หนทางสู่การเป็นท่านจอมมาร [สนพ.NanaNaRis YBooks]

ตอนที่ 20 : บทที่.16 [รีไรท์] รับปากว่าจะไม่โกรธ แต่ไม่ได้พูดว่าจะยอมคุยด้วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,852
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 488 ครั้ง
    25 ก.ย. 62

บทที่.16

รับปากว่าจะไม่โกรธ แต่ไม่ได้พูดว่าจะยอมคุยด้วย

ความจริงควรขี่เสี่ยวไป๋ไป แต่เหวินฮุ่ยเฉิงกลับถูกซูเม่ยอิงลากมาขึ้นราชรถด้วยอย่างไม่เต็มใจนัก ระหว่างทางก็ยังอุตส่าห์ชวนเขาพูดคุยไปตลอดทาง

แค่วันเดียวเจ้าสั่งปลดผู้อาวุโสคนเก่าคนแก่ของตำหนักซือโฮ่วไปเกือบหมด ทั้งยังลงโทษเนรเทศพวกเขาออกจากตำหนักอย่างไม่ไว้หน้า ทำเช่นนี้ไม่คิดว่าดูเผด็จการเกินไปหน่อยหรือ”

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวอย่างไม่เดือดไม่ร้อนว่า “การตัดสินใจของข้ามีอะไรที่ไม่ควร คนพวกนั้นอยู่มาก็หลายร้อยปี กลับเลอะเลือนในบั้นปลายชีวิตเห็นผิดเป็นถูก ตำหนักซือโฮ่วไม่เลี้ยงคนเช่นนี้”

ทำได้ดี เด็ดขาดมาก เช่นนี้ค่อยคล้ายมารดาเจ้าขึ้นมาหน่อย” ซูเม่ยอิงปรบมือยินดี

ท่านน้าช่างมีเวลาว่างห่วงใยผู้หลานเสียจริงนะขอรับเหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวยิ้มๆ คล้ายไม่ถือสาว่า เรื่องราวภายในตำหนักซือโฮ่วรวมถึงเรื่องก่อนหน้านี้ฮุ่ยเฉิงขอเดาว่า ท่านน้าคงใช้คันฉ่องนภาค่อยดูความเคลื่อนไหวของผู้หลานตลอดเวลาใช่หรือไม่”

ซูเม่ยอิงหัวเราะเบาๆ โบกมือไปมาอย่างขบขัน ย่อมแน่ บุตรชายข้าอยู่ดีๆ ก็ถูกเจ้าลากกลับแดนเหมันต์ มิให้ห่วงได้หรือ”

ท่านน้าช่างเป็นคนเอาใจใส่ในความเป็นไปของผู้หลาน ฮุ่ยเฉิงซาบซึ้งใจยิ่งนัก” คำกล่าวนี้จะฟังว่าดีก็ดี จะฟังว่าด่าก็คือด่าดีๆ นี่เอง

ซูเม่ยอิงยิ้มค้าง นี่เจ้าเด็กนี่มันว่าเขาสอดรู้สอดเห็นหรือ

“...เจ้าเด็กสารเลว”

ทั้งคู่ใช้เวลาหนึ่งวันเต็มๆ ในการเดินทางมาเผ่าสวรรค์ โดยก่อนหน้านี้เหวินฮุ่ยเฉิงได้ส่งไป๋หนิงเซียนกลับมาก่อน เพื่อบอกกล่าวและยอมรับผิดเรื่องทั้งหมด เขาไม่คิดว่ามันจะง่ายดาย แต่ให้โอกาสอีกฝ่ายสารภาพเองเพื่อเป็นการให้เกียรติดีกว่าให้เขาควบคุมตัวแล้วลากมาที่นี่ด้วยตนเอง

เสี่ยวไป๋”

ร่างแมวของเสี่ยวไป๋ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นร่างของบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง ดวงหน้าคมเข้ม มองดูแล้วให้ความรู้สึกหน้าเกรงขาม รูปร่างหน้าตานั้นเรียกได้ว่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้เป็นนายเลย ยิ่งมีดวงตาสีอำพันช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้หน้าค้นหาแล้ว หากว่าเจ้าเสี่ยวไป๋ใส่ใจที่จะกลายร่างเป็นคนบ่อยๆ แล้วละก็ ไม่แน่ว่าป่านนี้ ตำหนักซือโฮ่วอาจจะมีแม่สื่อจากทั่วทุกเผ่าแวะเวียนมาทาบทามตัวแมวอ้วนนี่ไปเป็นเขยไม่เว้นแต่ละวันเป็นแน่

ที่ต้องเปลี่ยนครั้งนี้ เพราะเสี่ยวไป๋เป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์เพียงคนเดียวของเรื่องนี้ คนเผ่าสวรรค์อย่างซือซือที่สมรู้ร่วมคิดย่อมไม่นับ มี่ถงเองก็เป็นคนของเฟยเมี่ยวคำพูดไร้น้ำหนัก เพราะพูดไปก็กลายเป็นเข้าข้างนายของตน

แมวอ้วนนี่ ปกติเห็นเฟยเอ๋อร์หิ้วไปไหนมาไหนด้วย กอดได้ทั้งวี่ทั้งวันไม่ยอมปล่อยออกห่างตัว ที่แท้ในร่างมนุษย์กลับเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามถึงเพียงนี้” ซูเม่ยอิงกล่าวทีเล่นทีจริง

ขวับ

เฮือก…

เสี่ยวไป๋รีบส่ายหน้าปฏิเสธ เมื่อถูกสายตาเย็นยะเยือกของผู้เป็นนายจ้องมองมาอย่างไม่สบอารมณ์ 'นายท่าน จิ้งจอกเฒ่านี่พูดจาเหลวไหล’

เสี่ยวไป๋หันมองซูเม่ยอิงพลางด่าทอนางทางสายตา ‘จิ้งจอกเฒ่านี่ เหตุใดอยู่ดีไม่ว่าดี มาหาเรื่องให้ข้าถูกไหน้ำส้มตกใส่ศีรษะกัน ข้าเคยไปทำอะไรให้เจ้า!’

ซูเม่ยอิงหาได้สนใจไม่ ตอนนี้นางอารมณ์ดีมากแล้ว แกล้งเด็กพวกนี้ช่างรื่นเริงบันเทิงใจดีแท้ หากมิใช่ว่าสงสารบุตรชายและถูกสตรีป่าเถือนนั่นบังคับมา นางคงจะแกล้งอีกฝ่ายอีกสักพักละนะ

ประตูสวรรค์เปิดต้อนรับพวกเขาอย่างเป็นกันเอง เมื่อมาถึงห้องโถงใหญ่ก็พบกับ องค์เง็กเซียนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ มีเทพต่างๆ ของเผ่าสวรรค์อยู่ที่นี่นับสิบคน ไป๋หนิงเซียนและซือซือนั่งก้มหน้าคุกเข่าอยู่กับพื้น

ซูเม่ยอิงกระซิบเสียงแผ่วว่า “แม้แต่แม่ทัพสวรรค์อย่าง ‘หยวนชงเมิ่ง’ ก็ถูกเรียกตัวมาที่นี่ เรื่องนี้คงไม่ง่ายแล้ว”

ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากองค์เง็กเซียนไร้ความเป็นธรรม อย่างมากก็เพียงสังหารเพิ่มอีกคน” เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวเนิบช้า

พวกเขาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าของบัลลังก์ แต่มิได้มีการคารวะให้เกียรติเกิดขึ้น

บนโลกนี้ การจะคารวะหรือคำนับใครนั้นขึ้นอยู่กับความพอใจของบุคคล เผ่ามารส่วนใหญ่ก็ไม่คำนับคนเผ่าอื่น เฉกเช่นที่เผ่าอื่นก็ไม่คำนับเผ่ามารเช่นกัน เง็กเซียนมิได้ปกครองสามภพ เป็นเพียงราชาแดนสวรรค์เท่านั้น

ซูเม่ยอิงที่เป็นใหญ่ในแดนมายา และเหวินฮุ่ยเฉิงที่ครอบครองแดนเหมันต์ทั้งหมดนั้น กล่าวได้ว่า มียศศักดิ์เท่าเทียมกัน ดังนั้นหากจะคำนับการตามอาวุโสก็แล้วแต่ความสมัครใจ

แน่นอนว่าครั้งนี้เหวินฮุ่ยเฉิงมิได้กล่าวคารวะคนบนบัลลังก์ ในฐานะสหายของบิดามารดา เขาเพียงยืนอยู่เฉยๆ จ้องมององค์เง็กเซียนอย่างเฉยชา

เจ้าพูดในสิ่งที่ควรพูดหรือไม่” เหวินฮุ่ยเฉิงหันมาถามไป๋หนิงเซียน

ไป๋หนิงเซียนหลบตานางตัวสั่นงันงก น้ำหูน้ำตาไหลออกมาอีกรอบ มิได้กล่าวอันใดออกมา เท่านี้ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่านางมิได้ทำตามที่เขาบอก

ปัง

องค์เง็กเซียนตบลงบนที่วางแขนเสียงดัง ชี้หน้าเหวินฮุ่ยเฉิงอย่างโกรธเคือง

เหวินฮุ่ยเฉิง เจ้า! ข้าหรืออุตส่าห์ไว้เนื้อเชื่อใจส่งแก้วตาดวงใจไปให้เจ้าดูแล แต่เจ้ากลับปล่อยให้ปีศาจชั้นต่ำมารังแกบุตรสาวของข้า จนมีสภาพพิกลพิการเสียแขนไปข้างหนึ่งเช่นนี้ ทั้งยังขับไล่นางออกมาอย่างไร้เยื่อใย”

ขับไล่? ข้าหรือ ข้าขับไล่เจ้าหรือ” เขาหันไปถามไป๋หนิงเซียน แต่นางก็เอาแต่ร้องห่มร้องไห้

ชั่วช้า” ซูเม่ยอิงกล่าวออกมาลอยๆ นางแทบอยากจะเข้าไปถลกหนังหัวอีกฝ่ายตั้งแต่คำว่า 'ปีศาจชั้นต่ำ’ หลุดออกมาจากปากองค์เง็กเซียนเผ่าสวรรค์แล้ว

เป็นราชาเผ่าสวรรค์แล้วยิ่งใหญ่นักหรือ เก่งกาจนักหรือ สูงส่งนักหรือ ตายไม่เป็นใช่หรือไม่…

ความอัปยศครั้งนี้ เจ้าจะชดใช้ให้เผ่าสวรรค์อย่างไร”

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวว่า “ชดใช้ คนที่ควรชดใช้ความจริงเป็นบุตรสาวของท่าน เรื่องอะไรข้าต้องชดใช้”

พูดได้ดี” ซูเม่ยอิงเดินเข้าไปหาไป๋หนิงเซียน “เจ้ากล้าทำร้ายเฟยเอ๋อร์ของข้า เหตุใดจึงไม่คิดยอมรับผิด”

ข้าไม่ได้ทำ! พวกเจ้าล้วนใส่ความข้า ท่านพ่อพวกเขาใส่ร้ายลูก”

ซูเม่ยอิง?” ก่อนหน้านี้เพราะความโมโห จึงมิได้สังเกตเห็น “ราชินีจิ้งจอกเช่นเจ้ามาทำอะไรที่นี่!”

