หนทางสู่การเป็นท่านจอมมาร [สนพ.NanaNaRis YBooks]

ตอนที่ 32 : บทที่.26 เป้าหมาย 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,215
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 131 ครั้ง
    17 พ.ย. 62

บทที่.26

เป้าหมาย

ขบวนเสด็จขององค์รัชทายาท หยุดอยู่ที่หน้าประตูเมืองกว่าครึ่งชั่วยาม ทหารยามเฝ้าประตูถึงกับยืนเกร็งขามิกล้าผ่อนปรนความขยัน ม้าศึกสีขาวพ่วงพีย่ำเท้าไปมา ราวกับรู้ว่าผู้เป็นนายของมันอยากกระทำเช่นนี้ใจแทบขาด แต่มิอาจทำได้ มือที่กำรอบบังเหียนม้าเส้นเลือดปูดโปน

ผู้ใดเล่าจะรู้ว่ายามนี้นั้นหยางจินเหลียงร้อนรนเพียงใด เมื่อวานหลังจากเฟยเมี่ยวกลับไป องค์รัชทายาทผู้เปื่อมไปด้วยพระอัจฉริยภาพของเหล่าขุนนาง ก็ถึงกับไม่เป็นอันทำอะไร เฝ้านับเวลาให้ถึงรุ่งสาง จุดมุ่งหมายก็เพื่อมารอคนงามที่หน้าประตูเมือง หากเหล่าขุนนางทั้งหลายที่ร่วมเสด็จมาครั้งนี้ รู้ถึงความคิดนี้เข้าล่ะก็ คงหัวเราะมิได้ร่ำไห้มิออกกันทั่วหน้าเป็นแน่

ฉินอ๋องทรงเห็นว่า ผู้เป็นพระเชษฐาร้อนรนจนแทบจะเสียกิริยา ก็ควบม้าเข้าไปใกล้แล้วกล่าวเสียงแผ่วว่า "เสด็จพี่ ทรงเก็บอาการหน่อยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"

"ข้าแสดงออกมากไปหรือหยางจินเหลียงเลิกคิ้วขึ้นมองพระอนุชาของตน

หยางเจี๋ยพยักหน้าและยิ้มแห้งแล้งส่งมาให้ หากจะกล่าวให้ถูกต้องบอกว่า พระเชษฐาของตนยามนี้ หากว่าสามารถทำได้ เขาคงได้เห็นรัชทายาทที่ผู้คนรักใคร่วิ่งเข้าไปค้นหาคนงาม แล้วอุ้มกลับวังด้วยตนเองแล้ว ไหนเลยจะมานั่งร้อนรนอยู่บนหลังม้าเช่นนี้

เสียงควบม้าวิ่งทะยานออกมาจากด้านใน เป็นหมิงเจ๋อที่ถูกส่งให้ไปดูต้นทางเอาไว้ หากเฟยเมี่ยวเดินทางมาใกล้จะถึงให้รีบมารายงานทันที "กราบทูลรัชทายาท คุณชายหลิ่งมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

หยางจินเหลียงกวาดสายตามองไปรอบด้าน ด้วยความตื่นเต้น "แล้วคนเล่าอยู่ที่ใด"

"ห่างจากประตูเมืองไม่ถึงห้าสิบเท้าก้าวเดินพ่ะย่ะค่ะ"

"เสี่ยวเจี๋ยเจ้าช่วยข้าดู"

หยางเจี๋ยถามว่า "ดูอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ"

"ดูว่าวันนี้ข้าดูดีพอหรือยัง"

เท้าที่ฉินอ๋องทรงใช้เหยียบอยู่บนโกลนถึงกับลื่นพรืด เกือบจะเสียหลักพลัดตกจากหลังม้า เขามองพระเชษฐาของตนราวกับเห็นผี ผีฝาแฝดเสียด้วย เสด็จพี่ยามนี้ช่างเหมือน เหมือนกันกับเขายามที่คนรักยอมตอบรับนัดหมายในครานั้นมิมีผิดเพี้ยน

