● ณ Touch ● (Yaoi)

ตอนที่ 7 : แตะต้องครั้งที่ 7: จับบบ...หลวงพ่อแดงแซงทางโค้งโล่งหนึ่งนิ้วมีหวิวเล็กน้อยนั่งฝอยคอยราดหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,291
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 404 ครั้ง
    4 มิ.ย. 62


แตะต้องครั้งที่ 7

จับบบ...หลวงพ่อแดงแซงทางโค้งโล่งหนึ่งนิ้ว

มีหวิวเล็กน้อยนั่งฝอยคอยราดหน้า

 

สวัสดีวันจันทร์ ยามเช้าที่แสนจะสดชื่นแจ่มใส...ตรงไหน ถุ้ย!

หย่อมความกดอากาศสูงจากจีนเล่นกูแล้ว เพราะอุณหภูมิที่ลดลง 2 - 4 องศานี่แหละ เลยนอนแหกแข้งแหกขาหลับสนิทตลอดคืน มาแหกขี้ตาตื่นได้ก็สายเกินไป

งานนี้คงต้องวินมอเตอร์ไซค์เท่านั้น ซอยบ้านผมกว้างและลึกเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นถนนเส้นหนึ่ง ท้ายซอยเป็นที่ตั้งของตลาดสดขนาดใหญ่ ชื่อตลาดสดเจ๊เนียม และตรงสี่แยกหน้าตลาดก็เป็นต้นทางของวินที่ผูกขาดการให้บริการรับส่งคนทั้งซอย ป้องมือมองจากตรงนี้ยังเห็นอยู่ลิบๆ ปกติผมจะใช้บริการแค่เรียกให้ไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้าหน้าปากซอย แต่วันนี้ยิงยาวถึงมหา’ลัยเลยละกัน

และนั่น พี่อี๊ดหัวหน้าวินมารับเองเลย ผมพอรู้จักมักคุ้นกับพี่แกอยู่บ้าง คนแถวนี้ชอบเรียกแกว่า พี่อี๊ด คาราบาน เพราะการแต่งเนื้อแต่งตัวของแกมาสายเพื่อชีวิตเต็มๆ ก็อปปี้แอ๊ด คาราบาวสมัยหนุ่มๆ มาจนเกือบเป๊ะ ทั้งหนวดทั้งรอยสัก บางวันมีผ้าโพกหัวด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนมีอยู่สองอย่างคือ โครงหน้าบานๆ กับพุงที่ยื่นมากไปหน่อย

“ร้อยห้าสิบ” พี่แกพูดเนือยๆ หลังจากผมบอกจุดหมายปลายทาง

“ร้อยเดียวละกันพี่”

“ชิบหาย ไกลนะเฮ้ย ถ้ามึงจะขูดเลือดขูดเนื้อกูขนาดนี้ ไปขูดหาหวยตามต้นไม้ดีกว่ามั้ย”

“ราคานักศึกษาน่าพี่ นี่ผมก็ขูดกระดูกให้พี่เลยนะ คนรุ่นผมนี่แหละที่จะเป็นกำลังของชาติต่อไป ช่วยผมวันนี้พี่ก็ได้บุญ แล้วถ้าผมได้ทำงานในรัฐบาลนะ...”

“พอๆ ขี้หูกูเต้นไปหมดแล้ว เอ้า ไป”

“โอเค ด่วนๆ เลยนะ”

บอกว่าด่วน แต่ไม่คิดว่าพี่แกจะด่วนนรกขนาดนี้ เกือบจะพาผมแหกกลางสี่แยก ทางโค้งทางแคบอะไรไม่ต้องห่วง พี่แกแซงไม่ยั้ง ลมงี้ตีปากผับๆ จนต้องเตือนตัวเองว่าถ้ามีชีวิตรอดไปได้อย่าลืมซื้อลิปมัน กลัวตายก็เกร็งพออยู่แล้ว อากาศหนาวที่พัดซอกซอนเข้าไปถึงซอกตูดยิ่งทำให้เกร็งเข้าไปใหญ่ ลอดท้องรถเมล์ไปเลยก็ได้นะพี่อี๊ด ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

แต่สุดท้ายพี่แกก็พาผมมาถึงจุดหมายจนได้

“พี่มีพระดีใช่ปะ” ผมชวนคุยระหว่างล้วงกระเป๋าตังค์

“ต้องมีดิเฮ้ย กูนี่เยอะสุดในวินแล้ว” พี่แกว่าพลางตบหน้าอกเสื้อ ทำให้เสียงกรอบพระเครื่องประมาณสองแสนองค์กระทบกันดังกราว

“ว่าละ พี่ต้องมีของดีแน่ ซิ่งซะไม่คิดถึงหน้าลูกเมียเลย”

“กลัวเหรอ วันหลังนั่งกับกูไม่ต้องกลัว ลอดท้องสิบล้อก็เคยมาแล้ว”

“จริงดิ องค์ไหนขลังอะ ขอเช่าต่อได้ปะ”

“พูดจริงพูดเล่น เล่นสายไหนล่ะ” พี่อี๊ดตวัดกระจกหน้าหมวกกันน็อกขึ้น “หน้ากวนตีนงี้เน้นสายเมตตาเลยมึง แต่กูว่า เอาแคล้วคลาดด้วยก็ดี เผื่อเมตตาเอาไม่อยู่ สนใจหลวงพ่อแดงมั้ยล่ะ องค์นี้พลังแรงครบทุกด้าน”

“อ่า…” พี่แกพูดจริงจังซะกูไปไม่เป็นเลย

“รู้จักช่างตั้มปะ ช่างที่เปิดร้านซ่อมมอไซค์อยู่ตรงตลาดเจ๊เนียมอะ”

“คุ้นๆ” ใครวะ ไม่รู้จัก

“มันสนใจหลวงพ่อแดงอยู่ ตื๊อกูมาเป็นเดือนละ เดี๋ยวกูให้ประมูลแข่งกัน ใครให้เยอะสุดกูปล่อย”

“แล้วตอนนี้ช่างตั้มให้เท่าไหร่”

“สองร้อย”

“โห ช่างตั้มใจปั้มว่ะ”

