Yaoi : กั้นรัก

ตอนที่ 31 : >> 24

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,202
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    19 เม.ย. 60

ประกาศจากไรท์เต้อนิดนุง


ระหว่างตอนนี้กับตอนก่อนหน้านะครับ จะมีตอนที่เราเขียนฉาก..ติดเรท.. แทรกอยู่ด้วย เป็นของเหนกปั่น แล้วก็สิงห์เต้ แต่ไม่ได้เอามาลงในเว็บเด็กดีเพราะมันเป็นตอนของเด็กไม่ดี ฮา เพราะฉะนั้นใครที่ติดตามแต่ในเว็บนี้ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงครับผม /โค้งๆ


ตอนติดเรททั้งหลายจะอยู่ในรวมเล่ม หากใครอยากติดตามก็โปรดรอเปิดรอบไปรษณีย์ต่อ ๆ ไปในโอกาสหน้าครับ //ไม่ได้โฆษณาสักนิด--


ขอบคุณที่ติดตามนิยายกั้นรัก ที่ไรท์เตอร์ดองแล้วดองอีกครับผม!!


Manese



--------------------------------------------------------------------------



เช้าวันนี้เป็นวันที่ไม่สดใสเอาเสียเลย เพราะท้องฟ้ามีแต่เมฆสีขมุกขมัวปกคลุมไปหมดราวกับว่าฝนจะตกได้ทุกเมื่อ แต่มันไม่ใช่ปัญหา และมันไม่สามารถมากระทบกับจิตใจของอเนกภพที่ลอยละล่องไปกับความรักอันสุกงอมหอมหวานยิ่งกว่าน้ำตาลมิตรผลสองกิโลฟาดหัว มองอะไรก็เป็นสีชมพูไปหมด กระทั่งท้องฟ้าฝนจะตก กระทั่งประตูรั้วมหาลัย หรือกระทั่งหน้าเพื่อนร่วมเอกที่เจอกันอยู่ทุกวัน



มีแฟนแล้วชีวิตดี๊ดี มันเป็นอย่างนี้นี่เอง



หลังจากคืนนั้นที่เขาได้ใช้เวลาอยู่กับแฟนหนุ่มหัวฟ้าไปหมาด ๆ เป็นคืนที่น่าจดจำไปตลอดชีวิต ทั้งภาพทั้งเสียงสีหน้าของกำปั่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและจะไม่มีใครเคยเห็นอีก มันกรอกลับไปกลับมาในสมองเขาเหมือนนั่งดูคลิปซ้ำไปซ้ำมา โคตรติดตาเอาไม่ออกเลย



สีหน้าน่ารักที่โดนกระทำย่ำยีแม้จะไม่ถึงที่สุดแต่ก็ทำให้กำปั่นคายน้ำออกมาได้ หน้าแดง ๆ แบบนั้น เสียงครางหวานแบบนั้น ทั้งความรู้สึกใจเต้นไม่เป็นส่ำที่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วยน้ำมือตัวเองบนร่างกายของคนรัก เหนกถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง



และพยายามมองข้ามไปว่าทำได้แค่เมคเอ้าท์



ถ้านับกันตรง ๆ ในกลุ่มเพื่อนสนิทมิตรสหายของเขา เหนกนี่ก็ถือว่าเป็นเกย์ที่อ่อนด๋อยด้อยประสบการณ์ระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่มันจะไปสำคัญอะไรเล่าในเมื่อกับกำปั่นเขาก็ตั้งใจว่าจะไปด้วยกันช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไปไม่รีบร้อน ขืนรีบนักก็สงสารแฟนหนุ่ม สงสารตัวเองด้วย ถ้ามันเกิดเปิดเผ่นหนีไปดื้อ ๆ จะทำยังไง



ตอนนี้ก็ได้แต่มีความสุขกับค่ำคืนที่ได้นอนด้วยกันในฐานะคนรักไปก่อน ไม่นับคืนก่อน ๆ หน้าของก่อน ๆ หน้าที่ยังไม่ได้เป็นอะไรกัน แค่นี้อเนกภพก็แทบจะยิ้มหน้าบานเป็นจานรับสัญญาณทรูใส่ทุกคนที่มาทัก ยิ้มโปรยดอกไม้เป็นพื้นหลังจนน่าจะพาไปหาหมอตรวจเช็คสุขภาพจิต ไม่ก็หาหมอบำบัดยาเสพติดเพราะดูแล้วถ้าเอาฉี่ไปตรวจนี่สีม่วงแน่นอน



“ไอ้เหนกมึงเป็นเหี้ยอะไรเนี่ย”



เสียงอิฐ เพื่อนตัวสูงหัวทรงลานบินประจำกลุ่มร้องทักเมื่อเห็นหน้าพีอาร์สโมที่เดินเข้ามาใกล้ พร้อมยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยเรี่ยราดน่าตบกบาลเป็นที่ยิ่ง


                พวกเหนกตอนเช้ามักจะนั่งอยู่ลานใต้ตึกคณะ เป็นที่ ๆ มีร่มจากต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกไว้ระหว่างสองตึกเรียน มีโต๊ะม้าหิน และโต๊ะไม้คล้ายในโรงอาหารวางเรียงรายกันอยู่ เพื่อให้เหล่านิสิตได้นั่งสนทนาฮาเฮแกล้มขนม ซึ่งมักจะเหลือซากทิ้งไว้ไม่ยอมเก็บเป็นภาระกับเหล่าผู้ดูแลสถานที่ให้ได้มีการด่าอยู่ประจำ



“เปล่า กูไม่ได้เป็นอะไร ทำไมเหรอ” อีคนโดนทักก็ยังไม่รู้ตัว ยังจะยิ้มอยู่นั่น



“มึงดูดเนื้อมาเหรอ จะยิ้มเหี้ยไรนักหนา”



“ห๊ะ กูเปล่า” แล้วเหนกก็รู้ตัวว่าสงสัยจะออกอาการมากไป เลยเปลี่ยนเรื่องหนีดื้อ ๆ “เรื่องของกู พวกมึงอ่านหนังสือถึงไหนกันละ”



“มึงได้เสียกับน้องกำปั่นของมึงแล้วดิ”



คราวนี้เป็นเสียงต๋ง เพื่อนตัวเล็กใส่แว่นปากกล้าพูดขึ้นอยู่หลังหน้าจอโน้ตบุ๊คและกำลังพิมพ์อะไรต๊อกแต๊ก ๆ รัว ๆ อยู่ และไม่ทันขาดคำก็โดนฝ่ามืออรหันต์ของพีอาร์สโมฟาดเข้ากบาลดังป้าบ ทำเอาต๋งหน้าสะบัดแว่นแทบกระเด็น



“มึงจะเหี้ยกับกูก็เหี้ยไป แต่เหี้ยไปถึงกำปั่นกูไม่อภัยให้โว้ย!”



“แน่ะ เรื่องจริงอ่ะดิ โอ้ยเพื่อนกูเปิดซิงเมียแล้ว ปิดซอยฉลองเว้ย!” แทนที่จะสำนึกต๋งดันตะโกนลั่นให้ได้ยินไปสามซอย และได้รับตีนเหนกยันเข้าที่ตูดอีกทีหนึ่งเป็นของแถม



“ยังเว้ย!”



“อะไรนะยังอีกเหรอ มึงนี่แม่งกระจอกจัง..” พอได้รับคำบอกกล่าวต๋งก็เปลี่ยนสีหน้ามาเป็นผิดหวังสุด ๆ พร้อมคำประนามหยามเหยียด



“เรื่องของพวกกูอย่าเสือกมากได้มั้ย” เหนกกัดฟันกรอด ๆ ที่โดนหยาม เออก็มันใช่ที่เขายังไม่ได้ทำอะไรแฟน แล้วมันผิดเหรอวะ ใครจะไปคร่ำหวอดช่ำชองได้เหมือนพวกมึง



“อะไรว้า.. อุตส่าห์ให้มึงโดดจัดบอร์ดไปตั้งวันนึง ไปกับแฟนมึงแท้ ๆ ไม่ได้เรื่องอะไรเลยเหรอวะ” แมนที่นั่งดูดอิชิตันรสน้ำผึ้งมะนาวพูดขึ้น



เพราะวันนั้นที่เกิดเรื่องหึงหวงกันจนเหนกกลายร่างเป็นกระทิงและทำเอาน้องสิงห์กลายเป็นผ้าแดงมาธาดอร์ มันน่ากลัวจนต้องใช้ร่างชายวัยฉกรรจ์ไปล็อกตัวเอาไว้ และเพื่อเป็นการตัดปัญหาเลยให้เหนกและกำปั่นโดดงานไปเต็ม ๆ หนึ่งวัน ก็เท่ากับปล่อยให้คู่รักได้มีโอกาสตามลำพังสองคน แต่ความอ่อนหัดของเหนกก็ทำให้เพื่อนต้องผิดหวัง เสียแรงที่อุตส่าห์เชียร์ด้วยความอยากเสือกทำเอากลุ่มเหนกส่ายหน้าให้เพื่อนไปตาม ๆ กัน


พูดถึงความช่ำชอง ระหว่างที่เหนกต้องทนโดนต๋งกับอิฐล้อโดยมีแมนนั่งหัวเราะแทบสำลักชาเชียวอยู่นั้น เพื่อนผู้ชำนาญงานด้านรัก ๆ ใคร่ ๆ กาม ๆ ที่สุดในพรรคก็ปรากฎตัวขึ้นมา เขาคือบักเต้ สุดหล่อไนซ์กายแดนเจอรัสสไตล์ประจำคณะมนุษย์ศาสตร์ ที่เดินเข้ามาหากลุ่มเพื่อนร่วมเอกด้วยความเร็วต่ำกว่าปกติ เพราะเมื่อคืนดันจัดหนักไปหน่อย



“เอะอะโวยวายกันแต่เช้าเลยนะพวกมึง” เสียงเต้แหบนิด ๆ เอ่ยทักขึ้นมาท่ามกลางสายตาแปดบวกสองคู่ที่หันมาหา