ไม่นานนักเฟยเมี่ยวก็เดินมาถึงหน้าประตูเมือง แม้ว่าจะเป็นยามเช้า แต่ในวันที่อากาศร้อนระอุเช่นนี้ เขายังต้องฝืนทนเดินมาจนถึงหน้าประตูเมือง ช่างเป็นอะไรที่ยากจะบรรยายจริงเชียว ไม่ไกลนักเฟยเมี่ยวมองเห็นหยางจินเหลียงที่อยู่บนหลังม้า กำลังส่งยิ้มทักทายตนอยู่ เขาเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ข้างอาชาตัวนั้น แล้วประสานมือตามพิธีการ

"ถวายบังคมองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ"

หยางจินเหลียงกล่าวยิ้มๆ ว่า "ระหว่างเราสองคน ยังต้องมากพิธีอะไรอีก"

เฟยเมึ่ยวคิ้วกระตุก ให้ข้ามากพิธีกับเจ้า ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เจ้าถูกคนแซ่เหวินตีตายนะ "มากไว้ย่อมดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ"

"แล้วแต่เจ้าแล้วกันมือหนายื่นมาให้อย่างอ่อนโยน "ไปเถอะ"

ความหมายคือให้เฟยเมี่ยวขึ้นมาขี่ม้าตัวเดียวกับตน เช่นนี้ก็เท่ากับว่าเมื่อก้าวเข้าไปในเมืองแล้ว ทั่วทั้งเมืองจะได้เห็นว่า มีชายงามผู้หนึ่ง ใจกล้าถึงขนาดที่ว่าไปนั่งอยู่บนอาชาตัวเดียวกับองค์รัชทายาทผู้เป็นที่รักยิ่งของใต้หล้า เช่นนี้คือการประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ว่าเขาคือคนของหยางจินเหลียงใช่หรือไม่?

เฟยเมี่ยวยื่นมือให้โดยดี ให้อีกฝ่ายช่วยพยุงขึ้นหลังม้า ใครสนกันว่าคนผู้นี้คิดจะป่าวประกาศอะไร เขามีเวลาเพียงน้อยนิด อย่างไรก็ยังต้องทำในสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ มิสามารถรั้งรอได้ เจ็ดวันให้หลังคงต้องไปจากแคว้นหยางแล้ว มิเช่นนั้นต้องมีคนโมโหตายแน่

มีความคิดเช่นนี้ เฟยเมี่ยวกลับไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองนั้น เกิดความรู้สึกใส่ใจเหวินฮุ่ยเฉิงเข้าให้แล้ว

ตลอดทางเฟยเมี่ยวต่างเห็นเหล่าชาวบ้านยิ้มแย้ม เฝ้ามอง และทำความเคารพหยางจินเหลียงด้วยความเลื่อมใสศรัทธา แทบจะไม่มีใครมีท่าทีตื่นกลัวหรือไม่รักใคร่เขา มองไปแล้วก็พูดได้ว่าหยางจินเหลียงคงเป็นคนที่ประชาชนรักใคร่อย่างแท้จริง คนที่ได้รับความรักจากผู้คนมากมายเช่นนี้ คงมิใช่ตัวชั่วช้าอะไรหรอกกระมัง

ไม่นานก็มาถึงประตูใหญ่ของวังหลวง แรงต้านที่มองไม่เห็นสายหนึ่งวิ่งเข้ามาปะทะร่างกาย ทำให้ศีรษะของเขาปวดหนึบ มี่ถงในร่ายจิ้งจอกที่เขากอดไว้ก็ถึงกับตัวสั่นเทา เฟยเมี่ยวเอนตัวไปทางด้านหลัง ใช้รัศมีสีทองอาร่ามของหยางจินเหลียงคลุมกายเอาไว้ เขาจึงผ่านประตูใหญ่เข้ามาได้อย่างปลอดภัย

