หนทางสู่การเป็นท่านจอมมาร [สนพ.NanaNaRis YBooks]

ตอนที่ 33 : บทที่.27 ยาสลายชีพจร100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,263
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 144 ครั้ง
    19 พ.ย. 62

บทที่.27

ยาสลายชีพจร

"ที่แท้เป็นเช่นนี้" ริมฝีปากบางมีรอยยิ้มเย้ยหยัน มือเรียวบีบเข้าหากันแน่น จนได้ยินเสียงกระดูกลั่น "เรื่องวันนี้ล้วนมิเคยเกิดขึ้น เจ้ามิเคยพบข้า จำไว้"

เฟยเมี่ยวเดินออกมาจากตรงนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย สิ่งที่เขารับรู้มานั้นช่างเป็นเรื่องที่เขาไม่นึกฝันว่าจะได้ยิน ที่แท้เมื่อก่อน บิดาตัวบัดซบของหลิ่งเฟยอวี่ก็มีพระชายาอยู่ก่อนแล้ว เช่นนั้นสามปีที่อยู่กับซูเม่ยอิงก็คือเรื่องหลอกลวง 

บุรุษผู้เป็นถึงว่าที่จักรพรรดิปกครองแผ่นดิน กลับหลอกลวงเอาความรักจากหญิงสาวผู้หนึ่ง ที่หลงรักเขาด้วยใจอันบริสุทธิ์ ช่างเลวซามยิ่งนัก

เมื่อนึกถึงมารดาที่ยอมรับตนเป็นบุตรผู้นั้น เฟยเมี่ยวก็รู้สึกว่า ความรู้สึกเกลียดชังถูกก่อขึ้นมาทีละน้อย เขาเดินไปตามทางเดินทอดยาว จวบจนมาถึงตำหนักที่เพิ่งจากไปเมื่อครู่ 

หยางจินเหลียงยืนอยู่เบื้องหน้าของเขา จ้องมองมี่ถงในร่างจิ้งจอกด้วยท่าทางลำบากใจ หน้ากากของหลิ่งเฟยอวี่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้อีกครั้ง เฟยเมี่ยวหยิบผ้าขึ้นมาปิดบังใบหน้าของตน แล้ววิ่งเข้าไปหามี่ถงด้วยความตื่นตระหนก

เขาตะโกนเสียงดังว่า "ถงถง!"

มี่ถงเมื่อมองเห็นผู้เป็นนายวิ่งเข้ามาใกล้ ก็เลิกสนใจหยางจินเหลียงที่พยายามจะจับตน กระโดดเข้าสู่อ้อมกอดของเฟยเมี่ยวอย่างรู้งาน

เฟยเมี่ยวรับร่างของจิ้งจอกสีดำมากอดไว้แนบอก เขาคุกเข่าลงตรงหน้าหยางจินเหลียงเสียงดัง กระดูกเจ็บร้าวจนน้ำตาเล็ด ดวงตาหงส์มีน้ำตาคลอมองตรงไปข้างหน้า สบตากับหยางจินเหลียงอย่างจงใจ ในแววตาของคนงามถูกลบความแข็งกร้าวออกไปจนหมด หลงเหลือไว้เพียงความอ่อนโยน และน่าสงสารราวกับกวางน้อยที่ถูกรังแก

เฟยเมี่ยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ขอ ขอพระราชทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ จิ้งจอกตัวนี้ซุกซนนัก กระหม่อมเผลอเรอเพียงไม่นาน ไม่คิดว่ามัน มันจะ..."

กล่าวถึงตรงนี้ ก็คล้ายว่าจะกล่าวอะไรต่อไปมิได้อีก น้ำตาที่เอ่อคลอหยดลงมากระทบกับผ้าสีขาวที่ปิดบังใบหน้าอยู่ 

หยางจินเหลียงเห็นคนงามร่ำไห้ต่อหน้าต่อตา ในหัวใจก็คล้ายถูกเข็มนับหมื่นทิ่มแทงจนได้เลือด เขารีบเข้าไปประคองเฟยเมี่ยวขึ้นมาจากพื้น ปัดฝุ่นลูบหลังให้อีกฝ่ายอย่างทะนุถนอม ไม่แยแสต่อสายตาของผู้ใด "อวี่เอ๋อร์เจ้าอย่าร้องอีกเลย จิ้งจอกตัวนี้เดิมทีคิดจะจับไปคืนให้เจ้า แต่มันดุนัก ข้าเองก็จนปัญญาอยู่นาน แต่ แต่ว่ามิได้คิดจะสังหารมันหรอก"

"จริงหรือ"

หยางจินเหลียงลูบแผ่วเบาที่ศีรษะของเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ย่อมแน่"

"อือ" เฟยเมี่ยวหลุบตาลง "ขอบพระทัย"

"คนผู้นี้คือ?"

น้ำเสียงที่เขาได้ยินเมื่อไม่นานมานี้ดังขึ้นไม่ไกล เฟยเมี่ยวเงยหน้าขึ้น มองไปตามเสียงก็สบตาเข้ากับองค์จักรพรรดิจิ้นไฉ ที่มองตนอยู่ก่อนแล้ว เขาก้มหน้าลงเพื่อหลบตา 

เป็นหยางจินเหลียงที่กล่าวขึ้นมาเสียก่อน "นี่ก็คืออวี่เอ๋อร์พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ"

ร่างระหงคุกเข่าลงอีกครั้ง ใบหน้างามก้มต่ำแทบจะติดพื้น "หลิ่งเฟยอวี่ถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ"

จักรพรรดิจิ้นไฉมองเด็กหนุ่มตรงหน้า เรือนร่างบอบบางราวกับอิสตรีในวังหลัง น้ำเสียงหวานหยดปานน้ำผึ่งชั้นเยี่ยม ท่าทีไร้เดียงสาราวกับลูกกวางที่มิเคยเผชิญโลกกว้าง ที่แท้ก็เป็นคนเช่นนี้ มิน่าเล่ารัชทายาทจึงถูกตาต้องใจเด็กน้อยผู้นี้นัก

"ลุกขึ้นเถิด" น้ำเสียงที่ทรงใช้ทรัสมีความนุ่มนวลขึ้นถึงสามส่วน "ดึกดื่นปานนี้แล้ว เหตุใดยังต้องปิดหน้าปิดตาอีก"

เฟยเมี่ยวลุกขึ้นยืนตัวตรง โดยมีหยางจินเหลียงประคองอยู่ไม่ห่าง "เฟยอวี่…กลัวว่าจะทำให้ผู้คนแตกตื่นพ่ะย่ะค่ะ"

พระพักตร์ของจักรพรรดิจิ้นไฉ ปรากฏความแปลกใจอย่างยิ่ง "เหตุใดผู้คนจะต้องตกใจด้วยเล่า?"