“อ้าวเชี่ยเต้มาแล้ว มาเลย มาประนามความกากของไอ้เหนก..เดี๋ยว”



แมนที่ค่อนข้างสนิทกับเต้หันมาเรียกพวกช่วยรุมเหนกซึ่งกำลังโวยวายเปลี่ยนประเด็นก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นสภาพเพื่อนเชี่ยของตัวเองเต็มตา พาให้คนในกลุ่มที่หันมองเป็นตาเดียวต้องชะงักตะลึงตามไปด้วย



สภาพเต้ก็ยังเป็นเหี้ยเต้คนเดิมตามปกติ อาจจะดูสะลึมสะลือนิดหน่อย หากแต่บนคอ..บนลำคอแข็งแรงที่โผล่พ้นคอเสื้อเชิ้ตขาวนิสิตมันมีรอยปริศนาที่กระจ่างได้ในเวลาไม่กี่วินาที เป็นรอยแดงก่ำช้ำจนเกือบม่วงสองสามรอย มันชัดมากจนไม่ต้องสังเกตก็เห็น ยังไม่พอ ยังมีรอยฟันกัดบนลำคอทั้งสองข้างแทบจะตรงข้ามกันในตำแหน่งเหมาะเจาะสิ้นดี



“ไอ้เชี่ยเต้!!” เป็นเสียงเหนกที่ร้องขึ้นเสียงดัง เพราะสภาพของเพื่อนช่างส่อความกามมาก เห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าเมื่อคืนมันผ่านสมรภูมิมาขนาดไหน “มึงปิด ๆ คอเสื้อมึงหน่อย!”



ปกติก็รู้อยู่ว่าเต้เป็นคนยังไง แต่ละคืนมันจะไปมีสัมพันธ์สวาทกับใครก็ไม่แปลกใจ และมันก็ไม่เคยเอามาเล่าให้ฟังสนุกปาก หากแต่วันนี้มันดูฮาร์ดคอร์จนผิดปกติ



อย่าเรียกว่าคิสมาร์กเลย เรียกว่าไปโดนหมาฟัดมายังจะน่าเชื่อกว่า



“อะไร อ๋อ..” ดูท่าเต้จะไม่ได้ใส่ใจ แถมยังไม่แม้จะกระตือรือร้นปิดบังอะไรอีกต่างหาก เพียงแค่ยกมือลูบลงบนรอยที่น่าจะเรียกได้ว่าแผลเสียมากกว่า “ช่างมันเหอะ เดี๋ยวมันก็หาย”



     “ทุเรศว่ะ มึงไปทำอีท่าไหนมาวะ” เหนกดูจะยังรับไม่ได้เท่าไหร่ และลืมประเด็นของตัวเองเมื่อกี้ไปเสียสนิท



“คู่ขาคราวนี้มึงฮาร์ดคอร์สัด” อิฐผู้ไร้แฟนเหลือบ ๆ มองรอยรักบนคอเพื่อนที่มานั่งข้าง ๆ เพราะว่างอยู่แค่ที่เดียว จริง ๆ ไม่ต้องเหลือบก็เห็นได้เอง รอยช้ำพวกนั้นน่ากลัวเกินจนเห็นได้แต่ไกลหลายเมตรทีเดียว พาให้สงสัยว่าใครกันหนอที่ทำคาสโนว่าเต้ให้ช้ำเลือดช้ำหนองได้ขนาดนี้



“ก็นิดหน่อย” คนเป็นจุดสนใจหัวเราะหึ ๆ แล้วฉกชาเขียวของแมนที่นั่งตรงข้ามมากระดกอย่างไร้ความเกรงใจ “ใต้เสื้อกูยิ่งกว่านี้อีก อยากดูมะ” พูดแล้วทำท่าจะปลดกระดุมเพิ่ม



“ไม่ดูเว้ย ทุเรศ!” เหนกยังคงด่าอย่างต่อเนื่อง “แต่กูอยากรู้ว่าใครว่ะ มึงแน่ใจนะว่าไม่ได้โดนลากไปข่มขืน..” ปกติเหนกไม่เสือกเรื่องคู่นอนของเต้ แต่คราวนี้ร่องรอยมันโหดเกินจนต้องเอ่ยถาม เผื่อเหลือเผือขาดว่าอาจจะต้องแจ้งตำรวจ



“ใครมันจะข่มขืนกูได้ ไม่มีอะไรหรอก” พอโดนปฏิเสธเต้ก็วางมือไม่เปลื้องผ้าต่อ และยังมีหน้ามาหัวเราะ ก็คนในกลุ่มยังมองเขาอยู่เป็นตาเดียว ไม่ได้มองหน้าด้วยนะ มองแต่รอยที่คอนี่ล่ะ



ใช่อยู่ว่าเต้มักจะไม่พูดเรื่องคู่ขาตัวเอง ไม่คุยโม้โอ้อวดว่าตนมีคู่นอนกี่คนและใครบ้างและใครมีทีเด็ดอย่างไรหรือลีลาห่วยยังไง แต่ถ้าเป็นร่องรอยบนตัวที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ข้ามคืนเขาก็ไม่ใส่ใจจะปิดบัง ปล่อยให้ชาวบ้านเห็นรอยช้ำเหมือนโดนผีดูดเลือดฟัดแล้วสงสัยกันไป สนุกดี



แต่ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้นเสมอ



ตรงจุดที่ทั้งแก๊งเหนกกำลังนั่งพูดคุยกันยามเช้าเป็นที่ ๆ เหล่านิสิตคณะมนุษยศาสตร์เดินผ่านไปมาเป็นประจำ เรียกว่าเป็นที่สาธารณะพอสมควร ระหว่างที่เต้เป็นจุดสนใจในวงเพื่อน นายลัคนทิน วิจิตรมาน หรือโต้ กับนายจรัญ เหล่าโกมุท หรือเก่ง  ผู้สังกัดเอกญี่ปุ่นและเอกพัฒนาชุมชนตามลำดับ ซึ่งเคยทำหน้าที่พี่ว้ากร่วมกับเหนกก็เดินผ่านมา เห็นกลุ่มเหนกก็ตรงมาทักทายตามประสาเพื่อนที่ตบหัวเล่นกันเป็นประจำ โดยเฉพาะโต้ที่ค่อนข้างจะมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเหนกอย่างผิดคาดตั้งแต่ปีหนึ่ง ส่วนเก่งก็พอเห็นหน้าค่าตาคุ้นเคยกันอยู่



“ไงพวกมึง” เป็นเสียงเนิบ ๆ ของคนหน้าตายที่ทักมา แล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าคนที่เป็นประเด็นเมื่อสักครู่นี้ ส่วนเก่งที่ไม่ได้สนิทอะไรกับกลุ่มเหนกก็ยืนเป็นบีจีข้างหลังโต้เฉย ๆ



แค่การปรากฎตัวของโต้อยู่ในสายตา มือของเต้ก็เลื่อนไปขยับคอเสื้อปิดรอยช้ำเหล่านั้นทันที










               รอยบนคอเต้ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องสังเกตแล้วจะเห็น มันเด่นชัดมากจนเห็นได้ในระยะหลายเมตร ถึงแม้จะขยับปิดก็ไม่ทันต่อสายตาคนมาใหม่ ซึ่งก็ไม่ได้มีทีท่าอะไรเป็นพิเศษ มีก็เพียงเก่งที่สลับมองทั้งเต้และโต้ไปมาเท่านั้น



“อ้าว เชี่ยโต้” เป็นแมนที่ได้ยินเสียงคุ้นหูแต่นาน ๆ ทีจะได้ยินหันมาหาพร้อมยกมือทัก ซึ่งเหนกที่นั่งข้างแมนก็หันมาด้วย



“เฮ้ยไม่เจอกันนาน นึกไงเดินผ่านทางนี้วะ”



“อ้าว ทางนี้มันต้องมีอารมณ์นึกครึ้มถึงจะเดินผ่านมาได้เหรอวะ ถามแปลก” โต้เลิกคิ้วขึ้นข้างนึงตอบกวน ๆ



“ปกติกูไม่เห็นมึงเดิน กูเห็นมึงไปขลุกอยู่แถว ๆ เอกจิตฯไม่ใช่เหรอ” เป็นที่รู้กันว่าโต้ผู้นี้คือพี่ว้ากตามสตอล์กน้อง ก็ไม่แปลกที่เหนกจะด่าจี้ปมไปทันใด แต่เจ้าตัวก็หาได้มีความสะทกสะเทือนแต่อย่างใดไม่



“ความสัมพันธ์ที่ดีมันก็ต้องมีการเว้นระยะห่างกันบ้างน่า…” พูดเสร็จมันก็เชิดหน้าภูมิใจในความหล่อของตัวเองอย่างน่าหมั่นไส้



ระหว่างที่เหนกกำลังพูดคุยอยู่กับโต้ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องรอยบนคอเต้ขึ้นมาอีก โดยเฉพาะอิฐกับต๋งที่ยังไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ส่งสายตาเหลือบมองสลับเจ้าของชื่อเล่นต.เต่าไร้ตัวสะกดทั้งสองเช่นเดียวกับที่เก่งทำ



ไม่จำเป็นต้องพูดจากัน ดูเหมือนทั้งกลุ่มจะพอเข้าใจบรรยากาศผิดแปลกที่ก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ เป็นสัมผัสที่รับรู้ได้ของกลุ่มเพื่อนที่สนิทกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ผ่านร้อนหนาวมาด้วยกัน และรู้เรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนี้ดี



มันจะไม่มีอะไร หากบนคอเต้ไม่มีรอยผ่านการทำรักชั่วข้ามคืนให้เห็น



“แล้วนี่มึงจะไปไหนเนี่ย” หลังจากฟาดฝีปากตบมุกกันกับโต้ท่ามกลางบรรยากาศหน่วง ๆ ที่ก่อตัวนั้น เหนกก็ถามสารทุกข์สุกดิบผสมเผือกอย่างมิตรสหายที่ดี



