หนทางสู่การเป็นท่านจอมมาร [สนพ.NanaNaRis YBooks]

ตอนที่ 35 : บทที่.29 ขอโทษ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,325
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 103 ครั้ง
    4 ธ.ค. 62

บทที่.29

ขอโทษ

เหวินฮุ่ยเฉิงวางร่างที่ไร้สติของหยางจินเหลียงลงบนเตียงกว้าง ท่าที่วางดูคล้ายการโยนอยู่หลายส่วน แน่นอนว่าแรงที่ใช้ก็ไม่น้อยเลย

เฟยเมี่ยวตำหนิเขาอย่างไม่จริงจังนัก "เบาหน่อยมิได้หรือ มือเจ้าเป็นเท้าม้าหรือไง"

เมื่อกล่าวจบ ก็ได้รับสายตาตัดพ้อมาอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นคนทำไหน้ำส้มสายชูแตกก็ถอยออกมา ให้เฟยเมี่ยวเข้าไปดูอาการคนเจ็บ เฟยเมี่ยวปรายตามองชุดสีดำที่แม้จะมองไม่ชัดนัก แต่ก็รู้ได้ว่าคงเปื้อนคลาบเลือดมิใช่น้อยคราหนึ่ง แล้วจึงส่ายหน้าอย่างระอาใจ 

เขากวาดตามองทั่วร่างของหยางจินเหลียงคราหนึ่ง จึงรั้งสายตากลับมาที่เอวสอบ เฟยเมี่ยวเอื้อมมือออกไปจะปลดสายรัดเอวของหยางจินเหลียง คิดจะถอดเสื้อของเขาออกเพื่อดูบาดแผล ก็พลันได้ยินน้ำเสียงร้อนรนของเหวินฮุ่ยเฉิงดังมาจากทางด้านหลัง พร้อมทั้งข้อมือของเขาที่ถูกคว้าจับเอาไว้

"เจ้าจะทำอะไร!"

เฟยเมี่ยวมองคนที่อยู่ๆ ก็มายืนถลึงตาใส่ตนอย่างมึนงง "ก็ถอดเสื้อเขา เพื่อดูบาดแผลอย่างไรเล่า"

"ใช่หน้าที่เจ้าหรือเหวินฮุ่ยเฉิงรู้สึกว่า ตนอยากจะอุ้มจิ้งจอกน้อยตนนี้ขึ้นมา แล้วฟาดก็นเขาสักหลายทีนัก "อยู่ดีๆ จะไปเปลื้องผ้าบุรุษง่ายๆ ได้อย่างไร เรื่องใดควรไม่ควรยังไม่รู้ใช้ได้ที่ไหน"

"...ข้าก็แค่จะดูบาดแผลให้เขา"

"แต่มันมิใช่เรื่องที่สมควร"

"ข้าก็เป็นบุรุษ"

"นั่นก็ใช่เจ้าตำหนักเหวินเรียบเรียงคำพูดชั่วอึดใจ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงคล้ายผู้ใหญ่กำลังสั่งสอนเด็ก "เฟยเอ๋อร์ เจ้าเคยเห็นสามีบ้านไหน ปล่อยให้ฮูหยินของตนไปถูกเนื้อต้องตัวบุรุษอื่นหรือไม่เล่า"

เฟยเมี่ยวเอียงคอมองเขา ก่อนจะตอบว่า "ไม่"

"นั่นย่อมแน่อยู่แล้วเหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวต่อ "เจ้ากำลังจะแต่งกับข้า เป็นฮูหยินของข้า ใกล้ชิดชายอื่นมากเกินไปนั่นย่อมมิเหมาะสม"

"แต่...ข้าก็เป็นบุรุษนะเรื่องความเหมาะสมทำนองนี้ ใช้กับอิสตรีก็พอแล้วมิใช่หรือ เขาไม่เคยได้ยินว่าบุรุษที่จะแต่งเป็นภรรยา ก็ห้ามเข้าใกล้บุรุษด้วย แต่เดี๋ยวนะ นี่วนกลับมาพูดเรื่องแต่งงานได้ยังไง! เฟยเมี่ยวหันไปถลึงตาใส่คนตรงหน้าคืนบ้าง "หลบไป"

"ข้าทำให้"

"ไม่"

"เหตุใดเจ้าดื้อด้านนัก"

"คนแซ่เหวินหลีกไป เดี๋ยวเขาก็ตายก่อนหรอก"

"ไม่เหวินฮุ่ยเฉิงนั่งลงข้างร่างของหยางจินเหลียง "ให้ข้าทำแทน ใครจะตายข้าไม่สน แต่ห้ามเจ้าแตะต้องตัวชายอื่น"

มารดามันเถอะ!

เฟยเมี่ยวยอมรามือในที่สุด ด้วยกลัวว่าหยางจินเหลียงจะทนพิษบาดแผลไม่ไหวแล้วสิ้นใจไปเสียก่อน เขาตวัดสายตาดุมองเหวินฮุ่ยเฉิงที่ยังคงส่งยิ้มละไมมาให้ "เก่งนักเจ้าก็รักษาไปเลย หากเขาตาย ข้าจะฝังเจ้าให้ไปอยู่เป็นเพื่อนเขา!"

รอยยิ้มนุ่มนวลของเหวินฮุ่ยเฉิงหุบฉับ เขากล่าวตัดพ้อคนงามไปหลายประโยค ก่อนจะเริ่มทำการปลดเปลื้องอาภรณ์ของหยางจินเหลียงออก ปากแผลที่ยังคงมีเลือดสีสดไหลออกมาไม่หยุด มองดูแล้วเป็นภาพที่น่าสยดสยองอย่างยิ่ง

เฟยเมี่ยวชะโงกหน้าเข้าไปดู แล้วถามว่า "รักษาได้หรือไม่?"

เหวินฮุ่ยเฉิงปรายตามองเขาคราหนึ่ง แล้วตอบว่า "ได้"

"ได้ก็ทำสิ เจ้ารั้งรออะไร"

ฝ่ามือแกร่งยื่นไปบนปากแผล แสงสีเงินเปล่งประกายระยิบระยับ เลือดสีสดค่อยๆ หยุดไหลในที่สุด เหวินฮุ่ยเฉิงชะงักไปเล็กน้อย ถามโดยยังมิหันกลับมาว่า "ข้าห้ามเลือดให้ ส่วนจะรักษาชีวิตเขาเอาไว้ได้หรือไม่ อยู่ที่เจ้า"

"ข้า?" นิ้วเรียวชี้เข้าหาตัวเอง "เหตุใดจึงเป็นข้าเล่า"

เหวินฮุ่ยเฉิงเก็บมือของตนกลับมา กล่าวอย่างใจเย็นราวกับมิได้พูดถึงความเป็นความตาย "จุดที่หวูชิงแทงเข้าไปนั้น ทะลุแกนปราณของเขาอย่างมิต้องสงสัย แต่ที่ยังไม่สิ้นใจไปโดนทันที ข้าก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร"

เห็นเหวินฮุ่ยเฉิงเงียบไป เฟยเมี่ยวจึงเร่งถามต่อ "แล้วอย่างไรเล่า เจ้าเล่ามาให้หมดครั้งเดียวมิได้หรือ"

"เฟยเอ๋อร์ ยามนี้หากอยากรักษาชีวิตของเขา เจ้ามีสองทางเลือก"

"อะไรเฟยเมี่ยวถามอย่างใคร่รู้

"อย่างแรก ข้ารักษาชีวิตเขาได้ แต่ไม่สามารถรักษาปราณในร่างได้ดวงตาคมสบเข้ากับดวงตาหงส์ของเฟยเมี่ยวอย่างสื่อความหมาย "นั่นหมายความว่า นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป คนผู้นี้จะเป็นเพียงคนธรรมดาไร้ซึ่งวรยุทธ ไม่สามารถจับกระบี่ได้อีกชั่วชีวิต"

เฟยเมี่ยวหลับตาลงอย่างเชื่องช้า ด้วยหัวใจที่หนักอึ่ง ความภาคภูมิใจและเกียรติยศ และสิ่งที่ตัดสินความเป็นคนของคนยุคนี้ คือฝีมือของวรยุทธ เขารู้ถึงความร้ายแรงของสิ่งที่จะตามมา หากเลือกใช้วิธีนี้ คนผู้หนึ่งที่เคยจับดาบถือกระบี่ ฝึกยุทธองอาจห้าวหาญ กลับต้องมาสูญเสียสิ่งที่เคยมีไป ไม่ต่างอะไรกับคนเสียแขนขา นั่นมิใช่เป็นการฆ่าเขาทั้งเป็นหรอกหรือ

