้นถูกก็ควรว่ากันไปตามถูก หากผิดจริงก็ควรว่ากันไปตามเหตุและผล ต่อให้เป็นปีศาจ อย่างไรก็ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งเท่านั้น จะทำอะไรก็ควรมีขอบเขตสักนิดมิใช่หรือ

เหวินฮุ่ยเฉิงครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะพยักหน้ารับว่า "ได้"

เฟยเมี่ยวดีดลูกแก็วสีสวยออกไป มันแปรเปลี่ยนเป็นใบมีดคมกริบ ตัดเชือกที่พันธนาการเด็กน้อยให้ขาดออก ก่อนที่ร่างของเด็กน้อยจะร่วงลงสู่พื้น เขาก็ใช้พลังของตนเองดึงร่างของเด็กคนนั้นมากอดเอาไว้ พร้อมกันนั้น ยังได้ยินเสียงผู้คนรอบข้างเริ่มเอะอะโวยวาย

เมื่อลองจับดูก็พบว่าเด็กคนนี้ตัวร้อนจี๋ ตามเนื้อตัวยังมีร่องรอยการถูกทำร้ายอีกไม่น้อย เฟยเมี่ยวถามเหวินฮุ่ยเฉิงด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาขึ้น "จะพิสูจน์อย่างไร"

เหวินฮุ่ยเฉิงเอื้อมมือมาหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กน้อย แสงสีเงินระยิบระยับทอประกายเจิดจ้า ไม่นานนักก็คล้ายมีมรกตสีเขียวผุดขึ้นมาจากหน้าผากของเจ้าหนูนี่ พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนอย่างมิอาจควบคุม

"อ๊ากกก เจ็บ ฮึก เจ็บช่วยด้วย" เสียงร้องและแรงในการตะเกือกตะกายของเขา ทำให้เฟยเมี่ยวต้องกอดเจ้าเด็กนี่ให้แน่นขึ้นอีก เพื่อไม่ให้เขาต้องไปดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น 

มองเห็นของสิ่งนั้นบนมือของเหวินฮุ่ยเฉิง เฟยเมี่ยวก็ถามอย่างใคร่รู้ว่า "นั่นอะไร"

"ผลึกความทรงจำ" เหวินฮุ่ยเฉิงตอบกลับ ก่อนจะโยนผลึกสีเขียวมรกตนั่นขึ้นไปบนฟ้า ท้องนภากลายเป็นจอขยายภาพผืนใหญ่ "ข้าดึงเอาความทรงจำของเขา ในวันที่เกิดเรื่องออกมา"

เฟยเมี่ยวและคนอื่นมองภาพนั้นอย่างตั้งใจ ภาพตรงหน้าคือปีศาจตนอื่นที่มีลักษณะคล้ายตั๊กแตน กำลังลงมือสูบพลังชีวิตของชาวบ้านอยู่ จากนั้นเด็กน้อยในอ้อมแขนของเขาก็เข้าไปห้ามปราม กลับถูกปีศาจตนนั้นทำร้ายแล้วหนีไป เด็กน้อยวิ่งเข้าไปประคองร่างของมนุษย์ผู้นั้นขึ้นมา จากนั้นยังช่วยให้พลังชีวิตเพื่อต่อชีวิตคนผู้นั้น จนกระทั่งรูปร่างของเด็กน้อยเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นขลุ่ยหยกสีขาวพิสุทธิ์ เรื่องราวหลังจากนั้นก็คือศิษย์ของสำนักเหนือเมฆามาพบเข้าพอดี แล้วเข้าใจผิดว่าเขาทำร้ายผู้อื่น

ที่แท้เด็กคนนี้ก็เป็นปีศาจขลุ่ยนี่เอง เฟยเมี่ยวกวาดตามองผู้คนโดยรอบอย่างเย็นชา "เขาไร้ซึ่งความผิด เห็นเต็มสองตาหรือไม่เล่า"

เหวินฮุ่ยเฉิงบอกเฟยเมี่ยวเสียงเบาว่า "เฟยเอ๋อร์ เด็กคนนี้คือขลุ่ยอิ้งเยว่"

"ขลุ่ยอะไรนะ"

"ขลุ่ยอิ้งเยว่ หนึ่งในสามอาวุธร้าย สมบัติของเผ่ามาร!" ไม่ใช่เสียงของเหวินฮุ่ยเฉิง แต่เป็นฮู๋สงที่ตะโกนออกมา "ศิษย์สำนักเหนือเมฆาทุกคนรับคำสั่ง! ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามมิให้ใครพาปีศาจน้อยตนนั้น ออกไปจากที่นี่แม้เพียงครึ่งก็าว!"