ข้าไม่มาได้หรือ คนที่บุตรสาวของเจ้าลงมือกลั่นแกล้งก็คือบุตรชายของข้า”

หะ” องค์เง็กเซียนตะลึงลาน

ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปมากกว่านี้ หยวนชงเมิ่งที่อยู่ในเหตุการณ์มาตั้งแต่แรกก็ก้าวออกมาข้างหน้า เขาคุกเข่าลงกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “หม่อมฉันขอกล่าวอะไรสักเล็กน้อย ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

ท่านแม่ทัพเชิญกล่าว”

ผู้คนทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ ได้ฟังเรื่องราวจากฝั่งขององค์หญิงห้าแล้ว แต่ฝ่าบาท พระองค์ยังมิได้ฟังความจากทางฝั่งของเจ้าตำหนักเหวินเลยพ่ะย่ะค่ะ” หยวนชงเมิ่งเหลือบมองเหวินฮุ่ยเฉิงคราหนึ่ง “หากตัดสินเรื่องราวครั้งนี้ จากการฟังความข้างเดียว หม่อมฉันคิดว่าจะเป็นการไม่ให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย จนทำให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังได้”

องค์เง็กเซียนชะงักไปชั่วครู่ ความวู่วามเมื่อครู่ล้วนเป็นเพราะห่วงใยในตัวบุตรสาวของตน เพียงแต่หากมิคิดฟังจริงๆ ก็อาจจะเป็นไปตามที่แม่ทัพหยวนกล่าวมา เกิดปัญหาตามมาในภายหลังได้ อีกทั้งคู่กรณีเป็นลูกของ... เขาผ่อนลมหายใจระงับโทสะ กล่าวว่า “เฉิงเอ๋อร์เรื่องราวมันเป็นมาอย่างไรกันแน่ เหตุใดจึงทำกับน้องเช่นนี้”

เสี่ยวไป๋เล่าสิ่งที่เจ้าพบเห็นในวันนั้นออกมาให้หมด”

เสี่ยวไป๋ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนั้น จนกลายเป็นที่ถกเถียงกันของทุกชีวิตในห้องโถงแห่งนี้ เพราะหากว่าเป็นเช่นที่คนของเจ้าตำหนักเหวินบอกกล่าวมาจริง องค์หญิงห้าก็มีความผิดแล้ว

ซูเม่ยอิงกล่าวว่า “หากว่าพยานจากทางฝั่งของเจ้าตำหนักเหวินยังไม่พอ ข้าก็มีอีกวิธีจะเสนอ”

องค์เง็กเซียนกล่าวว่า “วิธีอะไร”

หึ เมื่อหลายวันก่อน ท่านจอมมารของเราเพิ่งจะปรุงยาตัวหนึ่งสำเร็จ” นางหยิบขวดหยกใบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “มันเรียกว่า 'ยาสำนึกผิด’ ตามชื่อของมันคนที่กินยานี่เข้าไป จะต้องสารภาพผิดทุกอย่างที่ตนเองกระทำออกมา หากว่าโกหกแม้เพียงครึ่งคำ ยานี่ก็จะเริ่มกัดกินสมองของคนผู้นั้นทันที ไม่เกินสามชั่วยามรับรองว่าตายสนิท”

วิธีชั่วช้าถึงเพียงนี้ก็ยังคิดออกมาได้” องค์เง็กเซียนปาดเหงื่อ

ชั่วช้าแล้วอย่างไร ขอเพียงบุตรชายของข้าได้รับความเป็นธรรม ทำไมต้องเลือกวิธี” ซูเม่ยอิงแกว่งขวดยาในมือ นางเดินวนไปวนมารอบๆ ตัวไป๋หนิงเซียนแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อมั่นใจว่าตนเองบริสุทธิ์ เจ้ากลัากินยานี่หรือไม่เล่า ไม่มีความผิดกินไปก็ไม่ตาย อีกอย่างยานี่ทดสอบกับนักโทษเดนตายในเผ่ามารมานับร้อยคน รับรองได้ว่าได้ปลอดภัยต่อร่างกายแน่นอนหากเจ้าบริสุทธิ์จริง”

ไป๋หนิงเซียนเม้มริมฝีปากแน่น

ซูเม่ยอิง สำรวมหน่อย เจ้ากำลังข่มขู่บุตรสาวของข้าอยู่” ไป๋ฉินเหยามารดาของไป๋หนิงเซียนเดินเข้ามาบังบุตรสาวของตนไว้

สนมเล็กๆ ยังกล้าสอดปากพูด เผ่าสวรรค์นี่มันสถานที่รวมตัวบัดซบจริงๆ นางหันมองหยวนชงเมิ่ง “ยกเว้นท่านนะแม่ทัพหยวน”

ซูเม่ยอิงเจ้าพูดพอหรือยัง เหยาเอ๋อร์เจ้าอย่าได้ก่อเรื่อง” องค์เง็กเซียนที่ใคร่ครวญอยู่นานกล่าวขึ้น

วิธีของซูเม่ยอิงก็ดี แต่จะให้บุตรีของพระองค์กินของจากเผ่ามารได้อย่างไร

เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร” องค์เง็กเซียนเหลือบมองซูเม่ยอิง “ในเมื่อเรื่องนี้เซียนเอ๋อร์เป็นฝ่ายผิด ทั้งยังได้เสียแขนไปแล้วข้างหนึ่งก็ถือเสียว่านางได้ชดใช้ความผิดแล้ว”

บัดซบทั้งพ่อทั้งลูก”

นังมารเจ้า!”

เหยาเอ๋อร์เจ้าเงียบเสีย ซูเม่ยอิงเจ้าจะด่าอะไรก็ไว้หน้าข้าบ้างได้หรือไม่ เหตุใดจึงเป็นสตรีปากคอเราะร้ายนัก” องค์เง็กเซียนกล่าวอย่างจนใจ

ว่ากันตามความสัมพันธ์ ซูเม่ยอิงและองค์เง็กเซียนเผ่าสวรรค์นั้น จะนับว่าเป็นสหายก็คล้ายว่าจะใช่ แต่ก็คล้ายว่าจะไม่ใช่ในเวลาเดียวกัน ด้วยผู้หนึ่งก็มี ‘จางจิวเอ๋อร์’ มารดาของเหวินฮุ่ยเฉิงเป็นพี่น้องร่วมสาบาน อีกคนก็มี ‘เหวินฉางหลาง’ บิดาของเหวินฮุ่ยเฉิงเป็นสหาย จึงเคยพบปะพูดคุยกันบ้างในบางครั้ง อีกทั้งในสมัยที่องค์เง็กเซียนยังเป็นเพียงรัชทายาทเผ่าสวรรค์ พระองค์ยังเคยตามซูเม่ยอิงไปถึงแดนมายา เพื่อพูดคุยเรื่องที่จะตบแต่งอีกฝ่ายเข้าตำหนักสวรรค์ เป็นฮองเฮาพระแม่ของเผ่าสวรรค์อีกด้วย เรียกง่ายๆ ก็คือ ซูเม่ยอิงนั้นเป็นรักแรกขององค์เซ็กเซียนนั่นเอง แต่ก่อนที่จะได้พูดคุยเรื่องมงคล องค์เง็กเซียนในตอนนัันกลับถูกซูเม่ยอิงทุบตีแล้วยัดลงหีบส่งกลับเผ่าสวรรค์เสียก่อน หลังจากนั้นจึงไม่มีการเอ่ยถึงรักแรกของพระองค์อีกเลย

ตัดสินเช่นนี้ เจ้าอยากให้เกิดสงครามหรือ” ซูเม่ยอิงกล่าวเนิบช้า

เด็กทะเลาะกัน เจ้าจะเก็บเอามาเป็นอารมณ์ทำไมเล่า” องค์เง็กเซียนโต้แย่ง

ซูเม่ยอิงเท้าสะเอว ยกมือขึ้นชี้หน้าผู้นำของเผ่าสวรรค์อย่างมิเกรงกลัว ไป๋กงเหลียว มิใช่เจ้าหรือที่โวยวายขึ้นมาก่อนเป็นคนแรก”

ผู้คนเผ่าสวรรค์สูดลมหายใจลึก ถึงกลับกล้าเอ่ยนามฝ่าบาทตรงๆ ราชินีจิ้งจอกช่างอาจหาญยิ่งนัก

ข้า ข้าก็แค่โกรธ แค่อารมณ์ชั่ววูบ”

ซูเม่ยอิงยิ้มเย็น นางเริ่มหักนิ้วของตนข่มขู่อีกฝ่าย กล่าวอย่างใจเย็นว่า “ข้าเองก็เริ่มจะมีอารมณ์ชั่ววูบ อยากจะรังแกคนขึ้นมาบ้างแล้ว เจ้าว่าข้าควรเอาอารมณ์ชั่ววูบนี้ไปลงที่ผู้ใดดีเล่า?”