เมื่อเขามาถึงด้านในแล้ว หยางจินเหลียงก็พาเขามาที่ๆ หนึ่ง มีป้ายขนาดใหญ่เขียนว่าตำหนักเหยียนเต๋อ อีกฝ่ายกล่าวว่านี่คือตำหนักของตน ให้เขาเข้าพักได้ในฐานะแขก เหล่าขันทีและนางกำนันต่างพากันวิ่งวุ่นจัดเตรียมห้องหับ อาภรณ์ชุดใหม่ อาหารชั้นเลิศให้เขาตามคำสั่ง เฟยเมี่ยวปรายตามองสิ่งของเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชาคราหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มอ่อนโยน

เขากล่าวว่า "คุณชาย เอ่อ รัชทายาททรงมิเห็นต้องทำให้เป็นเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ กระหม่อมอยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น"

คิ้วของหยางจินเหลียงขมวดน้อยๆ "ได้อย่างไร"

อวี่เอ๋อร์ของเขาลำบากมานานหลายเดือน หากแม้แต่เมื่อมาอยู่ข้างกายเขา ยังทำให้อีกฝ่ายสุขสบายขึ้นมาเพียงนิดมิได้ เขาจะยังสามารถพูดว่าตนเองนั้นคู่ควรกับอีกฝ่ายได้หรือ เรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ จะยังสามารถปกครองไพร่ฟ้าได้อย่างไร?

"แต่ว่า ทำเช่นนี้ผู้อื่นจะเหน็ดเหนื่อยโดยใช่เหตุ"

"อวี่เอ๋อร์ เรื่องนี้อย่าได้ใส่ใจอีกเลย เจ้าพักผ่อนให้ดีก็พอแล้วหยางจินเหลียงรีบกล่าวตัดบท "ข้ายังต้องไปพบเสด็จพ่อ เพื่อรายงานผลการแข่งขันครั้งนี้ เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ แล้วข้าจะรีบกลับมา"

เมื่อเห็นว่าคนผู้นี้ไม่คิดจะฟังตน เฟยเมี่ยวจึงไม่ต่อความกับเขาอีก เปลี่ยนเป็นพยักหน้าแล้วยิ้มส่งเขาเท่านั้น เมื่อหยางจินเหลียงไปแล้ว เฟยเมี่ยวก็เดินสำรวจห้องพักที่อีกฝ่ายจัดไว้ให้เขา ความวิจิตรงดงามล้วนไร้ที่ติ น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเขาเคยพบเจอสถานที่ที่ยิ่งใหญ่น่ามอง และงดงามกว่าห้องหับในวังหลวงแห่งนี้หลายเท่า แต่นึกเท่าไหร่ก็ยังนึกไม่ออกว่าเป็นที่ไหน

เหล่าขันทีและนางกำนันที่ถูกส่งมาให้ไม่มีเลยสักคน ที่กล้าเข้ามาพูดคุยกับเขา นั่นเพราะเขามีมี่ถงในร่างจิ้งจอกเดินอยู่ข้างกายเสมอ เมื่อสำรวจทุกอย่างจนเบื่อหน่ายแล้ว เฟยเมี่ยวจึงขอให้ขันทีพวกนั้นออกไปให้หมด โดยอ้างว่าเขาเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จึงอยากจะนอนพักสักหน่อย เมื่อคนทั้งหมดทยอยออกไปแล้ว รอยยิ้มอ่อนโยนที่ประดับอยู่บนใบหน้างามตลอดทั้งวัน ก็เลือนหายไป

มี่ถงก็กลายร่างกลับไปเป็นคนดังเดิม เท้ายาวก้าวไปหยุดยืนที่หน้าประตู มือหนายื่นออกไป ไอสีดำลอยออกมาจากฝ่ามือของเขา กลอนประตูถูกล็อค พร้อมทั้งมีปราณมารของมี่ถงตรึงเอาไว้ 

