หนทางสู่การเป็นท่านจอมมาร [สนพ.NanaNaRis YBooks]

ตอนที่ 29 : บทที่.23 ชีวิตนี้เป็นของข้า ล้วนเป็นข้าที่เลือกเอง[1] 70%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,168
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 238 ครั้ง
    21 ต.ค. 62

บทที่.23

ชีวิตนี้เป็นของข้า ล้วนเป็นข้าที่เลือกเอง

"ท่านว่าอะไรนะ!" มี่ถงผุดลุกขึ้นยืนอย่างตื่นตระหนก เมื่อฟังเรื่องที่นายน้อยของตนกล่าวจนจบ

เฟยเมี่ยวทำเพียงยิ้มเบาบาง กล่าวว่า "เสียงดังทำไม เรื่องเล็กน้อยเพียงแค่นี้"

"เรื่องเล็กของท่าน คือการเข้าไปในวังหลวงของพวกมนุษย์ คือการไปพบหน้าคนชั่วช้าผู้นั้นหรือขอรับ!" คิ้วของมี่ถงกระตุกไม่หยุด "นายน้อยท่านเสียสติไปแล้วหรือ เหตุใดเราต้องทำเรื่องพวกนี้ด้วยขอรับ"

"เรื่องพวกนี้ทำไปก็เพื่อหลิ่งเฟยอวี่ทั้งนั้น ข้าแค่อยากให้เจ้าเข้าใจข้า หากเจ้ามิยินยอมช่วยเหลือข้าล้วนไม่กล่าวโทษเจ้า" เฟยเมี่ยวยื่นมือของตนออกไป กุมมือของมี่ถงเอาไว้หลวมๆ "แต่มี่ถงเจ้าเป็นสหายเพียงผู้เดียวของข้า นอกจากท่านแม่ทั้งสองก็มีเพียงเจ้าที่รู้ว่าข้ามีตัวตนอยู่ ผู้อื่นล้วนมองข้าเรียกข้าเป็นหลิ่งเฟยอวี่ทั้งนั้น แล้วเจ้าจะทอดทิ้งข้าได้ลงคอเชียวหรือ"

เมื่อวานหลังจากที่กลับมาจากร้านน้ำชา เขาก็คิดทบทวนกับตนเองทั้งคืน ในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะขอให้มี่ถงช่วยเหลือ เรื่องครั้งนี้เขาทำคนเดียวไม่ได้จริงๆ เขาเอ่ยปากถามเรื่องบิดาของหลิ่งเฟยอวี่กับอีกฝ่าย บอกเล่าจุดประสงค์ของตนเองชัดเจนว่าต้องการสิ่งใด มี่ถงจะไม่เข้าใจก็มิใช่เรื่องแปลก ในเมื่อความจริงแล้วเขามิใช่หลิ่งเฟยอวี่แล้วจะไปอยากพบหน้าบิดาชาติสุนัขของเจ้าเด็กนั่นทำไม

มี่ถงมองมือเรียวที่กุมมือของตนเอาไว้อย่างลังเลใจ เขากล่าวว่า "ข้ายังไม่เห็นว่าการที่ท่านไปพบคนผู้นั้น จะเป็นประโยชน์ต่อท่านที่ตรงไหน"

สมองของเฟยเมี่ยวนั้นมีข้อดีอยู่หลายอย่าง ข้อดีอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาเอาชีวิตรอดมาได้จนอายุยี่สิบแปดปีก็คือ เขาแต่งเรื่องโกหกได้เก่งจนเป็นนิสัย 

"ข้าทำเพื่อหลิ่งเฟยอวี่จริงๆ นะ" ทอดถอนใจให้ดูเศร้าอีกหน่อยแล้วกล่าวว่า "หลายวันมานี้ข้ามักจะฝันถึงหลิ่งเฟยอวี่อยู่บ่อยครั้ง"

"ฝันถึงนายน้อยเฟยอวี่? ท่านฝันว่าอะไรหรือ"

"ข้าฝันว่าเขาร้องไห้อยู่ในที่ที่หนาวเหน็บ ได้รับความทรมานอย่างแสนสาหัส ทุกครั้งที่ฝันถึงนายน้อยของเจ้า ข้าก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก"

ฟังเช่นนี้แล้วมี่ถงก็รีบเอ่ยถามอย่างร้อนรน "แล้ว แล้วอย่างไรต่อ นายน้อยเฟยอวี่กล่าวอะไรอีกหรือไม่ขอรับ"

เฟยเมี่ยวหลุบตาลง คล้ายพึมพำกับตนเอง "เขามีเพียงความปราถนาเดียว คืออยากพบหน้าบิดาสักครั้ง"

"เหตุใดนายน้อยต้องอยากพบคนผู้นั้น ข้าไม่เข้าใจ"

"ก็อาจจะเป็น...ห่วงของคนตายก็ได้ ข้าแค่คิดว่าไปพบเขาสักครั้งก็คงไม่เสียหายอะไร หากสามารถแก้ไขปมในใจของหลิ่งเฟยอวี่ได้ ให้วิญญาณของเขาสงบสุขตอบแทนที่เขาให้ข้าได้ยืมร่างกายนี้ ให้โอกาสข้าได้มีชีวิตอีกครั้ง"

"นายน้อยขอรับ ท่านคิดว่านายน้อยเฟยอวี่มีปมในใจเรื่องบิดามารดาหรือ"

"หรือมิใช่?" เฟยเมี่ยวถามกลับไปด้วยใบหน้าจริงจัง "คนผู้หนึ่งที่เติบโตมาโดยขาดบิดาไร้มารดา หรือเจ้าคิดว่าเขายังจะมีสิ่งใดที่อยากรู้มากกว่านี้อีก"

"..."

