หนทางสู่การเป็นท่านจอมมาร [สนพ.NanaNaRis YBooks]

ตอนที่ 34 : บทที่.28 หรือท่านคิดว่า ผู้ที่ถูกทอดทิ้งนั้นไร้หัวใจหรือ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,285
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 132 ครั้ง
    27 พ.ย. 62

บทที่.28

หรือท่านคิดว่า ผู้ที่ถูกทอดทิ้งนั้นไร้หัวใจหรือ

"จริงสิ" หยางจินเหลียงคล้ายเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบกล่าว "ยามอุ้ยวันนี้ ข้าจะพาเจ้าไปพบเสด็จแม่"

คิ้วหงส์ขมวดเข้าหากัน เสด็จแม่ของหยางจินเหลียง? คงไม่พ้นเรียกไปดูตัวว่าที่ลูกสะใภ้เป็นแน่ เฟยเมี่ยวลอบมองหยางจินเหลียงด้วยแววตาขุ่นเคือง เหตุใดรัชทายาทผู้มีรอยยิ้มเจิดจ้าราวกับแสงสุริยัน จึงได้สร้างปัญหาให้เขาได้เก่งนักเล่า? มารดาเจ้านี่เถอะ!

ด่าในใจก็แล้ว เบื่อหน่ายจนไม่รู้จะเบื่ออย่างไรก็แล้ว เฟยเมี่ยวจึงตอบรับว่า "ได้"

เสี่ยวไป๋ใช้แรงจากหางฟาดไปที่ผ้านวมย้ำๆ เพื่อประท้วงคนงามที่บีบคอตนอยู่ เจ้าลูกจิ้งจอกสารเลว ขู่เข็นผู้อื่นถึงเพียงนี้นิสัยเสียเกินไปแล้ว ไม่บอกก็ไม่บอกสิ ข้าดูเป็นแมวที่หุนหันพลันแล่นหรือ! 'แอ่ก เจ้าหนูเฟย อวี่ แงว ปล่อยข้า!'

เฟยเมี่ยวเมินเสียงร้องโหยหวนของเจ้าเสี่ยวไป๋ไปแล้ว เป็นหยางจินเหลียงที่สังเกตเห็น จึงเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย "แมวตัวนี้ มาจากที่ใด"

"หลงมา" ปรายตามองดวงตาสีอำพันที่เรืองรองคราหนึ่ง เฟยเมี่ยวก็กล่าวต่อว่า "ตื่นมาก็เห็นมันแล้ว"

"อ้อ" หยางจินเหลียงยื่นมือออกไป หมายจะจับตัวของเสี่ยวไป๋ แต่กลับถูกเสี่ยวไป๋กางกลงเล็บตะปบ จนเกือบจะชักมือกลับไม่ทัน "ดุจริง แมวป่าหรือ?"

"แค่แมวอัปลักษณ์ตัวเดียว จะสนใจไปใย"

'จิ้งจอกสารเลว เจ้าน่ะสิอัปลักษณ์! คอยดูข้าจะฟ้องนายท่าน ข้าจะ อ๊าก!!'

เฟยเมี่ยวออกแรงเพียงนิด สะบัดข้อมือคราหนึ่งก็เหวี่ยงเจ้าเสี่ยวไป๋ออกไปพ้นหน้าได้แล้ว จากนั้นก็เลินสนใจมันอีก "ข้า หิวแล้ว"

หยางจินเหลียงมองตามร่างของแมวดำ ที่ถูกโยนออกไปไกลตาไม่กระพริบ เมื่อเสียงของเฟยเมี่ยวดังขึ้นอีกครั้งเขาถึงได้สติกลับมา "อะ เอ่อ เช่นนั้นเจ้ารอก่อน ข้าจะบอกให้คนตั้งสำหรับ"

เมื่อหยางจินเหลียงออกคำสั่ง ก็พบว่าสำหรับอาหารถูกจัดไว้รอแล้ว ล้วนเป็นอาหารบำรุงเลิศรสจากห้องเครื่องของวังหลวงทั้งสิ้น หยางจินเหลียงพยุงเขามานั่งที่โต๊ะ แล้วจัดการคีบอาหารให้ด้วยตนเอง น่องไก่น่องหนึ่งถูกวางไว้บนชามข้าวของเขา "อวี่เอ๋อร์ไก่อบสมุนไพรนี่รสเลิศนัก เจ้ากินให้มากหน่อย"

เฟยเมี่ยวยิ้มรับ คีบน่องไก่มากัดหนึ่งคำ พบว่าออกจะมีรสชาติจืดชืดไปสักหน่อย เมื่อลองชิมอาหารจานอื่นไม่ว่าจะเป็นปลาหรือผัก ก็ล้วนจืดชืดมิต่างกัน หรือว่าในวังหลวงนิยมทานอาหารไร้รสชาติหรือ

หยางจินเหลียงคีบผัดผักให้เขา "รสชาติถูกปากหรือไม่"

เฟยเมี่ยวกล่าวเสียงเอื่อยตามความจริงว่า "จืด"

คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน หยางจินเหลียงลองชิมดูบ้าง พบกว่าก็เป็นรสชาติปกติที่ห้องเครื่องทำ จึงนึกได้ว่าอาหารส่วนใหญ่ที่ยกมาขึ้นโต๊ะ เป็นตำหรับอาหารกึ่งยาบำรุง ด้วยพระวรกายของเหล่าองค์ชายนั้นสำคัญยิ่ง จึงมิค่อยได้กินอาหารที่ผิดแผกไปจากที่ห้องเครื่องจัดมามากนัก ส่วนคนงามของเขานั้นอยู่นอกวังมาตลอด คงกินอาหารที่รสชาติจัดจ้านกว่านี้จนเคยชิน มิใช่เรื่องแปลกหากอวี่เอ๋อร์จะไม่ถูกปากอาหารเหล่านี้

ด้วยกลัวว่าเฟยเมี่ยวจะกินข้าวได้น้อย หยางจินเหลียงจึงเสนอความคิด "หรือให้แม่ครัวทำให้เจ้าใหม่ดีหรือไม่"

"กินได้" เฟยเมี่ยวคีบก้านผักใส่ปากแล้วเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน "มิต้องลำบากไปทำใหม่ให้เสียของหรอก"

ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เขาก็กินผักและเนื้อปลาได้แล้ว แม้จะยังคงไม่ชอบเหมือนเดิม แต่ก็รู้สึกว่ามิใช่เรื่องใหญ่หากจะต้องกินของที่ไม่ชอบเหล่านี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะต้องกินเพื่อให้อยู่รอด หรือเพราะไม่มีใครอยู่รับฟังเวลาที่เขาบ่นแล้ว ไม่สามารถเอาแต่ใจได้แล้ว จึงมิได้ใส่ใจมากนักว่าตนเองจะกินอะไรเข้าไปบ้าง 

เฟยเมี่ยวฝืนกินไปอีกหลายคำ ก็ยังไม่รู้สึกถึงความอร่อยของอาหารมื้อนี้ ในที่สุดเขาก็กินต่อไปไม่ไหว ต้องวางตะเกียบลงแล้วดื่มน้ำล้างปาก

หยางจินเหลียงเห็นเขาไม่กินแล้ว ก็หมดความอยากอาหารเช่นกัน จึงสั่นให้คนมาเก็บสำหรับออกไป "เราไปเดินเล่นในอุทยานหลวงดีหรือไม่"

"อืม"