“ใจปั้มห่าไร ตอนแรกมันขอเช่ายี่สิบบาทด้วยซ้ำ ในตลาดพระ หลวงพ่อแดงนี่ราคาห้าหลักขึ้นนะเฮ้ย”

“ลองของให้ดูตอนนี้เลยได้มั้ย ถอดหมวกแล้วบวกสายแปดดิ๊ ถ้าพี่ไม่เป็นไรผมจ่ายสดๆ เลยสองร้อยห้าสิบ”

“นี่ไง กวนตีนแบบนี้ถึงต้องมีของดีติดตัว วันหลังไปคุยที่วินละกัน...แล้วจะจ่ายมั้ยค่าโดยสาร อย่าบอกว่าขอแปะไว้ก่อน”

“แปดสิบได้ปะ มีแบงก์ยี่สิบสี่ใบพอดี ลดๆ หน่อยพี่ คอพระเหมือนกันนะเนี่ย”

“ห่า ลดแล้วยังจะต่ออีก เดือนนี้ต้องกินดินละมั้งกู...นั่น แบงก์ร้อยก็มี จ่ายมา แล้วตอนเช่าพระเดี๋ยวลดให้”

“ไม่ลดแน่เหรอ” ผมหยิบแบงก์ร้อยส่งให้ด้วยมือสั่นๆ

“เร็วๆ จะรีบไปทำมาหากิน” พี่อี๊ดฉกแบงก์ไปตบๆ หน้ารถเอาฤกษ์เอาชัยเหมือนที่แม่ค้าในตลาดชอบทำกัน “ถ้าจะเอาหลวงพ่อแดงก็รีบหน่อยละกัน ไอ้ตั้มแม่งตื๊อ ไปละ” ว่าแล้วแกก็ซิ่งออกไปเหมือนอยากจะโชว์ว่ามีของดีคุ้มกะลาหัวจริงๆ

เสียเวลาชิบ ใครลือกันวะว่าพี่อี๊ดแกใจป๋า ถ้าคุยถูกคอ เผลอๆ ได้นั่งรถฟรีก็ยังมี

“บายพี่” ผมพูดตามหลัง แล้วร้องเพลงบอกลาอยู่ในใจ

กำมือขึ้นแล้วหมุนๆ ชูนิ้วกลางโบกไปมา~ กำมือขึ้นแล้วหมุนๆ ชูนิ้วกลางโบกไปมา~

พอแกเลี้ยวพ้นหัวมุม ผมก็รีบเก็บนิ้วกลางและจ้ำอ้าวไปที่คณะ เผื่อพี่แกสังเกตเห็นจากกระจกมองข้างแล้วเลี้ยวกลับมาลองของจะยุ่งเอา

ทางไปคณะผ่านหอสมุดกับซุ้มแซนด์วิชแห่งความทรงจำพอดี ว่าจะไม่กินอาหารแดกด่วนพวกนี้แล้วนะ แต่เอาซะหน่อยก็ดี เดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งไป

“ราดหน้าหมูเส้นใหญ่ครับ”

“ไปเล่นตรงนั้นมั้ยคะ” พนักงานสาวยิ้มเหมือนอยากจะเอาน้ำร้อนสาดหน้าผม

ผมมองตามมือเธอ “ตรงไหน”

“ข้างๆ ถังขยะตรงนั้นอะค่ะ”

“เฉียบ” ผมหันมายิ้มให้เธอ “มีอะไรอร่อยกว่าแซนด์วิชมั้ย”

“...” รอยยิ้มหายไปแล้ว แถมยังถอนหายใจด้วย

“งั้นเอาแซนด์วิชอะไรก็ได้ ด่วนๆ เลย” พอเธอสุ่มหยิบแซนด์วิชมาวางผมก็แกะห่อยัดใส่ปากเคี้ยวทันที “อ๋ออ๊ำอ่าวอ้วย”

“ฮะ?”

“เขาบอกว่าขอน้ำเปล่าด้วยน่ะ”

อ้าว คุณชายพลาสเตอร์ โผล่มาไม่ให้สุ้มให้เสียงเล่นเอาแทบสำลัก

“นี่ค่ะ น้ำเปล่า เย็นๆ เลย” น้อง คนสั่งอยู่ทางนี้ แล้วก็เก็บอาการหน่อยมั้ย ตางี้เยิ้มเป็นน้ำเชื่อมแล้ว

“เขาสั่งครับ” ต้องให้พี่ทัชชี้ น้องถึงยอมเลื่อนขวดน้ำมาให้ผม “ส่วนของผมขอน้ำเบอร์รี่มิกซ์นะ แล้วก็พลาสเตอร์ยากล่องนึง”

“พลาสเตอร์หมดอะค่ะ นิ้วพี่เป็นไรเหรอคะ ติดไว้เยอะเลย”

“งั้นไม่เป็นไรครับ แค่น้ำก็พอ”

ผมรีบกลืนแซนด์วิชที่ยังเคี้ยวไม่ละเอียด หยิบขวดน้ำมาเปิดกระดกตาม “แค่กๆ” รีบกินน้ำเกินไปเลยสำลัก พอเงยหน้าอีกทีพี่ทัชก็เดินออกไปแล้ว

ผมควักเงินจ่าย “ทอนด้วย เร็วๆ เลยน้อง”

“พี่คนนั้นเขาจ่ายหมดแล้วค่ะ”

“จริงดิ”

“หนูไม่ใช่เพื่อนเล่นพี่นะคะถึงจะได้ล้อเล่น”

“แรง ฝากไว้ก่อน วันหลังเดี๋ยวมาเอาคืน”

“ถ้าจะฝากอะไร ใส่ถังขยะตรงนั้นไว้ได้เลยนะคะ”

ผมเก็บเงินและรีบจ้ำตามจนไปอยู่ข้างๆ เขา “เลี้ยงเหรอครับป๋า”

“เปล่า เขาทอนมาให้เท่านี้”

“เอ้า ถ้าไม่บอกน้องจะคิดตังค์ส่วนของผมทำไม พี่ได้ทำนิ้ววนๆ งี้มั้ยล่ะ แปลว่ารวมทั้งหมด”

“ไหนบอกเบื่อแซนด์วิช”

“โคตรเบื่อ แต่จะเข้าเรียนแล้วไง เที่ยงนี้จะกินให้น้ำลายฟูมปากเลย” ว่าแล้วก็กัดอีกคำเคี้ยวเร็วๆ

“อยากกินยาเบื่อ?”

