หนทางสู่การเป็นท่านจอมมาร [สนพ.NanaNaRis YBooks]

ตอนที่ 31 : บทที่.25 เข้าใกล้ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,305
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 135 ครั้ง
    11 พ.ย. 62

บทที่.25

เข้าใกล้

งานล่าสัตว์ครั้งนี้ถูกจัดขึ้น โดยมีฉินอ๋องหยางเจี๋ยผู้เป็นพระอนุชาร่วมสายพระโลหิต ขององค์รัชทายาทเป็นผู้ดูแลและตระเตรียมงานทั้งหมด ผู้คนโดยรอบต่างพากันจับกลุ่มพูดคุยกัน ถึงจำนวนของผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมในการล่าสัตว์ เพื่อแสดงฝีไม้ลายมือให้เป็นที่ประจักษ์ 

ส่วนขุนนางฝ่ายบุ๋นนั้น กับงานใช้แรงเช่นนี้ อย่างมากก็ทำเพียงง้างสายธนูยิงนกพอเป็นพิธี ได้ก็ถือว่าเป็นโชคช่วย ไม่ได้ก็ไม่นับว่าขายหน้าแต่อย่างใด 

ในยุคที่องค์จักรพรรดิปกครองด้วยพระเมตตา เลือกใช้คนตามความสามารถโดยแท้จริง เด็ดขาดและแยกแยะถูกผิดชัดเจน เหล่าขุนนางไม่ริษยาในความดีความชอบของผู้ใด ไม่ตั้งก๊กตั้งกลุ่มเพื่อทำเรื่องมีลับลมคมในเบื้องหลังพระพักตร์ 

งานล่าสัตว์เช่นนี้ ก็นับเป็นเพียงการกระตุ้นให้ขุนนางฝ่ายบู๊ และเหล่าทหารมีใจฮึกเหิมอยู่ตลอดก็เท่านั้น คล้ายกับงานการประชันบทกวีของเหล่านักปราชณ์ และขุนนางฝ่ายบุ๋น ที่สร้างพื้นที่ให้คนพวกนี้มาโต้วาที และแข่งขันกันคลายเครียดจากงานในราชสำนัก เหล่าแม่ทัพก็จะเข้าร่วมพอเป็นพิธี ฟังออกบ้างไม่ออกบ้างก็ยังสามารถถือได้ว่า มาสานสัมพันธ์ตามประสาขุนนางที่รับใช้ราชสำนักไป

"เสด็จพี่ทรงเห็นว่างานครั้งนี้ เป็นเช่นไรหรือพ่ะย่ะค่ะ" ฉินอ๋องหยางเจี๋ยเลียบๆ เคียงๆ ถามผู้เป็นพระเชษฐาของตนเสียงแผ่ว งานครั้งนี้เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่น้อย 

หยางจินเหลียงหัวเราะในลำคอ เมื่อเห็นท่าทีรอฟังคำชมของเขาจากพระอนุชาของตน "นับว่าไม่เลว"

นับว่าไม่เลวที่น้องชายคนเดียวของเขามิใช่ตัวโง่งม เพื่อคนผู้หนึ่ง ถึงกับรู้จักทำดีเอาหน้าแล้ว งานในครั้งนี้จัดได้ไม่เลวเลยจริงๆ ทั้งคึกคักมีสีสันและชีวิตชีวา ดวงตาคมกริบทอดมองไปยังผู้ที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในการล่าสัตว์ครั้งนี้ หากแม้ว่าอีกฝ่ายมิจงใจออมมือให้เขา เกรงว่าองค์รัชทายาทเช่นเขาคงขายหน้าแล้ว

สรเสียงมิเบานักกล่าวเรียก "แม่ทัพจ้าว"

จ้าวตงเฉินชะงักคำที่กำลังจะสนมนากับเหล่าขุนนาง หันมาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "พ่ะย่ะค่ะ"

"ว่ามาเถอะ ท่านอยากได้อะไรเป็นรางวัล"

ศีรษะของแม่ทัพวัยกลางคนก้มต่ำ "กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ เป็นพระองค์ที่มีชัยในการแข่งครั้งนี้"