องค์เง็กเซียนมีสีหน้าสงบนิ่ง ในขณะที่แผ่นหลังและข้างขมับเริ่มมีเหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นมา หากจะกล่าวว่าราชินีจิ้งจอกซูเม่ยอิงคือผู้ที่องค์เง็กเซียนแห่งเผ่าสวรรค์หวาดกลัวที่สุดก็มิใช่เรื่องเกินจริงนัก นี่อีกฝ่ายถึงขนาดมาข่มขู่เขาถึงที่ ราชาเผ่าสวรรค์ยังจะเหลือทางเลือกอะไรอีก

เจ้าว่ามาเถอะต้องการอะไร อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องกินยานั่น”

รับปากข้าสามข้อ” ซูเม่ยอิงกล่าว “ข้อแรก ถอนหมั้นและยกเลิกงานแต่งของเฉิงเอ๋อร์และบุตรสาวของเจ้าเสีย เพราะข้าอยากได้เฉิงเอ๋อร์เป็นลูกเขย” ความจริงไม่ใช่ข้าหรอก สตรีป่าเถื่อนที่บ้านต่างหากเล่า

ได้ ข้ารับปาก”

ไม่ได้นะเจ้าคะท่านพ่อ” ไป๋หนิงเซียนร้องลั่น

เงียบ” องค์เง็กเซียนมองซูเม่ยอิง “เจ้าว่าต่อไปสิ”

ข้อสอง ต้องมีหนังสือขอขมาอย่างเป็นทางการของเผ่าสวรรค์ส่งไปให้บุตรชายของข้า อีกทั้งบุตรสาวตัวน้อยของเจ้าต้องเป็นคนนำไปอ่าน และคุกเข่าสำนึกผิดต่อหน้าบุตรชายของข้าด้วยตนเอง”

องค์เง็กเซียนช่างใจชั่วครู่จากนั้นกล่าวว่า “ได้ ข้าจะให้แม่ทัพหยวนพาเซียนเอ๋อร์ไปขอขมาบุตรชายของเจ้า ที่แดนมายาให้เร็วที่สุด”

ฝ่าบาท!” ไป๋ฉินเหยาเอ่ยขัด

เหยาเอ๋อร์เจ้าก็เงียบไปเสีย”

ซูเม่ยอิงกล่าวต่อไปว่า “มิใช่แดนมายา แต่เป็นแดนมาร”

เหตุใดจึงเป็นแดนมาร/เหตุใดจึงเป็นแดนมาร” สองเสียงดังผสาน

ซูเม่ยอิงเหลือบตามองเหวินฮุ่ยเฉิงที่ขมวดคิ้วมุ่น แล้วมองข้าม กล่าวอธิบายว่า “เพราะบุตรชายของข้า กราบท่านจอมมารฉู่เป็นอาจารย์แล้ว”

อะไรนะ?” เหวินฮุ่ยเฉิง

เช่นนั้นไปแดนมารก็ได้” องค์เง็กเซียน

ข้อสุดท้าย ข้าขอเอาน้ำร้อนสาดนางสักหนึ่งกาน้ำชา” นางชี้นิ้วไปทางไป๋หนิงเซียน “จะได้รู้ว่าเวลาถูกน้ำร้อนเดือดๆ ลวกขาสวยๆ แล้วรู้สึกเช่นไร”

องค์เง็กเซียนนวดขมับอย่างกลัดกลุ้ม เรื่องนี้ย่อมมิได้ เจ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหล”

เช่นนั้นหรือ” ซูเม่ยอิงครุ่นคิด “อืม เช่นนั้นเปลี่ยนก็ได้”

หลังจากนั้นเพียงเสี้ยววินาทีก็มีเสียงดัง เพี๊ยะ ขึ้นติดต่อกันนานหลายครั้ง

เมื่อซูเม่ยอิงหยุดมือ ก็กลายเป็นว่าสองแม่ลูกไป๋หนิงเซียนและไป๋ฉินเหยา รวมทั้งซือซือ ถูกนางตบจนสลบไปทั้งสามคน

เหวินฮุ่ยเฉิง “...”

หยวนชงเมิ่ง “...”

เสี่ยวไป๋และทุกคนในห้องโถง “...”

องค์เง็กเซียน “...นี้เจ้า”

ซูเม่ยอิงยกมือห้าม จากนั้นเอ่ยว่า “ตบนางเพราะนางกล้ารังแกบุตรชายข้า ตบมารดานางเพราะสั่งสอนบุตรไม่ดี ตบข้ารับใช้นางเพราะมิเคยเอ่ยเตือนผู้เป็นนายทั้งยังร่วมกันกระทำเรื่องชั่วช้า มีใครจะคัดค้านหรือไม่”

ทุกคนพร้อมใจกันส่ายหน้าระรัว แต่ละฝ่ามือหนักแน่นถึงเพียงนี้ ใครยังจะกล้าคัดค้านอีก เมื่อพินิจดูใบหน้าของสองแม่ลูกที่สลบอยู่ที่พื้น ไม่ต้องเป็นหมอยังดูออกว่า 'ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งอย่างไรก็เสียโฉมแล้ว’

ไม่มีก็ดี เรื่องจบแค่นี้ เฉิงเอ๋อร์เสี่ยวไป๋กลับ”

เหตุใดเฟยเอ๋อร์จึงไปอยู่กับฉู่ชิงซาขอรับท่านน้า” น้ำเสียงราบเรียบของเหวินฮุ่ยเฉิงดังขึ้น ทำให้ซูเม่ยอิงชะงักไป

นางหันมองอีกฝ่าย จากนั้นก้าวเดินต่อไป กล่าวอย่างไม่ทุกไม่ร้อนว่า “เจ้าก็ถามแมวน้อยของเจ้าเอาเองแล้วกัน ข้าไปละ” แล้วราชินีจิ้งจอกก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว

เสี่ยวไป๋ได้แต่ทอดถอนใจออกมา นั่นก็ข้านี่ก็ข้า เห็นข้าเป็นตัวอะไรกันเหตุใดจึงโยนแต่เรื่องมาให้ข้านัก เขายกมือขึ้นห้ามผู้เป็นนายที่กำลังจะเอ่ยถาม “ข้าเล่าเองขอรับ”

สรุปใจความได้ว่าราชินีจิ้งจอกนั้นห่วงใยความปลอดภัยของบุตรชาย จึงได้จัดการส่งอีกฝ่ายไปอยู่แดนมารกับท่านจอมมารฉู่ชิงซาชั่วคราว แต่ท่านจอมมารฉู่กลับเกิดถูกอกถูกใจในตัวจิ้งจอกน้อยของนายท่านผู้ยิ่งใหญ่ของเสี่ยวไป๋เข้า จึงบังคับ แค่กๆ หมายถึงรับอีกฝ่ายเป็นศิษย์แบบสายฟ้าแลบ

เหวินฮุ่ยเฉิงคิ้วกระตุกตั้งแต่คำว่า 'ถูกอกถูกใจ’ ที่เจ้าแมวอ้วนในร่างคนพูดออกมาแล้ว เฟยเอ๋อร์ของเขาตกไปอยู่ในมือของฉู่ชิงซา เขาคิดเรื่องดีมิได้เลยจริงๆ

ฉู่ชิงซาเป็นคนเช่นไร ผู้คนทั่วทั้งใต้หล้าล้วนประจักษ์แก่ใจดี ด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามสูงส่งดุจดั่งพญาหงส์เพลิง ฉู่ชิงซาจึงเป็นชายงามที่ไม่ว่าหญิงหรือชายก็ต่างหมายปอง แต่หากจะกล่าวว่าเขาวิปลาสหาใครเปรียบก็ไม่เกินจริงนัก

เมื่อครั้งที่ขึ้นครองราชเป็นราชาแห่งแดนมาร แค่วันแรกเขาก็จับคนของเผ่ามารเกือบหมื่นชีวิตมากรอกยาพิษที่เขาสกัดขึ้น หลังจากนั้นยังลามไปถึงการรุกรานแดนมนุษย์ ใช้คนเป็นๆ มาทำเป็นยา ทดลองพิษกู่ ทำให้ผู้คนทั่วหล้าหวาดหวั่นมาไม่รู้กี่ครั้งกี่ครา ตำหนักซือโฮ่วเองก็เคยส่งคนไปปราบอีกฝ่ายไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง แต่คนที่ถูกส่งไปก็ถูกฆ่าตายเรียบ ฉู่ชิงซายังแสดงความใจกว้างด้วยการส่งศพคนคืนมาให้อีกด้วย จนกระทั่งบิดาของเหวินฮุ่ยเฉิงที่เป็นเจ้าตำหนักซือโฮ่วรุ่นก่อน ตัดสินใจที่จะไปกำราบอีกฝ่ายด้วยตนเอง

แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ กลับถูกฉู่ชิงซาซัดฝ่ามือใส่จนกระดูกซี่โครงแหลกละเอียดในฝ่ามือเดียว จากนั้นกล่าวอย่างเฉยชาว่า

'ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับแดนมนุษย์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใต้หล้า ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนจากเผ่าอื่นอีก พวกเจ้ากลับไปเสีย หลังจากนี้หากยังส่งคนมารบกวนข้า มาหนึ่งคนข้าก็จะฆ่าหนึ่งคน มาร้อยคนข้าก็จะฆ่าร้อยคน’

'...เจ้าทำทุกอย่างนี้ไปเพื่ออะไรกันแน่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใต้หล้า คำพูดนี้เชื่อได้จริงหรือ’

'ในเมื่อใต้หล้าไม่สามารถนำพาหัวใจของข้ากลับมาได้ แล้วยังมีอะไรให้ข้าแยแสอีก’

หลังจากจบบทสนทนาแสนสั้นในวันนั้น ฉู่ชิงซาก็เลิกก่อกรรมทำเข็น หายไปจากยุทธภพไม่เคยหวนคืน ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดฉู่ชิงซาทำไปเพื่อสิ่งใด และเหตุผลอะไรที่ทำให้เขาหยุดยั้งบาปกรรมที่ตนเป็นผู้ก่อขึ้น บ้างก็ว่าเขานั้นค้นพบงานอดิเรกชิ้นใหม่ที่สนุกกว่าการจับคนไปต้มยา บ้างก็ว่าคนรักที่ตายจากไปของเขาฟื้นขึ้นมาแล้ว เขาจึงได้วางมือเพื่อไปใช้ชีวิตสงบสุข บ้างก็ว่าเขาถูกธาตุไฟเข้าแทรกจากการต่อสู้กับเจ้าตำหนักเหวินคนก่อน เมื่อพ่ายแพ้จึงได้ล่าถอยและหายหน้าไป แต่ใครเล่าจะรู้ดีเท่ากับผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้น