เหล่าขันทีและนางกำนั้นตั้งแต่หน้าตำหนักเหยียนเต๋อไป จนถึงอุทยานหลวงต่างแทบสิ้นสติ เมื่อมองเห็นภาพขบวนเสด็จขององค์รัชทายาทที่แตกต่างจากทุกวัน ที่ว่าต่างนั่นก็เพราะองค์รัชทายาทนั้นหาได้มาผู้เดียวไม่ ยังมีโฉมสะคราญผู้หนึ่ง ที่งดงามดั่งจิ้งจอกในแดนมายาที่เขาล่ำลือกันนั่งอยู่ข้างกายไม่ห่าง

เฟยเมี่ยวทอดสายตามองดอกไม้ใบหญ้า ในใจยังครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆ มากมายหากพบหน้ามารดาของหยางจินเหลียงแล้ว เขาควรทำตัวเช่นไรดี แสงแดดวันนี้มีไม่มากนัก แต่อากาศกลับร้อนอบอ่าวจนเหงื่อเริ่มซึม เดินได้ไม่นานใบหน้างามก็แดงระเรื่อด้วยเพราะร้อนเกินไป 

หยางจินเหลียงหยิบผ้าปักออกมาจากอกเสื้อ เช็ดไปตามกรอบหน้าของเฟยเมี่ยวอย่างเบามือ "อวี่เอ๋อร์ เราไปพักที่ศาลาริมสระบัวตรงนั้นดีหรือไม่"

เฟยเมี่ยวมองตามทิศทางที่นิ้วแกร่งชี้ไป ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างว่างาน เมื่อนั่งลงในศาลาเรียบร้อยแล้ว นางกำนั้นก็เข้ามาชากาใหม่อย่างประณีต กลิ่นของใบชาหอมกำจายไปทั่วบริเวณ เฟยเมี่ยวยกชาร้อนขึ้นมาเป่าไล่ควันก่อนจะค่อยๆ ละเลียดชิมรสชาติของมัน 

เฟยเมี่ยวลอบมองหยางจินเหลียงอย่างพินิจ ตั้งแต่คราแรกที่พบกันเมื่อคิดให้ดีแล้ว เขานั้นรู้จักอีกฝ่ายเพียงผิวเผินเท่านั้น นอกจากความรู้สึกที่ว่าชอบพอเขา เฟยเมี่ยวไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอีกฝ่ายเลย 

บทสนทนาเรื่อยเปื่อยถูกเริ่ม โดยที่เฟยเมี่ยวเป็นคนเอ่ยปากก่อน "ท่าน…องค์รัชทายาททรงมีงานอดิเรกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"

"พูดตามที่เจ้าถนัดเถอะ อย่าฝืนเลย" หยางจินเหลียงกล่าวยิ้มๆ "ข้าชอบซ้อมกระบี่ ยิงธนู แล้วก็คัดตำรา"

"นี่คืองานอดิเรกหรือ" เฟยเมี่ยวถามอย่างงุงงง "ทำเช่นนั้นจะผ่อนคลายได้อย่างไร"

ที่หยางจินเหลียงกล่าวมาทั้งหมด นั่นเขาเรียกว่างานอดิเรกได้หรือ ซ้อมกระบี่ ยิงธนู คัดตำรา พอฟังแล้ว เหตุใดจึงรู้สึกเหนื่อยแล้วเล่า 

พอเห็นใบหน้างามคล้ายมิเข้าใจสิ่งที่ตนกล่าว หยางจินเหลียงก็หัวเราะออกมาอย่างมิเก็บอาการ "หึ เจ้าข้องใจกับเรื่องสนุกของข้าหรือ"

เฟยเมี่ยวพยักหน้ารับ "ข้าไม่เข้าใจ เรื่องพวกนั้นล้วนเหนื่อยยาก เหตุใดท่านจึงบอกว่าเป็นงานอดิเรกเล่า"

"เพราะข้าชอบอย่างไรเล่า" เลื่อนจานขนมดอกกุ้ยให้เฟยเมี่ยวแล้วกล่าวว่า "อวี่เอ๋อร์สิ่งที่ทำนั้น ขอเพียงเป็นสิ่งที่เราชมชอบ ไม่ว่าจะทำสิ่งนั้นเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ก็จะไม่มีคำว่าเหน็ดเหนื่อย"

"แล้วท่านชอบอ่านตำราเกี่ยวกับอะไร?"

"ย่อมเป็นการปกครองแว่นแคว้น และการเป็นกษัตริย์ที่ดี"

เฟยเมี่ยวพยายามอย่างยิ่ง ที่จะไม่ขมวดคิ้วใส่อีกฝ่าย "ของพวกนี้ ท่านบอกว่าสนุกหรือ?"

"ปฐมกษัตริย์ทิ้งสมบัติทางปัญญาเอาไว้ในคนรุ่นหลังมากมายนัก ข้าอยากจะเป็นให้ได้อย่างเสด็จพ่อ ปกครอบแว่นแคว้น รวมสามแคว้นให้เป็นปึกแผ่น เป็นจักรพรรดิที่ปวงประชารักใคร่"

คล้ายถูกคำพูดนี้ของหยางจินเหลียงดึงดูด เฟยเมี่ยวเท้าคางมองอีกฝ่ายตาไม่กระพริบ คนผู้นี้ทั้งในยามแรกพบ ยามที่ตามตอแยเขา พร่ำบอกว่าชอบเขา นับว่าเป็นตัวน่ารำคาญอย่างยิ่ง แต่พอพูดถึงการปกครองชาติบ้านเมือง กลับมีกลิ่นอายของความเป็นอัจฉริยบุรุษเข้มข้นแผ่ออกมา อืม อาจจะน่าสนใจกว่าที่คิดก็เป็นได้

ด้วยความนึกสนุก เฟยเมี่ยวจึงถามต่อว่า "แล้วเหตุใดท่านจึงชอบข้าเล่า"

ความเงียบเข้ามาครอบงำพื้นที่โดยรอบ เฟยเมี่ยวประสานสายตากับดวงตาคมไม่หลบหลีก ผ่านไปเนิ่นนานก็เป็นเฟยเมี่ยวที่หลุดขำพรืดออกมา เขายกชายเสื้อขึ้นมาปิดบังใบหน้าเอาไว้ แล้วหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ 

"เจ้าขบขันเรื่องใด?" หยางจินเหลียงเกาแก้มแกรกๆ อย่างมิรู้จะวางตัวเช่นไรดี เป็นเพราะรอยยิ้มเวลาหัวเราะของอวี่เอ๋อร์น่ามองเกินไป เขาจึงทำตัวไม่ถูก 

"หึ" เฟยเมี่ยวมิตอบคำถามของอีกฝ่าย เขายังคงลอบมองใบหูที่ขึ้นสีแดงระเรื่อนั้นอย่างขบขัน แค่ถูกเขาถามว่าเหตุใดจึงชมชอบเขาเท่านั้น ก็ถึงกับเขินอายเชียวหรือ ไม่เอาน่าชายชาตินักรบ ตกม้าตายง่ายเกินไปหน่อยกระมัง

หยางจินเหลียงมองเห็นสายตาของเฟยเมี่ยวที่จ้องมองใบหูของตน ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตนถูกคนงามกลั่นแกล้งแล้ว มือหนายกขึ้นไปปิดใบหูเอาไว้ ทั้งยังถลึงตามองเฟยเมี่ยวอย่างเอาเรื่อง "เจ้าแกล้งข้า!"

