หนทางสู่การเป็นท่านจอมมาร [สนพ.NanaNaRis YBooks]

ตอนที่ 11 : บทที่.10 [รีไรท์] อยู่กันพร้อมหน้าเป็นข้าที่ปวดหัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,490
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,358 ครั้ง
    19 ก.ย. 62


ปัง!!


ซูเม่ยอิงนังจิ้งจอกสารเลว!


ซูเม่ยอิงที่กำลังหลับกลางวันอยู่ ถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงประตูที่ถูกถีบออกอย่างไร้ความปราณี และเสียงตะโกนด่าทอตนอย่างไม่ไว้หน้า ใครมันบังอาจมาต่อว่าข้าในถิ่นของข้ากันเช่นนี้ รนหาที่ตายนัก! 

 

แต่ก่อนที่ประมุขแห่งหุบเขาซูเม่ยจะได้เกรี้ยวกราดใส่ผู้อื่น ก็เป็นอันต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจและใช้ความรวดเร็วในการหลบแส้หนังงู ที่ผู้เป็นเจ้าของฟาดใส่ตนอย่างไม่ออมแรง

 

หลิ่งฮวาเจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ!"

 

เจ้านั้นแหละที่เป็นบ้า  สับปลับ หลอกลวงชั่วช้า น่าชิงชังเป็นที่สุด นังจิ้งจอกวันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!!

 

หลิ่งฮวายังคงฟาดแส้ใส่อีกฝ่ายอย่างไม่ออมแรง แม้ว่าซูเม่ยอิงจะหลบพ้นอย่างหวุดหวิดทุกครั้ง แต่ข้าวของในห้องล้วนแล้วแต่ถูกทำลายด้วยน้ำมือของหลิ่งฮวาทั้งสิ้น ซูเม่ยอิงมองคนที่อยู่ดีๆ ก็ลุกขึ้นมาทุบตีตนอย่างงงงวย หญิงเจ้าอารมณ์ผู้นี้มิใช่ว่าคิดถึงบ้านจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรอกนะ

 

ข้าไปทำอะไรให้เจ้าโกรธอีก จึงมาทำลายข้าวของที่ห้องข้าเช่นนี้”   นางจับปายแส้ไว้แล้วออกแรงดึงรั้งกันไปมาแต่แน่นอนว่า นางที่เป็นมารจิ้งจอกอย่างไรก็ต้องมีแรงมากกว่าสตรีบอบบางเช่นหลิ่งฮวาอยู่แล้ว

 

เจ้ารังแกเฟยเอ๋อร์ของข้า!!

 

หลิ่งฮวาหอบหายใจแรงด้วยความโกรธ ก่อนหน้านี้นางไปเคี่ยวน้ำแกงให้บุตรชายอยู่ในครัวใช้เวลานานถึงสามชั่วยาม พอกลับออกมากลับพบว่าเฟยเอ๋อร์ของนางต้องไปนั่งคุกเข่าตากแดด ทั้งยังมีพวกจิ้งจอกน้อยใหญ่ยืนมุงดู มี่ถงเองก็ยังไม่สามารถเดินเข้าไปหาผู้เป็นนายได้เพราะมีม่านพลังกั้นไว้ พอสอบถามเรื่องราวก็ได้ความว่าเมื่อสองชั่วยามก่อน เจ้าหุบเขาผู้ยิ่งใหญ่แห่งหุบเขาซูเม่ยดันเกิดนึกคึกอะไรขึ้นมาก็ไม่อาจทราบได้ เรียกให้บุตรชายของตนมาประลองด้วย หากรับมือได้มิถึงสิบกระบวนท่าต้องคุกเข่าอยู่ที่ลางกลางแจ้งเป็นเวลาถึงหนึ่งชั่วยาม

 

ซูเม่ยอิงกล่าวอย่างไม่ทุกไม่ร้อนข้าฝึกเขา หาได้รังแก

 

ฝึกกับบิดาเจ้าสิ  ให้ลูกไปนั่งคุกเข่าตากแดดตากลมหนึ่งชั่วยามจิตใจเจ้าทำด้วยอะไร

 

ข้าก็แค่ฝึกความอดทนให้เขา” 

 

ข้าไม่เชื่อ!!  เพราะเจ้ารับปากจะปกป้องเขาข้าถึงได้ยอมมาที่นี่ แต่เจ้ากลับ…”

 

ซูเม่ยอิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ มีแม่ที่ไหนที่ทำเช่นนี้กับลูกแล้วไม่ปวดใจบ้าง แต่จะให้นางทำเช่นไรเล่า ในเมื่อเจ้าลูกโง่นั่นขี้เกียจตัวเป็นขน นอกจากฝึกปราณสายฟ้าในร่าง การฝึกอย่างอื่นแทบไม่ยอมขยับตัวจะสอนวิชาอะไรให้ก็ไม่ถูกใจสักอย่าง บนโลกใบนี้มีคนกี่รูปแบบกัน ใช่ว่าอาศัยเพียงพลังปราณอย่างเดียวจะสามารถเอาตัวรอดได้ นางทำก็หวังดีทั้งนั้น

 

เจ้าลูกโง่ขี้เกียจออกปานนั้น จะให้ข้าทำเช่นไร

 

เจ้าก็ค่อยๆ สอนเขาก็ได้  เหตุใดจึงทำเช่นนี้

 

หลิงฮวา เจ้าห่วงเขาได้ แต่ในตอนที่เขาต้องลำบากมากกว่าการนั่งคุกเข่าหนึ่งชั่วยามเล่า ในยามที่เจ้าไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเขาได้ ถึงตอนนั้นเฟยเอ๋อร์จะเป็นเช่นไร”  ซูเม่ยอิงกล่าวเสียงเรียบ

 

 นางไม่หวังให้หลิ่งฮวาเข้าใจในเรื่องนี้ เพราะหลิ่งฮวารักและปกป้องเฟยเอ๋อร์มาเช่นไข่ในหิน แต่คนอย่างซูเม่ยอิงมิใช่มารดาแบบนาง บุตรชายเพียงคนเดียวของเขา คนที่จะมายืนอยู่ในตำแหน่งนี้แทนที่นางในวันข้างหน้า จะเป็นเพียงไข่ในหินที่รอให้คนอื่นปกป้องได้อย่างไร และนางก็รู้ว่าผู้เป็นบุตรนั้นเข้าใจในความหวังดีของนา งจึงมิเคยปริปากบ่นเวลาที่นางสั่งลงโทษ หรือทำอะไรที่ไม่เป็นธรรม 

 

แต่ในทางกลับกัน เจ้าเด็กน่าตายนั่นก็มิเคยทำตามอะไรที่นางคาดหวังเลยสักครั้ง อยู่ที่นี่มาร่วมสามเดือนแล้ว เผาตำรายุทธต่างๆ ในหอตำราไปกว่าร้อยเล่ม มารดามั แค่กๆ  บิดามันเถอะ!  ท่วงท่าในตำราราวกับอิสตรีบ้างละ มันไม่เหมาะกับข้าบ้างละ ชื่อไม่ไพเราะบ้างละ  หากมิใช่เป็นบุตรชายที่นางรักสุดหัวใจ นางคงกลายร่างเป็นจิ้งจอกแล้วเหยียบอีกฝ่ายให้ตายอยู่ภายใต้อุ้งเท้าไปแล้ว

 

เจ้าหมายความว่าอย่างไร”  หลิ่งฮวาเก็บแส้หนังงูกลับมา ก่อนจะไปนั่งที่เตียงนอนปล่อยให้เจ้าของห้องยืนอยู่อย่างนั้นเพราะไม่มีที่จะนั่ง 

 

ข้าเลิกหวังเรื่องสืบทอดตำแหน่งเจ้าหุบเขาซูเม่ย ตั้งแต่เห็นเฟยเอ๋อร์เผาตำราเล่มแรกแล้ว เพียงแต่หากมิฝึกฝนให้เขามีวิชาติดตัวไว้บ้าง เฟยเอ๋อร์ก็จะกลายเป็นเพียงเด็กไม่เอาไหนต้องก้มหัว ยอมให้ผู้ที่แข็งแกร่งกว่ารังแก ในทางที่ร้ายที่สุดเฟยเอ๋อร์อาจจะต้องพบจุดจบเฉกเช่นที่ผ่านมา

 

หลิ่งฮวาเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็เงียบไป  นางเองก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพียงแต่ถึงอย่างไรนางก็ทำใจมิได้ที่เห็นบุตรชายต้องตกระกําลําบาก นางมองซูเม่ยอิงอย่างไม่ชอบใจนักแล้วกล่าวกับอีกฝ่ายว่าเช่นนั้นหากต้องสั่งลงโทษอีก ก็ยั้งมือไว้บ้างได้หรือไม่ เกิดว่าเฟยเอ๋อร์ของข้าถูกเจ้าเคี่ยวเข็ญจนกลายเป็นคนหยาบกระด้างไป  ชาตินี้ทั้งชาติคงมิอาจหาสามีที่ดีได้แล้ว” 

 

 ซูเม่ยอิงถลึงตาจ้องอีกฝ่ายอย่างขุ่นเคือง ตะโกนออกไปสุดเสียงลูกข้าเป็นผู้ชาย!"