หยางจินเหลียงมีเพียงรอยยิ้มเบาบาง มิอาจบอกอารมณ์ "ความหมายของแม่ทัพจ้าวคือ ท่านจะให้ข้าประทานรางวัลให้ตนเองหรือ"

คำพูดนี้ของหยางจินเหลียง สร้างความขบขันให้กับผู้คนรอบข้างเป็นอย่างมาก ต่างพร้อมใจกันหัวเราะออกมาอย่างห้ามมิได้ จ้าวตงเฉินที่เพิ่งจะรู้ตัวว่าถูกรัชทายาทหยอกล้อเข้าให้แล้ว ใบหน้าก็เดี๋ยวแดงเดี๋ยวดำ ไม่นานนักก็กระแอมไอ เรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้

เขาเหลือบมองไปทางฉินอ๋องคราหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า "หากฝ่าบาททรงมีพระเมตตา กระหม่อมใคร่ขออนุญาตพาบุตรชายคนเล็กเข้าสู่สนามรบ เพื่อฝึกฝนการเป็นนักรบที่ดี จะได้กลับมารับใช้พระองค์ในภายภาคหน้าพ่ะย่ะค่ะ"

"บุตรชายคนเล็กของท่าน?" หยางจินเหลียงขมวดคิ้วครุ่นคิด เหลือบมองไปทางพระอนุชาที่รอยยิ้มแข็งค้างไปแล้วของตน ก็ลอบอุทานในใจว่าแย่แล้ว เขาจึงเพียงบอกปัดง่ายๆ ว่า "อืม เรื่องนี้ให้ข้าลองไปหารือกับเสด็จพ่อดูก่อนเถิด อย่างไรคุณชายจ้าวก็อายุยังน้อย สงครามทางใต้ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นวันนี้พรุ่งนี้ ท่านก็อย่าเพิ่งกล่าวถึงเลย"

"ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ" จ้าวตงเฉินถอยหลังกลับไปนั่งประจำที่

มองดูผู้เป็นน้องชายร่วมสายเลือดมีสีหน้าเคร่งเครียด หยางจินเหลียงก็คิดจะกล่าวอะไรสักอย่าง เพียงแต่ถูกเสียงฮือฮารอบข้างดึงความสนใจไปเสียก่อน

เสียงไม้กลองกระทบผืนหนังดังสนั่นเป็นจังหวะ เครื่องเป่าสอดประสานท่วงทำนองดั่งกลองที่ถูกตีกลางสนามรบ ใจกลางลานกว้างมีร่างระหงของเฟยเมี่ยวยืนอยู่ ชายผ้าสีขาวพลิ้วไหวไปตามการขยับ ท่วงท่าร่ายรำอ่อนช้อยงดงาม แต่กลับพลิ้วไหวไปตามท่วงทำนองที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณความเป็นนักรบ ผ้าไหมผืนใหญ่ถูกกางออกด้วยฝีมือนางรำทั้งสี่ เฟยเมี่ยวออกท่าร่ายรำกระโดดเหินขึ้นไปบนฟากฟ้า ผ้าไหมสีขาวพิสุทธิ์ก็ถูกส่งมารองรับอยู่ใต้เท้า 

ถังน้ำหมึกสีดำถูกจัดเตรียมเอาไว้ทั้งสี่ทิศ ดวงตาหงส์สบมองกับผู้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดคราหนึ่ง ทิ้งสายตาแฝงรอยยิ้มเอาไว้ให้ผู้พบเห็น เท้าด้านหนึ่งถูกแตะลงบนหมึกสีดำเข้ม แล้วเหยียบย่ำลงบนผ้าไหม สร้างเค้าโครงของลวดลายงานศิล ชายเสื้อที่ยาวกว่าปกติตวัดไปจุ่มในน้ำหมึก 