เมื่อป้องกันผู้บุกรุกที่อาจจะเข้ามาโดยมิได้นัดหมายแล้ว มี่ถงก็กลับไปหาผู้เป็นนาย แล้วกล่าวว่า "เสร็จแล้วขอรับ"

เฟยเมี่ยวกล่าวเสียงเรียบว่า "เราไปกันเถอะ"

หางยาวทั้งเก้าโบกสะบัด ร่างระหงแปรเปลี่ยนเป็นจิ้งจอกสีขาวราวหิมะ เฟยเมี่ยวกระโดดขึ้นไปยืนบนขอบหน้าต่างอย่างคล่องแคล้ว เขาหันมองมี่ถงที่ยืนนิ่งคราหนึ่งอย่างแปลกใจ "ถงถงไปได้แล้ว"

มี่ถงคล้ายจะกล่าวบางอย่าง ก่อนจะเงียบไปแล้วหลุบตาลง "ขอรับ"

เฟยเมี่ยวไม่สนใจเขาอีก เพียงใช้ร่างจิ้งจอกอันปราดเปรียวนี้วิ่งไปตำหนักนั้น โผล่ตำหนักนี้ ห้องเครื่อง โรงม้าหลวง แม้แต่ตำหนักเย็นเขาก็เข้าไปสำรวจ วังหลวงกว้างใหญ่ใช่ว่าใช้สี่เท้าวิ่งไปจะสามารถสำรวจได้หมด เฟยเมี่ยววิ่งไปมาจนมาถึงตำหนักหนึ่งที่มีเวรยามแน่นหนา 

ที่ด้านนอกมีคนผู้หนึ่งที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาดี คนผู้นี้อยู่ข้างกายหยางจินเหลียงมิได้ห่าง หากอีกฝ่ายอยู่ที่นี่ ก็แสดงว่าตำหนักนี้คือที่ประทับขององค์จักรพรรดิ!

เขากระโดดขึ้นไปบนหลังคา โดยมิทันมีผู้ใดได้สังเกตเห็น เมื่อหาช่องว่างบนหลังคาพบแล้ว เฟยเมี่ยวก็นอนหมอบลงเพื่อมองดูเหตุการณ์ด้านใน และเป็นไปตามที่เขาคาด หยางจินเหลียงอยู่ที่นี่จริงๆ กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยใบหน้าจริงจัง ตรงหน้าอีกฝ่ายคือบุรุษในชุดมังกรสีทองสูงค่า มองด้วยตาเปล่าอายุก็น่าจะไม่น้อยกว่าสี่สิบแล้วกระมัง

มองแวบแรกก็รู้ได้ทันที ว่าคนผู้นี้ก็คือบิดาชาติสุนัขของหลิ่งเฟยอวี่มิผิดแน่ เฟยเมี่ยวหรี่ตาลง ใบหูจื้งจอกตั้งขึ้นเพื่อที่จะฟังอะไรได้ถนัดมากกว่าเดิม นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่มีร่างนี้ ที่เฟยเมี่ยวรู้สึกขอบคุณที่ตนเองนั้นกลายเป็นสัตว์สี่ขา หูของจิ้งจอกมีประสิทธิภาพในการแอบฟัง แค่กๆ หมายถึงได้ยินเสียงในระยะไกลได้เป็นอย่างดี 

ยามนี้แม้ว่าภายในห้องจะเบาเสียงแค่ไหนเขาก็ได้ยิน ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าบิดาจักรพรรดิผู้นั้นกำลังสั่งสอนบุตรชายอย่างออกรสออกชาติ ขนาดทหารยามที่ยืนอยู่หน้าตำหนักยังได้ยิน แล้วเขาที่อยู่บนศีรษะของอีกฝ่ายจะไม่ได้ยินได้หรือ