 

ทางด้านคนที่ต้องนั่งคุกเข่าอย่างไม่เป็นธรรมถึงหนึ่งชั่วยาม ตอนนี้กลับกำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดขบคิดแผนการเพื่อหนีออกไปผ่อนคลายนอกหุบเขา  ในยามนี้เฟยเมี่ยวสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า 'ข้าเบื่อจะตายอยู่แล้วหลังจากที่ท่านแม่หลิ่งฮวาจัดการเรื่องการซื้อขายเปลี่ยนมือ และจ่ายค่าแรงชดเชยให้กับคนในหออวิ้นเหมยทั้งหมดแล้ว แน่นอนว่าเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ ในครั้งนี้ทุกอย่างล้วนเป็นท่านแม่เม่ยอิงจ่ายทั้งสิ้น พวกเขาก็ได้เดินทางมาที่หุบเขาซูเม่ยทันที

 

หุบเขาซูเม่ยนั้น ตั้งอยู่ในเขตแดนมายาระหว่างแคว้นหยางและแคว้นเว่ย ทางเข้าก็สลับซับซ้อนจนเขามึนงง หากคิดหนีออกไปคนเดียวเขาต้องหลงทางแน่ แต่มีเหรอที่คนอย่างท่านเฟยเมี่ยวจะกลัว  เขายังมีถงถงคนดีของเขาอยู่ทั้งคน เจ้าจิ้งจอกอารมณ์ร้อนนี่หากเขาชี้นกอีกฝ่ายก็ไม่มีทางบอกว่าเป็นไม้ แค่ให้พาออกไปผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการฝึกมหาโหดของท่านแม่บังเกิดเกล้า อีกฝ่ายต้องยอมพาเขาไปแน่นอน  เอาหน้างามๆ ของหลิ่งเฟยอวี่เป็นประกันเลย!

 

นายน้อยท่านยังเจ็บอยู่หรือไม่ขอรับมี่ถงเดินเข้ามาพร้อมตลับยาในมือ ยังเอ่ยถามผู้เป็นนายด้วยน้ำเสียงห่วงใย

 เฟยเมี่ยวที่รอโอกาสเสแสร้ง อะแฮ่ม หมายถึงขอร้องอีกฝ่ายให้พาออกไปเที่ยวเล่นนอกหุบเขา ก็เริ่มเบะปาก ตีหน้าเศร้าเข้าหามี่ถงอย่างแนบเนียนแล้วกล่าวเสียงแผ่วว่า “....ข้าเจ็บ

 

ไหนข้าขอดูหน่อยขอรับ”  มี่ถงนั่งลงตรงหน้าผู้เป็นนายเตรียมจะถลกขากางเกงอีกฝ่ายขึ้น แต่เป็นเฟยเมี่ยวก็ดึงขากลับมาได้ทันเวลา  นี่ก็ไม่ต้องถึงเนื้อถึงตัวตลอดได้ไหม...

 

นั่นยาของข้าใช่หรือไม่ ส่งมาเถอะมี่ถงยอมส่งตลับยาให้แต่โดยดี แต่ก็มองตามขาของผู้เป็นนายด้วยความเสียดายอย่างไม่ปิดบัง 

 

เจ้ามี่ถงนี่ตั้งแต่มาถึงที่นี่ ก็ไม่เคยออกห่างจากเขาเลย ท่านแม่เม่ยอิงเคี่ยวเข็ญเขาให้ฝึกเดินลมปราณ ก็นั่งเฝ้า ฝึกวิชาต่างๆ ก็ช่วยแนะนำ มันก็สนุกดีในช่วงแรกๆ แต่กล่าวตามตรงสามเดือนผ่านไปเขาก็ทำได้ดีแค่เพียงการเดินลมปราณ ดีดลูกแก้ว สร้างสายฟ้า ส่วนเคล็ดวิชาอื่นๆ ที่มารดามอบให้นั้น เขาเผาทิ้งหมดแล้ว 

 

ก็ดูแต่ละอย่างที่ผู้เป็นมารดานำมามอบให้สิ แค่นึกถึงตำราพวกนั้นเขาก็ปวดใจแล้ว ท่วงท่าในการฝึกแต่ละเล่มนี่มัน เอาไว้ใช้ยั่วยวนบุรุษทั้งนั้น บางเล่มเขายังแอบคิดในใจอย่างขบขันก่อนเผาทิ้งเลย ว่านี่ตำราฝึกยุทธหรือตำรากามสูตร  เขาจะเป็นจอมมารนะจะฝึกของแบบนี้ไปเพื่ออะไร?

 

ถงถง”  

 

น้ำเสียงที่เอ่ยเรียกอีกฝ่ายทำเอามี่ถงแทบสำลักชาที่เพิ่งยกขึ้นดื่ม  เอ่ยด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ มิใช่ว่าจะหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ข้าอีกแล้วใช่หรือไม่ เขาหันไปมองผู้เป็นนายอย่างเชื่องช้า แล้วก็ต้องรีบถอยหลังหนีเมื่อเจอเข้ากับรอยยิ้มหวานเคลือบยาพิษที่อีกฝ่ายส่งมา 

 

ข้าอยากออกไปข้างนอก

 

ข้างนอก?”

 

 เฟยเมี่ยวพยักหน้าตอบ อธิบายคำว่าข้างนอกให้ชัดเจนยิ่งขึ้นข้างนอก หุบเขาซูเม่ย

 

ไม่ได้ขอรับ“  มี่ถงรีบปฏิเสธเสียงแข็งทั้งยังส่ายหน้าไปมา

 

ทำไมไม่ได้

 

ท่านประมุขสั่งไว้ ว่าหากนายน้อยยังจำเคล็ดวิชาหมื่นบุปผาโปรยปรายทั้งเก้ากระบวนท่ามิได้ ห้ามย่างกรายออกจากหุบเขาซูเม่ยเด็ดขาดขอรับ

 

เฟยเมี่ยวทำหน้ามุ่ย กล่าวด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจว่าแต่ข้าจะไป

 

นายน้อยขอรับท่านประมุขไม่เหมือนนายหญิงนะขอรับ   หากนางจับได้ว่าท่านและข้าหนีออกไป พวกเราถูกสั่งโบยอย่างแน่นอน”  

 

เจ้ากลัว?”  

 

ไม่ขอรับ แต่ข้าห่วงท่าน”  

 

เฟยเมี่ยวส่งเสียงเหอะออกมาหนึ่งคำแล้วลุกขึ้นยืน  ในเมื่อใช้ไม้อ่อนไม่ได้ มันก็ต้องทำให้จำใจตามมาเอง นิสัยของมี่ถงนั้น ตามอกตามใจหลิ่งเฟยอวี่แค่ไหนเขาทราบดี มิใช่เรื่องยากเย็นที่จะทำให้อีกคนยอมอ่อนข้าให้ เฟยเมี่ยวเดินออกไปที่ประตูกล่าวอย่างเฉยเมยว่าหากเจ้ากลัวนักก็อยู่ไปคนเดียวเถอะ!"

 

ในตอนที่ก้าวเดินออกไป ยังไม่ลืมแสร้งก้มลงไปจับหัวเข่าตนเองเพื่อเรียกคะแนนสงสาร พนันด้วยเกียรติของท่านเฟยเมี่ยวเลยว่าจิ้งจอกน้อยที่รักเจ้านายยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่มีทางปล่อยให้เขาออกไปพบเจอกับโลกภายนอกเพียงผู้เดียวทั้งที่เป็นเช่นนี้แน่นอน…..