ผ้าไหมผืนใหญ่ถูกเหล่านางรำทั้งสี่ยกขึ้นค้างกลางอากาศ มีเฟยเมี่ยวอยู่ด้านใต้คอยปัดป่ายน้ำหมึกสร้างภาพวาดอันวิจิตร ทั้งการร่ายรำและวาดภาพสอดประสานไปกับบทเพลงที่ท่วงทำนองดุดัน ราวกับกำลังจับดาบกวัดแกว่งอยู่บนสนามรบ เหล่านักรับผู้กล้าที่ดูชมอยู่ถึงกับพร้อมใจกันลุกขึ้นยืน เลือดในกายพลุ่งพล่านคล้ายยามได้ยินเสียงกลองรบตีเอาฤกษ์เอาชัยก่อนเคลื่อนทัพ

จวบจนทุกอย่างเสร็จสิ้น เหล่านางรำทั้งสี่ทำการแขวนภาพที่วาดสมบูรณ์แล้วต่อหน้าพระพักตร์ เฟยเมี่ยวร่ายรำท่าสุดท้ายจบลง ใบหน้างามภายใต้ผ้าปิดหน้าก็ถูกเปิดออก ราวกับมิได้ตั้งใจจะเปิดเผยใบหน้างามล้ำสู่สายตาผู้คน บรรยากาศโดยรอบตกอยู่ในความเงียบ ผู้คนต่างพากันตกตะลึงงานกับผ้าตรงนี้ แม้ว่าน้ำหมึกจะเลอะเทอะชายเสื้อและเท้าเรียว แต่กลับมิสามารถสร้างมลทินให้กับคนงามตรงหน้าได้เลย

ภาพวาดหนึ่งมังกรหนึ่งหงส์โผทะยานเคียงคู่สู่ท้องนภา งดงามวิจิตรราวกับสวรรค์สรรสร้างมาก็มิปาน รวมกับคนงามในอาภรณ์สีขาว ที่ยืนอยู่เบื้อนหน้าพระพักตร์ขององค์รัชทายาทแล้ว ยิ่งคล้ายกับว่า การแสดงชุดนี้ได้อัญเชิญเทพธิดาจากสวงสวรรค์ให้ลงมาเยี่ยมเยียนโลกมนุษย์ 

หยางจินเหลียงคล้ายตกอยู่ในห้วงแห่งกาลเวลาอันยาวนาน เพียงได้สบเข้ากับดวงตาที่พราวระยับนั้นเขาก็จดจำได้ ใบหน้างามล้ำเป็นหนึ่งไม่มีสองนี้ อย่างไรก็คืออวี่เอ๋อร์ของเขาไม่ผิดแน่ ตามหามานานจนแทบถอดใจ ในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างคนที่ไม่ละทิ้งความพยายาม ส่งอวี่เอ๋อร์กลับมาให้เขา

เฟยเมี่ยวถอดปอกแขนยาวออก แล้วก้าวเท้าไปข้างหน้าด้วยเท้าที่ยังคงเปรอะเปื้อนน้ำหมึก เขาย่อกายลงกล่าวอย่างนอบน้อมว่า "ถวายบังคมองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ"

ในขณะที่ใบหน้าก้มลงต่ำ ดวงตาของเฟยเมี่ยวกลับเบิกกว้างด้วยความตะลึง เหงื่อเย็นผุดขึ้นมาที่หน้าผากมน มิรู้ว่าออกแรงมากไปจนเหนื่อย หรือได้รับความตกใจจนเสียอาการไปแล้วกันแน่ ยามนั้นเห็นอยู่ไกลๆ จึงเพียงรู้สึกว่าเคยพบกันมาก่อน ยามนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากันในระยะเพียงเท่านี้ เขาไหนเลยจะกล้าลืม 

คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาผู้นี้ นี่มันว่าที่ลูกเขยนำเบอวันของท่านแม่หลิ่งฮวามิใช่หรือ?

ดวงตาที่เบิกกว้างกลับมาเรียบนิ่งแฝงรอยยิ้มไว้เช่นเดิม ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตรงหน้าอีกครั้ง เฟยเมี่ยวเพียงยิ้มน้อยๆ แล้วกล่าวว่า "ภาพวาดนี้ กระหม่อมขอบังอาจถวายให้แด่องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ"

"ดี! ดียิ่ง!" หยางจินเหลียงกล่าวกับขันทีข้างกายว่า "ตบรางวัลคนละยี่สิบตำลึง!"

"ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ/เพคะ"

เถ้าแก่เนี้ยของเหลาสุราผู่เยว่เมื่อนางรำของนางเป็นที่เชิดหน้าชูตาเช่นนี้ ก็ภูมิใจเป็นอย่างมาก นางอุ้มจิ้งจอกสีดำตนหนึ่งที่เฟยเมี่ยวฝากไว้เข้าไปด้วย จากนั้นส่งคืนให้แก่เฟยเมี่ยว แล้วจึงก้มหน้าลงต่ำรอให้รัชทายาททรงทรัสเรื่องต่อไป

หยางจินเหลียงกล่าวเรื่องประทานรางวัลเสร็จ ก็หันกลับมากล่าวกับเถ้าแก่เนี้ยว่า "การแสดงแปลกใหม่ยิ่งนัก เหลาสุราของท่านนับว่าเป็นแหล่งรวมสุราชั้นยอด สาวงานล่มเมืองโดยแท้"

เมื่อถูกเอ่ยปากชม เถ้าแก่เนี้ยก็ยิ่งลำพองใจ "ที่เป็นเช่นนี้ ล้วนเป็นความดีความชอบของคุณชายหลิ่งเพคะ"

"เช่นนั้นหรือ" นับตั้งแต่การแสดงชุดนี้จบลง บนพระพักตร์สูงค่ายังคงมิปราศจากรอยยิ้มเลย

ที่นั่งถูกจัดเตรียมสำหรับเหล่านางรำ และนักดนตรีค่อนข้างห่างจากตำแหน่งที่เขานั่งอยู่ ดวงตาคมก็เอาแต่สอดส่องหาคนงามในดวงใจ ที่ยามนี้กำลังปิดปากหัวเราะอย่างน่ามองกับเหล่านางรำ ความรู้สึกนึกคิดของหยางจินเหลียงยามนี้นั้นไปอยู่ที่เฟยเมี่ยวจนหมดสิ้นแล้ว เขาอยากจะรู้ว่า เวลาที่ริมฝีปากเล็กเอื้อนเอ่ยออกมานั้นกล่าวเรื่องใด เวลาที่หัวเราะอย่างร่าเริงนั้นขบขันเรื่องใด อยากจะมองหน้าใกล้ๆ สนทนาด้วยสักหลายประโยค และอยากจะลองดึงรั้งร่างบางมากอดเอาไว้แนบอกสักครั้ง

"ไม่นึกว่าคนที่ร่ายรำครั้งนี้ จะเป็นชายงามมากความสามารถ

"ใบหน้างดงาม ท่วงท่าอ่อนช้อย หากได้สนทนาด้วยสักประโยคคงดีมิใช่น้อย"

"เจ้าอยากสนทนากับอีกฝ่าย แต่ข้ากลับคิดต่าง"

"อย่างไรเล่า"

"คนงามเช่นนี้ แน่นอนว่าหากได้ร่วมเรียงเคียงหมอนคงสุขราวกับได้ขึ้นสวรรค์ เพียงแต่น่าเสียดาย"

เสียงของคนที่สนทนาด้วยกันอยู่กล่าวว่า "เสียดายอะไร"

"คนงามที่ดูเพรียบพร้อมทั้งท่วงท่าการเดิน การร่ายรำ กิริยาเช่นนี้ คงมิชายตาแลทหารที่เนื้อตัวมีเพียงกลิ่นดินกลิ่นทรายเช่นพวกเราหรอก"

"เพ้ย เป็นชายชาตินักรบมีสิ่งใดเสี่ยมเสีย ต่อให้เราไม่คู่ควรกับคนงาม ก็ยังมีแม่ทัพหลัวที่องอาจของเราที่คู่ควร"

"ใช่ เจ้าพูดถูก อย่างไรท่านแม่ทัพก็ยังมิทันได้ตบแต่งภรรยา หากแต่งให้แม่ทัพหลัวของพวกเรา แม้เป็นเพียงอนุก็ยังนับว่าเป็นเกียรติของคนงามแล้ว ใช่ไหมขอรับท่านแม่ทัพ"

หลัวสุ่ยหมิงปรายตามองผู้พูดอย่างเย็นชาคราหนึ่ง กล่าวอย่างไม่แยแสว่า "คนเช่นนี้แค่มองก็รู้แล้วมิใช่หรือ…"

