หนทางสู่การเป็นท่านจอมมาร [สนพ.NanaNaRis YBooks]

ตอนที่ 30 : บทที่.24 ชีวิตนี้เป็นของข้า ล้วนเป็นข้าที่เลือกเอง[2] 200%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,286
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 180 ครั้ง
    4 พ.ย. 62

รุ่งอรุณมาเยือนราดเร็วราวกับเพียงกระพริบตา กว่าเฟยเมี่ยวจะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ย่างเข้าสู่ยามอู่แล้ว ร่างกายหนักอึ่งราวกับถูกหินทับ เปลือกตาบางเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพแรกที่เฟยเมี่ยวพบยามตื่นนอนหาใช่แสงแดดอุ่นร้อนหรือม่านมุ้งสีขาวสะอาดตาไม่ แต่กลับเป็นใบหน้าน่ามองพร้อมทั้งรอยยิ้มอ่อนโยนของคนผู้หนึ่ง

เป็นเหวินฮุ่ยเฉิง….

อย่างที่สองเป็นความรู้สึกอบอุ่นที่อยู่ตรงฝ่ามือข้างหนึ่ง เมื่อเฟยเมี่ยวมองตามมือของตนไปก็พบว่า ฝ่ามือของตนนั้นถูกเหวินฮุ่ยเฉิงกุมเอาไว้แน่น สายตาเลื่อนไปสบเข้ากับดวงตาคมที่จ้องมองมาไม่มีแววกระพริบไหว เพียงชั่วพริบตาที่สบตากันเฟยเมี่ยวก็ได้เห็นเจ้าโง่ผู้นี้คลียิ้มกว้างกว่าที่เคย

เหวินฮุ่ยเฉิงประคองเขาให้ลุกขึ้นนั่ง แผ่นหลังเอนพิงกับหัวเตียง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่าเจ้าตื่นแล้ว

อืมเฟยเมี่ยวตอบกลับ น้ำเสียงของเขาแหบแห้งจนตัวเขาเองยังตกใจขอ...น้ำหน่อย

ถ้วยน้ำอุ่นถูกยื่นส่งมาป้องให้ถึงปาก เฟยเมี่ยวดื่มรวดเดียวจนหมดถ้วย ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งถูกยื่นมาเช็ดที่มุมปากอย่างอ่อนโยน เฟยเมี่ยวลอบมองการกระทำที่นุ่มนวลนั้นของเหวินฮุ่ยเฉิงอย่างเงียบงัน เรื่องเมื่อวานเขาจำได้ทั้งหมด แม้แต่ในตอนที่คนผู้นี้ช่วยเหลือตนไว้เขาก็จำได้

เฟยเมี่ยวจับข้อมือของคนที่ยังคงวุ่นวายกับการเช็ดเหงื่อที่ไรผมของตนให้อยู่นิ่ง เหวินฮุ่ยเฉิงนิ่งงันไปจริงตามที่เขาต้องการ ไม่นานก็ยิ้มออกมาแล้วเอ่ยถามเขาว่าข้าเช็ดแรงไปจนทำเจ้าเจ็บหรือ

สวรรค์… ถ้าเช็ดเบากว่านี้อีกหน่อยก็คือเอาผ้ามาปัดผ่านหน้าเขาไปเฉยๆ แล้ว จะเอาอะไรมาเจ็บ แล้วเหวินฮุ่ยเฉิงก็ยิ่งแปลก ตอนไม่ทันสังเกตก็รู้สึกเพียงว่าอีกฝ่ายเป็นคนไม่ค่อยยิ้มเท่าไหร่นัก พอวันนี้มาลองมองดูให้ดีแล้ว เฟยเมี่ยวพบว่าเขาก็ดู ยิ้มเก่งกว่าที่เคยคิดเอาไว้…

เจ้า...

คิ้วเข้มเลิกขึ้นด้วยความแปลกใจ ที่เห็นอีกฝ่ายคล้ายจะเอ่ยสิ่งใดแต่ไม่ยอมเอ่ยออกมาทำไมหรือ

"เจ้า..." คิ้วสวยขมวดแน่น "เจ้าช่วยข้าไว้"

"อืม" มือหนาสางเส้นผมสีเงินสะดุดตาที่พันกันยุ่งเหยิงอย่างเบามา 

เฟยเมี่ยวนั่งมองเขาวุ่นวายกับตนจนพอใจแล้ว ในตอนที่อีกฝ่ายจะผละออกไปนั้น เขาก็ดึงรั้งชายเสื้อของเหวินฮุ่ยเฉิงเอาไว้อย่างรวดเร็ว แรงดึงนั้นทำให้คนถูกดึงหันกลับมามองพลางเลิกคิ้วขึ้นคล้ายจะถามว่าดึงเขาเอาไว้ทำไม เฟยเมี่ยวเบนสายตามองออกไปด้านนอกหน้าต่าง แล้วจึงกล่าวเสียงแผ่วว่า "เอ่อ...ขอบคุณที่ช่วยข้าไว้"

เหวินฮุ่ยเฉิงตอบกลับยิ้มๆ ว่า "ไม่เป็นไร"

ด้านนอกฉากกั้นมีเสียงของเสี่ยวเอ้อร้องบอกว่า ถังน้ำสำหรับอาบเตรียมเรียบร้อยแล้ว เฟยเมี่ยวจึงลุกขึ้นเตรียมที่จะเดินไปชำระร่ายกาย นี่เป็นอีกหนึ่งอย่างในชีวิตหลังจากที่มาอยู่ที่โลกนี้ ที่เขาทำเป็นประจำอาบน้ำในยามเช้า 

คนในยุคนี้นั้นหากว่ากันตามจริงแบบคนปกติ ก็ยังถือว่ารักความสะอาดมากอยู่ เพราะไม่ว่าจะที่แดนมนุษย์หรือในแดนมายาเองก็อาบน้ำกันวันละหนึ่งครั้งก่อนเข้านอน แต่หากมองตามหลักความเป็นจริงของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับการที่ต้องอาบน้ำวันละสองครั้งเป็นอย่างต่ำอย่างเฟยเมี่ยวแล้ว แน่นอนว่ามันยังไม่พอ เขาจึงต้องอาบน้ำทั้งในยามเช้าแล้วยามเย็นจนกลายเป็นเรื่องปกติของคนที่คอยอยู่รับใช้

เหวินฮุ่ยเฉิงที่อาศัยอยู่ในห้องเดียวกันเอง ก็ดูจะมิได้แปลกใจกับความแปลกแยกเล็กๆ น้อยๆ นี้ของเขา เฟยเมี่ยวจึงใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข เท้าเรียวยาวก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่ขอบถังไม้ใบใหญ่ ที่บรรจุน้ำเอาไว้เต็มถัง อุณหภูมิของน้ำอุ่นกำลังดี สายรัดเอวค่อยๆ หลุดออกตามแรงดึงของผู้ที่สวมใส่ สาบเสื้อถูกเปิดออกแล้วร่วงหล่นลงไปอยู่บนสะโพกอย่างรวดเร็ว ก่อนที่มันจะเลื่อยหลุดลงไปกองอยู่ที่พื้น

เฟยเมี่ยวก้าวเท้าเข้าไปในอ่าง อุณหภูมิของน้ำทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายจนต้องหลับตาลง กลีบของดอกเหมยกุ้ยและโม่ลี่ฮวาส่งกลิ่นหอมหวนสร้างความรื่นรมในการแช่น้ำให้ไม่น้อย เส้นผมสีเงินเงางามสยายเต็มแผ่นหลังเนียน เป็นภาพที่งดงามยั่วยวนหาใดเปรียบ

ความเคลื่อนไหวที่ด้านนอกเพียงนิด คล้ายเสียงก้าวเดินของคนเดินไปเดินมาภายในห้อง ทั้งยังรู้สึกได้ว่ามีคนกำลังเดินเข้ามาใกล้ ทำให้เฟยเมี่ยวลืมตาขึ้นแล้วหันกลับไปมอง เป็นเหวินฮุ่ยเฉิงที่ในมือนั้นมีถาดที่วางเสื้อผ้าชุดใหม่เอาไว้ กำลังยืนมองเขาอยู่

คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น "เจ้าเข้ามาทำไม?"

"ช่วยเจ้าอาบน้ำ"

"ใครให้ทำ" เฟยเมี่ยวเอ่ยถามอย่างสงสัย "เรื่องพวกนี้ เจ้าเรียกมี่ถงมาให้ข้าก็พอแล้ว เจ้าออกไปเถอะ"

ใครจะกล้าใช้ให้คนแซ่เหวินอาบน้ำให้กัน หากเจ้าแมวอ้วนนั่นรู้เข้า คงไม่พ้นเขาต้องถูกมันข่วนจนหน้างามๆ นี่เสียโฉมแน่ แล้วเขาก็ไม่ได้ชมชอบการที่มีคนมาคอยปรนนิบัติเวลาอาบน้ำเลยด้วย ยุ่งยาก วุ่นวาย น่ารำคาญ แค่อาบน้ำเรื่องเดียวก็เป็นศูนย์รวมของสิ่งที่เขาเกลียดแล้ว 

หลังจากที่เอ่ยปากไล่คนทางอ้อมเสร็จ เฟยเมี่ยวก็หันหลังหนีไม่สนใจเหวิยฮุ่ยเฉิงอีก เขาหลับตาลง หูได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าที่เบาราวกับขนนกที่ตกกระทบผืนน้ำ กำลังก้าวเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนักก็รู้สึกได้ว่าน้ำในถังขยับไหว มือเรียวกรัดแกว่งไปตามสัญชาตญาณ ออกท่าพร้อมปราณมารที่พร้อมสังหารได้ในฝ่ามือเดียว

เหวินฮุ่ยเฉิงกุมฝ่ามือเรียวไว้อย่างอ่อนโยน เขากล่าวคล้ายเสียงกระซิบว่า "ใจเย็นหน่อย"

มือที่ยื่นออกไปหมายทำร้ายอีกฝ่ายคล้ายจะมีไอความเย็นสายหนึ่งเข้ามาปะทะ ทำให้ปราณมารของเฟยเมี่ยวสลายไปอย่างรวดเร็ว ความเย็นนั้นไม่ได้ดุดันหรือมุ่งโจมตี เหมือนว่าต้องการสลายพลังของเขาเท่านั้น คงเหลือทิ้งไว้เพียงความเย็นสบายดั่งอากาศในวันแรกของฤดูเหมันต์

เฟยเมี่ยวเอ่ยถามโดยไม่หันหลังกลับไปมองอีก "ข้าบอกให้เจ้าออกไปแล้วมิใช่หรือ"

"เจ้าบาดเจ็บ"

"แล้วอย่างไร"

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวว่า "ข้าจะช่วย"

"ไม่จำเป็น" เฟยเมี่ยวเอ่ยตัดเยื่อใย "เจ้าขึ้นไปจากถังน้ำก็พอแล้ว"

นี่มันเรื่องตลกยามเช้าประเภทไหนกัน อยู่ดีๆ เขาก็ต้องมาแช่น้ำกับคนแซ่เหวิน ในสภาพที่แผงอกเปลือยเปล่าของอีกฝ่ายแนบชิดไปกับแผ่นหลังของเขาเช่นนี้ จะจัดฉาก18+ ในนิยายหรือยังไง!

