หนทางสู่การเป็นท่านจอมมาร [สนพ.NanaNaRis YBooks]

ตอนที่ 28 : บทที่.22 พบกันอีกครั้ง 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 247 ครั้ง
    12 ต.ค. 62

บทที่.22

พบกันอีกครั้ง

ยามอู่ภายในโรงเตี๊ยมที่เฟยเมี่ยวพักอยู่อากาศร้อนระอุทั้งที่เป็นช่วงสารทฤดู เขาขนย้ายสัตว์สี่เท้าสองตัวอย่างมี่ถงและเสี่ยวไป๋ลงมานั่งอยู่ด้านล่างของโรงเตี๊ยม จิบชาพลางโบกพัดคลายร้อนไปเรื่อยเปื่อย ถ้าจะให้กล่าวถึงอีกหนึ่งชีวิตที่ติดสอยห้อยตามเขามาตั้งแต่แดนมารอย่างเหวินฮุ่ยเฉิงแล้วละก็ คงพูดได้เพียงว่าคนแซ่เหวินนั้นถูกเขาไหว้วานอย่างมิได้ตั้งใจให้ไปทำเรื่องสำคัญอยู่ ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามแล้วก็ยังไม่กลับมา

เจ้าหนูเฟยอวี่ เจ้าเด็กสารเลว!เสี่ยวไป๋ร้องคำรามด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง มันอ้าปากด่าทอเฟยเมี่ยวด้วยโทสะที่มิอาจอดกลั้น ถึงแม้ว่าในสายตาผู้คนยามนี้ มันจะกลายเป็นเพียงแมวดำที่ดุร้ายก็ตาม แค่เปลี่ยนจากแมวดำที่กินแล้วนอน กลายเป็นแมวที่ดุร้ายในสายตาพวกคนเผ่ามนุษย์สำหรับมันยังนับเป็นอะไรได้

อยากจะมองเช่นไรก็มองไปเถอะ แต่ยามนี้ถหากมันมิได้ด่าทอเจ้าจิ้งจอกขาวสารเลวนี่สักครา เห็นทีมันคงไม่มีหน้ากลับไปหาท่านป้าหลิวที่แดนเหมันต์อีกแล้ว

เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ได้อย่างไรกัน พยัคฆ์ทมิฬในร่างแมวอย่างมันหาได้เข้าใจแม้เพียงสักนิดไม่ เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนนายท่านที่รักยิ่งของมันรีบเร่งเดินมาหามันที่ห้อง ทั้งยังกล่าวอย่างร้อนรนว่าให้มันรีบมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าลูกจิ้งจอกขาวตนนี้ ส่วนตนนั้นจะรีบไปสถานที่ที่หนึ่ง เพื่อทำเรื่องสำคัญ เดิมมันคิดว่าเจ้าเด็กเฟยอวี่อาจจะเคราะห์กรรมหล่นทับ เกิดไม่สบายขึ้นมากระทันหัน อาจจะอาการหนักจนนายท่านทนร้อนใจไม่ไหวจะไปตามหมอชาวมนุษย์มาดูอาการ 

ทั้งมันทั้งเจ้าจิ้งจอกดำมี่ถงหรือก็อุตส่าห์รีบเร่งไปหาถึงห้อง ไหนเลยจะรู้ว่ายังมิทันได้เหยียบเข้าไปภายในห้องแม้เพียงครึ่งก้าวด้วยซ้ำ คนที่พวกมันทุ่มเทความเป็นห่วงเป็นใยให้กลับเดินโบกสะบัดพัดออกมาด้วยใบหน้ายุ่งเหยิง ตามกรอบหน้ายังมีเม็ดเหงื่อไหลย้อนลงมาถึงปลายคางมน ทั้งยังเอาแต่พร่ำบ่นว่าร้อนนักร้อนหนา จากนั้นคว้าตัวมันและเจ้าลูกจิ้งจอกมี่ถงลงไปด้านล่างหน้าตาเฉย

ลงมานั่งแล้วก็แล้วไปเถอะ ผ่านไปเพียงหนึ่งเค่อก็เริ่มบ่นอีกแล้ว ถึงจะเหมือนว่าเจ้าหนูเฟยอวี่นี่กำลังถกเถียงกับตนเองอยู่ก็เถอะ แต่คำพูดที่กล่าวออกมาทำนองว่า

'คนแซ่เหวินจะได้ขนมมาไหมนะ'

'ชาที่นี่รสชาติแย่จริง รู้อย่างนีับอกให้คนแซ่เหวินซื้อชามาด้วยก็ดีหรอก'

ก็ถึงกับทำให้ข้าวติดคอมันเชียวนะ! 

ในที่สุดเสี่ยวไป๋ก็ค้นพบว่า ใต้หล้าที่แสนกว้างใหญ่นี้ กลับมีคนผู้หนึ่งที่ใจกล้าอาจหาญทำเรื่องเช่นนี้กับนายท่านผู้เป็นที่รักยิ่งของมันได้ลงคอ ยิ่งนึกย้อนไปถึงความร้อนรนของผู้เป็นนายเมื่อครึ่งชั่วยามก่อนแล้ว เสี่ยวไป๋ก็ยิ่งรู้สึกว่าการได้มารับรู้เรื่องราวเช่นนี้ คงทำให้อายุของมันสั้นลงอีกหลายร้อยปีทีเดียว 

ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม เฟยเมี่ยวก็เลิกสนใจเจ้าแมวอ้วนเสี่ยวไป๋ที่เอ่ยปากด่าทอตนไปแล้ว ในที่สุดบุรุษในชุดสีดำปักลวดลายเรียบหรู ก็เดินกลับเข้าภายในโรงเตี๊ยม ในมือยังมีห่อกระดาษที่ชายหนุ่มประคองไว้อย่างระมัดระวัง

เหวินฮุ่ยเฉิงที่สังเกตเห็นว่าจิ้งจอกน้อยของตนมานั่งรออยู่ที่ด้านล่างแล้ว ก็รีบเดินตรงเข้าไปหาพร้อมทั้งยังมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา "เฟยเอ๋อร์นี่ของที่เจ้าอยากได้"

เฟยเมี่ยวรับห่อกระดาษนั้นมาถือไว้ เขาเอ่ยถามว่า "เหนื่อยหรือไม่"

เหวินฮุ่ยเฉิงส่ายหน้า ยกยิ้มน้อยๆ ในใจลอบนึกเอ็นดูคนงามที่เห็นขนมก็ตาลุกวาวคล้ายเด็กตัวน้อยก็มิปาน

มือของเฟยเมี่ยวยังสัมผัสได้ถึงความอุ่นร้อนของของด้านในก็ยกยิ้มพอใจ พอแกะห่อกระดาษออกมาดูก็พบกับขนมเซาปิ่งสามสี่ชิ้นวางอยู่ด้านใน เฟยเมี่ยวพยักหน้าอย่างถูกอกถูกใจ จากนั้นยังใจดีหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนมาซับเหงื่อให้คนที่ลำบากยากเข็นไปต่อแถวซื้อขนมมาให้เขาตั้งหนึ่งชั่วยาม

เรื่องมันเป็นเช่นนี้ เมื่อช่วงเช้าของวันนี้มีเสี่ยวเอ้อนำอาหารไปส่งให้บนห้อง เฟยเมี่ยวก็ได้ลองสอบถามเขาดูว่าที่เมืองนี้มีอะไรที่น่าดูชมหรือเป็นจุดสนใจบ้างหรือไม่ เสี่ยวเอ้อนั้นครุ่นคิดอยู่เป็นนานก็ตอบกลับมาเพียงว่า

"เรียนคุณชายทั้งสอง แคว้นหยางนั้นแต่เดิมโด่งดังเรื่องผ้าไหมชั้นเยี่ยม ไหมหายากล้วนแล้วแต่อยู่ที่นี่ แต่ของขึ้นชื่อที่ว่านั้นข้าที่เป็นเพียงแรงงานต่ำต้อยมิเคยไปเหยียบร้านที่ขายของหรูหราเช่นนั้น จึงมิรู้ว่าควรจะบอกกล่าวกับพวกท่านอย่างไร ได้แต่บอกชื่อร้านขายผ้าที่มีชื่อเสียงให้แก่พวกท่าน"

เสี่ยวเอ้อหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อว่า "แต่หากพวกท่านมิได้สนใจเสื้อผ้าอาภรณ์ หรือมองหาผ้าไหมชั้นดีไปตัดชุดจัดงานแล้วล่ะก็ เมืองหลวงของแคว้นหยางแห่งนี้ยังมีบึงบัวขนาดใหญ่ให้พวกท่านได้ไปพายเรือเก็บบัว และมีจุดชมวิวมากมายในเมืองหลวง ยังมีร้านขายชาและขนมขึ้นชื่ออีกหลายร้าน…"

ได้ยินมาถึงตรงนี้เฟยเมี่ยวก็เอ่ยถามอย่างใคร่รู้ว่า "ขนมอะไร"

"หลากหลายชนิดเลยขอรับคุณชาย" เสี่ยวเอ้อเอ่ยแนะนำอย่างกระตือรือร้น "แต่หากจะเอาที่กำลังเป็นที่นิยมในยามนี้ ก็ต้องร้านขายเซาปิ่งที่อยู่ทางตรอกสามขอรับ"

นึกถึงขนมที่ตนเองชอบขึ้นมาเฟยเมี่ยวก็เกิดอยากจะกินเสียเดี๋ยวนี้ เขารีบเอ่ยถามเสี่ยวเอ้อว่า "ตรอกสามไปอย่างไร"