เรื่องราวนี้ดำเนินมาตั้งแต่ที่เหวินฮุ่ยเฉิงยังไม่ทันได้ลืมตาดูโลก เขาไม่เคยพบคนที่ทำร้ายบิดาจนทำให้ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยอวัยวภายในที่สร้างจากมนต์ตรา แต่ในถานะเจ้าตำหนักซือโฮ่วคนปัจจุบัน เขาก็ยังต้องคอยส่งคนไปสอดส่องความเป็นไปของแดนมาร เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องดูแลความสงบสุขไม่ให้เผ่ามารก่อปัญหาขึ้นมาอีก และมันก็ยังเป็นหนึ่งในคำสั่งเสียของบิดาก่อนสิ้นใจ ว่าให้จับตาดูฉู่ชิงซาไว้ ส่วนอีกคำสั่งเสียนั้นก็คือ

'เฉิงเอ๋อร์ หากว่าในอนาคตฉู่ชิงซามิได้ก่อความวุ่นวายให้กับใต้หล้า เจ้าห้ามเอาตนเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเขาโดยไม่จำเป็นเด็ดขาด’

ทุกครั้งจอมมารนั่นก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในแดนมาร มิได้ทำเรื่องอะไรให้ต้องวุ่นวายใจ เขาจึงมองข้ามไปเสมอ แต่ครั้งนี้จิ้งจอกน้อยของเขากลับตกอยู่ในมืออีกฝ่าย จะดีหรือร้ายอย่างไรครั้งนี้คงต้องผิดสัญญาที่ให้ไว้กับบิดาแล้ว

เสี่ยวไป๋ไปแดนมาร” ร่างกายของเสี่ยวไป๋ค่อยๆ กลับกลายเป็นพยัคฆ์ทมิฬตัวเขื่อง เพื่อนำพาผู้เป็นนายไปส่งตามบัญชา

แต่ไปได้แค่สองลี้ก็ต้องหยุดกลางทาง เสี่ยวไป๋กล่าวอย่างกระอักกระอ่วงใจว่า “นายท่านขอรับ ท่านยังต้องกลับไปจัดการเรื่องมอบตำแหน่งใหม่ ให้แก่ผู้อาวุโสคนใหม่ของตำหนักซือโฮ่วก่อนขอรับ”

“...”

เสี่ยวไป๋เริ่มรู้สึกว่า ตนเองนั้นช่างคิดเรื่องราวเช่นนี้ออกมาได้ผิดเวลาเสียจริง เขารีบกล่าวว่า “หรือว่าเราจะ…”

กลับตำหนักซือโฮ่วก่อนก็ได้”

หากย้อนเวลากลับไปได้ เหวินฮุ่ยเฉิงจะเนรเทศตาเฒ่าพวกนั้นออกไป หลังจากที่ไปง้อเฟยเอ๋อร์สำเร็จแล้ว!!

ทางด้านของเฟยเมี่ยว

“...อึก” เฟยเมี่ยวขบกรามแน่น บัดซบ ไอ้อาจารย์บัดซบ!!

นี่มันวิธีฝึกบ้าบออะไร เพียงวันที่สองที่อยู่ด้วยกัน ก็ให้เขาดื่มสุราพิษไปแล้วกว่าสิบไห มารดามันเถอะ! ไม่ดื่มได้ไหม คำตอบคือไม่ได้ มีอะไรให้สอนเป็นร้อยเป็นพันอย่าง ทำไมต้องเลือกสอนเรื่องพิษก่อนด้วย!!

ฉู่ชิงซามองลูกศิษย์ของตนที่กรอกสุราสารพัดพิษที่เขาปรุงขึ้นมาเข้าปาก ทั้งยังถลึงตาจ้องมองเขาอย่างกับอยากจะฉีบกระชากร่างเขาออกเป็นชิ้นๆ ด้วยอารมณ์ที่แจ่มใสกว่าวันวาน นานมากแล้วที่ไม่มีเรื่องสนุกให้ทำเช่นนี้ ทั้งจิ้งจอกน้อยนี่ยังดื้อรั้นยิ่งนัก เห็นอยู่ชัดๆ ว่าร่างกายไม่ไหวแล้ว  แต่ที่สามารถยืนไหวมาจากความดันทุรังและความดื้อรั้นทั้งสิ้น

เขาค่อยๆ ท่องเคล็ดวิชาทุกอย่างที่เกี่ยวกับพิษและพิษกู่ออกมาช้าๆ เพื่อให้เฟยเมี่ยวได้จดจำ ไม่ว่าจะเป็นชนิดของพิษ วิธีสกัดพิษ อาการหากถูกพิษ ยาถอนพิษ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกัน มรรคาแห่งพิษทั้งหมดถูกถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ตัวน้อย

เฟยเมี่ยวที่ยังคงดื่มสุราพิษไม่หยุด ต้องใช้สติและสมาธิในการฟังที่ท่านอาจารย์หมาดๆ ของตนสอนเป็นอย่างมาก ถือว่าเฟยเมี่ยวได้เปิดหูเปิดตากับการเรียนการสอนของท่านจอมมารแล้วจริงๆ อย่างแรกที่อีกฝ่ายสอนยังถึงขั้นเดิมพันด้วยชีวิตของเขา แล้วที่บอกว่ามีสิ่งที่จะสอนเขาเป็นพันเป็นหมื่นอย่างเล่า นี่เขาต้องมีอีกกี่ชีวิตถึงจะพอ…

กฎในการฝึกยุทธกับฉู่ชิงซาก็ไม่มีอะไรมาก ไม่ซับซ้อน ไม่วุ่นวาย เช่นว่า

วันนี้สอนเรื่องพิษ เจ้าก็ดื่มสุราพิษทั้งหมดที่อาจารย์หมักเองกับมือเสีย จากนั้นข้าจะสอนทุกอย่างที่ข้ารู้ให้ เมื่อจดจำจนครบหมดแล้ว ก็ปรุงยาแก้พิษเอง เวลาในการจดจำและปรุงยามีเพียงเจ็ดวัน หากเกินเจ็ดวันไปแล้วเจ้าจะเหลือแต่ร่างไร้วิญญาณให้ข้าส่งกลับหุบเขาซูเม่ย’ ฉู่ชิงซายิ้มหวานหยด ‘และแน่นอนว่าอาจารย์เอ็นดูเจ้าถึงเพียงนี้ จะอธิบายให้เจ้าฟังถึงสามรอบ’

ในตอนนั้นเฟยเมี่ยวรู้สึกว่าตนเองนั้นอยากจะตะโกนใส่หน้าอีกฝ่ายเหลือเกินว่า 'พูดว่าแค่สามรอบ ไม่ใช่ ถึงสามรอบเว้ย’ อธิบายแค่สามรอบ ให้เขาปรุงยาถอนพิษเป็นสิบๆ อย่างในร่าง เขายังต้องคิดว่าจะเขียนจดหมายสั่งลาไว้ดีไหม หรือถามระบบดูว่าถ้าตายเพราะถูกคนอื่นทรมานทุกอย่างจะเป็นโมฆะไหม เขาจะได้ไปเกิดหรือเปล่า

เจ้าจดจำได้หมดหรือไม่”

เฟยเมี่ยวสูดลมหายใจลึก กล่าวเสียงอ่อนแรงว่า “ศิษย์...จดจำได้หมดแล้วขอรับท่านอาจารย์”

จากนั้นเขวี้ยงสุราไหสุดท้ายใส่เท้าของฉู่ชิงซา แต่อีกฝ่ายยกเท้าหลบทัน

ฉู่ชิงซาเลิกคิ้วถาม “ศิษย์รัก คิดทำร้ายอาจารย์หรือ”

เฟยเมี่ยวยิ้มอ่อนหวาน กล่าวว่า “มือมันลื้น”

สิ่งที่ได้รับกลับมาก็มีเพียงเสียงหัวเราะชอบใจของฉู่ชิงซาเท่านั้น

สาบานเลยถ้ามีโอกาสนะ ไอ้คุณท่านอาจารย์นี่ไม่ได้ตายดีแน่’

เอาเถอะ เจ้ากลับห้องพักไปได้แล้ว สมุนไพรและสิ่งที่จำเป็นทั้งหมดในการปรุงยาถอนพิษ รวมทั้งรายชื่อพิษที่เจ้าดื่มเข้าไปทั้งหมด อาจารย์ให้คนเตรียมไว้ให้เจ้าแล้ว”

เฟยเมี่ยวไม่แม้แต่จะคำนับอีกฝ่าย เขาหมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากห้องโถงนี่ แต่แล้วเรี่ยวแรงทั้งหมดกลับเหือดหายไป เฟยเมี่ยวล้มลงกับพื้นอย่างแรง สภาพในยามนี้ช่างน่าอเนจอนาถยิ่งนัก

นายน้อยขอรับ!!” มี่ถงที่ยืนดูอยู่นาน เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายล้มลง ก็คิดจะวิ่งเข้าไปประคอง แต่กลับถูกฉู่ชิงซาซัดจนกระเด็นไปอีกทาง

ข้าบอกไปแล้ว ว่าใครก็ห้ามช่วย”

มี่ถงกัดฟันกรอด ได้แต่โทษตนเองอยู่ในใจ นายน้อยต้องได้รับความทุกทั้งกายใจ แต่เขาที่เป็นผู้ติดตามกลับทำได้เพียงมองดูเท่านั้น ช่างไร้ค่าเสียจริง…

อึก…” เฟยเมี่ยวกระอักเลือดออกมา “ถงถงเด็กโง่ ข้าสั้งห้ามเจ้าโทษตนเองเด็ดขาด อะไรที่เกิดขึ้นล้วนเป็นข้าเลือกเอง มิกล่าวโทษใคร”

นายน้อย…”

เฟยเมี่ยวกัดฟันฝืนใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้งอย่างทุลักทุเล แต่ละก้าวที่เดินออกไปล้วนซวนเซไร้เรี่ยวแรง แต่กลับเป็นก้าวเดินที่แสนมั่นคงในความรู้สึกของผู้เป็นอาจารย์ ฉู่ชิงซามีรอยยิ้มจุดขึ้นมาบนใบหน้างาม คิดไม่ผิดจริงๆ ที่เลือกเจ้า…

แค่พิษไม่กี่อย่างทำอะไรคนอย่างท่านเฟยเมี่ยวไม่ได้หรอก ก็แค่ร่างกายนี้บอบบางเกินไปหน่อยก็เท่านั้น การฝึกที่ต้องเสี่ยงด้วยชีวิต ความทรมานที่ยิ่งกว่าตายเขาก็เคยผ่ามมันมาหมดแล้ว ในเมื่อฉู่ชิงซาใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมสั่งสอนเขา ท่านเฟยเมี่ยวก็จะทำให้นายเห็นว่า คนอย่างฉันไม่มีทางยอมแพ้แล้วมาตายเพราะของแค่นี้เด็ดขาด!