เฟยเมี่ยวตอบกลับเสียงเบา "เพราะเฟยอวี่อัปลักษณ์พ่ะย่ะค่ะ"

ไม่นานนัก เฟยเมี่ยวก็ได้ยินจักรพรรดิจิ้นไฉทรงพระสรวลอย่างขบขัน น้ำเสียงที่ทรงใช้ทรัสกับเขายังอ่อนโยนขึ้นอีกหลาบส่วน "แต่รัชทายาทบอกว่าเจ้างดงามหาใดเปรียบ หรือเจ้าจะบอกว่า รัชทายาทเย้าเราเล่นหรือ"

"กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ" เฟยเมี่ยวรีบหลบตา "เพียงแต่…"

"เอาล่ะ อย่างไรก็เป็นแขกคนสำคัญของรัชทายาท ก็ถือเสียว่าเป็นคนกันเองก็แล้วกัน เจ้าถอดผ้าปิดหน้าออกเถิด เราไม่ถือ"

"ทรงแน่พระทัยแล้วจริงหรือ?" แน่ใจแน่หรือว่าจะมิตกใจจนตายไปเสียก่อน เมื่อเห็นหน้าเขา

หยางจินเหลียงกล่าวว่า "อวี่เอ๋อร์มิต้องกลัว"

เขาค่อยๆ ปลดผ้าที่ปิดบังใบหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามราวหยกสลัก ชั่วขณะนั้นคล้ายว่าเวลารอบกายของจักรพรรดิจิ้นไฉหยุดนิ่ง พระบาทสูงค่าก้าวเดินไปข้างหน้าโดยมิรู้ตัว เฟยเมี่ยวเองก็ก้าวไปด้านหลังเพื่อเว้นระยะห่างเช่นเดียวกัน เขาสบตากับดวงตาที่สั่นไหวรุนแรงของพระองค์นิ่ง มิหลบหลีก

ท่านแม่หลิ่งฮวาเคยกล่าวว่า ใบหน้าของเขางดงามที่สุด และก็คล้ายคลึงกับท่านแม่เม่ยอิงที่สุด ซึ่งเขาก็เห็นด้วย รูปลักษณ์ที่โดดเด่นเช่นนี้ ใบหน้าที่งามล้ำเช่นนี้ ยุคนี้ไม่ต้องมีการตรวจดีเอ็นเอให้เสียของหรอก หากมิโง่งมเกินไปนัก แค่มองหน้าเขาให้ดี ก็รู้แล้วว่าเขาเป็นบุตรชายของผู้ใด

หยางจินเหลียงรู้สึกได้ว่า บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบ จึงกล่าวว่า "งดงามอย่างที่ลูกว่า ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"

จักรพรรดิจิันไฉทรงได้สติกลับมาจากคำกล่าวของบุตรชาย พระองค์ทรงกระแอมเล็กๆ แล้วทรัสว่า "ไม่เลว เพียงแต่..."

เพียงแต่ใบหน้าเช่นนี้ กลับเหมือนกันกับใครบางคน ในความทรงจำของพระองค์มากเกินไป…

ก่อนที่คนทั้งสามจะได้ต่อบทสนทนาใด โลกของเฟยเมี่ยวก็คล้ายว่าจะมืดดับลง ภาพสุดท้ายที่เขาเห็น มีเพียงใบหน้าตื่นตระหนกของหยางจินเหลียง

ระบบ [ขอต้อนรับผู้เล่นเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งนิรันตร์]

[คำเตือน พลังชีวิตของผู้เล่นลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว อันตราย อันตราย อันตราย] 

[ฉุกเฉิน ไม่สามารถใช้พลังชีวิตที่เก็บไว้ได้!]

[ผู้เล่นเข้าสู่สภาวะชาร์ตพลังสำรอง...]

[ค่าความเข้ากันของร่างกาย และวิญญาณไม่เสถียร]

[เริ่มดำเนินการติดตั้งข้อมูลใหม่]

เสียงรบกวนทำให้คิ้วเรียวขมวดมุ่น ศีรษะปวดหนึบเปลือกตาหนักอึ่ง ทั่วร่างเจ็บร้าวราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ลมหายใจของเฟยเมี่ยวถี่กระชั้น เขาพยายามยามอย่างยิ่งที่จะลืมตาขึ้น แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ล้วนไร้ผล เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดก็ไม่อาจทราบได้ หลังจากเสียงของระบบที่เสียดแทงแก้วหูหายไป ก็มีเสียงของรองเท้าหนังกระทบกับพื้นเป็นเสียงก้าวเดินดังก้อง

จังหวะการเดินที่สม่ำเสมอ ทำให้จินตนาการได้มิยากว่าผู้ที่กำลังเดินเข้ามาใกล้นั้น จะต้องมีท่วงท่าการเดินที่มีความสง่างดงาม ไร้ที่ติ และแล้วเสียงฝีเท้านั้นก็หยุดลงที่ข้างตัวเขา หลงเหลือไว้เพียงความเงียบงัน เฟยเมี่ยวคิดจะเอ่ยปากถาม แต่ยามนี้เขาไม่สามารถทำได้แม้กระทั่งขยับริมฝีปาก

"ทรมานเหรอ คุณคงเจ็บมากเลยใช่ไหม" น้ำเสียงของใครบางคนดังขึ้นใกล้เขา เป็นเสียงที่เฟยเมี่ยวเคยได้ยินมาก่อน "เฟยเมี่ยว คุณมีความปรารถนาไหม ความปรารถนาอันแรงกล้าจนสามารถเอาชนะความตายได้"

ในห้วงของความสับสน เฟยเมี่ยวกล่าวตอบในใจอย่างหนักแน่นว่า "มี"

"บอกความปรารถนาของคุณกับผม"

"ผม...อยากกลับไปหาอาจวิน"

"คุณมั่นใจเหรอว่านั่นคือสิ่งที่คุณต้องการ"

ศีรษะของเฟยเมี่ยวเจ็บปวดคล้ายถูกทุบซ้ำๆ "คุณหมายความว่ายังไง"

อีกฝ่ายไม่ตอบ แต่ย้อนถามเขาว่า "แล้วเหวินฮุ่ยเฉิงล่ะ คุณทอดทิ้งเขาได้ลงเหรอ"

"ผม...ไม่รู้" ไม่รู้ว่าทำไมเหวินฮุ่ยเฉิงถึงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย ยิ่งไม่รู้ว่าทำไมตนเองถึงเกิดความรู้สึกลังเลขึ้นมา

"ผมยื้อเวลาของคุณในร่างนี้ ไว้ได้อีกไม่นานแล้ว" น้ำเสียงนั้นฟังดูร้อนรน "ทำลายเขาสะ ทำให้เขาแหลกสลาย แล้วผมจะปล่อยคุณไป"

"คุณหมายถึงใคร?"