เสี่ยวเอ้ออธิบายอย่างไม่หวงแหนถนอมคำ พออธิบายทางไปเสร็จสับก็บอกต่อด้วยสีหน้าเสียดายว่า "แต่นี่ยามซื่อแล้ว ของคงใกล้จะหมดเต็มที เกรงว่าคุณชายต้องรอวันหน้าจึงค่อยไปต่อแถวซื้อนะขอรับ"

"ลองไปดูมิได้หรือ" เฟยเมี่ยวยังคงถามไม่หยุดปาก พอพูดมาแล้วมันก็อยากกินตอนนี้ รอถึงพรุ่งนี้ความอยากก็หายไปหมดแล้ว

"ย่อมไปดูได้รอรับ เพียงแต่เกรงว่าคุณชายจะไปเสียเที่ยว หรือถ้าของยังไม่ทันหมดจริง ก็ยังต้องต่อแถวรออีกนะขอรับ อย่างเร็วยังต้องใช้เวลาถึงครึ่งชั่วยาม"

"ไม่เป็นไร" เฟยเมี่ยวครุ่นคิดถึงขนมที่ตนอยากกิน พลางยื่นเงินให้เสี่ยวเอ้อไปมากถึงหนึ่งตำลึงเงิน "ขอบใจเจ้ามาก อย่างไรข้าจะลองไปดู"

ยามนั้นเขาคิดเพียงว่าในเมื่อยังคิดไม่ออกว่าจะทำเควสของระบบอย่างไรดี ก็ใช้วิธีกองทัพต้องเดินด้วยท้องหาขนมหวานๆ มากินสักหน่อยความรู้สึกนึกคิดจะได้แจ่มใส สามารถทำงานเป็นทาสเจ้าหนี้หน้าเลือดอย่างระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้มีความคิดที่จะอู้งานซื้อเวลาอะไรทำนองนั้นเลยจริงๆ นะ 

หลังจากเสี่ยวเอ้อออกไปแล้ว เขาก็หลุดปากพูดลอยๆ ว่าอยากกินขนมที่ร้านนั้นออกไปอย่างมิได้ตั้งใจ? ให้เหวินฮุ่ยเฉิงฟัง เจ้าทึ่มคนนั้นก็อาสาออกไปซื้อมาให้ด้วยตนเอง เขาไหนเลยจะขัดศรัทธาของอีกฝ่ายได้ลงคอ ก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลยให้คนแซ่เหวินทำไปตามใจนั่นแหละ

ขนมเซาปิ่งชิ้นหนึ่งถูกเฟยเมี่ยวหยิบขึ้นมาแบ่งครึ่ง แล้วส่งให้คนที่ไปต่อแถวรอซื้อมันมาอย่างใจดี เหวินฮุ่ยเฉิงก็รับไปกินอย่างไม่อิดออด 

ภาพตรงหน้านี้หากเป็นผู้อื่นมาเห็น คงมองว่าคนทั้งคู่คงเป็นคู่รักกันมิผิดแน่ บ้างคงเข้าใจผิดไปว่าเฟยเมี่ยวเป็นสตรี หรือหากมีใครมองออกว่าเขาเป็นบุรุษ ก็คงจะยังมองว่าเขาและเหวินฮุ่ยเฉิงเป็นคู่รักกันอยู่ดี เพราะไม่ว่าเฟยเมี่ยวนั้นจะเป็นบุรุษหรือสตรีก็หาได้มีความสำคัญไม่ ด้วยความงามที่นับเป็นหนึ่งไม่มีสองของเขา ทั้งกลิ่นอายแห่งความสูงศักดิ์ที่แผ่ออกมาของคนทั้งคู่ จะยังมีใครที่กล้าพูดว่าเฟยเมี่ยวและเหวินฮุ่ยเฉิงมิคู่ควรกันอีกหรือ

แต่คนที่มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบนั้น กลับเป็นเจ้าแมวเสี่ยวไป๋นี่สิ เรื่องราวจึงมิได้เป็นเช่นนั้น ในสายตาของมันยามนี้มองเห็นเพียงผู้เป็นนายที่ลุ่มหลงจิ้งจอกจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว ตนเป็นใครมีฐานะสูงส่งเพียงใด เกรงว่ายามนี้นายท่านที่รักยิ่งของมันคงลืมไปแล้วกระมัง ในสายตาคงหลงเหลือแต่เพียงเงาร่างของเจ้าหนูเฟยอวี่ ในความรู้สึกนึกคิดคงคิดเพียงว่าจะเอาใจว่าที่ฮูหยินอย่างไรให้อีกฝ่ายพึงพอใจเท่านั้น

ถ้าถึงขนาดวิ่งโร่ไปซื้อขนมมาให้ด้วยตนเองได้ถึงเพียงนี้ เสี่ยวไป๋คิดว่าอย่างอื่นผู้เป็นนายก็คงหลงลืมไปจนหมดสิ้นแล้ว เจ้าแมวอ้วนส่ายศีรษะกลมไปมาอย่างอ่อนใจ เกินเยียวยา เกินเยียวยาเกินไปแล้วจริงๆ…



ต่อจ้า



รอจนเหวินฮุ่ยเฉิงกินข้าวจนอิ่มแล้ว เฟยเมี่ยวก็ลากตัวอีกฝ่ายให้ไปเดินชมวิวทิวทัศน์ทั่วเมืองด้วยกัน เป็นการย่อยอาหารไปพลาง เขาทอดสายตามองฝืนน้ำที่สงบนิ่งจากบนสะพานหิน ครุ่นคิดถึงวิธีที่จะทำเควสที่เพิ่งได้รับมาเมื่อคืนให้สำเร็จโดยไว

ปมในใจของเด็กคนหนึ่งที่เติบโตมาโดยไร้ซึ่งบิดาคอยปกป้องมารดาคอยถนอม ถูกผู้คนกลั่นแกล้งรังแกจะเป็นอะไรได้ คิดสงสัยว่าบิดามารดาที่แท้จริงของตนเป็นใครหรือ

สงสัยว่าทำไมบิดามารดาจึงทอดทิ้งตนเองหรือ

หรือว่าแค้นเคืองชิงชังผู้คนที่รังแกตนใช่หรือไม่?

แต่ไม่ว่าจะเป็นปมในใจแบบไหน เขาก็ยังไม่รู้จะคลี่คลายให้อย่างไรดี หากเกี่ยวกับบิดามารดา ก็มิใช่ว่ามารดาของหลิ่งเฟยอวี่ออกมาปรากฏตัวแล้วหรอกหรือ อย่างน้อยเรื่องที่ว่ามารดาของตนเป็นผู้ใด เหตุใดนางจึงทอดทิ้งตนไปก็ได้รับการคลี่คลายไปแล้ว ย่อมไม่อาจนับรวมกันได้

หรือจะเป็นเรื่องของบิดา? บิดาที่ว่าก็คือฮ่องเต้ของแคว้นหยางมิใช่หรือ พูดให้ถูกก็คือเป็นเจ้าชีวิตของผู้คนที่นี่ตรงนี้ที่เขายืนอยู่ อย่าว่าแต่โลกเดิมของเขาที่พบเจอเชื้อพระวงศ์ได้ยากยิ่งเลย ยามนี้คนที่เขาอยากพบเป็นถึงฮ่องเต้เชียวนะ แค่เดินเข้าไปขอพบแล้วพูดอย่างเรียบง่ายว่า 'ข้าคือบุตรชายของท่าน' ใช้ได้ที่ไหน ไม่ต้องรอให้ระบบเวรตะไลนั่นหาเรื่องให้เขาตาย เขาก็คงถูกโทษหมิ่นเบื้องสูงพรากศีรษะไปก่อนแล้ว

หรือหากว่าเป็นปมเรื่องความแค้นเล่า อย่างเช่นว่าหลิ่งเฟยอวี่เคียดแค้นเหล่าผู้คนที่รังแกเขามานานหลายปี เก็บกักความแค้นเอาไว้รอวันสะสาง กลับไม่คาดคิดว่าตนเองนั้นจะอายุสั้นได้ถึงเพียงนี้ คนตายไปแล้ววิญญาณจึงยังคงมิอาจข่มตาหลับได้ใช่หรือไม่ 

เฟยเมี่ยวขมวดคิ้วตีสีหน้ายุ่งยากใจใส่ความคิดเช่นนี้ของตน นั่นเจ้าหนูหลิ่งเฟยอวี่ผู้อ่อนหวาน งามหยดทั้งกาย วาจา และใจนะ มิใช่เขาที่จะคิดแค้นผู้อื่นไปได้เรื่อยเปื่อย คิดมาถึงตรงนี้ได้เฟยเมี่ยวก็ถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก จะใช้ให้เขาทำงานก็แล้วไปเถอะ แต่ระบุประเภทงานหน่อยมันจะตายหรือไงหะ

เหวินฮุ่ยเฉิงเห็นคนข้างกายถอนหายใจออกมา ทั้งยังเหม่อมองผืนน้ำด้านล่างอยู่นานแล้ว จึงเอ่ยถามว่า "เป็นอะไร เบื่อแล้วหรือ"

เฟยเมี่ยวตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนักว่า "อืม"

"เช่นนั้น" เหวินฮุ่ยเฉิงครุ่นคิด "เราไปหาร้านน้ำชานั่งพักกันก่อนดีหรือไม่ แล้วเจ้าคิดออกว่าอยากไปที่ใดอีก ข้าค่อยพาเจ้าไป"

ในที่สุดเฟยเมี่ยวก็หันเหความสนใจของตนเองมาหาคนข้างกาย เขามองใบหน้าที่ถอดแบบมาจากใครอีกคนที่เขาคุ้นเคย คนผู้นี้เอาแต่เดินตามเขา คิดอ่านเพื่อเขาแม้เพียงเรื่องเล็กน้อย อย่างเขาชอบอะไร เบื่ออะไร อยากได้อะไร เกลียดชังอะไร ส่วนหนึ่งในห้วงของความคิดที่ว่างเปล่า เขากลับมีความสงสัยและความหวาดระแวงอยู่ลึกๆ คนที่พบเจอกันเพียงไม่กี่ครั้ง จะทำเพื่อตนได้มากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ

เหตุการณ์ในวันนั้น ที่เขาตื่นมาพบว่าตนเองนอนทับอยู่บนร่างของอีกฝ่ายยังคงฉายชัดให้ได้เห็น หลายครั้งเหมือนเป็นเดจาวูที่เขามองเห็นคนแซ่เหวินทำดีกับเขา เอาใจใส่เขาเกินกว่าคนที่เพิ่งเคยพบกันไม่กี่ครั้ง แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าเคยไปสนิทสนมกันตั้งแต่เมื่อไหร่

เฟยเมี่ยวถามว่า "เจ้าล่ะ อยากไปที่ใดบ้างหรือไม่?"