เจ็ดวันผ่านไปเฟยเมี่ยวก็สามารถถอนพิษในร่างกายสำเร็จเกือบทั้งหมด มีเพียงบางชนิดที่ฉู่ชิงซาเมตตาช่วยถอนออกให้ แน่นอนว่าการสั่งสอนศิษย์ที่ประสบความสำเร็จเช่นนี้ ทำให้ฉู่ชิงซาเชิดหน้าอวดคนทั้งเผ่ามารไปได้อีกหลายวันทีเดียว ช่างแตกต่างกับผู้เป็นศิษย์ที่นั่งหมดอาลัยตายอยาก จ้องมองผู้เป็นอาจารย์กำลังหยิบงูพิษกู่สุดรักออกมาดูชมอย่างรื่นรมใจ

เสี่ยวเฟย เหตุใดจึงนอนอย่างคนเกียจคร้านเช่นนั้นเล่า” ฉู่ชิงซาหน้าถามขึ้น จากนั้นกวักมือเรียกลูกศิษย์ “เจ้ามานี่มา มาดูเจ้างูน้อยจิงจิงของอาจารย์ มันกำลังตัวอ้วนใช้ได้เลยทีเดียว”

ทำไมข้าต้องไปนั่งดูงูกับท่านด้วย” เฟยเมี่ยวเอ่ยถาม พลางหาวหวอด

เด็กโง่ งูพิษกู่ และพิษกู่จากสัตว์มีพิษต่างๆ คือบทเรียนต่อไปที่จะสอนเจ้าอย่างไรเล่า” 

เฟยเมี่ยวลุกพลวดขึ้น “นี่ยังมิพออีกหรือ ข้าเกือบต้องไปโลกหน้าก็เพราะท่านนะ”

พิษที่เรียนไปเมื่อเจ็ดวันก่อน เป็นการใช้สมุนไพรพิษและสมุนไพรแก้พิษ แต่ครั้งนี้เราจะมาเรียนเกี่ยวกับสัตว์พิษกัน น่าสนุกออกจริงไหม ดูเจ้างูน้อยจิงจิงนี่สิ น่ารักมากเลย” 

น่ารักกับมารดาท่านเถอะ…

เฟยเมี่ยวถอนหายใจในชะตากรรมของตนเอง อย่างไรเสียก็คงหนีไม่ได้แล้วเรียนก็เรียน เขาหันซ้ายทีขวาทีแต่กลับไม่พบว่ามี่ถงอยู่ข้างกลายเฉกเช่นอย่างที่เคยเป็น 

จึงหันกลับไปถามอาจารย์ของตนว่า “ถงถงของข้าเล่า อยู่ที่ใด?”

ฉู่ชิงซาครุ่นคิด “จิ้งจอกหนุ่มตนนั้นรึ เมื่อสองวันก่อนอาจารย์ได้ชี้แนะอะไรๆ ให้เขานิดหน่อย ป่านนี้คงกำลังตั้งอกตั้งใจฝึกอยู่กระมัง”

ไอ้อะไรๆ นิดหน่อยนี่ ไว้ใจได้ใช่ไหม

เฟยเมี่ยวหรี่ตามองอย่างจับผิด กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ท่านกลั่นแกล้งข้าได้ แต่ห้ามรังแกถงถงของข้า”

ฉู่ชิงซาเพียงยิ้มบาง ตอบกลับอย่างสำราญใจว่า “โลกนี้ยังมีใครที่น่าสนใจเท่าเจ้าอีก ข้าจะเสียเวลาไปรังแกคนอื่นทำไมกัน”

นั่น ยอมรับแล้วใช่ไหม ว่าที่ผ่านมาคือกลั่นแกล้งรังแกเขา!

เมื่อเห็นว่าใบหน้างามของศิษย์รักเริ่มมุ่ยลง ทั้งยังคล้ายว่าอีกฝ่ายใกล้จะหมดความอดทน แทบพุ่งเข้ามาลงไม้ลงมือกับตนแล้ว ฉู่ชิงซาก็หัวเราะผะแผ่ว จากนั้นเอื้อมมือดึงเฟยเมี่ยวมานั่งลงข้างกาย ฝ่ามืออีกข้างวาดผ่านโต๊ะไม้เบื้องหน้า ทันใดนั้นก็ปรากฏกู่ฉินเจ็ดสาย ลวดลายวิจิตรประณีตหนึ่งหลังออกมา 

ฉู่ชิงซากล่าวเสียงนุ่มว่า “ได้ยินมารดาเจ้าโอ้อวดความเป็นหนึ่งในด้านกู่ฉินของเจ้ามานาน วันนี้อาจารย์จะมีวาสนาพอได้ฟังเจ้าบรรเลงสักเพลงหรือไม่”

เฟยเมี่ยวกรอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่อย คนผู้นี้เป็นจอมมารที่บ้าบอที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นแล้ว จากนั้นนิ้วเรียวก็เริ่มวางวาดลวดลายลงบนสายกู่ฉินอย่างชำนาญ แน่นอนว่าที่ชำนาญนั้นมิใช่เขา แต่เป็นหลิ่งเฟยอวี่ต่างหากละ

บทเพลงที่แน่นอนว่าจำมาจากหนังที่เคยดู บวกกับความสามารถทางด้านการเรียบเรียงตัวโน๊ตของหลิ่งเฟยอวี่ ทำให้การบรรเลงกู่ฉินครั้งนี้ของเฟยเมี่ยวมิขายหน้ามากไปนัก ถือว่ารอดตัวไปได้อีกครั้งอย่างสวยงาม 

เสียงเพลงยังคงดังกังวานไปทั่วทุ่งดอกพลับพลึงแมงมุมแดง หนึ่งศิษย์บรรเลงเพลงกู่ฉิน หนึ่งอาจารณ์จิบสุราดูชม เพลิดเพลินไปกับบทเพลงที่ถูกสรรค์สร้างขึ้น ช่างเป็นภาพที่งดงามน่าดูชมยิ่งนัก

แต่ความงดงามนี้คงไปไม่ถึงดวงตาของเจ้าตำหนักเหวินเสียแล้ว เหวินฮุ่ยเฉิงมองภาพตรงหน้าอย่างปวดร้าวในหทัย เฟยเอ๋อร์ของเขากำลังบรรเลงกู่ฉินให้ฉู่ชิงซาฟัง ดวงตาคมฉายชัดถึงความขุ่นเคืองใจ

เสี่ยวไป๋เหลือบตามองผู้เป็นนายที่ใบหน้าเริ่มบึ้งตึง ฝ่ามือทั้งสองข้างเริ่มกำเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ อั๊ยย่ะ!! นายท่านทำไหน้ำส้มแตกอีกแล้ว  พอลองประเมินสถานการณ์ในใจดูแล้ว การหลบฉากออกไปเพื่อเอาตัวรอดคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ว่าแล้วเจ้าอ้วนเสี่ยวไป๋ก็ค่อยๆ ก้าวขาถอยหลังออกไปอย่างเงียบเชียบ

เหวินฮุ่ยเฉิงจ้องมองรอยยิ้มบนใบหน้างาม ที่ดูมีชีวิตชีวามากกว่าในวันที่จากกัน อยู่ๆ เขาก็เกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมา เขาไม่กล้า ไม่มีความกล้าพอที่จะเข้าไปยืนอยู่ต่อหน้าอีกฝ่าย ไม่มีความกล้าพอที่จะเข้าไปบอกเฟยเอ๋อร์ว่า เรื่องราวในวันนั้นเป็นเพียงการกลั่นแกล้งของท่านน้าเม่ยอิง มิใช้ความตั้งใจที่จะให้เกิดขึ้นของเขา…

ตึ๊ง

จังหวะในการดีดผิดเพี้ยนไป เมื่อเฟยเมี่ยวสังเกตเห็นว่ามีผู้มาเยือนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อีกฝั่งหนึ่ง กำลังจ้องมองเขาอยู่ 'เหวินฮุ่ยเฉิง’ รอยยิ้มงามค่อยๆ จางหายไปจากใบหน้า เฟยเมี่ยวทำเพียงละมือจากการดีดกู่ฉิน แล้วมองสบตากับเหวินฮุ่ยเฉิงนิ่งๆ มิได้กล่าวอะไรออกมา

ฉู่ชิงซาลืมตาขึ้นมองเฟยเมี่ยวเมื่อเห็นว่าเสียงกู่ฉินหยุดลง แต่เมื่อมองตามสายตาของลูกศิษย์ของตน เขาก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างแปลกใจ “เป็นผู้ใดกัน ที่เข้ามาเยือนวังสือซว่านของข้าโดยที่มิได้นัดหมาย”

เฟยเมี่ยวตอบกลับไป ทั้งที่ดวงตายังไม่ละออกไปจากใบหน้าของอีกฝ่าย “เหวินฮุ่ยเฉิง”

เหวินฮุ่ยเฉิง? หรือจะเป็นเจ้าตำหนักซือโฮ่วที่มารดาเจ้าเคยพูดถึง”

เฟยเมี่ยวคิ้วกระตุก เขาหันมาถามน้ำเสียงหงุดหงิดใจ “นี่พวกท่านทำงานกันเป็นขบวนการใช่ไหม”

ฉู่ชิงซายกมือขึ้นทั้งสองข้าง แสดงความบริสุทธิ์ใจ “ข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรด้วยนะ แค่มารดาเจ้าเคย...ฝากฝังอะไรไว้นิดหน่อยเท่านั้นเอง”

มิให้เขามาหาข้าได้เช่นนั้นหรือ”

หืม เจ้ารู้?”