"..." นามของใครบางคนถูกเอ่ยถึง พร้อมกันกับที่ระบบประกาศเสียงดัง จนกลบเสียงพูดของอีกฝ่าย

ระบบ [ติดตั้งข้อมูลของผู้เล่นสำเร็จแล้ว]

[ทำการนับถอยหลัง เพื่อเคลื่อนย้ายวิญญาณของผู้เล่นกลับเข้าร่าง]

[เคลื่อนย้ายได้สำเร็จ ยินดีกลับผู้เล่น]

ดวงตาที่หนักอึ่งค่อยๆ เปิดขึ้นได้อย่างเชื่องช้า สิ่งแรกที่เขามองเห็น คือใบหน้าภายใต้กรอบแว่นของคนผู้หนึ่งที่เขารู้จัก เฉินเยว่ พระเจ้าแว่นในโลกของเขานั่นแหละ ก่อนที่เฟยเมี่ยวจะได้เอ่ยอะไรออกมา แสงสีขาวมากมายก็สาดเข้าใส่ดวงตาของเขาจนมืดสนิท

ไออุ่นจากความแข็งแกร่งที่เขาหนุนอยู่ ทำให้เฟยเมี่ยวขยับตัวเบียดร่างกายเข้าหา มือบางปัดป่ายสะเปะสะปะ เอื้อมคว้าบางอย่างที่นุ่มลื่นราวกับผ้าไหมเอาไว้ได้ เฟยเมี่ยวกอดสิ่งนั้นเอาไว้แน่น คล้ายเด็กหวงของที่กอดของเล่นเอาไว้มิยอมปล่อย 

ไม่นานนักสติที่พร่าเลือนของเฟยเมี่ยวก็กลับมา เขาลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า สิ่งแรกที่สัมผัสได้ก็คือไออุ่นจากอ้อมแขนของใครบางคน กลิ่นกายที่สะอาดและให้ความรู้สึกเย็นสบายเช่นนี้ช่างคุ้นเคยนัก เมื่อพยายามขยับตัวเพื่อมองดู ก็เห็นลวดลายพยัคฆ์คุ้นตาที่มองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ใบหน้าเรียวเงยขึ้นมอง ก็พบกับเหวินฮุ่ยเฉิงที่กำลังจ้องมองตนอยู่เช่นกัน 

เฟยเมี่ยวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ "เกิดอะไรขึ้น"

เหวินฮุ่ยเฉิงมิได้ตอบกลับในทันที เขาลูบแผ่นหลังบางอย่างเบามือ คล้ายต้องการสำรวจว่าคนในอ้อมแขนนั้น มิได้บุบสลายที่ตรงไหน ลูบคลำผู้อื่นจนพอใจแล้ว เหวินฮุ่ยเฉิงจึงกล่าวว่า "เจ้าเป็นลมไปที่หน้าตำหนักนั่น หลังจากนั้นมนุษย์พวกนั้นก็พาเจ้ามาที่นี่"

ตำหนักนั่นก็คือ หน้าตำหนักที่เขายืนคุยกับหยางจินเหลียงและบิดาของเขา ส่วนเป็นลมไปได้อย่างไรเขาล้วนจำมิได้ "แล้วเจ้ามาได้อย่างไร?"

"ข้ามิมาได้หรือ" เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวเสียงขุ่น "เจ้าเป็นเช่นนี้ คิดว่าข้าจะวางใจปล่อยเจ้าไว้ที่นี่ได้หรือ"

ฟังน้ำเสียงของเขาแล้ว เฟยเมี่ยวก็รับรู้ได้ว่าในยามที่ตนยังคงหลับไหลอยู่นั้น คนผู้นี้ต้องร้อนใจจนนั่งไม่ติดแน่ ความรู้สึกผิดแทรกซึมเข้ามาในใจอย่างไม่อาจห้ามได้ เขากระตุกแขนเสื้อของเหวินฮุ่ยเฉิง แล้วกล่าวเสียงแผ่วว่า "ข้า ขอโทษ"

นิ่งเงียบอยู่นาน เหวินฮุ่ยเฉิงจึงกล่าวว่า "เจ้าพักเถอะ"

"ข้าขอโทษจริงๆ นะ" เฟยเมี่ยวรีบกล่าว "ข้าก็มิรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น"

แต่เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คนแซ่เหวินเป็นห่วงจริงๆ…

"เฟยเอ๋อร์ ก่อนจะให้เจ้ามาที่นี่ข้าเคยบอกว่าอะไร"

เฟยเมี่ยวกล่าวเสียงแผ่วว่า "เจ้าจะรอให้ข้ากลับไป"

"แล้วทำไมเจ้าจึงมิดูแลตนเองให้ดีเล่า" มือหนายกขึ้นมาลูบแผ่วเบาที่ศีรษะของจิ้งจอกแสนดื้อ "หากเจ้าเป็นอะไรขึ้นมา แล้วที่ข้ารอคอยจะเหลืออะไร"

คำพูดนี้ไม่รู้ทำไมเฟยเมี่ยวถึงรู้สึกว่า ไม่ใช่แค่รอให้เขากลับไป แต่มันกลับเป็นการรอคอยที่ยาวนานกว่านั้น ยาวนานจนภายในใจรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

ความเงียบกัดกินเวลาไปทีละน้อย ในที่สุดเฟยเมี่ยวก็ทำในสิ่งที่แม้แต่ตัวเขาเองยังมิอยากจะเชื่อว่าตนจะทำได้ เขาขยับตัวใช้สองแขนโอบรอบเอวสอบของเหวินฮุ่ยเฉิงเอาไว้ ยืดตัวขึ้นให้ใบหน้าของตนอยู่ใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น ริมฝีปากบางประทับลงบนหน้าผากของคนที่ยังคงขมวดคิ้วไม่หยุด แล้วปล่อยค้างไว้เช่นนั้นอยู่หลายวิ

ก่อนจะค่อยๆ ผละริมฝีปากออกมา แล้วสบตากับคนที่นิ่งอึ่งไป เขาทำเช่นเดียวกันกับที่อีกฝ่ายทำ ลูบศีรษะที่มีเส้นผมสีดำสนิทราวน้ำหมึกชั้นดีไปมา กล่าวยิ้มๆ ว่า "ข้าไม่เป็นไร ยังอยู่ตรงนี้ เจ้ามิได้รอเสียเปล่าหรอก"

อาจเป็นเพราะยังคงมึนเบลออยู่ อาจเป็นเพราะความไม่สบายใจของอีกฝ่ายก่อกวนใจเขา อาจเป็นเพราะโลกนี้มีเพียงคนผู้นี้ที่เหมือนกับคนรัก อาจเป็นเพราะไม่อยากเห็นแววตาที่แสดงออกถึงความหวาดกลัวอยู่ลึกๆ นั้น เฟยเมี่ยวจึงทำเช่นนี้ เมื่อทำไปแล้วเขาพบว่า ตนเองรู้สึกไม่เลวเลย ที่ได้เป็นฝ่ายปลอบโยนคนแซ่เหวินบ้าง

เหวินฮุ่ยเฉิงสบตากับดวงตากลมของจิ้งจอก คล้ายวันเวลาหยุดหมุนไปชั่วขณะ ความรู้สึกเดียวที่มียามนี้ คืออยากดึงคนตรงหน้าเข้ามากอดแนบอกให้แน่น สัมผัสไออุ่นจากตัวของเขาเพื่อยืนยัน ว่ารอยจุมพิตที่ยังคงอุ่นอยู่ที่กลางหน้าผากนั้น เขามิได้ฝันไป 

เมื่อเห็นว่าคนแซ่เหวินคลายความกังวลลงได้แล้ว เฟยเมี่ยวจึงถามว่า "เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?"