เหวินฮุ่ยเฉิงเพียงยิ้มตอบกลับว่า "ล้วนตามใจเจ้า"

ประหลาดจริงๆ ด้วยนั่นแหละ…

เขาหมุนตัวกลับหลังเดินลงจากสะพานหิน คิดว่าจะเดินตรงไปยังร้านน้ำชา โดยไม่เหลียวมองคนที่เดิมตามตนมาไม่ห่างเกินสามก้าว เฟยเมี่ยวเป็นคนขี้รำคาญ แน่นอนว่าที่เขาไม่ชอบที่สุดคือเวลาที่คล้ายมีบางเรื่องถูกหลงลืมไป แล้วพยายามให้ตายกลับคิดไม่ออก ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ นี่คงเป็นครั้งแรกที่ภายในใจของเขาปั่นป่วนด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่าคืออะไร 

และสุดท้ายก็เหมือนอย่างเคย เฟยเมี่ยวเลือกปัดความคิดทุกอย่างทิ้งไป เขามีชีวิตอยู่ตรงนี้เพียงเพื่อคิดหาหนทางกลับไปหาคนที่เขารัก มีเวลามาคิดเรื่องของคนอื่นเมื่อไหร่กัน

ก่อนที่จะได้เดินไปถึงที่หมาย เฟยเมี่ยวกลับต้องหยุดเดินอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่มองภาพความชุลมุนตรงหน้า มีบรรดาชาวบ้านมากมายยืนออกันอยู่เต็มสองข้างทาง ทั้งยังมีที่วิ่งพากันไปสมทบอีกก็มีไม่น้อยเลย ร้านน้ำชาที่เขากำลังจะไปอยู่ฝั่งตรงข้าม เมื่อมีกำแพงมนุษย์ขวางกั่นเขาก็เลยไม่สามารถไปยังที่หมายได้ 

เขาทอดสายตามองความวุ่นวายเบื้องหน้าด้วยความสงสัย ชาวบ้านพวกนี้เมื่อครู่ก็ยังอยู่กันดีๆ อยู่เลย ยามนี้กลับแห่แหนกันมามุ่งดูอะไร

มีเสียงพูดคุยจอแจเกี่ยวกับใครบางคนดังขึ้น เมื่อมองให้ดีแล้วเฟยเมี่ยวพบว่า มีคนที่แต่งตัวคล้ายทหารที่เขาเคยเห็นในภาพวาดโบราณยืนจัดระเบียบชาวบ้านอยู่ ใครบางคนที่ยืนอยู่ใกล้กันกับเขาเอ่ยว่า เป็นเพราะกำลังจะมีขบวนเสด็จของเชื้อพระวงศ์ผ่านมาทางนี้ ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันเปิดทางให้ ไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้อง ขบวนทหารย่ำเท้าก้าวเดินหนักแน่น แถวแรกถือดาบแถวที่สองถือทวนแถวที่สามถือธนู นี่ขบวนเสร็จของเชื้อพระวงศ์หรือกำลังจะไปออกรบ?

เฟยเมี่ยวชะเง้อคอขึ้นมองอย่างตื่นตาตื่นใจ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้เห็นอะไรเช่นนี้ในยุคที่เขาจากมา เมื่อขบวนทหารองครักษ์เคลื่อนผ่านไป ก็ปรากฏภาพของบุรุษสองคนบนหลังม้า ความองอาจสง่างามของทั้งสองถึงกับทำให้แม่นางน้อยบางคนแข้งขาอ่อนยืนไม่อยู่ไปแล้ว ผู้คนโดยรอบพร้อมใจกันคุกเข่าลงกับพื้นก้มหน้าลงต่ำมิได้เงยหน้าขึ้นมองอีก

ยามนี้เฟยเมี่ยวและเหวินฮุ่ยเฉิงจึงกลายเป็นจุดเด่นไปทันที นั่นเป็นเพราะเขามิได้คุกเข่าตามผู้อื่น เขาที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับแคว้นหยางไหนเลยจะมีกะจิตกะใจไปทำความเคารพคนที่เขาไม่รู้จัก เหวินฮุ่ยเฉิงยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ต่อให้ฮ่องเต้ชาติสุนัขบิดาของหลิ่งเฟยอวี่มายืนอยู่ตรงนี้ ไม่แน่ว่ายังต้องเป็นฝ่ายคุกเข่าให้กับเจ้าตำหนักซือโฮ่วเพื่อเป็นการให้เกียร์ติ 

"ถวายบังคมองค์รัชทายาท! ถวายบังคมฉินอ๋อง! พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ"

เฟยเมี่ยวไม่ได้สนใจเสียงทำความเคารพที่ดังกึกก้องราวฟ้าจะถล่มลงมานั่น และยิ่งไม่สนใจเรื่องที่ว่าตนเองนั้นกำลังทำตัวให้เป็นจุดสนใจมากเพียงใด เขาเพียงมองตรงไปยังบุรุษในชุดสีขาวปักลายกิเลนสีทองอร่าม ที่นั่งหลังตรงอยู่บนหลังอาชาชั้นดี คิ้วหงส์ขมวดมุ่น ใบหน้าเช่นนี้เขาเคยพบที่ไหนกันนะ

เหวินฮุ่ยเฉิงเห็นคนข้างกายเอาแต่ทอดสายตามองบุรุษอื่นบนหลังม้า ใบหน้าที่มีความอ่อนโยนนุ่มนวลก็พลันอึมครึมขึ้นมาทันใด เขามองไปยังทิศทางที่จิ้งจอกน้อยมองไปพลางเอ่ยถามว่า "เจ้ามองอะไรอยู่หรือ"

"คนผู้นั้น" เฟยเมี่ยวชี้ไปทางบุรุษที่อยู่บนอาชาสีขาวนวล เขาตอบกลับทั้งยังไม่ยอมหันหน้ามามองเหวินฮุ่ยเฉิงแม้แต่น้อย "ข้าว่าข้าเคยพบเขา แต่เป็นที่ไหนหรือเมื่อไหร่ล้วนจำไม่ได้แล้ว"

เหวินฮุ่ยเฉิงเอ่ยตัดบท "จำมิได้แล้วก็ช่างเถอะ ชีวิตนี้เจ้าพบเจอผู้คนเป็นร้อยพันไหนเลยจะสามารถจดจำได้หมด"

"อืม"

เหวินฮุ่ยเฉิงยื่นมือข้างหนึ่งของตนออกไป แล้วถือวิสาสะกุมมือของเฟยเมี่ยวเอาไว้แล้วกระชับให้แน่น กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่าที่นี่วุ่นวายแล้ว พวกเราไปกันเถอะ

เฟยเมี่ยวละสายตาจากแผ่นหลังของคนบนหลังม้า หันกลับมามองมือของตนเองที่ถูกกุมเอาไว้แน่น ฝ่ามือหนาที่จับมือเขาไว้อุ่นกำลังดี ให้ความรู้สึกสบายจนไม่อยากปล่อย เฟยเมี่ยวคิดว่าในเมื่อตัวเขาเองก็ยังไม่อยากปล่อย เช่นนั้นก็ให้คนแซ่เหวินยึดมือของตนข้างนี้ไปอีกสักพักคงได้กระมังได้ ไปกันเถอะ

หยางจินเหลียงหยุดม้าที่กำลังเร่งเดินทางไปยังชายป่านอกเมือง เขาเหลียวมองไปยังใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่มากนักด้วยความสงสัย เพราะเมื่อครู่นี้รู้สึกได้ว่ามีจิตสังหารเข้มข้นสายหนึ่ง พุ่งตรงมาทางตนจากทิศทางนั้น แต่เมื่อมองไปกลับคล้ายว่าโลกทั้งใบขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นหยางหยุดหมุนไป เสี้ยวหนึ่งของใบหน้างามล้ำที่คะนึงหาปรากฏสู่สายตาชั่วขณะแล้วหายลับไป

เป็นอวี่เอ๋อร์ของเขาไม่ผิดแน่…

สุรเสียงที่ใช้ตรัสกับองครักษ์คนสนิทมีความร้อนรนอยู่หลายส่วนหมิงเจ๋อ ช้าคิดว่าเมื่อครู่ข้าเห็นอวี่เอ๋อร์

หมิงเจ๋อมองตามสายตาผู้เป็นเจ้าชีวิตไปหยุดอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ แต่กลับพบว่าที่ตรงนั้นไร้ซึ่งเงาร่างของผู้คน มีเพียงความว่างเปล่า เขาหันมากล่าวกับองค์รัชทายาทว่ากระหม่อมคิดว่า พระองค์คงจะตาฝาดแล้วพ่ะย่ะค่ะ

หยางจินเหลียงตวัดสายตาคมกริบมามององครักษ์คู่ใจของตนทันทีเจ้าจะบอกว่า ข้ามองคนที่ตนเองเฝ้าตามหามาตลอดผิดไปเช่นนั้นหรือ?”