ยิ่งไม่ต้องพูดเรื่องที่ว่า หยางจินเหลียงคือจักรพรรดิคนต่อไป ที่จะปกครองแว่นแคว้น หากไร้ซึ่งความสามารถด้านบู๊ มีเพียงความปราชญ์เปรื่องด้านบุ๋น จะมีประโยชน์อะไร ตำแหน่งรัชทายาทของเขาจะยังรักษาเอาไว้ได้หรือไม่ แล้วเมื่อฟื้นขึ้นมาพบว่าตนเองนั้นกลายเป็นคนที่ไร้ความสามารถไปแล้ว หยางจินเหลียงจะทนแบกรับเรื่องเหล่านี้ไหวหรือ

สัมผัสอบอุ่นที่ฝ่ามือทำให้เปลือกตาที่หนึกอึ่งค่อยๆ เปิดขึ้นมาอีกครั้ง พบว่าเป็นเหวินฮุ่ยเฉิงที่กุมมือของเขาเอาไว้ เฟยเมี่ยวถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเล็กน้อยว่า "ทางที่สองล่ะ"

"นั่น…เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวอย่างไม่เต็มใจนักว่า "ใช้เลือดของเจ้า"

"ข้า?" คิ้วเรียวขมวดมุ่น "ใช้แล้ว จะช่วยได้หรือ"

"ได้"

"เช่นนั้นก็ใช้"

"ไม่ได้"

เฟยเมี่ยวเตะหน้าขาของเหวินฮุ่นเฉิงไม่ออมแรง "ตกลงใช้ได้หรือไม่ได้ เจ้าพูดมาให้ชัดเจน มัวแต่พิรี้พิไรอะไรอยู่"

เหวินฮุ่ยเฉิงถูกจิ้งจอกน้อยของตนเตะไปเต็มแรง ก็ได้แต่ลูบขาของตนไปมา จะร้องโอดโอยสักนิดยังมิกล้าปริปาก ได้แต่อดกลั่นเอาไว้ ในใจยังคล้ายได้รับความไม่เป็นธรรมอยู่หลายส่วน เขางึมงำเสียงเบา "ช่วยได้ แต่ได้ไม่คุ้มเสีย"

เห็นอีกฝ่ายเอาแต่พึมพำอยู่ในลำคอ เฟยเมี่ยวก็เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงตำหนิ ปะปนกับรำคาญอยู่หลายส่วน "เป็นบุรุษอกสามศอก เหตุใดจึงเอ่ยวาจาแผ่วเบาราวอิสตรีเช่นนี้ ใช้มิได้เลยจริงๆ

"ข้าบอกว่าช่วยได้เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวเสียงดังขึ้นอีกนิด "เขาจะไม่เสียปราณในร่างไป ทั้งยังจะแข็งแรงดีภายในสามวันเจ็ดวัน แต่มันต้องแลกกับอายุไขของเจ้าสิบปี เจ้ายอมหรือ"

เฟยเมี่ยวตอบกลับแทบจะในทันทีว่า "ยอม"

"แต่ข้าหวังว่าเจ้าจะมิยินยอม..."

คนเราเมื่อเผชิญหน้ากับคนรัก อะไรที่เกี่ยวกับเขาล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหญ่ทั้งสิ้น เหวินฮุ่ยเฉิงรู้ดี เขานั้นไม่เกรงฟ้ามิกลัวดิน จะเป็นเขาที่เป็นอยู่ยามนี้ หรือฮุ่ยจวินในอดีตก็ล้วนไม่แตกต่างกัน คำว่าไม่แตกต่างกันนี้ยังรวมถึงความหวาดกลัวด้วย

เขาไม่กลัวคนจะมาทำร้าย ไม่กลัวต้องมีเรื่องกับใคร ไม่กลัวหากว่าจะต้องตัดสินโทษผู้ใดอย่างอำมหิต แต่ที่เขากลัวกลับเป็นการสูญเสียจิ้งจอกน้อยตรงหน้าไป ผ่านมาหนึ่งชาติภพ อีกฝ่ายตายจากเขาไปก่อน ในชาติภพใหม่ที่เฟยเมี่ยวร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะให้เขาทนเห็นคนรักยกอายุไขให้ผู้อื่นหรือ 

แม้จะเป็นเพียงอายุไขไม่กี่ปีของมนุษย์ แต่กับเฟยเมี่ยวที่เป็นมนุษย์ครึ่งหนึ่งก็นับว่าลดทอนเวลาชีวิตมากอยู่ แล้วจะให้เขาทำใจ ยินยอมให้คนรักเลือกเส้นทางนี้ได้อย่างไร

เหวินฮุ่ยเฉิงกระตุกมือเรียวที่กุมอยู่ ดึงร่างบางให้เข้ามาใกล้ แล้วซบหน้าลงไปบนหน้าท้องของเฟยเมี่ยวอย่างอ่อนโยน ราวกับแมวตัวใหญ่ที่คลอเคลียเจ้านายเพื่อร้องขอบางอย่าง "เฟยเอ๋อร์เจ้าทบทวนให้ดี"

"ไม่ต้องแล้วเมื่อสัมผัสได้ถึงความไม่วางใจจากคนที่กอดตนอยู่ เฟยเมี่ยวจึงวางมือลงบนศีรษะของเขา แล้วลูบแผ่วเบาคล้ายจะปลอบโยน "ข้าเป็นจิ้งจอกมิใช่หรือ สละอายุไขสักสิบปี ต่อชีวิตคนผู้นี้ ก็เท่ากับช่วยราษฎรแคว้นหยางทั้งแคว้น มิใช่ว่าทำความดีใหญ่หลวง ผู้คนต้องยกย่องหรอกหรือ"

"ผู้คนสรรเสริญแล้วอย่างไรอ้อมแขนที่กอดเฟยเมี่ยวอยู่รัดแน่นขึ้น "หากไม่มีเจ้าอยู่ ทุกอย่างจะมีความหมายอะไรอีก"

ช่างไร้อารมณ์ขันเสียจริง เฟยเมี่ยวจนด้วยคำกล่าว เขาไม่รู้ว่าเหตุใดคำพูดพวกนี้ของเหวินฮุ่ยเฉิง จึงฟังดูเจ็บปวดนัก ยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดหัวใจของตนจึงกระตุกไหว เพียงเพราะเผลอคิดตามคำพูดของอีกฝ่าย 

เฟยเมี่ยวเพียงลูบศีรษะของเขาไปเรื่อย คล้ายกำลังลูบขนของแมวยักษ์อยู่ก็มิปาน ความรู้สึกส่วนลึกพล่ำบอกเขาว่า อย่างน้อยก็ต้องกล่าวอะไรบ้างอย่าง อะไรก็ได้ที่จะทำให้คนผู้นี้กลับมามอบรอยยิ้มอ่อนโยนให้เขาอีกครั้ง 

แม้ว่ารอยยิ้มนั้นจะดูโง่งมไปบ้าง แต่มันก็ดีกว่าเจ้าโง่ที่ดูเศร้าโศกราวกับจะแตกสลายตรงหน้านี้ คิดแล้วเฟยเมี่ยวก็กล่าวยิ้มๆ ว่า "ไม่เป็นไรหรอก อย่างไรเวลาที่เหลือ ก็ต้องใช้อยู่กับเจ้าทั้งหมดมิใช่หรือ"

เหวินฮุ่ยเฉิงเงยหน้าขึ้น สบตากับดวงตางามทันทีเมื่อเฟยเมี่ยวกล่าวจบ รอยยิ้มเล็กๆ และดวงตาที่กระจ่างใสราวกับดวงดาราระยิบระยับ ทำให้คำพูดเมื่อครู่ดูน่าเชื่อถือขึ้นมาอีกหลายส่วน เจ้าตำหนักเหวินยิ้มบาง "ข้าเชื่อเจ้า"

"คำไหนคำนั้น"

ไม่รู้จริงๆ ว่าวันเวลาข้างหน้าจะเป็นเช่นไร แต่เวลาที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ หากเขาจะใช้มันไปพร้อมกับคนผู้นี้ ก็คงจะไม่เป็นไรหรอกกระมัง…