“เดี๋ยวกูก็แยกไปเรียนของกู จะไปหาอะไรแดกกับไอ้เก่งก่อน” โต้ตอบ พอดีว่าโต้กับเก่งเป็นรูมเมตกันตั้งแต่ปีหนึ่งก็จะค่อนข้างมีส่วนร่วมในชีวิตกันพอสมควรแม้จะไม่ได้เรียนเอกเดียวกัน “ถ้าอย่างนั้นไว้เจอกันพวกมึง” ว่าจบมันก็โบกมือบ๊ายบายแล้วแยกตัวไปก่อน



“เออ โชคดีเว้ย” เหนกโบกมือไล่หลังตอบ ในฐานะคนที่สนิทกับโต้และเก่งมากที่สุด ณ ที่นี้ ซึ่งความจริงแล้วคนที่สนิทที่สุดไม่ใช่เขา แต่เป็นไอ้คนที่มีรอยเต็มคอแต่ไม่พูดอะไรสักคำนั่นมากกว่า



เป็นความผิดปกติเดียวของเต้ ผู้ไม่สนใจและไม่แคร์สื่ออะไรทั้งนั้น



ถึงคนทั้งโลกจะเห็นรอยจูบบนคอเต้ก็ไม่สนใจ



                แต่ไม่ใช่กับคนนี้



พอโต้กับเก่งเดินไป บรรยากาศหนักอึ้งเมื่อครู่ก็ค่อย ๆ จางลง พรรคเพื่อนในวงค่อยหายใจหายคอกันออกเหมือนยกภูเขาออกจากบั้นท้าย



“เงียบเลยนะมึง ปกติเจอไอ้โต้แล้วออกจะพูดมาก” เป็นเสียงของอิฐที่นั่งข้างเต้พูดขึ้น กึ่งแหย่กึ่งเป็นห่วง แต่อีกใจหนึ่งก็แอบสมน้ำหน้า



“เรื่องของกู กูแค่ขี้เกียจพูด” เจ้าของหางเต่ายาวจนเกือบกลางหลังโคลงหัวเหมือนไม่ใส่ใจ คลายบรรยากาศให้ตัวเองด้วยการฉกชาเชียวของแมนมากรอกปากจนหมดขวด ไม่สนเจ้าของขวดที่มองเงิบใส่



“แน่ใจนะว่ามึงไม่เป็นไร” เหนกหันมาถามไถ่บ้าง



“ห่วงตัวพวกมึงเองก่อนเหอะ ไม่ต้องมาห่วงกูหรอก” เต้แจกยิ้มให้บรรดาเพื่อนรอบ ๆ “เรื่องมันก็นานมาแล้ว กูไม่ได้อะไร บอกไปหลายครั้งแล้วนี่หว่า” จะว่าไม่ได้อะไร100%ก็คงจะพูดไม่ได้เต็มปาก แต่ในเมื่อมันย้อนกลับไปไม่ได้ เต้ก็ไม่รู้จะไปมีอะไรกับเรื่องในอดีตอย่างนั้นไปทำไม



“งั้นเอายาทาเปล่า กูมี” คราวนี้เป็นต๋งหยิบยาทาแก้ฟกช้ำออกมาจากไหนไม่รู้ราวกลับเป็นหุ่นยนต์แมวจากอนาคตมายื่นให้ ทำเอาทั้งกลุ่มมองว่าบ้านมึงเป็นร้านขายยารึไง



“ไม่เอา ปล่อยแม่งไว้งี้แหละ” เต้ปฏิเสธทันควัน “ทีแบบนี้ละมาเป็นห่วงกู พอๆ เฮ้ยจะเข้าเรียนแล้ว ย้ายตูดเหอะ ลุก ๆ”



สิ้นคำเต้ทุกคนก็ขยับลุกกันอย่างเชื่องช้าด้วยโดนบรรยากาศกร่อย ๆ กดทับ แต่ต่างก็เห็นด้วยว่าควรจะไปให้พ้นจากตรงนี้สักทีเพื่อเปลี่ยนอารมณ์ แต่ระหว่างที่รอลิฟต์กันอยู่ เหนกที่ยังไม่ยอมทิ้งประเด็นก็ถามขึ้นด้วยคำถามเดิม



“แล้วมึงจะบอกได้ยังว่าคู่ขาคราวนี้มึงเป็นใคร”



เฮดสันสโมเลิกคิ้วสูงกับคำถาม แล้วกลั้วหัวเราะในคอใส่ ก่อนจะหันไปหาเหนกแล้วลดเสียงลงให้ได้ยินกันแค่สองคน



“ถ้ามึงรู้มึงจะต้องรักกูแน่ไอ้เหนก”



“ไม่รักโว้ย อะไรของมึง” เหนกยังตามไม่ทัน “บอกมาได้แล้ว นี่กูห่วงมึงนะเนี่ย บอกมา!”



เต้คลี่ยิ้มมีนัยให้ แล้วยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูเพื่อนเบา ๆ



“น้องสิงห์..”



“.........ห๊า!!!” คำตอบทันควันนั้นทำเอาเหนกติดสตันท์ไปหลายวิ และทำให้ในกลุ่มหันมาหาเต้อย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมายว่าไอ้เหนกเป็นอะไรไปร้องดังอย่างกับโดนหมาเหยียบตีน



“กูบอกแล้วว่ามึงจะต้องรักกู” เต้หัวเราะหึหึอย่างมีชัย “กูจัดการให้แล้วนะเรื่องกำปั่น เลี้ยงเหล้ากูด้วย เอาขวดละเกินพันด้วยนะเว้ย นี่กูคิดถูก ๆ เลยนะ” พูดไปก็เอามือไปบีบคางเหนกเหมือนจะข่มขู่และยังหัวเราะในคอไม่เลิก ก่อนจะเดินลิ่ว ๆ นำกลุ่มไปขึ้นลิฟต์ และยังทิ้งรอยยิ้มคนที่ถือไพ่เหนือกว่าทุกสิ่ง โดยไม่มีอาการติดสตันท์เมื่อเจอโจทย์ของเมื่อกี้ติดตัวอยู่เลย



ทิ้งให้เหนกยืนอ้าปากค้างเป็นประติมากรรมลอยตัวอยู่อย่างนั้น


-------------------------------



          ทางด้านโต้กับเก่งที่ผละตัวออกมาจากการไปทักทายนั้นก็ไปหาอะไรกินรองท้องที่แคนทีนคณะ เก่งที่จับสังเกตถึงความผิดปกติเมื่อสักครู่นี้ ก็อดที่จะเอ่ยปากถามเพื่อนข้างตัวที่ทำหน้าปลาตายออลเดอะไทม์ไม่ได้



“มึงโอเคปะวะโต้” ฟังคำถามแล้วเจ้าตัวก็เลิกคิ้วขณะแกะห่อขนมปังมาเคี้ยวหยับ ๆ แลไม่ทุกข์ร้อนอะไร



“แล้วกูจะไม่โอเคเรื่องอะไรวะ” คำย้อนถามทำให้เก่งชักสีหน้าเหนื่อยใจ ไอ้เชี่ยนี่ก็จะกวนตีนคืนตลอดเลยนะ



“ไอ้เต้ไงเว้ย ไอ้เต้” กดเสียงพูดให้ได้ยินกันเพียงสองคนถึงรอบข้างจะไม่มีใครน่ามาได้ยิน พลางเอานิ้วจิ้ม ๆ ที่ลำคอตัวเองไปด้วย คนฟังถึงจะมาเลิกคิ้วขึ้นข้างนึงเหมือนนึกขึ้นได้



“อ่อ เชี่ยเต้มันก็มีกิ๊กไปทั่วนี่ ไม่เกี่ยวอะไรกับกูสักหน่อย” พูดพลางเคี้ยวตามองไปข้างหน้าไปด้วย พอกินหมดก็พับซองแล้วไปโยนทิ้งลงถังขยะแถวนั้น ปัด ๆ มือแล้วตบบ่าเก่งสองที



“ถ้ามึงจะเป็นห่วงกูเรื่องนั้นก็ขอบใจ”



“...เออ มึงไม่ไรก็ดี” ในเมื่อโต้มันยืนยันมาแบบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปเซ้าซี้อะไรอีก แต่ด้วยความเป็นเพื่อนที่อยู่ด้วยกันมาตั้งนานนมก็อดจะเป็นห่วงไม่ได้ ยิ่งเจ้าคนหน้าตายมันอ่านยากแบบนี้อีกก็ไม่รู้ว่ามันจะไม่รู้สึกอะไรจริง ๆ ไหม



แต่เท่าที่ดูอาการแล้วไอ้เต้ก็น่าจะรู้สึกอะไรอยู่บ้างล่ะมั้ง



ตัวเก่งเองถึงจะไม่ได้เป็นเกย์เป็นไบอะไรแต่ก็ขลุกอยู่กับไอ้พวกบ้านี่มาโดยตลอด ตั้งแต่ร่วมกิจกรรมรับน้องด้วยกัน ร่วมกันทำงานให้คณะ แถมยังเป็นรูมเมตกับโต้ด้วย แม้จะโดนพวกมันรุมรังแกสารพัดแต่ก็สนิทกันดีเลยได้เห็นความเป็นไปอะไรมาเรื่อย



ตอนที่พวกมันคบกันเขาก็อยู่เห็น ตอนแรกสุดนี่น่าจะเป็นตอนที่พวกมันเจอกันตอนเข้ารับกิจกรรมรับน้องแล้วแข่งเต้นกันนี่ล่ะมั้ง แล้วไป ๆ มา ๆ เห็นมันคบกันเองเฉยเลย ก็ดูเป็นคู่รักที่มีศีลเสมอกันด้านความเชี่ยคู่นึง แต่ไม่ทันไรมันก็เลิกกันซะอย่างนั้น เขาก็ไม่รู้หรอกว่าพวกมันเลิกกันเพราะอะไรกันแน่เพราะไม่อยากถามซอกแซก ก็อาจจะเลิกกันด้วยดีเพราะพวกมันยังเป็นเพื่อนตบตูดกันได้อยู่


ถึงบางครั้งบางคราว เก่งจะจับสังเกตได้ว่าทางเต้ยังรู้สึกอะไร ๆ บ้าง จากพฤติกรรมหลาย ๆ อย่าง มีแต่ไอ้โต้นี่ล่ะที่เขามองไม่ออก



บางทีเขาก็สงสัยว่าทำไมต้องมาเป็นสักขีพยานให้กับคู่เกย์บ้าบอสองตัวนี่ด้วย..



