หนทางสู่การเป็นท่านจอมมาร [สนพ.NanaNaRis YBooks]

ตอนที่ 15 : บทที่.12 [รีไรท์] จิ้งจอกน้อยกลายเป็นคนงาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,742
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,094 ครั้ง
    5 ก.ค. 62

แดนเหมันต์...

 

เฟยเมี่ยวในร่างจิ้งจอกค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า เพราะสัมผัสได้ถึงความเย็นจากภายนอก ที่บอกว่าภายนอกเพราะยามนี้ เขานั้นกำลังนอนอยู่ในอกเสื้อของเจ้าตำหนักซือโฮ่วผู้ยิ่งใหญ่อย่างไรเล่า 

 

หลังจากที่พระเจ้าสี่ตาของเขากลับไปตีป้อมกับเพื่อน เขาก็ไม่มีอะไรทำ นั่งๆ นอนๆ รอมี่ถงและเหวินฮุ่ยเฉิงตื่น ดูเอาเถอะไอ้ตัวที่ทำให้ผู้อื่นหลับไปกลับทิ้งเขาไปเสียดื้อๆ บอกมาเพียงสั้นๆ แค่ 'เดี๋ยวก็ฟื้นเองแค่นั้น เป็นพระเจ้าที่มีความรับผิดชอบจนเขาไม่อยากเอ่ยถึง รออยู่ถึงหนึ่งชั่วยามตัวขี้้เกียจพวกนี้จึงสามารถลืมตาตื่นได้ พอตื่นมาเจอหน้าเขาคนแซ่เหวินก็หน้าตึงขึ้นมาทันที 

 

ไม่พูดพร่ำทำเพลงปัดแขนเสื้อผ่านหน้าเขาครั้งเดียว เขาก็กลายร่างกลับไปเป็นจิ้งจอกเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือคืนร่างเดิมไม่ได้เพราะทำไม่เป็น จากนั้นก็ถูกอีกฝ่ายจับยัดเข้ามาในอกเสื้อ แล้วกล่าวกับเจ้าอ้วนเสี่ยวไป๋ที่เพิ่งตื่นว่า 'กลับแดนเหมันต์’  

 

ไม่รู้ว่าว่าคนมีโทสะด้วยเรื่องอะไร แต่เท่าที่ลองใคร่ครวญดูแล้ว เฟยเมี่ยวก็คิดว่าตัวเขาเองยังไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย ที่ทำไปก็แค่ กลายเป็นมาร หรือจะโกรธเพราะเขาเป็นมาร หรือรังเกียจ... 

 

แต่ว่านะคนเราต่อให้จะรังเกียจปีศาจสักแค่ไหน ก็ไม่ควรหิ้วคนอื่นกลับบ้านด้วยหรือเปล่า?

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว สุดท้ายเขาก็เลิกคิดไปเองนั่นแหละ เพราะเป็นคนเกลียดเรื่องยุ่งยากจึงปล่อยเลยตามเลย อีกอย่างมีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้นเท่าไหร่ ภารกิจของเขาก็มีโอกาสสำเร็จเร็วขึ้นเท่านั้น ได้เที่ยว ได้ทำภารกิจ ได้หนีจากการลงโทษของท่านแม่ ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว 

 

เหลือบไปมองดูมี่ถงที่จนป่านนี้ก็ยังหลับปุ๋ยอยู่บนหลังของเสี่ยวไป๋ ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา หากว่าเจ้าตัวตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองถูกพามาที่แดนเหมันต์นี่ด้วย คงได้เกรี้ยวกราดใส่เขาอีกแน่ 

 

คนแซ่เหวินๆ ”  

 

เฟยเมี่ยวใช้อุ้งเท้าตะกุยอกเสื้ออีกฝ่ายแล้วส่งเสียงเรียก เหวินฮุ่ยเฉิงก้มลงมามองด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง มิได้กล่าวอันใด ทำให้คำถามที่เขาคิดถามต้องกลืนกลับลงคอไปแทบไม่ทัน แล้วรีบสงบปากสงบคำไว้

 

เดินเท้าฝ่าหิมะมาจนกระทั่งถึงที่หมาย หลังประตูบานใหญ่กลับแตกต่างจากภายนอกมากนัก ที่นี่ไม่คล้ายกับหุบเขาซูเม่ย แต่กลับงดงามยิ่งกว่า เหวินฮุ่ยเฉิงพาเขาเดินผ่านส่วนหน้าเข้ามาจนถึงเรือนพักด้านใน ระหว่างทางก็เจอเข้ากับลูกศิษย์ลูกหาในตำหนัก ให้อารมณ์เหมือนพรรคต่างๆ ที่เขาเคยดูในหนังเลย

 

ศีรษะของจิ้งจอกน้อยโผล่ออกมาจากอกเสื้อของผู้เป็นใหญ่ที่สุดในตำหนักซือโฮ่ว ผู้คนแทบจะทั่วทั้งตำหนักที่แห่แหนมาคารวะเจ้าตำหนักต่างเห็นด้วยกันทั้งนั้น แต่ผู้ใดจะกล้าถามเล่า ว่าจิ้งจอกน้อยผู้ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำตัวนั้นเป็นใคร เหตุใดจึงไปอยู่ในอกเสื้อของเจ้าตำหนักได้

 

เมื่อเข้ามาภายในเรือนใหญ่แล้วเสี่ยวไป๋ก็เดินแยกไปอีกทาง เหวินฮุ่ยเฉิงพาจิ้งจอกเดินเข้ามาในเรือนนอนของตน จากนั้นวางเฟยเมี่ยวลงบนเตียงนอนอย่างเบามือ ก่อนจะนั่งมองอีกฝ่ายนิ่งๆ ไม่พูดไม่จา คนความอดทนต่ำแน่นอนว่าเป็นฝ่ายที่ทนอึดอัดไม่ไหวแล้วพูดก่อน

 

เป็นใบ้ไปแล้วหรือ ลากผู้อื่นกลับมาด้วย แต่ตัวเองมิยอมกล่าวสิ่งใด” 

 

“...”

 

คนแซ่เหวิน!

 

สุดท้ายเหวินฮุ่ยเฉิงก็ถอนหายใจออกมา แล้วอุ้มเฟยเมี่ยวขึ้นมากอดไว้กล่าวเสียงราบเรียบว่าให้กล่าวสิ่งใด

 

อยากพูดอะไรก็พูด จะถามอะไรก็ถามมา” 

 

 เหวินฮุ่ยเฉิงมองจิ้งจอกน้อยในอ้อมแขนเจ้าเป็นปีศาจ

 

ท่านแม่บอกว่าห้ามเรียกว่าปีศาจ

 

 เหวินฮุ่ยเฉิงเลิกคิ้วขึ้นแล้วจะให้เรียกว่าอะไร?”