เฟยเมี่ยวเม้มริมฝีปากแน่น ไล่ก็ไม่ยอมไปจะทำร้ายอีกฝ่ายยามนี้เขาก็ไม่มีปัญญา ที่ทำได้ยามนี้คงมีเพียงการสะบัดข้อมือของตนเองที่คนแซ่เหวินกุมเอาไว้อย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้ตนหลุดออกจากพันธนาการนี้ แล้วหนีจากสถานะการณ์สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ให้เร็วที่สุด 

เขาไม่ใช่พระอิฐพระปูนนะ เขาเป็นเกย์ที่มาจากยุค2019น่ะเข้าใจไหม ถ้าเกิดว่าเขาหน้ามืดเห็นคนแซ่เหวินเป็นอาจวินขึ้นมา แล้วเผลอทำเรื่องไม่ดีไม่งามลงไป จะมาร้องไห้เสียใจทีหลังเขาก็ไม่รับรู้ด้วยแล้วนะ!

เหวินฮุ่ยเฉิงหัวเราะในลำคอ มือหนาอีกข้างกอดเข้าที่รอบเอวบางของจิ้งจอกตัวขาว แล้วดึงเข้ามาใกล้ให้ร่างกายได้แนบชิดกันมากขึ้น "เด็กดี อยู่นิ่งหน่อย ให้ข้าช่วยรักษาให้เจ้าก่อนอย่างอื่นค่อยว่ากันเถอะ"

อย่างอื่นกับผีน่ะสิ!

เฟยเมี่ยวพยายามดิ้นให้แรงขึ้น ครั้งนี้เขาไม่ได้ทำเพียงสะบัดข้อมืออีกฝ่ายทิ้ง แต่ดิ้นเพื่อให้หลุดออกจากอ้อมกอดที่ราวกับถูกไฟลวกไปทั้งตัว คนแซ่เหวินเจ้าคนหน้าด้าน เจ้าคนน่าไม่อาย "เป็นหมอหรือไง แล้ววิธีรักษาเช่นนี้มีที่ไหน! ปล่อย!"

"ย่อมมิใช่" ฝ่ามือหนาที่โอบรัดรอบเอวของเฟยเมี่ยวอยู่ใต้น้ำ เลื่อนขึ้นมาวางไว้ที่หน้าท้องแบนราบไร้มัดกล้ามและไขมัน ไอพลังอุ่นร้อนสายหนึ่งคล้อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของจิ้งจอกดื้อรั้นที่ยังคงแยปเขี้ยวใส่ "แต่อาการบาดเจ็บของเจ้านั้น ข้ารักษาได้"

"ไปตามหมอมาสิ ไปตามมา! ให้เจ้ารักษาข้าไม่ต้องการ"

"ไม่ต้องการหรือ" เสียงนั้นคล้ายพึมพำกับตนเอง "เจ้าไม่ต้องการให้ข้าช่วยเช่นนั้นหรือ"

"ข้า…"

"เจ้าต้องการให้ผู้อื่นที่มิใช่ข้าช่วยหรือ"

น้ำเสียงที่เปลี่ยนจากนุ่มนวลเป็นเรียบนิ่งอย่างกระทันหัน ทำให้เฟยเมี่ยวพูดไม่ออก "เอ่อ…

"หรือเจ้าต้องการรักษาด้วยวิธีเช่นนี้ กับผู้อื่นเช่นนั้นหรือ" น้ำเสียงที่กดลงต่ำอย่างคุกคามถึงกับทำให้เฟยเมี่ยวจนใจจะกล่าวอะไรต่อ

เหตุใดอยู่ดีๆ ตนที่เป็นฝ่ายถูกคุกคามยามนี้กลับรู้สึกเหมือนว่า กำลังถูกไหน้ำส้มสายชูยักษ์หล่นทับศีรษะเช่นนี้เล่า นี่เขาทำอะไรผิดไปหรือ?

เหลือบมองน้ำอุ่นในถังค่อยๆ กลายสภาพเป็นน้ำเกล็ดน้ำแข็งทีละน้อย ไอน้ำที่พุ่งขึ้นมาเย็นเฉียบราวกับคิดจะแช่แข็งเขาให้ตาย ถึงกับทำให้เฟยเมี่ยวลอบกลืนน้ำลาย แล้วรีบกล่าวอย่างร้อนรนว่า "คะ คนแซ่เหวิน เจ้าใจเย็นก่อน

"เจ้าไม่ต้องการข้า" วงแขนแข็งแกร่งทั้งสองข้างของเหวินฮุ่ยเฉิง กอดรัดร่างกายที่เปลือยเปล่าของเฟยเมี่ยวเอาไว้แน่น "เฟยเอ๋อร์เจ้าห้ามกล่าวว่าไม่ต้องการข้า อย่าได้เอ่ยวาจาเช่นนี้อีก ได้ไหม"

เสียงแหบพร่าและลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดหลังคอ ทำให้เฟยเมี่ยวรู้สึกอึดอัด อึดอัดไปทั้งหมด และคงมิใช่แค่เขาคนเดียวที่รู้สึกเช่นนั้น เมื่อภายใต้น้ำที่อุณหภูมิเริ่มเย็นลงนั้น มีบางสิ่งที่แข็งขืนกำลังทิ่มเข้ากับสะโพกของเขาอยู่ นรกเถอะ! คนแซ่เหวิน ไอ้เจ้าคนนี้นี่!

แม้ว่าภายในใจจะทั้งสับสน โมโหและเดือดดาลเพียงใด เฟยเมี่ยวก็ทำเพียงหยุดนิ่งมิได้ดิ้นรนให้เสียแรงเปล่าอีก ที่เหวินฮุ่ยเฉิงบอกว่าจะรักษาก็รักษาให้เขาจริงๆ ภายในร่างกายรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นสายหนึ่งที่วิ่งไปตามชีพจร ทะลวงไปตามจุดต่างๆ ในร่างกายความเจ็บปวดไม่สบายตัวในยามที่ลืมตาตื่นค่อยๆ จางหายไปราวกับมิเคยเกิดขึ้นมาก่อน

ริมฝีปากที่เม้มแน่นเปลี่ยนเป็นกัดอย่างแรง จนได้กลิ่นคาวของเลือดเพื่อเรียกสติ เฟยเมี่ยงกล่าวอย่างลุกลี้ลุกลน "ดะ เดี๋ยว

เหวินฮุ่ยเฉิงจับบ่าเล็กของเฟยเมี่ยวให้หันกลับมาเผชิญหน้ากับตน ดวงตาคมหรี่ลงเมื่อเห็นว่าที่ริมฝีปากบางมีเลือดซึมออกมา ซึ่งเป็นแผลจากการกัด เขาก้มหน้าลงมองใบหน้างามใกล้ๆ พวงแก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อจากไอร้อนของน้ำอุ่น แม้ว่ายามนี้น้ำจะเย็นแล้วแต่ผิวที่ขาวกว่าปกติเล็กน้อยของอีกฝ่าย ก็ยังคงทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้ได้เห็น

มือหนาลูบไล้ไปบนริมฝีปากที่น่าลิ้มรส เขาแตะแผ่วเบาตรงตำแหน่งที่เป็นแผล จิ้งจอกน้อยที่กัดปากตนเองจนได้เลือดสะดุ้งโหยงทั้งยังถลึงตาใส่เขา แต่เหวินฮุ่ยเฉิงหาได้สนใจไม่ เขาทำเพียงสบตากลับไปนิ่งๆ แล้วก็เป็นเฟยเมี่ยวที่หดคอหนีหลบตาไปก่อน

คางมนถูกเชยขึ้นมาเหวินฮุ่ยเฉิงก้มหน้าเข้าไปใกล้อีกนิด เขาเอ่ยถามพลางคลอเคลียชิดริมฝีปากของเฟยเมี่ยวว่า "เจ้า...ยินยอมหรือไม่"

"ข้า…"

"ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นเพราะเจ้าไม่เชื่อฟัง"

"เจ้า…

เฟยเมี่ยวคล้ายถูกล่อลวงจากเสียงแหบพร่าที่กระซิบซ้ำไปซ้ำมา เขาไม่รู้แล้วด้วยซ้ำว่ายามนี้ตนกำลังทำอะไรอยู่ จนกระทั่งริมฝีปากหนาทาบทับลงมาบนปากของเขา สติที่กระเจิดกระเจิงไปจึงกลับเข้าร่างอีกครั้ง ดวงตาหงส์เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก จังหวะการเต้นของหัวใจถี่กระชั้น ริมฝีปากที่กดลงมาซ้ำๆ ทำให้เขาไม่สามารถโต้เถียงได้

เหวินฮุ่ยเฉิงผละออกไปเพียงนิด แล้วกล่าวว่า "คนดีอ้าปากเร็ว"

"หะ...อื้อ!"

แขนเรียวทั้งสองข้างออกแรงทุบเข้าที่แผงอกแกร่ง เมื่อลิ้นร้อนแทรกเข้ามาภายในโพลงปากคล้ายงูที่เลื้อยรัดเกาะเกี่ยว และไล่ต้อนลิ้นของเขาเพื่อสำรวจภายในชิมความหวาน รสจูบที่เหวินฮุ่ยเฉิงมอบให้ทำให้ดวงตาของเฟยเมี่ยวพร่าเลือน ไฟแห่งความปรารถนาถูกพัดให้ลุกโซน จากที่พยายามทุบตีให้หลุดออกจากพันธนาการ กลับกลายเป็นว่าเฟยเมี่ยวเป็นฝ่ายยกแขนของตนขึ้นไปกอดไว้ที่รอบลำคอแกร่งแทน

รสจูบที่ร้อนแรงแทบแผดเผายากที่จะหักห้ามใจ ร่ายกายเปลือยเปล่าเสียดสีกันจนร้อนระอุ….



---CUT---



NC สามารถหาอ่านได้ที่เว็บ ReadAWrite Fictionlog และ ธัญวลัย เท่านั้นค่ะ 




เฟยเมี่ยวหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ตกอยู่ขอบเตียงขึ้นมา เขาประคองใบหน้าของเหวินฮุ่ยเฉิงที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำนมของตนให้เข้ามาใกล้ แล้วใช้ผ้าเช็ดออกให้ทั้งสองข้างแก้มและมุมปากอย่างอ่อนโยน ยังเอ่ยตำหนิอย่างไม่จริงจังนักว่า "ใครให้เจ้ากลืนเข้าไป โง่จริง"

"ไม่เป็นไร ไม่ได้ใช้หรอก" เหวินฮุ่ยเฉิงล้วงหยิบขวดอะไรสักอย่างที่หัวเตียง ขนาดเล็กเท่าฝ่ามือออกมาให้เขาดู "มีนี่อยู่"

เฟยเมี่ยวเลิกคิ้วขึ้น ถามว่า "คืออะไร"

"น้ำมันหอม เอาไว้ใช้กับ…"

เห็นเหวินฮุ่ยเฉิงเหลือบมองบั้นท้ายของตน พลางหลบตาเฟยเมี่ยวก็หลุดขำพรืดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ หมาป่าหิมะตัวใหญ่ กลายร่างกลับไปเป็นเจ้าทึ่มเหมือนเดิมแล้ว...