เลือดสีสดไหลออกมาจากฝ่ามือบาง ที่ถูกกรีดเป็นทางยาว เหวินฮุ่ยเฉิงใช้จอกชารองเลือดของเฟยเมี่ยวไปหนึ่งจอก จากนั้นรักษาแผลให้คนที่ใบหน้าซีดเผือดอย่างถนอม แล้วพยุงเฟยเมี่ยวให้ไปนั่งรออยู่ไม่ไกล

เฟยเมี่ยวนั่งรออย่างว่าง่าย เพราะถูกอาการเวียนศีรษะเข้าจู่โจม เขามองเหวินฮุ่ยเฉิงที่เริ่มทำการรักษาหยางจินเหลียงไปพลาง ก็นวดคลึงที่ขมับไปพลาง ยังไม่ทันที่เหวินฮุ่ยเฉิงจะวางมือจากการรักษา เสียงเอะอะมะเทิ่งที่ด้านนอก ก็เรียกความสนใจจากเฟยเมี่ยวให้หันมอง

เป็นจักรพรรดิจิ้นไฉและอัครมเหสีเฉียนหรู ที่เร่งเดินทางกลับมาจากวัดหนิงเจี้ยน เฟยเมี่ยวปรายตามองพวกเขาคราหนึ่ง ก่อนจะสบัดแขนเสื้อครั้งเดียว ปิดประตูใส่หน้าคนที่รีบร้อนจะเดินเข้ามา เขากล่าวเสียงเอื่อยว่า "คนที่ไม่เกี่ยวข้อง ห้ามเข้า"

จวบจนเหวินฮุ่ยเฉิงเดินกลับมาหาเขา เฟยเมี่ยวจึงรีบเอ่ยถาม "เป็นอย่างไรบ้าง"

"ถ้ารักษาชีวิตให้ดี ก็อายุยืนไปอีกร้อยปีเลยกระมัง"

เห็นเหวินฮุ่ยเฉิงพูดจาหยอกเย้าตนเช่นนี้ได้ เฟยเมี่ยวก็สามารถปล่อยวางความหนักอึ่งในใจลงได้ในที่สุด เขากล่าวว่า "ดีแล้ว"

เลือดสีแดงฉานถูกพ่นออกมาคำโต จากนั้นโลกทั้งใบหน้าเฟยเมี่ยวก็มืดดับไป

เหวินฮุ่ยเฉิงรับร่างของเฟยเมี่ยวเข้าสู่อ้อมกอด เขาช้อนตัวของเฟยเมี่ยวขึ้นอุ้ม แล้วจึงเดินออกไปด้านนอก ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนทั้งหมด

ซูเม่ยอิงเห็นบุตรชายถูกอุ้มออกมา อีกทั้งใบหน้างามยังซีดเผือดก็ร้อนใจ รีบถามว่า "เฟยเอ๋อร์เป็นอะไร"

เหวินฮุ่ยเฉิงไม่ได้ตอบกลับโดยทันที เขาปรายตามองจักรพรรดิจิ้นไฉอย่างเย็นชาคราหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า "รัชทายาทของพวกเจ้าปลอดภัยแล้ว"

จักรพรรดิจิ้นไฉได้ฟังเช่นนั้น ก็คลายความกังวลลงไปได้บ้าง จากนั้นยังเอ่ยถามอย่างห่วงใยว่า "แล้วอวี่เอ๋อร์เป็นอะไรไป เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้"

"ไม่ใช่เรื่องของเจ้าเหวินฮุ่ยเฉิงตัดบทอย่างเย็นชา ก่อนจะหันไปบอกกับซูเม่ยอิงอย่างร้อนรนว่า "ท่านน้าขอรับ หลานขอพาเฟยเอ๋อร์กลับโรงเตี๊ยมนะขอรับ ร่างกายของเขาอ่อนแอมาก เดินทางตอนนี้เกรงว่าจะหนักหนาเกินไป"

"เจ้าทำอะไรลูกข้าซูเม่ยอิงถลึงตามอง "เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น"

"เฟยเอ๋อร์ช่วยรักษาชีวิตคนผู้นั้นเอาไว้ ส่วนเรื่องอื่น กลับก่อนค่อยว่ากันเถอะขอรับ"

หลิ่งฮวากลัวว่าอาการของบุตรชายจะแย่ลงไปอีก จึงรีบเอ่ยขัดซูเม่ยอิงว่า "รู้ช้ารู้เร็ว ก็ย่อมต้องรู้อยู่ดี เจ้าจะมากเรื่องไปใย"

"แต่ว่า"

"ความอยากรู้ของเจ้า กับชีวิตเฟยเอ๋อร์อะไรสำคัญกว่า"

ย่อมเป็นชีวิตของเจ้าลูกโง่อยู่แล้ว คำพูดนี้ซูเม่ยอิงทำได้เพียงเก็บเอาไว้ในใจ จะอย่างไรก็มิกล้าปริปากอีกแม้เพียงครึ่งคำ

เป็นจักรพรรดิจิ้นไฉที่ก้าวเดินตามไป ด้วยคิดจะเอ่ยปากรั้งเอาไว้อีกครั้ง "อย่างไรให้อวี่เอ๋อร์พักที่นี่…"

ซูเม่ยอิงเข้ามาขวางเอาไว้ ให้เหวินฮุ่ยเฉิงพาเฟยเมี่ยวจากไป "ชีวิตบุตรชายของเจ้า เฟยเอ๋อร์ใช้คืนให้แล้ว อะไรก็ล้วนไม่ติดค้างกัน เจ้าก็อย่าไปรั้งเขาเอาไว้อีกเลย"

"เขาก็เป็นโอรสของเรา"

ซูเม่ยอิงยิ้มหยัน "หากในตอนนั้น เจ้ากล่าวเช่นนี้สักประโยค วันนี้เฟยเอ๋อร์ก็อาจจะอยู่ที่นี่ เป็นบุตรชายของข้า เป็นโอรสของเจ้า"

หากยามนั้นคนผู้นี้ไม่ใจร้าย คิดฆ่าบุตรชายของตนได้ลงคอ ไหนเลยเรื่องราวจะกลายเป็นเช่นนี้ อย่างมากนางก็เป็นมารดา ให้คนใจร้ายผู้นี้เป็นบิดา ส่วนเรื่องของนางกับเขาก็ล้วนไม่เกี่ยวข้องกันอีก ไหนเลยอวี่เอ๋อร์ของนางจะจากนางไปอย่างไม่มีวันกลับ ไหนเลยนางกับบุรุษตรงหน้า จะต้องมาพบกับในรูปแบบที่ไร้หนทางให้เยียวยาเช่นนี้

ยามนี้นางเหลือเพียงเฟยเอ๋อร์แล้ว เป็นบุตรชายคนเดียวในโลกใบหน้าที่นางเหลืออยู่ จะให้นางยอมให้บุตรชายเรียกขานคนชั่วช้าผู้นี้เป็นบิดาหรือ ไม่มีทาง!

หลิ่งฮวากระตุกมือเรียวของซูเม่ยอิงแผ่วเบา เมื่อเห็นว่าในดวงตางามนั้นเริ่มมีจิตสังหารเจือจางพาดผ่าน "เม่ยอิง เรากลับกันเถอะ"

ซูเม่ยอิงหันมองเพื่อนคู่คิดตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเพียงยิ้มเบาบางส่งให้สตรีผู้นี้ แล้วโอบเอวบางเข้าหามาหาตัว กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ว่า "หยางจินหรงระหว่างเจ้ากับบุตรชายของข้า อะไรก็ล้วนไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว อย่าได้ถวินหาอะไรจากเขาอีกเลย"

จากนั้นร่างของสตรีผู้งดงามทั้งสองก็เลือนหายไป…

เหวินฮุ่ยเฉิงวางร่างของเฟยเมี่ยวลงบนเตียงอย่างเบามือ ไม่ไกลนั้นยังมีมี่ถงและเจ้าเสี่ยวไป๋ยืนมองอยู่ เขาปัดมืออย่างไม่ใคร่จะใส่ใจนัก "พวกเจ้าออกไปเถอะ เฟยเอ๋อร์เพียงอ่อนเพลียจึงหลับไปเท่านั้น"

มี่ถงขมวดคิ้วแน่น ทั้งมิยอมจากไปและทวงถามอย่างเดือดดาล "เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้เล่า ท่านอยู่กับนายน้อยตลอดมิใช่หรือ ทำไมยังปล่อยให้เกิดเรื่องอีก"

"เจ้าคิดว่า ข้าอยากให้เป็นเช่นนี้หรือไงคิดว่าเขาอยากจะเห็นคนรักของตนไร้ซึ่งสติเช่นนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือ หากบนโลกนี้ต้องมีใครสักคนที่รัก และปกป้องจิ้งจอกตัวน้อยตรงหน้าที่สุด คนผู้นั้นย่อมต้องเป็นเขา หากสามารถเจ็บปวดแทนคนรักได้ เขาย่อมไม่มีความลังเลที่จะทำแทนแล้ว

"ทำไม่อยากให้เกิดเรื่อง?" มี่ถงก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างเหลืออด "ท่านกล่าวเช่นนี้ แต่กี่ครั้งแล้วที่นายน้อยอยู่กับท่าน แล้วต้องเจ็บตัวกลับมา!"