"เดินเข้ามา" เหวินฮุ่ยเฉิงกดศีรษะของเขาให้พิงกับอกแกร่ง "อย่าเอ่ยวาจาใดอีกเลย นอนเถอะ"

เดินเข้ามาหรือ… 

วังหลวงเดินเข้าออกง่ายปานนั้นเชียว? คิ้วเรียวขมวดมุ่น เขาเกร็งศีรษะต้านแรงจากฝ่ามือหนา เงยหน้าขึ้นมองเหวินฮุ่ยเฉิงเพื่อขอคำอธิบาย 

เห็นจิ้งจอกน้อยของตนมิยอมเชื่อฟัง เจ้าตำหนักเหวินก็ตีหน้าดุ "เฟยเอ๋อร์ร่างกายเจ้าอ่อนแอมาก ต้องพักผ่อน"

"บอกมาก่อน เจ้าเข้ามาได้อย่างไร"

"ก็เดินเข้ามา"

"เจ้าเห็นข้าโง่หรือ" ดวงตาหงส์ถลึงมองอย่างเอาเรื่อง "วังหลวงเป็นสถานที่ที่เจ้าอยากเดินเข้ามา ก็เข้ามาได้เลยที่ไหน"

เหวินฮุ่ยเฉิงหลบตาเอ่ยเสียงค่อยว่า "ก็เดินเข้ามาจริงๆ"

"แล้วก็แช่แข็งคนทั้งตำหนักนี้ไว้ขอรับนายน้อย" น้ำเสียงขุ่นเคืองของมี่ถง เรียกความสนใจให้เฟยเมี่ยวมองหา

เขาเห็นมี่ถงในร่างมนุษย์นั่งอยู่ไม่ไกล บนตักยังมีเจ้าอ้วนเสี่ยวไป๋นอนอยู่ มี่ถงถลึงตามองคนแซ่เหวินที่กอดเขาอยู่อย่างเดือดดาล ที่แปลกก็คือถงถงของเขาวันนี้นอกจากแววตาที่พร้อมจะสังหารคนแล้ว กลับนั่งนิ่งไม่ยอมขยับ

เฟยเมี่ยวกวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าของมี่ถงครั้งหนึ่ง ก่อนจะตวัดสายตาดุ จ้องมองเหวินฮุ่ยเฉิงที่รีบหันหน้าหนี "เจ้าทำอะไรถงถงของข้า"

"เปล่า"

"อย่าให้ข้าต้องถามซ้ำ"

"เปล่า"

"พูด!"

"ก็แค่…" ตาคมกลอกไปมา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมสบตากับเฟยเมี่ยว "แค่สกัดจุดเขาเอาไว้"

เฟยเมี่ยวกดเสียงต่ำ "ข้าเคยบอกแล้ว ห้ามเจ้ารังแกเขา"

"ข้าเปล่า"

"แล้วที่ทำอยู่เรียกว่าอะไร เย้าเขาเล่นหรือ?"

"ก็เขาขวางข้า" ใบหน้าของเจ้าตำหนักเหวินบึ้งตึง "ข้าแค่จะเขามาดูเจ้า เขากลับขัดขวาง ข้าจึงสกัดจุดเข้าเอาไว้ แต่มิได้ลงไม้ลงมืออย่างอื่นเลยนะ"

แน่ล่ะ ต่อให้เขาอยากทำก็มิอาจทำได้ มิใช่แค่เพราะเฟยเอ๋อร์สั่งเอาไว้ แต่เป็นเพราะแม้กระทั่งไป๋เสวียนยังปกป้องเจ้าลูกจิ้งจอกนั่น แล้วเขาจะไปทำอะไรได้

"คลายจุดให้เขาเดี๋ยวนี้" เฟยเมี่ยวผละออกจากอ้อมกอดของเหวินฮุ่ยเฉิง เอ่ยปากออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด ไม่ไว้หน้าเหวินฮุ่ยเฉิงแม้เพียงครึ่งส่วน คนถูกออกคำสั่งก็มิได้ตะขิดตะขวงใจที่จะทำตาม คล้ายว่ายอมรับแต่โดยดี

เหวินฮุ่ยเฉิงสะบัดชายแสนเสื้อครั้งหนึ่ง มี่ถงก็สามารถขยับตัวได้แล้ว เขาผลักแมวตัวอ้วนที่นอนเกียจคร้านอยู่บนตักออกทันที แล้วก้าวเข้ามาหาผู้เป็นนาย

เสี่ยวไป๋ที่อยู่ๆ ก็ถูกทิ้งขว้างราวกับข้าวของไร้ราคา ก็ลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง กล่าวอย่างไร้อารมณ์ว่า "เจ้าเด็กเนรคุณ"

มี่ถงมิสนใจเสียงต่อว่าตนที่ดังตามหลัง เขาไปหยุดยืนอยู่ข้างเตียงที่เฟยเมี่ยวนั่งอยู่ คุกเข่าลงเพื่อให้สามารถมองผู้เป็นนายได้อย่างชัดเจน เมื่อสังเกตเห็นว่าใบหน้างามนั้นยังคงซีดเผือด เขาก็รีบถามอย่างร้อนใจว่า "นายน้อยท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ"

"ไม่เป็นไรแล้ว" เฟยเมี่ยวกล่าว "มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดข้าจึงสลบไปเล่า"

ศีรษะของมี่ถงส่ายไปมา "ไม่รู้เหมือนกันขอรับ ท่านก็พูดคุยกับจักรพรรดิชาวมนุษย์ผู้นั้นอยู่ดีๆ จากนั้นก็ล้มลงไป ดีว่าหยางจินเหลียงรับร่างของท่านเอาไว้ได้ทัน แล้วพากลับมาที่นี่ขอรับ"

นั่นสิ "แล้วหยางจินเหลียงเล่า ยามนี้อยู่ที่ใด"

"เรื่องนี้…" มี่ถงมองไปทางเหวินฮุ่ยเฉิงอย่างเย็นชา "คงต้องถามเจ้าตำหนักเหวินแล้วขอรับ"

เฟยเมี่ยวหันมองเหวินฮุ่ยเฉิงทันทีหลังจากที่มี่ถงกล่าวจบ "เจ้าทำอะไร?"

"..."

"แล้วรัชทายาทเล่า เขาอยู่ไหน?"

"..."