"มีอะไรให้เจ้าขบขัน" เหวินฮุ่ยเฉิงเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าจิ้งจอกน้อยของตนอยู่ดีๆ ก็หัวเราะออกมา

เฟยเมี่ยวส่ายหน้าพลางดึงผ้าห่มมาคลุมกาย เขาตอบกลับว่า "เปล่า"

"เช่นนั้นหรือ"

เฟยเมี่ยวมองดูแววตาออดอ้อน และร่างกายสูงใหญ่ที่โถมตัวลงมาทับตนเอาไว้ด้วยความเบื่อหน่าย เหมือนว่าเขาจะเห็นภาพของคนแซ่เหวินซ้อนทับกับหมาป่าตัวเขื่อง ที่แลบลิ้นร้องแฮะๆ หูตั้งหางฟูฟ่องก็ฟาดลงบนผ้าห่มดังตุบๆ เฟยเมี่ยวส่ายศีรษะไปมาไล่ความคิดเช่นนี้

เขาใช้มือดันคนที่เข้ามาคลอเคลียตนออก "พอแล้ว"

"เฟยเอ๋อร์…" จมูกของเหวินฮุ่ยเฉิงฝังลงที่ซอกคอขาว "ให้ข้าอยู่ใกล้เจ้าอีกนิด ได้หรือไม่"

อยู่ใกล้เขาอีกนิด ความหมายมิใช่ว่าอยากอยู่ใกล้ๆ แปลให้ตรงตัวก็คืออยากเข้ามาในตัวเขาต่างหาก เฟยเมี่ยวส่ายศีรษะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ไม่"

แม้ว่าเรื่องราวจะผ่านมาเนิ่นนานแล้ว แต่เขาก็ยังจำรสชาติของการร่วมรักกันคืนแรกของเขากับฮุ่ยจวินได้ดี มันทั้งสุขสมและเหมือนกับถูกโยนเข้าไปในกองไฟที่แผดเผา ความทรมานคล้ายร่างกายจะแตกออกเป็นเสี่ยงความเจ็บร้าวในขณะที่ถูกเติมเต็ม เขาจำได้ดี ความรู้สึกเช่นนั้นฝังรากลึกลงไปในแกนวิญญาณ ไม่อาจสลัดทิ้ง

ขนาดตัวเขาในยามนั้น ที่ร่างกายแข็งแรงกว่าคนปกติทั่วไปเพราะการฝึก ยังถึงกับเดินไม่ได้ไปสามวันเต็มๆ แล้วร่างกายของหลิ่งเฟยอวี่ที่บอบบางราวกิ่งหลิวนี้เล่า จะทนรับความทรมานที่แสนหอมหวานเช่นนั้นได้อย่างไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่า เจ้าเด็กนี่ไม่เคยผ่านค่ำคืนที่ได้ร่วมหนุนหมอนกับผู้ใดมาก่อน คงทรมานราวกับตายทั้งเป็นอย่างไม่ต้องสงสัย 

ความรู้สึกของการถูกเติมเต็มเป็นครั้งแรกนั้น ชีวิตหนึ่งมีครั้งเดียวก็พอแล้ว ในชีวิตที่สองอย่าได้เอ่ยถึงมันเลย...

แขนแกร่งที่กอดเขาเอาไว้รัดแน่นยิ่งกว่าเดิม "ฮูหยินเจ้าจะใจร้ายกับสามีได้ลงคอหรือ"

เฟยเมี่ยวยกมือขึ้นดีดหน้าผากของเหวินฮุ่ยเฉิงไม่ออมแรง "ใครเป็นฮูหยินใครเป็นสามี เจ้าพูดมาให้ชัดเจน"

"โอ้ย! เจ้าน่ะสิ จะยังมีใครอีก" เหวินฮุ่ยเฉิงลูบหน้าผากที่แดงเถือกของตนไปมา "เข้าหอก็ทำไปแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ครบทุกอย่างก็เถอะ เหลือเพียงกราบไหว้ฟ้าดินเท่านั้น จะทำที่แดนมายาหรือกลับไปแดนเหมันต์ล้วนตามใจเจ้า"

"ใครจะกราบไหว้ฟ้าดินกับเจ้า คนแซ่เหวินเจ้าทึ่ม ฝันไปเถอะ!" เฟยเมี่ยวผลักเหวินฮุ่ยเฉิงที่นอนทับตนอยู่ออกราวกับต้องของร้อน

"เจ้าจะไม่แต่ง?" เจ้าตำหนักเหวินที่ถูกผลักซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวทิ่มเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันก็ไม่อาจนับได้ขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าหล่อเหลายุ่งเหยิง "เฟยเอ๋อร์ นี่เจ้าเห็นข้าเป็นชายคนิกาหรือ คิดว่าเสพสมจนพอใจแล้วจะหนีหายไปเช่นไรก็ได้หรือ"

เฟยเมี่ยวกุลีกุจอสวมชุดใหม่แล้วผูกสายรัดเอวให้ดี ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับคนที่นั่งทำหน้าเป็นยักษ์เป็นมารอยู่บนเตียง เขาโค้งศีรษะไปมาอย่างครุ่นคิดก่อนจะกล่าวว่า "ก็มิได้เห็นเจ้าเป็นชายคนิกาแต่อย่างใด แต่เดิมทีความสัมพันธ์ของเราก็มิใช่คนรัก เพียงแค่ร่วมเสพสุขกันเพียงครั้งเดียว ทั้งยังมิได้ลึกซึ้งถึงขั้นนั้น เจ้าก็คิดเสียว่าข้าเป็นเพื่อนนอนให้เจ้าก็แล้วกัน"

"แต่ว่า…"

เส้นผมสีเงินสะบัดไปตามแรงของผู้เป็นเจ้าของ เฟยเมี่ยวส่ายหน้าระรัว "ไม่ๆ เจ้าไม่ต้องมารับผิดชอบอะไรข้า ข้าดูแลตัวเองได้"

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "แต่เจ้าต้องรับผิดชอบข้า!

"...* เหมือนว่าเมื่อครู่เขาจะได้ยินอะไรแปลกๆ นะ หรือจะหูเพี้ยนฟังผิดไป "อะไรนะ?" 

"เจ้าต้องรับผิดชอบข้า เฟยเอ๋อร์เจ้าทำเช่นนี้มิถูกต้อง ข้าเองก็ได้รับความเสียหาย"

มันไปได้รับความเสียหายที่ตรงไหนล่ะวะนั้น?

ในเวลานี้เอง ระบบที่รักยิ่งก็ส่งเสียงแจ้งเตือนด้วยความรักและคิดถึงมาให้ จนเฟยเมี่ยวแทบจะกระอักเลือดออกมา

ระบบ [เปิดใช้งานไอเทมฟื้นฟูพลังพิเศษ : เหวินฮุ่ยเฉิง]

[จุมพิตที่ริมฝีปากอีกฝ่ายอย่างเร่าร้อนพลังชีวิต +100%!]

[ทำให้เหวินฮุ่ยเฉิงหลงไหลจนหน้ามืดตามัว]

[ค่าความยั่วยวน +100แต้ม!]

[ผ่านช่วงเวลาอันเร่าร้อนมาด้วยกันแล้วไม่แยแสอีกฝ่าย]

[ค่าความชั่วร้าย +100แต้ม!]

เอ่อไม่เอาได้ไหมนะ….

แล้วไอเทมฟื้นฟูพลังพิเศษ ดูชื่อด้วยสิระบบ แจกอะไรเยอะแยะผิดวัตถุประสงค์ ระบบ ระบบ!

"เฟยเอ๋อร์เจ้าฟังข้าอยู่หรือไม่"

เฟยเมี่ยวหลุดออกจากภวังค์ในที่สุด เขาหันกลับไปสบตากับเหวินฮุ่ยเฉิงแล้วเอ่ยถามว่า "เจ้า...พูดอะไรนะ"

เหวินฮุ่ยเฉิงหย่อนขาลงมาจากเตียง ร่ายกายกำยำเปลือยเปล่า มีเพียงช่วงล่างเท่านั้นที่มีผ้าห่มบดบังสายตาเอาไว้ "ข้าบอกว่าเจ้าทำมิถูก เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว หากเจ้าไม่แต่ง แล้วจะให้ข้าไปบอกท่านน้าว่าอย่างไร"

คิ้วเรียวขมวดมุ่น "เกี่ยวอะไรกับท่านแม่ข้าด้วย"

"ย่อมต้องเกี่ยว เพราะนางก็เป็นมารดาของภรรยาข้า"

"ก็บอกอยู่ว่าไม่แต่งกับเจ้า!"

"เจ้าไม่แต่งจะให้ข้าทำเช่นไรเล่า" แขนแกร่งเอื้อมคว้าเอวบางเข้ามากอดไว้ ใบหน้าคมแนบลงกับหน้าท้องแบนราบ "เฟยเอ๋อร์เจ้าลองคิดดู ชายคนิกายังใช้ร่างกายแลกเงินได้ ข้าที่เป็นถึงเจ้าตำหนักซือโฮ่วนั้นย่อมมีค่ามากกว่าคนิกาเหล่านั้นเป็นไหนๆ ฮูหยินของตนแท้ๆ หลังผ่านเรื่องดีงามมาด้วยกันกลับไม่สามารถทำให้อีกฝ่ายยอมแต่งให้ได้ หากเรื่องนี้รู้ถึงหูผู้อื่น เจ้าจะให้ข้าเอาหน้าไปไว้ที่ใดเล่า"

มองศีรษะของคนช่างอ้อน ผิดกับเวลาอยู่ต่อหน้าผู้อื่นแล้ว เฟยเมี่ยวก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก เขากล่าวเสียงเอื่อยว่า "ก็เอาไว้ที่เดิมนั่นแหละ"

"ไม่รู้ล่ะ ข้าเป็นของเจ้าแล้ว เจ้าต้องรับผิดชอบ" จะด้วยเหตุผลไหนวิธีอะไร เขาก็จะรั้งคนรักให้อยู่ข้างกายให้ได้ แต่งก่อนอย่างอื่นค่อยว่ากัน!

เฟยเมี่ยวหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก ระบบไอเทมที่มอบให้ด้วยรักของคุณต้องมีปัญหาแน่ๆ! มาเอาคืนไปเลยนะ!