ภายในห้องทรงพระอักษรของจักรพรรดิจิ้นไฉร้อนระอุ ด้วยพระโอรสองค์ผู้ซึ่งยามนี้นั้นเป็นถึงรัชทยาทของพระองค์นั้น เมื่อกลับมาจากงานล่าสัตว์ประจำปีของเชื้อพระวงศ์แล้ว สิ่งแรกที่กล่าวกลับมิใช่การกราบทูลเรื่องผลงานความดีความชอบ กลับบอกว่าได้พบคนในดวงใจแล้ว

หนำซ้ำรัชทายาทก็พาคนผู้นั้นเข้ามาถึงในวังหลวง เอ่ยปากขอสมรสพระราชทานแต่งตั้งให้อีกฝ่ายเป็นพระชายา อย่าว่าแต่ฐานะจักรพรรดิที่ค้ำคออยู่เลย แม้กระทั่งในฐานะบิดาจักรพรรดิจิ้นไฉเอง ก็ทรงมิเห็นดีเห็นงามด้วยกับเรื่องนี้ 

คนที่บุตรชายพามาไร้ที่มาที่ไป ยามที่ยังหาตัวอีกฝ่ายไม่พบภายในวังหลวงยังวุ่นวายมิรู้จบ ยามนี้คนอยู่ที่นี่ หากแต่งเป็นพระชายาแล้ว วันข้างหน้าก็ต้องกลายเป็นพระอัครมเหสีพระแม่ของแผ่นดิน พระราชวังจะไม่ถล่มลงมาหรือ

"เสด็จพ่อโปรดไตรตรองด้วยพ่ะย่ะค่ะหยางจินเหลียงสบตากับบิดานิ่ง ในดวงตาคมไม่มีแววของความลังเลแม้เพียงครึ่งส่วน

"เหลียงเอ๋อร์ มิใช่บิดาจะคัดค้านเจ้า เพียงแต่เรื่องที่เจ้าขอนั้นมากเกินไปจักรพรรดิจิ้นไฉย่อตัวลงไปประคองบุตรชาย "หากเปลี่ยนเป็นสัก...สนมชายเล็กๆ ในตำหนักก็น่าจะพอได้อยู่"

"เช่นนั้นมิเท่ากับว่า ลูกรังแกอวี่เอ๋อร์หรือพ่ะย่ะค่ะหยางจินเหลียงกดเสียงต่ำ "หากทรงให้เสด็จพ่อลดตำแหน่งเสด็จแม่เป็นเพียงอนุเล็กๆ เสด็จพ่อทรงทำได้หรือพ่ะย่ะค่ะ"

จักรพรรดิจิ้นไฉพูดไม่ออก ทรงพยายามเรียบเรียงคำพูดแล้วกล่าวว่า "มันไม่เหมือนกัน"

"รักก็คือรักมิมีสิ่งใดแตกต่าง ตั้งแต่เด็กจนโต สิ่งที่ลูกขอมีเพียงเรื่องนี้ ขอเสด็จพ่อโปรดส่งเสริมด้วยกล่าวจบหยางจินเหลียงก็ก้มศีรษะลงต่ำ

จักรพรรดิจิ้นไฉจนปัญญาจะจัดการกับปัญหานี้ หากจะให้กล่าวถึงราชวงศ์หยางในยามนี้นั้น ภายนอกก็ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม ภายในก็คล้ายบ้านขุนนางตระกูลใหญ่เท่านั้น จักรพรรดิจิ้นไฉทรงปกครองบ้านเมืองด้วยพระอัจฉริยภาพอันหาใดเปรียบ ปกครองวังหลังด้วยพระเมตตา และปฏิบัติต่อพระโอรสธิดาเฉกเช่นที่บิดาพึงปฏิบัติต่อบุตร