"ใครให้ท่านไร้เดียงสานักเล่า"

"ข้าเปล่า"

"เห็นอยู่ชัดๆ ยังจะเถียงอีก" เฟยเมี่ยวกล่าวไปก็หัวเราะไปด้วย "คำถามแค่นี้ท่านยังเขินอาย กลับกล้าพูดเรื่องแต่งงานกับข้า ช่างแปลกคนเสียจริง"

หยางจินเหลียงรีบกล่าว "อวี่เอ๋อร์ เรื่องแต่งงานข้าจริงจัง หาได้คิดเย้าเจ้าเล่นไม่"

เฟยเมี่ยวถามกลับว่า "เช่นนั้น ท่านชอบข้าที่ใดเล่า คำตอบที่ง่ายดายเช่นนี้ท่านยังให้ข้ามิได้ ข้าจะฝากชีวิตไว้กับท่านได้อย่างไร"

"ข้าชอบเจ้าที่เจ้าอ่อนหวาน ข้าชอบที่เจ้าที่เล่นกู่ฉินได้ไพเราะนัก ข้าชอบเจ้าที่ใจดี ข้าอยากปกป้องเจ้า"

ครั้งนี้เฟยเมี่ยวทำเพียงเลิกคิ้วขึ้น มองใบหน้าของหยางจินเหลียงนิ่งๆ เขาถามคำถามที่รู้อยู่แก่ใจ "ที่ท่านกล่าวมา ใช่ข้าแน่หรือ"

"หมายความว่าอย่างไร?"

"พระอัครมเหสีเสด็จ!"

ขันทีที่ยืนรออยู่ด้านนอกต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงกับพื้น เสียงถวายพระพรดังกึกก็อง เฟยเมี่ยวเดินตามหยางจินเหลียงออกไปด้านหน้า ก็มหน้าลงต่ำตามคนข้างกาย แล้วกล่าวถวายพระพรพระอัครมเหสีแห่งแคว้นหยางอย่างสงบเสงี่ยม

"คนผู้นี้หรือที่ฝ่าบาททรงตรัสถึง" พระอัครมเหสีเฉียนหรูรับสั่งถามรัชทายาทผู้ทรงเป็นบุตรชายของตน แล้วลอบสังเกตเส้นผมสีแปลกตาของเฟยเมี่ยวไปพลาง

หยางจินเหลียงตอบกลับอย่างรวดเร็วว่า "พ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ ก็คือคนผู้นี้

เฟยเมี่ยวสบตากับดวงตาที่งดงามราวดวงดาวสุขสกาว ของผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมารดาของแผ่นดินอย่างไม่หลบซ่อน เขาระบายรอยยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ให้ความรู้สึกสบายๆ มิได้หวั่นเกรงคนตรงหน้าแม้เพียงครึ่งส่วน 

พระอัครมเหสีเฉียนหรูเห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มอ่อน งดงามอย่างไรก็เป็นบุรุษ แม้ภายนอกจะเป็นชายงามล่มเมือง แต่แววตาหงส์ที่มองนางนั้น ก็ยังคงมีสายตาของความเป็นบุรุษอยู่ ช่างแตกต่างจากชายงามที่นางเคยพบ "เจ้าชื่ออะไร"

"ทูลพระอัครมเหสี กระหม่อมหลิ่งเฟยอวี่พ่ะย่ะค่ะ"

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน "เหตุใดไม่เรียกข้าว่าเสด็จแม่ เหมือนองค์รัชทายาทเล่า"

"กระหม่อมมิกล้า" หากเรียกหญิงผู้นี้ลเป็นมารดา แล้วท่านแม่ที่แดนมายารู้เข้า เขายังจะมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่เล่า?

พระอัครมเหสีเฉียนหรูมิถือสาเฟยเมี่ยวอีก เพียวกล่าวว่า "ฝ่าบาทเสด็จไปที่วัดหนิงเจี้ยนแล้ว ให้ข้ามาตามพวกเจ้าสองคน"

"เสด็จแม่ทรงเหน็ดเหนื่อยเพราะลูกแล้ว" หยางจินเหลียงเดินเข้าไปประคองมือของมารดา

"ขอบพระทัย ที่พระอัครมเหสีทรงใส่พระทัยพ่ะย่ะค่ะ" เฟยเมี่ยวเพียงเอ่ยขอบคุณตามทำเนียม ก่อนจะหันมากระซิบถามหยางจินเหลียงเสียงเบาว่า "วัดหนิงเจี้ยนคือที่ใด"

"อารามหลวงของราชวัง"

"...อ้อ" นึกย้อนไปถึงเขตแดนขับไล่ปีศาจที่เคยคุยกับเหวินฮุ่ยเฉิง อารามหลวงที่ว่านั่น คงเป็นสถานที่ที่พระสังฆราชที่เก่งกาจผู้นั้นอาศัยอยู่เป็นแน่ นี่มิใช่ว่าเขากำลังจะเดินเข้าไปหาของแสลงหรือ?

ขบวนเสด็จยิ่งใหญ่เดินทางมุ่งหน้าไปที่อารามหลวงทันที หยางจินเหลียงถูกมารดาไล่ให้ขี่ม้านำขบวนเสด็จ ส่วนเฟยเมี่ยวนั้นถูกพระอัครมเหสีเฉียนหรูออกคำสั่งสั่งแกมบังคับให้ขึ้นไปนั่งบนรถม้าด้วยกัน 

ระหว่างทาง พระอัครมเหสีเฉียนหรูก็พยายามหาเรื่องชวนเฟยเมี่ยวพูดคุย ด้วยคนที่บุตรชายของนางถูกตาต้องใจนั้นดูแปลกประหลาดมาก นางเคยพบเจอคนมาทุกรูปแบบ แต่ไม่เคยพบคนที่ที่มีโชคใหญ่มากองอยู่ตรงหน้า แต่ทำตัวเหมือนมิอยากเอื้อมคว้าเช่นนี้ 

เรื่องภายในตำหนักเหยียนเต๋อเมื่อเช้า คนของนางกลับมารายงานให้ฟังแล้ว ทั้งอาการป่วยของคนผู้นี้ และบทสนทนาของเขาที่คุยกับรัชทายาท ล้วนน่าสนใจยิ่ง

"อวี่เอ๋อร์ ข้าเรียกเจ้าเช่นนี้ได้หรือไม่?" 

"ย่อมได้พ่ะย่ะค่ะ"

"เช่นนั้น อวี่เอ๋อร์เจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร พื้นเพเป็นคนแคว้นใดหรือ" พระอัครมเหสีเฉียนรู้เอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา

เฟยเมี่ยวตอบกลับเสียงเรียบว่า "กระหม่อมเติบโตที่แคว้นเว่ย นับว่าพื้นเพมาจากแคว้นเว่ย มารดาบุญธรรมเพียงเปิดกิจการเล็กๆ ก่อนจะปิดตัวลงเมื่อหลายเดือนก่อนพ่ะย่ะค่ะ"

ฟังเขาเล่าแล้ว คิ้วหงส์ก็ชนเข้าหากันด้วยความแปลกใจ พระอัครมเหสีเฉียนหรูถามต่อว่า "แล้วบิดามารดาของเจ้าเล่า ไปที่ใด เหตุใดจึงเอ่ยถึงเพียงมารดาบุญธรรม"

เฟยเมี่ยวปรายตามองนางคราหนึ่ง แล้วกล่าวทั้งรอยยิ้มว่า "ที่มิได้กล่าวถึงนั้น เป็นเพราะไม่มีพ่ะย่ะค่ะ"

ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ พระอัครมเหสีเฉียนหรูนิ่งไป ด้วยคิดว่าตนนั้นคงไปสะกิดแผลใจของเฟยเมี่ยวเข้า จึงมิกล้าเอ่ยถามสิ่งใดอีก จนกระทั่งมาถึงที่วัดหนิงเจี้ยน เหล่าข้ารับใช้ทั้งหมดไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในอารามหลวง มีเพียงเฟยเมี่ยว หยางจินเหลียงและพระอัครมเหสีเฉียนหรูเท่านั้นที่สามารถเข้าไปด้านในได้

เฟยเมี่ยวหยุดยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ ในสายตาของเขายามนี้นั้น มีม่านพลังสีทองอาร่ามขวางกั้นอยู่ ไม่แน่ใจว่าตนเองยามนี้ จะสามารถผ่านเข้าไปได้หรือไม่ เมื่อสบตากับหยางจินเหลียงที่หันมามอง เขาจึงยิ้มน้อยๆ แล้วกลั่นใจก้าวเดินเข้าไป เพียงก้าวเท้าเหยียบเข้าไปในบริเวณอาราม ก็คล้ายได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังสนั่นอยู่ในหู แต่มิสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ภายในวัดล้อมรอบด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์ มีพระใหญ่ตั้งอยู่ ด้วยพื้นฐานของแคว้นหยางนั้น ราชวงศ์นับถือพุทธเป็นส่วนใหญ่ น้อยคนนักที่จะผิดแผกไปนับถือเต๋า การมาที่นี่ทุกๆ เจ็ดวันจึงมิใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ด้วยวัดหนิงเจี้ยนนั้นอยู่ใกล้กับพระราชวังเป็นอย่างมาก จึงเดินทางไปมาไม่ลำบาก

เป็นพระอัครมเหสีเฉียนหรูที่เปิดบทสนทนาใหม่ก่อน "ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันพาองค์รัชทายาท และหลิ่งเฟยอวี่มาแล้วเพคะ"

"อืม" จักรพรรดิจิ้นไฉขานรับ "พวกเจ้าเข้ามาจุดธูปขอพรกันก่อน"

เฟยเมี่ยวทำตามอย่างว่าง่าย ในชาติก่อนเองเขาก็นับถือพระพุทธองค์ มากกว่าพระเจ้าสี่ตาที่ชอบทำตัวผุบๆ โผล่ๆ แม้นานครั้งจึงจะมีโอกาสเข้าวัดเข้าวาก็ตาม มายามนี้ตนเองเป็นครึ่งคนครึ่งปีศาจไปแล้ว หากขอพรพระพุทธองค์จะยอมรับฟังหรือไม่หนอ?

พอจุดธูปเสร็จ จักรพรรดิจิ้นไฉก็ทรงเดินนำคนทั้งหมดไปที่ด้านหลังอาราม เฟยเมี่ยวพบว่ามีประตูบานใหญ่อีกชั้นที่ขวางกั่นอยู่ ป้ายสลักอักษรขนาดใหญ่ว่า 'สุสานบรรพชนสกุลหยาง' สกุลหยาง? สุสานหลวง?

เฟยเมี่ยวลอบถามหยางจินเหลียงเสียงเบาว่า "เรามาที่นี่ทำไมหรือ"

หยางจินเหลียงมิตอบคำถามของเขา เพียงยิ้มเล็กน้อย แล้วมองไปทางบิดากับมารดาที่มองตนอยู่อย่างสงบนิ่ง "เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ นี่หรือว่า"

"เหลียงเอ๋อร์ เจ้าเงียบก่อน" พระอัครมเหสีเฉียนหรูขัดคำขึ้นมา ก่อนที่หยางจินเหลียงจะกล่าวจบ

จักรพรรดิจิ้นไฉมองใบหน้าของเฟยเมี่ยวด้วยความสงบ ภายในใจกลับร้อนรนราวไฟลวก ทรงรับสั่งถามด้วยความรู้สึกหนักอึ่งในใจ "ข้าขอถามเจ้าในฐานะบิดาของจินเหลียง มิใช่จักรพรรดิ เจ้า...อยากเป็นพระชายาของรัชทายาทหรือไม่"

"..." หะ?

"ยินยอมพร้อมใจที่จะอยู่เป็นคนของสกุลหยาง ตายก็เป็นผีของสกุลหยางหรือไม่?"

"..." เฟยเมี่ยวจนด้วยคำจะกล่าว เขาไม่ได้เตรียมใจว่าการตามหยางจินเหลียงมาที่วัดวันนี้ จะต้องมาฟังคำถามเช่นนี้จากปากของคนผู้นี้เลย จึงมิรู้ว่าควรจะปฏิเสธอย่างไรดี

"อวี่เอ๋อร์ ตอบเสด็จพ่อไปสิ" เฟยเมี่ยวปรายตามองมือหนาที่จับข้อศอกของตนเขย่าเบาๆ คราหนึ่ง ก่อนจะหันมาสบตากับดวงตามังกรของจักรพรรดิจิ้นไฉ ด้วยสายตาเย็นชา

จักรพรรดิจิันไฉเห็นแววตาเช่นนั้นของเขา ก็หัวใจกระตุกไหว เผลอก้าวเท้าถอยหลังไปถึงสองก้าว "เจ้า นี่เจ้า…"

พระอัครมเหสีเห็นจักรพรรดิจิ้นไฉทรงใบหน้าซีดเผือด ก็รีบเข้าไปประคองพระวรกายของพระองค์ไว้ "ฝ่าบาท ทรงเป็นอะไรเพคะ"

เห็นใบหน้าของคนผู้นั้นขางซีดลง เฟยเมี่ยวก็มีรอยยิ้มเบาบาง ในขณะที่หยางจินเหลียง และพระมารดาเริ่มยิ้มไม่ออกแล้ว คนเป็นบิดาแม้ไม่เคยพบหน้าบุตร แต่บุตรมีใบหน้าคล้ายกับมารดาของเขาราวกับแกะ ไหนเลยจะกล้าลืมเลือน เขาตอบคำถามเมื่อครู่ "ที่พระองค์ทรงตรัสถาม กระหม่อมย่อมตอบได้เพียงคำตอบเดียว คือไม่พ่ะย่ะค่ะ"

"อวี่เอ๋อร์…" หยางจินเหลียงมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าที่กลางใจก็มิปาน

"กระหม่อมตอบคำถามของพระองค์แล้ว" ตอนแรกเขาคิดจะดูอีกนิดว่าคนผู้นี้เป็นเช่นไร แต่ยามนี้คงไม่จำเป็นแล้ว "ต่อไป ให้กระหม่อมทรงบังอาจถามพระองค์ สักหลายคำถามได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"

"นี่มันเรื่องอะไรกัน" พระอัครมเหสีเฉียนหรูทรงมองเฟยเมี่ยว สลับกับจักรพรรดิจิ้นไฉไปมาอย่างมิเข้าใจ เดิมนางถูกสามีสั่งให้ไปพาตัวรัชทายาทและเด็กคนนี้มา ด้วยเพราะรัชทายาททูลขอพระราชทานสมรสมิใช่หรือ เหตุใดยามนี้ฝ่าบาทของนางจึงมีท่าทีราวกับจะสิ้นสติเช่นนี้เล่า นี่มันเกิดอะไรขึ้น

แสงสีแดงเพลิงสายหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า ร่างระหงของซูเม่ยอิงและหลิ่งฮวาที่นางกอดไว้ ลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย ซูเม่ยอิงปรายตามองบุรุษบัดซบที่คุ้นเคยกันเมื่อนานมาแล้วคราหนึ่ง ก่อนจะปล่อยให้หลิ่งฮวาเข้าไปหาบุตรชายที่ยืนมองอยู่