ความเงียบของอีกฝ่ายคล้ายว่าเป็นคำตอบในตัวมันเองแล้ว เป็นเช่นนี้คงมีเรื่องร้ายมากกว่าดีกระมัง

ในที่สุดเฟยเมี่ยวก็นึกได้ ว่าเขามองข้ามคำพูดก่อนหน้าของมี่ถงที่ว่า เหวินฮุ่ยเฉิงนั้นแช่แข็งคนทั้งตำหนักนี้เอาไว้ ดวงตาหงส์ส์เบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก "เจ้าอย่าบอกนะว่า…"

เหวินฮุ่ยเฉิงพยักหน้ารับ

"บ้าไปแล้วหรือ!" ร่างระหงก้าวลงมาจากเตียงแล้ววิ่งไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว เขาผลักบานประตูออกอย่างแรง แล้วก็พบว่าที่ด้านนอกนั้นช่างแตกต่างจากภายในห้องราวฟ้ากับเหว

เกล็ดน้ำแข็งเกาะเต็มบริเวณ ต้นเสาบนพื้น เพดานล้วนกลายเป็นน้ำแข็งไปหมด ที่ทำเอาเฟยเมี่ยวถึงกับยืนอึ่งไป ก็เพราะว่านอกจากพื้นที่ด้านนอกจะกลายเป็นน้ำแข็งหมดแล้ว ผู้คนที่อยู่ที่นี่ก็ล้วนกลายเป็นปฏิมากรรมน้ำแข็งมนุษย์ไปหมดแล้วเช่นกัน 

เท้าเปลือยเปล่าก้าวเดินบนพื้นน้ำแข็งเย็นเฉียบ เขาก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้า เพื่อไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของหยางจินเหลียง ที่ยามนี้เป็นเพียงรูปปั้นน้ำแข็งเท่านั้น ใช้สายตามสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า มิอาจบอกได้ว่าเป็นหรือตาย

เฟยเมี่ยวสูดลมหายใจลึก หันกลับมาเอ่ยถามคนที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล "ทำอะไรลงไป รู้ตัวบ้างหรือไม่?"

"...ก็รู้"

"หากเขาตายจะทำเช่นไร?"

"ไม่ตายหรอก" สังเกตสีหน้าของจิ้งจอกน้อยของตนคราหนึ่ง จึงกล่าวต่อว่า "ข้ารู้หนักเบา เพียงทำให้พวกเขาหลับไปเท่านั้น มิได้อันตรายอะไร"

จ้องตากันพักใหญ่ สุดท้ายเฟยเมี่ยวก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด ด้วยเอาเรื่องคนแซ่เหวินไม่ลงจริงๆ เขากล่าวอย่างไร้อารมณ์ว่า "ทำให้พวกเขากลับมาเป็นเหมือนเดิม แล้วลบความทรงจำเสีย"

"ได้ๆ" เหวินฮุ่ยเฉิงเห็นจิ้งจอกน้อยไม่เอาเรื่องตน จึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาเข้าไปประคองคนที่เท้าแดงไปหมด เพราะถูกความเย็นกัด แล้วประคองกลับเข้าห้อง "เจ้าก็ไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้า คนพวกนี้ก็ลืมหมดแล้ว"

เฟยเมี่ยวเดินตามเขาไป ปล่อยให้เหวินฮุ่ยเฉิงจัดการทุกอย่างจนกว่าจะพอใจ เขาให้มี่ถงกลับร่างเป็นจิ้งจอกเพื่อที่จะได้สะดวกเวลานอน แต่แทนที่มี่ถงจะได้นอนบนเตียงกับเขา กลายเป็นว่ากลับถูกเจ้าเสี่ยวไป๋ลากตัวออกไปที่อื่นด้วยอย่างเสียมิได้ ส่วนคนที่นอนอยู่ข้างเขาเวลานี้ก็คือเจ้าของแมวที่ขโมยจิ้งจอกของเขาไปนั่นแหละ

เวลาผ่านไปนานพอสมควร เฟยเมี่ยวก็พูดขึ้นมาว่า "อย่าทำเช่นนี้อีก"

เหวินฮุ่ยเฉิงตอบรับในลำคอว่า "อืม"

"หากมีครั้งหน้า เจ้าทำข้าเสียเรื่อง จะไม่ให้เจ้าตามติดเช่นนี้แล้ว"

เหวินฮุ่ยเฉิงก็ยังขานรับว่า "อืม" จากนั้นดึงตัวเฟยเมี่ยวมากอดแนบอก

เฟยเมี่ยวไม่ได้ขัดขืนสัมผัสของเขา เพียงขยับหาท่านอนที่สบายที่สุด แล้วหลับตาลงฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะไม่เร็วไม่ช้า นานทีเดียวจึงได้ยินเสียงของเหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวว่า "ข้าร้อนใจ เป็นห่วงเจ้า จึงลงมือหนักไปหน่อย ครั้งหน้าจะไม่ทำแล้ว"

เจ้าทึ่มคนนี้ มิรู้ว่าเข้าใจผิดไปถึงไหน น้ำเสียงจึงได้เศร้าสร้อยนัก เขามิได้อยากให้หยางจินเหลียงตายก็จริง แต่นั่นมิใช่เพราะห่วงใยอะไรอีกฝ่าย เพียงแค่เรื่องที่เขาทำนี้มิได้หนักหนาถึงกับต้องพรากชีวิตใคร แล้วหากว่าหยางจินเหลียงตาย แคว้นหยางจะเป็นเช่นไรเล่า เขาแบกรับคำสาปแช่งของคนทั้งแคว้นไม่ไหวหรอกนะ

แต่ความรู้สึกผิดนี้ ให้อยู่กับคนแซ่เหวินนานหน่อยก็ดี ครั้งหน้าทำอะไรจะได้รู้จักคิด แทนที่จะอธิบายเฟยเมี่ยวกลับกล่าวเพียง "ก็ดี..."

ยามเหม่ามาเยือนรวดเร็วราวกับเร่งเวลา เฟยเมี่ยวลืมตาตื่นอีกครั้ง ก็ยังเห็นว่าคนข้างกายหลับอยู่ นิ้วเรียวเกลี่ยเส้นผมที่บดบังใบหน้าคมเอาไว้ออก เผยให้เห็นใบหน้าน่ามองที่เขาฝันถึงเสมอมา คนคนหนึ่งจะเหมือนกันได้มากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ 

"หากเจ้าเป็นเขา ข้าคงไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยทำเรื่องพวกนี้" เฟยเมี่ยวพึมพำกับตนเองแผ่วเบา

เรื่องที่เขาได้ยินในยามที่สิ้นสติไปนั้น เขาล้วนจำได้ แม้ไม่มั่นใจว่าคนผู้นั้นที่เฉินเยว่กล่าวถึงคือคนไหน แต่รางสังหรณ์บอกเขาว่า เขาอาจจะต้องทำเรื่องที่โหดร้ายอีกแล้ว 

เสียงขยับตัวกับอ้อมกอดอุ่นที่โอบรัดตนไว้ ทำให้เฟยเมี่ยวหลุดออกจากภวังค์ เมื่อมองกลับมาก็พบว่าเหวินฮุ่ยเฉิงจ้องมองตนอยู่ เฟยเมี่ยวยิ้มเบาบางให้เขา "ตื่นแล้วหรือ"

เหวินฮุ่ยเฉิงมิได้ตอบกลับในทันที แต่กลับก้มลงจุมพิตที่ริมฝีปากของเขาแผ่วเบา ถามด้วยน้ำเสียงแหบที่ติดจะงัวเงียว่า "คิดอะไรอยู่"

"เรื่อยเปื่อย"

"คิดถึงข้า?"