กลอกตาไปมา ครุ่นคิดหาทางออกสำหรับปัญหานี้ เขายังมีเรื่องที่ต้องไปจัดการ แล้วยามนี้เขาเริ่มที่จะหิวแล้วด้วย หากว่าคนแซ่เหวินยังเกาะติดอยู่เช่นนี้ วันนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี ปากเล็กพึมพำว่า "รับผิดชอบหรือ"

"ใช่"

"ได้ ข้าจะรับผิดชอบก็แล้วกัน" ใบหน้าของเหวินฮุ่ยเฉิงถูกประคองขึ้นมาอย่างทะนุถนอม และก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้รู้ตัวเฟยเมี่ยวก็สกัดจุดใบ้ และทำให้อีกฝ่ายขยับมิได้ไปแล้ว พร้อมทั้งวางถุงเงินหนักอึ่งไว้บนฝ่ามือของเหวินฮุ่ยเฉิงอีกด้วย

"อือ อือ!" เจ้าตำหนักเหวินเบิกตากว้าง พยายามที่จะเปล่งเสียงออกมาแต่กลับไร้ความหมาย 

เฟยเมี่ยวยกยิ้มพอใจ เขากล่าวว่า "เจ้าก็นั่งนิ่งๆ ทบทวนตนเองไปแล้วกัน"

เขาปลดม่านลง จากนั้นเดินไปเรียกเสี่ยวเอ้อที่ด้านนอกให้เตรียมน้ำร้อนมาใหม่ แล้วเข้าไปรอที่ด้านหลังของฉากกั้น เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดเขาก็จะได้แช่น้ำอย่างสบายใจเสียที

เสี่ยวเอ้อที่รออยู่ด้านนอกรับคำสั่งแล้วก็จะลงไปหิ้วถังน้ำ มันเหลือบมองบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนอยู่หน้าห้องนี้ คนผู้นี้ยืนมาหนึ่งชั่วยามแล้วยังคงไม่จากไปไหน แต่ก็มิยอมเอ่ยปากเรียกคนด้านใน เพียงยืนมองบานประตูอยู่อย่างนั้น 

ในตอนแรกมันก็คิดจะถามไถ่ว่าคุณชายท่านนี้ต้องการสิ่งใด แต่เมื่อเผลอไปสบตากับเจ้าแมวตัวอ้วนที่ยืนอยู่ข้างกายคุณชายผู้นั้นแล้ว มันจึงเงียบปากไว้ คงจะเป็นสหายของคนด้านในห้อง ที่ไม่อยากเข้าไปขัดขวางเรื่องดีงามของสหายกระมัง  จึงยังรั้งรออยู่ มิได้เข้าไปหรือบอกให้คนภายในห้องรู้ว่าตนมา

มี่ถงมองบานประตูห้องพักของโรงเตี๊ยม ที่เพียงออกแรงซัดฝ่ามือเดียวก็สามารถทำลายให้กลายเป็นเถ้าธุลีได้ไม่ยากเย็น ราวกับว่าตรงหน้าตนยามนี้กลายเป็นกำแพงเหล็กกล้าที่ไม่อาจแตะต้อง ไม่อาจเอื้อมคว้า ไม่อาจทำลายได้

หัวใจบีบรัดจนเจ็บไปหมด ความเจ็บนี้ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นชาหนึบ คล้ายจะไม่สามารถยอมรับสิ่งที่ตนเองได้ยินได้ แต่ก็คล้ายจะไม่อาจหนีจากความจริงตรงหน้าพ้น มือหนากำแน่นจนกระดูกส่งเสียงดังก๊อก แววตาที่มีทั้งไอสังหารและความเศร้าปะปนอยู่ ช่างชวนให้ผู้คนหวั่นใจยิ่ง

"บอกให้ตัดอกตัดใจเสียก็ไม่เชื่อ หากเจ้าไม่ดื้อรั้นแต่แรก ไหนเลยจะต้องพบเจอกับความเจ็บปวดเช่นนี้" คำพูดของเสี่ยวไป๋ที่ดังอยู่ทางด้านหลัง หาได้ทำให้มี่ถงขุ่นเคืองไม่ 

กลับกันมี่ถงรู้สึกว่าที่เจ้าแมวผีนี่กล่าวมาล้วนถูกต้องทั้งหมด เรื่องนี้จะโทษใครได้ นายน้อยที่ไร้หัวใจหรือ เหวินฮุ่ยเฉิงที่เข้ามาวุ่นวายกับนายน้อยหรือ เจ้าแมวอ้วนนี่ที่พยายามเตือนสติเขาหรือ แล้วผู้ใดขอให้เขารักเล่า ผู้ใดให้เขามีหัวใจดวงหนึ่งที่ภักดีต่อคนผู้เดียวเล่า ล้วนเป็นเขาที่รนหาที่เองมิใช่หรือ หากว่าสองคนนั้นจะมีใจให้กัน มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าเพื่อนร่วมทาง เขาก็ไม่อาจกล่าวโทษผู้ใดได้

เสี่ยวไป๋ทอดสายตามองแผ่นหลังของมี่ถงที่เดินจากไป ราวกับว่าโลกใบนี้ในสายตาของอีกฝ่ายได้แหลกสลายลงไปแล้ว ความรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ ยามที่เห็นเจ้าลูกจิ้งจอกตนนี้มีแววตาเศร้าหมองนั้น ช่างเป็นอะไรที่รบกวนจิตใจเสียจริง 

พยัคฆ์ในร่างแมวถอนหายใจออก "ช่างเป็นความรักที่โง่เขลานัก"

บรรยายกาศรอบกายแปลกประหลาดไป จนเฟยเมี่ยวไปกล้าแม้แต่จะหยิบตะเกียบขึ้นมา ที่นั่งทั้งสองด้านของเขาถูกจับจองโดยบุรุษสองคน หนึ่งคือเหวินฮุ่ยเฉิงที่ถูกเขาสกัดจุดเอาไว้กว่าสองเค่อ ใบหน้าเรียบตึงบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าการรับผิดชอบของเขานั้น อีกฝ่ายไม่มีทางเห็นด้วยแน่

สองคือมี่ถงในร่างมนุษย์ ที่ยามนี้จ้องอาหารอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับว่าหมูหรือไก่สักจานที่วางอยู่ตรงนี้ เคยไปมีความแค้นใหญ่หลวงกับอีกฝ่ายก็มิปาน หรือมี่ถงจะโมโหหิว?

วันนี้เฟยเมี่ยวเลือกจองห้องส่วนตัวเอาไว้ เพราะไม่อยากลงไปทานที่ชั้นหนึ่งซึ่งผู้คนเสียงดังวุ่นวาย เวลาผ่านไปจนอาหารจะเย็นหมดแล้ว เฟยเมี่ยวจึงหยิบตะเกียบขึ้นมา แล้วกล่าวว่า "กินเถอะ"

คนทั้งสามและแมวอีกหนึ่งชีวิตกินข้าวไปอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งบทสนทนาใด จนกระทั่งกับข้าวบนโต๊ะถูกจัดการจนหมด

เหวินฮุ่ยเฉิงจึงเริ่มเอ่ยปากถามเกี่ยวกับเรื่องราวเมื่อคืน "พวกเจ้าไปทำอะไรที่กำแพงวัง?"

เฟยเมี่ยว "เดินเที่ยว"

มี่ถง "เดินเล่น"

"เดินเล่นยามค่ำคืนน่ะหรือ" เหวินฮุ่ยเฉิงปรายตามองเฟยเมี่ยวอย่างเย็นชา ส่วนคนมีชนักติดหลังก็หลบสายตา ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไป "เจ้าเล่นซนเกินไปหรือไม่ ถึงกลับทำให้ตนเองบาดเจ็บภายในเช่นนี้"

เฟยเมี่ยวหันกลับมามองหน้าเหวินฮุ่ยเฉิง "ข้าแค่กระโดดข้ามกำแพง แล้วร่วงลงมา"

"เจ้าไม่ร่วงลงมาน่ะสิแปลก" เหวินฮุ่ยเฉิงถอนหายใจยาว "เหตุใดจึงทำเช่นนั้น มันอันตรายรู้หรือไม่"

"อันตรายยังไง? ข้าก็แค่จะเข้าไปเดินดูในวังหลวงของแคว้นนี้เท่านั้น"

มือหนายกขึ้นมานวดคลึงที่ขมับ "วังหลวงใช่ที่ให้จิ้งจอกน้อยเช่นเจ้าไปเดินเล่นหรือ"

"มิได้หรือ"

"ย่อมมิได้"

"ก็ข้าไม่รู้นี่" ใบหน้างามงอง้ำ คล้ายเด็กที่ถูกบิดาว่ากล่าว "ก็แค่วังของมนุษย์มิใช่หรือ เหตุใดจึงเข้าไปดูมิได้"

"ก็เพราะมันเป็นสถานที่ของพวกมนุษย์นั่นแหละ เจ้าจึงเข้าไปมิได้"

"เพราะอะไร?"

เหวินฮุ่ยเฉิงอธิบายว่า "เขตแดนขับไล่ปีศาจ"

หืม…..

เมื่อได้ยินชื่อของที่น่าสนใจเช่นนี้ เฟยเมี่ยวก็รีบหันมาสบตากับเหวินฮุ่ยเฉิงทันที ดวงตางามวาววับอย่างซุกซน เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นมาเท้าคาง กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานใสต่างจากเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว "เจ้าเล่าให้ข้าฟัง"

"ย่อมได้" เหวินฮุ่ยเฉิงล้วงหยิบถุงเงินออกมาจากแขนเสื้อ เขาวางมันลงตรงหน้าของเฟยเมี่ยว "แต่เจ้าต้องเอาถุงเงินนี่คืนไป ข้าไม่รับ"

เฟยเมี่ยวเลื้อนถุงเงินไปให้มี่ถงเก็บ แล้วกล่าวว่า "ได้"

เขตแดนขับไล่ปีศาจคือเขตอาคมที่พระสังฆราชประจำราชสำนักร่ายขึ้น จุดประสงค์ในการสร้างสิ่งนี้ก็เพื่อขอยืมพลังมังกรขององค์จักรพรรดิปัดเป่าสิ่งไม่ดี หากมีภูตผีปีศาจหรือสิ่งชั่วร้ายย่างกลายเข้าไปในเขตอาคมนี้แม้เพียงครึ่งก้าว ก็จะถูกสายฟ้าฟาดใส่ ไม่ก็ถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนไม่เหลือแม้แต่วิญญาณ

"แคว้นเล็กๆ บางแคว้นจะสร้างเขตแดนเช่นนี้ เฉพาะตำหนักด้านในเท่านั้น เช่นว่าทั่วทั้งแคว้นสามารถสร้างเขตแดนได้เพียงตำหนักของฮ่องเต้เท่านั้น" เหวินฮุ่ยเฉิงเล่าจบก็ยกชาขึ้นมาจิบ ท่วงท่าผ่อนคลายกว่ายามกินข้าวอีกสามถึงสี่ส่วน

เฟยเมี่ยวเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ว่า "มีของที่น่าสนใจเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่สร้างเอาไว้ทุกที่เลยเล่า"

"ผู้ที่มีวิชาอาคมเก่งกล้า ขนาดที่สร้างเขตแดนขับไล่ปีศาจทั่วเขตพระราชวังนั้น ใต้หล้านี้นับนิ้วดูในหมู่ชาวมนุษย์ คงมีไม่ถึงสามคนด้วยซ้ำ" เหลือบมองใบหน้างามที่คิดตามคำพูดตนคราหนึ่ง เหวินฮุ่ยเฉิงก็กล่าวต่อว่า "กล่าวตามจริงแล้วพูดได้ว่า แคว้นหยางมั่งคั่งไปด้วยโชคจริงๆ"

"การมีพระสังฆราชที่เก่งกาจเช่นนี้ นับเป็นโชคขนาดนั้นเชียว?" เฟยเมี่ยวพอจะเข้าใจความหายาก ของสิ่งที่ตนที่ไปวิ่งชนมาด้วยตนเองแล้ว แต่ไม่เข้าใจว่ามันโชคดีขนาดนั้นเชียวหรือ เขตแดนนี้ขับไล่ปีศาจได้ แต่คาถาหรือเครื่องรางอย่างอื่นก็ทำได้เช่นกันมิใช่หรือ

"นับเพียงพระสังฆราชองค์นั้นเสียเมื่อไหร่ ด้วยการค้า ทิศทางที่ตั้งแคว้น ดวงชะตาของแว่นแคว้น หรือแม้กระทั่งโอรสสวรรค์ที่สืบทอดอำนาจต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ก็ล้วนเป็นผู้มากความสามารถ โดยเฉพาะ..."