เฟยเมี่ยวยิ้มแหย กล่าวเสียงเบาว่า "ท่านแม่"

ซูเม่ยอิงถลึงตามอง "ยังรู้หรือ ว่ามีข้าเป็นมารดา

"นังจิ้งจอก เจ้าหุบปากไป" หลิ่งฮวาหันกลับมาตวาดกร้าว ก่อนจะรีบเข้าไปจับตัวบุตรชายของนาง เพื่อดูว่าตลอดเวลาที่หายไป บุตรชายนั้นได้รับความลำบากบ้างหรือไม่ เมื่อเห็นว่าเขาซูบผอมลงไปมาก หลิ่งฮวาก็ขมวดคิัวจะเป็นปมยุ่ง "เฟยเอ๋อร์เจ้าบอกแม่มา นังจิ้งจอกทำอะไรเจ้า เจ้าจึงหนีมาเช่นนี้"

"ข้ายังมิได้ทำอะไรเลย"

"ข้าบอกให้เจ้าหุบปาก!"

ซูเม่ยอิง "..."

เฟยเมี่ยวรู้สึกกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก เรื่องตรงหน้ายังมิได้สะสาง ไหนเลยปัญหาจึงวิ่งมาหาเขาถึงที่เช่นนี้!

"ผู้หลานคำนับท่านน้า" ปัญหาที่สองยังไม่ทันจบ ปัญหาที่สามก็เข้ามาหาเขาถึงที่ เฟยเมี่ยวมองเหวินฮุ่ยเฉิงที่คำนับมารดาของตนด้วยท่าทางมากมารยาท ทำทีคล้ายมิรู้ว่าเหตุใดมารดาของเขาถึงตามมาถึงที่นี่ ดูก็รู้ว่าเสแสร้ง ท่าทางเช่นนี้เขาทำบ่อย เขารู้!

ว่าแต่ท่านแม่กับเหวินฮุ่ยเฉิงไปรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่?

"เหอะ พาลูกข้าหนีมาไกลถึงเพียงนี้ เจ้าตำหนักเหวินยังเห็นข้าอยู่ในสายตาหรือ" คำกล่าวคล้ายจะตัดพ้อต่อว่า ความจริงคือโยนเผือกร้อนใส่หน้าเจ้าตำหนักเหวินไปเต็มๆ ด้วยคำพูดนี้ของซูเม่ยอิง ทำให้หลิ่งฮวาตวัดสายตามองบุรุษในอาภรณ์สีดำตรงหน้าให้ดีอีกครั้ง ตั้งแต่หัวจรดเท้า 

คนผู้นี้หากว่านางจำไม่ผิด ก็คือคนที่ซูเม่ยอิงขัดขวางมิให้สานสัมพันธ์กับบุตรชายมิใช่หรือ 

เหวินฮุ่ยเฉิงไม่สนใจว่าซูเม่ยอิงจะว่าเช่นไร ยังตอบคำถามทั้งรอยยิ้มว่า "ท่านน้ากล่าวหนักไป เราสองครอบครัวรู้จักกันมานาน อย่างไรวันข้างหน้าก็ยังต้องเกี่ยวดองกัน ผู้หลานจะมิสนใจท่านได้อย่างไร"

"เจ้า!"

เฟยเมี่ยวเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่แล้ว จึงรีบกล่าวกับหลิ่งฮวาว่า "ทำให้ท่านแม่เป็นห่วง ข้านั้นอกตัญญูยิ่งนัก อย่างไรเมื่อกลับโรงเตี๊ยมแล้ว ข้าจะให้คนแซ่ อะแฮ่ม เจ้าตำหนักเหวินเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ท่านฟัง ดีหรือไม่"

หลิ่งฮวาลูบผมของบุตรชายอย่างอ่อนโยน นางกล่าวว่า "ได้"

"เม่ยอิง" คำเรียกที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงนี้ เรียกความสนใจจากคนทั้งหมดให้หันมอง เป็นจักรพรรดิจิ้นไฉที่เอ่ยเรียกซูเม่ยอิงด้วยความรู้สึกหลากหลาย

ซูเม่ยอิงเพียงปรายตามองจักรพรรดิชาวมนุษย์ผู้นี้ ด้วยสายตาว่างเปล่า จากนั้นยังหันไปว่ากล่าวบุตรชายของตน ด้วยความขุ่นเคืองยิ่ง "เจ้าลูกโง่ ที่เจ้าวิ่งมาถึงที่นี่เพียงเพราะต้องการพบคนผู้นี้หรือ ช่างโง่เง่านัก"

เม่ยอิง หรือว่าเขา เขาจะเป็น... จักรพรรดิจิ้นไฉมองเฟยเมี่ยวสลับกับซูเม่ยอิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ

คิ้วงามของราชินีจิ้งจอกขมวดมุ่น ลูกข้าจะเป็นนอะไร มันเกี่ยวอันใดกับเจ้าด้วย

"ลูก...เจ้า หรือว่า เป็นไปมิได้" จักรพรรดิจิ้นไฉมองเฟยเมี่ยวอย่างเลื่อนลอย พึมพำคล้ายว่าไม่สามารถยอมรับความจริงตรงหน้า

เฟยเมี่ยวที่ยืนฟังอยู่หัวเราะน้อยๆ อย่างไม่ทุกไม่ร้อน "อะไรที่เป็นไปมิได้เล่า คนที่สมควรต้องตายไปนานแล้ว กลับยังมีชีวิตอยู่เช่นนั้นหรือ"

หยางจินเหลียงคว้าจับมือบางเอาไว้แน่น ด้วยความร้อนรน "อวี่เอ๋อร์เจ้าพูดอะไร ใครตายไปแล้ว ใครยังมีชีวิตอยู่

เฟยเมี่ยวสะบัดมือออกอย่างไม่แยแส "ล้วนมิใช่เรื่องของท่าน หุบปากเสีย"

หยางจินเหลียงนิ่งอึ่งไป ราวกับถูกเฟยเมี่ยวตบหน้าไปฉาดใหญ่ คำพูดเช่นนี้ใครเล่าจะคิดฝัน ว่ามันจะออกมาจากปากของคนที่ตนปักใจรักตั้งแต่แรกเห็น

เฟยเมี่ยวมองข้ามแววตาคมที่มีแววของความเจ็บปวดพาดผ่าน เขายังคงจ้องตากับจักรพรรดิจิ้นไฉอย่างไม่หลบหลีก "ว่าอย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ ทรงตอบคำถามของกระหม่อมมิได้ หรือไม่แน่ใจว่ากระหม่อมใช่คนที่พระองค์คิดหรือเปล่า"

จักรพรรดิจิ้นไฉก้าวมาข้างหน้าหลายก้าว เขาเอื้อมมือมาด้านหน้า หมายจะสัมผัสใบหน้าของเฟยเมี่ยว แต่เฟยเมี่ยวกลับเบี่ยงหลบอย่างไร้เยื้อใย เมื่อพบเจอกับความเย็นชาเช่นนี้ จักรพรรดิจิ้นไฉก็ถามว่า "เป็นเจ้าจริงหรือ เจียอิน เป็นเจ้าจริงหรือ"

"เจียอินคือผู้ใดหรือ?"