"พอแล้ว!เสี่ยวไป๋ในร่างแมวเข้ามาขั้นกลางระหว่างทั้งสอง "จะทะเลาะอะไรกันนักหนา คนก็ยังมิทันจะฟื้นคืนสติ พวกท่านก็จะตีกันให้ตายก่อนหรือ เจ้าหนูเฟยอวี่ตื่นมาคงดีใจมากกระมัง ที่ตนเป็นตนให้เหตุคนสองคนมาทะเลาะกันเช่นนี้"

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวอย่างเย็นชาว่า "หลบไป"

มี่ถงยกเท้าขึ้น แล้วเตะร่างอ้วนกลมของเสี่ยวไป๋ออกไปเต็มแรง 

จากนั้นคนทั้งคู่ก็เริ่มประมือกันด้วยกำลังภายในทันที หนึ่งฝ่ามือที่ซัดออกไป ต่างไม่มีความไว้หน้ากันแม้เพียงครึ่งส่วน ผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อ มี่ถงก็เป็นฝ่ายกระเด็นไปออกไป ร่างทั้งร่างกระแทกกับกำแพงจนเกิดเสียงดัง ศีรษะมีเลือดไหลซึมออกมาจากการกระแทน แต่กลับไม่บาดเจ็บภายในแม้แต่น้อย

"ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า ที่ไม่ทำเป็นเพราะเฟยเอ๋อร์เห็นเจ้าเป็นสหาย และเสี่ยวไป๋ก็ให้ความสำคัญกับเจ้ามากเหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวเนิบช้า "เจ้าหวังดีกับเฟยเอ๋อร์ข้าเข้าใจ แต่เจ้าก็ต้องจำไว้ว่าตนเองนั้นเป็นใคร เฟยเอ๋อร์เป็นใคร เจ้าจงรักภักดีต่อคนรักของข้าได้ แต่มิอาจเอาใจของเจ้ามามอบให้เขาได้"

"ท่านเองก็ก็มีหัวใจดวงหนึ่งเพื่อนายน้อยมิใช่หรือ ท่านมาทีหลังยังรักเขาได้ เหตุใดข้าจะวางหัวใจของข้าไว้กับนายน้อยบ้างไม่ได้?"

"นั่นไม่เหมือนกันขายาวภายใต้อาภรณ์สีดำ ก้าวเดินกลับไปนั่งลงข้างกายเฟยเมี่ยว เหวินฮุ่ยเฉิงสัมผัสใบหน้าของคนรักอย่างอ่อนโยน "เฟยเอ๋อร์เป็นของข้า จะกี่ภพกี่ชาติ ก็ล้วนมีเพียงข้าที่เขาต้องการ"

และมีเพียงเฟยเมี่ยวเท่านั้นที่เขาต้องการ… เขาทั้งคู่ต่างก็เป็นคนโง่ เป็นคนโง่เขลาที่เพื่อคนรักแล้ว ไม่ว่าจะต้องทุกทรมานสักแค่ไหน ลำบากยากเข็นสักเพียงใด หรือแม้ต้องแลกด้วยชีวิต ก็ยังคงยินยอมพร้อมใจที่จะทำ

"ข้าไม่เข้าใจ ผู้คนมากมายล้วนอยากเป็นฮูหยินของท่าน เหตุใดท่านต้องมาตามตอแยคนที่ดูอย่างไร ก็ไม่แยแสท่านด้วยมี่ถงไม่เข้าใจจริงๆ เจ้าตำหนักเหวินผู้ยิ่งใหญ่ เหตุใดต้องยึดติดกับนายน้อยของตนนัก ต่อให้ภายภาคหน้า เขาจะมิใช่คนที่นายน้อยอยากอยู่เคียงข้าง แต่เหวินฮุ่ยเฉิงมึหวังจริงหรือ คำกล่าวที่ว่าจะยอมแต่งให้เจ้าตำหนักเหวินนั้น มีกี่คำที่นายน้อยกล่าวออกมาจากใจจริง มิใช่เพียงเพราะผลประโยชน์ เหตุใดคนผู้นี้จึงต้องยึดติดนัก

"มี่ถงเจ้าไม่เข้าใจเหวินฮุ่ยเฉิงจุมพิตหลังมือของเฟยเมี่ยวแผ่วเบา "เฟยเอ๋อร์แค่ไม่รู้ เขาก็แค่ยังไม่รู้เท่านั้น หากว่าในสักวันที่เขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร วันนั้นเขาจะต้องยินดีที่สุด ที่จะยืนอยู่ข้างกายข้า"

อยู่ข้างกายของเขา และมิต้องพรากจากกันชั่วชีวิต…

แรงสะกิดแผ่วเบาที่ต้นขาทำให้มี่ถงก็มลงมอง เป็นเจ้าอ้วนเสี่ยวไป๋ที่มองมาที่เขา ดวงตาดุจสัตว์ร้ายนั้นมองลึกเข้ามาคล้ายจะค้นหาอะไรบางอย่าง ก่อนที่ปากของมันจะอ้ากว้างแล้วงับที่ข้อมือของเขาเต็มแรง

"โอ้ย!ฟันคมของแมวฝังลึกเข้าไปในผิวหนัง แม้ว่ามี่ถงจะพยายามสักเท่าไหร่ ก็มิสามารถหนีจากการทำร้ายครั้งนี้ได้ "แมวผี! เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ!"

ไม่นานนัก เสี่ยวไป๋ก็คายข้อมือของมี่ถงออกมา ในปากยังมีรสชาติของเลือดจิ้งจอกไหลเวียนอยู่ ลิ้นเล็กแลบออกมาเลียที่บาดแผลอย่างถนอม จวบจนมี่ถงชักมือกลับ เสี่ยวไป๋จึงกล่าวอย่างเกียจคร้านว่า "ไปทำแผลสิ หรือจะรอให้ข้ากัดเจ้าอีกรอบ?"

มี่ถงถลึงตามองเจ้าก่อนขนสีดำบนพื้นอย่างเดือดดาล แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเดินออกไป เพราะไม่อยากรบกวนการพักฟื้นของผู้เป็นนาย แม้ว่าจะชังน้ำหน้ามากแค่ไหน แต่เมื่อเรื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาจะดื้อรั้นไปให้มันได้อะไรขึ้นมาเล่า อย่างไรมี่ถงก็คิดว่าเรื่องนี้ไม่มีทางง่ายดายเช่นนั้น เจ้าหุบเขายังอยู่ เจ้าตำหนักเหวินคิดจะเป็นเขยของแดนมายา ยังต้องเจอด้านรักอีกมากทีเดียว

เฟยเมี่ยวหลับไปนานถึงสองราตรี เข้าสู่รุ่งสางของวันที่สามในที่สุดเปลือกตางามก็ค่อยๆ เปิดขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ม่านสีขาวสะอาดตาเป็นสิ่งแรกที่เฟยเมี่ยวสังเกตเห็น เขาหรี่ตาลงเพื่อปรับการมองเห็น เมื่อลองขยับมือทั้งสองข้างดู กลับพบว่า ฝ่ามือด้านขวาของตนนั้น ถูกมือของใครบางคนกุมเอาไว้ 

เฟยเมี่ยวมองไปยังฝ่ามืออุ่นที่ตนสัมผัสได้ พบว่าเป็นมือของเหวินฮุ่ยเฉิงที่ยังคงหลับไหลอยู่ที่ข้างเตียง เขากระตุกมือคู่นั้นแผ่วเบา เรียกให้คนที่คนหลับไปด้วยความเมื่อยล้ารู้สึกตัว