มองมี่ถงที่เหมือนจะเริ่มคิดตาม และหลงเชื่อเรื่องเหลวไหลที่ตนแต่งขึ้นแล้ว เฟยเมี่ยวก็กระชับฝ่ามืออุ่นของอีกฝ่ายที่กุมไว้ให้แน่น "ถงถงคนดี นี่เป็นเรื่องเดียวที่ข้าถูกขอร้องมา หากมิยอมทำตามที่รับปากไว้ ข้าก็จะกลายเป็นคนผิดคำพูด หลิ่งเฟยอวี่ยิ่งกลายเป็นวิญญาณมีห่วงหาความสงบสุขมิได้"

"เรื่องนี้…" ริมฝีปากได้รูปเม้มแน่น ก่อนจะคลาย "ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่านั่นคือนายน้อยเฟยอวี่ มิใช่ท่านคิดมากไปจนเก็บไปฝันเอง"

"ข้าฝันถึงเขาก็คือฝันถึงเขา เรื่องที่ถูกร้องขอก็รับปากไปแล้ว จะเป็นหลิ่งเฟยอวี่จริงๆ ก็ดีไม่ใช่ก็ช่าง เจ้าอยากให้ข้ากลายเป็นคนไม่รักษาสัจจะหรือ

มี่ถงรีบกล่าวว่า "มิใช่เช่นนั้นขอรับ เพียงแต่"

"ยังลังเลอะไรอีก" เฟยเมี่ยวรีบเอ่ยตัดบท "ช่างเถอะ ในเมื่อเจ้ามิได้มีใจจะช่วย มิได้เชื่อคำพูดของข้า เช่นนั้นข้าทำคนเดียวก็ได้ ถือเสียว่าเรื่องในวันนี้ข้ามิเคยเอ่ยถึงก็แล้วกัน"

มี่ถงรีบบีบมือของผู้เป็นนายเอาไว้แน่น "ข้า ข้าช่วยขอรับ ท่านอยากให้ข้าช่วยอะไรข้าจะทำขอรับนายน้อย"

เฟยเมี่ยวยิ้มจนตาหยี เท่านี้เขาก็มีคนคอยช่วยแล้ว แม้ว่าเรื่องโกหกทำนองว่าฝันถึงคนตายที่ยังมีห่วงจะดูไร้สาระไปสักหน่อย แต่ใครสนล่ะ ขอเพียงถงถงคนดีของเขาเชื่อก็พอแล้ว โชคดีจริงที่เวลานี้เขาอยู่ในยุคที่ภูตผีวิญญาณปีศาจล้วนเป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัว ประเภทว่ามีวิญญาณมาร้องทุกข์ใช่ว่าจะเกิดขึ้นมิได้เสียเมื่อไหร่ เรื่องราวครั้งนี้จึงไม่นับว่าตึงมือนัก

หลังจากที่เกลี้ยกล่อมมี่ถงให้ช่วยเหลือตนได้สำเร็จ เฟยเมี่ยวก็ให้อีกฝ่ายไปสืบหาเบาะแสต่างๆ และลู่ทางเพื่อที่จะได้เข้าไปในวังได้อย่างแนบเนียน ผ่านไปสามชั่วยามในที่สุดมี่ถงก็กลับมา พร้อมกับสิ่งที่เขาต้อง

หนทางที่จะทำให้เขาสามารถเข้าไปในวังหลวงได้...

เลือกที่จะไว้ใจสหายผู้นี้ มิทำให้เขาต้องเสียเวลารออย่างสูญเปล่าจริงๆ

มี่ถงเล่าความที่เขาไปถามมาจากชาวบ้านได้ว่า ที่ป่านอกเมืองมีการจัดงานล่าสัตว์ของเหล่าเชื้อพระวงศ์ขึ้น เป็นงานที่จัดขึ้นทุกปีและปีนี้ก็ตรงกับช่วงนี้พอดี เขาได้ลอบไปสังเกตการณ์ดูแล้ว มีงานล่าสัตว์ที่ว่านี่จริง

คงเป็นขบวนเสด็จเมื่อตอนนั้นสินะ นี่เป็นโอกาสดีในการลอบติดตามขบวนเสร็จเข้าไปในวัง เฟยเมี่ยวพยายามครุ่นคิดอย่างหนัก ลอบเข้าไปล้วนต้องทำแน่ แต่ด้วยวิธีใดเล่า

"ปลอมเป็นบ่าวรับใช้ดีหรือไม่ขอรับนายน้อย" มี่ถงเสนอความเห็น

"โดดเด่นเกินไป" เท่าที่รู้มา(จากในหนัง)พวกข้ารับใช้ในวังหลวงนั้นมีสายตาเฉกเช่นเหยี่ยวก็มิปาน เพราะต้องอาศัยอยู่ในวังหลวงที่ซึ่งคนกลืนกินคนด้วยกันเอง หากมิมีสายตาที่ดีเลิศ ความจำที่ดีเยี่ยมก็ยากเหลือเกินที่จะมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย หากปะปนเข้าไปกับคนจำพวกนี้ไม่นานต้องถูกจับได้แน่ เฟยเมี่ยวกล่าวว่า "ข้าว่าปลอมเป็นทหารดีกว่ากระมัง"

หากเป็นทหารแล้วละก็ ความเป็นไปได้ที่จะถูกจับได้ย่อมมีน้อยกว่า เพราะทหารนั้นมีมากมิใช่ว่าจะสามารถจดจำกันได้หมด หากมีผู้ใดสงสัยก็อ้างเพียงว่าเป็นทหารใหม่ก็ได้แล้ว กับพลทหารยศต่ำต้อยหากมิกระทำการใดให้โดดเด่น ไหนเลยจะมีผู้ใดให้ความสนใจ ย่อมเป็นหนทางที่ง่ายดายกว่าปลอมเป็นข้าหลวงในวังเป็นไหนๆ

มี่ถงมองผู้เป็นนายด้วยสายตาเพ่งพิศตั้งแต่หัวจรดเท้า ไหนเลยจะคาดคิดว่าตนจะได้ยินคำพูดเช่นนี้จากปากของผู้เป็นนาย หรือนายน้อยหลงลืมไปแล้วว่าตนเองนั้นมีใบหน้าเป็นเช่นไร รูปลักษณ์เป็นเช่นไร จะไปปลอมตัวเป็นทหาร? เหอะ คงได้ถูกจับได้ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไปเหยียบในบริเวณจัดงานเป็นแน่

เหลือบมองไปเห็นสายตาของมี่ถงเช่นนั้น เฟยเมี่ยวก็ถึงกับคิ้วกระตุก เหตุใดสายตาที่มี่ถงมองตนยามนี้ถึงแปลกตาอย่างอธิบายมิได้เช่นนี้เล่า หรือเมื่อครู่เขาพูดอะไรผิดไป?