ก็ได้แต่อนาถใจตัวเองที่รอบข้างแม่งมีแต่เกย์ จะในจะนอกคณะแม่งก็เกย์ เกย์เอฟวรี่แวร์.. เก่งผู้เดินทางสายตรงอยู่คนเดียวท่ามกลางหมู่เกย์ก็น่าแปลกใจตัวเองที่กูรอดมาได้ไง แต่นึกไปก็ดีแล้ว ผู้ชายสไตล์เถื่อนถ่อยมีหนวดเคราอย่างตัวเองคงไม่เข้าสเปคเกย์หรอกมั้ง ปกติเขามักจะเห็นเกย์เนื้อตัวสะอาดสะอ้านแต่งตัวดี บางทีก็มีฉีดน้ำหอมอีกต่างหาก ซึ่งถ้าเพื่อนเกย์รอบตัวแม่งพากันฉีดน้ำหอมมาโดยมิได้นัดหมายคนที่ตายอาจจะเป็นตัวเก่งเอง กลายเป็นขนมไทยอบควันเทียนกันเลยทีเดียว



คิดเพลินไปก็ไม่ได้พูดอะไรกับโต้ที่ดูจะไม่ได้อยากพูดอะไรเพิ่ม นั่นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เก่งเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่าภายใต้ใบหน้าตายด้านเป็นหน้ากากมันจะต้องรู้สึกอะไรสักอย่างแน่นอน จะมากน้อยก็อีกเรื่อง ว่าไปก็ไม่เคยเห็นไอ้เต้มันมีรอยที่คอโหดสัดรัสเซียซะขนาดนั้น



แล้วทำไมกูต้องมาลุ้นให้พวกมันด้วยเนี่ย..



ตอนนี้บรรยากาศแม่งอึมครึมมาก ไม่รู้เก่งคิดไปเองรึเปล่า และเขาก็ชักทนไม่ไหวกำลังจะอ้าปากบอกโต้ที่ยังหน้ามึนไม่เลิกให้แยกย้ายกลับเอกไปเรียน ก็มีเสียงหนึ่งที่คุ้นหูเก่งแต่แปลกหูโต้ร้องทักขึ้น ราวกับเป็นระฆังช่วยชีวิตให้เลิกจมกับบรรยากาศประหลาด ๆ บ้าบอนี่



“ไง เก่ง โต้ด้วย ยังไม่ขึ้นตึกอีกเหรอ”



เสียงเนิบนาบดูมีสติอย่างคนธรรมดาลอยมาก่อนหน้าเจ้าของเสียงจะปรากฎตัว เป็นใบหน้าที่เก่งเห็นทีไรก็ต้องแสบตาเหมือนใครเอาสปอตไลท์มาเปิดจ่อหน้าเกินจะทนทานไหว ด้วยดีกรีผู้เข้าประกวดเดือนคณะสมัยตอนปีหนึ่ง อดีตคฑากร เจ้าของหุ่นสูงยาวเข่าดี ทรงผมดูสะอาดสะอ้าน แล้วยังรอยยิ้มที่เอาไปลงนิตยสารหนุ่มหล่อได้สบาย ๆ นั่นอีก เห็นทีไรแม่งก็หมั่นไส้ทุกที



เขาคือเพื่อนร่วมเอกพัฒนาชุมชนเช่นเดียวกับเก่ง มีนามว่าเป๊ก หรือนาย ปุณณวิช ปานแก้ว ที่นอกจากเป็นเพื่อนร่วมเอกแล้วยังเป็นเพื่อนที่ค่อนข้างสนิทกับเก่งอีกด้วย แต่กับโต้ก็เป็นเพื่อนของเพื่อนอีกทีไม่ได้สนิทกันมากนัก แค่พอเห็นหน้าค่าตากันในกิจกรรมต่าง ๆ ของทางมหาวิทยาลัย



“มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวก็สายหรอก” ใบหน้านั้นเข้ามาพร้อมกับยิ้มให้



“เอ่อ นั่งแดกอะไรรองท้องกันเลยนั่งย่อยอยู่ กำลังจะขึ้นละ ไป ๆ เชี่ยโต้ ขึ้นตึก” สบโอกาสไล่เพื่อนขึ้นห้องเรียนและไล่บรรยากาศหน่วง ๆ เมื่อตะกี้ออกไปด้วย ซึ่งโต้ก็ไม่ได้ขัดอะไรยอมย้ายตูดออกจากที่นั่งโดยดี



“ถ้างั้นเดี๋ยวเจอกันมึง” โต้หันมองเป๊กทีแล้วก็เก่งทีก่อนจะแยกตัวไปก่อนเพราะวิชาเอกเรียนคนละตึก แต่ก็เป็นตึกที่กระจุกอยู่ข้างกันในคณะนี่เอง



“เออ ถ้ามึงกลับห้องก่อนฝากเก็บผ้าด้วยนะ” สั่งเสียไล่หลังโต้ที่กำลังเดินไปอยู่แล้วหันมามองหน้ากับคำไหว้วานนั้นแต่ก็ไม่ได้ปฎิเสธอะไร ทิ้งให้เก่งอยู่กับเป๊กสองคนให้หายใจได้ทั่วท้องสักที



“มีอะไรรึเปล่า ดูเครียด ๆ กันนะ” เป๊กที่มองตามหลังโต้ไปเอ่ยขึ้น แล้วหันมามองเก่งที่ทำหน้าเหนื่อยใจปริบ ๆ อย่างคนไม่รู้เรื่องราว









“เปล่า ๆ ไม่มีอะไรหรอก” เก่งส่ายหน้าโบกมือบอกปัดไป “เดี๋ยวอาจารย์น่าจะใกล้มาละมั้ง รีบขึ้นกันเถอะ” ทำเป็นดูเวลาในมือถือเปลี่ยนเรื่องไปด้วย



“เรื่องของไอ้เต้รึเปล่า” หนุ่มหน้าหล่อตั้งข้อสังเกตโดยไม่ยอมปล่อยผ่าน “หรือเรื่องของน้องที่โต้ไปจีบล่ะ”



ฟังแล้วเก่งก็แทบจะสำลักอากาศ ไอ้เชี่ยนี่มีพรายกระซิบเรอะ!



“มึงรู้ได้ไง..” เก่งหรี่ตามองคนข้าง ๆ



“ก็เรื่องที่ทำให้โต้ดูเครียดมันมีไม่กี่เรื่องหรอก” เป๊กหัวเราะตาหยี “มึงก็ไม่น่ามีเรื่องเครียดไม่ใช่เหรอ เครียดพร้อมกับโต้ไรงี้ อีกอย่างเขานินทากันจะตายว่าคอไอ้เต้มัน..” พูดค้างไว้แล้วจิ้ม ๆ รอบ ๆ คอตัวเองเป็นอันรู้กัน



“ก็ใช่..” เก่งลูบหน้า ข่าวนินทานี่มันก็ไปกันไวจริง ๆ



“กูก็เดาไปงั้นล่ะ ไม่คิดว่าจะถูก” เป๊กหัวเราะอีกอย่างไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่ถึงจะไม่ใช่เรื่องของตัวเอง เพื่อนสนิทอย่างเก่งก็อดจะกลุ้มแทนไม่ได้อยู่ดี



“เออ แล้วมึงคิดสภาพนะ ไอ้โต้มันไปเห็นรอยปริศนาตรงคอไอ้เต้จะ ๆ ตาแบบนั้น ไม่รู้แม่งจะคิดไง กูก็ได้แต่เป็นห่วงมันเนี่ย” ถอนหายใจยาว ไม่แน่เขาก็อาจจะเป็นห่วงมันเว่อร์ไปก็ได้


“กูยังไม่เห็นเลย นี่เขาพูด ๆ กัน” หนุ่มหน้าหล่อแบ่งรับแบ่งสู้ “มึงก็ดูเทคแคร์คนอื่นดีเนอะ”



“เหรอวะ” เก่งโคลงหัว



“ก็ดูเป็นห่วงพวกโต้กับเต้ดี” อดีตคฑากรส่งยิ้มให้ “ไว้มึงลองมาเป็นห่วงกูบ้างก็ดี มั้ง..”