เหวินฮุ่ยเฉิงลืมตาขึ้นมา เมื่อรู้สึกได้ถึงการเคลี่ยนไหว และสัมผัสตอบสนองที่ฝ่ามือของตน เมื่อมองเห็นดวงตาหงส์ของเฟยเมี่ยวกำลังจ้องมองตนอยู่ รอยยิ้มอบอุ่นก็ถูกจุดขึ้นบนริมฝีปาก "เจ้าฟื้นแล้ว"

"อืมเฟยเมี่ยวตอบรับ "ข้าหลับไปนานแค่ไหน"

"ถ้านับเมื่อคืน ก็สองราตรีพอดี"

สองคืนเลยหรือ…

เขาหลับไปสองคืนเต็มๆ เมื่อพินิจใบหน้าของเหวินฮุ่ยเฉิงให้ดีอีกครั้ง ก็เห็นรอยคล้ำที่ใต้ตาของเขาจางๆ คนผู้นี้ คงมิใช่ว่าอดหลับอดนอนเฝ้าเขากระมัง เฟยเมี่ยวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง โดยมีเหวินฮุ่ยเฉิงช่วยประคอง มือเรียวยื่นไปลูบใต้ตาของคนตรงหน้าแล้วเกลี่ยเบาๆ "เหตุใดจึงดูไม่ได้เช่นนี้"

เหวินฮุ่ยเฉิงเอียงหน้าซบกับฝ่ามือของเฟยเมี่ยวอย่างออดอ้อน "ไม่เป็นไร"

"ไม่เป็นไรดูสารรูปตนเองก่อนพุดหรือไม่เล่าใบหน้างามงอง้ำลง

"ก็แค่คิดว่า หากเจ้าตื่นมาแล้วไม่มีคนเคียงข้าง เวลาจะหยิบจับอะไรคงลำบากไม่น้อย"

"ข้าหลับไป มิใช่พิการ แค่ยกของรินชาจะทำไม่ได้ ได้อย่างไร โง่จริงปากกล่าวตำหนิอย่างไม่สบอารมณ์ แต่กลับดึงร่างสูงของเหวินฮุ่ยเฉิง ให้ลงมานั่งบนเตียงด้วยกัน เฟยเมี่ยวแบ่งผ้าห่มให้เขาครึ่งหนึ่ง "นอนเสีย สายอีกหน่อยค่อยลุกเถอะ"

"อืมถูกจิ้งจอกแสนรักทำตัวอ่อนโยนด้วยเช่นนี้ เหวินฮุ่ยเฉิงก็เกิดความรู้สึกเต็มตื่นอยู่ในใจ เขาเอนตัวนอนลงข้างกายของเฟยเมี่ยว แล้วดึงร่างของอีกคนให้มาซบอก กกกอดคนในอ้อมแขนเอาไว้ แล้วหลับไปพร้อมกับเขาอีกครั้ง

มี่ถงที่ยืนคอยอยู่หน้าห้องวันแล้ววันเล่า ยามแรกที่ได้ยินเสียงพูดคุยก็นึกดีใจว่าผู้เป็นนายฟื้นแล้ว ต่อมากลับคล้ายถูกเหล้าฤษแรงราดรดลงบนปากแผลที่แหวอหวะ ใบหน้าที่เรียบนิ่ง ปรากฏรอยยิ้มจืดจางขึ้นมาอย่างจนปัญญา ไม่รู้ว่าเพราะยืนอยู่ตรงนี้นานเกินไปหรือไม่ ขาทั้งสองข้างจึงรู้สึกไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาเสียอย่างนั้น

หางตาเหลือบไปเห็นก้อนขนสีดำที่คุ้นตา กำลังเดินมาทางนี้ มี่ถงก็ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย หลงลืมไปแล้วว่าเมื่อครู่ตนเพิ่งจะรู้สึกเจ็บในอก 

ช่างเถอะ อะไรก็ล้วนทำใจไว้แล้ว เขาควรเอาตนเองออกไปให้ไกลจากตรงนี้ ไปบอกให้พ่อครัวเตรียมอาหารรสอ่อนให้นายน้อยสักหลายจานหน่อย เผื่อว่านายน้อยตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็คงจะหิวพอดี

เป็นไปตามที่คิดเมื่อเฟยเมี่ยวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แล้วเห็นอาหารที่มี่ถงยกเข้ามาให้ เขาก็ลงมือจัดการจนไม่เหลือแม้แต่จานเดียว แม้ว่ารสชาติจะจืดชืดไปสักนิด แต่ก็ทำให้อิ่มท้องได้ 

เมื่อเก็บสำหรับอาหารของเฟยเมี่ยวเรียบร้อยแล้ว มี่ถงก็กลับเข้ามารายงานว่า "เจ้าหุบเขาเรียกให้นายน้อยไปพบขอรับ"

"ท่านแม่หรือ?" ยังไม่กลับๆ กันไปอีกหรือนี่ เฟยเมี่ยวหันมองเหวินฮุ่ยเฉิงอย่างขอความช่วยเหลือคราหนึ่ง กลับพบว่าคนแซ่เหวินกำลังยิ้มให้ตนอย่างอ่อนโยน ความไม่สบายใจเล็กๆ ที่ก่อตัวขึ้น ก็ถูกรอยยิ้มนี้ทำให้จางหายไป "มี่ถงเจ้ารู้หรือไม่ ว่าท่านแม่เรียกข้าไปพบด้วยเรื่องใด"

เพราะรู้สึกว่าตนเองอาจจะก่อเรื่องมากกว่าหนึ่งอย่าง เฟยเมี่ยวจึงเรียบๆ เคียงๆ ถามมี่ถงไปก่อน นี่เรียกว่าพร้อมรพทุกสถานะการณ์ อย่างที่เป็นมาตลอด เขานั้นไม่ว่าเรื่องอะไรยากเย็นเพียงไหน ก็ยังพอจะจัดการได้ แต่วิธีการรับมือกับมารดาทั้งสองของตนนั้น เฟยเมี่ยวรู้สึกว่า ความยากในการรรับมือเกินกว่ากำลังของเขามากจริงๆ

เฟยเมี่ยวมาถึงห้องพักของมารดาทั้งสองในเวลาไม่นาน เมื่อเดินเข้าด้านใน เขาก็ถูกหลิ่งฮวาดึงไปกอดไว้แน่น "มารดาเป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก"

"ลูกอกตัญญูนัก ทำให้ท่านแม่ต้องเป็นห่วงแล้วเฟยเมี่ยวยิ้มเล็กน้อย พรางกอดตอบมารดาด้วยความรู้สึกเต็มตื้น นี่ก็คือความรู้สึกยามที่มีมารดารักถนอม อยู่มาเกือบจะสามสิบปี ตายอีกหนึ่งรอบ ในที่สุดเขาก็ได้รู้แล้ว ว่าความรู้สึกอบอุ่นจากอ้อมกอดของมารดานั้นเป็นเช่นไร

"ฟื้นขึ้นมา แข็งแรงดีก็ดีแล้วเฟยเมี่ยวหันไปทางต้นเสียง เห็นซูเม่ยอิงนั่งจิบชาอยู่ไม่ไกล เมื่อวางถ้วยชาลงนางยังกล่าวอีกว่า "สองสามวันนี้ก็พักรักษาตัวให้ดี หลังจากเที่ยวเล่นจนพอใจค่อยกลับไปเถอะ"

เฟยเมี่ยวกระพริบตาปริบๆ มองซูเม่ยอิงราวกับเห็นผี เมื่อทบทวนคำพูดเมื่อครู่ให้ดีทุกประโยคอีกครั้ง ก็ยังไม่พบคำด่า หรือการกล่าวตำหนิแม้เพียงครึ่งคำ หันมองมารดาอีกคนของตน ก็พบว่าหลิ่งฺฮวาส่งรอยยิ้มหวานให้ตนอยู่ ในสายตาของเฟยเมี่ยวนั้น รอยยิ้มเช่นนี้ดูมีเลศนัยชอบกล

ปากบางขยับอ้าออกเล็กน้อย คล้ายจะเอ่ยถามให้แน่ใจว่า ที่มารดากล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่ แต่คำพูดต่อมาของซูเม่ยอิง ก็ทำเอาเฟยเมี่ยวแทบทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความตกใจ

"อาเฉิง เรื่องงานแต่งก็ให้ผู้ใหญ่ทางนั้นมาคุยให้เป็นเรื่องเป็นราว จัดงานให้สมเกียรติ ข้ามีบุตรชายผู้เดียวจะยกให้เจ้า ยังต้องดูว่าเจ้าทุ่มเทให้เฟยเอ๋อร์ขนาดไหน"

เขาหลับไปสองคืน เพียงสองคืน ยังไม่ทันจะพ้นคืนที่สาม มารดากับคนแซ่เหวิน ไปคุยเรื่องงานแต่งกันตั้งแต่เมื่อไหร่!