นั่งหาทางออกกันครึ่งค่อนคืน ในที่สุดมี่ถงก็ลุกพรวดขึ้นมาอย่างร้อนรน กล่าวอย่างรวดเร็วว่า "นายน้อยขอรับๆ ข้าคิดออกแล้ว!"

เห็นเขากระตือรือร้นเช่นนี้ เฟยเมี่ยวก็พลอยเป็นไปด้วย "เจ้ารีบพูด"

"ก่อนที่ข้าจะกลับได้ยินมาว่า อีกสามวันจะมีนางรำจากเหลาสุราผู่เยว่ไปถวายงาน ร่ายรำเบื้องหน้าพระพักตร์ขององค์รัชทายาทและเหล่าเชื้อพระวงศ์ เพื่อเป็นการปิดฉากงานล่าสัตว์ของปีนี้ขอรับ"

เฟยเมี่ยวดีดหน้าผากของจิ้งจอกผู้ติดตามไปอย่างแรงหนึ่งที อย่างอดไม่อยู่ "เหตุใดเรื่องเช่นนี้มิเล่าออกมาก่อน!"

"เป็นข้าที่คิดน้อยไป ขออภัยขอรับนายน้อย" หน้าผากที่ถูกผู้เป็นนายลงไม้ลงมือจนเกิดรอยแดง ยังรู้สึกถึงความเจ็บแสบอยู่มิจางหาย แต่มี่ถงเพียงลูบมันแผ่วเบาแล้วยิ้มขออภัยให้แก่นายน้อยของตน

"ยังนั่งอยู่ทำไมอีก ลุก!" เฟยเมี่ยวฉุดมือแกร่งของมี่ถงขึ้นมา "พาข้าไปที่เหลาสุรานั่นเดี๋ยวนี้เลย"

"ไปทำไมหรือขอรับ"

"ไปถึงเจ้าก็รู้เอง"

คำพูดเรียบง่ายเช่นนี้ของเฟยเมี่ยวนั้น มี่ถงก็ได้กระจ่างแก่ใจในเวลาต่อมา เฟยเมี่ยวขอเข้าพบเถ้าแก่ของเหลาสุราทันทีโดยมิอ้อมค้อมกับเสี่ยวเอ้อด้านล่าง ด้วยวันนี้เหลาสุราปิดทำการหนึ่งว่าเพื่อเตรียมพร้อมการแสดงสำหรับถวายงานในอีกสามวันข้างหน้า เสี่ยวเอ้อที่ออกมารับหน้าเฟยเมี่ยวที่หน้าประตูจึงตอบปฏิเสธไม่ให้เข้าพบเถ้าแก่ร้าน ทั้งยังจงใจไล่เขาและมี่ถงทางอ้อมอีกด้วย

เฟยเมี่ยวที่ร้อนใจอยู่จึงบุกเข้ามาด้านในด้วยตนเอง คลาดสายตาเพียงเสี่ยววินาที ร่างระหงส์ก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหญิงร่างท้วมวัยกลางคนผู้หนึ่งที่กำลังชี้นิ้วสั่งให้เหล่านางรำออกท่าทางประกอบเพลง บรรยากาศครึกครื้นเมื่อครู่หยุดชะงักไป เมื่อผู้เป็นนายหญิงของเหลาสุราล้มหงายหลังไปด้วยความตื่นตระหนก

"เจ้า! เจ้าเป็นใคร เข้ามาที่นี่ได้ยังไง!" เถ้าแก่เนี้ยเหลาสุรายกมือขึ้นชี้หน้าของเฟยเมี่ยวอย่างเดือดดาล "มีคนรอบทำร้ายข้า มีใครอยู่บ้างเข้ามาจัดการเร็ว!"

ปรายตามองหญิงร่างอวบที่น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับมารดาผู้งดงามของตน ที่ยามนี้ยังนั่งอยู่บนพื้นทั้งยังถลึงตาดุร้ายจ้องมองตนอยู่ น้ำเสียงกังวานใสดั่งหยดน้ำที่ตกกระทบแก้วผลึกก็เปล่งออกมาเป็นเสียงหัวเราะนุ่มนวลน่าฟัง แม้ว่ายามนี้จะมีชายฉกรรจ์ล้อมรอบตัวมากมาย แต่เฟยเมี่ยวก็ยังคงคิดในใจอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนว่า เถ้าแก่เนี้ยผู้นี้แม้ว่าจะถลึงตามองตนอย่างดุร้าย ก็ยังไร้มาดมิมีสง่าราศรีอย่างมารดาทั้งสองของตน

ช่างไม่น่ามองอะไรเช่นนี้

มี่ถงยืนเคียงข้างผู้เป็นนาย คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย เขากล่าวคล้ายเสียงกระซิบว่า "นายน้อยขอรับ เวลาเช่นนี้ท่านยังมีกะใจจะเหม่อลอยอีกหรือ"

เสียงหัวเราะใสดังขึ้นอีกครา "มีเจ้าอยู่ข้างกาย ข้ายังต้องกลัวถูกคนพวกนี้รังแกหรือ"

"ย่อมมิต้องขอรับ" มี่ถงตอบกลับอย่างไม่ลังเลใจ มีตนอยู่ ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะสร้างความลำบากให้นายน้อยแม้เพียงปลายเส้นผม

เฟยเมี่ยวมองเถ้าแก่เนี้ยร่างท้วมผ่านผ้าคลุมหน้าสีขาวบาง "ข้าเพียงต้องการมาเจรจา ทำการค้ากับท่านเล็กน้อย เถ้าแก่เนี้ยไหนเลยท่านต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต"

เถ้าแก่เนี้ยผู้นั้นยกมือลูบอกปลอบขวัญตนเอง กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "คนดีมักไม่มา คนที่มามักไม่ดี คุณชายท่านบุกรุกบ้านข้าในยามค่ำคืน ทั้งที่วันนี้เหลาสุราของเรามิได้เปิดทำการ ยังจะบอกว่ามิใช่เรื่องใหญ่หรือ"