 

และก็เป็นไปตามคาด เจ้าหนูมี่ถงติดกับแล้ว ทั้งสองคนเดินทางมาจนถึงเมืองหลวงของแคว้นหยางใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น แน่นอนว่าคนที่ถูกเมินก็ยังคงเดินตาม และพยายามเรียกร้องความสนใจจากเฟยเมี่ยวอยู่เป็นระยะ ส่วนคนที่ทำเมินผู้อื่นอย่างเอาแต่ใจก็เอาแต่วิ่งเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ จนเงินในถุงแทบหมดแต่เรื่องอะไรเขาจะสน ต่อให้ถุงนี้หมดเขาก็ขอถุงใหม่จากมี่ถงได้  

 

นายน้อยขอรับ เราไปพักที่ร้านน้ำชาตรงนั้นก่อนจะได้หรือไม่ขอรับ

 

มี่ถงเอ่ยถามออกไปอย่างระมัดระวัง เขาทำให้นายน้อยไม่พอใจไปแล้วครั้งหนึ่ง ผลคือจนถึงตอนนี้ก็ไม่มีสักคำหลุดออกมาจากปากของอีกฝ่าย เรียกได้ว่านายน้อยเฟยอวี่คุยกับคนทั้งตลาดแต่ไม่ยอมคุยกับตนแม้เพียงครึ่งคำ หากว่าเขาเผลอพูดจาไม่ระวังไปทำให้นายน้อยไม่พอใจอีก เห็นทีว่าคงไม่ต้องได้ยินเสียงกันไปอีกสามวันสามคืนเป็นแน่

 

เฟยเมี่ยวหันไปตามทางที่มี่ถงชี้ให้ดู ก็พบเข้ากับร้านน้ำชาเล็กๆ แห่งหนึ่งเขาส่ายศีรษะช้าๆ แล้ว ชี้ไปทางโรงเตี๊ยมที่อยู่อีกฟากของถนนแทน มี่ถงเลิกคิ้วมองเป็นเชิงถามว่า 'เราจะไปที่นั่นกันทำไมจนเขาได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ก็ตั้งใจว่าจะไม่พูดกับอีกฝ่ายให้ได้สักวันอยู่หรอกนะ แต่ถ้ามัวแต่ชี้มือชี้ไม้กันอยู่แบบนี้คงไม่ได้ไปไหนกันพอดี

 

คืนนี้เราจะพักที่นี่มี่ถงขมวดคิ้วมุ่น

 

ไม่ใช่ว่าท่านเที่ยวเล่นเสร็จเราจะกลับหุบเขาซูเม่ยกันหรอกหรือ

 

ไม่กล่าวเพียงเท่านั้น เขาก็เดินนำอีกฝ่ายเข้าไปในโรงเตี๊ยมทันที

 

เรื่องอะไรจะกลับตอนนี้ กลับไปก็ถูกท่านแม่เม่ยอิงลงโทษอยู่ดี มิสู้เขาอยู่เที่ยวเล่นให้หนำใจก่อนให้คุ้มกับบทลงโทษที่จะได้รับไม่ดีกว่ารึ จะว่าไปช่วงนี้ระบบไม่ค่อยออกมาคุยกับเขา หรือหาอะไรมาให้เขาทำเลย แต่ก็ดีแล้ว

 

ขอห้องพัก2ห้อง อาหารที่ดีที่สุดของที่นี่สำหรับสองคน” 

 

เฟยเมี่ยวโยนเงินที่เหลือทั้งถุงให้กับเสี่ยวเอ้อที่ออกมายืนต้อนรับ ตั้งแต่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้เปิดปาก เคยเห็นพวกคุณชายในละครชอบวางท่าเช่นนี้ ชี้นิ้วสั่งแล้วโยนเงินให้เสี่ยวเอ้อเช่นนี้ วันนี้มีโอกาสเขาเลยอยากลองทำบ้างสักครั้งปรากฏว่ามันก็สนุกดี แต่ไม่ทำอีกจะดีกว่า ดูไร้มารยาทสิ้นดีไม่เหมาะกับหน้างามๆ ในตอนนี้เลยสักเท่าไหร่

 

เสี่ยวเอ้อที่อยู่ดีๆ ก็ได้รับถุงเงินมาอย่างไม่ทันตั้งตัวก็รู้สึกมึนงงอย่างยิ่ง แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพพอกะจากน้ำหนักของถุงเงิน ทั้งยังการแต่งกายของลูกค้าสองท่านนี้ คงเป็นคุณชายน้อยตะกูลเศรษฐีผู้มีอันจะกินเป็นแน่ เขาจึงรีบกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า

 

เชิญคุณชายทั้งสองตามข้ามาทางนี้เลยขอรับ” 

 

ห้องหับถูกจัดเตรียมไว้แล้วเรียบร้อย เฟยเมี่ยวโยนของทุกอย่างที่ซื้อมาให้มี่ถงเอาไปเก็บ ส่วนตนเองก็มานั่งมองดูการแสดงดีดพิณและร่ายรำพร้อมทั้งทานอาหารเลิศรสอย่างสบายใจ เหล่านักดนตรีและสาวงามที่ร่ายรำอยู่บนเวทีต่างก็ชำเลืองมองแขกทางโต๊ะขวามือเป็นระยะๆ พออีกฝ่ายมานั่งได้ไม่นานผู้ชมโดยรอบก็เลิกให้ความสนใจกับการแสดง หันไปเพลิดเพลินกับการจ้องมองคุณชายน้อยท่านนี้แทนเสียนี่ 

 

อวี่เอ๋อร์!!

 

ฝ่ามือที่ใช้เท้าคางอยู่ลื่นพรืด เฟยเมี่ยวกระแอมไอสองครั้งแก้เขิน แล้วหันกลับไปมองผู้มาใหม่ที่ร้องเรียกตนเองเสียลั่นร้าน  

 

“...เป็นคุณชายจิน”  เขาจำได้คนผู้นี้คือคุณชายจินเหลียง ว่าที่ลูกเขยนำเบอร์วันที่ท่านแม่หลิ่งฮวาหมายตาไว้เมื่อหลายเดือนก่อน

 

เป็นอวี่เอ๋อร์จริงๆ ด้วย ตอนแรกข้านึกว่ามองผิดไป

 

จินเหลียงเข้าไปนั่งข้างอีกฝ่ายโดยไม่ต้องรอให้ใครมาเชิญ วันนี้เขาออกมาตรวจตราความเป็นอยู่ของราษฎรตามคำสั่งของเสร็จพ่อ ตอนแรกเพียงเห็นโรงเตี๊ยวนี้ดูครึกครื้นดี จึงคิดหาน้ำชาดื่มสักกาชมดนตรีพื้นบ้านให้สบายใจ แล้วค่อยไปเดินดูให้ทั่วเมืองอีกสักรอบ ไม่นึกว่าจะได้พบคนที่ตนเองตามหามาหลายเดือน

 

เจ้าหายไปอยู่ที่ไหนมา

 

เอ่อ…”  นี่มันจะไร้มารยาทเกินไปไหม ใครเขาเชิญให้นั่ง?

 

ข้าตามหาเจ้ามาตลอดเลยอวี่เอ๋อร์ ทั้งวันทั้งคืนล้วนคิดถึงเพียงเจ้า  วันนี้มีวาสนาได้พบกันข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าจากไปอีก” 

 

แค่พูดเองเออเองคนเดียวยังไม่พอ นี่ถึงขนาดคว้ามือเขาไปจับเลยรึ เฟยเมี่ยวมองตามมือตัวเองที่อีกฝ่ายฉกไปหน้าตาเฉยด้วยสายตาว่างเปล่า แต่อีกฝ่ายก็เพียงส่งรอยยิ้มโง่งมมาให้แล้วพล่ามไม่หยุด เกิดใหม่ทั้งทีดันกลายมาเป็นคนงามผู้มีชะตาดอกท้อ ดูเอาเถอะขนาดหนีออกจากบ้านมาเที่ยวเล่น ยังไม่วายถูกผู้ชายไล่ตาม เขากล่าวอย่างสุภาพว่า

 

คุณชายจินท่าน...ช่วยปล่อยมือเฟยอวี่ก่อนจะได้หรือไม่” 

 

อะ  ขอโทษด้วย ข้าลืมตัวไปหน่อย”  จินเหลียงปล่อยมือคนงามอย่างเสียดาย แล้วส่งยิ้มที่แสนจริงใจให้อีกฝ่ายกล่าวอย่างเป็นกันเองว่าข้าขอร่วมโต๊ะด้วยได้หรือไม่” 

 

หมิงเจ๋อองครักษ์คนสนิทที่ติดตามมาด้วย ถึงกับต้องยกมือตบหน้าตนเองไปหนึ่งฉาดเพื่อเรียกสติ องค์รัชทายาทหยางจินเหลียงผู้ห้าวหาญไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดิน เย็นชาไร้หัวใจที่สุดในวังหลวงกับบุรุษหนุ่มผู้สว่าไสวตรงหน้าเขานี้ ใช่คนเดียวกันหรือไม่

 

 เหตุใดเพิ่งเดินออกจากประตูวังยังไม่ทันถึงสองเค่อกลับกลายเป็นคนละคนไปได้เล่า เขามองไปยังผู้ที่ได้รับรอยยิ้มสูงค่าดั่งทองของผู้เป็นนาย แล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ บุรุษผู้เป็นโฉมสะคราญถึงเพียงนี้หากเข้าวังหลวงไปในอนาคตวังหลังขององค์รัชทายาทต้องเกิดศึกนองเลือดแน่

 

“...เอ่อ

 

ไม่ได้!!