"หลานจะให้เสี่ยวไป๋ไปจัดการทันทีขอรับท่านน้า"

เฟยเมี่ยวตวัดสายตามองเหวินฮุ่ยเฉิงอย่างตั้งคำถาม แต่คนที่เอาแต่ยิ้มโง่งมก็ยังคงยิ้มอยู่เช่นนั้น มิได้ให้ความกระจ่างอะไรกับเขา เมื่อพูดคุยกันจนมารดาทั้งสองวางใจแล้ว เฟยเมี่ยวก็เดินมาส่งคนทั้งคู่นี่หน้าโรงเตี๊ยม

เฟยเมี่ยวกล่าวว่า "ท่านแม่ทั้งสองรักษาตัวด้วย"

หลิ่งฮวากล่าวยิ้มๆ ว่า "เจ้าก็อย่าได้ซุกซนนัก เชื่อฟังพี่เขาให้มาก อย่าได้ทำให้อาเฉิงลำบากใจ"

เฟยเมี่ยวเพียงพยักหน้ารับ มิได้ตอบรับคำมารดา เขารอจนมารดาทั้งสองจูงมือกันเดินไปไกลแล้ว รอยยิ้มงามบนใบหน้าจึงค่อยๆ หุบลง 

มองไปทางซ้ายมือของตนมีเหวินฮุ่ยเฉิงและเจ้าแมวอ้วนเสี่ยวไป๋จ้องมองมาตาแป๋ว ด้านขวามือมีมี่ถงยืนรออยู่ เฟยเมี่ยวเลือกเมินเฉยต่อดวงตาราวแมวยักษ์ที่กำลังอ้อนเจ้าของ ของเหวินฮุ่ยเฉิง เขาเลือกคว้าข้อมือของมี่ถงแล้วลากขึ้นไปข้างบนด้วยกัน

ก่อนไปยังทิ้งท้ายเอาไว้ว่า "ห้ามพวกเจ้าสองคนตามมา!"

เมื่อประตูปิดลง เฟยเมี่บวก็ถามคำถามที่คาใจทันที "นี่มันเกิดอะไรขึ้นเหตุใดท่านแม่จึงเอ่ยเรื่องงานแต่งของข้า กับเหวินฮุ่ยเฉิงอย่างง่ายดายเช่นนั้นกัน"

"นายน้อยยังไม่ทราบหรือขอรับมี่ถงมองผู้เป็นนายอย่างแปลกใจ "ข้าคิดว่า เจ้าตำหนักเหวินบอกนายน้อยแล้วเสียอีก"

"บอกอะไร"

"ก็เรื่องที่…พูดมาถึงตรงนี้มี่ถงก็เงียบไป จนเฟยเมี่ยวต้องเอ่ยถามอีกรอบด้วยความร้อนใจ

"บอกอะไร ระหว่างที่ข้าหลับ คนแซ่เหวินไปทำอะไรเอาไว้กันแน่"

"เรื่องนี้…มี่ถงรู้สึกกระอักกระอ่านยิ่ง "มิสู้นายน้อยไปถามความกับเจ้าตำหนักเหวินเอง มิดีกว่าหรือขอรับ"

"ไม่เฟยเมี่ยวหรี่ตาลง เขามองมี่ถงอย่างกดดัน น้ำเสียงยังกดต่ำอย่างคุกคาม "เจ้า...เล่ามาเดี๋ยวนี้"

มี่ถงก้าวถอยหลังหนีทีละก้าว ทุกย่างก้าวล้วนหนักอึ่ง มิใช่ว่าคิดอยากจะปิดบังผู้เป็นนาย แต่เรื่องนี้นั้นจะให้เขาเป็นผู้บอกเล่าออกไป เกรงว่าจะไม่เหมาะสมยิ่ง ใช่ว่าเขาจะใจกว้างขนาดที่จะกล่าวเรื่องเช่นนี้กับนายน้อย ได้อย่างไม่รู้สึกรู้สาเสียเมื่อไหร่

"ว่าอย่างไร จะเล่าหรือไม่เล่า?" เฟยเมี่ยวไล่ต้อนจนแผ่นหลังของมี่ถงชนกำแพง ไร้หนทางให้หลบหนี "เจ้าไม่ยอมเล่าออกมาดีๆ หรืออยากให้ข้า…"

มี่ถงลอบกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มแผ่นหลัง อย่างไรก็ไม่อาจให้นายน้อยเป็นฝ่ายคาดคั้นตนได้ เขายังจำความรู้สึกในยามนั้น ที่ไม่สามารถขัดขืนคำสั่งของผู้เป็นนายได้เป็นอย่างดี ให้เป็นแบบนั้นอีกอย่างไรก็ไม่เอาเด็ดขาด

"ถง ถง…"

"เล่าขอรับ! เล่าแล้วขอรับมี่ถงยกมือดันไหล่ของผู้เป็นนายให้ออกห่าง "หากข้าเล่าจบแล้ว นายน้อยต้องปล่อยข้าไปนะขอรับ ห้ามบังคับให้ข้าพูดอะไรอีก"

"ย่อมได้เฟยเมี่ยวเผยรอยยิ้มพอใจ มือเรียวตบลงบนบ่าของมี่ถงหลายครั้ง "ข้าไม่รังแกเจ้าอยู่แล้ว"

เหอะๆ คำกล่าวเช่นนี้ เหอะๆ มี่ถงได้แต่หัวเราะทั้งน้ำตาอยู่ในใจ ว่ากันตามจริง บนโลกใบนี้ ก็คงมีเพียงนายน้อยนั่นแหละขอรับ ที่รังแกข้า…

เฟยเมี่ยวฟังมี่ถงเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มี่ถงเดินออกไป เหลือเพียงเขาที่ยังคงนั้งเหม่อลอยอยู่เช่นนี้ ความรู้สึกสับสนยังคนตกตะกอนอยู่ในใจ บางอย่างร้องเตือนว่า เขาอาจจะกำลังมีใครอีกคนในใจนอกจากฮุ่ยจวิน แต่เฟยเมี่ยวกลับไม่กล้ายอมรับมัน ไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าหากยอมรับแล้ว ชีวิตของเขานับจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

นานทีเดียวกว่าจะทำให้จิตใจสงบลงได้ เฟยเมี่ยวเดินไปเปิดประตู ก็พบว่าเหวินฮุ่ยเฉิงยังยืนรออยู่ที่หน้าประตูไม่ไปไหน เขาก้าวถอยหลัง หลบทางให้เหวินฮุ่ยเฉิงเดินเข้ามาภายในห้อง ก่อนจะปิดประตูลงอย่างเบามือ จากนั้นระหว่างคนทั้งคู่ก็ไร้ซึ่มบทสนทนาใดอีก

เหวินฮุ่ยเฉิงเห็นเฟยเมี่ยวเงียบไป ก็คิดไปว่าจิ้งจอกน้อยคงโกรธเคืองตนที่ทำอะไรไม่ยอมปรึกษา แต่ยามนั้นนอกจากใช้วิธีนี้ เขาก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่าทำเช่นไรจึงจะรั้งให้เฟยเมี่ยวอยู่ข้างกายได้ ยามนี้จะมานึกเสียใจทีหลังที่ผิดสัญญา ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว

เหวินฮุ่ยเฉิงเอ่ยเรียกเฟยเมี่ยวเสียงเบา "เฟยเอ๋อร์"

"ข้าเหนื่อยเฟยเมี่ยวกล่าวตัดบท "อยากจะนอนอีกสักพัก"

ได้ยินว่าอีกฝ่ายคล้ายจะรู้สึกไม่สบายขึ้นมาอีก ที่จะกล่าวก่อนหน้านี้เหวินฮุ่ยเฉิงก็ลืมหมดแล้ว เขารีบเข้าไปประคองเฟยเมี่ยวอย่างถนอม แล้วพาเดินไปที่เตียง เมื่อเห็นว่าเฟยเมี่ยวนอนลงดีแล้ว ยังช่วยจัดผ้าห่มให้เขาแล้วหยิบหวูชิงที่วางอยู่ข้างหมอนขึ้นมา กล่าวว่า "หลับเถอะข้าพัดให้"

เฟยเมี่ยว "..."