“มันเป็นสำนวนมั้ยเพ่ ใครจะกินยาเบื่อวะ รู้ละ กินราดหน้าดีกว่า แล้วพี่ก็ต้องเลี้ยงนะ จะมาตีเนียนเลี้ยงแซนด์วิชแค่นี้ไม่ได้ โตๆ กันแล้วพูดคำไหนต้องคำนั้น”

“มีเรียนแล้วมึงมาทางนี้ทำไม คณะบริหารอยู่โน่น”

“หรือว่าจะโดดดี”

“ไปเรียนซะ”

ผมส่งแซนด์วิชคำสุดท้ายเข้าปาก แล้วดื่มน้ำตาม

“นิ้วเป็นไร” ที่ถามเพราะเห็นนิ้วชี้ข้างขวาเปลือยอยู่ “นิ้วชี้อะ เข้าห้องน้ำแล้วพลาสเตอร์เปียกฉี่ใช่ปะ นี่ผมมี” ผมหยิบพลาสเตอร์ลายการ์ตูนมินเนี่ยนออกมาจากกระเป๋า เดือนก่อนผมเผลอทำมีดสอยมือตัวเองเลยซื้อมาใช้ จำได้ว่ามีเหลือติดกระเป๋าอยู่อันนึง “เอาไปดิ”

พี่ทัชเหลือบมองด้วยหางตา “กูไม่ชอบแบบนี้”

“ไอ้ที่ใช้อยู่มันดีตรงไหน สีเนื้อล้วน หยาบก็หยาบ คิดนอกกรอบบ้างดิ อันนี้กันน้ำได้ด้วยนะ มา ผมติดให้”

“อย่ายุ่งกับมือกู”

“ทำเป็นหวงเนื้อหวงตัว ไม่ได้อยากจับเท่าไหร่หรอก โด่…เอาไปๆ” ผมหย่อนพลาสเตอร์ใส่กระเป๋าเสื้อให้เขาและตบเบาๆ “ไม่ต้องขอบคุณหรอก แต่ถือว่าพี่เป็นหนี้ผมครั้งนึงละกัน”

“จะไปเรียนได้ยัง”

“เลี้ยงข้าวนะ”

“อะไรก็ได้ที่ทำให้มึงเลิกเดินตามกูแบบนี้”

“โอเค เที่ยงนี้เจอกัน ไปละ”

หมับเข้าให้!

จังหวะที่พี่แกเผลอตอนจะเดินไปคนละทางนั่นแหละ ผมรีบใช้ความเร็วระดับปีศาจกำรวบนิ้วชี้เปลือยๆ นั่นไว้ ใครจะไม่อยากจับล่ะ โอกาสมาขนาดนี้แล้ว

“เฮ้ย!”

“ความจริงวันนี้ พี่นี่แม่งโคตรหน้าตา หะ...หะ...หล่อ! โคตรหล่อ โคตรขาว โคตร…”

“ปล่อย”

พี่ทัชสะบัดทีเดียวนิ้วก็หลุดพรืดออกไปง่ายๆ คงเพราะด้วยความตื่นเต้น คราวนี้ผมรู้สึกหวิวชัดเจน หัวใจเต้นโครมครามจนต้องก้มตัวเอาศอกค้ำกับเข่าไว้

“ผม...จะพูดว่าพี่หน้าเหี้ย แต่โกหกไม่ได้ นี่มัน...ไม่ใช่ยาป้ายแน่ๆ”

“ก็บอกแล้วว่าอย่ามายุ่งกับมือกู” ผมก้มหน้าอยู่เลยไม่เห็นสีหน้าเขา แต่ฟังจากเสียงดูเขาโกรธแน่ๆ

“ผม...”

“มึงห้ามทำแบบนี้อีก”

“อ่า...”

“หายใจลึกๆ” น้ำเสียงเขาอ่อนลง “แล้วก็ไปเรียนซะ”

ผมหายใจเข้าสองสามเฮือกแล้วยืดตัวขึ้น พี่ทัชเดินก้าวยาวๆ ออกไปไกลแล้ว หัวใจผมยังเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น อาการหวิวๆ ยังไหวยิบๆ อยู่ที่ปลายนิ้ว ความคิดยังกระโดดไปกระโดดมาเหมือนฝูงลูกกบ

ผมหมุนตัวเดินย้อนกลับทางเดิม ลากขาก้าวสั้นๆ ราวกับซอมบี้ติดเชื้อระยะแรก เดินไปไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงตัวเองพูดออกมา

“พี่แม่งมีพลังเอ็กซ์เมนจริงๆ ด้วย”

ใช้เวลาพักใหญ่ สุดท้ายผมก็เข้าห้องเรียนสายจนได้ ไม่ใช่เพราะรถไฟฟ้าเสีย ไม่ใช่เพราะมัวเต้นโบกมือลาพี่วิน ไม่ใช่เพราะแวะซื้อแซนด์วิช แต่เพราะพี่ทัชนี่แหละ ผมเอาแต่คิดฟุ้งซ่านเรื่องเขาจนเดินเลยตึกคณะไปไกล พอย้อนมาขึ้นตึกเรียนได้ก็เหมือนอาจารย์จะสอนไปได้เกือบครึ่งทางแล้ว

“ไม่สบาย” ผมพูดลอยๆ หลังจากเดินผ่านประตูเข้าไป สีหน้าซีดๆ ของผมทำให้ไม่มีใครพูดอะไร ทั้งอาจารย์และเพื่อนร่วมคลาสแค่มองมาระหว่างรอให้ผมลากสังขารไปนั่งที่ที่เดอะแก๊งจองไว้ให้ โอเปิ้ลนั่งกลาง เจษฎาขนาบขวา ส่วนผมขนาบซ้าย ถ้าได้เดินหรือนั่งด้วยกันก็มักจะเป็นตำแหน่งนี้เสมอ โอเปิ้ลยืนยันที่จะอยู่ตรงกลางเพื่อใช้ผมกับเจษเป็นไม้กันผู้ชายตาถั่วทั้งหลาย

พวกมึงต้องดูแลกูให้เหมือนไข่ในหิน เปิ้ลว่าอย่างนั้น ทั้งที่ความจริงคือไข่ขนาบหินซะมากกว่า

“ท้องผูก?” เปิ้ลถามกระซิบหลังจากอาจารย์หันไปบรรยายต่อ

“...”