 

จิ้งจอกเทพ”  

 

ฝ่ามือแกร่งลูบเบาๆ ที่หางทั้งเก้าของเฟยเมี่ยวแล้วกล่าวว่าเจ้ามิใช่”  

 

อ้าว… “จะมิใช่ได้อย่างไร

 

เจ้ามิรู้จริงหรือ ว่าตนเองนั้นเป็นอะไร

 

รู้จะถามเจ้าหรือ  ถามอะไรโง่จริง” 

 

เป็นคนอยู่ดีๆ ก็กลางเป็นจิ้งจอกเก้าหาง ถ้าตอนนี้ยังไม่ใช่จิ้งจอกเทพอีก จะให้เขากลายเป็นตัวอะไรได้ล่ะ

 

ขนสีขาวราวหิมะ มีขนที่หู ปลายหางและเท้าทั้งสี่เป็นสีม่วงอ่อนตามสีของปราณ  'จิ้งจอกอนันตกาลจิ้งจอกที่แสนปีจะถือกำเนิดหนึ่งตัวในหมู่จิ้งจอกเทพเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้นมา มือก็ยังคงลูบขนนุ่มนิ่มของเขาไม่หยุด 

 

จิ้งจอกอนันตกาล? เจ้าพาข้ากลับมาด้วย เพราะข้าเป็นของหายาก?”

 

ย่อมมิใช่”  

 

แล้วพาข้ามาทำไม”  

 

ลงโทษ”  

 

หางทั้งเก้าสะบัดมือหนาที่ลูบตนอยู่อย่างแรงอย่างไม่ชอบใจในคำตอบ เฟยเมี่ยวเหลือบตามองคนที่บอกว่าจะลงโทษตนด้วยความหงุดหงิดใจ พาเขามาตั้งไกลเพื่อลงโทษ คนแซ่เหวินมีเวลาว่างนักหรือไร 

 

เหวินฮุ่ยเฉิงที่เห็นว่าจิ้งจอกน้อยของตนมีโทสะแล้วก็ขยับรอยยิ้มบนใบหน้าให้กว้างขึ้นอีกนิด มิพอใจที่อีกฝ่ายไม่บอกว่าตนเป็นคนเผ่ามารก็ส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นเขาเองที่ไม่เคยเอ่ยถามอย่างจริงจัง จะโทษเฟยเอ๋อร์ฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกนัก ที่บอกว่าจะลงโทษก็เพียงอยากหยอกเย้าให้ดวงตากลมโตที่มีสีม่วงเข้มเรืองรองคู่นั้น จ้องมองมาที่ตนให้มากขึ้นก็เท่านั้นเอง

 

คนเป็นเจ้าของบ้านก้มลงไปกระซิบใกล้ใบหูของจิ้งจอก "เฟยเอ๋อร์มีโทสะแล้ว"

 

เฟยเมี่ยวสาบานได้ว่าถ้าทำได้ เขาอยากจะเอาหางฟาดหน้าคนผู้นี้ให้เป็นรอยสักครั้ง กระซิบกระซาบยังพอว่า มาจูบหูเขาทำไมกัน ในร่างจิ้งจอกเจ้าตำหนักเหวินผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังจะหลอกกินเต้าหู้หรือ 

 

เหวินฮุ่ยเฉิงลูบศีรษะของเฟยเมี่ยวอย่างอ่อนโยน เพื่อให้จิ้งจอกน้อยที่กำลังหงุดหงิดสงบลง ทั้งยังกล่าวอย่างนุ่มนวลกว่าเมื่อครู่ "อย่ามีโทสะไปเลย เพียงอยากหยอกล้อเจ้าเล่นก็เท่านั้น"

 

"ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง พาข้ากลับไปส่งที่แคว้นหยางตอนนี้ ก็คงไม่รบกวนเจ้าตำหนักเหวินจนเกินไปกระมัง" เฟยเมี่ยวเอ่ยเสียงนิ่ง เขามิได้อยากจะประชดประชัน เพียงอยากสั่งสอนคนผู้นี้เสียบ้าง คิดลงโทษเขา ทั้งยังยั่วโมโหเขาอีก แน่นอนว่าท่านเฟยเมี่ยวไม่มีความอดทนพอจะเล่นด้วยหรอกนะ

 

เหวินฮุ่ยเฉิงมีรอยยิ้มซีดเซียว ถูกโกรธจริงๆ แล้ว หากว่ายังเล่นอีก คงได้ถูกจิ้งจอกข่วนหน้าเป็นแน่ เจ้าตำหนักเหวินคิดหาทางง้อจิ้งจอกตัวนุ่มในอ้อมแขน สุดท้ายลงเอ่ยด้วยการทิ้งตัวลงนอนทั้งอย่างนั้น โดยกอดเฟยเมี่ยวไว้ไม่ยอมปล่อย ใบหน้าคมซุกลงบนกุมขนบริเวณลำคอ ความอ่อนนุ่มและกลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย จนอยากหลับไปทั้งๆ อย่างนี้

 

เมื่อเห็นว่าคนที่ถูกตนกกกอดไว้มิได้โวยวาย หรือเอ่ยปากห้ามปรามเหวินฮุ่ยเฉิงจึงค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย เอ่ยเสียงพร่าที่ข้างหูของเฟยเมี่ยว "ให้ข้าชดเชยที่ทำให้เจ้าอารมณ์เสียดีหรือไม่"

 

ดวงตาสีม่วงเข้มที่ยังมึนงงกับเหตุการณ์ในยามนี้อยู่ เหลือบมองขึ้นไปทางใบหูของตนเองอย่างขัดใจ เหตุใดจึงชอบยุ่งกับหูของผู้อื่นนัก อยู่ใกล้กันแค่นี้เจ้าคนน่าตายนี่จะกระซิบกระซาบเพื่ออะไร น้ำเสียงที่ตอบกลับไปจึงฟังดูหงุดหงิดเป็นพิเศษ "ดี จะชดใช้ข้าเช่นไรเจ้าว่ามา"

 

เหวินฮุ่ยเฉิงครุ่นคิด ถือโอกาสเอาใจคนงามไปด้วยเสียเลยจะเป็นไรไป "ให้เจ้าขออะไรก็ได้สามข้อ เฟยเอ๋อร์เห็นว่าการชดเชยเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่"

 

เหอะ คิดว่าตัวเองเป็นอะลาดินหรือไง

 

"สามข้อมิน้อยไปหรือ" เฟยเมี่ยวเอ่ยลองเชิงดู นิสัยชอบต่อรองถูกนำมาใช้อีกครั้ง ต่อรองได้ก็เป็นกำไร ถ้าไม่ได้เรื่องนี้ก็ยังไม่ถือว่าเขาขาดทุน

 

"มากกว่านี้ก็ยังได้" น้ำเสียงอู้อี้จากการเอาหน้ามุดกุมขนที่ตัวของจิ้งจอกตอบกลับมา "เพียงแต่เจ้าต้องให้ข้าขอก่อนหนึ่งข้อ"

 

"ขออะไร" เฟยเมี่ยวเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง

 

"อยู่ด้วยกัน" เหวินฮุ่ยเฉิงลุกขึ้นใช้แผ่นหลังพิงหัวเตียง ยามนี้เฟยเมี่ยวถูกจับให้มานอนอยู่บนอกของเหวินฮุ่ยเฉิง ยังมีวงแขนแกร่งโอบกอดเขาไว้กันตก "อยู่กับข้าที่นี่ได้หรือไม่เฟยเอ๋อร์"

 

"..."