"เป็นชื่อที่บิดาตั้งให้เจ้าตั้งแต่เกิด เจียอินเป็นเจ้าจริงๆ"

ซูเม่ยอิงแค่นเหอะออกมาอย่างเย้ยหยัน ยังกล้าเรียกตนเองว่าบิดา ช่างหน้าหนาเสียจริง

หลิ่งฮวาตวัดสายตามองบุรุษในชุดมังกรสีทองอาร่ามตรงหน้าคราหนึ่ง มิคล้ายบุตรชายของนางแม้แต่น้อย เพียงแต่เมื่ออยู่ที่นี่ คงเป็นจักรพรรดิของแคว้นนี้แน่ เดิมนางร้อนใจเรื่องที่เฟยเอ๋อร์ของนางนั้นหายตัวไป จึงมิทันได้ฉุกคิดว่าสถานที่ที่ซูเม่ยอิงพานางมานั้น คือแคว้นหยาง แคว้นบ้านเกิดของบิดาแท้ๆ ของบุตรชายนาง หลิ่งฮวาพินิจชายวัยกลางคนตรงหน้าให้ดีอีกครั้ง นี่ก็คือคนรักเก่าของซูเม่ยอิง ทั้งยังป็นคนที่เกือบจะทำให้อวี่เอ๋อร์ของนางต้องตาย คิดได้ดังนั้น ใบหน้างามก็เย็นชาลงไปหลายส่วน

นางกล่าวว่า ที่แท้เจ้าก็คือคนสารเลวที่ทำร้ายบุตรชายข้านี่เอง

พระอัครมเหสีเฉียนหรูทนฟังต่อไปไม่ไหว จึงกล่าวเสียงดังว่า พวกเจ้าเป็นใคร กำเริบเสิบสาน พูดจาดูหมิ่นกษัตริย์ต่อหน้าพระพักตร์ อยากถูกตัดหัวหรือ!”

เฟยเมี่ยวดึงหลิ่งฮวามาไว้ด้านหลัง ซูเม่ยอิงถลึงตามองพระอัครมเหสีของแคว้นหยางอย่างดุดัน กล้าแตะต้องก็ลองดู เป็นแค่พระอัครมเหสีแคว้นเล็กๆ ของมนุษย์ เจ้าคิดว่าตนเองวิเศษวิโสมาจากไหน?”

เจ้าอย่าได้ยุ่งไม่เข้าเรื่อง จักรพรรดิจิ้นไฉเอ่ยตำหนิคู่ชีวิตของตนเองอย่างเสียมิได้ แล้วหันมากล่าวกับเฟยเมี่ยวด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน เจียอิน มาให้บิดาดูหน้าเจ้าใกล้ๆ

รอยยิ้มเย้ยหยังถูกจุดขึ้นบนใบหน้างาม "ชื่อนี้ของบุตรชายท่าน คนต่ำต้อยเช่นข้าไหนเลยจะกล้าใช้ เจียอินของท่านนั้น คาดว่าคงตายจากไปตั้งแต่ที่ท่านคิดสังหารเขาแล้วกระมัง"

เมื่อกล่าวท่อยคำเหล่านี้จบ เฟยเมี่ยวก็ได้เห็น น้ำตาของเจ้าแผ่นดินผู้เป็นใหญ่เหนือสามแคว้นร่วงหล่น เขามองภาพนั้นอย่างเย็นชา มิได้รู้สึกยินดีหรือเจ็บปวด หน้าที่ของเขาก็มีเพียงแค่มาพบ และถามความจริงจากปากอีกฝ่ายเท่านั้น มิได้มีหน้าที่จำเป็นต้องมาสงสารใคร ยิ่งกับคนที่เคยสนทนากันเพียงไม่กี่ประโยค คิดอยากได้ความเห็นใจจากเขานั้น ล้วนเป็นเรื่องยากยิ่ง

"เจีย...อวี่เอ๋อร์เจ้าฟังบิดาก่อน" ไม่สำคัญว่าในบริเวณโดยรอบจะมีผู้ใดหรือไม่ ในสถานะการณ์เช่นนี้ ไหนเลยจักรพรรดิจิ้นไฉจะสามารถวางตัวเป็นจอมราชผู้ยิ่งใหญ่ได้ "บิดาหาได้เป็นอย่างที่เจ้าเข้าใจไม่

เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะแก็ตัวอะไรอีก ซูเม่ยอิงขวางหน้าบุตรชายเอาไว้ นายเอ่ยถามทั้งที่ไม่ได้หันกลลับไปมอง เจ้าเล่นสนุกพอหรือยัง ถ้าสมใจแล้ว ก็กลับบ้าน หลิ่งฮวาเป็นห่วงเจ้ามาก

เฟยเมี่ยวเม้มริมฝีปากแน่น เขาตบที่หลังมือของมารดาบุญธรรมของตนเองเบาๆ บอกหลิ่งฮวาให้วางใจ จากนั้นกล่าวขึ้นมายืนเคียงข้างมารดาอีกคนของตน เอ่ยถามคำถามที่ควรถามให้จบๆ ไปเหตุใดท่านคิดจะฆ่าข้า เหตุใดท่านทอดทิ้งข้า

ข้า...ยามนั้นข้าเป็นเพียงเด็กเท่านั้น ยามที่รู้ความจริงว่ามารดาเจ้ามิใช่...

เฟยเมี่ยวกล่าวเสริมว่า มิใช่มนุษย์?”

อืม ความละอายใจผุดขึ้นมาในใจอย่างมิอาจหลีกหนี ยิ่งสบเข้ากับแววตาเย็นชาของบุตรชายที่พรากจากกันมานาน จักรพรรดิจิ้นไฉก็ยิ่งรู้สุดว่าตนเองนั้นเลวทรามนัก เมื่อรู้ความจริงเช่นนั้น เรื่องที่จะรับมารดาเจ้าเข้าวังก็เป็นไปไม่ได้แล้ว อีกทั้งข้าเองก็เกิดกลัวว่าเจ้าจะเป็นจิ้งจอกเฉกเช่นมารดา จึงคิดที่จะ...

เฟยเมี่ยวกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา คิดสังหารข้า?”

จักรพรรดิจิ้นไฉพยักหน้ารับ ความจริงก็เป็นเช่นนั้นจริง เขาหลีกหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น ต่อมาสำนึกได้ว่า เป็นข้าที่หวาดระแวงมากเกินไป จึงคิดนำเจ้ากลับวังด้วย ระหว่างทางข้าถูกโจรดักปล้นแม้เอาชีวิตรอดมาจากกองโจรได้ แต่เจ้ากลับถูกพวกมันพาตัวไป พอล้มลุกคลุกคลานมาถึงวังหลวง ข้าก็ขอพระราชทานทหารเพื่อทำลายกองโจร เพื่อช่วยเจ้า

หลังจากนั้นเล่า

ข้ามาช้าเกินไป แม้รับกองโจรได้สำเร็จ เจ้าก็ไม่อยู่แล้ว จักรพรรดิจิ้นไฉพยายามเดินเข้าไปใกล้เฟยเมี่ยวอีกนิด แต่กลับถูกความห่างเหินในแววตาของบุตรชายตรึงเท้าเอาไว้ อวี่เอ๋อร์ บิดาพยายามตามหาเจ้ามาตลอด มิเคยมีครั้งไหนที่ข้าหมดหวังเรื่องของเจ้า ด้วยคิดว่าสักวันจะได้พบเจ้า รับเจ้ากลับมาดุแลให้สมฐานะ ทุกวันที่ไม่รู้ข่าวคราวของเจ้า บิดาไม่เคยนอนหลับได้สนิทเลยสักวัน

รับข้าเข้าวัง?” เฟยเมี่ยวหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ ท่านเย้าข้าเล่นแล้ว ข้าไหนเลยจะกล้าเป็นบุตรชายของท่าน

บิดารู้ดี ข้าผิดต่อเจ้านัก แต่อวี่เอ๋อร์บิดาสำนักผิดแล้ว และเสียใจมาตลอด เจ้าไม่ต้องให้อภัยความชั่วช้าของข้า แต่ช่วยให้โอกาสข้า ได้ทำหน้าที่บิดาสักครั้งได้หรือไม่

หรือท่านคิดว่า ผู้ที่ถูกทอดทิ้งนั้นไร้หัวใจหรือเฟยเมี่ยวเอ่ยถาม พลางสาวเท้าเข้าไปใกล้ ข้าที่เกือบต้องตายเพราะท่าน ข้าที่ท่านปกป้องเอาไว้มิได้ เรื่องที่เกิดขึ้นกับข้าที่ผ่านมา หรือท่านคิดว่าข้าจะยังสามารถให้โอกาสท่านได้อีก?”