หมิงเจ๋อก้มหน้าลงต่ำหามิได้พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่...

เพียงแต่พระองค์ทรงมองผิดไปหลายครั้งแล้ว คำพูดสุดท้ายไหนเลยเขาจะกล้ากล่าวออกมาได้ องค์รัชทายาทนั้นปักใจรักในคณิกาชายผู้หนึ่งจนยากจะถอนใจ หลายเดือนที่ผ่านมาก็เฝ้าตามหาคนผู้นี้มาตลอด หลังจากที่อีกฝ่ายวิ่งหนีหายไปในวันนั้น ก็คะนึงหาจนไม่เป็นอันทำอะไรอยู่เป็นนาน

ถึงขนาดที่ทำให้องค์จักรพรรดิทรงร้อนพระทัย เรียกให้เขาไปเข้าเฝ้าเพื่อถามถึงต้นสายปลายเหตุที่ทำให้องค์รัชทายาทผู้เพรียบพร้อม เอาการเอางานไปยืนเหม่ออยู่ในท้องพระโรงในการประชุมเช้าแทบทุกวัน จนทำให้เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ในราชสำนักที่ได้เข้าร่วมประชุมเช้าไม่เป็นอันทำอะไร เพราะวิตกกังวลและเป็นห่วงว่าพระวรกายขององค์รัชยายาทผู้เป็นที่รักยิ่งของราษฎรทั่วแว่นแคว้นจะมีตรงไหนที่เจ็บป่วยไปหรือไม่

แต่เมื่อองค์จักรพรรดิทรงได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว และรู้ว่าองค์รัชทายาททรงเป็นไข้ใจเพราะบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง แน่นอนว่าหมิงเจ๋อเล่าข้ามเรื่องที่ว่าคนผู้นั้นเป็นคณิกาชายไปอย่างไม่ใส่ใจ องค์จักรพรรดิก็ทรงร้อนใจขึ้นมา ทรงสั่งการให้ออกตามหาคนผู้นั้นแทบพลิกแผ่นดินทันที แต่ไม่ว่าเหล่าองครักษ์หรือหน่วยข่าวสารของวังหลวงจะมีประสิทธิภาพมากมายเพียงใด ก็ไม่สามารถหาได้แม้กระทั่งข่าวคราวเพียงนิดของคนผู้นี้ ข่าวคราวความเป็นอยู่ยังหามิได้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภูมิหลังถิ่นกำเนิดที่ไร้ร่องรอยราวกับภูตผี

วังหลวงเกิดความปั่นป่วนอีกครั้ง เมื่อมีข่าวลือว่าองค์รัชทายาทนั้นทรงต้องมนต์เสน่ห์ของภูตพรายเข้าระหว่างที่เดินทางไปร่วมงานเลี้ยงชมดอกไม้ขององค์หญิงสามแห่งแคว้นเว่ย ทำให้พระองค์ทรงลุ่มหลงมัวเมาและคะนึงหาเพียงภูตผีตนนั้น เหล่าขุนนางที่หวังดีไม่ถูกที่ไม่ถูกเวลาถึงขนาดที่ใจกล้าทูลขอให้องค์จักรพรรดิเชิญนักพรตและผู้มีวิชาอาคมต่างๆ แม้แต่พระสังฆราชแห่งวัดหนิงเจี้ยนซึ่งเป็นพระอารามหลวง ก็ยังถูกเชิญมาเพื่อทำพิธีขับไล่ภูตผีปีศาจปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกจากตัวขององค์รัชทายาทกับเขาด้วย

ยามนั้นผู้คนจึงได้เห็นกันทั่วหน้าว่าองค์รัชทายาทหยางจินเหลียงผู้สงบเยือกเย็นดุจธารน้ำแข็ง เปี่ยมเมตตาดุจพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิดนั้น เมื่อทรงพิโรธขึ้นมาแล้วกลับน่าหวั่นเกรงเสียยิ่งกว่าองค์จักรพรรดิผู้เป็นพระบิดาเสียอีก

หยางจินเหลียงในเวลานั้นถึงขนาดลั่นวาจาว่า หากผู้ใดกล้ากล่าวหาว่าหลิ่งเฟยอวี่เป็นภูตผีปีศาจแม้เพียงครึ่งคำ จะต้องได้เห็นดีกันแน่ คนกล่าวจบก็สะบัดชายเสื้อเดินกลับตำหนักเหยียนเต๋อไปโดยมิสนใจองค์ฮองเฮาพระมารดาแท้ๆ ที่ยืนอึ่งอยู่แม้แต่น้อย

ในเวลนั้นพระสังฆราชที่ถูกเชิญมาก็ได้แต่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มีแดดจ้า แล้วถอนหายใจออกมา ก่อนจะกล่าวอย่างจนใจว่าลิขิตสวรรค์ เป็นลิขิตสวรรค์โดยแท้ อามิตตาพุทธ

หมิงเจ๋อเลือกที่จะนิ่งเงียบไปและตามไป เมื่อผู้เป็นนายมิทรงเอ่ยปากคาดคั้นอะไรอีก เพียงกระตุกบังเหียนม้าแล้วเดินทางต่อ



ต่อจ้า


 

ทางด้านของเฟยเมี่ยวก็ได้มานั่งอยู่ในร้านน้ำชาสมใจนึก เพียงแต่เปลี่ยนร้านก็เท่านั้น น้ำชาชั้นดีและขนมทานเล่นถูกสั่งมาวางไว้บนโต๊ะมากกว่าสามอย่าง เฟยเมี่ยวรินน้ำชาลงในถ้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาชั้นดีทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ไม่น้อยเลย หลังจากที่รินให้อีกคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันแล้ว เขาก็กลับเข้าสู่ห้วงความคิดของตนเองอีกครั้ง 

'ระบบคุณอยู่ไหม'

ระบบ [ระบบปฏิบัติการ…]

เฟยเมี่ยวกลอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย เป็นไปได้เขาก็ไม่อยากจะคุยกับระบบผีจีนแดงนี่จริงๆ นะ 'พอเถอะ ผมแค่จะถาม

ระบบ [เชิญผู้เล่นป้อนคำถาม]

'ปมในใจของหลิ่งเฟยอวี่ที่ว่า ตกลงว่าคุณอยากให้ผมทำอะไรกันแน่'

ระบบ [...]

คิ้วหงส์ขมวดมุ่น 'เงียบ? เงียบทำไม'

ระบบ [ขออภัยในความไม่สะดวก ข้อมูลของเควส 'คลี่คลายปมในใจของหลิ่งเฟยอวี่' ไม่ได้รับการอัปโหลด ระบบจะทำการอัปโหลดข้อมูลให้เดี๋ยวนี้]

"..." ไม่ได้รับการอัปโหลดเนี่ยนะ ทำไมไม่ได้รับการอัปโหลดล่ะ อย่าบอกนะว่า 'นี่สัญญาณคุณหายอีกแล้ว?'

ระบบ [กำลังอัปโหลดข้อมูล เริ่มนับถอยหลังสิบ เก็า แปด…]

อย่ามาเมินกันนะระบบ!

เฟยเมี่ยวฮึดฮัดอยู่ในใจ มือเผลอออกแรงบีบถ้วยชาอย่างไม่ตั้งใจ ไม่นานนักหน้าต่างโปร่งแสงพร้อมทั้งรายละเอียดของเควสก็ปรากฏตรงหน้าของเขา มีข้อความที่เขียนสรุปเอาไว้ง่ายๆ ได้ใจความว่า

'ทำให้หลิ่งเฟยอวี่ได้พบบิดาแก็ไขปมในอดีต การเคลียร์ปมในใจของหลิ่งเฟยอวี่ถือว่าสำเร็จ'

ง่ายก็แย่แล้ว…

ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ หลิ่งเฟยอวี่นั้นยามนี้มีมารดาแล้ว จะขาดก็แต่บิดาที่มิเคยพบหน้ากันสักครั้ง หากคิดจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จเขาในยามนี้ทำคนเดียวไม่ได้แน่ เห็นทีครั้งนี้คงต้องใช้ตัวช่วยเสียแล้ว 

ระบบ [คำเตือน ห้ามเผยแพ่ข้อมูลใดอันเกี่ยวข้องกับระบบปฏิบัติการอัจฉริยะโค้ดเนม จี และระบบการสร้างจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ ให้บุคคลภายนอกทราบโดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นผู้เล่นจะพ้นสภาพจากการอยู่ในร่างนี้ และกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนทันที]

“…” สักคำก็ไม่ได้พาดพิงถึงคุณเลยไหมล่ะ ร้อนตัวเก่งเหรอ

ไม่นานหลังจากนั้นเฟยเมี่ยวก็พบว่าตัวช่วยที่เขาหวังพึ่งอยู่ในใจเดินเข้ามาภายในร้านด้วยใบหน้ายุ่งเหยิง ในมือยังมีก็อนขนสีดำก็อนใหญ่ ก็คือเจ้าเสี่ยวไป๋ร่างแมวที่ถูกมี่ถงหอบหิ้วมาด้วยนั่นเอง มี่ถงวางเจ้าแมวอ้วนลงบนโต๊ะ เขาหันมองผู้เป็นนายด้วยสายตาเรียบนิ่ง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่านายน้อยขอรับ หากมีครั้งหน้าท่านเดินหนีมาโดยมิรอข้าอีก ข้าจะจับเจ้าแมวน่าเกลียดตัวนี้ไปโยนลงน้ำ