เฟยเมี่ยวถอนหายใจออกมา “อืม”

แล้วเจ้า…”

มันเรื่องของข้า” เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของฉู่ชิงซา “เรื่องไหนควรเชื่อฟังท่าน ข้าไม่คิดขัดแย้ง เรื่องไหนเป็นเรื่องของข้า ท่านห้ามสอดมือ”

ฉู่ชิงซาพยักหน้าหงึกหงัก เขาเองก็ไม่ได้คิดที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับความรักของผู้อื่น  เพียงได้รับการว่ายวานจากเม่ยอิงมานิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง อายุอานามก็ปูนนี้แล้วไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าจะหวงบุตรชายไปทำไมนักหนา 

เฟยเมี่ยวครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นยกยิ้มหวานหยด เขาก้มลงกระซิบข้างหูของฉู่ชิงซาอย่างด้วยท่วงท่าที่ดูแนบชิด จากนั้นลุกขึ้นเตรียมจะเดินกลับเข้าเรือนพัก

แต่เหวินฮุ่ยเฉิงกลับไวกว่า เพียงชั่วพริบตาก็สามารถคว้าข้อมือของเฟยเมี่ยวเอาไว้ได้

เฟยเอ๋อร์คุยกันก่อนได้หรือไม่”

“...”

ข้ารู้ เจ้าโกรธเคืองข้า แต่ช่วยฟังข้าแค่ไม่กี่ประโยคได้ไหม”

“...”

เหวินฮุ่ยเฉิงบีบมือเฟยเมี่ยวเบาๆ เหมือนเป็นการอ้อนวอนกลายๆ ให้อีกฝ่ายหันหน้ามองตน

เจ้ากลับไปเถอะ” เฟยเมี่ยวกล่าวเสียงเนิบช้า

เฟยเอ๋อร์ ข้า…”

เฟยเมี่ยวสะบัดข้อมือที่ถูกเกาะกุมไว้จากด้านหลังออกอย่างไม่ใยดี เขาไม่คิดจะเหลียวมองข้างหลังเสียด้วยซ้ำ ทำเพียงแค่เดินจากไป

"เจ้าตำหนักเหวินก็เห็นแล้วว่า ลูกศิษย์ที่น่ารักของข้าหาได้อยากคุยกับท่านไม่" ฉู่ชิงซามองเหวินฮุ่ยเฉิงคล้ายตัวขัดความสำราญ 

"..."

"เช่นนั้นมิสู้ เจ้ากลับแดนเหมันต์ไปเสียไม่ดีกว่าหรือ" รีบกลับไปเลย ไปไป๊ เสียเวลาข้าจะอยู่กับเสี่ยวเฟยหมด

เหวินฮุ่ยเฉิงทำเพียงหันมองฉู่ชิงซาอย่างเย็นชา

ยังยืนเซ่ออยู่ทำไม เดี๋ยวก็ให้จิงจิงฉกเอาหรอก” งูน้อยจิงจิงส่งเสียงฟ่อๆ

“...”

ว่าแต่ เจ้าเห็นข้า เหตุใดไม่คำนับ”

ฐานะเทียบเท่า เหตุใดข้าต้องก้มหัวให้ท่าน” เหวินฮุ่ยเฉิงยังคงจ้องหน้าอีกฝ่าย

เจ้าเด็กอวดดี ช่างแตกต่างจากบิดาเจ้านัก”

เหวินฮุ่ยเฉิงขมวดคิ้วมุ่น “ฉู่ชิงซา อย่าลากบิดาข้ามาเกี่ยวข้อง” 

เจ้าต่างจากเขาจริงๆ บิดาเจ้ายังรู้จักใจเย็นกว่าเจ้า” ฉู่ชิงซาก้มลงงืมงำกับงูน้อยของตน

สีหน้าของเหวินฮุ่ยเฉิงเย็นชาลงอีกหลายส่วน “คนที่ทำให้บิดาข้าต้องใช้ชีวิตทนทุกอยู่หลายปี มิมีสิทธิ์เอ่ยถึงท่าน”

ไม่ฆ่าให้ตายก็บุญแล้ว”

เจ้า!!” เหวินฮุ่ยเฉิงสูดลมหายใจลึก “ช่างเถอะ เรื่องก็นานมาแล้ว แต่หลังจากนี้ห้ามท่านเข้าใกล้เฟยเอ๋อร์อีก”

ข้าต้องฟัง?” ฉู่ชิงซาเลิกคิ้วถาม จากนั้นกล่าวอย่างไม่เป็นเดือดเป็นร้อนว่า “เอาเถอะ อยากพูดอะไรก็พูดไป อยากจะมาก็มา ถ้าเสี่ยวเฟยจะยอมคุยกับเจ้าน่ะนะ”

เฟยเมี่ยวเดินเข้ามาภายในเรือน เขารีบหันกลับไปมองเหวินฮุ่ยเฉิงทันที แล้วก็พบว่าอีกฝ่ายมีสีหน้ามิสู้ดีนัก ดีแล้ว ดีแล้ว สมน้ำหน้าแล้วเจ้าทึ่มอาเฉิง

เหมียวววว

หางฟูนุ่มของเสี่ยวไป๋ ฟาดเข้าที่ขาของเฟยเมี่ยวหลายครั้งติดต่อกัน คล้ายว่ามันกำลังตำหนิเขา 

'เสี่ยวเฟยเฟยเจ้าหลอกข้า! ไหนเจ้าบอกว่าถ้าข้ายอมพูดความจริง เจ้าจะไม่โกรธนายท่านอย่างไรเล่า’

ข้ารับปากว่าจะไม่โกรธ” เฟยเมี่ยวใช้เท้าเขี่ยเสี่ยวไป๋ออกไปให้พ้นทาง “แต่ไม่ได้พูดว่าจะยอมคุยด้วยนิ ใครใช้ให้เจ้านายเจ้าเป็นเจ้าทึ่มละ”

'เสี่ยวเฟยเฟยเจ้าเด็กนิสัยเสีย อย่ามาว่านายท่านของข้านะ!’

เฟยเมี่ยวหัวเราะขำอย่างอารมณ์ดี “อย่ามาประท้วงน่ารำคาญ จะไปไหนก็ไปเลย”

ผลที่ได้กลับมาก็คือ ถูกแมวอ้วนสะบัดหางใส่แล้วเดินหนี ถึงถูกแมวเมินใส่เขาก็ยังอารมณ์ดีมากจริงๆ ในตอนนี้

ความจริงเขารู้เรื่องที่ท่านแม่เม่ยอิงบังคับคนแซ่เหวินให้แสดงละครฉากนี้ ตั้งแต่ที่กลับมาหุบเขาซูเม่ยได้ไม่กี่วัน ในตอนแรกเขารู้สึกโกรธและเสียความรู้สึกมากจริงๆ ที่อีกฝ่ายทำแบบนั้น แต่เมื่อหายจากพิษไข้แล้วมานั่งไตร่ตรองดูให้ดีแล้ว คนที่ร้องขอโอกาสกับเขาเพียงวันเดียวจะเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ เมื่อคิดหาความเป็นไปได้ที่สุดไม่ออก เขาก็เลือกที่จะใช้วิธีที่ง่ายที่สุดในการหาคำตอบของเรื่องนี้

นั่นก็คือการถาม แน่นอนว่าเหยื่อ แค่กๆ คนที่เขาคิดว่าจะให้คำตอบกับเขาได้ดีที่สุดก็คือเจ้าเสี่ยวไป๋นั่นเอง จึงได้มีการคาดคั้นแมวเกิดขึ้น ทั้งยังเป็นการสอบถามที่ง่ายมาก ลงไม้ลงมือนิดหน่อยก็ได้แล้ว 

จากนั้นเขาก็บอกให้เจ้าอ้วนเสี่ยวไป๋ปิดปากให้สนิท แลกกับสิ่งที่อีกฝ่ายร้องขอหนึ่งอย่าง ส่วนเจ้าแมวนั่นร้องขออะไร อย่าไปพูดถึงเลย มันจะดูเป็นการขายเพื่อนเสียเปล่าๆ 

เฟยเมี่ยวคิดไว้ เขาจะทำเมินอีกฝ่ายอยู่อย่างนี้ จนกว่าเจ้าทึ่มแซ่เหวินจะยอมสารภาพว่าทำไปเพราะอะไร หากอีกฝ่ายยังไม่ยอมพูดอีก เขาก็จะปล่อยให้ฉู่ชิงซารังแก แฮ่ม เล่นกับอีกฝ่ายจนกว่าจะเบื่อกันไปข้างหนึ่งเลย โทษฐานที่ซื่อบื้อแล้วยังจะกล้ามาทำให้เขาโกรธ

วันต่อมาเฟยเมี่ยวที่กำลังกินขนมจิบชาอยู่ ก็แทบขนมติดคอตาย เมื่ออยู่ดีๆ คนแซ่เหวินก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ ทั้งยังกอดเขาไว้ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมห่างจากเขาเลยแม้แต่ก้าวเดียว 

ฉู่ชิงซาที่เห็นภาพนี้ยังถึงกับคิ้วกระตุก จะแกะออกก็แกะไม่ได้ จะทำร้ายก็ถูกเฟยเมี่ยวถลึงตาใส่ 

คนแซ่เหวิน ปล่อยข้า” เฟยเมี่ยวพยายามแกะอีกฝ่ายออก 

แต่เหวินฮุ่ยเฉิงกลับทำเพียงส่ายหน้า พึมพำเสียงเบาว่า “หากเจ้ายังมิยอมคุยกับข้า ก็อยู่มันอย่างนี้แหละ”

เฟยเมี่ยวฟาดแขนเขาเสียงดัง “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ”

ฉู่ชิงซากล่าวว่า “หน้าด้าน ไร้ยางอายนัก” จากนั้นหันมาพูดกับศิษย์รักว่า “เสี่ยวเฟยให้จิงจิงฉกเขาสักที แล้วเอาเขามาทำยาต้มเสียมิดีกว่าหรือ”