เหวินฮุ่ยเฉิงดึงเฟยเมี่ยวมาหลบไว้ข้างหลัง "หรือพวกเจ้าคิดแตะต้องคนของข้า?"

"เจ้าตำหนักโปรดอภัย ขอเพียงแค่คนของท่านยอมมอบปีศาจน้อยตนนั้นออกมา พวกเราล้วนไม่ทำให้ท่านต้องลำบากใจ" อู๋สงกล่าวอย่างนอบน้อม ผ่านความตกใจแสนสาหัสมาเมื่อครู่ ในที่สุดก็สามารถวางมาดเป็นเจ้าสำนักได้แล้ว

เฟยเมี่ยวปรายตามองผู้คนรอบข้างอย่างเย็นชา เขาเอ่ยถามคนเบื่องหน้าว่า "ในเมื่อเขาไร้ซึ่งความผิด เจ้าจะทำตามสัญญาใช่หรือไม่"

"ย่อมเป็นเช่นนั้น" เหวินฮุ่ยเฉิงตอบกลับอย่างหนักแน่น เขาหาใช่คนกลับกรอกไม่ หากรู้ว่าไร้ซึ่งความผิดแล้ว ย่อมไม่คิดพรากชีวิตของเด็กน้อยผู้นี้ ที่บอกว่าจะปล่อยเขาไปย่อมไม่คิดกลับคำ ตำหนักซือโฮ่วแยกแยะดีชั่วชัดเจน ต่อให้เป็นปีศาจก็ยังต้องดูว่าชั่วร้ายหรือว่าดีงาม

เฟยเมี่ยวยิ้มน้อยๆ อย่างพอใจ ขอแค่อาเฉิงเห็นดีด้วย เรื่องอื่นเขาก็ไม่สนใจอีก มือข้างหนึ่งประคองเด็กคนนี้ มืออีกข้างสอดเข้าไปกุมมือของคนรักเอาไว้ แล้วกล่าวง่ายๆ ว่า "เช่นนั้นเราไปกันเถอะ"

"ไม่มีใครไปไหนได้ทั้งนั้น!" เสียงของสตรีนางหนึ่งกล่าวอย่างดุดัน นางเดินออกมาด้านหน้า ที่แท้ก็คือหนึ่งในผู้คุมกฎของพรรคเหนือเมฆา "เจ้าตำหนักเหวิน ท่านจะไม่คิดแยกแยะถูกผิดหรือเจ้าคะ"

"สิ่งใดคือถูกสิ่งใดคือผิดเล่า" เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าว "เด็กคนนี้ไม่มีความผิด ข้าจะยัดเยียดความผิดให้เขาได้อย่างไร"

ประมุขอู๋เอ่ยแย้งว่า "แต่เขาเป็นอาวุธของเผ่ามาร หากปล่อยเขาไป ภายภาคหน้าย่อมสร้างความเดือดร้อนให้ใต้หล้าแน่"

"อาวุธของเผ่ามารแล้วอย่างไร ในเมื่อยามนี้เขาก็เป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง เรื่องของอนาคตก็รอให้อนาคตเป็นผู้กำหนดเถอะ" เฟยเมี่ยวกล่าวจบ ก็กอดเด็กน้อยเอาไว้แน่น อย่างไรก็ยอมให้อยู่ที่นี่ไม่ได้ หากยังเป็นเช่นนี้ เด็กคนนี้ต้องตายแน่

เหวินฮุ่ยเฉิงกระชับมือของเฟยเมี่ยวให้แน่นขึ้น เขาเอ่ยถามคนรักอย่างตรงไปตรงมา "เจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่"

หากคิดฝ่าออกไป ผลที่จะตามมาหลังจากนี้ ล้วนเป็นการแตกหักกับพรรคฝ่ายธรรมะทั้งหมด เพราะเขาช่วยเผ่ามาร ไม่ว่าจะช่วยด้วยเหตุผลใด ก็ไม่สามารถลบล้างได้ เขาไม่สนใจมนุษย์พวกนี้ ต่อให้ถูกมองไม่ดีคนพวกนีัก็ยังต้องพึ่งพาตำหนักซือโฮ่วอยู่ แต่กับคนรักเขาไม่แน่ใจ เฟยเอ๋อร์ชมชอบมนุษย์ หากต้องถูกเกลียดชังเข้า จะรู้สึกแย่หรือไม่