เรือนร่างบอบบางราวกิ่งหลิวของเฟยเมี่ยว ก้าวเดินไปนั่งลงบนโต๊ะด้วยท่วงท่าราวกับเป็นบ้านของตน รินน้ำชาให้ตนเองอย่างถือวิสาสะ หาได้เหลือบแลชายฉกรรจ์ที่ห้อมล้อมตนอยู่ไม่ "เถ้าแก่เนี้ยไหนๆ ข้าก็มาแล้ว ท่านก็มานั่งลงตรงนี้จิบชาไปแล้วค่อยๆ ฟังข้อเสนอของข้าจะเป็นไรไป"

เถ้าแก่เนี้ยมองเฟยเมี่ยวตั้งแต่หัวจรดเท้า นางแค่นเสียงเหอะอย่างดูแคลนพลางกล่าวว่า "แม้แต่หน้าตาของคุณชายก็ยังมิยอมเปิดเผยให้ได้เห็น ไหนเลยจะสามารถพูดคุยอะไรกันได้"

"ใบหน้าอันสูงส่งของนายน้อยของข้า จะสามารถเปิดเผยให้คนชั้นต่ำเช่นเจ้าดูได้หรือ" มี่ถงกล่าวเสียงกระด้าง

เถ้าแก่เนี้ยร่างท้วมปิดปากหัวเราะคิกคัก "หรือคุณชายมีใบหน้าอัปลักษณ์จนผู้คนหวาดกลัว จึงมิกล้าเปิดเผยตัวตน"

"เจ้า!"

"มี่ถงเจ้าอย่าได้เสียมารยาทกับเถ้าแก่เนี้ย ผู้ติดตามของข้าคนนี้ออกจะมีนิสัยโผงผางไปสักหน่อย ขอเถ้าแก่เนี้ยอย่าได้ถือสาเขา" เฟยเมี่ยวจับหมวกปีกกว้างของตนแล้วขยับแผ่วเบา "หากการที่ท่านเห็นใบหน้าของข้าจะทำให้เราพูดคุยกันได้ง่ายขึ้นอีกหน่อย เช่นนั้นข้าก็จะให้ท่านดู"



ต่อจ้า



หมวกปีกกว้างพร้อมผ้าคลุมหน้าถูกถอดออก เผยให้เห็นใบหน้างามล้ำดุจจิ้งจอกล่อลวงมลมนุษย์ เส้นผมสีขาวราวหิมะแปลกตายิ่งขับให้ใบหน้าของเฟยเมี่ยวโดดเด่นน่ามองมากยิ่งขึ้น เหล่าผู้คนโดยรอบต่างพร้อมใจกันเบิกตากว้างอ้าปากค้างกับภาพตรงหน้า มีความงามที่เหนือธรรมดาเช่นนี้คุณชายผู้นี้เป็นมนุษย์หรือภูตพรายกันแน่

เฟยเมี่ยวปรายตามองเถ้าแก่เนี้ยที่ตะลึงงันไปแล้ว ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบว่า "พอใจหรือยัง"

เถ้าแก่เนี้ยหลุดออกจากภวังค์ในที่สุด นางรีบถลาเข้าไปนั่งตรงข้ามกับเฟยเมี่ยว พินิจรูปลักษณ์ของเฟยเมี่ยวตั้งแต่หัวจรดเท้าใหม่อีกครั้ง ช่างเป็นหยกงามที่หาได้ยากยิ่ง ความงามที่สะกดตาตรึงใจผู้คนเช่นนี้ ใคร่ครวญดูแล้ว ชั่วชีวิตนี้ของนางได้พบมาไม่ถึงสามคนเสียด้วยซ้ำ 

หากว่างานล่าสัตว์ในอีกสามวันข้างหน้า นางได้คนผู้นี้ไปช่วยงาน ไม่แน่ว่าวาสนาก้อนใหญ่อาจจะล่นทับศีรษะของนางก็เป็นได้

"คุณชายต้องการเจรจาสิ่งใดกับข้า ท่านเชิญกล่าวมาได้เลยมิต้องเกรงใจ ว่าแต่ท่านมีนามว่ากะไรหรือ" กล่าวจบก็หันกลับไปโบกมือไล่เหล่านางรำ และชายฉกรรจ์ที่เลี้ยงไว้ใช้งาน "ยืนอยู่ทำไมอีก ไสหัวออกไปให้หมด"

ได้ยินเสียงตวาดไล่ของเถ้าแก่เนี้ยแล้ว ผู้ใดก็ล้วนมิกล้าอยู่ต่อ บ้างเดินออกไปอย่างเหม่อลอย บ้างเดินไปหนึ่งก้าวหันกลับมามองใบหน้างามล้ำของเฟยเมี่ยวอีกหลายคราอย่างตัดใจมิได้

"ข้าแซ่หลิ่ง นามเฟยอวี่" เฟยเมี่ยวกล่าวยิ้มๆ "เห็นเถ้าแก่เนี้ยเป็นคนใจกว้างเช่นนี้ ข้าเองก็สบายใจ ที่ต้องแบกหน้ามาหาท่านในยามนี้นั้นด้วยได้ข่าวคราวมาเรื่องหนึ่ง ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงแท้ประการใด"

"ข่าวอะไรหรือ"

"ข่าวลือที่ว่าเหลาสุราของท่าน ได้รับพระเมตตาจากองค์รัชทายาทอยู่ร่ำไป ในทุกปีให้เป็นผู้สรรหาเหล่านางรำ เพื่อไปร่ายรำปิดฉากงานล่าสัตว์ของเหล่าเชื้อพระวงศ์ มิทราบว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่"

เถ้าแก่เนี้ยได้ยินเช่นนั้นก็อดจะภาคภูมิใจมิได้ น้ำเสียงที่ใช้กล่าวจึงฟังดูโอ้อวด สวนทางกับคำพูดถ่อมตนที่กล่าวมา "เป็นเช่นนั้นจริง ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็ด้วยองค์รัชทายาทนั้นมีพระเมตตาเปี่ยมล้น"

เฟยเมี่ยวถามต่อว่า "หากข้าจะว่าจ้างท่าน ให้ส่งของขวัญให้แก่องค์รัชทายาท เป็นการแสดงความยินดีที่พระองค์ทรงได้รับชัยชนะในการล่าสัตว์ครั้งนี้ได้หรือไม่"

"ของขวัญ? ของขวัญอะไร" คิ้วใหญ่ดั่งยักษาขมวดมุ่น "แล้วท่านรู้ได้อย่างไร ว่าองค์รัชทายาททรงมีชัยเหนือองค์ชายและท่านอ๋อง"

"ของขวัญนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงหน้าตาน่ารัก น่าเอ็นดูสองตัวเท่านั้น ส่วนเรื่องที่รู้ได้อย่างไรนั้นก็มิใช่ว่าผู้ชนะต้องเป็นองค์รัชทายาทอย่างมิต้องสงสัยหรอกหรือ ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ ไหนเลยจะปราชัยแก่เหล่าองค์ชายได้" เฟยเมี่ยวกล่าวต่อว่า "ส่วนค่าจ้างครั้งนี้อยู่ที่หนึ่งร้อยตำลึง เถ้าแก่เนี้ยคิดว่าข้อเสนอนี้เป็นเช่นไร"

ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เฟยเมี่ยวไม่รู้เลยจริงๆ ว่าผู้ใดจะได้รับชัยชนะ งานเช่นนี้ตัวตัดสินก็คือต้องนับจำนวนสัตว์ที่ล่ามาได้ ของผู้ใดมากกว่าย่อมเป็นผู้คว้าชัย แต่ว่านะจะยุคสมัยไหนก็ต้องเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ มีคนไม่กลัวตายหน้าไหนกล้าแข่งขันกับผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรัชทายาทบ้างเล่า ขยายความอีกหน่อยนั่นก็อนาคตว่าที่ฮ่องเต้เชียวนะ เจ้าชีวิตของผู้คนทั่วทั้งแคว้นเชียวนะ

ต่อให้เป็นเพียงตัวโง่งมยังต้องแกล้งแพ้ หากยิ่งเป็นอัจฉริยะบุรุษยิ่งมิต้องเอ่ยถึงความรู้ความสามารถ ต่อให้แข่งขันกับผู้คนนับหมื่น เขายังกล้าลงพนันหมดตัวว่าคนผู้นี้ต้องคว้าชัยเหนือผู้คน

มี่ถงที่อยู่ตรงนั้นถึงกับแข้งขาอ่อนยวบ กล่าวเช่นนี้หรือนายน้อยคิดเข้าวังไปด้วยรูปลักษณ์จิ้งจอก?

เถ้าแก่เนี้ยครุ่นคิด เดิมคิดหว่านล้อมให้อีกฝ่ายมาทำงานให้ แต่ค่าจ้างที่ว่าก็งามมิน้อยเลย นางจึงลองเอ่ยถามหยั่งเชิงดู "ข้าเองก็มีความตั้งใจหนึ่งที่อยากจะเสนอให้คุณชายฟัง ท่านจะลองฟังดูหรือไม่"

เฟยเมี่ยวเลิกคิ้วขึ้นมอง "ข้อเสนออะไร"

"เดิมทีนางรำของข้าก็ขาดไปผู้หนึ่ง หากคุณชายไม่รังเกียจ จะช่วยมาเป็นตัวหลักในโชว์ครั้งนี้ได้หรือไม่"

"ข้า? เหตุใดจึงเป็นข้าเล่า" ความตั้งใจเดิมของเขา ก็เพียงแค่ต้องการฝากให้คนหิ้วตนกับมี่ถงไปส่งให้ก็เท่านั้น ไหนเลยกลายเป็นว่าถูกเถ้าแก่เนี้ยผู้นี้ชักชวนเข้าร่วมขบวนนางรำเล่า 

เถ้าแก่เนี้ยอธิบายต่อว่า "คุณชาย ข้านั้นทำการค้าหากเล็งเห็นประโยชน์แม้เพียงเล็กน้อยก็จะมิกล้าปล่อยผ่าน พูดตามตรงข้าหาได้ดูถูกท่านไม่ ท่านคงมาจากต่างแคว้กระมัง

ที่ท่านกล่าวมาล้วนมิผิด เพียงแต่มันเกี่ยวข้องอันใดกับการที่ท่านชวนข้าด้วยเล่า?”

มิทราบว่าคุณชายเคยได้ยินเรื่องที่ว่า องค์รัชทายาทผู้เปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยะภาพแห่งแว่นแคว้นเรา กำลังตามหาชายงามในฝันของพระองค์อยู่หรือไม่

ฟังไปฟังมาก็คือจะเอาเขาไปขายเอาหน้า? เฟยเมี่ยวคลียิ้มมีเรื่องเช่นนี้ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน

เรื่องราวเป็นเช่นนี้มาพักใหญ่แล้ว มีผู้คนมากมายเสนอบุตรชายของตนให้แก่พระองค์ แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมาเสียหมดเถ้าแก่อธิบายอย่างกระตือรือร้นคุณชาย หากว่าท่านได้กลายเป็นคนผู้นั้นของพระองค์ละก็....

ความหมายต่อจากนี้ ไม่ต้องเอ่ยถึงเพียงสบเข้ากับดวงตาที่มีไฟแห่งความโลภลุกโชนอยู่ของนาง เฟยเมี่ยวก็เข้าใจเรื่องราวได้ทั้งหมด หากได้เป็นคนผู้นั้นขององค์รัชทายาทแน่นอนว่านั่นหมายถึงหนทางไปสู่อำนาจเงินทอง ได้ยืนอยู่เหนือผู้คนมากมายอยู่ภายใต้คนผู้เดียว เป็นวาสนาที่ผู้ใดก็อยากเอื้อมคว้าเอาไว้ เสียก็แต่ว่าคนพวกนั้นไม่ใช่เขา แขนข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาเท้าคางอย่างเกียจคร้าน เฟยเมี่ยวยังคนรักษารอยยิ้มบนใบหน้าเอาไว้ ทั้งยังมีเสียงหัวเราะในลำคอเบาบางเช่นนั้นท่านทำเช่นนี้ มิกลัวว่าองค์รัชทายาทผู้เปี่ยมด้วยพระอัจฉริยะภาพของท่าน จะทรงกริ้วจนสั่งตัดหัวท่านหรือ

เห็นว่าเขางดงามเข้าหน่อยก็จะไม่ถามไถ่ คิดหว่านล้อมเพื่อใช้ประโยชน์ มันจะมากเกินไปหรือเปล่า?