เหวินฮุ่ยเฉิงที่กำลังจิบชาอยู่ถึงกับปากกระตุก เสี่ยวไป๋ของเขาไปเป็นเจ้าแมวน่าเกลียดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เจ้าลูกจิ้งจอกที่น่าตายนี่พูดจาเหลวไหลอะไร

เฟยเมี่ยวส่งยิ้มแห้งแล้งไปให้อีกฝ่าย ใช่ว่าเขาอยากจะเดินหนีมาโดยมิบอกมิกล่าวเสียเมื่อไหร่กัน ต้องโทษผู้คนในเมืองนี้ที่เยอะแยะและครึกครื้นจนเกินไป ทำให้เขาเดินเพลินจนลืมไปเลยว่ามีคนตามมาด้วย หากจะถามว่าแล้วทำไมถึงมีเหวินฮุ่ยเฉิงติดตามมาด้วยได้ ก็ยังต้องเอ่ยชมว่าเจ้าตำหนักเหวินนั้นมากความสามารถ โดยเฉพาะความสามารถในการเกาะติดผู้อื่นช่างเป็นเลิศ ไม่เป็นสองรองใครเลย ขนาดเขาเดินจนมี่ถงตามเขาไม่ทัน เมื่อหันกลับไปก็ยังพบว่าคนผู้นี้ติดตามมาไม่ห่างกาย 

เอาละๆ ถงถงคนดีเจ้าก็อย่าได้อารมณ์เสียไปเลยเฟยเมี่ยวว่าพลางรินน้ำชาให้อีกฝ่ายอย่างเอาใจเป็นข้าผิดเองที่ไม่รอเจ้า ดีหรือไม่

มี่ถงหรี่ตาลงมองคนที่ส่งยิ้มให้ตนอย่างจับผิดนายน้อยขอรับนี่ท่าน...

ข้าทำไมหรือ

มี่ถงวางถ้วยชาที่ยกขึ้นดื่มลงบนโต๊ะไม่มีอะไรขอรับ วันนี้อากาศร้อน ข้าคงเลอะเลือนไปเอง

เฟยเมี่ยวไม่สนใจคำพูดคล้ายจับผิดของสหาย เขาเลื่อนจานขนมไปตรงหน้าของมี่ถงและกล่าวว่า "นี่ให้เจ้า"

ครานี้มี่ถงลอบร้องในใจว่าแย่แล้ว ที่แท้เมื่อครู่ตนมิได้คิดไปเอง เป็นนายน้อยที่แปลกไปจริงๆ ที่ว่าแปลกเพราะแม้ว่าคนผู้นี้จะกระทำเรื่องที่ผิดต่อตนแค่ไหน นับตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาก็ล้วนเอ่ยเพียงคำขอโทษง่ายๆ และมอบรอยยิ้มนุ่มนวลให้เท่านั้น ครั้งนี้เพียงแค่เดินหนีเขาไปกับคนแซ่เหวินนายน้อยผู้นี้ถึงกับรินน้ำชาให้ ไหนจะยังยกขนมให้เขาอีกเรื่องพวกนี้ล้วนมิถูกต้องทั้งสิ้น

มี่ถงเริ่มคิดทบทวนตนเองในใจ ว่ามีอะไรที่ตนกระทำไปโดยไม่รู้ตัวแล้วไปสร้างความไม่พอใจให้แก่นายน้อยหรือไม่ แต่พยายามคิดหาต้นสายปลายเหตุอย่างไรกลับไม่พบอะไรสักอย่าง วันทั้งวันเขาอยู่ในร่างจิ้งจอกให้นายน้อยอุ้มไปอุ้มมาตามคำสั่ง อย่างอื่นก็ล้วนมิได้ทำ จะไปทำให้นายน้อยขุ่นเคืองใจยามใดเล่า

เฟยเมี่ยวมองมี่ถงที่ใบหน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีดอย่างมิเข้าใจ ถงถงเจ้าจิ้งจอกนี่เป็นอะไรไปอีกแล้ว ทำหน้าอย่างกับเพิ่งไปฆ่าใครตายมา เรื่องราวที่คิดจะถามถูกพับเก็บไว้ก่อน ด้วยสถานที่เช่นร้านน้ำชาผู้คนวุ่นวาย หากเขากล่าวอะไรที่ไม่สมควรออกมาเกรงว่าจะทำให้ตนเองเดือดร้อนเสียเปล่าๆ

ลำพังหากต้องเดือดร้อนเพราะมีคนมาหาเรื่อง เฟยเมี่ยวหาได้หวาดกลัวไม่ ที่ทำให้เขารำคาญใจก็คือที่นี่เสียงดังมากผู้คนก็มากเรื่อง สมองน้อยๆ ที่รักความสงบเงียบของเขาประมวลผลเลือกใช้คำที่จะพูดได้มิค่อยจะดีนัก หากว่าเขาเผลอเลือกใช้คำถามที่สุ่มเสี่ยงคล้ายว่าพาดพิงถึงระบบหน้าเลือดนั่นขึ้นมา เกรงว่าจะมีแต่ผลร้ายมากกว่าดี

ระหว่างทางเดินกลับโรงเตี๊ยม เฟยเมี่ยวดึงมี่ถงให้มาเดินเคียงข้างทิ้งเจ้าตำหนักเหวินให้อุ้มแมวเดินตามหลัง ทั้งยังกำชับเหวินฮุ่ยเฉิงเอาไว้อีกว่าให้เว้นระยะห่างจากตนสิบก็าวเดิน ห้ามเดินเข้ามาใกล้มากกว่านี้และห้ามแอบฟังเรื่องที่เขาและมี่ถงจะปรึกษาหารือกันโดยเด็ดขาด หากแม้เหวินฮุ่ยเฉิงผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง การเดินทางร่วมกันในครั้งนี้ก็เป็นอันจบลง แม้แต่หน้าก็อย่ามาให้เขาเห็นอีก

เดิมทีเรื่องแค่นี้ก็ไม่ควรข่มขู่กันให้เหมือนเป็นเรื่องใหญ่ แต่ใครใช้ให้เจ้าตำหนักซือโฮ่วผู้ยิ่งใหญ่เป็นเจ้าเด็กช่างตื้อเล่า เฟยเมี่ยวเดินไปทางซ้ายเขาก็ไปซ้าย เอี้ยวตัวไปด้านขวาเขาก็ไปด้านขวา เหลือก็แต่จะยกเฟยเมี่ยวขึ้นหลังไม่ต้องให้เดินเองแล้ว ทำตัวเกาะติดยิ่งกว่าตังเมเหนียวหนึบเสียอีก ไม่ว่าจะแกะจะล้างอย่างไรก็เอาไม่ออก เมื่อเป็นเช่นนี้จะไม่ขู่เขาเอาไว้ได้หรือ

"ถงถงคนดี หากข้าจะถามอะไรเจ้าสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องราวครั้งเก่าก่อน เจ้ายินดีที่จะตอบคำถามของข้าหรือไม่" เฟยเมี่ยวเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน 

มี่ถงเลิกคิ้วขึ้นมองผู้เป็นนายด้วยความแปลกใจ "นายน้อยต้องการถามเรื่องใดหรือขอรับ หากข้าตอบได้ย่อมยินดีตอบคำถามของท่าน"

เฟยเมี่ยวเอ่ยถามอย่างไม่อ้อมค้อม "ข้าอยากรู้เรื่องบิดาของหลิ่งเฟยอวี่"

มี่ถงมองผู้เป็นนายอย่างตื่นตะลึง "บิดาของใครนะขอรับ?" 

"บิดาของนายน้อยของเจ้า"

"นายน้อยของข้าก็คือท่าน…" กล่าวมาถึงตรงนี้คำพูดอื่นใดล้วนกล่าวต่อไปมิได้อีก มี่ถงเม้มริมฝีปากแน่น เขาก็มหน้าลงเล็กน้อยมิใช่ว่าหลงลืมไปแล้วว่าคนตรงหน้ามิใช่นายน้อยเฟยอวี่ เพียงแต่เมื่อเรื่องราวของผู้เป็นเจ้าชีวิตอีกคนถูกเอ่ยถึงอย่างมิทันได้ตั้งตัว มี่ถงก็รู้สึกว่าตนเองนั้นไม่สามารถกล่าวอะไรออกมาได้ กลายเป็นคนบื้อใบ้ไปชั่วขณะ

เฟยเมี่ยวลอบยกมือขึ้นตีปากตนเองแผ่วเบา เขาลืมไปได้ยังไงว่าถงถงสหายคนดีของเขานั้น มีใจผูกสมัครรักใคร่เจ้าหนูหลิ่งเฟยอวี่มาก่อน มาพูดถึงคนที่ตายไปแล้วต่อหน้าอีกฝ่ายได้อย่างไร

เมื่อทึกทักเอาเองว่าตนทำให้มี่ถงเกิดคิดถึงคืนวันกาลก่อนจนเศร้าเสียใจ เฟยเมี่ยวก็ละล้าละลังไม่รู้ว่าตนควรจะทำเช่นไรดี จะเอ่ยปลอบหรือก็ดูจะตบหัวแล้วลูบหลังอีกฝ่ายมากเกินไป จะไม่เอ่ยอะไรเลยก็โหดเหี้ยมหาใดเปรียบ สุดท้ายจิตวิญญาณอายุยี่สิบแปดปีอย่างเขาก็ทำได้เพียงตบบ่าแกร่งของคนที่ตนยอมรับเป็นสหาย แล้วกล่าวว่า 