 

 เฟยเมี่ยวยังไม่ทันได้ตอบรับคำขอของหยางจินเหลียง มี่ถงก็เดินหน้าตึงเข้ามา ทั้งยังผลักอีกฝ่ายออกแล้วนั่งขั้นกลางหน้าตาหน้าเฉย ไม่สนใจสายตาอาฆาตแค้นจากหยางจินเหลียงที่มองมาแม้แต่น้อย

 

หยางจินเหลียงเมื่อทรงตัวได้ แล้วก็หันกลับมาจ้องผู้มาใหม่เขม็ง แรงคนหรือแรงควายทั้งที่ดูเหมือนอีกฝ่ายผลักไหล่เขาแค่แผ่วเบาเท่านั้น แต่กลับทำให้เขาแทบหัวขมำร่วงจากเก้าอี้ไปไร้มารยาท

 

ข้าเป็นคนป่าคนดงจะเอามารยาทไปทำอะไร

 

 หยางจินเหลียงกล่าวตำหนิอีกฝ่ายออกมาตามตรง แต่แทนที่มี่ถงจะสำนึกผิด เขากลับลอยหน้าลอยตากล่าววาจาเล่นลิ่นกับอีกฝ่าย เฟยเมี่ยวที่นั่งเป็นคนกลางให้ทั้งคู่ถึงกับต้องเอามือนวดขมับ ทำไมกันนะเขาถึงได้มีลางสังหรณ์ว่าความวุ่นวายมันจะไม่หมดเพียงเท่านี้

 

น่าชังนัก

 

เจ้าก็มิได้มีตรงไหนที่ดูน่ารักเลยแม้แต่น้อย” 

 

เจ้า!!

 

พอ! จะกินไหมข้าว ไม่กินก็ลุกไป

 

เขาใช่หรือไม่ขอรับนายน้อยมี่ถงยิ้มกว้างเอ่ยถามผู้เป็นนาย

 

ทั้งคู่นั่นแหละ” 

 

เมื่อคนงามกล่าวเช่นนี้ คนทั้งคู่จึงต้องกลับมาอยู่ในความสงบอีกครั้ง ให้เฟยเมี่ยวได้ทานอาหารชมดนตรีอย่างสบายใจ

 

มี่ถงและหยางจินเหลียงจ้องหน้ากันส่งสายตาฟาดฟันกันอย่างไม่คิดยอมแพ้ พบหน้ากันสองหน หนแรกเพียงพบมิได้พูดคุย เพียงรู้ว่าอีกคนคือคุณชายที่มาเที่ยวชมหออวิ้นเหมย และอีกคนเป็นผู้ติดตามของคนงาม พบหน้ากันครั้งที่สอง ทั้งสองฝ่ายกลับเกิดความรู้สึกหนึ่งที่ใจตรงกันขึ้นมานั่นก็คือ

 

พวกเขาเกลียดขี้หน้าอีกฝ่ายเสียแล้ว….

 

ด้านนอกโรงเตี๊ยม

 

เหมียววว

 

นายท่านขอรับข้าอยากกินน้ำแกงหัวปลา เราแวะโรงเตี๊ยมด้านหน้าสักครู่ได้หรือไม่ขอรับ”  พวงหางปุบปุยคลอเคลียอยู่ตรงช่วงอกของผู้เป็นนาย

เหวินฮุ่ยเฉิงก้มมองแมวของตนอย่างเอือมระอายังจะกินอีกรึ

 

เหมียววว  เสี่ยวไป๋หิวนี่น่า

 

 ดูเอาเถอะเจ้าแมวตะกละตัวนี้ รู้จักทำหน้าตาแมวๆ ให้ดูน่าสงสารเสียด้วย นับวันยิ่งมีลูกเล่นเยอะนัก ตั้งแต่เหวินฮุ่ยเฉิงจำความได้เขาก็มีเสี่ยวไป๋อยู่ข้างๆ มาตลอด ถึงจะดูไม่ได้เรื่องได้ราวเป็นแมวหมูจอมแสบ 

 

ทั้งยังขี้เกียจกินแล้วก็นอนได้ทั้งวี่ทั้งวัน แต่เมื่อยามที่เขามีภัยก็จะเป็นเจ้าเสี่ยวไป๋ที่กระโดดออกมาปกป้องเขาก่อนใครเสมอ ในยามที่มีความสุขเสี่ยวไป๋ก็จะนอนอยู่ข้างๆ 

 

ในยามที่เขาทุกใจก็เป็นเจ้าแมวตัวแสบนี่อีกนั่นแหละ ที่คอยปลอบ สำหรับเหวินฮุ่ยเฉิงเสี่ยวไป๋เป็นสหายที่ดี เป็นครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่เขาเหลืออยู่  จึงมีน้อยครั้งมากที่เขาจะขัดใจอีกฝ่าย แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันตอบกลับอะไรไป เจ้าเสี่ยวไป๋ก็ทำจมูกฟุดฟิดแล้วกระโดดลงจากอ้อมแขนของเขา วิ่งเข้าไปภายในโรงเตี๊ยมเหมือนพบเจออะไรบางอย่าง

 

เฟยเมี่ยวที่กำลังจะคีบเนื้อเข้าปาก ก็เป็นอันชะงักค้างไปเมื่ออยู่ดีๆ ก็มีก้องกลมๆ สีดำลอยมาตกแหมะอยู่บนตัก  พอลองพิจารณาดูดีๆ แล้ว ไอ้นี่มัน…. แมวผี!

 

เหมียววว มนุษย์เฟยอวี่ข้าดีใจที่ได้พบเจ้า เสี่ยวไป๋ใช้หัวกลมๆ ถูไถไปมาที่หน้าท้องของเฟยเมี่ยวอย่างออดอ้อนแล้วร้องเหมียวๆ ไม่หยุด ไหนๆ ปลาของข้าที่เจ้ารับปากไว้ละ

 

เฟยเมี่ยว  “...” 

 

เหวินฮุ่ยเฉิงที่เดินตามเสี่ยวไป๋เข้ามา ก็ถึงกับชะงักไปเมื่อเห็นว่าที่เสี่ยวไป๋วิ่งเข้ามาหานั้นเป็นผู้ใด คนทั้งคู่สบตากันอยู่อย่างนั้นนานจนเหมือนเวลารอบกลายได้หยุดหมุนไป  จนมี่ถงกระแอมไอออกมาจึงเหมือนเพิ่งได้สติ

 

เฟยเมี่ยววางตะเกียบลง แล้วอุ้มเจ้าอ้วนเสี่ยวไป๋ขึ้นมาทักทาย 

 

ไง...สหายเสี่ยวไป๋ไม่ได้พบกันเสียนาน ใช้เจ้าดูอ้วนขึ้นหรือไม่?” 