แม้เป็นเพียงการกล่าวด้วยรอยยิ้ม มิได้จริงจังนัก แต่คำพูดนี้ของเฟยเมี่ยวก็ถึงกับทำให้เถ้าแก่เนี้ยหลั่งเหงื่อเย็นเต็มแผ่นหลังได้ เดิมนางคิดเพียงประจบสอพลอองค์รัชทายาท หรือแม้ว่าองค์รัชทายาทจะทรงไม่พอพระทัยคุณชายผู้นี้ แต่ท่านอ๋องหรือองค์ชายพระองค์อื่นก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส เพียงแต่นางนั้นลืมคิดไปว่าหากว่าที่จักรพรรดิของแว่นแคว้นผู้นั้นทรงกริ้วขึ้นมา ผู้ใดเล่าจะแบกรับโทสะครั้งนี้ไหว

แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ตัดใจจากคนงามตรงหน้ามิได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องประจบเอาหน้า ขอเพียงมีโฉมสะคราญตรงหน้าร่วมขบวนนางรำของนาง แม้ว่าให้อีกฝ่ายไปยืนเฉยๆ ยังน่าดูชมกว่านางรำที่นางมีทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้ผลประโยชน์ในส่วนของปีหน้า ก็ยังจะเป็นของเหลาสุรานาง

เฟยเมี่ยวที่ไม่ล่วงรู้ถึงความคิดนี้ของเถ้าแก่เหลาสุรา เริ่มครุ่นคิดในใจว่ามีวิธีไหนที่ยังสามารถเข้าไปในวังได้อีกหรือไม่ หรือเขาจะบุกเข้าไปตรงๆ เลยดี ถึงอย่างไรก็ทรงเป็นถึงผู้ปกครองแห่งแว่นแคว้น คงไม่ทรงตกพระทัยจนสิ้นพระชนไปเพียงเพราะ มีบุตรชายที่เป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งจิ้งจอกปรากฏตัวขึ้นมาหรอกกระมัง

คุณชาย เช่นนี้ดีหรือไม่ท่านก็ช่วยงานข้าสักหน่อย เรื่องนางรำนั้นข้าเดือดร้อนมากจริงๆเป็นเถ้าแก่เนี้ยที่เปิดปากพูดก่อนส่วนเรื่องของที่ท่านคิดฝากให้ไปถวายแก่องค์รัชทายาทนั้น ข้าจะไม่คิดเงิน ความดีความชอบก็จะทรงกราบทูลว่าเป็นของท่านแน่นอน

เฟยเมี่ยวลอบสบตากับมี่ถงอย่างเงียบเชียบ ความจริงเป็นเช่นนี้ก็ไม่นับว่าเลวร้ายอะไร อย่างไรก็ไม่ถือว่าเสียผลประโยชน์มากนัก เพียงแต่…ให้ข้ากลับไปคิดทบทวนข้อเสนอนี้ของท่านสักหน่อย วันพรุ่งค่อยมาให้คำตอบดีหรือไม่

เถ้าแก่เนี้ยพยักหน้ารับ นางไม่กล้าเร่งรัดอีกฝ่าย จึงได้ตอบตกลงว่าจะรอ ผ่านไปหนึ่งคืนหวังว่านางจะได้คำตอบที่นางพอใจ

หลังจากออกมาจากเหลาสุราเฟยเมี่ยวก็มิได้กลับโรงเตี๊ยม ที่ที่เขามุ่งหน้าไปกลับเป็นทางกำแพงวัง ทอดสายตามองกำแพงสูงชันเบื้องหน้าอย่างพินิจ ดวงตาหงส์หรี่ลงอย่างครุ่นคิด อย่างที่ว่าไว้หากจะให้เรื่องมันง่ายดายขึ้นมา เขาก็เพียงแค่กระโดดข้ามกำแพงสูงนี่เข้าไป เผชิญหน้ากับบิดาของหลิ่งเฟยอวี่สักครั้ง ถามให้รู้แล้วรู้รอดว่าที่แท้มันเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น เหตุใดเขาจึงเปลี่ยนใจไม่สังหารบุตรชายของตนผู้นี้ แต่เลือกที่จะนำเขาไปทิ้งไว้ที่แคว้นเว่ยแทน

แต่หากทำเช่นนั้นแล้วบิดาชาติสุนัขผู้นั้นมิยอมรับเล่า เขาก็ต้องกลายเป็นโจรที่บุกเข้าวังหลวงอย่างอุกอาจหรือ นี่มิเท่ากับต้องไปทะเลาะกับเหล่ากองทัพทหารภายในวังหรอกหรือไร แค่คิดขึ้นมาความเกียจคร้านในกายก็กู่ร้องเตือนว่าให้ตัดวิธีนี้ทิ้งไปได้เลย 

ถ้าเป็นไปได้เขาก็ไม่ได้อยากจะไปต่อสู้หรือเข่นฆ่ากับใคร ลำพังแค่ต้องทำภารกิจของระบบแต่ละอย่าง กับนั่งฟังระบบประกาศอะไรแปลกๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเขาก็รำคาญจะตายอยู่แล้ว เรื่องยุ่งยากอย่างอื่นเลี่ยงได้ก็ขอเลี่ยงเถอะ

นายน้อยท่านจะลองดูจริงหรือขอรับ หากท่านบาดเจ็บเล่าใบหน้าที่ไม่ค่อยจะมีรอยยิ้มของมี่ถง แสดงชัดถึงความกังวลในใจ

เฟยเมี่ยวกล่าวยิ้มๆ ว่าไม่เป็นไร

เขาไม่ได้จะไปเผชิญหน้ากับใคร เพียงแต่อยากลองเข้าไปตรวจสอบอะไรด้านในนิดหน่อย ยามนี้จึงได้แต่ทำตัวเป็นขโมยกระโดดข้ามกำแพงบ้านผู้อื่นแล้ว ใบหน้าจิ้งจอกและหางยาวสีขาวค่อยๆ งอกออกมาปลายหางทอประกายเป็นสีม่วงงดงามน่าค้นหา ร่างกายของเฟยเมี่ยวแปรเปลี่ยนเป็นจิ้งจอกตัวเล็กโบกสะบัดพวงหวงทั้งเก้าอย่างสง่างาม

มี่ถงกล่าวเสียงเบาว่า "ข้าจะรอรับท่านอยู่ด้านล่าง เผื่อท่านตกลงมา"

เจ้าเด็กปากเน่าเหม็น!