“ท้องเสีย?” เจษฎายื่นหน้ามาร่วมด้วย

“เปล่าๆ มีเรื่องนิดหน่อย”

“กูว่าละ” เปิ้ลถอนหายใจ แต่น้ำเสียงเหมือนภูมิใจ “แม่งกวนตีนเขาไปทั่ว สักวันมันต้องโดน แล้วกี่คนล่ะ”

“ฮะ?”

“พวกที่มึงมีเรื่องด้วยอะ มีกี่คน”

“ก็...คนเดียว”

“คนเดียว งั้นเราสามคนไปลุยแม่งเลย”

“เปิ้ล ใช้ความรุนแรงไม่ดีนะ” เจษฎาพูดจริงจัง แต่ถูกอีกฝ่ายผลักหัวซะจนขาเก้าอี้ครูดกับพื้นดังครืด

“กลัวไรวะ เกิดเป็นผู้ชายทั้งทีมันต้องมีเรื่องต่อยตีกันบ้าง”

“อะแฮ่ม” เสียงกระแอมดังมาจากอาจารย์ สายตาหลายคู่มองมาเป็นจุดเดียว เราเลยนั่งกันเงียบๆ ตามสไตล์ของตัวเอง เจษฎานั่งตัวตรง แอ๊คติ้งว่ากำลังอ่านหนังสือซะโอเวอร์ โอเปิ้ลนั่งกลอกตามองเพดาน ส่วนผม...เดาว่าตัวเองยังหน้าซีดแบบป่วยๆ อยู่ต่อไป

“ใช่คนที่ชื่อเรนจินั่นรึเปล่า” เปิ้ลหันมากระซิบอีกหลังจากทุกคนหันไปสนใจเรียนต่อได้สักพัก “ที่เรียนจิตวิทยาอะ ใช่มะ”

ขี้เกียจตอบ กูพักสายตาก่อนนะเปิ้ล

พอหลับตาปุ๊บ จิตใจก็ลอยไปที่อื่นปั๊บ เสียงอาจารย์เข้าหูซ้ายผ่านขี้เลื่อยในหัวแล้วทะลุออกหูขวา จากปกติที่ชอบมานั่งโง่ๆ ในห้องเรียนอยู่แล้ววันนี้ยิ่งอาการหนัก แล้วที่รีบนั่งวินมานี่เพื่ออะไร

เพราะพี่ทัชนั่นแหละ ที่ทำให้ผมเรียนไม่รู้เรื่อง…

มันใช่เหรอวะ

ไม่รู้ล่ะ อย่างน้อยวันนี้เขาก็มีส่วนผิด

ว่าแต่นอกจากจะทำให้คนที่ถูกแตะตัวพูดโกหกไม่ได้ แล้วเขายังทำอะไรได้อีกมั้ย อย่างเช่น สะกดจิต อ่านใจ หรืออาจจะถึงขั้นปล่อยพลังสายฟ้าเลยก็ได้ จะว่าไป เอาแค่เรื่องแตะตัวให้คนพูดเฉพาะความจริงเรื่องเดียวผมก็ยังเชื่อไม่ค่อยลงเลย

แต่หลังจากโดนมากับตัวถึงสองครั้ง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อละมั้ง

ผมเอาแต่คิดเรื่องนี้จนหมดคาบเรียนภาคเช้า คนอื่นๆ ต่างพากันรีบลุกออกจากห้องเรียน แต่แก๊งไม่ส(า)มประกอบยังนั่งหน้ามึนกันอยู่ และผมมารู้ตัวชัดๆ เอาตอนที่เปิ้ลใช้หลังมือแตะหน้าผากนี่แหละ

“อาการหนัก” เสียงเปิ้ลพูดเรียบๆ “มะเร็งสมองแน่ๆ”

“นายโอเครึเปล่า นะฑี”

“เอ่อ...โอเคๆ เอ้า เลิกเรียนแล้ว จะสิงเก้าอี้กันเหรอ” ผมรวบของใส่กระเป๋าสะพายลุกเดินนำออกไปก่อน ทั้งสองคนรีบเดินตามเข้ามาประจำตำแหน่งไข่ขนาบหิน

“บ่ายนี้ไม่มีเรียนแล้ว ไปปล่อยผีกัน” เปิ้ลพูด “เจษ ห้ามบอกว่าจะไปห้องสมุด”

“เรากำลังจะพูดแบบนั้นเลย”

“บอกว่าห้าม ไปเปิดหูเปิดตาบ้างเฮ้ย ดูหนังโยนโบลอะไรงี้ นะฑีว่าไง”

“พวกมึงไปกันสองคน วันนี้กูขอผ่าน”

“อ่าว ทำไมวะ”

“กูจะไปแส่หาเรื่องใส่ตัวต่อ ไปละ เจอกันพรุ่งนี้”

พอปลีกตัวจากแก๊งได้ผมก็รีบจ้ำไปที่คณะจิตวิทยาทันที พี่ทัชนั่งอ่านหนังสืออยู่ท่ามกลางป่าดงดิบเหมือนเดิม ศีรษะก้มนิดๆ ท่าทางการจับหนังสือดูทะนุถนอมอย่างกับนักบวชเปิดอ่านคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์

ผมแถเข้าไปนั่ง “มาละ”

เขายกมือขึ้นนิดนึงเป็นเชิงให้หยุดพูด สายตายังตรึงอยู่ที่หน้ากระดาษเหมือนกำลังพยายามซึมซับหรือทำความเข้าใจสิ่งที่อ่าน

“อ่านไรอะ”

“...”

“กลอนเล่มใหม่?” อาจจะเป็นเล่มต่อของรวมไฮกุก็ได้ เพราะไซส์หนังสือพอๆ กัน

“...”