"เรื่องราวผ่านไปแล้ว อะไรควรทำก็ทำไปหมดแล้ว เจ้าก็อย่าได้โทษตนเองอีกเลย เรื่องที่ข้าอยากรู้เป็นเรื่องเล็กน้อย เอาไว้เจ้าพร้อมเมื่อไหร่เราค่อยมานั่งพูดคุยกันไปดื่มชาไปด้วยก็ได้" กล่าวจบก็รีบเดินหนีพลางชี้ไปทางเด็กคนหนึ่งที่กำลังจะเดินสวนทางกัน ในมือของเด็กคนนั้นถือขนมหน้าตาประหลาดเอาไว้ด้วย "นี่คืออะไร น่ากินนัก ข้ามิเคยเห็นมาก่อนเลย"

"นี่คือ *ขนมอังกู๊ขอรับคุณชาย" เด็กน้อยอายุราวเจ็ดแปดขวบกล่าวตอบฉะฉาน 

"เจ้าขายให้ข้าได้หรือไม่"

"ย่อมขายขอรับ"

เฟยเมี่ยวยิ้มรับ ในใจก็ได้แต่ร้องว่าโรคทนเห็นเด็กตกระกำลำบากไม่ได้กำเริบอีกแล้ว "เจ้าเด็กน้อยตัวหรือก็เล็กเท่านี้ กลับรู้จักทำมาหากินแล้วบิดามารดาของเจ้าเล่าไปที่ใด เหตุใดจึงปล่อยให้เจ้ามาเดินขายขนมเช่นนี้"

เด็กน้อยยิ้มสดใส "ข้ามาช่วยแม่บุญธรรมขอรับคุณชาย ท่านแม่ของข้าเกิดล้มป่วยข้าจึงให้นางพักอยู่ที่บ้าน แล้วหอบเอาขนมที่นางทำออกมาขายให้ขอรับ"

"ช่างกตัญญูรู้คุณนัก" ทอดสายตามองเด็กน้อยตากลมตรงหน้า เฟยเมี่ยวก็นึกเอ็นดูในความช่างพูดไม่กลัวคนของอีกฝ่าย ถึงกับกล้าสบตาเขาโดยตรงทั้งที่เดินมาแทบจะทั่วเมือง นอกจากคนที่แอบลอบมองอยู่จากที่ไกลแล้ว ล้วนมิมีผู้ใดกล้าเข้ามาเดินใกล้เขาหรือสบตากับเขาเลยสักคน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวันนี้อากาศร้อนอบอ่าวเขาจึงมิได้ใส่หมวกสานปิดบังใบหน้า เผยให้เห็นหน้าตาที่เหนือธรรมดาและเส้นผมสีแปลกตานี่ หรือเป็นเพราะรอบข้างของเขาล้วนมีบุรุษหน้าตายด้านสองคนประกบซ้ายขวา ผู้คนจึงมิกล้าเข้ามาใกล้

ความจริงหากว่ายามนี้เขายังไม่ตาย หากว่าเขายังอยู่ในที่ที่เขาจากมา ยังมีเจ้าทึ่มฮุ่ยจวินอยู่เคียงข้าง บางทีเวลานี้เขากับอาจวินอาจจะกลายเป็นพ่อบุญธรรมของเด็กน้อยหน้าตาน่ารักน่าชังสักคนที่เกิดมาอาภัพเหมือนอย่างพวกเขา 

ใช้ชีวิตเรียบง่ายตามประสาสามคนพ่อลูก ตื่นเช้าไปส่งเด็กน้อยที่โรงเรียน ตกเย็นไปรับกลับบ้าน หรือวันไหนมีเวลามากหน่อยก็พาเขาไปเที่ยวเล่นก่อนกลับ ถึงอย่างไรก็คงไม่พ้นรับอุปการะเด็กผู้ชายสักคน นานๆ ครั้งก็พาเขาทำอะไรแผลงๆ ให้เจ้าทึ่มฮุ่ยจวินปวดหัวบ้าง คงเป็นชีวิตที่เป็นสุขไม่น้อย

น่าเสียดายก็แต่ชีวิตที่เป็นสุขเช่นนั้น ชั่วชีวิตนี้ของเขาคงไม่มีทางมาถึงอีกแล้ว...

โดยที่เฟยเมี่ยวไม่ทันรู้ตัว รอยยิ้มขื่นขมที่เขาเผลอแสดงออกมาชั่วขณะ ก็ถูกคนผู้หนึ่งที่เฝ้ามองอยู่ตลอดเวลาพบเห็นแล้ว

"คุณชายท่านจะซื้อขนมของข้าหรือไม่?"

เสียงของเด็กน้อยตรงหน้าทำให้เฟยเมี่ยวหลุดออกจากภวังค์ เขาย่อตัวลงให้อีกฝ่ายมองใบหน้าของตนให้ชัดโดยไม่ต้องเงยหน้า ยังเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะว่า "ปากเจ้าเอาแต่เรียกข้าว่าคุณชาย ข้างดงามถึงเพียงนี้เจ้าเด็กน้อย เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นคุณชายมิใช่คุณหนู"

"เพราะท่านเป็นบุรุษ ก็ต้องเป็นคุณชายสิขอรับ" เด็กน้อยตรงหน้ายังคงมองเขาด้วยดวงตาใสกระจ่าง "แม้ว่าท่านจะมีใบหน้าที่งดงามมาก เพียงแต่ก็ยังคงมีความเป็นบุรุษหาได้ดูบอบบางราวอิสตรีไม่"

หาได้ยากจริงๆ ดวงตาที่พิเศษขนาดนี้มองครั้งเดียวก็รู้ว่าเขาเป็นบุรุษหาใช่สตรี นับว่าเด็กคนนี้มีดวงตาที่ไม่เลวเลย ไม่เหมือนพวกคนตาถั่วสมควรตายที่เขาเคยพบมา ทั้งยังเฉลียวฉลาดรู้จักพูดจา ไม่มีคำพูดประจบสอพลอออกมาต่างจากพ่อค้าแม่ขายทั่วไป อาจจะเป็นเพราะยังเด็กนักจึงไร้เล่ห์เหลี่ยมแต่เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว เขาถูกใจมาก เฟยเมี่ยวยกมือขึ้นลูบเรือนผมสีดำสนิทของเด็กน้อยอย่างเบามือ "ถือว่าสายตาของเจ้าหลักแหลม เมื่อพบหน้ากันแล้วก็นับว่ามีวาสนาร่วมกัน วันนี้ข้าจะช่วยซื้อขนมของเจ้าถาดนี้ทั้งหมดเอง"

ได้ยินดังนั้นเด็กชายตัวน้อยก็ยกยิ้มกว้าง ก้มโค้งศีรษะกล่าวเสียงดัง "ขอบคุณคุณชายๆ"

มี่ถงยื่นถุงเงินใบเล็กให้เด็กน้อยผู้นั้นถุงหนึ่ง ในนั้นบรรจุเงินเอาไว้หลายตำลึงทีเดียว แล้วรับถาดขนมมาถือไว้

เฟยเมี่ยวหยิบลูกแก้วสีม่วงใสงดงามออกมาหนึ่งลูก เขาเอามันใส่เข้าไปในถุงผ้าใบเล็กจิ๋วเมื่อดึงปากถุงปิดแล้ว แลดูคล้ายสร้อยคอที่มีจี้รูปถุงผ้าสีม่วงอ่อนน่ารัก เขาสวมมันลงที่คอของเด็กชายด้วยตนเอง พลางกล่าวยิ้มๆ ว่า "เครื่องรางคุ้มภัย ข้ามอบให้เจ้า"

เด็กน้อยผงกศีรษะรับแล้วกล่าวขอบคุณ จากนั้นคนทั้งคู่จึงแยกจากกัน เฟยเมี่ยวมองตามแผ่นหลังเล็กที่วิ่งกลืนหายไปกับฝูงชนจนลับสายตา ดวงหน้าพริ้มเพราดูมีความสุขทั้งรอยยิ้มและดวงตา เมื่อเริ่มก้าวเท้าออกเดินได้เพียงไม่กี่สิบก้าว เฟยเมี่ยวก็หยุดชะงักกึกจนมี่ถงและเหวินฮุ่ยเฉิงที่เดินตามมาแทบจะชนเข้ากับแผ่นหลังของเขา ทั้งคู่มองคนงามตรงหน้าที่เหลือบตามองไปยังทิศทางที่เด็กน้อยผู้นั้นวิ่งไปเมื่อครู่ จากนั้นยังหัวเราะออกมาคล้ายว่าพบเจอกับเรื่องราวที่เบิกบานใจยิ่งนัก

เหวินฮุ่ยเฉิงถามว่า "เฟยเอ๋อร์เกิดอะไรขึ้น"

เฟยเมี่ยวเพียงตอบกลับยิ้มๆ ว่า "วาสนาของข้ากับเจ้าเด็กนั่นไม่เลวเลยจริงๆ"

เมื่อกล่าวจบคนงามที่เมื่อครู่ยังยืนอยู่ตรงนี้ก็หายลับไปราวภูตผี เหวินฮุ่ยเฉิงและมี่ถงเห็นท่าไม่ดีแล้ว จึงเร่งตามเฟยเมี่ยวไปทันที