เฟยเมี่ยวกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย "หากยังมิอยากตื่นจากฝัน ก็นอนต่อเถอะ

ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของคนแซ่เหวิน เขายิ่งรู้สึกคันยุบยิบในใจ อดไม่ได้ต้องหยิกอีกฝ่ายจนร้องโอดโอย

เหวินฮุ่ยเฉิงรวบตัวคนบนร่างมากอดไว้แน่น "ตีข้าทำไม"

"ใครใช้ให้เจ้าโง่ล่ะ"

"เฟยเอ๋อร์ เจ้าว่าข้าจนข้าจะโง่จริงๆ แล้ว"

"อือ เจ้าก็โง่จริงๆ นั่นแหละ"

"เจ้า เจ้านี่น่า…" น้ำเสียงระอาใจของอีกฝ่ายทำให้เฟยเมี่ยวหัวเราะขึ้นมาบ้าง 

ทั้งคู่คลอเคลียกันจนพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า เหวินฮุ่ยเฉิงจึงช่วยเฟยเมี่ยวแต่งตัว เมื่อเกล้าผมให้เขาเสร็จแล้ว เหวินฮุ่ยเฉิงก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "อีกสามวันข้าจะมารับ"

"อะไรนะ" คล้ายว่าการนับวันเวลาของอีกฝ่ายจะมีปัญหา เฟยเมี่ยวจึงเอ่ยท้วงว่า "เราตกลงกันไว้ เจ็ดวันมิใช่หรือ"

"ร่างกายเจ้าอ่อนแอเกินไป ข้าอยากพาเจ้ากลับแดนเหมันต์โดยเร็ว"

เฟยเมี่ยวขมวดคิ้วถามว่า "ไปทำไม?" 

"กลับบ้านเรากัน" เหวินฮุ่ยเฉิงเกยคางบนไหล่บาง "ที่นั่นแม้จะหนาวตลอดทั้งปี แต่ในตำหนักซือโฮ่วอากาศดีมาก เจ้าต้องชอบแน่"

กลับบ้าน…

คำพูดนี้ทำให้เฟยเมี่ยวชะงักไป เขาหันมองสีหน้าในยามที่เอ่ยคำพูดเช่นนี้ของเหวินฮุ่ยเฉิง พบว่าบนใบหน้านั้นมีรอยยิ้มระบายอยู่เล็กน้อย ให้ความรู้สึกสงบและเป็นธรรมชาติ เฟยเมี่ยวมิได้ตอบรับในทันที เขาเพียงปล่อยให้เวลาผ่านไป จนกระทั่งมี่ถงในร่างจิ้งจอกวิ่งเข้ามาใกล้ 

จิ้งจอกสีดำสนิทหมอบลงแทบเท้าของเฟยเมี่ยว เสียงทุ่มต่ำกล่าวว่า "มนุษย์ที่ถูกแช่แข็งอยู่ด้านนอก เริ่มมีการเคลื่อนไหวแล้วขอรับ"

"อืม" เฟยเมี่ยวตีหลังมือของเหวินฮุ่ยเฉิงเบาๆ "เจ้าก็กลับไปได้แล้ว"

เหวินฮุ่ยเฉิงขยับนั่งตัวตรง ล้วงของบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ แล้วยัดใส่มือของเฟยเมี่ยว "เก็บไว้"

"อะไร" เมื่อแบมือออกเฟยเมี่ยวก็พบขวดหยกสีขาวสะอาดขวดหนึ่ง

"ยาสลายชีพจร"

"ยาฆ่าคน?"

"ยาแกล้งป่วยต่างหาก" เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวยิ้มๆ "ของเล่นที่สหายของข้ามอบให้มาระหว่างเดินทาง เจ้าน่าจะชอบ"

เฟยเมี่ยวเลิกคิ้วขึ้นถามว่า "เจ้ามีสหายด้วยหรือ"

รอยยิ้มบนใบหน้าคมหุบฉับ เหวินฮุ่ยเฉิงถามอย่างจนใจว่า "เฟยเอ๋อร์ เจ้าคงไม่ได้คิดว่า ว่าที่สามีของเจ้านั้นมิมีผู้ใดคบหาหรอกนะ?"

"..." เฟยเมี่ยวกลอกตาหนีดวงตาคม ที่หรี่ลงมองตนอย่างจับผิด

ใครจะไปรู้ วันทั้งวันมิคุยกับเขาก็เอาแต่คุยกับเจ้าอ้วนเสี่ยวไป๋ หากเขาจะคิดว่าอีกฝ่ายมิมีใครคบจะผิดได้อย่างไรเล่า ทำตัวให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหน

เมื่อคำถามที่ถามไป มิได้รับการตอบกลับ เหวินฮุ่ยเฉิงก็มิคิดจะคาดคั้นเอาคำตอบ เขาเพียงจรดริมฝีปากของตนบนหน้าผากเนียนคราหนึ่ง แล้วจึงแนบหน้าผากของตนให้ติดกันกับอีกฝ่าย "ไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใด ก็อย่าได้ซุกซนจนตนเองต้องเจ็บตัว อย่าให้ข้าทนห่วงไม่ไหว เข้าใจหรือไม่"

เฟยเมี่ยวถูกเขากระทำเช่นนี้ ก็รู้สึกวางหน้าไม่ถูกขึ้นมา จึงเพียงตอบรับในลำคอว่า "อืม" จากนั้นรีบไล่ให้คนกลับไป

จวบจนเหวินฮุ่ยเฉิงหายไปแล้ว เฟยเมี่ยวก็ก้มลงมองขวดยาในมืออีกครั้ง เจ้าเสี่ยวไป๋เข้ามาเห็นขวดนี่เข้าก็อธิบายว่า ยานี่เป็นยาประหลาดที่หมอเทวดาผู้หนึ่งมอบให้เหวินฮุ่ยเฉิงเอาไว้ มีฤทธิ์ทำให้ชีพจรเต้นอ่อนลง คล้ายคนป่วยใกล้ตายก็มิปาน แต่คนกินไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เพราะแม้ชีพจรจะเต้นช้าลง แต่มิอาจทำให้สิ้นใจได้ อย่างมากก็เพียงอ่อนแรงไปชั่วขณะก็เท่านั้น