"อะไรหรือ"

"รัชทายาทองค์ปัจจุบัน"

"เขาน่าสนใจหรือ"

"หึ เกิดมาพร้อมดวงของจอมราช จอมกษัตริย์ทั้งยังเติบโตมาเป็นอัจฉริยะบุรุษ แคว้นหยางภายใต้การปกครองของเขาภายภาคหน้าย่อมต้องเจริญรุ่งเรือง เกรียงไกล และยิ่งใหญ่ยิ่งกว่ายามนี้" พอเล่าจบแล้ว เหวินฮุ่ยเฉิงก็หรี่ตาลง "คงมิใช่ว่า เจ้าสนใจมนุษย์ผู้นั้นหรอกนะ"

"เจ้าพูดเหลวไหลให้มันน้อยหน่อยเถอะ" เฟยเมี่ยวถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย "ที่ข้าสนใจก็คือ วิธีที่จะเข้าไปภายในวังหลวงนั่นต่างหากล่ะ"

"เจ้ายังอยากเข้าไปเที่ยวเล่นอีก?"

เฟยเมี่ยวพยักหน้ารับ "แน่สิ เล่ามาขนาดนี้แล้ว อย่าบอกเชียวนะว่าเจ้าจะไม่บอกวิธีเข้าไปให้ข้า"

"บอกสิ" รอยยิ้มมีเลศนัยถูกจุดขึ้นที่มุมปาก "เพียงแต่ว่าบอกไปแล้ว ข้าจะได้ประโยชน์อันใดเล่า"

ดวงตาหงส์ถลึงมองอีกฝ่ายอย่างดุดัน "คิดต่อรองหรือ"

"ย่อมแน่"

"เจ้า!" เฟยเมี่ยวสูดลมหายใจลึก กล่าวด้วยน้ำเสียงรอดไรฟันว่า "ต้องการอะไร"

เหวินฮุ่ยเฉิงโน้มตัวเข้ามาใกล้ ปลายจมูกเฉียดข้างแก้มซ้าย ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดที่ใบหูขาว ก่อนจะกระซิบบอกว่า "แต่งให้ข้าสิ"

รูม่านตาของเฟยเมี่ยวหดเล็กลง ที่แท้คนไม่คิดจะปล่อยเขาไปหรือ นี่ตกลงว่าเขากับคนแซ่เหวิน ผู้ใดหน้าด้านหน้าทนกว่ากันนะ…

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวยิ้มๆ ว่า "ตกลงหรือไม่"

เฟยเมี่ยวเริ่มนับหนึ่งถึงพันในใจ ใครให้ระบบมันคิดภารกิจแบบนี้ออกมา ใครให้เขาเผลอเลยตามเลยกับเจ้าโง่ผู้นี้กันนะ หากไม่แต่ง เขาจะยังไปหาวิธีไหนเข้าไปในพระราชวังได้อีกเล่า แต่หากแต่งเขาจะยังเป็นเขาที่เป็นอยู่เช่นนี้ได้หรือไม่ การแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล็ก 

ชาติที่แล้วเขากับคนรักยังแต่งกันไม่ได้ ชาตินี้กลับถูกคนผู้นี้บังคับขู่เข็นให้ต้องตบแต่งด้วย เวรกรรมอะไรของเขากันนะ

ริมฝีปากบางเม้มแม่น มือเรียวบีบเข้าหากันแล้วคลายออก เพื่อลดความตึงเครียด ตาชั่งวัดความคุ้มค่าในใจถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อดูว่า เลือกทางไหนจึงจะเป็นประโยชน์มากที่สุด เขาไม่อยากเสียเวลาไปหาข้อมูลจากชาวบ้าน เพราะเรื่องเช่นนี้ใช่ว่าจะมีคนรู้เยอะ จะให้ถามระบบหน้าเลือดนั่น ดีไม่ดีอาจจะต้องแลกด้วยพลังชีวิตของเขาทั้งหมด อย่างไรเหวินฮุ่ยเฉิงก็เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี การมีอีกฝ่ายอยู่ข้างกายยังไงก็มีแต่ได้มากกว่าเสีย 

แต่เรื่องที่เขาต้องเสียนี่สิ…

คิดซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้ง สุดท้ายเฟยเมี่ยวก็ถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก เอาเถอะ ชีวิตก่อนหน้านี้ก็ใช่ว่าเขาจะเป็นตัวดีงามอะไร หลอกลวง สร้างภาพ หักหลัง ทำร้าย อะไรก็เคยกระทำมาหมดแล้ว อย่างไรร่างกายนี้ชีวิตนี้ก็มีคนยัดเยียดให้เขามา ใช้เปลืองหน่อยจะเป็นไรไป 

เฟยเมี่ยวกล่าวอย่างหมดสิ้นหนทางว่า "ข้าตกลง"

"นายน้อย!" มี่ถงที่ทนนั่งฟังอย่างสงบเสงี่ยมมาตลอดผุดลุกขึ้น เขาถลึงตามองเหวินฮุ่ยเฉิงอย่างดุร้าย คนผู้นี้คิดจะเอาเปรียบนายน้อย ข้ามศพข้าไปก่อนเถอะ!

เฟยเมี่ยวจับที่ข้อมือของมี่ถงแผ่วเบา เขากล่าวอย่างนุ่มนวลว่า "มี่ถงนั่งลง"

"แต่นายน้อย เจ้าตำหนักเหวินเขา…"

"ข้ารู้"

มี่ถงขมวดคิ้วแน่น "หากท่านต้องการสิ่งใด ข้าจะหามาให้ เราไปกันเถอะขอรับอย่าไปพึ่งพาคนเช่นนี้เลย"

"ถงถงคนดีของข้า เจ้าใจเย็นก่อน"

"แต่เขาคิดเอาเปรียบท่าน!" ลมหายใจของจิ้งจอกหนุ่มถี่กระชั้นด้วยแรงโทสะ "ท่านทนได้ แต่ข้ายอมมิได้"

เหวินฮุ่ยเฉิงแค่นเสียงเหอะ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน "ใช่เรื่องให้เจ้ามาสอดปากพูดหรือ"

เฟยเมี่ยวลุกขึ้นยืนทันที เขายืนบังมี่ถงเอาไว้ กล่าวเสียงเรียบว่า "อย่าคิดรังแกคนของข้า"

"ข้าไม่ทำอยู่แล้ว"

"นายน้อยขอรับ" มี่ถงจับข้อมือของผู้เป็นนายเอาไว้อย่างหวงแหน

เฟยเมี่ยวหันกลับไปยิ้มให้อีกฝ่าย ก่อนจะตบที่หลังมือของมี่ถงเบาๆ "เจ้าไปรอข้าด้านนอก เสร็จแล้วจะตามไป"

"แต่ว่าเขา…"

"ไม่เป็นไร ไปเถอะ" มองส่งหลังมี่ถงจนลับสายตาแล้ว เฟยเมี่ยวก็ตบลงบนโต๊ะหนึ่งฝ่ามือ จนถ้วยและกาน้ำชาล้มระเนระนาศ "มี่ถงเป็นคนที่ข้าไว้ใจที่สุด เจ้าอย่าได้รังแกเขา"

"ข้าบอกแล้วว่าไม่ทำ ยิ่งเป็นคนสำคัญของเจ้า ข้ายิ่งไม่แม้แต่จะคิด" ความรู้สึกทำนองว่า ต้องทนเห็นคนรักเห็นผู้อื่นสำคัญกว่าตนนั้น เหวินฮุ่ยเฉิงเพิ่งพบว่า มันเป็นความรู้สึกที่น่าชิงชังที่สุด "แล้วเรื่องที่เจ้ารับปากเมื่อครู่ จริงรึ…"

"จริง"

"เฟยเอ๋อร์…"

"แต่" เฟยเมี่ยวยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว "ข้ามีข้อแม้สามข้อ"

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวยิ้มๆ ว่า "เจ้าพูด"

"ข้อแรก ข้าจะแต่งต่อเมื่ออยากแต่งเท่านั้น"

เหวินฮุ่ยเฉิงส่ายหน้ายิ้มๆ "แค่หนึ่งปี ภายในหนึ่งปีนี้หากเจ้ายังไม่อยากแต่งก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อเวลาล่วงเข้าเหมันต์ฤดูปีหน้า อย่างไรเจ้าก็ต้องแต่ง"

เฟยเมี่ยวเดาะลิ้นกลอกตา ตอนนี้เขารู้สึกว่าตนเองนี่แหละที่เป็นตัวโง่งม เหตุใดคนแซ่เหวินจึงได้เฉลียวฉลาดในการเอาเปรียบผู้อื่นนักเล่า "ก็ได้ ข้อสอง หลังจากนี้ไม่ว่าข้าจะทำสิ่งใด ห้ามเจ้ายื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือขัดขวาง และห้ามเอ่ยปากถามแม้เพียงครึ่งคำ"

"เพราะเหตุใด"

"เพราะมันเป็นเรื่องของข้าไง"

เหวินฮุ่ยเฉิงพยักหน้ารับ "ได้ หากมิใช่เรื่องที่เกินเลยไปนัก ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยว"

"ข้อสาม ข้อนี้สำคัญมาก" เฟยเมี่ยวหันมาสบตาเหวินฮุ่ยเฉิงเต็มดวงตา "เจ้าแยกห้องไปเสีย ข้าจะนอนคนเดียว"

"ดะ ย่อมมิได้" ดวงตาคมตวัดมองเฟยเมี่ยวอย่างตัดพ้อ "สามีภรรยาที่ไหนนอนแยกห้องกันบ้าง"

เฟยเมี่ยวกล่าวอย่างเย็นชาว่า "ยังไม่ได้แต่ง ไม่นับ!"

เหวินฮุ่ยเฉิงระบายยิ้มเต็มใบหน้า "ฮูหยิน"

"หุบปากไป"

ถ้าเขาฆ่าตัวตายตอนนี้เลย จะได้กลับไปที่โลกเดิมไหมนะ….