“แล้วไหนบอกไม่ชอบพลาสเตอร์แบบนี้” พลาสเตอร์มินเนี่ยนที่ผมยัดเยียดให้เมื่อเช้าเขาเอามาใช้แล้ว นิ้วชี้ข้างขวาเลยดูแตกต่างจากนิ้วอื่น ทำให้ผมอดที่จะยื่นมือไปแตะไม่ได้ “เห็นมะ บอกแล้วว่าใช้ดี พี่น่าจะเปลี่ยนเป็นแบบนี้ทั้ง…”

เขาไม่ได้กระตุกนิ้วหนีตรงๆ แต่แค่พับปิดหนังสือและเงยหน้าขึ้น เลยกลายเป็นผมซะเองที่ต้องดึงนิ้วกลับ

ยังโกรธอยู่ใช่มะ

“...”

“...”

จะพูดอะไรก็พูดดิวะเพ่ เล่นนั่งมองหน้ากันเงียบๆ งี้มันกดดันนะเฮ้ย

อาจจะสี่หรือห้าวินาทีมั้งที่เขามองหน้าผมอยู่อย่างนั้น ก่อนที่ในที่สุดจะรวบกองหนังสือข้างตัวและลุกขึ้นหันหลังเดินออกไป

“ไปไหน”

เขาหันกลับมา สายตาดูอ่อนอกอ่อนใจ “จะกินมั้ยล่ะข้าว”

“เอ้า แล้วก็ไม่บอก” ผมรีบลุกไปเดินข้างๆ เขา “กินไหนอะ”

“...”

“เราจะไปไหน”

“ถึงก็รู้เอง แล้วก็เดินดีๆ อย่าไปทำหน้ากวนใคร”

“รับทราบครับบอส”

ผมพยายามที่จะไม่หันล่อกแล่ก เผื่อสีหน้าที่ตามปกติก็ดูจะอ้อนบาทาอยู่แล้วเผลอไปเตะตาใครเข้า แต่ก็อดมองรอบตัวไม่ได้อยู่ดี แถวนี้คนสปีชีส์เดียวกับเจษฎาเยอะแฮะ ใส่แว่นกันตรึม

ไม่ใช่แค่ผมที่มองพวกเขา สายตาหลายคู่ก็มองมาทางเราด้วยเหมือนกัน เหลือบกันจนตาจะเป็นต้ออยู่แล้ว พี่ทัชนี่แหละคือสาเหตุ ยิ่งออกมาเดินกลางแจ้งแบบนี้เขายิ่งดูสว่างใสเรียกความสนใจประชาชนเข้าไปอีก

“คนมองพี่เต็มเลย” ผมใช้ศอกสะกิดเขา “รู้ตัวปะเนี่ย”

“แล้วไง”

“ฮอตว่ะ”

“แล้วไง”

“พี่นี่ยังไงวะ ไม่ดีเหรอที่ฮอต ทำไมไม่ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอะ โดยเฉพาะพลัง…”

“เลี้ยวตรงนี้” เขาพูดขัดพร้อมกับใช้หลังมือกระทบไหล่ผมเบาๆ

อ้อ ตึกคณะวิทยาศาสตร์นี่เอง

พี่ทัชนำผมเข้าไปในโรงอาหารเล็กๆ ที่อยู่ด้านในตัวตึก ร้านอาหารมีไม่กี่ร้าน คนนั่งกินก็มีแค่สองหย่อม เราเลือกนั่งโต๊ะว่างที่อยู่มุมด้านในซึ่งดูห่างไกลความเจริญสุดๆ เรื่องสรรหาสถานที่ลับตาคนนี่พี่แกเก่งจริงๆ ป่าดงดิบหลังตึกงี้ โรงอาหารร้างงี้

            “ทำไมดูไม่มีคนเลย”

“เดินไปอีกหน่อยก็ถึงโรงอาหารใหญ่แล้ว คนชอบไปกินที่นั่นมากกว่า”

“นั่นดิ ทำไมเราไม่ไปกินที่นั่นล่ะ ไม่ชอบคนเยอะๆ ว่างั้น”

“ที่นี่ราดหน้าอร่อยสุดแล้ว”

“หืม?”

“ร้านนั้น” เขาใช้นิ้วพลาสเตอร์มินเนี่ยนชี้

“ใครบอกว่าผมอยากกินราดหน้า”

พี่ทัชเงยหน้ามองด้วยแววตาจริงจังขึ้นเล็กน้อย เดาว่าตอนนี้สีหน้าผมคงดูกวนตีนละ

“พี่รู้ได้ไง แบบว่า...มีพลังจิตอ่านใจได้ด้วยเหรอ”

“ก็มึงพูดเมื่อเช้า ว่าจะกินราดหน้า”

“จริงดิ ผมพูดแบบนั้นเหรอ งั้นเปลี่ยนใจละ กินอย่างอื่นดีกว่า”

“ตามใจ กูสั่งละ”

ว่าแล้วเขาก็เดินด้วยมาดคุณชายไปที่ร้านอาหารตามสั่งที่ว่า คนขายเป็นป้าผอมๆ ที่น่าจะเป็นผู้ป่วยร้ายแรงมากกว่าแม่ครัวฝีมือดี

“ราดหน้าหมูเส้นใหญ่ครับป้า”

“เอาด้วย” ผมเข้าไปร่วมวง “แต่ของผมเอาเป็นเส้นหมี่กรอบ”

“ไหนบอกเปลี่ยนใจ”

“ก็เปลี่ยนใจอีกรอบไง”

“แล้วทำไมไม่นั่งเฝ้าของ”

“ไม่หายหรอกน่า ก็แค่หนังสือ นี่ไง หันไปมองได้ตลอดเวลา”

“ไปนั่งรอ เดี๋ยวกูยกไปให้”

“ไม่ อยากดูป้าทำ”

อีกละ สายตาอ่อนอกอ่อนใจ

“งั้นก็ดูไป” พี่ทัชกลับไปนั่งที่ ปล่อยให้ผมยืนเคว้งเผชิญหน้ากับป้าตามลำพัง

ป้าหันไปโซโล่ตั้งแต่เราสั่งเสร็จ ทีแรกดูป้าเนือยๆ เหมือนมีโรคแทรกซ้อนภายใน แต่พอได้จับตะหลิวเท่านั้นกลับดูคล่องแคล่วขึ้นมาทันที เห็นแล้วมีความหวังรำไรว่าราดหน้าจะหน้าตาดูไม่เหมือนอ้วกหมา

ผมดูป้าแค่แป๊บเดียวแล้วหันไปมองพี่ทัช แผ่นหลังของเขาบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง แผ่นหลังกว้างกำลังดี …

จู่ๆ เขาก็หันมา ราวกับสายตาผมไปสะกิดไหล่เขาเข้า

ผมเลยกลับไปนั่งกับเขาด้วย

“ไม่ดูป้าทำล่ะ?”