 

"ข้าเองก็มิอาจบอกได้ว่าความรู้สึกที่มียามนี้คืออะไร แต่นับจากวันที่ได้ใกล้ชิดกับเจ้าในถ้ำครั้งนั้น ก็ไม่มีสักคืนที่ข้าจะสามารถข่มตาหลับได้เลย โดยไม่คิดถึงเจ้า" เหวินฮุ่ยเฉิงก้มลงสบตากับเฟยเมี่ยว ที่เงยหน้าขึ้นมามองตนอยู่เช่นกัน

 

"คนแซ่เหวินนี่เจ้า…"

 

"เป็นข้าที่เห็นแก่ตัวก็ได้ ขอเพียงเจ้ายอมอยู่กับข้า รอข้าก่อนเพียงไม่นานเท่านั้น ข้าต้องมีคำตอบที่น่าพอใจให้เจ้าแน่" มิใช่เพียงอยากใกล้ชิดกันอีกครั้ง ความรู้สึกประหลาดที่ก่อตัวขึ้น เขาอยากให้เฟยเอ๋อร์อยู่กับเขา อยู่ด้วยกันไปเช่นนี้ ไม่อยากให้จิ้งจอกน้อยห่างกาย

 

"..."

 

ความรู้สึกสะทกสะท้านในหัวใจนี่มันอะไรกัน มิใช่ว่าเขาเพิ่งถูกบุรุษที่เคยพบกันเพียงสองครั้ง ขอให้อยู่ด้วยกัน เหมือนพวกคู่รักที่ขอทดลองอยู่ก่อนแต่งหรอกหรือ เรื่องนี้คล้ายว่าไม่ถูกต้องนัก แต่เฟยเมี่ยวก็บอกไม่ถูกว่ามันไม่ถูกที่ตรงไหน เขาเพียงนิ่งเงียบรอฟังว่าคนแซ่เหวินจะกล่าวอะไรต่อไปอีก

 

"เมื่อถึงเวลานั้น หากไร้วาสนามิได้มีหัวใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เจ้ามิยินยอมแต่งให้ข้า ข้าย่อมไม่ฝืนใจเจ้า ฮุ่ยเฉิงแน่นอนว่าจะยอมปล่อยเจ้าไปแต่โดยดี"

 

ตอนนี้อยากยกเท้าหน้าขึ้นมานวดขมับก็ทำมิได้ เฟยเมี่ยวอยากจะหายไปจากตรงนี้แล้ว คนผู้นี้ในสมองกำลังคิดอะไรอยู่ ถึงได้พูดจะเลอะเลือนเช่นนี้ได้ ลางสังหรณ์บอกเขาว่าภารกิจที่ได้รับจากระบบมาครั้งนี้ เขาอาจจะไม่ต้องลงแรงเลยแม้แต่น้อย แต่อาจจะปวดหัวตายเพราะความหนักใจและความรู้สึกผิดแทน 

 

"เฟย…"

 

"พอแล้ว" เฟยเมี่ยวเอ่ยตัดบท ทนฟังต่อไปต้องเป็นเขาที่อึดอัดตายแน่ "ชดใช้เท่าที่สมควรเถอะ ข้าจะเอ่ยขอข้อแรกแล้ว"

 

เหวินฮุ่ยเฉิงเพียงยิ้มเบาบาง มองข้ามที่คนงามเปลี่ยนเรื่องไป แล้วกล่าวอย่างไม่ถือสาว่า "เจ้าพูด"

 

"เล่าเรื่องจิ้งจอกอนันตกาลเท่าที่เจ้ารู้มาให้ข้าฟัง

 

"เรื่องนี้…" 

 

เฟยเมี่ยวมองสีหน้าลำบากใจของอีกฝ่ายอย่างจับผิด กล่าวกดดันไปหนึ่งคำ "มิได้หรือ"

 

ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งเหวินฮุ่ยเฉิงจึงพยักหน้าตกลง เพียงแต่คนก็ยังลีลาไม่ยอมเล่า ยังเอ่ยบอกให้เขาแปลงกายกลับไปเป็นมนุษย์ก่อนจึงจะยามเล่าให้ฟัง บิดามันเถอะ ถ้าข้าทำได้เองตั้งแต่แรก จะมานอนให้เจ้ากกกอดอยู่เป็นนานสองนานหรือไรกัน โง่เง่า



เวลานี้ก็เป็นยามโหย่วแล้ว พระอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้าไปเต็มที แสงสีทองตกกระทบลงบนสระมรกตที่มีดอกบัวสีชมพูอ่อนบานสะพรั่งอยู่เต็มสระ เป็นภาพที่งดงามมิน้อยเลย เฟยเมี่ยวหยิบขนมหร่วนเซียง[1] มากัดคำหนึ่ง รสชาติหอมหวานของงาและน้ำตาลทรายทำให้รู้สึกดี อีกทั้งตัวขนมยังมีเนื้อที่นุ่ม และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายกลิ่นมิ้นต์เจือจาง 

 

เมื่อเจอของถูกปาก ก็อดไม่ได้ที่เอ่ยชมกับคนข้างกาย "ขนมดี"

 

 "เจ้าชอบก็ดีแล้ว หากไม่พอในห้องครัวยังมีให้เติมอีก" เหวินฮุ่ยเฉิงมองคนที่หยิบขนมหร่วนเซียงมากินอย่างเอร็ดอร่อย ด้วยแววตาอ่อนโยน มือหนาเลื่อนจานไปใกล้คนงามตรงหน้าอีกหน่อยพลางเอ่ยบอก ในใจหมายหมั้นว่าจะต้องตบรางวัลให้แม่ครัวที่ทำขนมในวันนี้

 

เฟยเมี่ยวเหลือบมองคนที่เอาอกเอาใจตนจนดูเกินพอดี นี่คนแซ่เหวินเห็นเขาเป็นหมูหรือไง ขนมอร่อยเขาก็ย่อมเอ่ยชม แต่ให้กินมากไปไม่เป็นการดีแน่ ยุคนี้คงยังไม่รู้จักโรคเบาหวานหรอกกระมัง 

 