เขาไม่ใช่หลิ่งเฟยอวี่ เรื่องที่ว่าจะให้อภัยหรือให้โอกาสคนผู้นี้หรือไม่นั้น ล้วนไปตัดสินใจแทนไม่ได้ แต่หากมองในมุมของเขา หากมีสักวันที่เขาได้พบกับพ่อแม่ที่ทอดทิ้งเขาไป เขาย่อมสามารถเอ่ยได้เต็มปากว่าเขาให้โอกาสไม่ได้ และยิ่งให้อภัยไม่ได้ ไม่ว่าเหตุผลที่บิดามารดาทอดทิ้งบุตรนั้นจะตั้งใจหรือไม่ สำหรับเขาแล้ว ทิ้งก็คือทิ้ง เอาอะไรมาชดเชยไม่ได้ เช่นนั้นแล้ว คนผู้นี้ยังจะต้องการโอกาสอะไรอีก

อวี่เอ๋อร์เจ้ากลับมาหาบิดาแล้ว ได้พบเจ้าแล้ว จะให้บิดาปล่อยวางได้อย่างไร น้ำเสียงที่ใช้ถาม แทบจะเป็นการอ้อนวอน แววตาสื่อความหมาย

ปล่อยวางมิได้แล้วอย่างไรเล่า น่าเสียดายที่แววตาเศร้าโศกของจักรพรรดิจิ้นไฉนั้น ส่งไปไม่ถึงดวงตาของเฟยเมี่ยวเลยแม้แต่น้อย เฟยเมี่ยวเลิกคิ้วขึ้นมองเขายิ้มๆ อย่าได้เข้าใจผิดไป ว่าข้ากลับมาเพราะอยากมีบิดาอะไรแบบนั้น ชีวิตนี้ของข้ามีมารดาสองคนก็เพียงพอแล้ว ข้าก็เพียงอยากจะเห็นสักครั้ง ว่าคนที่ทำร้ายมารดาข้าจนเกือบต้องตายหน้าตาเป็นเช่นไร เรื่องก็มีเท่านั้น

อวี่เอ๋อร์... เรี่ยวแรงที่มีคล้ายว่าจะเหือดหายไปจนหมดสิ้น หัวเข่าทองคำของจักรพรรดิผู้สูงส่งทรุดลงกับพื้นอย่างหมดท่า น้ำเสียงยังสิ้นหวังราวกับว่าโลกใบนี้ได้พังทลายลงไปแล้ว ถือว่าข้าขอเจ้ามากเกินไป ลูกเอ๋ยบิดายอมเจ้าทุกอย่างแล้ว เจ้าอยากให้ข้าชดใช้เช่นไรก็บอกมาเถิด

พระอัครมเหสีกรีดร้องเสียงแหลม แล้วคุกเข่าลง ฝ่าบาท ทรงอย่าทำเช่นนี้เพคะ! ตลอดเวลาที่ผ่านมาพระองค์ก็ทรงเศร้าพระทัยมามากพอแล้ว

พระนางรู้เรื่องนี้มาตลอด แต่ไม่คิดว่าพระโอรสที่หายไปของของฝ่าบาท จะเป็นคนที่โอรสของนางพามา ฝ่าบาทผู้ห้าวหาญ องอาจมาตลอดยามนี้ใบหน้ากลับไร้ซึ่งสีเลือด น้ำตาไม่อาจหยุดไหล มีคำกล่าวที่ว่าบุรุษนั้นใช่ว่าร้องไห้ไม่เป็น เพียงแต่หากมิใช่เรื่องที่ทำให้เจ็บปวดแทบขาดใจ บุรุษก็จะไม่หลั่งน้ำตา เวลานี้ในใจของฝ่าบาทในฐานะบิดา คงแหลกสลายแล้วเป็นแน่ พระอัครมเหสีหันกลับไปมองทางโอรสของนาง ที่ยามนี้มีสภาพมิตางจากผู้เป็นบิดานัก ก็ยิ่งรู้สึกปวดใจยิ่ง เรื่องนี้จะโทษใครได้ หากมิใช่เพราะความผิดพลาดในอดีตของฝ่าบาท ที่ตามหลอกหลอนพระองค์มาตลอด และครั้งนี้มันก็ได้ทำร้ายรัชทายาทไปในคราวเดียวกัน

ท่านอยากชดใช้หรือ?” เฟยเมี่ยวกล่าวเข้าไปใกล้ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ย่อมได้ แต่ไม่ต้องมาชดใช้ให้ข้า

“…”

ข้อมือบางพลิกขึ้นมา พัดหวูชิงในมือก็กลายเป็นกระบี่สีเงินเรืองราง เฟยเมี่ยวชี้ปลายกระบี่คมกริบไปที่เบื้องหน้าพระพักตร์ แต่หนึ่งรอยแผลของมารดาข้า ท่านต้องชดใช้ให้นาง

ได้ ดวงตาคมมองไปทางหญิงงามในชุดสีแดงเพลิงผู้หนึ่ง ที่พระองค์เคยรักสุดหัวใจ แล้วเปลือกตาก็ค่อยๆ ปิดลงอย่างเชื่องช้า

เฟยเมี่ยวหันกลับไปมองซูเม่ยอิงคราหนึ่ง เมื่อเห็นว่าตนไม่ถูกเอ่ยห้ามปราม จึงออกท่าแทงกระบี่ไปตรงตำแหน่งหัวใจอย่างไม่มีความลังเล ชั่วพลิบตานั้นกระบีปักเข้าสู่อกแกร่งของคนผู้หนึ่ง เฟยเมี่ยวเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก

พระอัครมเหสีเฉียนหรูกรีดร้องแทบสิ้นสติ จินเหลียง!”

มือที่จับกระบี่อยู่สั่นไหวอย่างมิอาจควบคุม เฟยเมี่ยวก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ ทำให้กระบี่ที่แทงอยู่ที่หน้าอกของหยางจินเหลียงหลุดออกมาด้วย ร่างสูงของหยางจินเหลียงทรุดลงกับพื้น ดวงตาคมยังไม่พรากจากใบหน้างามที่ซีดเผือด เขากระอักเลือดออกมาครั้งหนึ่ง ข้างกายมีมารดาเข้ามากอดประคองเอาไว้ เสียงร่ำไห้แทบขาดใจของพระอัครมเหสีดังระงม เรียกให้เหล่าทหารองครักษ์รีบรุดเข้ามา คมดาบถูกชี้ไปทางเฟยเมี่ยวด้วยเพราะในมือของเขายังมีกระบี่ที่มีเลือดสีสดอาบอยู่

อวี่...เอ๋อร์

เฟยเมี่ยวมองหยางจินเหลียงด้วยแววตาซับซ้อน เจ้าโง่หรือ เอาตัวเองมารับกระบี่ทำไม

ข้า...ข้าไม่รู้ ไม่เคยรู้อะไรเลย ไม่เคยรู้ว่าที่แท้คนที่ตนปักใจรัก กลับเป็นน้องชายต่างมารดา ไม่เคยรู้ว่าที่ผ่านมาเฟยอวี่นั้นต้องลำบากใจกับการกระทำของตนมากเพียงใด ช่างโง่เขลานัก...