“เมื่อย เมื่อกี้รู้ได้ไงอะว่าผมมองอยู่”

“ไม่รู้”

“ถามจริงๆ นะ พี่มีพลังอะไรบ้าง นอกจากพลังนิ้วดัชนีอะ”

“ฟังกูนะ” พี่ทัชพูดจริงจัง “ข้อแรกห้ามยุ่งกับมือกู ข้อสองห้ามพูดหรือถามถึงพลังบ้าบออะไรอีก”

“ก็ได้” ผมพูดเสียงเข้มๆ บ้าง “งั้นขอถามส่งท้ายเลย พี่ตอบมาตามจริงแล้วผมจะไม่ถามอีก...พี่ทำได้จริงๆ ใช่ปะ ที่ใช้นิ้วแตะแล้วคนนั้นจะพูดความจริง ไม่ใช่ยาป้ายอะไรใช่มั้ย”

“อือ”

“ทำได้ไง”

“เป็นมาตั้งแต่เกิด”

ไม่คิดว่าเขาจะยอมรับง่ายแบบนี้ ทั้งที่ผมก็มั่นใจอยู่แล้วนะว่าเป็นเรื่องจริง แต่พอได้ฟังจากปากเขาเองใจมันก็เต้นแรงขึ้นมาอีก แฟนตาซีโคตรๆ

“แล้ว...แล้วยังทำอย่างอื่นได้อีกรึเปล่า อย่างสะกดจิตไรงี้”

“ไหนว่าไม่ถาม”

“แค่คำถามต่อเนื่องน่า มันเกี่ยวพันกัน สะกดจิตได้ปะ ตอบๆ”

“ไม่”

“อ่านใจล่ะ”

“ไม่”

“ทำนายอนาคตได้มั้ย”

“ได้แค่อย่างเดียวนั่นแหละ เลิกถามได้แล้ว”

“ชัวร์นะ โกหกผมรึเปล่า” ผมมองประเมินเขา “แกะพลาสเตอร์ออกแล้วแตะตัวเองดิ แล้วตอบคำถาม”

เขามองประเมินผม ก่อนจะแกะพลาสเตอร์ลายมินเนี่ยนออกช้าๆ ใช้นิ้วเปลือยๆ แตะแขนตัวเองและพูดชัดถ้อยชัดคำ “มึงนี่มันสมองปลาทองจริงๆ”

“ฮะ? ไม่ขนาดนั้นมั้ง”

“หน้าตาก็ขี้เหร่”

“อันนี้ไม่ใช่ละ ถึงจะไม่เทียบชั้นศิลปินเกาหลีแต่ก็ฮอตพอตัวนะเฮ้ย”

“แต่ยังดี พูดจาไพเราะ มีสัมมาคารวะ” ประชดอีก

“นะฑีมีคิ้วสามข้าง พูดดิ๊”

“นะฑีมีสองหาง แปดขา สี่ตา…”

“พอ! ชัดละ”

มุมปากกระตุกนิดนึงแต่ผมไม่แน่ใจว่าคือรอยยิ้มรึเปล่า เขาละมือจากแขนตัวเอง แล้วค่อยๆ ใช้พลาสเตอร์พันแปะรอบนิ้วไว้เหมือนเดิม

“ทำไมโกหกได้”

“มันใช้ไม่ได้ผลกับกูไง”

“เอ้าเหรอ อะไรวะ”

“พิษงูอยู่ในปากงู งูเป็นไรมั้ยล่ะ”

“อือหือ เฉียบ แล้ว…”

“ไหนบอกจะเลิกถาม”

“คำถามสุดท้ายๆ แล้วทำไมต้องเอาพลาสเตอร์แปะ”

“พูดไปมึงก็ไม่เข้าใจหรอก”

“ถ้าไม่แปะจะเจ็บเหรอ”

“...”

“หรือว่าโดนอากาศแล้วเสียวนิ้ว”

“...”

“แบบเป็นจุดอ่อนไหวคล้ายๆ หัวนมไรงี้?”

“...”

“ราดหน้าได้แล้วจ้า”

พี่ทัชชี้นิ้วไปที่ร้านป้า แต่จากการเหยียดแขนจนสุดนี่เหมือนจะบอกว่าให้ผมไปเดินเล่นแถวดาวอังคารมากกว่า ป้านี่ตัวขัดโชคขัดลาภจริงๆ ผมเลยต้องลุกไปยกราดหน้ามาเสิร์ฟ นึกว่าเขาจะนั่งรอเท่ๆ เป็นคุณชายซะอีก ที่ไหนได้ เขาลุกไปซื้อน้ำแฮะ แล้วก็วกกลับมาจ่ายเงินค่าราดหน้าด้วย

“อยากกินโค้ก” ผมบอกหลังจากเขาวางน้ำเปล่าสองขวดลงบนโต๊ะ

“กินนี่แหละ”

“มันไม่ซ่าอะ กินราดหน้านี่ต้องคู่กับน้ำอัดลมไม่รู้เหรอ”

“...”