ด้วยไม่รู้จะทำเช่นไรแล้ว เพราะองค์รัชทายาทที่ว่านอนสอนง่าย ครั้งนี้กลับไม่ยอมถอยแม้เพียงครึ่งก้าว เขาจึงกล่าวว่า "หากมารดาของเจ้าเห็นด้วย เราก็จะยอมรับเขา"

"ขอบพระทัยเสด็จพ่อ"

เฟยเมี่ยวที่ยังอยู่บนหลังคาถึงกับใบหน้ากระตุก อะไรคือขอมากไป อะไรคือสนมชายเล็กๆ อะไรคือรังแกเขา นี่หยางจินเหลียงทูลขอเรื่องแบบไหนกันแน่!

ก่อนที่จิ้งจอกจะทันได้โมโหจนเผลอทำลายตำหนักนี่ไป ก็มีสิ่งหนึ่งลอยมากระทบศีรษะของเขาดังป๊อก… จนเฟยเมี่ยวมองเห็นดาวทั้งที่ยังมิทันมืดดี

มีคนโยนก้อนหินมาใส่หัวเขา! บัดซบ!

ดวงตาสัตว์ร้ายตวัดมองไปยังทิศทางของหินก้อนนั้น ก่อนจะพบว่าเป็นผู้ติดตามของหยางจินเหลียงที่มองมา ข้างกายยังมีทหารยามตะโกนเสียงดังลั่น "มีจิ้งจอกอยู่บนหลังคา เร็วเข้ามีจิ้งจอกอยู่บนหลังคา มาจับมันออกไปเร็ว!"

ก่อนที่เขาจะทันได้ทำสิ่งใด มี่ถงก็พุ่งลงไปในวงล้อมของเหล่าทหารเสียก่อน 

มี่ถงกล่าวว่า "นายน้อยขอรับ กลับไปก่อนข้าจะถ่วงเวลามนุษย์พวกนนี้เอาไว้เองขอรับ!"

"ห้ามฆ่าใคร หากใช้กำลังธรรมดาแล้วสู้มิได้ ให้รีบหนี แต่ห้ามทำร้ายใคร เข้าใจหรือไม่เฟยเมี่ยวก้าวถอยหลัง พลางกล่าวยืดยาว มนุษย์อย่างไรก็เป็นมนุษย์ จะให้สู้กับมารปีศาจยังเร็วไปล้านปีกระมัง 

แต่ถึงกระนั้น เขาก็มิได้ชมชอบกลิ่นคาวเลือดขนาดนั้น ขนนุ่มๆ ของมี่ถงที่เขาชอบจับ อย่าให้ต้องมาแปดเปื้อนเลือดของมนุษย์ที่โง่เขลาพวกนี้เลย

"เข้าใจแล้วขอรับ"

ฟังเสียงสุดท้ายของมี่ถงแล้ว เฟยเมี่ยวก็รีบออกวิ่งทันที ประสาทสัมผัสของจิ้งจอกฉับไวมาก เพียงมีคนตามมาเขาก็สามารถรู้ได้ทันที เฟยเมี่ยววิ่งไปจนถึงด้านในตำหนักเย็น เขาหลบซ่อนกลิ่นอายและแอบดูหมิงเจ๋อที่ตามติดมาแทบไม่ห่าง เจ้าคนน่ารำคาญผู้นี้ฝีมามินับว่าชั่วเลยจริงๆ

เพียงแต่มนุษย์ก็คือมนุษย์ ตัวเขายามนี้กลายเป็นจิ้งจอกไปแล้ว จะเสียท่าง่ายๆ ได้อย่างไร รอจนหมิงเจ๋อจากไปเฟยเมี่ยวจึงย้อนกลับออกไปทางเดิม เขาวิ่งไปจนถึงตำหนักเหยียนเต๋อ กระโดดเข้าไปทางหน้าต่าง จากนั้นกลายร่างกลับไปเป็นคนอีกครั้ง 

