● ณ Touch ● (Yaoi)

ตอนที่ 4 : แตะต้องครั้งที่ 4: จับบบ...ความจริงวันนี้พี่ขอร้องน้องจะโดดโอดครวญภาษามือสื่อสารไม่เป็นคำนี่รำทำไม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,208
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 470 ครั้ง
    2 เม.ย. 63

 

 

 

แตะต้องครั้งที่ 4

จับบบ...ความจริงวันนี้

พี่ขอร้องน้องจะโดด

โอดครวญภาษามือ

สื่อสารไม่เป็นคำ

นี่รำทำไม

 

สองวันแล้วที่คุณชายณทัชไม่มานั่งแถวป่าดงดิบ ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้าหรือตอนเที่ยง ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาหัว แบบนี้เข้าตำราแหวกหญ้าให้งูตื่นชัดๆ

มีคนนึงที่พอจะช่วยได้

ผมหยิบมือถือขึ้นมากดเข้าแอพไลน์ แล้วส่งคำคูลๆ ไป

 

NaTee(n): พี่เชื้อรา

 

รูปโปรไฟล์ไลน์เข้ากับหนังหน้าเจ้าตัวแฮะ เป็นรูปสปอยเลอร์ท้ายรถเก๋งสีดำ ดูร็อกๆ ร้ายๆ เหมือนสมาชิกแก๊งอันธพาลอะไรแบบนี้

 

★R3NJI: เหี้ยอะไรของมึง

NaTee(n): เห็ดก็เกิดจากเชื้อราไง

★R3NJI: คันตีนว่ะ

NaTee(n): เป็นน้ำกัดเท้าเหรอ

★R3NJI: อยากเตะปากมึงอะ

NaTee(n): ใครอยู่ใกล้ๆ ขอเตะเขาไปก่อนนะ ไว้เจอผมแล้วจะเอาปากไปบรรเทาอาการคันให้

★R3NJI: มึงได้เจอกูแน่

NaTee(n): ครับ อยากเจอๆ

★R3NJI: สัส

NaTee(n): แต่ตอนนี้อยากเจอเพื่อนพี่มากกว่า

NaTee(n): รู้ปะว่าเขาอยู่ไหน

★R3NJI: ส้นตีนไม่ได้ติดกัน

NaTee(n): น่าพี่ บอกหน่อยๆๆ

★R3NJI: กูไม่รู้

NaTee(n): เขาไม่อยู่ที่ป่าดงดิบอะ

★R3NJI: ป่าดงดิบเหี้ยไรอีก

NaTee(n): ก็หลังตึกคณะพี่ไง

NaTee(n): ยุงเยอะขนาดนั้นจะให้เรียกไร ป่าชายเลนเหรอ

★R3NJI: แคลชอบกินน้ำไร

NaTee(n): คงไม่ใช่น้ำคลองแสนแสบหรอกมั้ง

NaTee(n): ทำไมอะ

★R3NJI: แคลอยู่โรงอาหารคณะมึง

★R3NJI: บอกมาเร็วๆ ก่อนเค้าจะสั่งน้ำ

NaTee(n): อ๋อ เก็ตละ อยากแสดงความป๋าเลี้ยงน้ำสาวไรงี้

NaTee(n): น้ำไรน้า

★R3NJI: อย่ากวนตีน

★R3NJI: บอกมา กูจะลุยละ

NaTee(n): คำถามนี้มูลค่า 100 บาท

★R3NJI: เออ

★R3NJI: เร็วๆ

NaTee(n): บอกก่อนว่าพี่ทัชอยู่ไหน

★R3NJI: ไอ้ทัชมันอยู่ไม่กี่ที่หรอก

★R3NJI: ไม่หลังคณะก็หอสมุด

NaTee(n): ขอบคุณพี่ ไปละ

★R3NJI: เหี้ยนที บอกมา!