เมื่อมาถึงเฟยเมี่ยวก็ตรงเข้าไปหักข้อมือของชายฉกรรจ์ผู้หนึ่ง ที่กำลังจะง้างฝ่ามือสะบัดลงบนใบหน้าของสตรีวัยกลางคนที่อยู่บนพื้นทันที ข้อมือของมันเขาก็หักไปแล้วเฟยเมี่ยวยังชกซ้ำเข้าไปที่หน้าของอีกฝ่าย หมัดนี้มองดูคล้ายไม่หนักหนาอะไรมาก แต่เขาใส่พลังเข้าไปถึงห้าส่วนเพียงหมัดเดียวเลือดก็พุ่งทะลักออกทั้งปากและจมูก

บุรุษร่างใหญ่อีกสองคนที่เห็นพวกพ้องของตนเองถูกทำร้าย ก็ตรงเข้ามาหมายจะจัดการกับเฟยเมี่ยวไหนเลยจะรู้ว่า ยังไม่ทันแตะต้องได้แม้เพียงปลายเส้นผมก็ถูกถีบกระเด็นไปติดกำแพงอย่างจัง แรงกระแทกทำให้เจ็บร้าวไปทั้งแผ่นหลัง อีกคนก็ไม่น้อยหน้าถูกเฟยเมี่ยวตบจนหน้าตาเลือดอาบ เหตุการณ์วุ่นวายในตรอกคับแคบเกิดขึ้นเร็วมาก โดยมิทันได้มีผู้ใดได้รู้สึกตัวชายฉกรรจ์สามคนก็ถูกเฟยเมี่ยวโยนไปกองกันไว้มุมหนึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงนั้น มองดูแล้วไร้ค่ายิ่งกว่าขยะสักกองเสียอีก

เขาหันกลับมามองสตรีท่าทางอมโรคที่นั่งร้องไห้อยู่บนพื้น ในอ้อมแขนของนางกอดเด็กชายที่คุ้นหน้าคุ้นตาเอาไว้แน่น นี่ก็คือเด็กน้อยช่างพูดคนเมื่อครู่นี้นี่เอง เฟยเมี่ยวคุกเข่าลงอย่างไม่ถือสาเขากล่าวอย่างอ่อนโยนว่า "ท่านป้าไม่ต้องกลัว ไม่เป็นไรแล้ว"

หญิงผู้นั้นมองเฟยเมี่ยวอย่างหวาดระแวง "ทะ ท่านเป็นผู้ใด"

"ข้าเป็นลูกค้าของเด็กคนนี้" เขาพยักพเยิดหน้าไปทางถาดขนมที่มี่ถงถืออยู่ "ให้ข้าดูอาการของเด็กคนนี้หน่อย ได้หรือไม่"

หญิงผู้นั้นเมื่อเห็นว่าถาดขนมของบุตรชายอยู่ในมือของบุรุษที่ยืนอยู่ข้างกายคนผู้นี้จริง อีกทั้งกอปรกับคำบอกเล่าของบุตรชายนางที่ว่าขายขนมให้กับคุณชายรูปงามผู้หนึ่งไปหมดแล้ว นางจึงยอมส่งบุตรชายให้เฟยเมี่ยวประคองกอดไว้ เพียงหวังว่าจะพอมีหนทางช่วยบุตรชายที่ถูกอันตพารพวกนั้นทำร้ายเพื่อปกป้องนาง

ไหนเลยนางจะทันได้นึกว่า คุณชายรูปงามที่เป็นลูกค้าของบุตรชาย เหตุใดจึงเข้ามาช่วยนางได้ทันท่วงทีเช่นนี้

เฟยเมี่ยวจับดูตามตัวของเด็กน้อยที่มีร่องรอยถูกทำร้ายจนเขียวช้ำ ก็ขมวดคิ้วใบหน้าอึมครึมใจอยากจะลุกขึ้นไปเตะเจ้าพวกอันตพารสารเลวนั่นให้ตายเสียเดี๋ยวนี้ เด็กน้อยตัวแค่นี้ก็ยังจะทำร้ายได้ลงคอ ชั่วช้านัก!

มารดาบุญธรรมของเด็กชายกล่าวอย่างร้อนรนเมื่อเห็นว่าเฟยเมี่ยวนิ่งเงียบไป น้ำตาก็ร่วงหล่นราวกับสายฝน "คุณชาย ฮึก ชิงเอ๋อร์ของข้าเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ เขา เขาจะมีทางรักษาให้หายหรือไม่เจ้าคะ"

"มีเพียงแผลฟกช้ำเท่านั้น หาได้เป็นอะไรร้ายแรงไม่ เอาอย่างนี้ท่านป้าสหายของข้านั้นเป็นหมอ แม้ว่าจะมิใช่หมอเทวดาเก่งกาจอะไร แต่รอยแผลแค่นี้เขาล้วนสามารถรักษาให้หายได้ ราวกับเทพเซียนโอสถมายืนอยู่หน้าบ้านท่านด้วยตนเองเชียวล่ะ" กวาดตามองไปโดยรอบครั้งหนึ่ง เขาจึงกล่าวต่อว่า "ที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ คนผู้นี้นั้นรักษาฟรีไม่คิดเงิน"

"จริงหรือเจ้าคะ!" เมื่อได้ฟังเช่นนั้นหญิงวัยกลางคนนางนั้นก็ดวงตาเป็นประกาย ความหวังในใจของนางถูกจุดขึ้นมาให้ลุกโชน หากว่าคุณชายผู้งดงามเช่นนี้เอ่ยออกมาเองกับปาก เขาก็คงมิหลอกลวงนางหรอกกระมัง ชิงเอ๋อร์ของนางมีทางรอดแล้ว "แล้วท่านหมอผู้นั้นอยู่ที่ใดเล่าเจ้าคะ โปรดคุณชายชี้แนะด้วย"

"เขา...ก็มิใช่ว่ายืนอยู่ด้านหลังเจ้ามาตั้งนานแล้วหรอกหรือ" เฟยเมี่ยวใช้มือข้างหนึ่งที่ว่างกางพัดออกมายกขึ้นปิดที่ริมฝีปากของตนเอง เพื่อหลบซ่อนรอยยิ้ม เมื่อเห็นหญิงวัยกลางคนผู้นั้นพุ่งเข้าไปคุกเข่าลงต่อหน้าเหวินฮุ่ยเฉิง ที่ยังคงกระพริบตาปริบๆ มองมาทางเขาคล้ายว่าเจ้าตำหนักซือโฮ่วผู้ยิ่งใหญ่ยามนี้ได้กลายเป็นเพียงตัวโง่งมผู้หนึ่งไปแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนที่เขามองกี่ร้อยครั้งก็มิเคยเบื่อ คล้ายมีคำถามแปะอยู่บนหน้าแต่พูดออกมาเป็นคำพูดมิได้แม้เพียงครึ่งคำ เหวินฮุ่ยเฉิงคล้ายอยากจะถามเขาว่า 'ข้าเป็นหมอหรือ'

"เอ่อ…

เหวินฮุ่ยเฉิงยังมิทันได้กล่าวจนจบ เฟยเมี่ยวก็เอ่ยแทรกขึ้นมาว่า "เจ้ามานี่ ไปยืนทำอะไรตรงนั้น เห็นคนเจ็บมิยอมรักษา เดี๋ยวผิดต่อคำสอนของอาจารย์เจ้าก็ถูกฟ้าผ่าตายหรอก"

คำพูดนี้ของเฟยเมี่ยวทั้งสีหน้าแววตาและน้ำเสียงล้วนแล้วแต่จริงจัง จนผู้คนมิอาจไม่เชื่อถือ แต่หากฟังให้ถ่องแท้แล้วคำพูดนี้กลับเจือไปด้วยความขบขันที่ได้กลั่นแกล้งผู้อื่นอยู่หลายส่วน

เหวินฮุ่ยเฉิงเดินตรงเข้ามารับร่างของเด็กชายจากมือของคนงาม เขากล่าวเสียวแผ่วว่า "ข้าไปเป็นหมอเรียนวิชาแพทย์กราบไหว้อาจารย์ตั้งแต่เมื่อไหร่"

เฟยเมี่ยวหลุดขำพรึด ก่อนจะกระแอมเบาๆ แล้วกล่าวกลั้วหัวเราะว่า "เจ้าก็ช่วยรักษาเด็กคนนี้ให้ข้าหน่อย ดึงความสนใจท่านป้าผู้นั้น ให้ข้าจัดการพวกอันตพารไม่กลัวตายพวกนี้สักพักได้หรือไม่ ข้าไม่อยากให้นางตกใจไปมากกว่านี้"

มองสบตากับดวงตาหงส์ที่มีไอของจิตสังหารเจือจางอยู่ เหวินฮุ่ยเฉิงก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาแล้วกล่าวว่า "ได้"

มองเหวินฮุ่ยเฉิงสวมบทบาทเป็นท่านหมอจำเป็น ลงมือรักษาเด็กชายอย่างเงียบเชียบเฟยเมี่ยวก็ทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ในใจลอบคิดว่าคนผู้นี้ให้ฆ่าคนยังพอว่า ให้เป็นหมอรักษาชีวิตคนยิ่งมองกลับยิ่งขัดตา ไม่เหมาะเลยจริงเชียว

เขาลุกขึ้นยืนตรงไปทางเหล่าอันตพารที่นอนเรียงกันอยู่ ก่อนจะกระชากร่างของคนที่ถูกเขาถีบไปเต็มแรงขึ้นมา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบว่า "พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรจึงมารังแกน้องชายของข้า"

"นะ น้องชาย" อันตพารผู้นั้นทวนคำที่คนงามตรงหน้าเอ่ย เหตุใดเด็กที่สภาพราวกับขอทานจึงกลายเป็นน้องชายของคนงามเช่นนี้ได้กัน

"ข้าถามทำไมไม่ตอบ!"