"ไหนที่เจ้าว่าจะเล่าให้ข้าฟัง" เฟยเมี่ยวเอ่ยถามขึ้นมา พอกลับร่างเป็นคนได้ ปัญหาต่อมาหลังจากนั้นคือเขาหลงลืมไปว่าตนเองนั้นเมื่อครู่ยังเป็นจิ้งจอกตัวน้อยๆ ที่นอนอยู่บนอกของผู้อื่น เมื่อกลายเป็นคนแล้วไหนเลยจะไปยืนอยู่หน้าประตูได้ ยังคงต้องนอนอยู่บนร่างของคนแซ่เหวินอยู่ดี เพียงแต่ใบหน้าที่ตอบแรกอยู่ที่คางของอีกฝ่าย กลับไปเผชิญหน้ากันในระยะประชิด จมูกชนกันจนเกิดเป็นสถานะการณ์สุ่มเสี่ยง

 

 แน่นอนว่าท่านเฟยเมี่ยวที่มั่นใจว่าตนเองเฉลียวฉลาดในเวลานั้น กลับกลายเป็นเพียงตัวโง่งมผู้หนึ่ง รีบผละออกจากเหวินฮุ่ยเฉิงโดยไม่ทันคิด ทำให้ตนเองตกจากเตียงหงายหลังลงไปนอนจุมปุกอยู่บนพื้นที่ทั้งแข็งทั้งเย็น เป็นที่หน้าอับอายจนอยากเอาหน้างามๆ นี่ไปทิ้งให้ไกลเสีย รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น หากท่านแม่เม่ยอิงทราบเรื่องนี้เข้า คงได้ทั้งหัวเราะเยาะ สมน้ำหน้า ทั้งนางยังจะด่าซ้ำอีกเป็นแน่ 

 

หลังจากที่เขาทำเรื่องขายหน้าแล้วนั่นแหละ จึงได้ถูกคนแซ่เหวินที่พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่หัวเราะ หรือแสดงความขบขันให้เขาเห็น พยุงเขาเดิมมายังสระบัวที่อยู่ในป่าดอกเหมยด้านหลังเรือนนอน ท่ามกลางสายตานับสิบคู่ของคนที่พบเห็น

 

"เรื่องจิ้งจอกอนันตกาลหรือ" เหวินฮุ่ยเฉิงครุ่นคิด "ข้าก็รู้เกี่ยวกับตัวเจ้าไม่มากนัก"

 

"ก็เอาแค่ที่เจ้ารู้"

 

"ก็มีเพียงแค่รูปลักษณ์ที่ดูภายนอกแตกต่างจากจิังจอกทั่วไปเล็กน้อย และกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวกระมัง"

 

เฟยเมี่ยวคิดตามคำพูดของอีกฝ่าย แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเพียงมองจะสามารถแยกแยะได้อย่างไร "เจ้าอธิบายให้ข้าเห็นภาพมิได้หรือ"

 

เหวินฮุ่ยเฉิงพยักหน้า กำลังจะกล่าวต่อไปกลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านนอกศาลาเสียก่อน 

 

"เจ้าตำหนักขอรับ หนังสือที่ท่านต้องการได้มาแล้วขอรับ" เป็นจางฉวนพ่อบ้านที่ดูแลความเรียบร้อยเข้ามารายงาน

 

เหวินฮุ่ยเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เอาเข้ามาแล้วท่านก็กลับไปพักเถอะ"

 

หนังสือสองเล่มในหนาไม่บางนักถูกวางลงข้างกาน้ำชาที่ยังร้อนอยู่ จางฉวนมองเจ้าตำหนักเหวินหรือนายน้อยฮุ่ยเฉิงของมันอย่างเคือบแคลง นานมากแล้วที่ชายชราอยู่รับใช้คนในสกุลเหวิน เรียกว่าอยู่มานานหลายพันปีอายุยืนตามประสาปีศาจแก่ๆ ตนหนึ่ง ได้เห็นเรื่องราวตั้งแต่ที่นายท่านและนายหญิงแต่งงานกันใหม่ๆ จนกระทั่งทั้งคู่จากไป ทิ้งไว้เพียงทายาทผู้ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ่งเกินกว่าเด็กอายุเท่านั้นจะแบกรับไหว 

 

แต่บ่าเล็กๆ ทั้งสองข้างของนายน้อยฮุ่ยเฉิง ก็แบกรับหน้าที่นี้ไว้มาตลาดหลายปีเป็นอย่างดี มิว่าอะไรล้วนแล้วแต่ดีไม่มีที่ติ เสียอย่างเดียวเด็กน้อยผู้นี้เมื่อเสียบิดามารดาไปแล้ว รอยยิ้มและความเยาวัยกลับเลือนหายไปด้วย เวลาในวัยเด็กหมดไปกับการทำงานในตำหนัก และออกเดินทางไปทั่วทุกที่เพื่อดูความเป็นไปของทั้งสามเผ่า 

 

จางฉวนทอดถอนใจนานมากแล้วจริงๆ ที่ไม่ได้เห็นรอยยิ้มที่มาจากหัวใจเช่นนั้นของผู้ที่ตนทั้งรักและเคารพ เมื่อมองไปยังคนงามข้างกายผู้เป็นนาย ที่กลายเป็นต้นเหตุแห่งข่าวลือว่านายน้อยจะแต่งฮูหยินเข้าตำหนักอยู่ในตอนนี้ ชายชราก็ทำยิ้มน้อยๆ โค้งตัวลงคารวะทั้งสองคนแล้วเดินจากมา

 

เห็นทีการไปเผ่ามนุษย์ครั้งนี้คงเกิดเรื่องขึ้นไม่น้อยเลย...



"หนังสืออะไร" เฟยเมี่ยวหันไปมองของในมือเหวินฮุ่ยเฉิงอย่างสนใจ

 

"สิ่งที่เจ้าอยากรู้อย่างไรเล่า" เหวินฮุ่ยเฉิงยื่นหนังสือไปให้อีกฝ่าย "ข้าให้ท่านลุงจางไปหาจากหอตำรามาให้ ที่เกี่ยวกับจิ้งจอกอนันตกาลก็มีเพียงเท่านี้"

 

เฟยเมี่ยวลองเปิดอ่านดู ตัวหนังสือค่อนข้างอ่านยากจนเขาขี้เกียจสะกด แน่นอนว่าทางออกของคนขี้เกียจก็คือการโยนงานไปให้ผู้อื่น เขาส่งหนังสือคืนเหวินฮุ่ยเฉิง แล้วกล่าวเสียงเอื่อย "ตัวหนังสือเยอะแยะ เจ้าอ่านให้ข้าฟัง"

 

เหวินฮุ่ยเฉิงรับมาเปิดแล้วอ่านอย่างว่าง่าย ใจความในหนังสือกล่าวถึงจิ้งจอกที่แสนปีจะกำเนิดขึ้นมา ว่ากันว่า ที่ผู้คนเรียกขานมันว่าจิ้งจอกอนันตกาลนั้น เพราะมันมีชีวิตใกล้เคียงกับคำว่าเป็นอมตะมากที่สุด กาลที่ไม่มีวันสิ้นสุดในความหมายของอนันตกาลชื่อของมัน เปรียบได้กับอายุไขที่มากมายจนไม่อาจนับได้เป็นหลักแสนปี 