“นะ ขอกิน”

“น้ำตาลมันเยอะ”

“อยากกิน”

“ไม่มีประโยชน์”

“อยากกินๆๆๆๆ”

“ปวดหัวกับมึงจริงๆ จะกินก็ไปเอาเอง” เขาเลื่อนเงินทอนประมาณสี่ร้อยกว่าบาทที่ได้จากร้านป้ามาทางผม ป๋ามาก นี่พี่แกไม่รู้เหรอวะว่าน้ำอัดลมราคาเท่าไหร่ หรือว่ากำลังทดสอบคุณธรรมเบื้องต้นของผมอยู่ นี่มันช็อตวัดใจชัดๆ

ผมเลื่อนเงินทั้งกองกลับ มองอย่างอาลัยอาวรณ์ก่อนจะสะบัดหน้าหนี “อันนี้ผมจ่ายเอง” แล้วก้าวยาวๆ ไปที่ร้านขายน้ำ

ทำไมหวิวๆ วะ

หวิวทั้งที่นิ้วแห่งความจริงนั่นไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวเลย

แค่จะกินโค้กทำไมผมต้องขออนุญาตเขาด้วยวะ เขาก็เหมือนกัน ทำไมต้องห้าม…

ผมกลับมานั่งพร้อมกับโค้กขวดเล็ก เปิดฝาขวดยกกระดกโชว์ “ไม่ได้ซื้อมาเผื่อนะ ก็พี่บอกมันไม่มีประโยชน์...แล้วรอไรล่ะ ทำไมไม่กิน”

เขาไม่พูดอะไร แค่ส่ายหัวนิดๆ ก่อนจะเปิดขวดน้ำดื่มบ้าง พลาสเตอร์ที่พันรอบปลายนิ้วทำให้ผมอดที่จะมองตามมือเขาไม่ได้ นิ้วเรียวยาวเหมือนมือศิลปิน ท่าจับขวดน้ำก็แบบว่า...ใช้นิ้วโป้ง ชี้ และกลาง คีบหลวมๆ บริเวณคอขวด แถมยังยกขึ้นดื่มด้วยองศาที่พอเหมาะพอดี

“พี่เคยเป็นพรีเซนเตอร์น้ำแร่ไรงี้ปะ”

“อะไร”

“ท่ายกขวดน้ำดูดีนะ รุ่งแน่”

“พูดมาก กินไป”

เรากินกันไปเงียบๆ ที่เงียบเพราะผมหยุดเคี้ยวไม่ได้ เพิ่งรู้ตัวว่าหิวแค่ไหน แถมป้าก็มีของจริง ฝีมือใช้ได้เลย แป๊บเดียวผมก็ซัดไปเกือบหมดแล้ว แต่พี่ทัชยังกินไม่ถึงครึ่ง ช่วงท้ายๆ ผมเลยลดเกียร์ขากรรไกรให้ช้าลง

“ไม่อิ่มก็ไปสั่งอีก” พี่ทัชพูดขึ้น

“อิ่มแล้ว แต่กินเป็นเพื่อนพี่ไง ช้าอะ”

“กูกินปกติ มึงมูมมามต่างหาก...แล้วถ้าจะกินขนาดนี้ก็ไปสั่งใหม่ไป”

“อร่อย” ตะแคงถ้วยซดแม่ง เอาให้หมดทุกหยด “พอ ท้องจะแตกละ”

อีกครั้งที่ผมเห็นมุมปากเขากระตุกเบาๆ เหมือนภูมิใจ ผมเลื่อนชามเปล่าไปด้านข้างแล้วกอดอกมองคนตรงหน้า ไม่ได้กดดันนะ แค่ไม่มีอะไรทำ แต่ก็ดูเหมือนเขาจะเพิ่มความเร็วการกินขึ้นอีกนิดนึง ส่วนผมก็นั่งจิบโค้กรอไปพลางๆ

แต่อยู่เฉยนานไม่ได้ มันคันไม้คันมือ

“ดูหน่อยนะ” ผมบอกพร้อมกับเอื้อมไปหยิบหนังสือรวมไฮกุของเขามา พี่ทัชเหลือบมอง แต่ไม่ว่าอะไร เล่มนี้หน้าปกเป็นสีเขียวหม่นๆ บริเวณขอบออกแบบให้ดูเหมือนพื้นสีเขียวนั้นหลุดล่อนตามกาลเวลา ชื่อหนังสือเขียนด้วยฟอนต์ตัวเล็กๆ เรียบๆ ว่า

‘ไฮกุผุพัง’

ผมลองสุ่มเปิดดู

 

กำแพงเก่าข้างทาง

สีขาวหลุดลอกเหมือนรอยแผล

ลมยังกระโชกแรง

 

“คือไร” ผมถามหลังจากอ่านบทที่สุ่มเลือกจบ เอียงกลอนบทนั้นให้เขาดู

“อ่านภาษาไทยไม่ออกเหรอ”

“ก็อ่านไปแล้วไง แต่แปลว่าไรล่ะ แบบความหมายจริงๆ อะ”

“ไม่ต้องแปล มึงเข้าใจว่าไงก็คืออย่างนั้น”

“ถ้าไม่เข้าใจล่ะ”

“กูก็ไม่แปลกใจ”

“อะเฮื้อ นี่คือด่าใช่มะ ฝากลูกแมวข้าด้วย”

“ลูกแมว…”

“ไม่เคยดูหนังจีนกำลังภายในเหรอ เวลาเจ็บปวดใกล้ตายก็ต้องร้องงี้ อะเฮื้อออ แล้วก็บอกฝากลูกแมว สรุปคืออ่านๆ ไปไม่ต้องแปลใช่มะ” ผมอ่านทวนบทเดิมอีกที แต่ก็ช่างมันเถอะ ไหนลองบทต่อไปดิ๊

 

ลมพัดผ่านหลังบ้าน

เอ่ยกระซิบปลอบต้นหญ้าแก่

แล้วพาเกสรไป

 

“อันนี้เก็ต”

“ว่า?”

“ต้นหญ้าแก่นี่หมายถึงคนแก่ใช่มะ แล้วพาเกสรไปก็คือ...เงินไง แบบว่าคนแก่ที่มีเงินเก็บอยู่นิดหน่อย แล้วลูกหลานก็มาหลอกเอาเงินไปหมด เจ็บปวดโคตรๆ เลยบทนี้”

อะ ไม่ใช่เหรอ ดูจากการส่ายหน้าของพี่แกแล้วนึกถึงครูสมัยประถมตอนให้ออกไปท่องสูตรคูณหน้าชั้น “เออ ถ้ามึงเข้าใจแบบนั้น” น้ำเสียงงี้คงเกินเยียวยาแล้วใช่มะ “แต่กูขอพูดอีกทีละกัน อย่าแปลให้ซับซ้อนดีกว่า ใช้ความรู้สึกเป็นหลัก รู้สึกยังไงก็คืออันนั้น เหมือนดูภาพวาดนั่นแหละ”

“เก็ตเลย” ผมบอกพร้อมกับดีดนิ้วประกอบ ทั้งที่ยังไม่เข้าใจนั่นแหละ “ในเพื่อนรุ่นเดียวกันนะ ผมนี่เรียนรู้เร็วสุดแล้ว ถ้าแบบนี้อะหมูเลย จะให้แต่งสักบทตอนนี้ก็ยังได้”

“อย่าดีกว่า”

“บทนึงสามบรรทัดใช่มะ”

“...”