"ดุจริง" คนถูกดุก็ยังคงยิ้มหน้าระรื่น เหวินฮุ่ยเฉิงดึงตัวของเฟยเมี่ยวเข้าไปใกล้ ก่อนจะซบลงตรงหน้าท้องแบนราบ "เจ้าแต่งให้ข้า จะต้องไม่เสียใจภายหลังแน่"

เฟยเมี่ยวก้มลงมองคนที่กอดตนอยู่ด้วยแววตาสับสน เขาพึมพำกับตัวเองว่า "กลัวแต่ว่าจะเป็นเจ้า ที่เสียใจภายหลัง…"

"หืม เจ้าพูดอะไร

"เปล่า" เสียงอู้อี้ของอีกฝ่ายทำให้ทำให้เฟยเมี่ยวหลุดยิ้ม "แล้วจะบอกได้หรือยัง ว่าทำอย่างไรจึงจะเข้าไปในวังได้"

"อือ ให้ข้าพาเจ้าไป"

รอยยิ้มงามบนใบหน้าแข็งค้าง เขาไม่คิดจะอธิบายเรื่องราวอะไรให้คนแซ่เหวินรู้หรอกนะ จะชีวิตอาภัพของหลิ่งเฟยอวี่ก็ดี สิ่งที่เขาทำอยู่ก็ดี อีกฝ่ายไม่รู้อะไรเลยเช่นนี้ดีที่สุดแล้ว "ไม่มีวิธีอื่นหรือ"

เหวินฮุ่ยเฉิงเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ยามนี้หัวคิ้วชนกัน ดูยุ่งเหยิงไปหมด "เจ้าไม่อยากให้ข้าพาไป?"

"ชู่ว์" นิ้วเรียวทาบลงบนริมฝีปากได้รูปของอีกฝ่าย "ห้ามถาม แค่บอกสิ่งที่เจ้ารู้มาก็พอ"

นิ้วเรียวยาวของเขาถูกโพลงปากที่อุ่นร้อนครอบครองไว้ สัมผัสวาบหวามที่ปลายนิ้วราวกับกระแสไฟฟ้าแรงสู้ ที่ตรงเข้ามาจู่โจมหัวใจ จวบจนอีกฝ่ายคายนิ่วของเขาออกมา เฟยเมี่ยวก็ยังหาเสียงของตนเองไม่เจอ

เหวินฮุ่ยเฉิงจับฝ่ามือนุ่มมาแนบที่ข้างแก้มของตน มือของจิ้งจอกน้อนยนุ่มนิ่ม ให้ความรู้สึกสบายยิ่ง "อีกวิธีก็คงเป็นการหยิบยืมไอมังกรกระมัง อยู่ใกล้ชิดผู้ที่มีไอมังกรสูงค่า เท่านี้ก็เข้าไปได้แล้ว แต่ปีศาจปกติเข้าใกล้ผู้ที่มีไอมังกรมิได้ คิดใช้วิธีนี้ก็ยังเรียกได้ว่ารนหาที่ตาย"

"เช่นนั้นหรือ" เฟยเมี่ยวมิได้กล่าวสิ่งใดอีก เพียงปล่อยให้คนแซ่เหวินลวนลามมือข้างหนึ่งของตน จนกว่าจะพอใจเท่านั้น

"มี่ถงออกมา" เฟยเมี่ยวยืนอยู่ที่ด้านหน้าโรงเตี๊ยม หลังจากที่กล่อมให้เหวินฮุ่ยเฉิงเลิกติดตามตนได้สำเร็จ เขาก็เดินออกมาหามี่ถงที่รออยู่ทันที พอมาถึงกลับพบว่าจิ้งจอกตนนี้ไปยืนหลบอยู่หลังเสา ทั้งยังมิยอมมองหน้าเขาอีก

"..."

เฟยเมี่ยวกระพริบตาปริบๆ มองคนก้มหน้าก้มตาอย่างอ่อนใจ "โกรธที่ข้าตัดสินใจเช่นนั้นหรือ"

"มิใช่ขอรับ"

"ตอนนั้น...เจ้าอยู่หน้าห้อง?"

มี่ถงละล้าละลังกล่าวว่า "ข้าไม่ได้แอบฟังนะขอรับนายน้อย ข้าแค่ แค่"

ใบหน้างามส่ายไปมา เฟยเมี่ยวเพียงยิ้มเบาบาง "ไม่ต้องพูดแล้ว ก็อย่างที่เจ้าเห็นข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว วันนี้ไม่รับปาก วันหน้าก็ยังหนีไม่พ้น"

มี่ถงเอ่ยถามว่า "ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่หน้าห้อง"

"เดาเอาน่ะ" เฟยเมี่ยวยักไหล่ คนแซ่เหวินเอ่ยเรื่องแต่งงาน เจ้ากลับมิตกใจเท่าข้ารับปากจะแต่งให้เขา เท่านี้ก็พอเดาได้แล้ว"

"ยังเป็นนายน้อยที่ฉลาดกว่าข้า" มี่ถงก้มหน้าลงต่ำ

เฟยเมี่ยวเองก็น้ำท่วมปาก ไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยปลอบอย่างไรดี เขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้มี่ถงเป็นเช่นนี้ ใช่ว่าจะรู้สึกผิดไม่เป็นเสียเมื่อไหร่ อย่างไรร่างกายนี้ก็เป็นของคนที่อีกฝ่ายรักสุดหัวใจ ต่อให้มองข้ามคำพูดที่ว่าอีกฝ่ายมีใจให้เขาไปได้ ก็ยังหนีไม่พ้นทำร้ายมี่ถงอยู่ดี

หางตาเหลือบไปเห็นเจ้าแมวเสี่ยวไป๋แกว่งหางอยู่ไม่ไกล ดวงตาสีอำพันยังมองมายังจิ้งจอกหนุ่มข้างกายเขาไม่วางตา เฟยเมี่ยวก็คิดขึ้นมาได้ว่า คนที่ควรทำหน้าที่ปลอบใจตรงนี้ อย่างไรก็มิใช่ตนที่เป็นคนทำลายความรู้สึกของอีกฝ่าย แม้ว่าจะเป็นการทำลายโดยทางอ้อม แต่การถูกเมินเฉยก็ยังโหดร้ายอยู่ดี

เฟยเมี่ยวกล่าวว่า "เจ้าไปบอกเถ้าแก่เนี้ยให้ข้า เรื่องเข้าร่วมขบวนนางรำกับนาง ข้าตกลง"

"นายน้อย ท่านจะทำเช่นนี้จริงหรือขอรับ" ฟังผู้เป็นนายกล่าวแล้ว มี่ถงก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเฟยเมี่ยวอย่างจริงจัง นายน้อยของตนสูงศักดิ์เพียงใด เป็นถึงทายาทเพียงผู้เดียวของเจ้าหุบเขาแดนมายา เป็นถึงศิษย์รักแก้วตาดวงใจเพียงผู้เดียวของท่านจอมมารฉู่ หากทั้งคู่รู้ว่านายน้อยมาร่ายรำให้บุรุษดูชมเช่นนี้ แดนมนุษย์คงพบเจอกับคราวเคราะห์แล้ว

"โชควาสนาติดตามคนกล้า เคราะห์กรรมตามหลังคนขลาด" เฟยเมี่ยวกล่าวเสียงเรียบ "หากมิทำเช่นนี้ สิ่งที่ข้าต้องการจะลอยมาหาข้าเองหรือ"

"แต่ว่า…"

"เจ้าไปเถิด" กล่าวจบ เฟยเมี่ยวก็หันหลังเดินกลับเข้าไปภายในโรงเตี๊ยม มิได้หันหลังกลับมามองดู ดวงตาที่ฉายชัดถึงความอาลัยอาวรณ์ของมี่ถงแม้แต่น้อย

กับสหายที่ทำเพื่อเขาทุกอย่างเช่นนี้ กับมี่ถงเขามีให้ได้เพียงคำขอโทษ และความรู้สึกผิด แต่ไม่รักก็คือไม่รัก เขาไม่นึกเสียใจ...

เมื่อยามไฮ่มาเยือน เฟยเมี่ยวก็แอบหนีเหวินฮุ่ยเฉิงออกมาได้สำเร็จ เขาตรงไปทางเหลาสุราผู่เยว่ทันทีแล้วพบว่า มีคนมายืนรอต้อนรับเขาอยู่ที่หน้าประตู เป็นเถ้าแก่เนี้ยผู้นั้นนั่นเอง

เฟยเมี่ยวประสานมือ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "รบกวนเถ้าแก่เนี้ยแล้ว"

"คุณชายหลิ่งเกรงใจเกินไปแล้ว เป็นข้าที่รบกวนคุณชาย"

เถ้าแก่เนี้ยเดินนำเฟยเมี่ยวเข้าไปด้านใน ที่ห้องโถงใหญ่มีเหล่านางรำยืนรออยู่กลุ่มหนึ่ง พวกนางยืนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มีเพียงบางคนที่แอบลอบมองเฟยเมี่ยวบ้างในบางครา

เถ้าแก่เนี้ยเริ่มบอกเล่าถึงรายละเอียดของการแสดงในครั้งนี้ ที่เรียกว่าการร่ายรำอวยพร เป็นการใช้นางรำยี่สิบคนร่ายรำ โดยจะให้เขาเป็นหัวใจหลักของโชว์ครั้งนี้ ท่ารำที่นางรำเหล่านั้นสาธิตให้ชม นับว่าไม่ยากเย็นนัก เพียงแต่เมื่อสอบถามไปจนหมดเขากลับพบปัญหาข้อหนึ่ง การร่ายรำเช่นนี้ถูกใช้ไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว หากว่าปีนี้ยังใช้อีกก็จะไร้ซึ่งความแปลกใหม่ เป็นเช่นนี้แล้วจะขับเน้นให้เขาโดดเด่นเหนือผู้อื่นได้อย่างไร?

นิ้วเรียวเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ ดวงตาหงส์หรี่ลงมองเหล่านางรำที่ยังยืนอวดโฉมอยู่ตรงหน้า พลางครุ่นคิด อะไรที่แปลกใหม่พอ จนสามารถหยุดสายตาและความสนใจของผู้คนทั้งหมดเอาไว้ที่เขาคนเดียว 

เถ้าแก่เนี้ยเห็นเฟยเมี่ยวนิ่งเงียบไป หลังจากที่ตนกล่าวจบ ก็คิดไปว่าคนงามตรงหน้าอาจจะไม่ชอบใจที่ตรงไหน นางจึงเอ่ยเรียบๆ เคียงๆ ถามว่า "หรือคุณชายอยากจะปรับแก้ที่ตรงไหน เชิญกล่าวมาได้เลย"

"เถ้าแก่เนี้ยยังคงใจกว้างเช่นเดิม" เฟยเมี่ยวกล่าวยิ้มๆ "ให้ข้าได้คิดอีกสักหน่อย รับรองว่าไม่ทำให้เสียเวลาของท่านแน่"

คำพูดนี้ก็คือขอเวลาให้เขาอยู่คนเดียวคิดอะไรเงียบๆ สักพัก แล้วจึงจะให้คำตอบได้ว่าไม่ถูกใจที่ตรงไหน นางก็เหมือนจะเข้าใจในความหมายนี้ จึงได้นำผู้อื่นออกไปจากบริเวณนี้จนหมด เหลือเพียงเขาและมี่ถงเท่านั้น

เฟยเมี่ยวหันกลับไปถามมี่ถงว่า "นายน้อยของเจ้าวาดภาพได้หรือไม่

"นายน้อยเฟยอวี่ทำได้ขอรับ" มี่ถงตอบกลับ

"แล้วหากเป็นการรำวาดภาพเล่า"

คิ้วเข้มขมวดมุ่น "คือสิ่งใดขอรับ"

เฟยเมี่ยวลุกขึ้นยืน เขาก้าวไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของมี่ถง "ก็คือการร่ายรำที่วาดภาพไปด้วย"