เฟยเมี่ยวรีบส่ายหน้า แล้วก้มมองคนที่อยู่ดีๆ ก็ไถลตัวลงไปนอนตักเขา ทั้งยังกอดเอวเขาไว้ไม่ปล่อยอย่างละเหี่ยใจ 

หลังจากวันนั้นกินเวลาไปร่วมเดือน วังสือซว่านก็เรียกได้ว่าคึกคักกว่าที่เคย เมื่อเหวินฮุ่ยเฉิงมาหาเฟยเมี่ยวแทบทุกวัน แรกๆ เฟยเมี่ยวแทบไม่มองหน้าอีกฝ่ายเลย แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไปก็ค่อยๆ ยอมให้อีกฝ่ายเดินตาม ยอมพูดคุยด้วยเป็นบางคำ

คนแซ่เหวิน เจ้าทึ่มคนนี้วันทั้งวันไล่เท่าไหร่ก็ไม่ยอมไป ตอนมาก็หอบเอาของกินของใช้ ทุกอย่างที่คิดว่าเขาจะชอบมามอบให้ ทั้งยังเอาแต่เดินตามต่อยๆ ถูกฉู่ชิงซารังแก ใช้งาน ก็มิเคยปริปากบ่น เวลาที่เห็นว่าเขาจะถูกผู้เป็นอาจารย์กลั่นแกล้งก็เสนอตัวเข้ามารับเคราะห์แทน เวลาฉู่ชิงซาปล่อยให้เขาได้พักหายใจหายคอจากการเรียนสุดโหด ก็เข้ามาบีบนวดให้อย่างกับภรรยาปรนนีบัติสามี ออดอ้อนออเซาะ 

ทั้งยังเอาแต่พูดว่า ‘เฟยเอ๋อร์คนดีข้าขอโทษบ้างละ 'ข้าผิดไปแล้วบ้างละ’ ที่ทำให้เขาไปไม่เป็น ถึงขนาดขาลื่นพรืดจนแทบหัวทิ่มเลยก็คือ 'พี่จะมิทำให้เจ้าเสียใจอีกแล้ว ให้อภัยพี่ได้หรือไม่’ ว่าแล้วก็แล้วไปเถอะ นี่คนยังมาเนียนกอดเอวซุกหน้าถูไถกับหน้าท้องเขา ต่อหน้าต่อตาฉู่ชิงซาอีกต่างหาก คนหน้าด้านอย่างท่านอาจารย์ของเขายังเดินหนี

คนหน้าบาง(มั้งนะ) อย่างเฟยเมี่ยวจะเหลืออะไร วันนั้นทั้งวันเขาจึงต้องถูกมองด้วยสายตาล้อเลียน จากพวกข้ารับใช้ที่อยู่ในเหตุการณ์ หนักสุดคือฉู่ชิงซาก็ยังเอาเรื่องนี้มาเหน็บแนมเขาได้ตั้งหลายวัน

เลยกลายเป็นว่าตอนนี้ในวังสือซว่านใครๆ ก็พูดกันว่า เจ้าตำหนักเหวิน เป็นว่าที่ ‘ท่านเขย’ แห่งแดนมายา ท่านจอมมารฉู่ก็เห็นดีเห็นงามกับเรื่องนี้ จึงมิได้ขัดขวางที่เจ้าตำหนักเหวินแวะเวียนมาหาท่านศิษย์ในทุกๆ วัน ข้ารับใช้บางคนใจกล้าขนาดเสนอจะจัดห้องพักให้เพื่อไม่ให้เหวินฮุ่ยเฉิงต้องเดินทางไปมาเสียด้วยซ้ำ

เห็นดีเห็นงาม คำๆ นี้ก่อนพูดเฟยเมี่ยวอยากให้มองหน้าฉู่ชิงซาให้ดีเสียก่อน เขาคิดว่าตอนนี้อีกฝ่ายคงเบื่อหน่ายและอยากไล่ให้เขาพาเหวินฮุ่ยเฉิงไปไกลๆ เต็มแก่แล้ว

เฟยเมี่ยวที่ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของคนๆ นี้ จะให้ทำใจยอมรับไหวได้อย่างไร มันเหมือน เหมือนกันเกินไปแล้ว!!! 

ทุ่งดอกพลับพลึงแมงมุมแดง หลังวังสือซว่าน

เฟยเมี่ยวนั่งดีดกู่ฉิน โดยมีเหวินฮุ่ยเฉิงและฉู่ชิงซาขนาบข้าง นั่งวาดภาพแข่งกันอยู่

เฟยเอ๋อร์ ข้าวาดดอกสือซว่านได้งดงามหรือไม่” เหวินฮุ่ยเฉิงยกภาพวาดที่ตนเพิ่งวาดเสร็จให้เฟยเมี่ยวดู

ฉู่ชิงซาเบะปาก “อัปลักษณ์ยิ่งนัก เสี่ยวเฟยเจ้าอย่าไปมองให้เสียสายตา”

เฟยเมี่ยวถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย “พวกท่านเป็นเด็กกันหรือไง วันๆ ทะเลาะกันแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง”

เหวินฮุ่ยเฉิง เกี่ยวกอดเอวของเฟยเมี่ยวเข้ามาแนบชิด ใช้คางเกยไหล่อีกฝ่าย น้ำเสียงคล้ายเด็กที่ฟ้องมารดาเวลาถูกรังแกอยู่หลายส่วน “เป็นเขาเริ่มก่อน”

เจ้าเด็กไร้ยางอายนี่น่าตายนัก! ปล่อยมือออกจากศิษย์รักของข้า” ฉู่ชิงซาเขวี้ยงพู่กันที่ใช้วาดภาพทิ้งอย่างไม่ใยดี

ไม่”

ปัง

เฟยเมี่ยวตบโต๊ะเสียงดัง “พอกันทั้งคู่ หากยังมิเลิกเถียงกันอีก ข้าจะไม่คุยกับใครสักคน”

เหวินฮุ่ยเฉิงและฉู่ชิงซาพร้อมใจกันเงียบเสียงลง เหวินฮุ่ยเฉิงแน่นอนว่าอะไรที่จะทำให้จิังจอกน้อยของเขาโกรธเคือง เขาย่อมมิทำอีก ส่วนฉู่ชิงซานั้นอะไรที่จะทำให้ถูกลูกศิษย์สุดที่รักเมินเฉยเขาก็ย่อมมิทำเช่นกัน

ฉู่ชิงซา “ข้าไปดูงูน้อยดีกว่า”

เฟยเมี่ยวรู้สึกอ่อนอกอ่อนใจเป็นอย่างมาก นี่เขาคิดถูกหรือผิดที่ปล่อยให้คนแซ่เหวินตามเขาต่อยๆ แบบนี้นะ นอกจากเจ้าทึ่มนี่จะไม่ยอมสารภาพแล้ว นับวันเขาจะยิ่งเห็นเงาของอาจวินทาบทับกับอีกฝ่ายมากขึ้นไปทุกที 

เหม่อลอยอีกแล้ว พักนี้เจ้าเหม่อลอยบ่อยๆ คิดอะไรอยู่” เหวินฮุ่ยเฉิงเคาะจมูกเฟยเมี่ยวเบาๆ เป็นการเรียกสติ

ข้าเป็นเช่นนั้นบ่อยหรือ?”

แทบทุกวัน” 

อืม มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยน่ะ อย่าใส่ใจเลย” เฟยเมี่ยวบอกปัด

เพราะเจ้าสำคัญข้าถึงต้องใส่ใจ” 

'เพราะนายสำคัญฉันถึงยิ่งต้องใส่ใจนายมากกว่าทุกอย่าง’

เฟยเมี่ยวเม้มริมฝีปากแน่น เขาหลบสายตาที่มองมาของเหวินฮุ่ยเฉิง พักนี้ให้อีกฝ่ายเข้าใกล้มากเกินไปก็เลยหวั่นไหวหรือเปล่านะ หรือเพราะใบหน้าที่เหมือนกัน นิสัยที่เหมือนกันเลยทำให้เขาหวนนึกถึงคนในความทรงจำ

ไม่ๆ เฟยเมี่ยว นายจะหวั่นไหวไม่ได้ คนแซ่เหวินก็แค่คนหน้าเหมือน แค่นั้น เขาไม่ใช่อาจวิน เขาไม่ใช่เจ้าทึ่มฮุ่ยจวินของนาย ก็แค่หน้าตาและนิสัยคล้ายกันมากไปหน่อยเท่านั้นเอง…

เข้าสู่เดือนที่สอง ในที่สุดเหวินฮุ่ยเฉิงก็ย้ายมาอยู่ในวังสือซว่านแล้วจริงๆ ฉู่ชิงซายกห้องตรงข้ามกับเฟยเมี่ยวให้เหวินฮุ่ยเฉิง และโยนงานทั้งหมดในวังสือซว่านให้เฟยเมี่ยวจัดการ ส่วนตนเองก็พูดง่ายๆ แค่ว่าจะไปสกัดพิษใหม่ในถ้ำน้ำตกที่ป่าแห่งหนึ่งในแดนมาร หายเบื่อขี้หน้าเจ้าตำหนักเหวินเมื่อไหร่ถึงจะกลับ เฟยเมี่ยวเพิ่งได้บรรลุก็วันนี้เองว่า อาจารย์ของตนนั้นช่างเป็นคนที่เก่งเรื่องผลัดความรับผิดชอบเป็นหนึ่งไม่มีสองแล้วจริงๆ 

แล้วเรื่องอะไรที่เขาจะต้องทำด้วยตนเอง มีคนแซ่เหวินอยู่ งานอะไรก็โยนให้อีกฝ่ายทำเสียให้หมด ส่วนเขาก็ชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว

ตอนนี้เฟยเมี่ยวกำลังนอนเกียจคร้านอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ สักพักเขาก็รู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองเขาอยู่ เมื่อหันมองข้างตัว ที่จ้อมมองเขาอยู่ก็คือร่างโฮโลแกมของคุณพระเจ้าแว่น ตัวนำความซวยเจ้าเก่าเจ้าเดิมของเขานั่นเอง 

มาทำไม?”