"อืม" เฟยเมี่ยวตอบกลับ "อย่างไรก็ให้เขาอยู่ที่นี่ไม่ได้"

กระบี่เหมันต์ส่องแสงเรืองรองอยู่บนมือของผู้เป็นนาย เหวินฮุ่ยเฉิงวาดกระบี่ออกไปหนึ่งกระบวนท่า ผู้คนโดยรอบก็ถอยห่างออกไปหลายก็าว เขาปักกระบี่ลงที่พื้นหินพลันปรากฏรอยแตกร้าว น้ำแข็งมากมายกระจายวงกว้าง ผู้คนยิ่งถอยห่างมากขึ้นไปอีก

"เราไปกันเถอะ" แขนหนาโอบรอบเอวของคนรักเอาไว้ เขาทิังท้ายกับคนพวกนั้นว่า "เรื่องวันนี้ตำหนักซือโฮ่วจะรับผิดชอบทุกอย่าง หากภายภาคหน้าเด็กคนนี้สร้างความเดือดร้อนให้ไต้หล้า ข้าจะเป็นผู้ลงมือเอง"

อู๋สงได้ร้อนรนสั่งการอย่างเฉียบขาด "เปิดค่ายกลกักมาร!"

อักขระโบราณมากมายปรากฎขึ้นมาบนท้องนภา ค่ายกลกักมารนั้นความหมายก็ตามชื่อของมัน ที่ทำได้คือกักขังมารปีศาจให้อยู่ในบริเวณค่ายกลนี้ และบีบให้ปีศาจตนนั้นเผยร่างที่แท้จริงออกมา กับเหวินฮุ่ยเฉิงนั้นค่ายกลนี้ย่อมใช้ไม่ได้ผล แม้เขาจะมีมารดาเป็นคนเผ่ามาร แต่สายเลือดของเขากลับแตกต่าง เพราะไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นมารหรือเทพ ของที่ใช้เฉพาะเจาะจงเช่นนี้ย่อมไร้ผลกับเขา

แต่เฟยเมี่ยวนั้นไม่ใช่ เลือดในกายของเขาเป็นเลือดของมารดา ยิ่งสายเลือดของจิ้งจอกอนันตกาลพิเศษเพียงใด ค่ายกลกักมารนี้ยิ่งเป็นของแสลงสำหรับเขา ร่างบางถูกอักขระโบราณที่ปูเต็มท้องฟ้า กระแทกให้ร่วงหล่นลงสู้พื้นดิน เด็กน้อยในอ้อมแขนเองก็หวีวเสียงร้องดังก็อง ก่อนที่ร่างกายนั้น จะกลายสภาพเป็นเพียงขลุ่ยหยกเหลาหนึ่ง

"เฟยเอ๋อร์!" เหวินฮุ่ยเฉิงรับร่างของคนรักเอาไว้ได้ก่อน เมื่อรับร่างของคนรักเอาไว้แนบอกแล้ว ก็พบว่าร่างกายของเขาร้อนรุ่มราวกับกองเพลิง ดวงตาคมกวาดมองผู้คนรอบข้างอย่างเย็นชาอีกครั้ง คนพวกนี้ล้วนฟังภาษาคนไม่เข้าใจใช่หรือไม่ ไม่เพียงคิดขัดขวางเขา แม้แต่เฟยเอ๋อร์ของเขาคนพวกนี้ก็ยังกล้ายื่นมือเข้ามาแตะต้อง เหวินฮุ่ยเฉิงเอ่ยถามเสียงเย็นว่า "หรือพวกเจ้าไม่รักชีวิตแล้ว!?"