"ข้าเองก็มิแน่ใจ อย่างไรนายน้อยลองทดลองดูดีหรือไม่ขอรับ"

เฟยเมี่ยวพยักหน้ารับ เขาเรียกให้คนเตรียมกระดาษกับผู้กันมาให้ แล้วลองวาดภาพทิวทัศน์ตามพัดของตนดู และเป็นผลสำเร็จเมื่อเขาวาดมันออกมาได้ดี ต่อมายังทดลองร่ายรำตามที่นึกออก พร้อมทั้งวาดภาพใส่กระดาษไปด้วย ผลคือเละเทะไม่เป็นท่า เพราะกระดาษแผ่นเล็กเกินไป

นี่คือการร่ายรำที่เรียกว่าการร่ายรำวาดภาพ ที่เขาเคยเปิดดูในยูทูปเพื่อค่าเวลาก่อนเข้าประชุมแต่ก่อน ด้วยลักษณะโดดเด่นของการแสดงชุดนี้คือ ความงดงามของภาพที่วาดออกมา ท่าร่ายรำที่คล่องแคล่วอ่อนช้อยและไม่ถึงกับอ่อนหวาน ดนตรีที่นับได้ว่าฟังแล้วฮึกเหิมสมชาย ไม่นุ่มนวลราวบุปผาแรกแย้ม เหมาะกับเขาที่เป็นบุรุษยิ่งกว่าการร่ายรำอื่นๆ เขาจึงได้เลือกการร่ายรำวาดภาพนี้

ขาเรียวยาวก้าวเดินวกไปวนมา พัดหยกหวูชิงถูกเคาะลงบนฝ่ามือเบาๆ เฟยเมี่ยวค้นหาความคิดทั้งหมดในหัวแล้ว ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ด้วยเดิมทีเขาก็มิได้มีความเฉลียวฉลาดด้านศิลปะการแสดงอยู่แล้ว ต่อให้ได้ความสามารถและความทรงจำของหลิ่งเฟยอวี่มาทั้งหมด มันก็มิได้หมายความว่าเขาจะคิดเรื่องพวกนี้เก่งเสียเมื่อไหร่

ปลายด้ามของหวูชิงถูกชี้ไปทางมี่ถงที่ยืนนิ่งอยู่ "ไหน เจ้าลองบอกวิธีแก้ไขปัญหานี้มาสิ"

มี่ถงมองกระดาษเปรอะเปื้อนน้ำหมึกที่หล่นเกลื่อนพื้น จากนั้นเงยหน้าขึ้นมาถามผู้เป็นนายว่า "หากว่าต้องการใช้แขนขาในการวาดภาพ ก็แค่ใช้ผ้าใบสีขาวผืนใหญ่ ก็ได้แล้วมิใช่หรือขอรับ?"

ดวงตาหงส์เบิกกว้าง เขาชี้พัดไปทางมี่ถงปากอ้าๆ หุบๆ อยู่นานก็พูดไม่ออก เป็นถงถงของเขาที่ฉลาดกว่า ในที่สุดเขาก็รอดตายแล้ว! "ใช่สิ ทำไมข้าคิดวิธีเช่นนี้มิได้กันนะ ถงถงยังคงเป็นเจ้าที่ข้าพึ่งพาได้เสมอ!"

เฟยเมี่ยวรีบเรียกให้เถ้าแก่เนี้ยเข้ามา แล้วให้นางไปเตรียมผ้าใบผืนใหญ่มาสักหลายผืน ระหว่างที่รอก็ยังเดินดูเหล่านางรำ ที่ตั้งแถวกันอย่างเป็นระเบียบด้วยสายตาพินิจ

เถ้าแก่เนี้ยสั่งให้คนไปเตรียมของที่เฟยเมี่ยวต้องการมาแล้ว ก็ถามว่า "มิทราบว่า คุณชายต้องการผ้ามากมายเช่นนี้มาทำอะไรหรือ"

"เราจะเปลี่ยนการแสดงในอีกสามวันข้างหน้า" เฟยเมี่ยวกล่าวเสียงเรียบ "ทั้งการร่ายรำและดนตรี"

"อะไรนะ" เถ้าแก่เนี้ยกล่าวอย่างตื่นตระหนก "เช่นนี้จะทันหรือ"

"ย่อมทัน"

"ข้าขอเหตุผลที่ท่านคิดจะเปลี่ยนได้หรือไม่" เดิมทีนางคิดว่าอาจจะต้องปรับเปลี่ยนบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ ไหนเลยจะรู้ว่าการร่ายรำที่เหล่านางรำพยายามทุ่มเทฝึกฝนกันมา กลับถูกสับเปลี่ยนทั้งหมดภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม 

"เพราะมันเหมาะกับข้ามากกว่าอย่างไรเล่า" เฟยเมี่ยวกล่าวพลางหมุนตัวนางรำนางหนึ่งไปมา ก่อนจะหันมาสบตากับเถ้าแก่เนี้ยตรงๆ "วางใจเถอะ เชื่อข้าท่านไม่ขาดทุนหรอก"

คล้ายได้ยินเสียงดังกริ๊งอยู่ในหัว เถ้าแก่เนี้ยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย จากนั้นนางก็มิได้ถามความอันใดอีก

เฟยเมี่ยวลองทดสอบร่ายรำกับผ้าใบผืนใหญ่ ผลคือใช้ผ้าไปถึงห้าผืนจึงค่อยวาดออกมาได้น่ามอง สำหรับคนที่เคยทำเป็นครั้งแรกนั้นนับว่าไม่เลวเลย จากนั้นยังเลือกนางรำที่โดดเด่นสี่คนออกมาให้ซ้อมไปพร้อมกัน ขั้นแรกเฟยเมี่ยวทำการบรรเลงกู่ฉินเป็นทำนองเพลงที่ต้องใช้ ตั้งแต่ต้นจนจบ จากนั้นให้นักดนตรีที่รับผิดชอบงานในครั้งนี้ลองบรรเลงตาม โชคดีที่เขามีทักษะทางดนตรีที่ดีเยี่ยม(ของหลิ่งเฟยอวี่) จึงทำให้ตรงนี้ผ่านไปได้ด้วยดี

ต่อมาก็บอกให้นางรำทั้งสี่คนที่ได้เลือกเอาไว้ มาซ้อมตามที่เขามอบหมายให้ ด้วยฝีมือที่นับได้ว่าเลิศล้ำของพวกนาง บวกกับความเฉลียวฉลาด เพียงเขาสาธิตให้ดูสองสามครั้งพวกนางก็สามารถจดจำ และฝึกฝนตามได้ไม่ยากเย็น ความหวังของเขาจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาทีละน้อย หากมิมีสิ่งใดผิดพลาด สิ่งที่เขาต้องการจะต้องมาอยู่ภายใต้เงื้อมมือของเขาแน่

เฟยเมี่ยวอยู่ฝึกซ้อมท่าร่ายรำกับนางรำทั้งสี่คน จนเวลาล่วงเข้าสู่ยามอิ๋นแล้ว เขาจึงเพิ่งรู้สึกว่าตนเองนั้นอ่อนหล้าเกินจะทน 

มี่ถงเข้ามาประคองผู้เป็นนาย แล้วใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดเหงื่อให้ "ใกล้เช้าแล้ว เรากลับกันเถอะขอรับนายน้อย"

เฟยเมี่ยวพยักหน้ารับ "อืม"

ทั้งคู่เดินทางกลับมาถึงโรงเตี๊ยม ก็ใช้เวลาไปถึงหนึ่งเค่อแล้ว เฟยเมี่ยวยามนี้นั้นด้วยความอ่อนล้าและหมดแรง ทำให้เขานั้นนอนหลับอยู่บนหลังของมี่ถงไปเรียบร้อยแล้ว 

มี่ถงกล่าวเสียงแผ่วว่า "นายน้อยขอรับๆ "

"อือ" เฟยเมี่ยวดิ้นขรุกขรักก่อนจะค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น ภาพประตูโรงเตี๊ยมเบื้องหน้าช่างพร่าเรือน "ถึงแล้วหรือ"

"ขอรับ" มี่ถงวางผู้เป็นนายลงบนพื้น พยุงจนเฟยเมี่ยวยืนทรงตัวดีๆ ได้แล้วจึงค่อยปล่อยมือ

"นี่เวลาอะไรแล้ว"

"ยามอิ๋นช่วงปลายขอรับ"

มือเรียวปิดปากหาวออกมาอย่างเกียจคร้าน เฟยเมี่ยวบิดกายไปมาเพื่อขับไล่ความเมื่อยขบ เขากล่าวกับมี่ถงทั้งที่ไม่หันมองหน้าว่า "เจ้าไปพักเถอะ ฟ้าสางแล้วก็มิต้องมายืนคอยอยู่หน้าห้อง เพราะข้ายังไม่ตื่น"

มี่ถงก้มศีรษะลงต่ำ พลางกล่าวว่า "ขอรับนายน้อย

ร่างระหงเดินงัวเงียขึ้นมาจนถึงห้องพักของตน เมื่อผลักบานประตูออก สิ่งแรกที่สะดุดตาของเฟยเมี่ยวหาใช่เตียงนอนหลังกว้างแต่กลับเป็น ร่างสูงสง่าของคนผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง ชายเสื้อสีดำปลิ้วไปตามแรงลม

เป็นเหวินฮุ่ยเฉิงที่ยืนรออยู่ตรงนี้มากว่าครึ่งชั่วยามแล้ว ครั้นพอเห็นจิ้งจอกน้อยของตน เจ้าตำหนักเหวินก็ก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายทันที

เหวินฮุ่ยเฉิงมีรอยยิ้มละเมียดละไมแต่งแต้มใบหน้า เขากล่าวทีเล่นที่จริงว่า "วันนี้เล่นซนสนุกหรือไม่"

คิ้วเรียวขมวนแน่น "เหลวไหล ใครบอกเจ้าว่าข้าเล่นซนกัน"

เขากำลังทำงานอยู่ต่างหากล่ะ งานในโรงงานทาสเสียด้วย สวัสดิการไม่มี ทำงานฟรีอีกต่างหาก….