 

แงววว เฟยอวี่เจ้ามนุษย์ปากไม่ดี อย่ามาว่าข้านะ” 

เสี่ยวไป๋พยายามใช้อุ้งเท้าหน้าของมันทั้งสองข้างข่วนไปที่หน้าของเฟยเมี่ยว แต่ถูกอีกฝ่ายอุ้มอยู่ข่วนให้ตายก็ไม่มีทางโดนหรอก ทั้งยังถูกเจ้ามนุษย์นิสัยเสียนี่หัวเราะเยาะใส่อีก 

 

เสี่ยวไป๋อย่าได้ซุกซนนัก”  เหวินฮุ่ยเฉิงเดินเข้าไปหาเฟยเมี่ยวอย่างเชื่องช้า แล้วกล่าวตำหนิแมวตนเอง

 

เจ้าก็นั่งลงก่อน”  คำกล่าวสั้นๆ แต่กลับทำให้คนอีกสองคนที่เหลือหันขวับมาพร้อมกันกล่าวเสียงดังฟังชัดว่า

 

ไม่ได้!!” 

 

เฟยเมี่ยวทำเพียงปรายตามองทั้งสองคนแล้วพูดสั้นๆ ว่าได้”  คำเดียวเป็นอันรู้เรื่อง ทั้งมี่ถงและหยางจินเหลียงก็เงียบกริบ

 

เหวินฮุ่ยเฉิงนั่งลงตรงข้ามกับเฟยเมี่ยว แล้วเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาว่ารบกวนแล้ว

 

ไม่หรอก ถือเสียว่าตอบแทนที่เจ้าช่วยข้าเมื่อครั้งก่อน มืัอนี้ข้าเลี้ยง

 

แต่ว่า…”

 

เจ้าอ้วนไป๋ไป๋อยากกินปลาหรือไม่

 

 เฟยเมี่ยวก้มลงไปคุยกับเสี่ยวไป๋ในอ้อมแขน เมินคนที่จะกล่าวปฏิเสธตนหน้าตาเฉย เขาบอกจะเลี้ยงก็คือเขาจ่าย วันนี้ท่านเฟยเมี่ยวจะทำตามใจตัวเองใครก็ห้ามมีปัญญา

 

เหวินฮุ่ยเฉิงเมื่อเห็นว่าพูดต่อไปอีกฝ่ายก็ไม่สนใจฟังแล้ว ก็ได้แต่กล่าวขอบคุณออกไปอย่างจนใจ

 

เฟยเมี่ยวแอบมองใบหน้าภายใต้หน้ากากนั่นหลายต่อหลายครั้ง ใบหน้าที่เหมือนกับอาจวินของเขา เขาอยากแน่ใจว่าในคืนนั้นตนเองไม่ได้มองผิดไป แต่จะใช้วิธีไหนล่ะจึงจะสามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายเป็นการส่วนตัวได้ก็ในเมื่อ เขามองกลับมายังมี่ถงที่นั่งอยู่ข้างๆ  แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ

 

เขารู้สึกถึงแรงตะกุยที่อกเสื้อ พอก้มลงไปมองดูก็พบว่าเสี่ยวไป๋ร้องเหมียวๆ จ้องมองเขาอยู่ ทำไมเขาถึงได้รู้สึกว่าเจ้าแมวอ้วนนี่มันทำหน้าทำตาเหมือน 'คิดอะไรอยู่ข้าช่วยเจ้าได้นะ’  ทั้งที่หน้าของมันก็เป็นหน้าแมวแท้ๆ  แต่แรงตะกุยที่อกเสื้อก็ไม่ยอมหายไปสักที จนเขาต้องหันไปถามเจ้าของแมวที่อยู่ข้างๆ ว่ามันเป็นอะไร

 

เหวินฮุ่ยเฉิงมองแมวตนเองสักพัก แล้วก้มตัวลงไปกระซิบข้างหูของเฟยเมี่ยวตามคำพูดของเสี่ยวไป๋ เฟยเมี่ยวเลิกคิ้วขึ้นมองเจ้าอ้วนในอ้อมแขน แล้วยกยิ้มมุมปากอย่างท้าทายกล่าวอย่างยียวนกับมันว่าทำได้จริงรึ

 

เหมียว อย่ามาดูถูกข้าเชียวนะ เจ้ามนุษย์เฟยอวี่พร้อมทั้งเองอุ้งเท้าหน้าทุบเบาๆ ที่อกเสื้ออย่างหงุดหงิดใจ  เฟยเมี่ยวหัวเราะออกมาเบาๆ พลางพยักหน้าแล้วก้มลงไปกระซิบมันให้เข้าใจถึงสิ่งที่อยากให้ทำ

 

มี่ถงและหยางจินเหลียงที่ไม่กล้าส่งเสียง เพราะกลัวจะทำให้คนงามโมโหก็ได้แต่มองสองคนหนึ่งแมวกระซิบกระซาบกันด้วยความอิจฉาตาร้อน  

 

อวี่เอ๋อร์เหตุใดไม่สนใจข้าเลยหยางจินเหลียงได้แต่ตัดพ้อต่อว่าอีกฝ่ายในใจ แต่มีอย่างหนึ่งที่เขาสังเกตเห็นในวันนี้ อวี่เอ๋อร์ในวันนี้นั้นดูสดใสมีชีวิตชีวามากกว่าอวี่เอ๋อร์ที่เขาได้พบในหออวิ้นเหมยในวันนั้นเสียอีก มันทำให้เขายิ่งชอบอีกฝ่ายมากขึ้น

 

นายน้อยท่านจะใกล้ชิดกับเหวินฮุ่ยเฉิงเกินไปหรือไม่เขายังไม่ลืมความแค้นเรื่องรอยที่คอของนายน้อยเมื่อหลายเดือนก่อนหรอกนะ เพียงแต่ไม่อยากรื้อฟื้อขึ้นมาให้นายน้อยต้องโกรธเคืองเขาอีกก็เท่านั้น แต่หากคราวนี้เจ้ากล้าแตะต้องนายน้อยของข้าอีกครั้งละก็  ข้าจะขอสู้ตายกับเจ้า!

 

ความคิดนี้ของมี่ถงยังไม่ทันจะจบดี ก็มีก้อนกลมๆ สีดำตกลงมาใส่ศีรษะของเขา ความจริงมันก็คือเจ้าแมวเสี่ยวไป๋ที่กระโดดขึ้นมาบนหัวเขาต่างหาก...

 

!!!

 

มี่ถงนิ่งงัน มองตามผู้เป็นนายที่ลุกขึ้นจับมือเหวินฮุ่ยเฉิงวิ่งออกไปทันทีที่เจ้าแมวบ้านี่กระโดดขึ้นมาบนศีรษะของเขา แต่พอเขาขยับตัวคิดวิ่งตามไป ก็กลายเป็นว่าถูกพยัคฆ์ทมิฬร่างแมวกางกรงเล็บตะปบแก้มทั้งสองข้างของเขาไว้กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่าอย่าได้คิดขยับดีกว่าเจ้าหนู  จิ้งจอกน้อยเช่นเจ้า หากถูกกรงเล็บของข้าข่วนเอาแม้เพียงนิดเดียวก็อาจจะได้ไปพบยมบาลก่อนวัยอันควร” 

 

พร้อมกันนั้นหยางจินเหลียง และองค์รักษ์คนสนิทก็วิ่งไล่ตามเฟยเมี่ยวไป...

 

เหตุใดจึงขวางข้า

 

คนเขามีบุพเพจะสานต่อวาสนา เจ้าจะไปขวางให้เป็นบาปเป็นกรรมไปทำไม”  มี่ถงขบกรามแน่น

 

หุบปากไปเลย เป็นแค่แมวอย่ามาสอน

 

เพ้ย ข้าอายุมากกว่าเจ้าเป็นพันเท่า ให้เด็กอย่างเจ้ามาขึ้นเสียงใส่โดยไม่สั่งสอนได้หรือ”  ว่าแล้วเสี่ยวไป๋ก็งับหูของมี่ถงเข้าปากไปเต็มๆ กัดจนจมเขี้ยว

 

โอ้ย!!ฟันแมวใครว่ากัดไม่เจ็บ มี่ถงลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ แล้วใช้มือแกะเสี่ยวไป๋ออกจากศีรษะ แต่พยายามเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล 

 

พอแทะหูมี่ถงจนพอใจแล้ว เสี่ยวไป๋ก็ปล่อยอีกฝ่ายแล้วกระโดดลงไปยืนที่พื้นอย่างสวยงาม จากนั้นวิ่งหนีออกจากโรงเตี๊ยมไป  

 

มี่ถงยกมือขึ้นกุมหูตนเองที่มีเลือดซิบเอาไว้อย่างเจ็บแค้น โยนเงินค่าอาหารไว้ที่โต๊ะแล้วออกวิ่งตามทั้งยังตะโกนตามหลังเสี่ยวไป๋ว่าไอ้แมวบัดซบอย่าหนีนะ!"