เฟยเมี่ยวคำนวนเวลาแล้วพบว่า ตนนั้นควรรีบจัดการเรื่องนี้ให้จบเสียที จึงเทยาในขวดออกมาหนึ่งเม็ด แล้วกินเข้าไป ในสถานะการณ์ความเป็นความตายนี้เขายังสามารถหาช่องทางอยู่ตามลำพังกับจักรพรรดิผู้นั้นได้ หยางจินเหลียงมิมีทางที่จะไม่ยอมรับฟังคำขอของเขา

ร่างกายค่อยๆ ร้อนรุ่มขึ้นมากระทันหัน เฟยเมี่ยวหอบหายใจหนัก ด้วยชีพจรที่เต้นผิดปกติ แต่ก็ยังนับว่าอยู่ในระดับที่เขาทนไหว ด้านนอกมีเสียงอึกกะทึกคึกโครม ไม่นานนักประตูก็ถูกเปิดออก เป็นหยางจินเหลียงที่วิ่งเข้ามา ตามด้วยคนอีกเป็นขบวน ในนั้นยังมีคนที่แต่งตัวคล้ายหมอหลวงอีกด้วย

เฟยเมี่ยวไอแห้งๆ ออกมาสองสามครั้ง พยายามจะลุกขึ้นมาทำความเคารพ แต่หยางจินเหลียงกลับรีบห้ามเอาไว้ "อวี่เอ๋อร์ เจ้านอนดีๆ อย่าได้ลุกขึ้นมามั่วซั่ว"

"แต่ว่า"

"ไม่ต้องพูดแล้ว หมอหลวงมาตรวจอาการว่าที่พระชายา"

"แค่กๆ" ดวงตาเรียวเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อครู่นี้ หยางจินเหลียงเรียกเขาว่าที่อะไรนะ?

เขามองหมอหลวงที่เข้ามาใกล้ แล้วจับชีพจรของเขาผ่านผ้าขาว จากนั้นเอ่ยถามเขาอย่างใจดีว่า "พระชายาทรงเจ็บป่วยตรงไหนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"

เฟยเมี่ยวส่ายหน้า "เพียงอ่อนเพลียเท่านั้น"

หมอหลวงชราถามต่อว่า "แล้วทรงรู้สึกเวียนหัวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"

เฟยเมี่ยวก็ยังคงส่ายหน้า อีกหลายคำถามถูกส่งมา เฟยเมี่ยวก็ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ จนใบหน้าหมอหลวงชราเริ่มซีดเผือด กระทั่งหมอหลวงถอยกลับไป หยางจินเหลียงจึงเข้ามานั่งลงข้างกายเขา

เสี่ยวไป๋ที่นอนอยู่ข้างตัวของเฟยเมี่ยว ถึงกับลุกขึ้นพองขนขู่ "เจ้ามนุษย์นี่น่าตายนัก กล้าดีอย่างไร คิดมาแย่งชิงคนกับนายท่านของข้า!"

เฟยเมี่ยวยามนี้ "..."

สหายเจ้าแมวอ้วน เจ้าใจเย็นก่อน!

หลังจากที่รวบรวมสติให้กลับเข้าที่ได้แล้ว เฟยเมี่ยวก็เอ่ยปากถาม "รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ ว่าที่พระชายาคืออะไร?"

"อวี่เอ๋อร์ไม่ต้องกลัว" หยางจินเหลียงเห็นเขายังไม่เข้าใจ ก็กล่าวยิ้มๆ พลางกุมมือเขาเอาไว้แน่น "ต่อให้ยามนี้เสด็จพ่อจะยังไม่เห็นด้วย เรื่องที่จะรับเจ้ามาเป็นพระชายา แต่หลังจากเสด็จแม่เห็นเจ้า จะต้องยอมรับเจ้าแน่ ถึงเวลานั้นเสด็จพ่อก็คงมิอาจขัดขวางได้"

เหงื่อเย็นผุดขึ้นมาเต็มแผ่นหลัง จากที่จะแกล้งป่วย เฟยเมี่ยวรู้สึกว่าตนเองจะป่วยจริงๆ แล้ว มือข้างหนึ่งเอื้อมไปกดศีรษะของเจ้าเสี่ยวไป๋เอาไว้ มิยอมให้มันลุกขึ้น มิเช่นนั้นหยางจินเหลียงอาจถูกพยัคฆ์ตัวเขื่องขย่ำตายคาอุ้งเท้าก็เป็นได้

เรื่องนี้... เฟยเมี่ยวลองถามหยั่งเชิง พระองค์ทรงได้พูดคุยกับองค์จักรพรรดิเมื่อใดกัน เหตุใดกระหม่อมมิรู้เรื่องเลย

เมื่อครู่ ก่อนที่เจ้าจะเป็นลมไป หนางจินเหลียงเล่าอย่างเป็นธรรมชาติ

ที่แท้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ สำหรับหยางจินเหลียงแล้ว เพียงเกิดขึ้นเมื่อครู่เท่านั้น

หยางจินเหลียงลูบศีรษะเขา จากนั้นหันไปถามหมอหลวงว่า ตกลงว่าอาการของพระชายา เป็นอย่างไรกันแน่

หมอหลวงที่ยืนรอรายงานอยู่ไม่ไกล ก้มหน้าลงต่ำประสานมือแล้วกล่าวว่า "อาการของ เอ่อ ว่าที่พระชายานั้นค่อนข้างจะ…"

ใบหน้าคมตึงเครียด "อวี่เอ๋อร์อาการหนักหรือ"

"เรื่องนี้"

"ท่านหมอเชิญกล่าวมาเถอะ" เฟยเมี่ยวบอกชายชราตรงหน้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ด้วยชีพจรที่เป็นเช่นนี้ มิมีทางเป็นเรื่องดีได้แน่ เรื่องพระชายาอะไรเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน อย่างน้อยยามนี้ก็มีทางออก คนใกล้ตายที่ไหน ที่บิดามารดาจะยอมให้บุตรของตนแต่งด้วย 

 "อาการนี้ของพระชายา คาดว่า" ที่ข้างขมับของหมอหลวงวัยชรา มีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมา เขาลอบกลืนน้ำตาเหนียวลงคออย่างยากลำบาก กล่าวตะกุกตะกุกว่า "กระหม่อมขอบังอาจทูลว่า อาการป่วยของพระชายา กระหม่อมจนปัญญาจะรักษาพ่ะย่ะค่ะ"

"เหตุใดจึงจนปัญญาเล่า" หมอหลวงหลี่ผู้นี้ เป็นหมอหลวงประจำพระองค์ของเสด็จพ่อเชียวนะ หากว่าคนที่เก่งกาจเช่นนี้ยังจนปัญญา อวี่เอ๋อร์ของเขาจะเป็นเช่นไร "ตกลงว่าอวี่เอ๋อร์ป่วยเป็นอะไร เหตุใดจึงจนปัญญารักษา"