ความใส่ใจเมื่อครู่นับว่าทำให้เขารู้สึกดีไม่น้อย หากเหวินฮุ่ยเฉิงไม่เอาหวูชิงมาพัดให้เขา ราวกับของราคาถูกก็คงจะดีกว่านี้ นั่นมันหนึ่งในสามอาวุธที่ร้ายกาจที่สุดของแดนมารมิใช่หรือ เหตุใดเจ้าตำหนักเหวินจึงใช้ของได้ดูไร้สง่าราศรีเช่นนี้เล่า?

เหวินฮุ่ยเฉิงถามว่า "ก่อนเดินทางต่อเจ้าอยากไปที่ใดหรือไม่"

"เข้าวังเฟยเมี่ยวเอ่ยตอบทั้งที่ดวงตาหลับลงแล้ว "ข้าอยากไปดูหน่อย ว่าหยางจินเหลียงเป็นเช่นไรบ้าง"

มือที่กำลังโบกพัดไปมาชะงักไปหนึ่งจังหวะ เหวินฮุ่ยเฉิงจึงตอบรับว่า "อืม"

เฟยเมี่ยวสัมผัสได้ถึงความไม่สบายใจของเขา ในใจรู้สึกว่าตัองทำอะไรสักอย่าง เขาพลิกตัวกลับมา ดึงมืออีกข้างที่ว่างอยู่ของเหวินฮุ่ยเฉิงมารองที่ข้างแก้มของตน แล้วนอนทับเอาไว้รอบกับของสำคัญ นอนเช่นนี้สบายกว่าหมอนจริงๆ "เจ้าพาข้าไป"

รอยยิ้มอบอุ่นถูกจุดขึ้นมาบนใบหน้า ความไม่สบายใจเล็กๆ ถูกการกระทำคล้ายอยากจะออดอ้อนของคนรัก ทำให้มลายหายไปในชั่วพลิบตา "ย่อมได้"

ที่หน้าตำหนักเหยียนเต๋อ หมิงเจ๋อยืนขวางทางเอาไว้ ไม่ยอมให้เฟยเมี่ยวเข้าไปข้างใน แม้ว่าจะรู้สถานะของคนผู้นี้แล้ว แต่คนที่เคยใช้กระบี่ทำร้ายองค์รัชทายาท จะปล่อยให้เข้าไปได้อย่างไร "องค์ชายโปรดอภัย หม่อมฉันไม่สามารถให้พระองค์เสด็จเข้าไปได้พ่ะย่ะค่ะ"

"เจ้าเรียกใครว่าองค์ชายเฟยเมี่ยวเลิกคิ้วขึ้นมองด้วยท่าทีเกียจคร้าน "ข้าก็แค่มาเยี่ยมเขา"

"ไม่ได้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ"

เฟยเมี่ยวจ้องตากับหมิงเจ๋อสักพัก แม้อยากจะบุกเข้าไปเสียให้จบๆ ไป แต่เขาก็ไม่ได้อยากจะสร้างความลำบากใจให้ผู้ใดอีก เรื่องพวกนี้เดิมทีมิใช่เรื่องของเขา มีเพียงเรื่องของหยางจินเหลียงที่ยังคงรบกวนจิตใจอยู่บ้าง ในเมื่อจะจากไปแล้ว เขาก็ไม่อยากมีอะไรที่ค้างคาใจ

นานทีเดียวเฟยเมี่ยวจึงถอนหายใจออกมา เขาหันไปกล่าวกับเหวินฮุ่ยเฉิงว่า "เรากลับกันเถอะ"

"หากเจ้าอยากเข้าไป ข้าจะช่วย"

"ช่างเถอะ แค่นี้ก็ทำให้พวกเขาเดือดร้อนมากพอแล้ว"

เหวินฮุ่ยเฉิงสังเกตใบหน้างามของเฟยเมี่ยวคราหนึ่ง เมื่อไม่เห็นร่องรอยของความอาลัยอาวรใด เขาจึงกล่าวอย่างโล่งใจว่า "อืม"

แต่ก้าวเท้าออกห่างตำหนักเหยียนเต๋อได้เพียงสามก้าว ก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านใน เอ่ยรั้งเอาไว้เสียก่อน "หมิงเจ๋อให้อวี่เอ๋อร์เข้ามา"

"เจ้ารออยู่ที่นี่เฟยเมี่ยวเตรียมจะเดินเข้าไปด้านใน ชายเสื้อของตนกลับถูกเหวินฮุ่ยเฉิงดึงรั้งเอาไว้ เมื่อสบตากับดวงตาคม เขาก็ได้เห็นความกังวนใจอยู่ในนั้นเต็มไปหมด เฟยเมี่ยวจับมือหนามาบีบเบาๆ "ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว"

รอจนเหวินฮุ่ยเฉิงพยักหน้ารับ เฟยเมี่ยวจึงเดินเข้าไปในตำหนักเหยียนเต๋อ บนเตียงมีร่างของหยางจินเหลียงนั่งพิงหัวเตียงอยู่ แม้ว่าจะมีรอยยิ้มประดับใบหน้าเฉกเช่นทุกครั้ง แต่รอยยิ้มนี้กลับไม่น่ามองเอาเสียเลยในสายตาของเฟยเมี่ยว

เฟยเมี่ยวเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่าย "อาการบาดเจ็บเป็นอย่างไรบ้าง"

"ไม่มีบาดแผล ล้วนดีขึ้นแล้วหยางจินเหลียงในวันนี้ยังคงตอบคำถามเขาอย่างใจเย็นเช่นเดิม เพียงแต่น้ำเสียงอ่อนแรงลงไปมาก คล้ายกับ…

"ดีแล้วเฟยเมี่ยวเลือกที่จะมองข้ามทุกอย่างไป แล้วกล่าวต่อ "เห็นท่านหายดีแล้ว ข้าก็สบายใจ"

หากย้อนเวลากลับไปได้ เจ้าจะยังกระทำเช่นนี้หรือไม่

คำถามนี้ของหยางจินเหลียง ทำให้เฟยเมี่ยวชะงักไปเล็กน้อย เขาทำใจไว้บ้างแล้วว่าอย่างไรก็คงถูกถามเช่นนี้ เพียงแต่ไม่นึกว่าคนถามจะถามออกมาตรงๆ ไม่อ้อมค้อมจนเขาเรียบเรียงคำพูดไม่ถูกอยู่ชั่วครู่ 

"ว่าอย่างไรหยางจินเหลียงถามย้ำทั้งรอยยิ้ม

เสียงถอนหายใจดังขึ้นแผ่วเบา เฟยเมี่ยวกล่าวว่า “แต่เดิมข้าก็มิใช่คนดีอะไร ท่านจะโกรธข้า เกลียดชังข้า สาปแช่งข้าก็ได้ เพียงแต่ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ ข้าก็ยังจะทำเช่นนี้

หยางจินเหลียงแค่นยิ้มเย้ยหยัน ดูแล้วคงเป็นการเย้ยหยันตนเองเสียมากกว่า “แน่นอนว่ายามนี้พี่โกรธเจ้ายิ่งนัก เพียงแต่ว่าพี่ชายโง่เขลาที่ผ่านมา รู้สึกรักและเอ็นดูเจ้ายิ่งกว่าสิ่งใด แม้ว่าจะไร้วาสนาได้เคียงคู่ ความรักที่มีให้เจ้าก็มีได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย แล้วจะให้ข้าสาปแช่งน้องชายของตนเองได้อย่างไร

หลังจากที่ฟื้นขึ้นมา เขาก็ได้รู้จากปากของเสด็จพ่อถึงความจริงทุกอย่าง ทัังยังรู้ว่าคนที่ช่วยตนเอาไว้ก็คืออวี่เอ๋อร์ เดิมก็ไม่ได้มีความรู้สึกโกรธอีกฝ่ายอยู่แล้ว ในเมื่อเขาเป็นคนวิ่งเข้าไปรับกระบี่นั้นเอง ย่อมรู้ผลลับของมันอยู่แล้ว