สิ่งแรกที่เฟยเมี่ยวเลือกทำก็คือวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อไปที่กระจกทองแดงบานใหญ่ ดวงตาหงเบิกกว้างเมื่อพบว่าหน้าผากเนียนกลายเป็นรอยเขียวช้ำไปเสียแล้วนี่ นี่ นี่มันใบหน้าทำมาหากินนะ! เจ้าองครักษ์สมควรตายผู้นั้น เราจะได้เห็นดีกันแน่

ระบบ [มีความคิดชั่วร้าย +10แต้ม]

'ไร้ประโนชน์ หุบปากไป!'

ตั้งแต่เขามาอยู่ในร่างนี้ กล่าวตามตรงไม่ว่าจะถูกฉู่ชิงซาทรมานเพียงใด หรือได้รับความลำบากขนาดไหน อย่างหนึ่งที่เฟยเมี่ยวจะพึงระวังเอาไว้เสมอก็คือ ห้ามไม่ให้ส่วนไหนของใบหน้านี้ได้รับความเสียหาย ต่อให้ต้องขาหัก แขนหรือมือใช้การมิได้ ใบหน้านี้ก็ห้ามมีแม้รอยแมวขวน หากจะถามว่าเหตุใดต้องให้ความสำคัญขนาดนั้น ก็คงเป็นเพราะว่าใบหน้าที่งดงามเช่นนี้มันมีประโยชน์อย่างไรเล่า!

ครั้งนี้เจ้าคนน่าตายนั่นทำเขามีโทสะจริงๆ แล้ว เฟยเมี่ยวก้าวเท้าเดินออกไปนอกตำหนักด้วยใบหน้าเย็นชา เหล่าขันทีและนางกำนันที่ยืนรอรับใช้ต่างเข้ามาขวางทางเขาไว้ เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะเดินออกไปนอกตำหนัก 

"เสร็จออกไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ"

"ถอยไป"

"มิได้เพคะ"

"ไสหัวไป!คล้ายถูกภูเขาลูกใหญ่หล่นทับ ผู้คนทั้งหมดที่ได้ยินเสียงนี้ ที่ยืนอยู่ก็ต้องคุกเข่าลง ที่นั่งอยู่ก็ต้องหมอบลงแทบเท้า ไม่อาจต้านทานความน่าเกรงขามเช่นนี้ได้ ชายเสื้อสีม่วงอ่อนสะบัดปลิวไปตามแรงลม ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมเย็นราวหิมะแรกในฤดูเหมันต์

การก้าวเท้าครั้งเดียวของเฟยเมี่ยว เท่ากับคนคนหนึ่งก้าวสิบก้าวเดิน ไม่นานนักเขาก็พบหมิงเจ๋อที่วิ่งวุ่นตามหาตนอยู่ หมิงเจ๋อที่สังเกตเห็นเฟยเมี่ยวมายืนอยู่ตรงนี้ก็ขมวดคิ้วมุ่น ปากกำลังจะเปล่งเสียงถาม กลับถูกฝ่ามือเรียวบางที่มีเรี่ยวแรงมหาศาลบีบรัดเข้าที่ลำคอ การโจมตีอย่างมิทันตั้งตัวเช่นนี้ทำให้ดวงตาของหมิงเจ๋อเบิกกว้าง

เขาเผลอสบเข้ากับดวงตาของเฟยเมี่ยว ที่ยามนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มเรืองรอง ตัวของหมิงเจ๋อสั่นสะท้านอย่างมิอาจควบคุม "ทะ ท่าน แค่ก ท่านเป็นใคร"

เฟยเมี่ยวใส่แรงลงไปบนฝ่ามืออีกหนึ่งส่วน "กล้าดียังไง มาทำให้ใบหน้าของข้าเป็นรอย"