NaTee(n): ผมชื่อ นะฑี

NaTee(n): มีสระอะ แล้วก็สะกดด้วย ฑ ไม่ใช่ ท

★R3NJI: นะตีนห่าอะไรก็ช่าง เร็วๆ

NaTee(n): ก็ได้ ถือว่าเห็นแก่ก้อนเชื้อราดำๆ ละกัน

NaTee(n): พี่จัดเมนูนี้เลย โกโก้เย็นหวานน้อย

★R3NJI: ชัวร์เหรอวะ

★R3NJI: ผู้หญิงจะชอบเหรอ

NaTee(n): ผมลงบัญชีไว้แล้วนะ 100 บาท

NaTee(n): ไปละ

 

ผมตัดบทแค่นั้น แล้วเดินทางออกจากป่าดงดิบมุ่งหน้าไปยังหอสมุดของมหา’ลัย

นึกย้อนไปถึงตอนได้ไลน์พี่เห็ด จนตอนนี้ผมยังงงว่าตัวเองรอดมาแบบครบสามสิบสองได้ไง

“อยากดูรูปนมเจ๊แคลปะล่ะ ผมมี”

ผัวะ!

หัวทิ่มไปดิ ดีนะ ที่พี่แกนิยมความรุนแรงด้วยการตบกะโหลก ผมเลยโดนล่อท้ายทอยพอแค่รู้สึกชาๆ ถ้าแกชอบเตะต่อย ผมอาจจะเบ้าตาปูดหรือม้ามแตกไปแล้ว

“มึงมีรูปนมแคลได้ไง!”

“ผมเซฟไว้แบล็กเมลแกอะ”

“แม่งเอ๊ย!”

“เดี๋ยวๆ” ผมขยับหลบไปด้านข้างและอาศัยโต๊ะม้าหินอ่อนเป็นเครื่องกั้นตีนที่จะลอยตามมา ต้องขยับหลอกล่อพลางล้วงโทรศัพท์ออกมากดไปด้วย “ใจเย็นก่อนพี่ นี่ดูๆๆๆ”

“มานี่ กูจะอัดมึงให้เละ”

“นี่ นมเจ๊แคล ดูฟรีเลยก็ได้”

โชคดีที่ผมเซฟรูปไว้ในอัลบั้มที่กดหาง่าย พอกดเลือกรูปได้ก็ยื่นมือถือออกไปเหมือนยันต์กันผี รูปที่ว่าคือ รูปเจ๊แคลตอนอายุสามขวบสวมบิกินี่ยืนอยู่ข้างสระน้ำเป่าลม เจ๊แกโพสต์รูปนี้ทางเฟซบุ๊กตอนวันเด็กปีที่แล้ว โพสต์แป๊บนึงแล้วลบ แต่ผมเซฟทันเผื่อไว้แบล็กเมลเรียกค่าไถ่เป็นหมูกระทะอะไรแบบนี้ พี่เห็ดชะงักไปสองสามวินาทีแล้วถอนหายใจ

“เนี่ยนะรูปนมของมึง”

“รูปนมของเจ๊แคลต่างหาก เต็มตาเลยมั้ยล่ะ อยากได้อะดิ แต่ผมไม่ขายพี่รหัสตัวเองขนาดส่งรูปโป๊ของแกให้คนอย่างพี่หรอก”

“นี่คือยังไม่ขายเหรอวะ” พี่เห็ดหัวเราะ “แต่กูอะไม่ขายไอ้ทัชแน่ๆ วันนั้นกูไม่น่าหัวร้อน คิดอะไรสั้นๆ ลากมึงมาเจอไอ้ทัชเลย”

“ไม่น่าหัวร้อนอะเห็นด้วย แต่ลากมาเจอพี่ทัชเนี่ย ทำดีแล้ว”

“ดีห่าไร มึงไม่ต้องมาถามอะไรเรื่องไอ้ทัชมันอีกนะ”

ผมทิ้งไพ่ตายไปแล้ว ก็เลยไม่มีทางเลือกอะไรนอกจากพยายามผูกมิตรกับแกไว้ “โอเค้ ไม่ถามก็ไม่ถาม งั้นเรื่องเจ๊แคลพี่ก็อย่า…”

“มึงต้องช่วยกู”

“ทำไมต้องช่วย” เห็นทำสีหน้าครุ่นคิด ผมเลยหยอดต่อเป็นไกด์ไลน์ให้ “จะใช้เงินซื้อผมว่างั้น”

“เท่าไหร่”

เข้าทาง แต่ต้องแกล้งทำหน้าเซ็งๆ หน่อย “ไลน์พี่อะไร”