รัชทายาทเจ้าทำใจดีๆ ไว้ ทหารไปตามหมอหลวงมา เร็ว!” จักรพรรดิจิ้นไฉรับสั่งอย่างหวาดหวั่น ด้วยไม่คิดว่าโอรสของพระองค์จะเข้ามารับกระบี่นี้แทน เลือดสีแดงฉานไหลออกมาจากปากแผลไม่หยุด หยางจินเหลียงหายใจรวยริน

เฟยเมี่ยวมองสบตากับดวงตาอ่อนแรงของคนตรงหน้าอย่างนิ่งงัน เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายหยางจินเหลียง ไม่เคยคิดเช่นนั้นแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าต้องทำก็มิได้ตั้งใจจะให้มีการเสียเลือดเสียเนื้อ กระบี่เมื่อครู่เขาก็มิได้ตั้งใจจะให้ผู้ใดต้องมาสังเวยชีวิต เพียงคิดแก็แค้นให้มารดาเล็กน้อยเท่านั้น ไหนเลยจะรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้

พระอัครมเหสีเฉียนหรูเอ่ยถามทั้งน้ำตา ฝ่าบาททอดทิ้งเจ้า ทำร้ายมารดาเจ้า แล้วรัชทายาทมีความผิดที่ใดเล่า

“…”

เด็กคนนี้เพื่อเจ้าแล้ว เขาถึงกับยอมไปคุกเข่าขอร้องฝ่าบาทให้พระราชทานสมรสให้ จะยกย่องเจ้าเป็นพระชายา ทั้งที่ไม่รู้แน่ชัดว่าเจ้ามีที่มาที่ไปอย่างไร

“…”

วันที่เจ้าเป็นลมไป เขาก็ร้อนใจจนนั่งไม่ติด ก่อนหน้าที่จะได้พบเจ้าอีกครั้ง ทุกลมหายใจก็ล้วนมีเพียงเจ้า คนโง่ผู้หนึ่งที่ทำเพื่อเจ้าเช่นนี้ เขาทำผิดที่ใดเล่า

เฟยเมี่ยวสะอึกไปกับคำถามนี้ เขาจะบอกอย่างไรว่ามิได้ตั้งใจ บอกไปยังจะฟังได้หรือ...

พระอัครมเหสีเฉียนหรูตวาดลั่น ลูกข้าทำผิดอันใดต่อเจ้าหรือ จึงต้องทำร้ายเขาเช่นนี้!”

ในที่สุดเฟยเมี่ยวก็ถอนหายใจออกมาด้วยความอ่อนใจ คนแทงกระบี่เข้าไปในร่างอีกฝ่ายก็คือเขา ที่หยางจินเหลียงดีกับเขาก็ล้วนเป็นความจริง ครั้งนี้เขาผิด อย่างไรก็ปล่อยให้หยางจินเหลียงตายไม่ได้เด็ดขาด เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เฟยเมี่ยวก็สาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างที่โชกเลือดของหยางจินเหลียงทันที 

เขาเอื้อมมือไปคิดคว้าร่างนั้นมาไว้ในมือ แต่กลับถูกพระอัครมเหสีเฉียนหรูปัดมือทิ้ง พลากล่าวอย่างหวาดระแวงว่า "คิดจะทำอะไร!"

"ช่วยเขา" เฟยเมี่ยวกล่าวเสียงเรียบ "รอหมอหลวงมา ท่านคงได้ส่งศพโอรสของท่านเป็นแน่ จะเชื่อข้าหรือรอเวลา เลือกเอา"

พระอัครมเหสีเฉียนหรูดวงตาแดงก่ำ นางมิกล้ามอบโอรสให้คนที่ทำร้ายเขา แต่ก็ยิ่งมิกล้าเฝ้ารอเวลาให้โอรสของนางเป็นอะไรไป ในท้ายที่สุดก็เป็นจักรพรรดิจิ้นไฉที่ดึงร่างของหยางจินเหลียงที่แทบจะสิันสติไปแล้วมากอดไว้ พระองค์ทรงมองเฟยเมี่ยวอย่างอ้อนวอน  "อวี่เอ๋อร์บิดาขอร้องเจ้า ได้โปรดช่วยพี่ชายของเจ้าด้วย"

"ส่งเขามา" เฟยเมี่ยวคิดจะรับหยางจินเหลียงเข้ามาในอ้อมแขน แต่กลับถูกเหวินฮุ่ยเฉิงแย่งไปเสียก่อน เขามองคนที่ดึงหยางจินเหลียงให้ไปพิงอกของตนเอง ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์อย่างสงสัย 

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวว่า "ข้าทำเอง"

ในน้ำเสียงยังมีความไม่พอใจถึงหกในสิบส่วน เฟยเมี่ยวกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย เวลาเช่นนี้ยังจะหึงหวงไม่เข้าเรื่อง เจ้าโง่คนนี้นี่!

"ตามใจ" เฟยเมี่ยวคร้านจะต่อปากต่อคำกับคนดื้อด้าน จึงมิกล่าวสิ่งใดอีก หันไปบอกกับทุกคนที่นี่แบบรวบรัดว่า "ไปที่ตำหนักเหยียนเต๋อ"

จากนั้นร่างของคนสามคนก็หายไปในชั่วพริบตา ราวกับว่าที่ตรงนี้ไม่เคยมีผู้ใดอยู่มาก่อนเลย...

 

เถียนซินทำการปิดต้นฉบับเรื่องนี้เรียบร้อยแล้วนะคะ โดยจบที่37ตอน หลังจากนี้จะอัพ 100% ทุกครั้ง และอัพอาทิตย์ละ1ตอนทุกๆ วันพุธ ไปจนกว่าเนื้อหาตอนหลักจะจบ  กำหนดออกเล่มคาดว่าจะเป็นงานสัปดาห์หนังสือเดือนมีนาคม2020 อย่างไรหากมีการอัพเดตเพิ่มเติมจะมาแจ้งให้ทราบนะคะ ขอบคุณที่ติดตามเสมอมาค่ะ 

จาก เถียนซิน

พูดคุยกับเถียนซินได้ที่

เพจ เถียนซิน

ทวิตเตอร์ @Hanfeng62416408

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 132 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,131 ความคิดเห็น

  1. #1065 K.white wine (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 19:38
    หลากอารมณ์ผสมปนเปเหลือเกิน สงสารจินเหลียงเหมือนกันนะ
    #1,065
    0
  2. #951 DBJJKM97 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 00:23
    โอ๊ยเข้มข้นมากๆๆๆๆๆคือก็สงสารฮ่องเต้นิดหน่อยน่ะ
    #951
    0
  3. #859 Notty Kero (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 20:07
    คือเอาจรองถ้าไม่มาขวางกะไม่มีอะไรแล้วไง แต่กะนะในฐานะลูกคงไม่อยากให้พ่อโดนทำร้าย
    #859
    0