“หืม” เก่งฟังแล้วก็เลิกคิ้วขึ้นข้างนึงมองคนพูดจาแปลก ๆ “มึงก็ดูไม่น่าจะหาเรื่องใส่ตัวอะไรจนกูต้องมาคอยห่วงนี่หว่า”



“ก็ไม่แน่หรอก กูอาจจะน่าเป็นห่วงที่สุดก็ได้ เฮ้ยเดี๋ยวสาย ขึ้นตึกเหอะ..” คนพูดพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยพลางยิ้มกว้างเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็เปลี่ยนเรื่องคว้ามือเก่งฉุดให้เดินออกจากแคนทีนไปเสียที ด้วยอีกไม่นานก็จะต้องเข้าห้อง และหากไปช้ากว่าอาจารย์ได้มีงานเข้าแน่ ๆ



“หา.. เออ ๆ “ ซึ่งคนโดนฉุดก็ดูมึน ๆ จะแย้งถามว่ามึงเป็นโรคร้ายเหมือนนางเอกซีรีส์เกาหลีเหรอก็ไม่น่าจะใช่ เร่งฝีเท้าตามกันไปเพราะอีกไม่นานก็จะได้เวลาเรียนแล้วอย่างที่บอก ได้แต่เก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ไม่ได้ถามอะไรออกไป



-------------------------------



รอยบนคอของเต้เป็นจุดสนใจและเป็นหัวข้อในการเม้าธ์มอยอย่างไม่ผิดคาด เพราะมันชัดมากจนทั้งห้องเลกเชอร์กระทั่งอาจารย์คุมสอนก็ยังเห็น และเต้ก็ไม่ได้เดือดร้อนกับการเป็นเป้าสายตาด้วยความเคยชินทั้งเรื่องเป็นไข่แดงกิจกรรมและเรื่องข่าวคาวฉาวโฉ่ตลอดสองสามปีมานี้ อย่างมากก็มีเสียงนินทาให้เข้าหู และเต้ก็เข้าใจธรรมชาติของคนที่พอเมื่อเวลาผ่านไป รอยบนคอจางหาย ใคร ๆ ก็จะลืมมันไปเอง



ไอ้ตัวเขาน่ะไม่เป็นไรหรอก แล้วไอ้คนที่ทำให้เกิดรอยบนคอจะเป็นยังไงบ้าง



มันก็อดนึกขึ้นมาไม่ได้ ถึงความหน้าด้านของเต้จะทะลุร้อยล้านสกอร์ก็จริง แต่คู่ขาเมื่อคืนของเขาไม่น่าใช่ ต่อให้ร่างกายใหญ่โต มีฝีมือทางมวย บ้านรวย นิสัยนิ่ง ๆ ติดจะกวนตีนนิดหน่อยอย่างไรสิงห์ก็ถือว่าเป็นคนธรรมดาเต็มไปด้วยอารมณ์ เรื่องเมื่อคืนเป็นสิ่งพิสูจน์อย่างดีว่าผู้ชายอย่างสิงห์เป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง ว่าไปเต้เองก็เป็นสุภาพบุรุษ แค่ความจัญไรมันกลบไปหมดเท่านั้นเอง



“เดี๋ยวกูแวบหน่อยนะ” เฮดสันสโมพูดขึ้นเมื่อคาบก่อนพักเที่ยงใกล้จบลงพร้อมเก็บข้าวของลงเป้ใบเล็กของตัวเอง ทำให้หม่อนที่ตอนเช้าตื่นสายเลยไม่ได้มาร่วมวงด้วยหันมองและถามขึ้น



“มีงานสโมเหรอวะ”



“เปล่า จะสอบแล้วมันจะมีได้ไง กูแวบไปทำธุระแป๊บนึง”



ธุระของเต้ที่ว่าก็คือไปหากิ๊กอันเป็นคำที่รู้กันในกลุ่ม เสียแต่ว่ากิ๊กนี่คนไหน



ซึ่ง ณ ที่นี้มีแต่เหนกที่พอรู้ว่ามันจะไปหาใคร แต่ในเมื่อเต้มันไม่พูด เขาเองก็ไม่ควรพูดออกไปเหมือนกัน เหนือสิ่งอื่นใดเขาไม่ค่อยอยากพูดชื่อคู่แข่งความรักของตัวเองเท่าไหร่ แต่จะว่าไปพอรู้ว่าไอ้น้องสิงห์มันเสร็จเพื่อนตัวเองไปแล้วเหนกก็ชักไม่ค่อยหึงขึ้นมา ถึงจะไม่ได้รับประกันว่าไอ้น้องสิงห์จะเลิกเล็งกำปั่น มันเป็นความรู้สึกที่ไม่รู้จะอธิบายยังไงแต่ก็โล่งใจพอสมควร



สงสัยต้องเลี้ยงเหล้ามันจริง ๆ แล้วมั้ง..



“งั้นมึงเสร็จธุระจะกินข้าวกับพวกกูก็โทรมาละกัน” เหนกหันไปพูดกับเต้ที่อยู่ถัดไปสองเก้าอี้โดยมีต๋งและแมนนั่งคั่นอยู่ ซึ่งเต้ก็พยักเพยิดหน้าเป็นการตอบรับ และพออาจารย์ปล่อยมันก็สะพายเป้ผลุบหายไปจากห้องแทบจะทันที ก้าวตามอาจารย์ไม่ถึงครึ่งก้าว



และก็เป็นอย่างที่อเนกภพคิด สถานที่ ๆ เต้สาวเท้าก้าวยาว ๆ ไปคือห้องเลกเชอร์ของรุ่นน้องปีหนึ่ง ซึ่งเป็นเซคย่อยแยกออกไปเป็นหลาย ๆ ห้องเลกเชอร์เล็ก ๆ ซึ่งเรียนวิชาอิ๊งพร้อมกัน เป็นสิ่งที่ปีสามทั้งหลายผ่านมาแล้วทั้งนั้น และที่เต้ต้องสาวเท้าเร็ว ๆ เพราะต้องไปก่อนคาบน้องจะเลิก ไม่ใช่อะไร เพื่อเซอร์ไพรส์คนที่ทำตัวเองเสียแทบพรุนเป็นการแก้แค้น ว่าก็ว่าตอนนี้สะโพกเขาก็ใช่จะปกติ และยังติดอาการอ่อนเพลียเล็ก ๆ ด้วยเมื่อคืนแทบจะไม่ได้นอน



และอยากจะรู้ด้วยว่าสิงห์จะทำอย่างไรกับร่องรอยบนคอที่เขาทำคืนไว้ไม่ใช่น้อย



เฮดสันสโมเป็นที่รู้จักดีในคณะ ระหว่างที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งเต้ก็ต้องผ่านการทักทายของรุ่นน้องปีหนึ่งน่ารัก ๆ ที่ไหว้เขาตลอดทางที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ชินซะที ท่ามกลางสายตางุนงงว่ารุ่นพี่มาทำอะไรที่ห้องเรียนพวกปีหนึ่ง ระหว่างวิ่งเต้ก็มองไปด้วยว่าสิงห์เดินออกมาหรือยัง แต่ก็ไม่พบรุ่นน้องไซส์เฮฟวี่เวทที่น่าจะสะดุดตาสักคน อาจจะเพราะจำนวนน้องปริมาณมหาศาลที่เพิ่มขึ้นทุกปีทำเอาตาลายไปหมด และอาจจะเพราะเมื่อคืนไม่ค่อยได้นอน สมองกับสายตาเลยไม่ทำงานเท่าไหร่ด้วย



ไม่ทันรู้ตัวก็มีมือใหญ่มาคว้าไหล่เขาทั้งยังออกแรงเหนี่ยวจนเต้เกือบเซ เมื่อหันไปดูก็ไม่ใช่ใครที่ไหน สิงห์นั่นเอง แต่ครั้งนี้ดูแปลกตาเพราะเจ้ารุ่นน้องใส่เสื้อทับชุดนิสิต เป็นเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำมีปกคอตั้งดูไม่เข้ากับสภาพอากาศชวนร้อนเหงื่อแตก เห็นก็รู้ว่าเพื่อปิดบังรอยแดงและรอยกัดบนคอ ถึงเต้จะทำเอาไว้ไม่เท่าที่ตัวเองโดนแต่ก็คงเห็นได้ชัดเจนถ้าปกตั้งนั้นถูกถอดออก



ไม่รู้ทำไม มันทำให้เต้รู้สึกขำอย่างบอกไม่ถูก



“พี่เต้..” สีหน้าของเจ้ารุ่นน้องตัวใหญ่ดูเคร่งเครียดกว่าปกติ และมองรอยช้ำเด่นสะดุดตาบนคอรุ่นพี่ที่ยังยิ้มขำไม่เลิก



“หวัดดีครับสิงห์ นึกว่าจะหาไม่เจอซะแล้ว” เต้ยิ้มตาหยีใส่และมีประกายความขบขันชัดเจนดูแล้วน่าหมั่นไส้ ก็อากาศร้อนแทบตายแต่น้องสายรหัสดันใส่เสื้อมิดชิดผิดฤดูได้น่าดูมาก “เหมาะกับเสื้อหนังดีนะ”



“ไม่ต้องมาชมเลยครับ” สิงห์ยังคงขมวดปมบนหัวคิ้ว และสายตายังคงจับจ้องไปบนรอยที่คอชัด ก่อนจะเบนไปมองรอบ ๆ ที่ยังมีเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่ สิงห์จึงตัดสินใจจับต้นแขนพี่โถลากให้ตามมาด้วยกันโดยไม่ได้พูดจา แถมก้าวยาว ๆ ให้พ้นจากตรงนั้น โดยเต้ที่ปลิวไปตามแรงดึงไม่พูดอะไรนอกจากยิ้มขำลูกเดียว



ที่ ๆ สิงห์ลากเต้มาคือลานจอดรถมอเตอร์ไซค์ที่มีเรียงรายตั้งแต่หน้าตึกไปยันใต้ตึก ซึ่งตรงใต้ตึกจะมีอีกตึกหนึ่งที่ใช้เป็นห้องเรียนได้อยู่ แต่ดูค่อนข้างร้างไม่มีใครโคจรมาสักเท่าไหร่ เหมาะไว้คุยอะไรเป็นการส่วนตัวมากกว่าตรงห้องน้ำที่มีคนพลุกพล่านในตอนเลิกคาบเรียน



“ลากพี่มาทำไมตรงนี้เหรอสิงห์” เต้เปิดฉากถามขึ้นก่อนโดยไม่สนสีหน้าเคร่งเครียดของอีกฝ่าย ก็พอเดาได้ว่ากำลังคิดอะไร ตั้งแต่เจอกันสิงห์จ้องอยู่แค่ที่เดียว



“ทำไมไม่หาอะไรปิดคอหน่อยล่ะครับ” อย่าว่าแต่สีหน้า น้ำเสียงของสิงห์ก็ดูเคร่งเครียดปนไม่พอใจ อารมณ์เดียวกับเวลาดุคนทำผิด แต่มันไม่น่ากลัวเลยในสายตาเต้ กลับกันมันชวนให้หัวเราะเสียมากกว่า



“ปิดไปก็ไม่มิดหรอกน่า ยิ่งเอาพลาสเตอร์หรืออะไรมาปิดจะยิ่งดูน่าสงสัยนะ” เต้ตอบทั้งรอยยิ้มพรายในสีหน้า ไม่มีความสำนึกสักนิด