เฟยเมี่ยวคร้านจะสนใจเขา ขาทั้งสี่เหยียบย่างขึ้นไปบนอากาศ ออกแรงวิ่งสุดตัวเพื่อข้ามไปยังอีกฝั่ง ไม่คาดคิดว่าเพียงแค่ก้าวเท้าผ่านขอบเขตของกำแพงไป กลับคล้ายว่ามีแรงส่งบางอย่างดีดเขาจนกระเด็นตกลงมาสู่พื้น แรงกระแทกถึงกับทำให้รู้สึกเจ็บบริเวณหน้าอกเหมือนถูกของแข็งทุบเข้าอย่างจัง ปากเล็กกระอักเลือดสีสดออกมาทั้งที่ยังลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ

"นายน้อย!" มี่ถงวิ่งด้วยความเร็วทั้งหมดที่มี เพื่อจะรับร่างของผู้เป็นนายที่กำลังจะร่วงหล่นสู่พื้น แต่ก็ช้าไปหนึ่งก้าว เมื่อมีใครอีกคนโอบกอดและรับร่างของผู้เป็นนายเข้าสู่อ้อมอกไปแล้ว 

เหวินฮุ่ยเฉิงมองจิ้งจอกขนปุยตัวน้อยในอ้อมแขนอย่างตื่นตะหนก ที่มุมปากเล็กยังมีคลาบเลือดติดอยู่ "เฟยเอ๋อร์! เจ้าได้ยินข้าหรือไม่ เฟยเอ๋อร์"

ดวงตาดุจสัตว์ร้ายที่ยามนี้พร่าเลือน พยายามเพ่งมองที่มาของเสียงเรียกที่คุ้นเคย เฟยเมี่ยวมองเห็นใบหน้าของเหวินฮุ่ยเฉิงที่ปกติมักจะมีความอ่อนโยนนุ่มนวลอยู่เสมอซีดเผือด ราวกับได้รับความตกใจจนเสียขวัญ อุ้งเท้าข้างหนึ่งเผลอไผลยกขึ้นไปแตะที่หน้าอกของอีกฝ่ายแผ่วเบา รับรู้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วแรงอย่างต่อเนื่อง 

เหตุใดเจ้าโง่ที่เอาแต่วิ่งตามเขาผู้นี้ จึงได้มีสีหน้าท่าทีที่เจ็บปวดและตื่นกลัวเช่นนั้นกัน….

"เฟยเอ๋อร์ ได้ยินหรือไม่ คนดีหากได้ยินเสียงข้า เจ้าตอบรับข้าหน่อย"

น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลที่ฟังเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ วันนี้กลับร้อนรนราวกับว่ามีเรื่องราวใหญ่โตเกิดขึ้น คนผู้นี้เป็นห่วงเขาเช่นนั้นหรือ อืม คงจะใช่กระมัง อ้อมกอดที่กอดเขาอยู่จึงได้สั่นไหวถึงเพียงนี้

"เจ็บมากหรือไม่ ข้าจะพาเจ้ากลับไปทำแผล ไม่ต้องกลัวมีข้าอยู่ไม่เป็นไรแล้ว" เหวินฮุ่ยเฉินกระชับกอดจิ้งจอกน้อยของตนให้แน่นขึ้นอีกนิด กล่าวพึมพำกับตนเองว่า "ทุกอย่างล้วนไม่เป็นไรแล้ว"

คำพวกนี้คล้ายว่าจะปลอบใจตนเองมากกว่าจะเอ่ยให้ใครฟัง เฟยเมี่ยวคิดในใจอย่างเงียบงันแล้วหลับตาลง ความรู้สึกปลอดภัยและสามารถวางใจลงได้โอบล้อมรอบตัวเขาอย่างประหลาด เพียงคำพูดของเหวินฮุ่ยเฉิงไม่กี่คำกลับทำให้เขารู้สึกว่า เรื่องราวอื่นใดล้วนกลายเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น 

เขาหลับตาลงเพื่อซึมซับอ้อมกอดที่อบอุ่นนี้ ในส่วนหนึ่งของความรู้สึกคล้ายได้ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ในวันที่เขาไม่ได้มีประโยชน์อะไรให้องค์กรมาเหลียวแล ทุกวันต้องฝึกฝนร่างกายและต่อสู้อย่างหนัก ทุกครั้งที่บาดเจ็บสิ่งเดียวที่พอจะเยียวยาความรู้สึกที่แตกสลายในใจและอาการบาดเจ็บทางกายได้ มีเพียงอ้อมกอดของเจ้าทึ่มคนนั้น ก็คล้ายกับวันนี้ช่างเป็นอ้อมกอดที่คุ้นเคยเหลือเกิน

เขาอยากจะบอกเหวินฮุ่ยเฉิงว่าเขาไม่เจ็บแล้ว แต่ยามนี้แม้เพียงครึ่งทำเขาก็พูดไม่ออก ช่างเถอะตื่นมาอีกครั้งค่อยบอกอีกฝ่ายก็แล้วกัน…

เหวินฮุ่ยเฉิงปรายตามองมี่ถงอย่างเย็นชา เขากล่าวกับมี่ถงว่า "ข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้ากำลังเล่นอะไรกัน แต่หากมีครั้งหน้า เฟยเอ๋อร์บาดเจ็บอีกแม้เพียงรอยแมวข่วน ข้าจะให้เจ้าชดใช้แน่"

คำพูดนี้ไม่รู้ว่าเจ้าตำหนักเหวินต้องการคนรับผิดชอบ ที่จิ้งจอกน้อยของตนบาดเจ็บ หรือต้องการเอาเรื่องมี่ถงที่ดูแลเฟยเมี่ยวได้ไม่ดีพอ แต่ในแต่ละคำที่เอ่ยออกมาล้วนแฝงไปด้วยจิตสังหารเข้มข้นบ่งบอกว่า หากมีครั้งหน้าอย่างที่ว่ามาจริงละก็ ต้องมีคนชดใช้กับเรื่องนี้

เสี่ยวไป๋สะบัดหางไปมา มันกระโดดขึ้นมายืนอยู่บนบ่าของมี่ถงอย่างถือวิสาสะ ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเจ้าของบ่าถลึงตามองตนอย่างเดือดดาลอยู่ "นายท่านขอรับ โปรดระงับโทสะด้วย"

"เจ้าคิดขวางข้า?"