อู๋สงไม่คิดว่าที่ตนเองทำไปจะสร้างโทสะให้แก่เหวินฮุ่ยเฉิง ทั้งไม่รู้ว่าคนข้างกายเจ้าตำหนักเหวินความจริงแล้วเป็นเผ่ามาร เดิมเขาเพียงคิดกักขังขลุ่ยอิ้งเยว่เอาไว้ กลับไม่คิดว่าตนเองจะพลาดท่าทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่ได้ล่วงเกินอีกฝ่ายก็ไปแล้ว จะแก็ตัวอย่างไรก็คงไร้ผล "เจ้าตำหนักเหวินโปรดระงับโทสะด้วย"

"หรือพวกเจ้าคิดว่าหลายปีมานี้ มีข้าคอยหนุนหลังให้ จึงคิดจะทำอะไรก็ได้หรือ" เหวินฮุ่ยเฉิงไม่มองหน้าอู๋สงแม้เพียงหางตา ยังคงกล่าวต่อไปว่า "หรือคิดว่าความใจดีของข้าหมดลงไม่เป็นหรือ คนที่ข้าออกหน้าช่วยเหลือ พวกเจ้ายังกล้าลงมือ ช่างห้าวหาญเสียจริง"

กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสำนักน้อยใหญ่ฝ่ายธรรมะพวกนี้ กับเหวินฮุ่ยเฉิงนั้น ล้วนคล้ายการพึ่งพาอาศัย ตำหนักซือโฮ่วตั้งอยู่ที่แดนเหมันต์อันห่างไกล การตรวจตราความเป็นไปของแดนมนุษย์ จึงจำเป็นต้องมีสื่อกลาง พรรคน้อยใหญ่พวกนี้สำหรับเหวินฮุ่ยเฉิงแล้ว แค่จะนับพวกเขาเป็นสหายร่วงงาน ยังสูงส่งเกินไป เทียบกันแล้วด้วยฝีมือและวรยุทธ แม้แต่ศิษย์ที่ไม่เอาไหนที่สุดในตำหนักซือโฮ่วยังนับว่าเก่งกาจกว่าผู้อาวุโสบางคนในนี้

ด้วยตำหนักซือโฮ่วนั้น มีสิทธิ์ขาดในการปกครองความเป็นไปในใต้หล้า และตัดสินโทษผู้ที่กระทำความผิด แม้สูญเสียเขตปกครองไปไม่น้อยเมื่อหลายพันปีก่อน ก็ยังนับว่ามีบทบาทสำคัญต่อยุทธภพ มีคำกล่าวที่สืบทอดต่อกันมารุ่นสู่รุ่นว่า พรรคใดมีตำหนักซือโฮ่วคอยหนุนหลังย่อมสามารถพูดได้ว่า มีคุณค่าพอให้ยกย่อง หากเป็นศัตรูกับตำหนักซือโฮ่วแล้ว แม้แต่แผ่นดินจะกลบฝังร่าง ก็ยังไม่มี

วันนี้ประมุขอู๋สงล่วงเกินเจ้าตำหนักเหวินถึงสองครั้ง พรรคเหนือเมฆายังคิดผงาดในยุทธภพ คงยากแล้ว แต่ในหลายร้อยหลายพันปี หรือในนิยายแนวท่องยุทธภพหลายเรื่องก็ย่อมต้องมีคนแบบอู๋สงสักคนมิใช่หรือ  คนโง่ที่เกิดมาเพื่อเป็นคนโง่ แม้ว่าจะมองเห็นความจริงตรงหน้า ว่าไม่อาจเอาเรือลำเล็กไปขวางกระแสน้ำที่เชี่ยวกราดได้ แต่คนพวกนี้ก็จะยังกระทำเรื่องโง่เขลา เพียงเพราะสิ่งที่ตนเองยึดมั่น

 เฟยเมี่ยวรู้สึกว่าร่างกายร้อนผ่าวราวกับว่า เขากำลังนอนอยู่บนกองไฟที่กำลังลุกไหม้ ในมือยังมีขลุ่ยหยกอยู่ เขามอบขลุ่ยหยกเหลานั้นไว้ในมือของเหวินฮุ่ยเฉิง "อาเฉิงค่ายกลนี้คืออะไร…."

"เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่" เหวินฮุ่ยเฉิงเอ่ยถามพลางเก็บขลุ่ยเหลานั้นเอาไว้ในแขนเสื้อ "ไม่เป็นไร ขอเพียงเจ้ากลับร่างจิ้งจอก ก็ไม่เจ็บแล้ว"

ค่ายกลนี้บีบให้เฟยเมี่ยวกลับร่างได้ แต่ไม่แน่ว่าจะกักขังเขาได้ ด้วยสายเลือดของเฟยเมี่ยวนั้นเป็นจิ้งจอกเทพ ยิ่งเป็นสายพันธิ์พิเศษที่มีพลังแข็งแกร่ง อย่างมากก็เพียงทำให้เขาทรมานได้ชั่วครู่เท่านั้น

เฟยเมี่ยวรวบรวมสมาธิ ร่างกายของเขาค่อยๆ หดเล็กลงหูที่แหลมและหางทั้งเก็าปรากฏให้ได้เห็น เหวินฮุ่ยเฉิงอุ้มคนรักในร่างของจิ้งจอกขึ้นมา แล้วลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง เขากวาดตามองผู้คนโดยรอบอีกครั้ง "ข้าอยากรู้นักว่า เรื่องในครั้งนี้ ผู้ใดจะรับผิดชอบ?"

อู๋สงก็าวออกมาข้างหน้า ประสานมืออย่างนอบน้อม "เจ้าตำหนักเหวินโปรดระงับโทสะด้วย เดิมผู้แซ่อู๋เพียงอยากรั้งขลุ่ยอิ้งเยว่เอาไว้ ไม่รู้ว่าคนข้างกายเจ้าตำหนักเองก็เป็น…"

"คนแดนมาร?" เหวินฮุ่ยเฉิงปรายตามองอู๋สงอย่างเย็นชา "เจ้าจะบอกว่า ตนเองนั้นไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายคนของข้า"

"ย่อมเป็นเช่นนั้น"

"หากเจ้าไม่ได้หูหนวกตาบอก ย่อมต้องรู้ว่าข้าต้องการนำขลุ่ยอิ้งเยว่ไป แล้วที่เจ้าขัดขวางข้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?"

อู๋สงเอ่ยอย่างระมัดระวัง "เรื่องนี้ เพราะขลุ่ยอิ้งเยว่เป็นอาวุธร้าย ข้าเพียงแค่

แต่เหวินฮุ่ยเฉิงก็ไม่คิดจะให้ทางถอยแก่เขาอีก "หรือเจ้ารู้สึกว่าตำหนักซือโฮ่วนั้นไร้คนมีความสามารถ มิอาจเทียบกับพรรคเหนือเมฆาได้ การที่ข้าจะเก็บของเอาไว้เอง จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจเห็นดีด้วยได้?"

"ย่อมมิใช่ เจ้าตำหนักเหวินอย่าเพิ่งเข้าใจผิดไป" เหงื่อเย็นผุดขึ้นมาเต็มแผ่นหลัง เดิมทีควรเป็นเพียงเรื่องที่ปะทะคารมกันพอหอมปากหอมคอ หากตนไม่ดึงดันจะเก็บมารน้อยนั่นไว้ ไม่แน่ว่าทุกอย่างคงจบไปแล้ว 

"เข้าใจผิดหรือ หึ" จะมีดวงตาที่ไร้แววก็ดี จะอยากเก็บรักษาอาวุธชิ้นนี้เอาไว้เองก็ช่าง เรื่องพวกนี้เขาล้วนไม่เก็บเอามาใส่ใจ แต่ในเมื่อเขากางปีกออกปกป้องคนของเขาขนาดนี้ อีกฝ่ายยังกล้าไม่ไว้หน้า ทั้งยังกล้าทำให้จิ้งจอกน้อยของเขาต้องได้รับความลำบาก คนเช่นนี้ยังจะมรชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรอีก?

"ย่อมเป็นการเข้าใจผิ…"

เพียงแค่ยกฝ่ามือขึ้น คอของอู๋สงก็มาอยู่ในกำมือของเหวินฮุ่ยเฉิงอย่างง่ายดาย "เช่นนั้นความเข้าใจผิดของข้าครั้งนี้ ก็ให้ใช้ชีวิตของเจ้าหนึ่งชีวิต ชดใช้มาเถิด"

"เจ้าตำหนักเหวินยั้งมือด้วย!"