 

อายุไขมาก ย่อมมีตะบะที่มากตาม การกำเนิดของจิ้งจอกอนันตกาลจะถือกำเนิดจากเผ่าจิ้งจอกเทพเป็นส่วนใหญ่ น้อยมากที่จะมีชาติกำเนิดเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งมาร ข้อดีมากมายแน่นอนว่าย่อมมีข้อเสีย อนันตกาลที่ว่ายาวนานหาที่สิ้นสุดมิได้ กลับไม่เคยมาถึงจิ้งจอกอนันตกาลตนไหนเลย คล้ายว่าเป็นคำสาปแช่ง เมื่ออยู่นานก็ยิ่งต้องทรมานกับร่างกายที่ไม่แข็งแรงนานขึ้น หากว่าไม่ถึงแก่อายุไขนอกจากจะถูกฆ่าด้วยอาวุธที่ทำมาเพื่อฆ่ามันโดยเฉพาะ หรือฆ่าตัวตายไปเสีย อาการเจ็บป่วยอย่างอื่นไม่สามารถคร่าชีวิตจิ้งจอกอนันตกาลไปได้เลย

 

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เหวินฮุ่นเฉิงก็หันไปมองจิ้งจอกน้อยของตนอย่างห่วงใย แต่ภาพที่เห็นกลับเป็นคนงามนั่งหลับใช้ศีรษะพิงเสาไม้ไปแล้ว เขาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ วางหนังสือลงไว้ข้างกาย จากนั้นใช้สองมือประคองศีรษะของเฟยเมี่ยวให้มาพิงที่ไหล่ของตน ทั้งยังโอบไหล่ของคนงามไว้หลวมๆ 

 

เขากล่าวเสียงแผ่วกับดินกับฟ้า "หากว่าสามารถเป็นเช่นนี้ได้ตลอดไป คงดีไม่น้อยเลย"

 

จะมีอายุยืนยาวไปเพื่ออะไร มีพลังมากมายเหนือใต้หล้าไปเพื่ออะไร หากว่ามีทุกอย่างแล้วกลับเป็นได้เพียงคนอายุยืนที่ต้องทนทุกข์เพราะเจ็บป่วยได้ แต่ตายไม่ได้ เขาเพียงหวังให้คนผู้นี้อยู่กับเขา อ่านหนังสือ จิบชาชมพระอาทิตย์ตกด้วยกันอย่างเรียบง่ายแค่นั้นเอง

 

นึกไปถึงวันแรกที่รู้จักกัน ความงามของอีกฝ่ายหาได้ทำให้เขาหวั่นไหวไม่ แต่เมื่อได้ใกล้ชิด ได้สัมผัสความรู้สึกหนึ่งที่คล้ายโหยหา กลับก่อตัวขึ้น พบกันอีกครั้งคนผู้นี้ก็ตรึงใจเขาไว้ได้จนหมด ยิ่งเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครแล้ว เขายิ่งปล่อยวางไม่ได้ ต้องพาคนกลับมาด้วย 

 

เฟยเอ๋อร์ไม่พูดก็เท่ากับว่ายอมให้โอกาสที่เขาร้องขอ เขาดีใจมาก เพียงเวลาให้เขาได้เข้าใจความรู้สึกประหลาดนี้อีกนิด แน่นอนว่าจิ้งจอกน้อยย่อมต้องเป็นของเขา 

 

"ความรู้สึกทุกอย่างที่บอกเจ้าไป ข้าสาบานได้ว่าไม่มีคำพูดโป่ปดแม้เพียงครึ่งคำ" เหวินฮุ่ยเฉิงก้มลงจูบหน้าผากอีกฝ่ายอย่างถนอม "แค่เพียงหวังว่าสักวันหนึ่งที่เจ้ารู้ความจริง เจ้าจะไม่ใจร้ายกับพี่มากนัก"

 

อีกด้านหนึ่งดวงตาสีอำพันของเจ้าแมวอ้วนเสี่ยวไป๋  กำลังจ้องมองร่างปุบปุยสีดำที่ขดตัวอยู่บนเตียงนอนของมัน เจ้ามารน้อยนี่อย่างไร คิดจะหลับข้ามวันข้ามคืนเชียวหรือ มันใช้อุ้งเท้าของตนลองเขี่ยๆ อีกฝ่ายดู แต่จิ้งจอกสีดำตนนี้ก็หาได้มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาไม่ เหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างก็เป็นช่วงพบค่ำแล้ว 

 

เสี่ยวไป๋จึงเดินอุ้ยอ้ายออกไปด้านนอก ตรงไปยังห้องครัวเพื่อหาของกิน หากว่าเจ้าหนูนั่นตื่นมาคงต้องหิวเป็นแน่ เห็นแก่ที่ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ติดตามของเจ้าหนูเฟยอวี่หรอกนะ ยามนี้เจ้าจิ้งจอกน้อยตนนั้นก็ถูกนายท่านของมันกักตัวไว้ มันในฐานะเจ้าบ้านก็จะช่วยดูแลให้ก็แล้วกัน แต่ที่ทำไปมิได้ห่วงใยจิ้งจอกดำที่อวดดีนั่นเลยนะ มันทำเพราะมันชอบจิ้งจอกน้อยเฟยอวี่ต่างหากละ

 

เมื่อมาถึงที่หัองครัวแล้ว กลิ่นอาหารที่ทำขึ้นสดใหม่ก็โชยออกมาถึงตรงหน้าประตูที่ยืนอยู่ เสี่ยวไป๋หูตั้งหางชี้ เหมือนลูกสุนัขก็มิปาน มันรีบวิ่งเข้าไปด้านในเพื่อดูชมสิ่งที่แม่ครัวทำ เสียงร้องเหมียวๆ ทำให้เหล่าข้ารับใช้ที่ทำงานในครัวหันมองด้วยความเอ็นดู

 

หญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเสี่ยวไป๋อย่างเป็นมิตร นางยื่นขนมชิ้นเล็กๆ ให้กับมันที่นอนมองอาหารง่ายๆ สองสามอย่าง เสี่ยวไป๋รับขนมที่หญิงชราผู้เป็นหัวหน้าแม่ครัวป้อนให้ 

 

จากนั้นเอ่ยถามนางอย่างตื่นเต้นว่า "วันนี้ท่านป้าหลิวทำอะไรให้ข้ากินขอรับ"

 

หญิงชราแซ่หลิวเมื่อได้ฟังคำถามนี้แล้ว ก็เอ่ยตอบอย่างใจดี "รู้ว่าแมวน้อยที่น่าเอ็นดูของข้าจะกลับมา แน่นอนว่าย่อมต้องทำอาหารที่เจ้าชอบ"

 