มาไม่ได้เหรอ” 

เฟยเมี่ยวตอบกลับแทบไม่ต้องคิดว่า “มาแล้วหาแต่เรื่องเดือดร้อนให้ อย่ามาเลย”

เฉินเยว่หัวเราะออกมาเบาๆ “ก็เห็นชีวิตคึกคักดีนิ”

ตาบอดเหรอ นี่เขาเรียกวุ่นวายแล้วคุณ” 

หวั่นไหวเหรอ”

เฟยเมี่ยวลุกพรวดขึ้น หน้ามุ่ยลงอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่เสือกดิ เป็นพระเจ้าก็อยู่ส่วนพระเจ้าได้ไหมละ”

เฉินเยว่เพียงแค่ยักไหล่ให้เขา แล้วกล่าวต่อไปว่า “เขาก็เหมือนฮุ่ยจวินทุกอย่างนะ แทบไม่แตกต่างกันเลย”

แล้ว?”

คุณก็คิดเสียว่าเขาเป็นฮุ่ยจวินไปเสียสิ จะได้สบายใจด้วย

เฟยเมี่ยวกล่าวเสียงเรียบว่า “ผมไม่เคยคิดจะเอาใครมาแทนอาจวิน”

งั้นคุณจะทำยังไง ดูยังไงเหวินฮุ่ยเฉิงก็รักคุณแล้ว แล้วตัวคุณละที่ยังยอมให้เขาเข้าใกล้ ยอมให้เขาวนเวียนอยู่รอบตัวแค่เพราะเควสเหรอ”

มันเพราะใครละที่ทำให้เป็นแบบนี้” เฟยเมี่ยวหันมองอีกฝ่ายอย่างขุ่นเคือง

ถ้ามันเป็นแค่การทำเควส ก็รีบทำให้มันจบเถอะ” เฉินเยว่หาวหวอดๆ “ถ้าใจคุณไม่ได้รู้สึกอะไร จะตัดขาดจากอีกฝ่ายทีหลังก็ไม่ใช่เรื่องยาก”

เฟยเมี่ยวเม้มริมฝีปากแน่น

ยังไงมันก็เป็นแค่เควสที่ผมใส่ผิดมา ไม่มีผลอะไรกับพรที่จะให้คุณหนึ่งข้อหรอก” เขาเหลือบตามองเฟยเมี่ยวที่นิ่งเงียบไป “ถึงตอนนั้น คุณจะขอให้ตัวเองได้กลับไปหาอาจวินของคุณก็ยังได้”

คุณต้องการอะไรกันแน่เฉินเยว่ คุณส่งผมมาที่นี่เพื่ออะไรกันแน่” เฟยเมี่ยวจ้องมองอีกฝ่ายอย่างคุกคาม

นี่ผมไปทำให้คุณโกรธแล้วเหรอ” เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้น “ผมก็แค่ต้องทำให้คุณไปอยู่ในจุดที่หลิ่งเฟยอวี่ต้องไปยืน ใช้ชีวิตแทนหลิ่งเฟยอวี่ จนกว่าจะหมดเวลาของเขา อย่ามองเหมือนผมทำเรื่องเลวร้ายสิ”

เฟยเมี่ยวสูดลมหายใจลึก เขาเลิกจ้องหน้าอีกฝ่าย แล้วเอ่ยไล่ทันที “กลับไปได้แล้วไป”

คุณนี่ตลกชะมัด ผมชอบนะ” ร่างโฮโลแกมของเฉินเยว่ลอยเข้ามาใกล้ ใช้ปลายจมูกแตะลงบนปลายจมูกของเฟยเมี่ยว “ชอบสีหน้าเวลาสับสนของคุณ อ่ะ แทบรอวันนั้นไม่ไหวเลยละ”

เฟยเมี่ยวง้างมือขึ้น เตรียมตัวจะซัดหน้าอีกฝ่าย แต่เฉินเยว่กลับหายไปเสียก่อน

เขาเหรอสับสน เขาเหรอจะเอาคนแซ่เหวินมาแทนที่อาจวิน ไม่มีทาง…

เฟยเอ๋อร์เจ้า…” เหวินฮุ่ยเฉิงชะงักไป เมื่อรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวอีกฝ่ายแปลกไป

เฟยเมี่ยวหลับตา สะกดกลั้นความขุ่นเคืองในดวงตา เขาหันมายิ้มให้เหวินฮุ่ยเฉิงอย่างเป็นธรรมชาติ “มีอะไร”

เหวินฮุ่ยเฉิงส่ายหน้า “เพียงแค่จะมาถามว่า เจ้าหิวหรือไม่”

“...อืม”

เหวินฮุ่ยเฉิงยื่นมือมาให้อีกฝ่าย เฟยเมี่ยวเพียงยิ้มรับ จับมือเขาไว้ให้เขากุมมือของตน 

เฟยเมี่ยวมองเสี้ยวหน้าของเหวินฮุ่ยเฉิง ที่เหมือนอาจวินอย่างกับแกะ แล้วก็ได้แต่กล่าวขอโทษอีกฝ่ายในใจเงียบๆ เขามันคนเห็นแก่ตัวจริงๆ นั่นแหละ แต่ก่อนที่มันจะทำร้ายใครไปมากกว่านี้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป เขาควรทำให้เควสบ้าบอนี่ให้จบสักที

 

พูดคุยกับเถียนซินได้ที่

เพจ เถียนซิน

ทวิตเตอร์  @Hanfeng62416408

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 488 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,131 ความคิดเห็น

  1. #1052 K.white wine (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 01:03
    เอ๊ะ แล้วก็เอ๊ะ หนูจะทำอะไรลูก
    #1,052
    0
  2. #1005 mayaangel (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 / 02:06
    พระเจ้าคือปสดดูออก ยุ่งอะไรกับชีวิตคนอื่นนักหนาก่อน ปล่อยให้ตายอย่างสงบก็ไม่ได้ ฆ่าตัวตายหนีเลยไหมยังไง รำคาญมากไม่ไหว
    #1,005
    0
  3. #1004 mayaangel (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 / 02:02
    แม่มันคือบ้ามากห้ามเข้าใกล้เอาจริงๆคือมีสิทธิอะไรก่อน ละอีเฟยก็คือควรรู้นะว่าแม่มันบ้าขนาดไหน ที่ก่อเรื่องให้อีเหวินพูดงั้นก็เพราะแม่มันเถอะ ถึงอีเหวินจะทำตามไป แต่เอาจริงๆก็ไม่ใข่เรื่องควรมางอนม้ะยังไง
    #1,004
    0
  4. #944 Nattiya Bursnachaitavee (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 17:00
    รื่นรม มี ย์ รื่นรมย์

    ยังมีอีกหลายที่นะ.

    สู้สู้สู้นะคะ

    ขอบคุณที่แต่งเรื่องสนุกมากให้ได้อ่านคร้าาา.
    #944
    0
  5. #942 Nattiya Bursnachaitavee (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 16:57
    ขอบคุณมากค่ะไรท์.
    ไรท์คะขออธิบายคำว่า

    หน้า และน่า สักนิดนะคะ
    หน้า = หน้าตา หน้าต่าง หน้ายักษ์

    ใบหน้า
    น่า =

    น่ารัก น่ากอดน่ารัก น่าจะเป็น น่าตบ น่าคบ น่าตาย น่ากระทืบ น่าประทับใจ

    น่าประหลาด ฯลฯ

    ทุกจะมี ข์ ทุกข์ทน

    ทุกข์ที่จะต้องทำ .
    #942
    0
  6. #935 DBJJKM97 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 00:59
    เดี๊ยวน่ะเฟยเอ๋อจะทำอะไร จะดราม่ามั้ย
    #935
    0
  7. #733 godxmeii (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 12:21
    รอไป๋ถงอยู่นะคะะ
    #733
    0
  8. #731 ซานหลิน (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 23:15

    ไรเตอร์น่าจะรีเรื่องนี้ให้จบ แล้วค่อยลงคู่เฉินนะ อ่านเรื่องนู้นมาอ่านเรื่องนี้ อารมณ์มันไม่ต่อกัน
    #731
    1
    • #731-1 Hanfeng(จากตอนที่ 20)
      26 กันยายน 2562 / 02:25
      อย่างที่บอกว่าเรื่องของเฉินเยว่ไม่มีสปอยล์ ไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเมี่ยวเอ๋อร์ และเป็นเวลาหลังจากที่เรื่องของเมี่ยวเอ๋อร์จบไปแล้ว เราตัดสินใจอัพในเวลาไล่เลี่ยกันเพราะว่าหลังจากปีใหม่เราอาจจะต้องพักรักษาอาการป่วยยาวๆ เวลาอัพจะมีจำกัดกว่านี้ค่ะ อาจจะหายไปเลยสองสามเดือนเหมือนครั้งก่อน แต่เรื่องของเฉินเยว่อีกนานค่ะกว่าจะจบ อาจจะต้องใช้เวลาปีหน้าเกือบทั้งปีถึงจะลงจนจบได้ ด้วยเวลาที่มีจำกัดเราจึงต้องลงนิยายแบบนี้ ลำนำรักเองก็อาจจะลงได้แค่เดือนละตอนสองตอนด้วยเพราะเราต้องรีบปิดตฉบ เมี่ยวเอ๋อร์และหยุนน้อย จริงๆ เฟบดองไว้ยังไม่ต้องอ่านเรื่องนั้นก็ได้ค่ะ เพราะปีหน้าก็ยังต้องอยู่กับเรื่องของท่านเฉินยาวๆ เลย
      #731-1
  9. #730 iizesiri_p (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 กันยายน 2562 / 23:01
    ไม่นะ สางสารรรรรรร รอไรท์อยู่นะ
    #730
    0
  10. #595 XINDEER (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 11:41
    แมมมมมม๊ อ่านไม่ดั้ย #ไป๋ถง ปะล้า
    #595
    0
  11. #519 godxmeii (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:43
    พักผ่อนเยอะๆนะค้า รอได้เสมออออ คูมไรท์เก่งที่สุดดดด
    #519
    0
  12. #518 GFMB (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:14
    สู้ๆนะคะไรท์ ดูแลสุขภาพ ทานอาหารพักผ่อนเยอะๆนะคะ ขอบคุณที่ยังมานะคะ
    #518
    0
  13. #517 LachitaChadow (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:32
    รออยู่แล้สค่า หายไวๆนะ
    #517
    0
  14. #516 Aom Love Lex (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:32

    อะไกันคู่นี้
    #516
    0