"เจ้าตำหนักเหวินไว้ไมตรีด้วย!" ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่เติบโตมาพร้อมกันกับอู๋สง ต่างพร้อมใจกันร้องขอชีวิตของเขา

ผู้คนต่างทราบดีว่า แม้ภายนอกเหวินฮุ่ยเฉิงจะดูอ่อนโยน ใจดี แต่ทุกครั้งที่พิพากษาโทษคนที่ทำผิด เขาจะตัดสินอย่างเป็นธรรม เด็ดขาด โหดเหี้ยมและเลือดเย็นเสมอ เรื่องครั้งนี้หากจะมองว่าเล็กน้อย ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเรื่องหนึ่ง มิได้ควรค่าที่จะเก็บมาใส่ใจ แต่กับคนที่เห็นคนรักสำคัญยิ่งกว่าโลกล้าอย่างเหวินฮุ่ยเฉิงแล้ว เรื่องนี้จะยังนับว่าเล็กน้อยได้อีกหรือ 

อย่างเช่นครั้งก่อน ที่เฟยเมี่ยววิ่งไปชนเขตแดนขับไล่ปีศาจ ทำให้ตนเองต้องเจ็บตัว เหวินฮุ่ยเฉิงแม้กล่าวโทษความซุกซนของอีกฝ่าย แต่ในใจย่อมโกรธเคืองคนที่สร้างของแบบนั้นขึ้นมา ครั้งนี้เองแม้ว่าอู๋สงมิได้ตั้งใจทำร้ายเขาโดยตรง แต่ก็ทำให้เฟยเมี่ยวต้องลำบากไม่น้อย จะมิให้เขาชดใช้คืนนั่นย่อมเป็นไปไม่ได้

เฟยเมี่ยวมองดูใบหน้าของอู๋สงเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ด้วยความทรมาน มองดูเขาตะเกือกตะกายดิ้นรน เพื่อเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือของเหวินฮุ่ยเฉิงอย่างใจเย็น รอจนเห็นว่าเขาใกล้จะสิ้นใจแล้ว จึงเอ่ยนามคนรักอย่างเนิบช้า "อาเฉิง"

เหวินฮุ่ยเฉิงขานรับ "อืม"

"ปล่อยเขาไป" เฟยเมี่ยวเอ่ยต่อง่ายๆ ว่า "เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ลงโทษสถานเบาก็พอ"

เฟยเมี่ยวใช้ศีรษะของตน ซบลงกับอกแกร่งอย่างเกียจคร้าน เขาไม่คิดจะให้คนรักเอาชีวิตผู้ใดเพื่อตน แม้ว่าจะโกรธและไม่พอใจอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้บาดเจ็บที่ตรงไหน หากต้องให้มือที่คอยกุมมือเขาอย่างอ่อนโยนคู่นี้ ต้องมาแปดเปื้อนเลือดของคนไม่รู้ที่ควรไม่ควรอย่างเจ้าคนผู้นี้ เฟยเมี่ยวคิดว่ามันไม่คุ้มกันเลย

แล้วความรู้สึกที่ว่า มีใครบางคนโกรธแค้นแทนตน เป็นเดือดเป็นร้อนแทนตน ออกหน้าจัดการปัญหาทุกอย่าง และกางปีกปกป้องตนเองอย่างไร้ข้อแม้นั้น ก็ทำให้เขาอารมณ์มีขึ้นมาไม่น้อยแล้ว 

ความจริงก่อนหน้านี้เฟยเมี่ยวยังมีความกังวนในใจอยู่บ้าง ด้วยเวลาที่คาดเคลื่อน คนรักของเขามาเกิดใหมาที่นี่ ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มานานหลายปี ไม่ใช่เขาที่เพิ่งมาอยู่ได้ไม่นาน ความผูกพันธ์อะไรก็มีไม่มาก แต่ฮุ่ยเฉิงไม่ใช่ 

ในโลกใบนี้เขาเคยมีครอบครัว มีชีวิตในฐานะเจ้าตำหนักเหวินมาตลอด ไม่ใช่อาจวิน แม้ว่าความรักในแววตาของเขาจะมิใช่ของปลอม ก็ยังมีบางครั้งที่เฟยเมี่ยวนึกกลัวว่า ความรักของคนผู้นี้ที่มีให้เขาจะลดน้อยถอยลงจากเมื่อก่อนหรือไม่ 

แต่เมื่อได้เห็นว่า เขาต้องการเอาเรื่องเจ้าโง่แซ่อู๋ผู้นั้นแทนตน อย่างไม่มีข้อแม้ ไม่สนถูกผิด เฟยเมี่ยวจึงสามารถวางใจได้ ในใจของคนรักนั้นเขายังสำคัญที่สุด เขายังคงเป็นทุกสิ่งของคนผู้นี้ แม้ผ่านกาลเวลามาหนึ่งภพชาติ เขาก็ยังคงเป็นคนที่ฮุ่ยเฉิงรักและปกป้อง 