 

หลังจากหนีมาจากมี่ถงได้สำเร็จ เหวินฮุ่ยเฉิงก็พาเฟยเมี่ยวมานั่งอยู่ที่ข้างลำธานในป่าแห่งหนึ่ง ที่ทางแถวนี้ค่อนข้าเงียบสงบ แทบไม่มีแม้กระทั่งเสียงสัตว์ป่ามาส่งเรียงร้องให้รำคาญใจเสียด้วยซ้ำ  เฟยเมี่ยวมองคนที่นั่งอยู่ข้างตนอย่างเงียบเชียบ อย่างไรวันนี้เขาก็ต้องถอดหน้ากากบนใบหน้าของอีกฝ่ายเพื่อดูใบหน้านั่นให้ชัดอีกครั้งให้ได้

 

จ้องข้าทำไม

 

มองไม่ได้หรือ”  เหวินฮุ่ยเฉิงส่ายหน้าเบาๆ แทนคำตอบ

 

เฟยเมี่ยวจึงยื่นมือบางไปใกล้ใบหน้าของอีกฝ่าย แต่เหวินฮุ่ยเฉิงกลับเอนตัวไปข้างหลังทั้งยังเอียงคอมองเขาอย่างคนมีคำถาม  เฟยเมี่ยวขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้างามปรากฏความไม่ชอบใจนัก อย่ามาทำท่าทางคล้ายกับอาจวินของเขาจะได้ไหม

 

ถอดออกมิได้หรือ”  เขาใช้มือชี้ไปที่หน้ากากของอีกฝ่าย 

 

คนถูกถามก็ร้องอ้อออกมาหนึ่งคำ ยอมอยู่นิ่งให้เฟยเมี่ยวถอดหน้ากากให้อย่างเบามือ  เขาค่อยๆ เอื่อมมือไปปลดเชือกด้านหลังแล้วยกหน้ากากออกจากใบหน้าของเหวินฮุ่ยเฉิงอย่างเชื่องช้า สิ่งที่ทำให้เฟยเมี่ยวนิ่งค้างไปก็คือ เขามองไม่ผิดไปจริงๆ ผู้ชายคนนี้หน้าเหมือนอาจวินมาก มากจน..

 

“...อาจวิน”  เขาเผลอเรียกชื่อนั้นออกไป

 

เหวินฮุ่ยเฉิงขมวดคิ้วมุ่นมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ  เหตุใดจึงเรียกเขาว่าอาจวินกันเล่า เขาไม่คิดจะเก็บความสงสัยไว้ภายในใจเอ่ยถามคนงามออกไปว่าอาจวิน...คือผู้ใดหรือ?”  

 

เฟยเมี่ยวเหมือนคนเพิ่งได้สติ เขาถอยห่างจากอีกฝ่ายกลับมานั่งที่ของตนเอง ในมือยังมีหน้ากากของคนแซ่เหวินติดมือมาด้วย ในใจก็ได้แต่โทษตนเองว่าพลั้งปากแล้ว คนผู้นี้จะเป็นอาจวินไปได้ยังไง เขาจ้องมองอีกฝ่ายก่อนจะตอบพร้อมรอยยิ้มขมขื่นว่า

 

เขาเป็น  คนรักของข้าน่ะ”  

 

“...เช่นนั้นหรือ”  ที่แท้เจ้ามีคนรักอยู่ก่อนแล้ว

 

ความเงียบเริ่มเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง ก่อนที่เหวินฮุ่ยเฉิงจะกล่าวต่อไปว่าแล้วคนรักของเจ้าอยู่ที่ใด ใยจึงมิมาคอยดูแล

 

เมื่อถามออกไปแล้วจึงเพิ่งคิดได้ว่าตนเสียมารยาทแล้วจึงรีบกล่าวว่าขออภัยเป็นเรื่องส่วนตัว ผู้แซ่เหวินมิควรก้าวก่าย

 

เฟยเมี่ยวมองคนที่รีบขอโทษ ทั้งที่เขายังไม่ทันจะได้พูดอะไรก็อมยิ้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายว่าไม่เป็นไรอาจวินเขา  มาไม่ได้น่ะ เขาไม่ได้อยู่บนโลกนี้

 

เหวินฮุ่ยเฉิงเกิดความกระจ่างในคำตอบ ที่แท้คนรักของเฟยอวี่ก็ตายจากไปแล้ว เป็นเขาที่ไม่ดีถามเรื่องที่ทำให้อีกฝ่ายต้องนึกถึงอดีต เขามองดวงหน้างดงามที่มีรอยยิ้มแต่งแต้มบนใบหน้าแต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่สามารถส่งไปถึงดวงตาของผู้อื่น หากว่ามีสักวิธีที่สามารถปัดเป่าความเศร้าหมองในดวงตาของเจ้าได้ ข้าก็อยากจะทำ ทันใดนั้นเขาก็นึกออกขึ้นมาหนึ่งวิธี จึงลุกขึ้นไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย แล้วคุกเข่าลงเอ่ยถามเฟยเมี่ยวพร้อมรอยยิ้มที่มุมปากว่า

 

เจ้าชอบหิมะหรือไม่?”

 

เฟยเมี่ยวเลิกคิ้วมองคนที่อยู่ดีๆ ก็ถามคำถามไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยกับเขา ทั้งยังมานั่งคุกเข่าต่อหน้าเขาอีก เห็นแล้วปวดใจยิ่งนักเพราะมันทำให้เขานึกถึง  ครั้งสุดท้ายที่เขาได้เจอเจ้าทึ่มอาจวินถึงอีกฝ่ายจะไม่รู้ตัวก็เถอะ 

 

ก็ชอบตอนยังเด็กเขาเคยพาอาจวินแอบพวกครูฝึกไปเล่นหิมะบ่อยๆ  

 

เช่นนั้นหรือ”  

 

เหวินฮุ่ยเฉิงยื่นมือออกมาตรงหน้าของเฟยเมี่ยวกระบี่สีเงินบริสุทธิ์ค่อยๆ ปรากฏให้เขาได้เห็น  เป็นกระบี่ที่ดูงดงามสูงส่งคู่ควรกับผู้เป็นเจ้าของยิ่งนัก เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวเสียงเรียบสร้างเขตแดนเหมันต์”  

 

กระบี่เหมันต์พุ่งทะยานขึ้นไปบนฟากฟ้า หยุดอยู่เหนือศีรษะคนทั้งคู่ มากพอสมควรมันหมุนรอบตนเองเป็นวงกลมไม่นานก็ปรากฏม่านพลังโปร่งแสงล้อมรอบเขตป่าในรัศมีสองลี้ แล้วก็มีแสงสีเงินระยิบระยับระเบิดออกมาจากตัวกระบี่ แสงนั้นเจิดจ้าจนเฟยเมี่ยวต้องยกแขนเสื้อขึ้นบังไว้ หลังจากการระเบิดของแสงนั้นเพียงชั่วอึดใจหิมะก็เริ่มโปรยปรายลงสู่พื้นดิน

 

เฟยเมี่ยวมองภาพนั้นอย่างตกตะลึง  หิมะเลยนะ  หิมะที่เขาต้องรอจนกว่าจะถึงฤดูการถึงจะได้เห็น แต่คนแซ่เหวินกลับทำราวกับว่าสามารถเสกมันขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย  ไม่ ไม่ใช่อีกฝ่ายเสกมันขึ้นมาต่อหน้าต่อตาเขาเลยต่างหาก เฟยเมี่ยวลุกขึ้นยืนยื่นมือออกไปสัมผัสหิมะสีขาวเย็นๆ ที่ไม่ได้เห็นมานาน  ก่อนจะยื่นมืออีกข้างส่งให้คนที่ยังนั่งคุกเข่าอยู่ แล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้างที่ดูมีความสุขเหลือแสน และตื่นเต้นราวกับเด็กที่ได้พบของเล่นที่ถูกใจก็มิปาน

 

ลุกขึ้นมาเร็ว เราไปเล่นหิมะกัน!

 

อาจวินไปเล่นหิมะกันเถอะ!