“แต่อย่างน้อยมันก็ไม่เท่ามีรอยเต็มคอนะครับ” สิงห์ยังยืนยัน ตาก็ยังจ้องไปที่รอยฟันรอยจูบนั่น สลับกับมองหน้าคนเอาแต่ยิ้มขำอยู่ได้



“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่” ดูเจ้าของคอลายพร้อยจะไม่เดือดร้อนเอาจริง ๆ  “มันอยู่บนคอพี่ ไม่ได้อยู่บนคอสิงห์ซะหน่อย”



สิงห์ฟังแล้วต้องเดาะลิ้นไม่รู้จะพูดยังไง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอยพวกนั้นเป็นฝีมือของเขาเองทั้งหมด ตอนทำก็ไม่ได้คิดและก็ไม่ได้คิดว่ามันจะออกมาชัดเจนจนดูน่ากลัวขนาดนี้ ทำเอารอยกัดและรอยแดงบนข้างคอเขาดูกระจอกไปเลย อยากจะโทษว่าเป็นเพราะเต้มายั่วเขาหนักนักเลยต้องจัดหนักให้ตามก็พูดไม่ได้เต็มปาก เพราะยังไงก็เป็นความผิดเขาเต็ม ๆ แล้วดูหน้าตาท่าทางไม่เดือดร้อนอะไรเลยนั่น เห็นแล้วทำให้รู้สึกอยากบ่นผสมมันเขี้ยวอย่างบอกไม่ถูก



หนุ่มรุ่นน้องถอดเสื้อแจ็กเก็ตหนังนั้นออกมาแล้วยื่นให้หนุ่มรุ่นพี่ ที่ตอนนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่ในสถานะคลุมเครือหลังจากผ่านเมื่อคืนมา มันเป็นความรู้สึกที่ต้องรับผิดชอบ เห็นแล้วมันต้องทำอะไรสักอย่างให้รู้สึกผิดและเป็นห่วงน้อยลง ซึ่งคุณรุ่นพี่ก็ได้แต่เลิกคิ้วและยังไม่รับเสื้อหนังดูราคาแพงไม่เบานั้นมา



“ใส่ซะครับ” สิงห์สั่ง



“หืม ไม่เอา” เต้ปฏิเสธทันควันกลั้วหัวเราะ “สิงห์จะเอามาให้พี่ทำไม”



“ไม่ได้ครับ พี่เต้ต้องใส่” รุ่นน้องตัวใหญ่ยังคงยืนยันและทำท่าจะยัดเยียดเสื้อมาให้ แต่เต้ก้าวถอยหลังซ่อนมือไว้ในกระเป๋ากางเกงเป็นการปฏิเสธ



“แต่พี่ไม่อยากใส่นี่” คนดื้อก็ยังยิ้มไม่เลิก ก็มันขำนี่หว่า



“ไม่ได้ครับ ผมบังคับ” พูดเองออกมาเฉยแล้วคว้าไหล่เต้จะให้รับเสื้อตนไปให้ได้ ซึ่งเต้ก็ไม่ยอมอยู่เฉย กลับเบี่ยงตัวออกหลบมืออีกฝ่ายทั้งที่ยังล้วงกระเป๋าอยู่ แถมส่งสีหน้าท้าทายไปให้อีก



“พี่ก็ไม่ยอมใส่เหมือนกัน”



รุ่นพี่ยิ้มร้ายแลบลิ้นออกมานิดน่าหมั่นไส้สุด ๆ ขัดกับสีหน้าของสิงห์ที่เครียดขึ้นทุกที เครียดให้กับความดื้อด้านปนทำตัวไม่จริงจังเหมือนไม่รู้ว่าสิงห์จริงจังกับรอยพวกนั้นแค่ไหน



“สิงห์จะเดือดร้อนไปทำไม ไม่มีใครรู้ว่าสิงห์เป็นคนทำหรอกน่า” ท่าทางคุณพี่โถจะอ่านสีหน้าสิงห์ออกจึงพูดทอดเสียงเหมือนปลอบ แม้จะยังไม่ยอมรับเสื้อนั้นมา



“ถึงอย่างนั้นจะปล่อยไว้มันก็ดูไม่ดีนี่ครับพี่เต้…” คนเป็นน้องสายรหัสถอนใจ



“หืม.. เป็นห่วงเหรอ”



“ใช่สิครับ”



ฟังคำตอบแล้วเต้ต้องหัวเราะอารมณ์ดี เห็นแบบนี้ไอ้เด็กนี่ก็น่ารักใช้ได้นะเนี่ย ถึงไม่รู้ว่าที่เป็นห่วงนี่ห่วงตัวเขาหรือห่วงจะรู้สึกผิดบนรอยช้ำพวกนี้ก็ตาม



“จะดีเหรอสิงห์..” คุณรุ่นพี่ยิ้มเอ็นดูอยู่ในสีหน้าที่มักจะดูมีอะไร ๆ อยู่เสมอ แล้วก้าวเข้าไปใกล้ ใกล้เสียจนหน้าแทบจะชนกัน ถ้าไม่ติดว่าข้างหลังเป็นมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้จะล้มเป็นโดมิโน่ เต้คงจะดันสิงห์ไปติดกำแพงแล้ว “เล่นพูดจาน่ารักแบบนั้น..เดี๋ยวก็จีบซะเลยนี่.. ”



คราวนี้สิงห์คลายสีหน้าลง จากดูเคร่งเครียดเมื่อครู่กลายเป็นสีหน้าเหนื่อยหน่ายใจ เดิมทีก็เหนื่อยหน่ายกับความดื้อด้านของเต้ที่ปฏิเสธความหวังดีของตนและทำเป็นเล่นอยู่แล้ว นี่ยังมาพูดหยอดในเวลาที่เขาไม่มีอารมณ์จะเล่นด้วยเสียอีก



“เลิกล้อเล่นเถอะครับ” หนุ่มรุ่นน้องลดเสียงลงต่ำ “พี่เต้ก็จีบไปทั่วอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”



“ก็ไม่แน่หรอก เห็นแบบนี้พี่ก็เลือกอยู่” เต้ยังคงคลี่ยิ้มชิดใบหน้าสิงห์ในเมื่อสิงห์ไม่ผละหน้าออก “ไม่ค่อยมีใครเซอร์วิสหลังการขายดีแบบนี้ คนที่ผิดน่ะ สิงห์ ไม่ใช่พี่หรอกนะ..”



หากจะแค่วันไนท์สแตนด์ ก็ไม่ควรจะมีความเอื้ออาทรต่อกันหลังปฏิบัติกิจเสร็จ เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับความสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคราว กี่นักต่อกี่นักกี่คู่ต่อกี่คู่มาแล้วที่พอมีอะไรกันเพื่อความสนุกแต่กลับตัดใจจากอีกฝ่ายไปไม่ได้ และเมื่อความรู้สึกทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกันมันก็ทำให้เกิดดราม่าได้ไม่ยาก



เต้ไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้น



พูดจบหนุ่มรุ่นพี่ก็ค่อย ๆ ผละออกมาช้า ๆ พลางไล่สายตาไปบนลำคอหนาของอีกฝ่ายที่บัดนี้มีรอยช้ำสีเรื่อและรอยฟันจาง ๆ ด้วยฝีมือตนเอง พอเห็นได้ถ้าเพ่งและไม่ได้เป็นที่สังเกตเท่าของตน



“เสื้อน่ะพี่เอาไว้ไม่ได้หรอก มันเป็นของสิงห์ ถ้าใครรู้ว่าเสื้อสิงห์มาอยู่ที่พี่เขาก็รู้กันน่ะสิว่าสิงห์เป็นคนทำ” พูดพลางหยิบเสื้อในมือรุ่นน้องมาคลี่แล้วอ้อมพาดไหล่เจ้าของเป็นสัญญาณว่าใส่กลับไปเถอะ แล้วตบไหล่กว้างหนัก ๆ แสดงความเป็นมิตร เป็นมิตรแค่ในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง



สิงห์ได้ฟังก็ไม่รู้จะต่อความยังไงในเมื่อสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นถูกต้อง เขาเองมัวแต่จดจ้องรอยที่ไม่น่าดูนั่นจนลืมคิดเรื่องนี้ไป



“นั่นสิครับ... ผมก็ไม่ทันคิดเรื่องนี่ ขอบคุณครับพี่เต้” ร่างใหญ่กว่าถอนหายใจเบาไม่รบเร้าอีก พลางขยับตัวสวมเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำนั้นกลับเหมือนเดิม แต่อย่างไรเขามองลำคอพี่สายรหัสก็ยังไม่พอใจอยู่ดี “แต่อย่างน้อยพี่เต้ก็น่าจะหาอะไรมาปิดซักหน่อยนะครับ..”