ไม่แน่ว่าหากให้เลือกระหว่างเขากับโลกใบนี้ เหวินฮุ่ยเฉิงก็จะยังเลือกเขาโดยไม่มีความลังเล เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ชีวิตของประมุขพรรคเหนือเมฆา เขาก็ไม่อยากได้อีก

เหวินฮุ่ยเฉิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยให้อู๋สงเป็นอิสระ ร่างสูงหนุนกายหันหน้าออกมาทางฝูชน น้ำเสียงออกคำสั่งดุดันและเด็ดขาด "คนของตำหนักซือโฮ่วรับคำสั่ง!"

ไม่นานนักก็มีบุรุษราวสิบชีวิต ก็าวเดินออกมาคุกเข่าอยู่เบื้อนหน้าเหวินฮุ่ยเฉิน ขานรับคำเขาเสียงดังก็อง "น้อมรับคำสั่งเจ้าตำหนัก"

"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พรรคเหนือเมฆาไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของตำหนักซือโฮ่วอีก ส่งจดหมายเวียนบอกข่าวให้กับพรรคในปกครองของเราให้หมด แล้วถอนกำลังกลับตำหนักซือโฮ่วทันที"

"ขอรับ!"

อู๋สงและเหล่าผู้อาวุโสในพรรคต่างคุกเข่าลงอย่างอ่อนแรง เจ้าตำหนักเหวินทำเช่นนี้ ยังมิสู้เขาเอ่ยปากจะเอาชีวิตของใครสักคนเป็นของแทนคำขอโทษ การตัดขาดความสัมพันธ์กับตำหนักซือโฮ่ว จะต่างอะไรกับการประกาศว่าตนมิใช่คนของพรรคธรรมะอีก 

ผู้ที่ถูกต้องทุกอย่างมาแต่บรรพกาล ไหนเลยจะมีความผิดเพียงเพราะทอดทิ้งพรรคในปกครองพรรคเดียว เรื่องในวันนี้ย่อมต้องถูกผู้คนกล่าวขานไปว่าพรรคเหนือเมฆานั้น ล่วงเกินเจ้าตำหนักเหวินจนมิอาจให้อภัย

อู๋สงกล่าวอย่างอ้อนวอนว่า "เจ้าตำหนักเหวินโปรดไตร่ตรองใหม่ด้วย!"

ต่อด้วยลูกศิษย์ลูกหาทั้งหมดในพรรค ที่พร้อมใจกันขอร้องอย่างสิ้นหวัง "เจ้าตำหนักเหวินโปรดเมตตาด้วย!"

เขากล่าวอย่างเย็นชาว่า "เรื่องที่ข้าตัดสินใจไปแล้ว ย่อมไม่อาจคืนคำ"



พูดคุยกับเถียนซินได้ที่

เพจ เถียนซิน

ทวิตเตอร์ @Hanfeng62416408

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 155 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,131 ความคิดเห็น

  1. #1111 littlefoolmoon (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 / 03:07
    ในที่สุดฉันก็มั่นใจได้ว่าตำแหน่งนายไม่ใช่ตำแหน่งลอย
    #1,111
    0
  2. #1068 K.white wine (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 21:02
    ไหนใครมันยังจะกล้าเข้ามาแตะยัยน้องอีก
    #1,068
    0
  3. #989 chalillxx_ (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 23:38
    เนี้ยเธอมันหลังยัยน้องหนักมาก ไม่ลืมหูลืมตาพ่อนักรัก
    #989
    0
  4. #961 prewxxii (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 22:25
    สมน้ำหน้าจ้า
    #961
    0
  5. #960 DBJJKM97 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 22:13
    เอาเลยไๆๆอาเฉิงตัดการเลย
    #960
    0
  6. #877 Notty Kero (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2562 / 16:04
    ชอบที่น้อนนางบอกว่าอยู่เผ่าไหนอยู่ที่ทำตัวไม่ใช่เผาพันธ์
    #877
    0
  7. #876 iceontheroad (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2562 / 09:15
    สมหน้า แบร่
    #876
    0