 

เหวินฮุ่ยเฉิงที่กำลังจะยื่นมือให้อีกฝ่ายชะงักค้างไปครู่หนึ่ง เมื่อครู่ มันอะไรกัน คล้ายว่าเขาจะได้ยินเสียงของใครบางคน  เป็นใครสักคนที่เขาคุ้นเคย  แต่ก่อนที่จะได้นึกอะไรต่อ ก็เป็นเฟยเมี่ยวที่ดึงมือที่ชะงักไปของอีกฝ่ายอย่างแรงบังคับให้ลุกขึ้นยืน เขายู่หน้าใส่เหวินฮุ่ยเฉิงอย่างน่ารักแล้วกล่าวตำหนิอีกฝ่าย

 

มัวเหม่ออะไร  ชักช้าเดี๋ยวหิมะก็ละลายหมดหรอก” 

 

อืมกล่าวได้เพียงเท่านั้นเหวินฮุ่ยเฉิงก็ถูกเฟยเมี่ยวลากไปยืนอยู่กลางแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็งแล้ว

เขตแดนเหมันต์ที่สร้างจากพลังปราณของกระบี่เหมันต์หาใช่ของเล่นหลอกเด็กไม่ เวลาเพียงไม่นานป่าแถบนี้ก็กลายเป็นทุ่งหิมะสีขาวโพลนไปอย่างง่ายดาย คนทั้งสองจับมือกันเดินไปตามทางที่ทอดยาวของแม่น้ำสายนี้ หนึ่งคนเพลิดเพลินกับการจ้อมมองลงไปภายใต้น้ำแข็งเพื่อดูเหล่าปลาเล็กปลาน้อยที่โดนแช่แข็งขยับไปไหนไม่ได้  

 

อีกหนึ่งเพียงจ้องมองเสี้ยวหน้าที่ดูสดใสและเป็นสุขของอีกฝ่าย แล้วระบายยิ้มอ่อนโยนที่แทบไม่เคยปรากฏบนใบหน้ามาก่อนออกมา หากเจ้าอ้วนเสี่ยวไป๋มาเห็นรอยยิ้มนี้ของผู้เป็นนาย มันคงต้องเอาไปเล่าให้ผู้คนทั่วตำหนักซือโฮ่วฟังด้วยความตื่นตาตื่นใจเป็นแน่  นายท่านผู้ไม่เคยมีรอยยิ้มให้กับทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้กลับสามารถยิ้มอ่อนโยนออกมาได้เช่นนี้ช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก!!

 

เฟยเมี่ยวเอ่ยกับคนข้างกาย ทั้งที่สายตายังไม่ละไปจากแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็งไปแล้วคนแซ่เหวินเจ้าเล่าเรื่องของเจ้าให้ข้าฟังได้หรือไม่” 

 

เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่าย่อมได้” 

 

เขาปัดเศษหิมะบนศีรษะของเฟยเมี่ยวออกอย่างเบามือ ก่อนจะถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก แล้วคลุมให้อีกฝ่าย

 

เดี๋ยวจะไม่สบายจากนั้นเริ่มเล่าอย่างเรียบง่าย ภเรื่องของข้าก็ไม่มีอะไรมาก ข้าเป็นบุตรชายคนเดียวตั้งแต่จำความได้ก็ถูกเลี้ยงดูเพื่อให้เป็นผู้สืบทอดของตำหนักซือโฮ่ว บิดาและมารดาของข้าจากไปตั้งแต่ข้าเพิ่งได้เจ็ดขวบ หลังจากนั้นข้าก็ขึ้นรับตำแหน่งต่อจากท่านพ่อ วันทั้งวันมีงานให้ทำล้นมือโชคดีที่ยังมีเสี่ยวไป๋อยู่เป็นเพื่อน และได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ เพื่อกำจัดและลงโทษผู้ที่ก่อความวุ่นวายและพยายามทำลายความสมดุลของทั้งสามเผ่า ชีวิตนี้จึงมิได้หน้าเบื่อเกินไปนัก

 

เพียงเท่านี้หรือ?”  สำหรับเฟยเมี่ยวแล้วชีวิตเช่นนี้แหละที่น่าเบื่อ

 

ก็มีเพียงเท่านี้

 

"เหตุใดจึงต้องเดินทางไปทั่วทุกที่ด้วยเล่า?"

 

"มันคือหน้าที่ของข้า"

 

"เหนื่อยหรือไม่?"

 

อีกฝ่ายเพียงพยักหน้าช้าๆ แทนคำตอบ เฟยเมี่ยวขมวดคิ้วมุ่นเอ่ยถามต่อไปว่า "ถ้าเหนื่อยแล้วเหตุใดจึงไม่พัก?" 

 

เป็นถึงเจ้าตำหนักเชียวนะ ถ้าเป็นเขาจะชี้นิ้วสั่งลูกน้องให้สบายไปเลยออกมาเหนื่อยเองทำไม

 

"เจ้าอยากลองมาเป็นฮูหยินเจ้าตำหนักซือโฮ่วดูหรือไม่ เผื่อว่าจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น"

 

"..." เฟยเมี่ยวเพียงส่งยิ้มบางให้มิได้กล่าวอันใดต่อ เขาเปลี่ยนเรื่องด้วยการพาอีกฝ่ายมานั่งตรงที่ๆ มีหิมะกองรวมกันแล้วบอกเหวินฮุ่ยเฉิงว่าปั้นตุ๊กตาหิมะกัน!

 

ตุ๊กตาหิมะคืออะไร?”

 

เฟยเมี่ยวหยิบหิมะขึ้นมาปั้นเริ่มจากส่วนตัว ส่วนหัว และใช้กิ่งไม้ต่อเป็นแขนขาพอประกอบกันจนเสร็จแล้วก็ยื่นไปให้อีกฝ่ายดู เอ่ยด้วยความภาคภูมิใจว่า  “นี่แหละ ตุ๊กตาหิมะ”  

 

เหวินฮุ่ยเฉิงกระพริบตาปริบๆ มองสิ่งที่อยู่ในมือคนงาม หิมะสามารถนำมาทำเช่นนี้ก็ได้หรือ  เขารับมันมาถือไว้แล้วจ้อมมองอยู่อย่างนั้นก่อนจะถามว่า 

 

มันคือตัวอะไร"

 

รอยยิ้มของคนงามกว้างขึ้นจนตาหยีกล่าวอย่างสุขใจเจ้าไง

 

ข้า?” เหวินฮุ่ยเฉิงจ้องมองก้อนหิมะกลมๆ ในมือให้ดีอีกครั้ง แล้วก็ต้องขมวดคิ้วขบคิดด้วยความหนักใจ  นี่...คือข้าจริงหรือเหตุใดจึงดู  แปลกนักเล่า

 

เสร็จแล้ว”  เสียงปรบมือหนึ่งครั้ง พร้อมเสียงร้องอย่างดีใจของเฟยเมี่ยว ทำให้คนที่พิจารณาตนเองเวอร์ชั่นตุ๊กตาหิมะอย่างเคร่งเครียดอยู่ต้องเงยหน้าขึ้นมามอง

 

ก่อนจะพบว่ามีตุ๊กตาหิมะหน้าตาเหมือนตัวที่อยู่ในมือของตนอีกสามตัววางอยู่ เหวินฮุ่ยเฉิงจึงเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างสงสัยแล้วสามตัวนี้เล่า คือผู้ใด” 

 

 เฟยเมี่ยวชี้ให้อีกฝ่ายดูทีละตัวอย่างช้าๆตัวขวามือนี่คือเสี่ยวไป๋  ตัวตรงกลางนี่คือข้า  ตัวด้านซ้ายมือนี่มี่ถง”  

 

รอยยิ้มมุมปากที่แต่งแต้มบนใบหน้ามาเนิ่นนานค่อยๆ จางหายไป เหวินฮุ่ยเฉิงกล่าวเสียงแผ่วว่าแล้วข้าเล่า อยู่ที่ใด

 

 เฟยเมี่ยวที่ดูเหมือนกำลังจัดแต่งท่าทางของตุ๊กตาหิมะ อย่างเพลิดเพลิน จนลืมจับน้ำเสียงของผู้พูดที่มีความน้อยอกน้อยใจปะปนอยู่ถึงเจ็ดในสิบส่วน ก็เอ่ยตอบอีกฝ่ายไปอย่างไม่ได้ใส่ใจนักว่าก็อยู่ในมือเจ้านั่นไง”  

 

ก็ข้าอยากอยู่ข้างเจ้า…. 