เสียงหัวเราะผะแผ่วในลำคอของอีกฝ่าย ยิ่งทำให้คิ้วงามของเฟยเมี่ยวขมวดแน่นขึ้น เขาจ้องมองเหวินฮุ่ยเฉิงด้วยแววตาเบื่อหน่ายคราหนึ่ง ก่อนจะเบี่ยงหน้าหนีแล้วเดินไปล้มตัวนอนลงบนเตียงหลังใหญ่

เหวินฮุ่ยเฉิงก้าวเข้ามาใกล้ แล้วเอื้อมมือมาจัดผ้าห่มให้เขา "นอนเถิด อีกไม่นานพระอาทิตย์ก็ขึ้นแล้ว"

"อือ" เปลือกตาของเฟยเมี่ยวค่อยๆ ปิดลงอย่างเชื่องช้า ความอ่อนล้าจากการซ้อม ทำให้เขาเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างง่ายดาย

รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของเหวินฮุ่ยเฉิงค่อยๆ หุบลง แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่เรียบนิ่ง ติดจะเย็นชาอยู่หลายส่วน ที่ด้านหลังยังมีก้อนขนสีดำสี่ขาที่ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ มือหนาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาบดบังแก้มเนียนอย่างเบามือ กิริยายามสัมผัสใบหน้าของเฟยเมี่ยวนั้น แสดงออกถึงความทะนุถนอมและรักใคร่อย่างมิปิดบัง

เสี่ยวไป๋มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย "นายท่านขอรับ ท่านมิคิดจะเอ่ยถามเจ้าหนูเฟยอวี่จริงหรือ"

"ทำไมข้าต้องถามเรื่องที่รู้อยู่แล้ว" เหวินฮุ่ยเฉินตอบกลับ

"แต่ข้ามิค่อยเข้าใจนัก ว่าเขาจะทำเรื่องพวกนี้ไปเพื่ออะไร"

"เขาถามข้าเรื่องอะไร ก็ล้วนทำเรื่องนั้นนั่นแหละ" คำตอบก็มีอยู่ตรงหน้าแล้วมิใช่หรือ เหตุใดของต้องไปถามคำถามพวกนี้ให้วุ่นวายอีก เมื่อรับปากแล้วอะไรเขาก็ล้วนไม่คิดเอ่ยถาม หากเฟยเอ๋อร์เต็มใจจะบอกกล่าวให้เขาฟัง สักวันเขาก็จะได้รู้เอง 

หางยาวสะบัดไปมา "หากเป็นอย่างที่ท่านว่ามา แสดงว่าเจ้าหนูเฟยอวี่ทำไปเพื่อไอมังกรหรือขอรับ?"

"ใช่" เหวินฮุ่ยเฉิงหันมองแมวของตนคราหนึ่ง แล้วโบกมือไล่ "จะถามมากความไปใย ข้าจะพักผ่อนแล้วเจ้าไปเถอะ"

เสี่ยวไป๋ยอมถอยกลับไปแต่โดยดี มันก็ยังมิเข้าใจอยู่ดี ว่าเจ้าหนูเฟยอวี่และนายท่านของมันกำลังเล่นอะไรกันอยู่ คนหนึ่งทำตามใจตน อีกคนเฝ้ารออย่างเงียบเชียบ ปกป้องอยู่ห่างๆ พอพบหน้ากันก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นเช่นนี้จะเป็นเรื่องที่ดีจริงหรือ

นับจากวันนั้น เรียกได้ว่าเวลาสองวันที่เหลือเฟยเมี่ยวแทบจะย้ายร่างของตนเองไปสิงอยู่ในเหลาสุราก็ว่าได้ ฝึกซ้อมซ้ำไปซ้ำมา ด้วยเวลาที่มีจำกัด แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบที่สุดแต่ก็นับได้ว่าไม่อับอายผู้คน

ฝ่ายที่ดูแลเรื่องชุดส่งชุดที่เร่งตัดเย็บมาให้ในวันสุดท้าย ชุดในการแสดงเป็นชุดสีขาว ปักลวดลายนกยูงด้วยด้ายสีเงินล้ำค่า มองผิวเผินเมื่ออยู่บนตัวของเฟยเมี่ยว นกยูงตัวนี้ยังคล้ายพญาหงส์อยู่หลายส่วน

ในห้องที่เฟยเมี่ยวใช้สำหรับแต่งตัว มีร่างสองร่างกำลังยืนประจันหน้ากันอยู่ หนึ่งคือเฟยเมี่ยวในชุดสีขาวพิสุทธิ์ อีกหนึ่งคือเหวินฮุ่ยเฉิงในอาภรณ์สีดำสนิท ดวงตาของคนทั้งคู่ประสานกันบอกเล่าความรู้สึก เฟยเมี่ยวไม่รู้ว่าเหตุใดเหวินฮุ่ยเฉิงจึงมาอยู่ที่นี่ได้ และไม่รู้ว่าภายใต้รอบยิ้มอ่อนโยนนั้นซุกซ่อนอะไรเอาไว้

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวพลางก้าวเดินเข้ามาประชิด "วันนี้เฟยเอ๋อร์งดงามยิ่ง"

"กล่าวหนักไปแล้ว" เฟยเมี่ยวเรียนแบบรอยยิ้มขัดหูขัดตาที่อีกฝ่ายส่งมาให้ ก่อนจะตอบกลับ "เจ้ามาถึงที่นี่ คงมิได้มาเพียงเพื่อชมความงามของข้าหรอกกระมัง"

"ยังเป็นเจ้าที่ฉลาดกว่าข้า" เหวินฮุ่ยเฉิงระบายยิ้มเต็มใบหน้า เพียงแต่รอยยิ้มนั้น กลับไปไม่ถึงดวงตาของผู้พบเห็น "ข้าโง่เขลานัก ความจริงมีเรื่องหนึ่งที่รู้ทั้งรู้ว่าไม่ควรถาม ก็ยังรู้สึกว่าต้องค้นหาคำตอบจากเจ้าให้ได้ในวันนี้"

คิ้วเรียวเลิกขึ้นมองอีกฝ่าย "เจ้ารับปากแล้ว ว่าจะไม่ถาม"

"เพียงคำถามเดียวเท่านั้น"

"เฮ้อ พูดเถอะ"

"การเข้าไปในวังหลวงนั้น เพื่ออะไรกันแน่"

"จัดการปัญหาในอดีต"

เหวินฮุ่ยเฉิงถามต่อว่า "ของใคร"

เฟยเมี่ยวชะงักไป ก่อนจะตอบว่า "ของข้า"

"จัดการ โดยการเข้าหาบุรุษอื่นต่อหน้าข้าหรือ"

ก้อนสะอึกวิ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ใบหน้าชาดิกไปชั่วขณะ เฟยเมี่ยวคล้ายเห็นภาพตนเองในอดีต ในวันที่เขาต้องทำเรื่องเช่นนี้ ต้องโกหกอาจวิน หากว่าย้อนกลับไปเจ้าทึ่มของเขารู้เรื่องเช่นนี้ อย่างที่เหวินฮุ่ยเฉิงมองออกจนหมด คำถามที่อีกฝ่ายถามเขา จะเป็นคำถามเดียวกันหรือไม่หนอ แล้วเหตุใดหัวใจของเขาจึงได้บีบรัดจนอึดอัดไปหมด เพียงเพราะเห็นดวงตาของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าวูบไหว 

เหตุใดต้องรู้สึก ในสิ่งที่ไม่ควรรู้สึก…

"หากข้ารั้งเจ้าเล่าเหวินฮุ่ยเฉิงก้าวไปข้างหน้า ดึงตัวอีกฝ่ายเข้าสู่อ้อมกอด เขาเอ่ยถามเสียงแผ่วว่า "หากข้าสั่งห้ามมิให้เจ้าไปเล่า"

"ชีวิตนี้เป็นของข้า ล้วนเป็นข้าที่เลือกเอง ว่าควรอยู่ข้างเจ้าหรือควรจากไป" แรงกอดรัดแน่นขึ้นจนรู้สึกเจ็บ เฟยเมี่ยวรู้สึกคล้ายว่ากระดูกของตนแทบจะหักอยู่แล้วปล่อย

ไม่

ดื้อด้านเสียจริงกลิ่นหอมเย็นสบายจากร่างกายของอีกฝ่าย ทำให้เขารู้สึกสับสน เฟยเมี่ยวพยายามรวบรวมสติที่มีทั้งหมดแล้วตะคอกใส่เหวินฮุ่ยเฉิง! เจ้าอยากให้ข้าตีเจ้าให้ตายไปเลยหรือไง ปล่อย!

แต่เสียงข่มขู่นี้หาได้เข้าหูอีกคนไม่ เหวินฮุ่ยเฉิงก้มหน้าลง ฝังจมูกของตนลงไปบนลำคอขาวหากเจ้าพอใจจะตีก็ได้ แต่อย่าไปจากข้า

"ข้ามิได้ตายจากเจ้าไปเสียหน่อย ไปไม่นานก็กลับมาแล้ว" มือเรียวถูกยกขึ้นทุบที่แผ่นหลังแข็งแกร่งอย่างไม่ออมแรง นึกไปถึงวันที่ถูกฉู่ชิงซารัดด้วยร่างงูยักษ์ ก็รู้สึกเช่นนี้ "เจ้าโง่อาเฉิง ปล่อยได้แล้ว เจ้าทำข้าเจ็บไปหมดแล้วนะ"

เหวินฮุ่ยเฉิงคลายวงแขนออกเล็กน้อย เขามองใบหน้างามที่บึ้งตึงแล้วถามว่า "จริงหรือ"

"จริงสิ"

"เจ็ดวัน"

"อะไรนะ"

"ข้าให้เจ้าไปห่างกายเพียงเจ็ดวันเท่านั้น อะไรก็ล้วนไม่ถามให้มากความอีก" เหวินฮุ่ยเฉิงยังคงกอดเขาให้จมไปกับอก โยกไปมาคล้ายกำลังปลอบเด็กก็มิปาน "แต่หากเจ็ดวันผ่านพ้นไปแล้ว เจ้ายังมิยอมกลับมา ข้าจะไปรับเจ้าด้วยตนเอง"

เฟยเมี่ยวนิ่งอึ่งไปกับคำสั่งนี้ของอีกฝ่าย คือนี่ตกลงเขามีเจ้านายคนที่สองแล้วหรืออย่างไร มาสเตอร์พระเจ้าแว่นนั่นก็ออกคำสั่งกับเขา ระบบเวรตะไลนั่นก็ขูดรีดเขา ยังต้องมาถูกเหวินฮุ่ยเฉิงกำหนดเวลาชีวิตอีก นี่เขามาเป็นจอมมารหรือทาสในจวน…



พูดคุยกับเถียนซินได้ที่

เพจ เถียนซิน

ทวิตเตอร์ @Hanfeng62416408




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 180 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,131 ความคิดเห็น

  1. #1061 K.white wine (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 18:05
    สงสารฮุ่ยเฉิงอะ ต้องเจ็บปวดขนาดไหนวะนั่น แง้งงงงงงงงง
    #1,061
    0
  2. #986 chalillxx_ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 10:09
    พระเจ้าไม่น่าลบความจำน้องเลย สงสารอาจวินอะ วิ่งตามซ้ำแล้วซ้ำอีก
    #986
    0
  3. #945 DBJJKM97 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 20 มกราคม 2563 / 17:34
    ยัยน้องดื้อออออ แอบเห็นใจพระเอก
    #945
    0
  4. #846 sayupung (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 19:04
    แงง มันแอบหน่วงนิดๆนะคะ เมื่อไหร่เฟยเอ๋อร์จะรู้ความจริง เมื่อไหร่เขาจะเข้าใจกันนน. TT
    #846
    0
  5. #819 พี่สาวยองแจ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 02:10
    ไม่น่าได้
    #819
    0
  6. #818 WTwinter (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 19:19
    นกแน่ๆ5555
    #818
    1
    • #818-1 Hanfeng(จากตอนที่ 30)
      22 ตุลาคม 2562 / 19:20
      นังพี่ร้องไห้แล้ว 55555
      #818-1
  7. #817 Mio26082549 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 19:04

    เฮือกกก..ฟินน เเละค้างมากก5555
    #817
    0