“ปิดไปก็เท่านั้นแหละ เขารู้กันหมดว่าพี่เป็นคนยังไง สิงห์ก็รู้ไม่ใช่เหรอ” เต้คลี่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ถ้าสิงห์ห่วง ครั้งหน้าก็อย่าดูดคอพี่แรงนักแล้วกัน”



วันไนท์สแตนด์ทำท่าจะเป็นมัลติเพิลไนท์สแตนด์ซะแล้ว



“ติดใจผมซะแล้วเหรอครับ”



“ก็พูดเผื่อไว้ เรื่องอนาคตใครจะไปรู้จริงมั้ย”



“แต่ก็แปลว่าพี่เต้อยากทำกับผมอีก”



“พูดออกมาเองนี่มั่นใจจริงนะ”



ก็ไม่รู้ทำไมบทสนทนามันถึงได้ต้องฟาดฝีปากคุมเชิงกินกันไม่ลงตลอด แต่ภาพการละเล่นกีฬาในร่มเมื่อคืนมันก็ย้อนกลับมาในความทรงจำ ทุกฉาก ทุกตอน เก็บรายละเอียดแบบไฮเดฟินิชั่นทุกมุมทุกองศา แล้วก็จบลงที่คนเป็นรุ่นพี่ถอยห่างออกมาเอง



“แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อน ไป ๆ กินข้าวเถอะ” มือใหญ่ตบลงที่ไหล่รุ่นน้องในฐานะรุ่นพี่เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น



“แล้วพี่เต้มาหาผมมีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ” รุ่นน้องตัวใหญ่กว่าพลันนึกขึ้นได้



“ไม่มี” เต้ตอบทันควันพร้อมยิ้มดูมีอะไร ๆ ตามสไตล์เจ้าตัวคืนไปให้ “แค่อยากเห็นว่าสิงห์จะทำยังไงกับรอยบนคอ แค่นั้นแหละ”



คำตอบมันช่างน่ามันเขี้ยวในสายตาสิงห์เหลือเกิน บางทีเขาก็อยากจะขย้ำรุ่นพี่คนนี้ให้ตายคามือ คนอะไรมันช่างยั่วได้ทุกครั้งที่อ้าปากพูด ทั้งยั่วโมโหและยั่วในอีกความหมายหนึ่งไปพร้อมกัน



แล้วหนุ่มรุ่นพี่ก็โบกมือลาจากไปเนื่องจากต้องแยกย้ายไปกินข้าวกับกลุ่มเพื่อน และไม่ได้ชวนน้องสายเทคไปกินข้าวด้วยกันไม่ว่าจะเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ซึ่งสิงห์ก็ไม่ได้เอ่ยปากชวนเช่นกัน ได้แต่มองตามแผ่นหลังเชิ้ตนิสิตสีขาวที่มีปอยผมหางเต่ายาวจนเกือบเอววูบไหวไปมาตามแรงเดิน แล้วสายตาก็อดไม่ได้จะต้องมองต่ำลงไปบนบั้นเอวบั้นท้ายใต้เนื้อผ้ากางเกงสแลคพอดีตัวแนบไปกับสรีระ



แล้วทีนี้เขาจะทำยังไงกับรอยที่จะต้องอยู่บนคอไปอีกหลายวันดี คงไม่กล้าและไม่มีหน้าไปหาพี่กำปั่นพักใหญ่ อย่างน้อยจนกว่ารอยพวกนี้จะจางลง แค่คิดขึ้นมาสิงห์ก็กุมขมับก่อนจะส่ายหน้าแล้วเดินกลับไปหาอาหารกลางวันใส่ท้องบ้าง



แค่เล่นสนุกกันคืนเดียวกลับปั่นหัวคนอย่างสิงห์ได้ถึงขนาดนี้..



                เต้ช่างเป็นผู้ชายที่อันตราย อันตรายเสียจริง ๆ



-------------------------------



ในเมื่อยามกลางวันเป็นเวลาคร่ำเคร่งกับการเรียนหนังสือของนิสิต ยามค่ำคืนก็นับเป็นเวลาพักผ่อนสรวลเสเฮฮาคลายเครียดกันไปตามประสา เช่นเดียวกับทุก ๆ คืน ร้านเหล้าใกล้มหาลัยวันนี้ก็คึกคักเช่นเคย มีทั้งคนที่ไปนั่งดื่มเหล้าเม้าท์มอยและพวกที่ไปโยกสะบัดเมามันกันเป็นที่บันเทิง ถึงจะเป็นเวลาใกล้สอบกลางภาคและคนน้อยกว่าปกติ มันก็แค่นิดเดียว อย่างไรเสียพวกขาเที่ยวก็ยังคงไม่สำนึกในการประหารด้วยกระดาษคำถามสักเท่าไหร่



แต่สำหรับ ศภิต วีระไวทยะ หรือพิช รุ่นน้องปีหนึ่งคณะมนุษยศาสตร์ เอกจิตวิทยาผู้นี้ไม่ได้เลือกนั่งดื่มในร้านที่หนวกหูแบบนั้น เขานั่งดื่มอยู่ในร้านที่มีบรรยากาศนั่งชิล มีวงแนวดนตรีฟังสบายมาขับกล่อมให้พอกรึ่มไปกับบรรยากาศ ด้วยท่าทีนิ่งขรึมของเขาก็จะแลดูยากสักหน่อยว่ากำลังผ่อนคลายหรือกำลังเครียดอะไรอยู่หรือไม่ แต่ก็ไม่เกินสายตาเพื่อนร่วมโต๊ะที่จะสังเกตเห็น



“กลุ้มอะไรอยู่หรือเปล่า” เป็นเสียงของหนุ่มตัวใหญ่ที่อยู่ปีเดียวกันทักไป ซึ่งก็คือสิงห์นั่นเองเขากับพิชแม้จะไม่ได้อยู่เอกเดียวกัน แต่มาสนิทกันจากการได้นั่งใกล้ ๆ กันตลอดเวลาเข้ารับน้อง พอคุยกันก็ถูกคอเลยมีการติดต่อไปมาหาสู่กันเรื่อย ๆ



ฝ่ายคนถูกทักดันแว่นทีนึงพลางถอนหายใจ ใช้นิ้วโป้งคลึงปากแก้วในมือลีลาเหมือนกำลังคิดว่าจะพูดออกไปดีไหม ซึ่งฝั่งคนถามก็ไม่ได้เร่งเร้า เพียงแค่ยิ้ม ๆ จิบเหล้ารออยู่เงียบ ๆ ให้เวลาอีกคนอยากที่จะพูดออกมาเอง



“...กำลังคิดว่าจะทำยังไงให้ไอ้พี่บ้านั่นเลิกตื๊อได้สักที” พิชพูดด้วยเสียงติดจะเครียด อย่างที่รู้กันว่าเขาก็คือเหยื่อการตามสตอล์กตามจีบอย่างแปลกประหลาดของไอ้พี่ว้ากตัวดีหน้าตายคนนั้น ทั้งขอเบอร์แบบไม่เนียน ทั้งคุกคามเข้าถึงเนื้อตัวสารพัด และเขาก็ปฎิเสธชัดเจนไปแล้วว่าไม่ แต่ทางนั้นก็ยังคงมาเนียนตามตื๊อเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ดี บอกตามตรงเลยว่ามันทำเขาปวดประสาทใช่เล่น



“เขายังไม่ตัดใจจากนายอีกเหรอ” สิงห์หัวเราะเบา ๆ



“ยังน่ะสิ จะเป็นบ้าอยู่แล้วเนี่ย” พิชมุ่นคิ้วตอบแบบใส่อารมณ์ แม้จะไม่ได้ก้าวร้าวปาข้าวของหรือบวกคืน แต่ไอ้ท่าทีเหล่านี้มันก็ทำให้สิงห์เข้าใจโต้ได้ไม่ยากเลยว่าก็เพราะพิชเป็นแบบนี้แหละมันถึงน่าตามแหย่ให้หัวเสียนัก



“ดูแล้วท่าทางนายถูกสเป็คพี่เขานะ” เพื่อนต่างเอกพูดอย่างจงใจแหย่พลางแตะขอบแก้วเข้าที่ปาก



“สเป็คอะไรของพี่แก.. ฉันก็แค่เด็กเนิร์ด ๆ ธรรมดาน่า” ก็คิดว่าตัวเองไม่น่ามีอะไรดึงดูดให้มาตามตื๊อตามจีบขนาดนั้นนอกจากจะอยากกวนตีน



“ไม่รู้สิ” ถึงจะพอรู้แต่สิงห์ก็ไม่อยากพูดออกมา “เคยลองถามรึยัง”



“...เอาจริง ๆ ก็เคยถามอยู่” พิชเสียงเครียดมากกว่าเดิม เริ่มเคี้ยวน้ำแข็งดังกรอด ๆ



“แล้วพี่เขาว่าไง” ถามนี่สิงห์ไม่ได้อยากรู้เลยสักนิด แต่อยากรู้มาก ๆ



“...ไอ้พี่นั่นบอกว่าเห็นฉันแล้วหื่นดี…” เสียงยิ่งกดต่ำลงจนเหมือนพร้อมจะฆ่าใคร ณ เดี๋ยวนั้น



คำตอบทำให้สิงห์แทบสำลักน้ำเมาในแก้วแล้วพ่นพรวดให้เสียมาด ก่อนจะฟุบลงกับโต๊ะหัวเราะแบบไม่มีเสียงไหล่สั่นกึก ๆ ทำเอาโต๊ะแทบสะเทือน มือบีบขอบโต๊ะแน่นกลั้นหัวเราะเต็มที่แต่ท่าทางจะไม่สำเร็จ มันจี้ต่อมขำสิงห์เข้าเต็ม ๆ ยิ่งกว่ามุกตลกใดที่เคยเจอ ยิ่งนึกหน้าพี่โต้นิ่ง ๆ ตาย ๆ พูดประโยคนั้นใส่พิชแล้วยิ่งหยุดขำไม่ได้ กลั้นได้เต็มที่ก็ไม่ให้เผลอระเบิดหัวเราะดังลั่นร้าน



อาการกลั้นขำโอเว่อร์นั่นแทบทำให้พิชหลุดมาดเก๊กขรึมว้ากใส่



“ไม่ต้องขำเลยนะเว้ย!!” โวยไปแล้วก็ทำเสียงจึ๊กจั๊กในปากแบบอารมณ์เสียสุด ๆ ทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้แบบไม่พอใจ มีแต่มือใหญ่ของเพื่อนยกขึ้นมาจากโต๊ะแทนคำขอโทษขอโพย แต่เจ้าตัวยังไม่ยกหน้าขึ้นมา



“ก็..” เสียงทุ้มต่ำของสิงห์สั่นด้วยปอดกระเพื่อมจากการกลั้นขำสุดชีวิต พยายามทำเสียงให้กลับมามาดนิ่งเป็นปกติ “ก็..สมเป็นพี่โต้ดีนะ”



“เออ ไอ้พี่นั่นมันก็เป็นคนแบบนั้นแหละ จะให้ฉันโอเคได้ด้วยรึไง!” กอดอกฮึ่ม ถ้าจะให้ร่ายวีรเวรที่พี่มันทำกับตัวเองนี่สามารถเอาไปแจ้งตำรวจฐานกระทำอนาจารได้เลยด้วยซ้ำ