คนเช่นนี้ ไหนเลยจะมีความคิดอยากจะเป็นอนุของผู้ใด… 

เมื่อทนฟังต่อไปไม่ไหว หยางจินเหลียงก็กระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง ผู้คนรอบข้างต่างเงียบเสียงลงโดยพร้อมเพรียง ดวงตาคมกริบมองไปทางเหล่าผู้คนที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์คนงามของเขาอย่างเย็นชา "จัดเก้าอี้มาเพิ่มที่ข้างข้า"

เก้าอี้ตัวหนึ่งถูกจัดไว้ในตำแหน่งด้านซ้ายมือขององค์รัชทายาท เป็นตำแหน่งเดียวกันกับฉินอ๋องที่นั่งอยู่ทางด้านขวามือ สุรเสียงทุ้มต่ำเปี่ยมด้วยพลังกล่าวว่า "อวี่เอ๋อร์เจ้ามานี่"

เฟยเมี่ยวลอบยิ้มอยู่ในใจ เพียงสบตากันเขาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายจำตนได้ นี่ใจกล้าถึงกับเอ่ยเรียกเขาอย่างสนิทสนมต่อหน้าผู้คนมากมายเชียวหรือ หึ ไม่เลวเลยจริงๆ ร่างระหงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วก้าวเท้าเดินตรงไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง จนกระทั่งไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย 

"ทำเช่นนี้เจ้าลำบากใจหรือไม่" หยางจินเหลียงเอ่ยถามอย่างเป็นกันเอง เขาเอ่ยนามอีกฝ่ายด้วยความสนิทสนมต่อหน้าผู้คนมากมาย ไหนจะตำแหน่งที่จัดเอาไว้ให้กับคนงามตรงหน้า หากมิโง่งมจนเกินไปนัก เป็นใครก็มองออกว่าองค์รัชทายาทของแว่นแคว้นกำลังกางปีกออก ปกป้องคนงามผู้นี้ และประกาศให้รู้โดยทั่วกันว่า คนงามที่ร่ายรำในวันนี้นั้นเป็นคนของเขา ผู้ใดก็ห้ามแตะต้อง

เฟยเมี่ยวกล่าวทั้งรอยยิ้ม ลดพิธีรีตรองลงเพราะความขี้เกียจสุดจนทน "ไม่ลำบากใจพ่ะย่ะค่ะ"

"เช่นนั้นก็มาเถอะ

เฟยเมี่ยวก้าวขึ้นไปนั่งบนตำแหน่งที่ถูกจัดเอาไว้ให้ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คนโดยรอบ เขาสบเข้ากับดวงตาของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และเพียงผงกศีรษะให้ มิได้สนใจแววตาใคร่รู้ของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย 

หยางจินเหลียงเองก็เลิกให้ความสนใจข้าราชบริพารของตนในอนาคต ในดวงตามีเพียงคนงามตรงหน้า

"เจ้าสบายดีหรือไม่"

เฟยเมี่ยวตอบว่า "ไม่ลำบากเท่าไหร่พ่ะย่ะค่ะ"

ถ้าไม่นับเรื่องที่ถูกฉู่ชิงซาทรมานเล่น ชีวิตที่เหลือก็ถือว่าสุขสบายมากแล้ว 

หยางจินเหลียงถามต่อว่า "เช่นนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าไปอยู่ที่ไหนมา ข้าตามหาเจ้าไปทั่วแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็หาไม่พบ"

"ที่อันห่างไกลจากสามแคว้น ข้าเร่ร่อนตามท่านแม่ไปเรื่อย ระหว่างทางพลัดหลงกับมารดาไปๆ มาๆ ก็มาอยู่ที่แคว้นหยางแล้ว" ช่วงนี้เขาพูดโกหกจนจะกลายเป็นนิสัยอยู่แล้ว เรื่องพวกนี้กล่าวออกไปแล้ว แม้แต่ตัวเองยังเริ่มจะแยกแยะไม่ออกแล้ว ว่าอันไหนเรื่องจริง อันไหนแต่งขึ้นมา