"ป้าหลิวท่านน่ารักที่สุด" ตัวอ้วนกลมของเสี่ยวไป๋เดินเข้าไปคอลเคลียกับฝ่ามือของป้าหลิวผู้ใจดี ยังไม่ลืมเอ่ยถามต่อไปอีก "แล้วของโปรดของนายท่านเล่า ท่านได้ทำไว้หรือไม่"

 

หลิวซูลี่ใช้มือเขกไปที่ศีรษะกลมหนึ่งครั้ง นางกล่าวอย่างมิจริงจังนัก "เพ่ย เจ้าแมวนี่ หากไม่ทำไว้ให้นายน้อย จะให้ข้าทำให้ผู้ใดอีก"

 

เสี่ยวไป๋ส่ายหางไปมาอย่างไม่เห็นด้วย "คนเป็นเจ้าตำหนักแล้ว ท่านยังจะเรียกนายน้อยๆ อยู่อีก ท่านป้าหลิวขอรับ ท่านแก่จนเลอะเลือนแล้ว"

 

"ขนมที่เพิ่งกินเข้าไป คายออกมาเดี๋ยวนี้!" หลิวซูลี่ถลึงตามองแมวอ้วนที่กล้าว่าตนแก่ชรา แม้วัยจะล่วงเลยไปจนเลิกนับแล้ว แต่เกิดเป็นสตรีไหนเลยจะอยากได้ยินว่าตันเองนั้นแก่เฒ่า เจ้าแมวนี่กลับมาก็ทำให้คนมีโทสะ รู้เช่นนี้นางคงไม่ทำปลามากมาย เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นที่มันมิชมชอบเสียยังดีกว่า

 

เจ้าแมวตัวอ้วนที่ยั่วโทสะผู้คนได้สำเร็จไหนเลยจะยอมถูกทุบตี มันรีบกระโดดหนีอย่างรวดเร็วแล้วเปลี่ยนเรื่อง "ท่านป้าหลิวผู้ยิ่งใหญ่ขอรับ วันนี้นายท่านมีแขก ท่านช่วยเตรียมอาหารเพิ่มอีกสองสำหรับด้วยนะขอรับ"

 

ฝามือที่คิดจะตามไปฟาดเจ้าตัวดื้อด้านชะงักกลางอากาศ หลิวซูลี่ค่อยๆ ลดมือลง นางพลันนึกถึงคำพูดของศิษย์น้อยใหญ่ในสำนัก คำซุบซิบนินทานั้นแน่นอนว่าไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ว่ากันว่าเจ้าตำหนักกลับมาวันนี้ พาจิ้งจอกน้อยตนหนึ่งกลับมาด้วย 

 

คนพาจิ้งจอกกลับมามิใช่เรื่องแปลก เพียงแต่ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม กลายเป็นว่าจิ้งจอกสีขาวพิสุทธ์กลับหายไป เหลือไว้เพียงเจ้าตำหนักที่เดินออกจากเรือนนอนมาพร้อมคนงามผมสีเงินผู้หนึ่ง ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นนางยังได้ยินมาอีกว่าเจ้าตำหนักเหวินผู้แสนเย็นชา มีรอยยิ้มเบาบางแต่งแต้มบนใบหน้า สายตาหวานล้ำจ้อมมองเพียงคนงามข้างกาย คล้ายคนเป็นโรคความรักเข้าตา โลกนี้มีเพียงเราสองก็มิปาน

 

นางเหลือบมองเสี่ยวไป๋แวบหนึ่งพลันปรากฏรอยยิ้มหวานหยด ก้าวเดินเข้ามาหาแมวอ้วนด้วยความนุ่มนวล จนเจ้าเสี่ยวไป๋ขนลุกชันไปทั่วร่าง 

 

หลิวซูลี่กล่าวถามอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา "แขกที่นายน้อยพามา ใช่คนงามที่คนเขาเล่าลือกันไปทั่วทั้งแดนเหมันต์หรือไม่"

 

เสี่ยวไปมีสีหน้ามึนงง เล่าลืออะไร มันเพิ่งออกมาจากห้องจะไปได้ยินข่าวอะไรได้ จึงเอ่ยถามกลับไปอย่างจนปัญญา "นายท่านเพิ่งกลับมายังไม่ทันข้ามวัน จะมีเรื่องอะไรให้คนเอาไปเล่าลือได้?"

 

หญิงชรามองเจ้าแมวดำบนพื้นอย่างเอือมระอา ไปแอบหลับอยู่ที่ไหนสักแห่งมาละสิ จึงได้ตกข่าวถึงเพียงนี้ "ก็ที่เขาว่านายน้อยพาจิ้งจอกกลับมาด้วยตัวหนึ่ง ทั้งยังให้ซุกอยู่ในอกเสื้อเพื่อกันลมหนาว แต่ผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วยามก็กลายเป็นว่า ที่อยู่กับนายน้อยคือหญิงงามล่มเมืองผู้หนึ่งแทน"

 

เสี่ยวไป๋ครุ่นคิดก่อนจะตอบกลับไปด้วยความสงสัย "หมายถึงเจ้าหนูเฟยอวี่?"

 

"เฟยอวี่หรือ เป็นนามที่ดี ช่างไพเราะนัก" หลิวซูลี่ย่อกายลงอุ้มเสี่ยวไป๋ขึ้นมากอดไว้ ทั้งยังลูบขนของมันอย่างเอาใจ "ไหนเจ้าลองบอกข้ามาสิว่า สตรีแบบไหนจึงทำให้นายน้อยพากลับมาถึงแดนเหมันต์ได้"

 

เสี่ยวไป๋เพียงหาวออกมาอย่างเกียจคร้าน "ท่านบอกข้าก่อน ผูัคนเอานายท่านไปเล่าลือว่าอะไรบ้าง"

 

"จะอะไรได้อีก นอกจากเจ้าตำหนักเหวินในที่สุดก็คิดแต่งฮูหยินแล้ว" นางกล่าวอย่างขัดใจ "เจ้าก็รีบบอกมา นางเป็นลูกสาวบ้านไหน จึงได้ตามนายน้อยกลับมาถึงนี่ได้"

 

เสี่ยวไป๋ดิ้นขลุกขลักด้วยความขบขัน มันกล่าวเสียงดังฟังชัดกับหญิงชราและผู้คนที่หูผึ่งรอฟังอยู่ว่า "เรื่องนายท่านคิดแต่งฮูหยินพวกท่านอาจจะมีลุ้นอยู่บ้าง เพียงแต่นายหญิงของตำหนักซือโฮ่วนั้น ชาตินี้ทั้งชาติคงไม่มีทางเป็นอิสตรีเป็นแน่"

 

หลิวซูลี่ขมวดคิ้วมุ่น นางเอ่ยถามอย่างสงสัย "เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น"

 

"เพราะคนงามที่พวกท่านเอ่ยถึงนั้น ความจริงแล้วเป็นบุรุษหาใช่อิสตรีไม่

 