"ครั้งนี้ดูอย่างไรมี่ถงก็มิได้ผิด ท่านก็รู้ว่าเจ้าหนูเฟยอวี่ดื้อรั้นขนาดไหน มี่ถงเอ่ยห้ามเขาจะฟังหรือ"

"ดูแลปกป้องผู้เป็นนายมิได้ก็ถือเป็นความผิด"

พวงห่างสีดำนุ่มวางลงบนศีรษะของมี่ถง "เพียงเจ้าจิ้งจอกตนนี้เท่านั้น ที่ข้าไม่สามารถหลีกทางให้ท่านได้ นายท่านโปรดอภัย"

คำพูดพวกนี้ล้วนพูดคุยกันผ่านจิตใต้สำนึก หาได้มีผู้อื่นได้ยินด้วยไม่ เหวินฮุ่ยเฉิงสบตาเข้ากับดวงตาสีอำพันของเสี่ยวไป๋ เนิ่นนานกว่าที่เจ้าตำหนักเหวินจะเป็นผู้ถอดใจ อย่างไรเขาก็รักเอ็นดูเจ้าแมวนี่ดั่งคนในครอบครัว นานครั้งจะได้เห็นพยัคฆ์ที่เกียจคร้านเอาแต่กินและนอนเช่นนี้เอ่ยปากปกป้องใคร เขาจะยอมหลับตาข้างลืมตาข้างสักครั้งก็แล้วกัน

ชายเสื้อคลุมสีดำขยับไหวไปตามแรงลม และทุกย่างก้าวที่ก้าวเดิน เหวินฮุ่ยเฉิงอุ้มเฟยเมี่ยวเดินจากไปแล้ว เหลือเพียงมี่ถงที่มองตามแผ่นหลังของเจ้าตำหนักเหวินจนลับสายตา 

เสี่ยวไป๋เหลือบตามองมี่ถงคราหนึ่ง ใช้หางยาวที่นุ่มนิ่มของมันลูบศีรษะของมี่ถงอย่างอ่อนโยน "คนก็ไปแล้ว หักห้ามใจเสียเถอะ"

"หักห้ามใจกับมารดาเจ้าสิ" มี่ถงคิดคว้าตัวของเสี่ยวไป๋มาบีบให้ตายคามือ แต่เจ้าแมวตัวอ้วนนี่กลับรวดเร็วยิ่งกว่าจิ้งจอกเช่นเขา มันรีบกระโดดหนีลงไปยืนอยู่บนพื้นแล้วส่ายหางไปมา ท่าทีมิได้มีความทุกข์ร้อนแต่อย่างใด

เสี่ยวไป๋หาวหวอดอย่างเกียจคร้าน "ข้าขอเตือนด้วยความหวังดี ต่อให้เจ้ามีใจก็ไร้วาสนาจะสานต่อความสัมพันธ์ เก็บหัวใจกับชีวิตน้อยๆ ของเจ้ากลับไปเสียเถอะ"

มี่ถงแค่นเสียงเหอะ "ต่อให้ข้าไร้วาสนา ก็คงมิใช่เจ้าตำหนักเหวินที่จะมีหรอกกระมัง"

"ดื้อรั้นยิ่งนัก"

มี่ถงถลึงตาใส่พยัคฆ์ร่างแมวที่ยืนอยู่บนพื้น "มิใช่เรื่องที่จะให้แมวผีเช่นเจ้ามาสู่รู้"

"นี่ข้าช่วยเจ้า!... เฮ้อ ช่างเถอะ ถือเสียว่าข้าเตือนเจ้าแล้วก็แล้วกัน" เสี่ยงไป๋กล่าวพลางทอดถอนใจ จากนั้นพึมพำกับตนเองว่า "ขออย่าให้ความเอ็นดูที่ข้ามีให้จิ้งจอกเช่นเจ้าเสียเปล่าเลย"

 

 

 

พูดคุยกับเถียนซินได้ที่

เพจ เถียนซิน

ทวิตเตอร์ @Hanfeng62416408



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 238 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,131 ความคิดเห็น

  1. #1087 killer005 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 00:38
    อ่านตอนนี้คือสงสารเสี่ยวไป๋อ่ะ
    #1,087
    0
  2. #1060 K.white wine (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 17:20
    แหม่ เสี่ยวไป๋อาการแรงมาก
    #1,060
    0
  3. #985 chalillxx_ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 23:50
    จ้า แค่เอ็นดูเนอพ
    #985
    0
  4. #943 DBJJKM97 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 16:59
    เอาหละนัยน้องจะเข้าไปยังไง
    เสี่ยวถงโมเม้นมาแล้ว
    #943
    0
  5. #812 Mio26082549 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 07:32

    อ๋าา?55. ถงๆคนดีเจ้าเหมียวมันช่วยลูกนะเฮ้ยย55.

    นุ้งเฟย!?

    เป็นไรมากมั้ยลูกก
    ขอบคุณที่อัพฮะ ดูเเลสุขภาพด้วยน้าา สู้ๆ เค้าเป็นกำลังใจให้!!
    #812
    0
  6. #811 Notty Kero (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 17:06
    เขาช่วยนะมี่ถง!!
    #811
    0
  7. #810 พี่สาวยองแจ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 15:24
    เอ๋~~~~~
    #810
    0
  8. #809 พี่แว่น;เจวายพี (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 14:48
    ไป๋ถง!! ไป๋ถงจงเจริญ!!!!!!
    #809
    0
  9. #808 yoonmin085 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 14:29
    ค้างมากๆเลยงับ เป็นกำลังใจให้จ้า มาต่อเร็วๆเด้อ
    #808
    0
  10. #807 Mio26082549 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2562 / 20:56

    อ่าวเฮ้ยย!?

    ค้างง555. สู้ๆเตงง สนุกไม่เปลี่ยนเเปลงง งืออ กอดไรท์เเป็บบ555
    #807
    0
  11. #806 yoonmin085 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2562 / 17:44

    ค้างมาก รีบมาต่อเร็วๆนะคะ
    #806
    0
  12. #805 Notty Kero (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2562 / 06:02
    ใช้ใบหน้าในการค้าขายยยย
    #805
    0
  13. #800 Mio26082549 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 08:49

    อะเฮือกก!?

    ค้างมากมายเตงงงงงง
    #800
    0