หมอหลวงหลี่คุกเข่าก้มหน้าต่ำ "กระหม่อมไร้ความสามารถ มิอาจบอกได้ว่า พระชายาป่วยด้วยโรคอะไร จึงมิสามารถรักษาได้พ่ะย่ะค่ะ"

"อย่าได้...ทรงคาดคั้นท่านหมออีกเลยพ่ะย่ะค่ะ" เฟยเมี่ยวปิดปากไอแห้งๆ ออกมาอีกครา กล่าวอย่างอ่อนแรงว่า "ความจริงมีเรื่องที่ไม่เคยได้บอกพระองค์ กระหม่อมนั้นป่วยมาแต่ยังเล็ก คงอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว องค์รัชทายาทอย่าได้ทรงสร้างความลำบากให้ผู้อื่นเลยพ่ะย่ะค่ะ"

"อวี่เอ๋อร์…." หยางจินเหลียงราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงมาบนศีรษะ อะไรคือป่วยมานานแล้ว อะไรคือคงอยู่ได้อีกไม่นาน เขาเพิ่งจะได้พบกันเองมิใช่หรือ?

หมอหลวงหลี่เห็นองค์รัชทายาท คล้ายจะเป็นลมไปทั้งอย่างนั้นจึงรีบกล่าวว่า "ขอบังอาจทูลถามพระชายา อาการป่วยของท่านเป็นเช่นไรกันแน่ เมื่อครู่กระหม่อมทรงถาม พระองค์ก็ทรงบอกว่ามิทรงเป็นอะไรเลย มิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ"

"นั่นก็ใช่" เฟยเมี่ยวยิ้มด้วยรอยยิ้มที่ดูฝืนทนที่สุด "นั่นเพราะโรคที่ข้าเป็นนั้นแปลกประหลาดนัก ภายนอกล้วนไม่เป็น แต่หากอาการกำเริบเส้นผมจะแปรเปลี่ยนเป็นสีเงินอย่างที่เห็น และจะหมดสติบ่อย ไม่เจ็บไม่ปวด เมื่อตายจากไป ก็จะคล้ายเพียงคนที่นอนหลับไปเท่านั้น"

"มีโรคประหลาดเช่นนี้จริงหรือ" หมอหลวงหลี่ครุ่นคิด เขาลอบมองเส้นผมสีเงินเงางามของเฟยเมี่ยวคราหนึ่ง แล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจออกมา ลิขิตสวรรค์โดยแท้

รอจนหยางจินเหลียงเรียกสติกลับมาได้ ก็ไล่ให้คนออกไปให้หมด ในแววตาของรัชทายาทผู้ยิ่งใหญ่นั้น ยามนี้กลับหลงเหลือเพียงความโศกเศร้าที่มิอาจปิดบัง เฟยเมี่ยวมองผ่านภาพนั้นคราหนึ่ง ก็ไม่หันมองอีก รอยยิ้มมุมปาก ที่ใช้ความพยายามอย่างยิ่งนี้ของหยางจินเหลียง กลับขวางหูขวางตาของเฟยเมี่ยวจนน่าหงุดหงิด

"อวี่เอ๋อร์เหตุใดมิยอมบอกข้า"

"บอกท่านแล้วอย่างไร" พอความขี้เกียจเข้าครอบงัม คำราชาศัพท์อะไรเฟยเมี่ยวก็ไม่ใช้แล้ว "บอกไปแล้ว ท่านก็จะไม่แต่งกับคนใกล้ตายเช่นข้าหรือ"

นี่แหละที่เขาต้องการ บอกมาว่าจะไม่แต่งกับเขา บอกมาว่าคนใกล้ตายมิสามารถเป็นพระชายาบ้าบออะไรนั่นได้ เขาจะถือเป็นพระคุณมาก เพราะตอนนี้เขาเริ่มปวดแขนแล้ว เจ้าอ้วนเสี่ยวไป๋แรงเยอะจริงเชียว!

หยางจินเหลียงคิดว่าคนงามกำลังตัดพ้อตน จึงรีบกล่าว "อวี่เอ๋อร์เจ้าอย่าเข้าใจผิด ข้ามิเคยคิดเช่นนั้น ต่อให้เหลือเวลาบนโลกนี้เพียงวันเดียว ข้าก็ยังจะแต่งกับเจ้า"

ไม่แต่ง ไม่อยากแต่ง! 

ภายนอกนั้น เฟยเมี่ยวก็ทำเพียงส่งรอยยิ้มโง่งมให้กับหยางจินเหลียง มือข้างหนึ่งบีบหลังคอเสี่ยวไป๋อีกข้างคว้าจับมี่ถงเอาไว้แน่น ภายในใจเกิดความรู้สึกหนึ่งที่เรียกว่าร้อนรนขึ้นมากลางใจ 

เขากล่าวกับเจ้าอ้วนเสี่ยวไป๋ในใจ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ห้ามเจ้าบอกเหวินฮุ่ยเฉิงเด็ดขาด!"



 นี่เป็นที่มาของคำว่า ห่วงเมียจนทำให้ชาวบ้านเขาเดือดร้อนที่แท้...

พูดคุยกับเถียนซินได้ที่

เพจ เถียนซิน

ทวิตเตอร์ @Hanfeng62416408

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 144 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,131 ความคิดเห็น

  1. #1084 PorPeaKitcharoen (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 23:34
    เอ่อ พวกเจ้าเป็นพี่น้องพ่อเดียวกันนะแต่งไม่ได้
    #1,084
    0
  2. #1079 พระจันทร์ตะวันออก (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 / 22:39
    พระเจ้ามีปมกับความรักหรอคะ กำหมัดเเน่นมาก
    #1,079
    0
  3. #1064 K.white wine (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 19:10
    อาเฉิงคือเดอะเบสในใจอะ พี่เฉิงของน้องงงงงงง
    #1,064
    0
  4. #948 DBJJKM97 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 มกราคม 2563 / 18:39
    อาเฉิงนี้แบบว่าที่สามีแห่งชาติอะไรจะตามใจเมียขนาดนี้
    #948
    0
  5. #851 l'hiver (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 / 10:42
    ฮือออ ดิชั้นรู้สึกไม่ชอบคุณเฉินเยว่เลย นางมาทีไรรูสึกถึงดราม่าตลอด
    #851
    0
  6. #850 Notty Kero (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 22:17
    เดะจะโดนแช่แข็งทั้งวังมั้ยเนี่ยยยยยยย
    #850
    0
  7. #849 sayupung (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 21:47
    5555 ซวยแล้ววว เฟยเอ๋อร์จะรอดจากวิวาห์นี้ได้อย่างไร >_<
    อาเฉิงโหดมากค่ะ ห่วงเมียจนแช่แข็งคนอื่นขนาดนี้ ส่วนเสี่ยวไป๋ก็ยังโดนถงถงเมินต่อไป 5555
    #849
    0