คำตอบเรียบง่ายของเสี่ยวไป๋เรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าคนครัวได้มากมายนัก หลิวซูลี่นิ่งอึ่งไปพักหนึ่งเมื่อรวบรวมสติได้ นางจึงกระแอมไอเสียงดังเพื่อให้เสียงซุบซิบนินทาเจ้านายอย่างเปิดเผยเงียบลง "ไม่มึการมีงานทำหรือไร ถึงเวลาจัดสำรับอาหารขึ้นโต๊ะแล้ว ยังจะมายืนทำอะไรอีก ไปทำงาน"

 

สิ้นเสียงคำสั่งเด็ดขาดของหัวหน้าแม่ครัว เหล่าข้ารับใช้ทั้งหลายก็เร่งมือยกจานอาหารสามสี่อย่างออกไป หลิวซูลี่คิดในใจ นางเลี้ยงนายน้อยมาตั้งแต่เล็ก หากจะแต่งสะใภ้เข้าจวน อย่างไรนางก็ยังอยากขอดูบุรุษผู้นั้นด้วยสองตาของตนเอง ว่าคู่ควรกับนายน้อยของนางหรือไม่ 

 

เจ้าแมวเสี่ยวไป๋ในร่างมนุษย์ ถือถาดอาหารสำรับสองคนเดินมาจนถึงห้องของตนเอง คาดคะเนในใจว่าจิ้งจอกอวดดีตัวนัันคงจะยังมิตื่นเป็นแน่ เมื่อวางถาดอาหารแล้วเดินไปที่หลังฉากเพื่อดูอาการจิ้งจอกขี้เซา กลับกลายเป็นว่าหาย เจ้าเด็กอวดดีนั่นหายไปแล้ว!



เฟยเมี่ยวเหลือบซ้ายแลขวา มองอาหารสามสี่อย่างบนโต๊ะด้วยความหนักใจ ในใจยังเกิดความรู้สึกไม่อยากอาหารขึ้นมาหลายส่วน ผัดผักกาด น้ำแกงหัวปลา ปลานึ่ง ล้วนเป็นของที่เขาไม่ชอบกินทั้งสิ้น บ้านช่องออกใหญ่โตเนื้อสักจานก็ไม่มีให้เชียวหรือ ที่พอกินได้ก็มีเพียงไข่ผัดมะเขือเทศเท่านั้น แต่มะเขือเทศก็ยังเป็นผัก….

 

เหวินฮุ่ยเฉิงหยิบตะเกียบขึ้นมา ลงมือคีบเนื้อปลานึ่งสีขาวนวลใส่ในถ้วยข้าวของเฟยเมี่ยวอย่างเอาใจ เขากล่าวด้วยรอยยิัมว่า "เฟยเอ๋อร์เดินทางมาไกล เจ้าต้องกินให้มากหน่อยถึงจะดี"

 

ดีได้หรือ เฟยเมี่ยวมองถ้วยข้าวของตนเอง แล้วแอบหลั่งน้ำตาในใจอย่างเงียบเชียบ เขาเป็นคนกินยากมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทุกครั้งมิเคยมีปัญหาเรื่องที่ว่าตนเองนั้นจะเลือกกินอย่างไร เพราะมีอาจวินคอยทำให้ตลอด เวลานี้อยู่ตัวคนเดียวอีกทัังนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารในบ้านเรือนของผู้อื่น หากเรื่องมากเกินไปนักคงดูไม่เหมาะสม

 

เฟยเมี่ยวคีบเนื้อปลาเข้าปาก แม้ว่าจะไม่ได้มีความคาวให้สัมผัสได้ แต่ด้วยขึ้นชื่อว่าเป็นของที่ไม่ชอบกิน ฝืนกินให้ตายก็ไม่มีทางที่มันจะกลายเป็นของอร่อยไปได้หรอก เมื่อกลืนเนื้อปลาลงท้องไปเขายังต้องยกน้ำชาขึ้นมาจิบตามเล็กน้อย แล้วคีบไข่ผัดมะเขือเทศกินล้างปาก 

 

ไม่นานนัก น้ำแกงหัวปลาก็ถูกตักและยื่นมาให้ตรงหน้าของเฟยเมี่ยว เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวอย่างนุ่มนวล "น้ำแกงนี่รสชาติมิเลว เจ้าลองชิมสักนิด"

 

เจ้าตำหนักเหวินผู้ยิ่งใหญ่ ท่านจะรังแกคนมากไปหรือไม่ เหตุใดจึงสัมผัสความหวังดีไม่ได้เลย เฟยเมี่ยวยิ้มเล็กน้อยรับถ้วยมาถือไว้ จากนั้นตักน้ำแกงขึ้นมาเป่าเล็กน้อย ก่อนจะเอาเข้าปากแล้วกลืนลงคอไป รสชาติไม่นับว่าแย่ ปลามื้อนี้เขาฝืนทนกินไปได้ ต้องชมผู้ทำที่ทำออกมาให้ไม่คาวเลย แต่อย่างที่บอกเฟยเมี่ยวนั้นมีข้อเสียที่ความเลือกกิน  ถ้าเลือกได้ไม่กินปลาจะดีกว่า

 

อาหารค่ำมื้อแรกในตำหนักซือโฮ่วผ่านไปอย่างเรียบง่าย ข้ารับใช้ต่างเริ่มเข้ามาเก็บสำรับ เหวินฮุ่ยเฉิงรั้งหญิงชราผู้หนึ่งไว้ เอ่ยแนะนำอีกฝ่ายกับเฟยเมี่ยวอย่างเป็นกันเอง 

 

"เฟยเอ๋อร์ ท่านนี้คือท่านป้าหลิว หัวหน้าแม่ครัวของที่นี่ อีกทั้งยังเป็นคนเก่าคนแก่ของมารดาข้า"

 

เฟยเมี่ยวพยักหน้าเล็กน้อย ยกสองมือขึ้นประสานคำนับอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม "ข้ามีนามว่าหลิ่งเฟยอวี่ขอรับ หากไม่รังเกียจวันหน้าท่านป้าหลิวก็เรียกข้าว่าเฟยอวี่ก็ได้ อาหารมื้อนี้คงเป็นฝีมือของท่านป้าหลิวรสชาติดียิ่งขอรับ"

 

หญิงชรามองคนงามอย่างประเมินตั้งแต่หัวจรดเท้า กิริยามารยาทนับว่าไม่เลวร้าย รูปร่างหน้าตานับว่าหาผู้เทียบเคียงได้ยากยิ่ง เมื่อยืนเคียงข้างกับนายน้อยแล้ว ต่อให้เป็นบุรษก็ยังนับว่าคู่ควร 

 

นางกล่าวอย่างถ่อมตนอยู่หลายส่วน "บ่าวเป็นเพียงหัวหน้าแม่ครัว ไหนเลยจะเอ่ยนามผู้เป็นแขนของเจ้าตำหนักโดยตรงได้"

 