“แล้วมีเงื่อนไขไรอีก บอกมาเร็วๆ ผมจะแต่งสดตอนนี้เลย องค์กำลังลงแล้ว”

“บทนึงมี 17 พยางค์ แบ่งเขียนเป็นสามบรรทัดนับพยางค์แบบ 5 - 7 - 5”

“อะแฮ่ม...”

“...” ปากบอกว่าอย่า แต่ทำเป็นตั้งใจฟังนะ

 

“ลมพัดผ่านไปทางซ้าย

ลมพัดผ่านไปทางขวา

ราดหน้าอร่อยดี”

 

“...”

“ไงล่ะ อึ้งเลย ถึงแก่นเลยมั้ย”

“หากระดาษจดดิ”

“จะได้รวมเล่มขาย?”

“จดลงไปตัวโตๆ ว่า ‘ต่อไปนี้อย่าเขียนหรือแต่งกลอนอะไรอีก มันเปลืองกระดาษ’”

“เอาคืนไป” ผมพับหนังสือวางกลับลงบนโต๊ะ เขาเหลือบมองตามราวกับกลัวว่ามันจะเจ็บปวดเพราะผมวางแรงเกินไป ราดหน้ายังไม่หมดชาม แต่พี่ทัชเลื่อนไปด้านข้างแล้วยกน้ำดื่มด้วยท่าพรีเซนเตอร์อีก

ผมรอจังหวะจนเขาดื่มเสร็จแล้วค่อยพูด “พี่ ผมมีไอเดีย”

“อะไร”

“ใช้พลังของพี่ปล้นธนาคารกันเถอะ”

 





_________________________


ขอบคุณมากเลยที่เข้ามาอ่านนะคะ > <

ส่งฟีดแบ็กได้ตลอดเลยนะคะ ชอบอ่านมากๆๆๆ เลยยยย :D

#ณTouch <<หรือฝากติดแฮชแท็กนี้ถ้าอยากแชร์อะไรก็ได้ผ่านโซเชียลนะคะ

ทุกครั้งที่ได้อ่านชื่นใจมากๆ T////T


ขอบคุณอีกครั้งนะคะ

รักกกกก ก :D


ป.ล. ตอนเขียนบทนี้ชอบมากๆ เลยค่ะ 

ชอบเวลาพี่ณทัชอยู่กับนะฑี รักเคมีบ๊องๆ ของสองคนนี้ <3

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 404 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

823 ความคิดเห็น

  1. #768 ponnyyyy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 07:42
    เริ่มสงสารพี่ทัชล่ะ
    #768
    0
  2. #721 -want- (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 16:54
    โคตรวุ่นวายเลย5555
    #721
    0
  3. #702 myyirbb:) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 21:28
    น้องงงงงง55555555555555
    #702
    0
  4. #668 DelightLetters (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 21:02
    สงสารพี่ทัชกับพี่เห็ดเลย 555
    #668
    0
  5. #630 Y_TwwT_Y (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 10:38
    นิยายอาชญากรรมหรอคะ 5555555555555555
    #630
    0
  6. #614 Zmiinury (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 01:30
    อยากถามแม่น้องจริงๆตอนเด็กเอากบตบปากน้องเหรอ พูดไม่หยุดเลย หยอกๆๆ
    #614
    0
  7. #560 cactus090 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 21:05
    ในใจพี่ทัช เขวี้ยงราดหน้าใส่หัวน้อง
    #560
    0
  8. #553 dkin96o (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 16:10
    อะโหห พี่ทัชจำได้ด้วยว่าน้องอยากกิน แล้วนะฑีก็เลิกคิดจะใช้พลังพี่ไปปล้นคนอื่นทีเถอะะะะ
    #553
    0
  9. #508 ปลาทูทอดกรอบ3วิ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 13:08
    จริงนะฑีมันซื่อจัดๆสินะ
    #508
    0
  10. #495 Superpoom (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 10:09
    โอ๊ยน้อออออคันแข่ว
    #495
    0
  11. #467 orart2 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 22:13
    อยากขยำหัวน้องมากกก
    #467
    0
  12. #432 DARKyuki❄❄ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 04:56
    น่ารักก
    #432
    0
  13. #404 Mini_Kyungsoo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 21:54
    ตอนพี่ด่าน้องเรื่องแปลกลอนคือเจ็บ ฉันก็แปลไม่ออก〒_〒
    #404
    0
  14. #181 Mistyblack (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 22:02
    ยังดัมจริงๆ

    ปล.ต้องลองไปอ่าน
    #181
    0
  15. #122 ptmsrn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 21:34
    ชอบตอนขอกินน้ำอัดลม ทำไมมันน่ารักจังนะ แล้วตอนอ่านไฮกุก็ตลก สมกับเป็นนะฑีจริงๆ
    #122
    0
  16. #62 Sleepingcatty (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 00:04
    ชวนพี่ทำเรื่องไม่ดีไปอี๊ก
    #62
    0
  17. #61 อภิญพร แซ่โค้ว (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 23:37
    จะชมว่าน้องมันน่ารักก็ไม่เต็มปากอะ เป็นติ๊งต๊องซะส่วนใหญ่ คนพี่ก็น่ารัก เป็นหนักใจแทนเวลาคุยกับน้อง 5555555
    #61
    0
  18. #60 Long Shang (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 22:03

    ยัยทีติ้งต๊องง
    #60
    0
  19. #59 ความถี่สีชมพู (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 21:25
    แง้ง พี่ทัชน่ารักกก TvT จำได้ด้วยว่าน้องอยากกินอะไร ยัยนะฑีก็ยังบ๊องเสมอต้นเสมอปลาย อ่านแล้วยิ้มไม่หยุดเล้ย คืนนี้ฝันดีแล้ววว :D
    #59
    0