ข้า...ขอโทษ

อวี่เอ๋อร์ เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว พี่เพียงมีคำถามอยากถามเจ้าสักคำ” หยางจินเหลียงสบตากับเฟยเมี่ยวอย่างจริงจัง “ที่ผ่านมาตัวเจ้าอยู่ที่นี่ แต่ใจของเจ้าเล่าอยู่ที่ใด

อย่างน้อยเขาก็เพียงอยากจะรู้ว่า ในใจของอวี่เอ๋อร์นั้นมีผู้อื่นหรือไม่ ในเวลาที่อยู่ด้วยกัน อาจจะเป็นเพราะว่าหากอวี่เอ๋อร์ยังไม่มีผู้ใดอยู่ในใจ เขาจะยังสามารถหลอกตัวเองได้ ว่าต่อให้หลงเหลือเพียงความสัมพันธ์ระหว่างสายเลือด เขาก็จะยังไม่เสียอวี่เอ๋อร์ให้กับใคร

เฟยเมี่ยวชะงักไป ก่อนจะตอบกลับไปตามความจริงว่า “คนคนหนึ่ง

เช่นนั้นหรือหยางจินเหลียงพึมพำ "ยามนี้เล่า คนผู้นั้นอยู่ที่ใด

ข้าก็ไม่รู้...

ดวงตาคมหลับลงด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเฟยเมี่ยวยังคงยืนอยู่ หยางจินเหลียงจึงกล่าวยิ้มๆ “เจ้าไปเถอะ ไม่ต้องห่วงพี่ ความเศร้านี้ไม่นานก็จางหายไป พี่หวังเพียงอยากเห็นเจ้ามีความสุขเท่านั้น

เฟยเมี่ยงช่างใจสักพักจึงกล่าวว่า “ขอบคุณท่าน

เท้าทั้งสองข้างหนักอึ่งอย่างมิอาจควบคุม เขามีคนที่รัก ย่อมรู้ว่าการต้องมารับรู้ว่าคนที่ตนเองรักนั้นหักหลัง มันเจ็บปวดเพียงใด เมื่อก่อนเคยคิดว่า ต่อให้มือคู่นี้จะแปดเปื้อนเลือดของผู้คนที่นี่มากเท่าใดก็ช่างเถอะ จะต้องทำร้ายจิตใจหรือทำลายชีวิตใคร เขาก็คงจะทนได้ 

อดทนแบกรับความผิดบาปเอาไว้ กักเก็บและกลบฝังความสงสารในใจเอาไว้ให้ลึกที่สุด ความใจร้ายของเขา เมื่อเทียบกับการที่ต้องรับรู้ว่าตนเองพรากจากคนรักแล้ว มันกลับเทียบกันมิได้เลย ทำทำร้ายผู้อื่นแล้วอย่างไรเล่า เพื่อแลกกับการได้กลับไปหาอาจวิน มันคุ้มกันแล้วมิใช่หรือ

แต่ยามนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับหยางจินเหลียงที่ไร้ซึ่งความผิด เฟยเมี่ยวกลับรู้สึกว่าตนเองได้ทำลายความรู้สึกของคนดีๆ คนหนึ่งจนพังไปแล้ว บาปกรรมครั้งนี้ จะชดใช้อย่างไรได้หมดเล่า คิดไปก็ได้แต่ทอดถอนใจอย่างปลงตก เท้าที่เกือบจะเดินถึงประตูทางออกชะงักงัน เมื่อตรงหน้าของเขาคือภาพโฮโลแกมของเฉินเยว่ ที่ยืนนิ่งอยู่

เฟยเมี่ยวมองตามสายตาที่ไม่ได้มีเขาสะท้อนอยู่ในนั้นไป พบว่าเฉินเยว่กำลังมองหยางจินเหลียงที่อยู่บนเตียง เมื่อหันกลับมามองอีกครั้งก็พบว่าร่างโฮโลแกมของเฉินเยว่นั้น เดินผ่านหน้าตนเองตรงไปทางหยางจินเหลียงโดยที่ไม่พูดไม่จา 

ร่างระหงส์ของเฟยเมี่ยวมองการกระทำของเฉินเยว่ไม่คาดสายตา แล้วก็ต้องเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เมื่อเขาได้เห็นสิ่งที่ไม่คาดคิด ร่างโฮโลแกมของเฉินเยว่เดินไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของหยางจินเหลียง เฉินเยว่โน้มตัวลงไป ให้ใบหน้าของตนอยู่ในระดับเดียวกันกับอีกฝ่าย

จากนั้นเฟยเมี่ยวก็เห็น ริมฝีปากของเฉินเยว่และหยางจินเหลียงประกบกัน โดยฝีมือของพระเจ้าร่างโฮโลแกม…

มารดามันเถอะ! นี่เขามายืนทำอะไรตรงนี้!?



ขออนุญาตมาหย่อนนิยายเรื่องใหม่ ที่กำลังอัพอยู่ในตอนนี้ค่ะ เถียนซินมีโปรเจคที่แอบซุ่มทำ เพื่อออกในงานสัปดาห์หนังสือเดือน มีนาคม 2020 ซึ่งด้วยนิยายเรื่อง หนทางสู่การเป็นท่านจอมมารนั้น ได้ปิดต้นฉบับลงแล้ว จึงเริ่มอัพอีกเรื่องลงเว็บได้ อย่างไรหากรีดเดอร์ท่านไหนสนใจ ก็สามารถแวะเวียนไปอ่านแบบเรียลไทม์ก่อนที่จะมีการทะยอยปิดตอนได้นะคะ กำหนดการอัพของเรื่องนั้นคือ วันเว้นวัน ครั้งละ50% ค่ะ 


ชื่อเรื่อง หนทางสู่ชีวิตอันสงบสุข ของโจรวิ่งราวอันดับหนึ่ง

แนวเรื่อง คอมเมดี้ จีนโบราณ ทะลุมิติ 


คำโปรย 

ซุนลู่หยุนวิ่งราวหาเลี้ยงชีพอยู่ดีๆ ก็ตกท่อตาย บัดซบ! จะมาทำถนนอะไรกันตอนนี้ เขาสัญญากับตัวเองว่าหากได้เกิดใหม่จะกลับใจเป็นคนดี แต่พอเกิดใหม่อีกทีดันกลายเป็นขอทานอยู่ข้างถนน แล้วถนนที่ว่าก็ไม่ใช่เมืองหลวงศิวิไล แต่เป็นเมืองเฉิงตู เมืองหลวงของแคว้นอะไรสักอย่างที่ชื่อจำโคตรยาก จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ต้องมีเงิน ขอทานที่ไหนมีเงินล่ะแม่ ถ้าเป็นแบบนี้มันก็ต้อง ทำอาชีพเดิมไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน 


  

 

พูดคุยกับเถียนซินได้ที่

เพจ เถียนซิน

ทวิตเตอร์ @Hanfeng62416408

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 103 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,131 ความคิดเห็น

  1. #1107 littlefoolmoon (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 / 22:51
    นี่ไง เป็นพระเจ้าซะอย่างจะไปตายแทนคนอื่นทำไม ก็ทำให้เขาไม่ตายก็สิ้นเรื่อง
    #1,107
    0
  2. #1066 K.white wine (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 20:03
    ภอยออกมาเถอะเฟยเมี่ยว คนเขาจะสวีทกัน!!!!
    #1,066
    0
  3. #952 DBJJKM97 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 00:48
    สงสารจิงเหลียงอ่ะรักต้องห้ามหน่วงมากกก
    #952
    0
  4. #872 PPPWVB (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 18:49

    แงงงง เส้า แต่อยากบอกว่าสนุกมากๆๆๆๆเลยค่ะ น่าติดตามมากๆเลย รอนะคะ
    #872
    1
    • #872-1 Hanfeng(จากตอนที่ 35)
      10 ธันวาคม 2562 / 18:50
      งืออออ ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ
      #872-1
  5. #869 sayupung (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 21:03
    หน่วงจังเลยตอนนี้ ฮืออ สงสารทุกคน
    #869
    0
  6. #868 Sea45678 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 05:25

    สุขไม่สุดค่ะ มันมีสิ่งหน่วงไว้._.
    #868
    0