เฟยเมี่ยวเพียงยิ้มบางๆ กล่าวด้วยท่อยคำสื่อความหมาย "ได้อย่างไรกันขอรับ อาเฉิงนับถือท่าน เห็นท่านเป็นคนในครอบครัว ข้ายิ่งต้องนับถือท่านให้มากกว่า"

 

คนคงกำลังประเมินเขาอยู่กระมัง เฟยเมี่ยวนั้นด้วยนิสัยที่ออกจะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ก็ยังพอมีข้อดีอยู่บ้าง เขาชมชอบการอยู่ใกล้คนมีอายุมาก ถึงจะปากกร้ายหรือดูดุดันไปบ้าง ก็ยังใจดี ท่านป้าหลิวเท่าที่ดูก็คงมีความสำคัญกับเหวินฮุ่ยเฉิงไม่น้อยเลย ทำตัวเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายผูกมิตรกับนางไว้ เฟยเมี่ยวคิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

 

เหวินฮุ่ยเฉิงเห็นท่าทางของหลิวซูลี่คนสนิทของมารดา ชมชอบและให้ความเกรงอกเกรงใจเฟยเอ๋อร์ไม่น้อย ในใจก็เกิดความยินดีขึ้น ถ้านับกันตามจริงญาติผู้ใหญ่ที่เขาเหลืออยู่ ก็คงมีเพียงท่านป้าหลิวและท่านลุงจางที่เป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่เท่านั้น หากว่าทั้งคู่ยอมรับในตัวของเฟยเอ๋อร์ได้  จะมีอะไรที่น่ายินดีเท่านี้อีก 

 

"จริงอย่างที่เฟยเอ๋อร์กล่าว ท่านป้าหลิวข้าบอกท่านกี่ครั้งแล้ว ข้าหาได้เห็นท่านเป็นบ่าวรับใช้ไม่ ท่านเลี้ยงดูข้ามาบิดามารดาก็ไม่อยู่แล้ว ที่เหลืออยู่ยามนี้ก็มีเพียงท่านที่เป็นญาติผู้ใหญ่ของข้า" กล่าวจบ คนที่กำลังเบิกบานใจก็ยังไม่ลืมส่งสายตาหวานล้ำ ไปสบกับดวงตาหงส์ของจิ้งจอกน้อยที่เอ่ยเรียกตนด้วยคำพูดน่าฟัง

 

อาเฉิง คำนี้เมื่อออกจากปากของเฟยเอ๋อร์ กลับทำให้คนสุขใจไม่น้อยเลย

 



พูดคุยกับนักเขียน
ทวิตเตอร์  @Hanfeng62416408
เพจนักเขียน เยว่เซี่ยซินสี่
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.094K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,131 ความคิดเห็น

  1. #1103 littlefoolmoon (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 / 22:30
    อาเฉิง ที่เหมือนเขาเคยเรียกอาจวินหรือป่าวน้— แค่กๆ โทษทีโรคเก่ากำเริบ
    #1,103
    0
  2. #1045 K.white wine (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 22:57
    ถงถงกับเสี่ยวไป๋นี่อะไรยังไงซิ
    #1,045
    0
  3. #979 chalillxx_ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 18:13
    อาเฉิงอาจจะมีคาแรคเตอร์ของอาจวินปะ ครสหลายๆอย่างคล้ายเลบอะ
    #979
    0
  4. #927 DBJJKM97 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 มกราคม 2563 / 09:26
    พระเอมีความลับอะไรปกปิด
    เสี่ยวไป๋กับมี่ถงนี้มีซัมติงน่ะ
    #927
    0
  5. #838 sayupung (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 16:13
    อบอุ่นน ส่วนเสี่ยวไป๋กับมี่ถงจะคู่กันหรือจะตีกันตายก่อนคะนั่น ไป๋ๆจะมีร่างคนป่าวหว่าาา
    #838
    0
  6. #617 กิ้งก่อง กิ้งๆ ก่อง (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 14:08
    เรือนี้ดีเชียร์ต่อไปจ้าาา
    #617
    0
  7. #594 VKK42 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 23:16
    รออาจวินระลึกชาติ
    #594
    0
  8. #497 trp1021 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 02:07
    มันต้องแบบนี้!!
    #497
    0
  9. #360 คิเซริ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 21:26

    หวงแรงมาก5555
    มี่ถงมองจนตาเป็นประกายไฟลุกไปแล้วมั้งนั่น555
    #360
    0
  10. #282 fFfFrailty (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 19:14
    ไปตกลงกับคู่หมั้นก่อนไป น้องไม่ใช่อะไรที่ใครจะมาเป็นเจ้าของได้เพียงแค่ลมปาก ชิ
    #282
    0
  11. #281 PinpinatS (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 18:28
    พี่แกซื่อบื้อหรือไรเนี่ยยยยย ทำไมเป็นคนง่ายๆขนาดนี้ ทำคนอื่นคิดเข้าข้างตัวเองได้แบบกู่ไม่กลับเลยนั้น สงสารนายเอกเลย
    #281
    0
  12. #280 baimon2003 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 11:46
    รอตอนต่อไป
    #280
    0
  13. #279 [ May! Nie! Mo! ] (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 07:59
    รุกแรงงงงงง
    #279
    0
  14. #278 lills (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 07:53
    จับน้องจูบอีกแล้วววว
    #278
    0
  15. #277 Notty Kero (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 07:34
    ถ้าไม่จบกับคู่หมั้นละมาไม่เคลียร์กับน้องนะเจอแน่!!
    #277
    0
  16. #276 godxmeii (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 06:50
    มี่ถงงงงงงงงงงงงง แง้วว นังพี่
    #276
    0
  17. #275 Appleicing (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 01:33
    พบคนงานเข้า1อัตรา
    #275
    0
  18. #274 nyde (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 00:44
    อ้าวงานเข้า......
    #274
    0
  19. #273 PinpinatS (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 00:01
    งานเข้าาา
    #273
    0
  20. #272 Mio26082549 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 20:49

    ม๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยย???? ความค้างนี้ทำข้าเจ็บเจียนตายอยู่รอมร่อ????ปล.เว่อร์ไป๋???????? สนุกอ่ะชอบมากกกกกกก???????? สู้ๆไรท์????????

    #272
    0
  21. #271 Noon-_- (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 19:18
    เฮือก!ความค้างนี้ช่างรุนแรง
    #271
    0
  22. #270 GFMB (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 11:32
    แง่ง 555 พบคนไหน้ำส้มแตก 1 อัตราาาา หมั่นเขี้ยวเฟยเมี่ยวและสองสหายมากๆ555
    #270
    0
  23. #269 lills (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 10:17
    ไปง้อน้องเลย
    #269
    0
  24. #268 ชีสเค๊กวนิลา (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 09:23
    งืออไรท์จ๋าา กลับมาก๊อนนน!
    #268
    0
  25. #267 nunut_2540 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 09:22

    ไรต์อย่าทำร้ายกันแบบนี้
    #267
    0