พวกมันทั้งสามคนต่างขวัญผวา เผลอไปสบตากับคนงามตรงหน้าเพียงเสี้ยววินาทีก็คล้ายเห็นมัจจุราชมายืนรอรับตนกลับห้วงอเวจีด้วยแล้ว จะให้ตอบอย่างไรเล่า คำถามที่ถามมาฟังอย่างไรคุณชายท่านนี้ก็หาได้ต้องการคำตอบจากพวกมันแม้เพียงสักนิดไม่ ที่ทำได้ก็มีเพียงก็มหน้าตัวสั่นงันงกเท่านั้น

เฟยเมี่ยวคร้านจะสนทนากับคนพวกนี้แล้ว จึงยื่นมือไปตรงหน้าพวกมัน ในฝ่ามือของเขาพลันปรากฏสร้อยคอที่มอบให้เด็กน้อยผู้นั้นเอาไว้ เจ้าอันตพารสมควรตายพวกนี้วางคืนให้บนฝ่ามือของเขาอย่างเบามือ เฟยเมี่ยวกล่าวเพียงว่า "จำไว้ หากมีครั้งหน้าพวกเจ้ากล้ารังแกน้องชายของข้ากับมารดาเขาอีก ไม่สิ หากพวกเจ้ากล้าทำตัวเป็นอันตพารมิกลัวตายกล้ารังแกชาวบ้านอีก ข้าจะถลกหนังของพวกเจ้าสามคนออกมา แล้วเอาไปเย็บตรึงเป็นหนังกลองเสีย ไสหัวไป!"

เหล่าอันตพารดวงซวยต่างน้ำหูน้ำตาไหล วิ่งหนีกันสุดชีวิต เฟยเมี่ยวเดินกลับมาหาเหวินฮุ่ยเฉิงและเด็กน้อยที่ได้รับบาดเจ็บ ก็พบว่ามารดาบุญธรรมของเด็กคนนั้นโขกศีรษะให้คนแซ่เหวินอยู่ ปากพูดว่าท่านหมอเทวดารักษาชิงเอ๋อร์ของข้า ท่านหมอเทวดาเมตตาพวกเราแม่ลูกแล้ว บุญคุณช่วยชีวิตต่อให้ต้องเป็นวัวเป็นม้าก็จะขอชดใช้ให้ทุกชาติอะไรสักอย่างที่ยาวเหยียดกว่านี้เขาเองก็ฟังไม่ทัน หันมองไปทางเหวินฮุ่ยเฉิงยามนี้ใบหน้าของท่านหมอเทวดาจำเป็นก็ซีดเผือดไปแล้ว ใบหน้าคมคล้ายกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกจนน่าขัน ในที่สุดเฟยเมี่ยวก็ทนต่อไปไม่ได้ต้องหัวเราะออกมา 

เขาเดินเข้าไปประคองร่างของสตรีผู้นั้นขึ้นมาจากพื้น "เอาละ มิต้องตามไปตอบแทนอะไรกันหลายชาติหลายภพหรอก ที่พวกข้ายื่นมือเข้ามาช่วยก็เพียงเพราะถูกชะตากับเด็กน้อยผู้นี้ก็เท่านั้น"

"ขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือ ขอบคุณท่านหมอที่ช่วยเหลือ" หญิงนางนั้นยังคงร่ำไห้ นางรับบุตรชายมากอดเอาไว้แนบอก

เฟยเมี่ยวสวมสร้อยเส้นนั้นคืนให้เด็กน้อยที่เขานึกเอ็นดูอีกครั้ง "เครื่องรางคุ้มภัยข้ามอบให้เขาเอง ท่านกำชับเขาอย่าให้ถอดออกเด็ดขาด รับรองว่าแม้ต้องเผชิญหน้ากับอสูรกายที่โหดเหี้ยมของแดนมาร เขาก็ยังจะปลอดภัย"

แน่นอนสิอสูรกายที่ว่า พอเจอหน้าเขาก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขเฝ้าบ้านเชื่องๆ ตัวหนึ่ง จะทำอะไรได้ เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นเขาก็ให้มี่ถงไปส่งเด็กผู้นั้นและมารดาของอีกฝ่ายที่บ้าน

ทันใดนั้นน้ำเสียงชวนขนลุกของระบบเจ้ากรรมนายเวรก็ดังขึ้น

ระบบ [ทุบตีผู้อื่น ข่มขู่ ทำร้ายผู้อื่น ค่าความชั่วร้าย +50แต้ม!]

[ค่าความเหมาะสมในการเป็นจอมมาร +100แต้ม!]

[ค่าความน่าเกรงขาม +80แต้ม!]

[พลังชีวิต +30%]

[ประกาศคำชมเชยจากระบบ: ผู้เล่นทำได้ดีมาก จงพยายามเป็นคนชั่วช้าต่อไป ฟ้าดินย่อมเห็นความเหมาะสมของผู้เล่นในไม่ช้า]

ขาที่กำลังจะก้าวเดินออกจากตรอกเล็กคับแคบถึงกับลื่นพรืด ร่างระหงเซไปพิงกับกำแพงเอาไว้อย่างไร้เรี่ยวแรง เฟยเมี่ยวหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก อะไรคือเขากลายเป็นคนชั่วช้าไปแล้ว ทำไมแทนที่เขาจะได้ยินประกาศชมเชยว่าช่วยผู้อื่น ทำความดีผู้คนแซ่ซ้องสรรเสริญ ถึงกลายเป็นเขาทำเรื่องชั่วร้ายทุบตีข่มขู่ผู้อื่นไปแล้ว ที่มากกว่านั้นคือ ทำไมระบบเจ้ากรรมนายเวรนี่มันต้องชมเขาออกนอกหน้าเหมือนเขาไปช่วยชีวิตผู้นำของซีกโลกตะวันตกเอาไว้ยังไงอย่างงั้น รสนิยมการสรรเสริญผู้คนของเผ่ามารนี่ช่าง แปลกใหม่หาที่ไหนไม่ได้แล้วจริงๆ


ชิวๆ เรื่อยๆ กันมาหลายตอนแล้ว ตอนหน้าเตรียมตัวรับแรงปะทะนะคะทุกคน คิกค้ากกกกก

1คอมเม้นต์เท่ากับ 1กำลังใจนะคะ 


*ขนมอังกู๊ หรือ ขนมเต่า (มีการสะกดหลายแบบ; จีน: 紅龜粿; Pe̍h-ōe-jī: Âng-Ku-Kóe; ขนมเต่าแดง) เป็นขนมของคนเชื้อสายจีน ได้รับความนิยมไปจนถึงอินโดนีเซีย โดยเรียกว่า กู เว กู (kue ku) [1] มีไส้ประกอบด้วยถั่วทอง น้ำตาล นิยมนำมาเป็นเครื่องบวงสรวงในพิธีต่าง ๆ หรือในงานรับขวัญเด็กเกิดใหม่ บางคนเชื่อว่าควรทำพิธีกรรมนี้ก่อนเด็กอายุครบเดือน เพื่อให้เด็กว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อ โดยจะนำขนมที่ถือว่าเป็นสิริมงคลไปไหว้พระด้วยคือขนมเต่า ซึ่งมีความหมายว่า ให้มีอายุมั่นขวัญยืนนั่นเอง

 

พูดคุยกับเถียนซินได้ที่

เพจ เถียนซิน

ทวิตเตอร์ @Hanfeng62416408

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 247 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,131 ความคิดเห็น

  1. #1098 สาวน้อยโลลิ (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 / 17:13
    ระบบบบโอ้ย555
    #1,098
    0
  2. #1058 K.white wine (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 21:59
    ระบบตลกว่ะ เชียร์ให้คนทำชั่วก็ได้หรอ55555555
    #1,058
    0
  3. #941 DBJJKM97 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 16:21
    ลุ้นตามจนเกร็งแล้ว
    #941
    0
  4. #797 พี่สาวยองแจ (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 00:21
    ทำดีได้ชั่ว555
    #797
    0
  5. #796 Silent Scream (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 17:31

    เด็กน้อยน่ารัก

    #796
    0
  6. #793 Notty Kero (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 10:36
    รอแรงปะทะ!!
    #793
    0
  7. #792 GOT-MarkBam (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 21:51

    ใจเย็นๆนะหลินเจียง555
    #792
    0
  8. #768 Mio26082549 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 09:32

    วุ่นวายเเต๋ๆเน้ออ555. นั่นน้องเเกนะว้อยยยย555. ขอบคุณที่อัพฮะ~
    #768
    0
  9. #767 Notty Kero (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 00:08
    นั้นน้องแท้ๆของเทอวววววว
    #767
    0
  10. #748 Mio26082549 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 07:40
    โอ๊ยยยย!!5555. นังพี่ทั้งรักทั้งหลงเลยว้อยย555. ใช่น้องไป๋!!

    เกินเยียวยาๆ555 ขอบคุณที่อัพฮะไรท์><
    #748
    0
  11. #747 iizesiri_p (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 02:09
    เพราะรักไงเพราะรัก จะให้ทำยังไง พี่ท่านทั้งรักทั้งหลงขนาดนั้น
    #747
    0
  12. #746 ซานหลิน (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 01:12
    ไป๋เอ๋อร์ต้องลองมีความรักดูถึงจะเข้าใจ555
    #746
    0
  13. #745 Notty Kero (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 01:01
    กะคนเขาใส่ใจน้อนนนนนนนน
    #745
    0