"พะ พูดเรื่องอะไร ขะ ข้าไม่เข้าใจมือหนาพยายามแกะฝ่ามือที่บีบรัดลำคอของตนออก แต่กลับไร้ผล

รอจนถึงฟางเส้นสุดท้ายของชีวิต หมิงเจ๋อใกล้จะขาดอากาศหายใจเข้าจริงๆ เฟยเมี่ยวจึงปล่อยมือออก ทิ้งร่างของหมิงเจ๋อให้ลงไปไอ และกอบโกยอากาศอยู่บนพื้น 

หมิงเจ๋อใช้ทั้งสองมือจับคอที่เกือบจะหักของตนเองไว้แน่น "แค่กๆ ท่านเป็นใครกันแน่"

"ไม่ต้องสนหรอกว่าข้าเป็นใครเฟยเมี่ยวว่าเสียงเย็น "รู้ไว้แค่ว่า วันนี้เจ้าล่วงเกินข้าก็พอแล้ว"

"ข้าทำอะไร"

นิ้วเรียวชี้มาที่หน้าผากของตนเอง "นี่ไง"

"ท่านไปทำอะไรม…หมิงเจ๋อเบิกตากว้าง ตะเกือกตะกายถอยหลังหนี "หรือว่าท่านคือ ท่าน..."

"ใช่แล้วยังไง มิใช่แล้วยังไง?"

"หากใช่ข้าจะขอสู้ตายกับท่าน แต่จะมิยอมให้ท่านทำร้ายองค์รัชทายาท"

เสียงหัวเราะในลำคอของเฟยเมี่ยวดังขึ้น "เจ้าหรือจะสู้กับข้า มุขตลกแบบไหนกัน"

"..."

เฟยเมี่ยวแคนยิ้มเย้ยหยัน "มิต้องห่วง ข้าหาได้อยากทำร้ายเขาไม่ เพียงอยากให้เจ้าเล่าอะไรให้ข้าฟังเท่านั้น"

"..."

"อย่างเช่นว่า ทุกอย่างที่เจ้ารู้ เกี่ยวกับมารดาของหยางจินเหลียง"



พูดคุยกับเถียนซินได้ที่ 

เพจ เถียนซิน

ทวิตเตอร์ @Hanfeng62416408

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 131 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,131 ความคิดเห็น

  1. #1063 K.white wine (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 18:46
    ใครบังอาจทำหน้าคนงามเป็นรอย!!!!!
    #1,063
    0
  2. #956 crazy25240 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 12:50
    พลัง ที่สั่งจิตใต้สำนึกได้หายไปหนายยยย
    #956
    0
  3. #947 DBJJKM97 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 มกราคม 2563 / 18:06
    ทหารคนนั้นหวังว่าจะไม่นำปัญหามาน่ะ
    #947
    0
  4. #848 sayupung (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 19:29
    ค้างงงงงมากมาย TT ทำไมถามหาแม่จินเกอ น้องวางแผนอะไรรร ไม่ค่อยมีโมเม้นไป๋ถงเลย เรือเหือดแห้งTT
    #848
    0
  5. #839 Honeysweed (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 17:29
    มาต่อเร็วๆๆน่ะค่ะ รอออออออ่านอยู่ค่ะ
    #839
    0
  6. #829 Notty Kero (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 21:25
    เหมือนจะเข้าใจแต่เราแอบงงนิดนึง
    #829
    2
    • #829-1 Hanfeng(จากตอนที่ 32)
      17 พฤศจิกายน 2562 / 21:30
      อันนี้เป็นตัวที่ยังไม่ผ่านการรีไรท์นะคะ บางฉากอาจจะมีงงๆ บ้าง เดี๋ยวเราทยอยลงจนจบแล้วเริ่มลงรีไรท์ครึ่งเรื่องหลังใหม่อีกรอบค่ะ อาจจะปรับเปลี่ยนบางฉากให้อ่านง่ายขึ้น
      #829-1