 

เหวินฮุ่ยเฉิงจ้องมองตุ๊กตาตัวของมี่ถงอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะใช้มือปัดมันจนเละเทะแล้วเอาตัวของตนเองไปวางไว้ มิหนำซ้ำยังตั้งใจวางให้ติดกับตัวของเฟยเมี่ยวอีกด้วย

 

เฟยเมี่ยวอ้าปากค้างกับการกระทำของอีกฝ่าย  ไม่นะถงถงของข้าเละหมดเลย  เขาเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างขุ่นเคืองว่าคนแซ่เหวินเจ้าทำอะไร

 

คนกระทำก็หาได้รู้สึกรู้สาไม่ เพียงตีหน้านิ่งแล้วกล่าวอย่างเอาแต่ใจว่าข้าแค่อยากอยู่ใกล้เจ้ามากกว่าใคร” 

 

หมายถึงตุ๊กตาใช่ไหม? “แต่เจ้าก็ไม่ควรทำลายตัวของคนอื่น

 

เจ้าหวงหรือ” 

 

 เฟยเมี่ยวพอเห็นคนผู้นี้ทำหน้าตาหงอยราวกับเด็กที่ถูกดุ เขาก็รู้สึกหมดคำจะพูด หน้าตาเหมือนกันได้แต่นิสัยไม่ต้องเหมือนขนาดนี้ก็ได้  เขาด่าไม่ลง…..  เฟยเมี่ยวถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง แล้วบอกคนเอาแต่ใจเสียงแผ่วบอกดีๆ ข้าก็จะขยับให้ ไม่เห็นต้องทำลายตุ๊กตาข้าเลยอุตส่าห์ปั้นตั้งนาน คนแซ่เหวินเจ้าคนนิสัยไม่ดี” 

 

ระบบ [ ขออนุญาตประกาศเควส 'ตามหาผนึกโชหิตมารเพื่อเปิดปราณมารในร่าง ]

[พลังชีวิต 50%]

[ค่าความเสแสร้ง 100แต้ม]

[ ระหว่างปฏิบัติเควสผู้เล่นสามารถสะสมแต้มไปได้เรื่อยๆ ตามสิ่งที่ผู้เล่นกระทำ ]

 

"..." ระบบคุณก็นิสัยไม่ดี...



1คอมเม้นต์เท่ากับ1 กำลังใจนะคะ^^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.358K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,131 ความคิดเห็น

  1. #1130 namfonnpp12 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 มกราคม 2564 / 12:49
    ซูเม่ยกับจิ้นหลิ่ง (ในมือชั้นมีไม้พายแห่งบาป)
    #1,130
    0
  2. #1124 knunkim (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 05:28

    มาปุ๊บปั๊บแบบไม่ทันให้ตั้งตัวเลยนะคุณจี

    #1,124
    0
  3. #1089 Tanva (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 17:00

    คนแซ่เหวินกับอาจวินคนเดียวกันใช่ไหม..

    #1,089
    0
  4. #1082 ParichatParinjit (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 19:58
    จิ้นหลิ่งฉวากับซูเม่ยได้มั้ย
    #1,082
    1
    • #1082-1 Hanfeng(จากตอนที่ 11)
      24 พฤษภาคม 2563 / 20:05
      ได้ค่ะ เรือนี้ไม่จมนะ เขามีเรื่องของตัวเองงงง
      #1082-1
  5. #1047 Kamobee (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 10:43
    5555 อยู่ๆก็มี เควส ฮามากระบบ
    #1,047
    0
  6. #1043 K.white wine (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 22:01
    ระบบจ๊ะ ขัดฉากหวานมากเลยนะรู้ตัวไหมเธอ
    #1,043
    0
  7. #1015 เหม่ยฮวา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 18:06
    น่ารักมากเลยยย
    #1,015
    0
  8. #1011 Ms.MISOYaa (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:07
    ฮืออน่ารักมากเลย
    #1,011
    0
  9. #977 chalillxx_ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 23:20
    ทุกคนดูหลงน้องกันง่ายเกินไปอ้าาา แต่เจ้าแมวไป๋เสวี่ยนี้มันนั่ลลั่กจีงๆ
    #977
    0
  10. #958 prewxxii (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 13:50
    555555พระเอกน่าเอ็นดูอ่ะคือมีมุมเด็กน้อยมากกก
    #958
    0
  11. #929 Nattiya Bursnachaitavee (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 มกราคม 2563 / 16:23
    อิเฮียเหวินนี่เป็นเศษเสี้ยวดวงวิญญานของอาจวินมาเกิดในโลกคู่ขนานนี้ใช่ไหมคะไรท์
    #929
    1
    • #929-1 Hanfeng(จากตอนที่ 11)
      17 มกราคม 2563 / 16:30
      หลุดขำพรืด ตรงอิเฮียเหวิน 555 นี่พระเอกหรือตัวประกอบ นางมาทั้งดวงเลยค่ะ แต่มาได้ยังไง อ่านต่อเลยน้าาา มีเฉลยค่ะ
      #929-1
  12. #922 DBJJKM97 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 มกราคม 2563 / 00:05
    ทำไมจิ้นเสี่ยวไป๋กับมี่ถง นังคนบาปฮืออ
    #922
    0
  13. #864 dewwiizodiac (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 / 16:44
    ข้าเจอพระเอกแล้ววววว
    #864
    0
  14. #857 Jupitersadd (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 00:52
    พี่เหรินคะหนูวางใจให้พี่เป็นพระเอกค่ะ
    #857
    0
  15. #837 sayupung (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 15:22
    ใช่แน่เล้ยย แต่เข้ามาอยู่ในโลกนี้ได้ยังไงง่ะ อย่าบอกนะว่าตายแล้วถึงเข้ามาได้ ขอให้ไม่ใช่เถอะแง เอาเป็นมาตามน้องกลับไปไรงี้เตอะ ;-;
    #837
    0
  16. #831 suthida-- (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 22:50
    เหวินฮุ่ยเฉิงเป็นพระเอกแต่ทำไมเหมือนไม่ค่อยมีบทเลยน้อ~~~~
    #831
    0
  17. #780 มากิริจัง (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2562 / 23:37
    มี่&หยางหรือ​มี่&ไป๋ดี.....เลือกไม่ถูกเลย
    เอ๊ะๆๆๆๆๆ.....สามพีไปเลยดีกว่าาาาาา
    อ่านฟินนนน...ฟินแล้วมโนเก่ง
    #780
    0
  18. #760 peace_in_apple (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2562 / 12:34
    ตุ๊กตาหิมะคือสิ่งใด เราว่าน่าจะเหมาะกว่านะคะ
    #760
    0
  19. #726 Lin and น้องปีเตอร์ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 00:10
    กินกันเลยดีมั้ย..มี่ถง..อาจวิน..
    #726
    1
    • #726-1 Hanfeng(จากตอนที่ 11)
      24 กันยายน 2562 / 03:30
      เรือผีหรือยังไงนะ 55555
      #726-1
  20. #724 ♣hotchoc♣ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 กันยายน 2562 / 20:51
    เสี่ยวเหวินนี้คืออาจวินใช่ไหม
    #724
    0
  21. #700 Pristill (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 01:30
    ลงเรือคู่แม่ๆได้มั้ยอ่ะ ทำไมอ่านละฟินจัง เหมือนพ่อแม่ช่วยกันเลี้ยงลูกเลยง่าาา

    ลงเรือมี่ถงกับเสี่ยวไป๋ด้วย555555
    #700
    0
  22. #683 Hummai (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 21:17
    จิ้นคู่เเม่ๆกับคู่ของ จินถง กะไป๋ถง5555 ทำไมถงถงถึงเป็นเคะในความคิดเราตลอดเลยนะ;)
    เเต่น้องต้องคู่ดะพี่เหวินนะ!
    #683
    0
  23. #643 Jeff69 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 03:45
    น่ารักแท้
    #643
    0
  24. #636 Vsundae (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 15:56

    ตานี่แหละพระเอก เชื่อเรา

    #636
    0
  25. #589 XINDEER (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 15:24
    นอกเรื่อง จิ้นคู่แม่ได้มั้ย 5555
    #589
    2
    • #589-1 เยว่ซิน/NightTime(จากตอนที่ 11)
      15 มีนาคม 2562 / 16:58
      ได้~~~
      #589-1
    • #589-2 _Single_Lady_(จากตอนที่ 11)
      9 พฤษภาคม 2562 / 09:58
      ชิปคู่เดียวกัน! จับมือ!
      #589-2