“ก็ไม่ได้บอกให้โอเคด้วย” ในที่สุดเพื่อนตัวสูงก็กลั้นขำสำเร็จ ยอมเงยหน้าที่ถ้าอยู่ใต้แสงตอนกลางวันคงแดงไปหมดแล้วขึ้นมาจิบเหล้าคูล ๆ ต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ใจก็ยังขำอยู่ดี



“แล้วนายไม่มีไอเดียที่จะทำให้ไอ้พี่นั่นเลิกตามตื๊อฉันมั่งเลยเหรอ” พิชถอนหายใจอย่างจนปัญญา



“บอกตรง ๆ ก็ไม่มีหรอก พี่เขาก็ช่างตื๊อดี นับถือตรงนั้นนิดหน่อย” พอคิดไปว่าจะให้ตัวเองไปตื้อคนที่ชอบซะขนาดนั้น สิงห์เองก็คงทำไม่ได้ ให้พูดแรง ๆ ก็คือคงไม่หน้าด้านได้ขนาดนั้น



อีกอย่างถ้าเป็นพี่กำปั่นคงจะเปิดหนีไปไหนต่อไหนแล้ว ไม่มานั่งโวยวายออกปากไล่เหมือนเพื่อนตรงหน้าหรอก


“อืม…” ถ้านับเรื่องความพยายามแล้วพี่โต้ก็นับว่ามีความพยายามสูง แต่ดันมีความดันทุรังในทางที่ผิดไปมากเท่านั้นเอง



“นายอาจจะต้องเด็ดขาดกว่านี้ล่ะมั้งพิช” แนะนำไปสิงห์ก็ไม่ได้มั่นใจในผลลัพธ์ เพราะทางนั้นดูแล้วตรรกะไม่เหมือนมนุษย์มนาเท่าไหร่



“ยังต้องเด็ดขาดกว่านี้อีกงั้นเหรอ…” พิชทวนแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ “ช่างมันไปก่อนแล้วกัน.. ว่าแต่นายเถอะ รอยเต็มคอเลยนะ” ทักไปพลางกระดกแก้วดื่มด้วยท่าทีเหมือนไม่ได้ใส่ใจ แต่ก็ทำเอาคนโดนทักสะดุ้งขึ้นมาหุบยิ้มแทบไม่ทัน



ด้วยเห็นว่าตอนนี้มืดแล้วและสถานที่ก็เปิดแสงไฟไม่ได้สว่างอะไรมากสิงห์เลยไม่ทันระวัง ไม่ได้ใส่เสื้อแจ็คเก็ตสีดำปกปิดช่วงลำคอเหมือนตอนไปเรียน สวมเพียงเสื้อยืดสีขาวแขนยาวเรียบ ๆ พอถูกทักเข้าแบบนั้นมือใหญ่ก็ยกขึ้นลูบช่วงลำคอแข็งแรงของตัวเองโดยอัตโนมัติ



“ก็นิดหน่อย” คนโดนทำรอยตอบแบบไม่ได้ให้ความกระจ่าง และคนทักก็ไม่ได้อยากจะเซ้าซี้อะไรอยู่แล้ว



                แล้วในหัวก็จุดภาพเสี้ยวหน้าติดรอยยิ้มของคนทำขึ้นมา



                “นั่นสินะ.. นายลองไปหาคนทำรอยบนคอดูบ้างมั้ย พี่โต้อาจจะตัดใจก็ได้”



“หา..” ฟังคำแนะนำนั่นแล้วพิชแทบจะพ่นเหล้าในปากออกมาให้เสียมาดคูลของตัวเอง “จะบ้าเหรอ จะให้ไปทำรอยบนคอคนอื่นซี้ซั้วได้ยังไง” ตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะชอบไปวันไนท์กับชาวบ้านไปทั่วเสียเมื่อไหร่


“เปล่า หมายถึงให้คนทำรอยบนคอนายต่างหาก” นิ้วใหญ่ชี้ไปที่ข้างคอเพื่อน “แค่รอยเดียวจาง ๆ วันเดียวก็หาย” ให้คำแนะนำไปสิงห์ก็ยิ้มกริ่มไปด้วย เป็นคำแนะนำที่จะลากเพื่อนลงมาเรือลำเดียวกัน


“ไม่เอาโว้ย!” แล้วเรื่องอะไรที่พิชจะยอมรับกับข้อเสนอบ้า ๆ แบบนั้นกันล่ะ แค่คิดก็รู้สึกว่ามันไม่เข้าท่าเอามาก ๆ แล้ว



“แค่เสนอเอง อย่าโวยวายสิพิช” สิงห์ขำ “งั้นก็คอยปฏิเสธพี่เขาไปเหมือนเดิม ทำไปเรื่อย ๆ สักวันพี่เขาคงเข้าใจเองมั้ง” ก็ไม่รู้ว่าโต้จะยอมแพ้หรือพิชจะยอมแพ้ก่อนล่ะนะ



นัยน์ตาหลังแว่นจ้องสิงห์เขม็งเหมือนพร้อมจะพุ่งไปต่อยได้ทันทีถ้าอีกคนเสนออะไรเพี้ยน ๆ มาอีก แล้วก็หันกลับไปทิ้งตัวนั่งเอนเหมือนเดิม เงียบไปพักหนึ่งพิจารณาอะไรบางอย่าง



“เฮ้อ ไร้สาระชะมัด”



                “หมายถึงอะไรไร้สาระเหรอ”



“ทุก ๆ อย่าง ทั้งไอ้พี่นั่นและข้อเสนอของนายนั่นแหละ”



“ไม่หรอก พิชเถรตรงเกินไปต่างหาก” เพื่อนตัวใหญ่ยิ้มกริ่ม รสแอลกอฮอล์ในมือเริ่มจะออกฤทธิ์นิดหน่อยแล้ว “ถ้าอยากจะไล่พี่โต้จริง ๆ ก็มีตั้งหลายวิธี แต่นายไม่ทำเองนี่นา”



“ก็ทั้งออกปากด่าทั้งใช้กำลังแล้วก็ยังไม่ไป จะให้ทำยังไง…” พิชวางแก้วกับโต๊ะ ไม่มีอารมณ์จะดื่มเสียแล้ว



ในใจสิงห์มีวิธีเป็นร้อยแปดและรุนแรงยิ่งกว่าที่พิชจะคาดคิดนัก แต่ตัดสินใจไม่พูดออกมา ได้แต่ยิ้ม ๆ มองเพื่อนกลัดกลุ้มโดยไม่ออกความเห็นอะไรเพิ่มอีก



บางทีเห็นพิชเป็นแบบนี้ก็สนุกดีเหมือนกัน



To be continued.


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

732 ความคิดเห็น

  1. #723 KUMO❤ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 01:05
    โหยยย อยากให้อัพต่อมั่กๆ
    #723
    0
  2. #706 love yaoi (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 14:31
    อยากอ่าน nc สุดๆไปเลยอ่ะ แง่
    #706
    0
  3. #703 SOUL-XZ マイ。 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 11:46
    คิดถึงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #703
    0
  4. #702 ชอบบบบบบ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 22:57
    แฮพพี่มากค่ะที่มาอัพ/กราบขอบคุณ อ่านเล่มสองในครอบครองจบพอดีก็เห็นว่าอัพโอ๊ยคิดถึงงงงงงง เดาอะไรต่อไม่ถูกแน่ๆ แต่ในเรื่องจะมีคู่เพิ่มมาใช่ไหมคะ5555555 เป๊กเก่งคือดีงามติดตามแบบการ์ตูนมาก่อนนิดหน่อยน่ารักดีนะคะแต่สงสารเก่ง5555555 มีเกย์รอบตัวๆๆมีตัวลายตาๆๆฮูลาๆมาก5555/ชั้นจะรอวันที่นายก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามานะ*ตบบ่า* โต้เต้สงสัยมากไม่เข้าใจสักทีพวกพี่มีไรกันเหรองงไปหมดสรุปจบดีไหม? สิงห์เต้นี่ยิ่งเดาไม่ออกแต่พอพี่เต้มีชัยในการกวนประสาทชาวบ้านแล้วสะใจตามนางซะงั้น/รอฉากเดอะแก๊งของกำปั่นจะร่วมมือกันซักกำปั่นให้ขาวสะอาดอยู่นะคะ5555 ขอบคุณที่มาอัพค่า
    #702
    0
  5. #701 Katania (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 06:21
    nc อยู่น่ายยยยช่วยโบกธี555 อยากรู้จังว่าสิงเต้จะร้อนแรงแค่ไหน(แค่คิดก็เลือดกำเดาไหลแล้ว)
    #701
    0
  6. #700 รัสภัทร (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 10:01
    เป๊กกับเก่งนี่สิทธิพิเศษเหรอออ ออกมาตอนแรกก็มีรูปเลย ถถถถ
    #700
    0
  7. #699 Katania (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 08:36
    แอร๊ยยยยยยยย~ มาแล้วๆๆ เลาจะฟินอีกรอบล้าววววว คิดว่าไรท์จะทิ้งเรื่องนี้ไปแล้วซะอีกหลังจากที่วนไปหลายรอบในที่สุดก็มา ดีจายยยยย
    #699
    0
  8. #694 ลี่ฉาฮวา (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 22:39
    ในที่สุดก็มา น้ำตาจะแชร์ขอไหลนะคะ
    #694
    0
  9. #693 Jade-09 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 22:28
    แงงงง อยากอ่าน nc ฮืออออ//รอตอนต่อไปค่าา ไม่ทิ้งกัน ฮา
    #693
    0
  10. #692 BOLA (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 22:24
    มาแล้ว น้ำตาไหลแปป TT
    #692
    0
  11. #691 N'Bell (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 22:12
    โอ้ยยยย คิดถึงมากกกก ในที่สุดพวกพี่ศอว์ก็เอามาปัดฝุ่น
    #691
    0
  12. วันที่ 19 เมษายน 2560 / 21:38
    คิดถึงจัง !!!
    #689
    0