แค่คำว่าข้าตามหาเจ้าไปทั่วของรัชทายาท ก็ทำให้ผู้คนโดยรอบต่างหูผึ่ง หรือที่แท้คนงามผู้นี้ก็คือคนที่องค์จักรพรรดิแทบพลิกแผ่นดินตามหา เป็นคนที่ทำให้ตำหนักเหยียนเต๋อว่างเว้นตำแหน่งพระชายาเอาไว้ เหงื่อเย็นผุดขึ้นมาตามไรผม ของคนปากดีที่วิพากษ์วิจารณ์เฟยเมี่ยวอย่างออกนอกหน้า เมื่อครู่ตนกล่าวอะไรไปบ้าง บางคนก็เริ่มสวดภาวนาในใจแล้ว ว่าขอให้องค์รัชทายาทผู้เปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยภาพทรงอย่าถือสาคำพูดผายลมของตนเลย

"เช่นนั้นจากนี้เจ้าจะไปที่ใด" หยางจินเหลี่ยงเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ 

เฟยเมี่ยวส่ายหน้า "เดิมทีช่วยงานเถ้าแก่เสร็จก็คิดจะเดินทางต่อ ค่ำไหนนอนนั่น"

"เช่นนั้นจะได้อย่างไร" คิ้วเข้มขมวดแน่น "เอาอย่างนี้ วันพรุ่งเจ้าก็เข้าวังไปกับข้า มีข้าอยู่ย่อมมีที่ให้เจ้าได้พึ่งพิง"

รอยยิ้มงามยังคงประดับอยู่บนใบหน้า เพียงแต่มีความลังเลพาดผ่านดวงตา เฟยเมี่ยวก้มหน้าลง เขากล่าวว่า "เมื่อก่อนไม่รู้ว่าพระองค์เป็นใคร ยังพอพูดคุยกันได้ ยามนี้รู้แล้ว ไหนเลยกระหม่อมจะกล้าอาจเอื้อม"

หยางจินเหลียงยิ้มทั้งปากและตา "แต่ก่อนเป็นอย่างไร ยามนี้ข้าก็ยังคงเป็นข้าเช่นเดิม"

"กระหม่อม ขอคิดดูก่อนได้หรือไม่"

"ย่อมได้" หยางจินเหลียงระบายรอยยิ้มเต็มใบหน้า "เช่นนั้นวันพรุ่ง ข้าจะรอเจ้าที่หน้าประตูเมื่อง"

งานล่าสัตว์ครั้งนี้จบลงด้วยดี เฟยเมี่ยวเดินทางกลับพร้อมกับเหล่อนางรำทั้งหมด เมื่อไปถึงเหลาสุราผู่เยว่แล้ว เขาก็กล่าวลาเถ้าแก่เนี้ยและให้เงินนางตามที่ตกลงกัน แม้นางจะปฏิเสธ แต่เฟยเมี่ยวก็ยังยินดีจ่ายให้ เพราะอย่างน้อยก็เป็นเพราะเหลาสุราผู่เยว่ ที่ทำให้เขาได้มีโอกาสเข้าไปในวังหลวง

เมื่อกลับมาถึงโรงเตี๊ยมแล้ว เฟยเมี่ยวก็ใช้ชีวิตไปตามปกติคล้ายกับว่า เรื่องราวในวันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหวินฮุ่ยเฉิงเองก็มิได้กล่าวถึงอีก ทุกอย่างเหมือนว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเมื่อวาน เขาแค่อาบน้ำ กินข้าว นั่งฟังคนแซ่เหวินอ่านหนังสือที่เขาไม่เข้าใจ สุดท้ายก็ยังหลับไปพร้อมๆ กัน ด้วยเป็นคืนสุดท้ายที่จะถูกเจ้าโง่ผู้นี้วอแว เฟยเมี่ยวจึงมิได้ถือสา ที่อีกฝ่ายกอดรัดตนเอาไว้แนบแน่นตลอดทั้งคืน

ที่หน้ากระจกทองแดง มี่ถงกำลังหวีเส้นผมสีเงินที่พันกันยุ่งเหยิง เฟยเมี่ยวในอาภรณ์สีม่วงอ่อนสลับขาวจ้องมองใบหน้างดงามที่สะท้อนอยู่เนิ่นนาน อยู่ด้วยกันมาก็นานแล้ว แต่อย่างไรก็ยังมิคุ้นชินกับใบหน้าเช่นนี้นัก

เมื่อมี่ถงช่วยเขาแต่งตัวเสร็จแล้ว เฟยเมี่ยวก็โบกมือให้เขาถอยห่างออกไป แล้วกล่าวว่า "เจ้าออกไปรอข้างนอกก่อน"

"ขอรับนายน้อย"

นิ้วเรียวแตะแล้วลูบไปบนใบหน้างดงามผ่านกระจกทองแดง เขามองสบเข้ากับดวงตาเรียวดั่งนกเฟิ่ง เฟยเมี่ยวเอ่ยถามภาพสะท้อนในกระจกอยู่สงสัย "คนงาม เจ้าอยากพบบิดาของเจ้าหรือไม่"

ผ่านไปสักพักก็ถามอีกว่า "ข้าทำเช่นนี้ดีแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่"

คำตอบที่ได้รับมีเพียงความเงียบงัน ผ่านไปหนึ่งเค่อในที่สุดร่างระหงก็ยอมลุกขึ้นยืน เอาเถอะ พบกันแล้วก็จะได้จบกันไปมิใช่หรือ ขอเพียงได้เห็นคนผู้นั้นกับตาตนเอง ไม่แน่ว่าอาจจะคิดอะไรดีๆ ออกก็ได้

เมื่อเฟยเมี่ยวลงมาด้านล่าง ก็พบว่าเหวินฮุ่ยเฉิงได้สั่งอาหารเอาไว้รอเขามากมาย ล้วนมีแต่ของที่เขาชอบกินทั้งสิ้น เฟยเมี่ยวนั่งลงที่ข้างกายอีกฝ่าย คนทั้งคู่จึงเริ่มกินมื้อเช้ากันอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งบทสนทนาใด เมื่อจัดการอาหารตรงหน้าเสร็จแล้ว เฟยเมี่ยวก็ลุกขึ้นเตรียมที่จะเดินทางไปที่ประตูเมืองทันที

เหวินฮุ่ยเฉิงดึงรั้งชายเสื้อของอีกฝ่ายเอาไว้ น้ำเสียงที่กล่าวราวกับเด็กที่กำลังจะถูกทอดทิ้งก็มิปาน "เจ้าต้องรีบกลับมานะ"

"อืม"

"ข้ายังรอพาเจ้าไปเที่ยวอีกหลายที่ ห้ามปล่อยให้ข้ารอนานนัก"

มือเรียววางทับอยู่บนหลังมือหนา แล้วตบเบาๆ เฟยเมี่ยวกล่าวทั้งรอยยิ้มว่า "รู้แล้ว"



จิ้งจอกน้อยของเจ้าตำหนักเหวิน กำลังจะเข้าวังแล้วจ้าาาาาาา....

พูดคุยกับเถียนซินได้ที่

เพจ เถียนซิน

ทวิตเตอร์ @Hanfeng62416408

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 135 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,131 ความคิดเห็น

  1. #1062 K.white wine (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 18:31
    พี่เฉิงของน้องงงงงงงงงงงง แอแงงง
    #1,062
    0
  2. #946 DBJJKM97 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 มกราคม 2563 / 17:52
    ลุ้นๆๆๆๆๆหวังว่าจะผ่านไปด้วยดี
    #946
    0
  3. #847 sayupung (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 19:14
    หวังว่าเรื่องเกี่ยวกับพ่อจะไม่เลวร้าย แงง งี้จินเกอก็ต้องอกหักหนักมากสิเนี่ยเพราะเฟยเอ๋อร์เป็นพี่น้องตัวเอง ฉงฉารอีก
    #847
    0
  4. #825 Notty Kero (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 / 16:31
    หวังว่าจะจบลงด้วยดี
    #825
    0
  5. #824 พี่สาวยองแจ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 / 00:30
    ลุ้นด้วย
    #824
    0
  6. #823 WG520 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 / 00:29

    รอเลยยยย
    #823
    0