ขอชาบูเจ๊แคลเซียม นอกจากผมไม่ดั้งหักหรือตาแตกแล้ว ยังได้คอนเน็กชั่นเผื่อเอาไว้หาเรื่องรีดไถในอนาคตเพิ่มด้วย

ตัดภาพมาปัจจุบัน

ผมมาถึงหอสมุดกลางของมหา’ลัย ซึ่งเปรียบเสมือนวิหารศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเนิร์ดแล้ว และก็เดินผ่านประตูเข้าไปเลยโดยไม่ยอมเสียเวลาล่ำเวลา อู๊ว เย็น~ ข้อดีอย่างเดียวของที่นี่คือเปิดแอร์เย็นโคตรๆ จนรู้สึกได้ว่าจั๊กแร้แทบจะแห้งในทันใด ตั้งแต่เปิดเทอมมา ผมเคยเข้ามาเดินแกร่วเล่นสองสามครั้งได้มั้ง ก็เข้ามาตากจั๊กแร้นั่นแหละ จำได้ว่าครั้งนึงเกือบถูกป้าบรรณารักษ์ลากคอไปตบด้วย

โคตรไม่เข้าใจ ทำไมทุกคนนั่งกันเงียบๆ ได้นานขนาดนั้น

ตึกนี้สูงเจ็ดชั้น มีลิฟต์บริการเสร็จสรรพ แต่ผมคงต้องเดินบริหารปอดสำรวจไปเรื่อยๆ เพราะไม่รู้ว่าคุณชายทัชนั่งอยู่ในหลืบไหน

ชั้นแรกเป็นส่วนของนวนิยายและหนังสืออ่านนอกเวลา ส่วนชั้นอื่นๆ เต็มไปด้วยสิ่งที่ดูใหม่กว่าคัมภีร์ใบลานนิดหน่อย โต๊ะเก้าอี้สำหรับให้นั่งอ่านหนังสือถูกยึดครองเกือบหมด ส่วนมากเป็นคนจากชนเผ่านิติศาสตร์ สังเกตได้จากประมวลกฎหมายที่เหมือนถือมาข่มกันว่าของใครจะดูยับเยินมากกว่ากัน

ตื๊อดึ่ง!

อุ๊ย ไลน์เข้า

ไม่ได้ปิดเสียงมือถือด้วย พออยู่ในที่เงียบๆ แล้วเสียงดังลั่นเลยแฮะ

ชนเผ่าเนิร์ดต่างเงยขึ้นมาทำหน้าเหมือนท้องผูก ผมโปรยยิ้มสดใสไปรอบตัวแล้วควักมือถือขึ้นมากดปิดเสียง ชูขึ้นโชว์รอบตัวเพื่อสื่อให้คนรอบข้างเห็นชัดๆ ว่า โทษที นี่ๆ ทุกคนดู จะปิดเสียงจริงๆ ละนะ...ปึ๊บ ปิดละ

จากนั้นค่อยกดเข้าไปดูข้อความใหม่ในไลน์

 

★R3NJI: สัส

★R3NJI: แคลไม่กินโกโก้

★R3NJI: เค้าชอบน้ำแดงโซดาเว้ย

★R3NJI: มึงนี่วอนตีนแล้ว!!!

 

ซวย

เจ๊แคลนี่ก็ไม่ช่วยกันเล้ย แกล้งๆ กินไปหน่อยก็ไม่ได้ เอาไว้แก้ตัวกับพี่เห็ดทีหลังละกัน

เฮ้อ…

ผมผายลมทิ้งทางจมูก ค่อยๆ ลาดตระเวณจากชั้นเจ็ดย้อนกลับลงมา

ณทัช ณทัช ณ...นั่น

พิกัดชั้นห้า สิบนาฬิกา เดินแผ่ออร่ามาจากห้องน้ำก่อนจะเลี้ยวไปนั่งหลบมุมที่โต๊ะด้านในของห้อง มีเก้าอี้ว่างอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วย ทั้งที่หน้าตาโคตรดี ทำไมเขาถึงหามุมสงบๆ นั่งได้โดยไม่มีใครมาขายขนมจีบได้วะ

เดี๋ยว! นั่นๆ เพศตรงข้ามนางนึงเดินมั่นหน้าเข้าไปแล้ว แขนขายาวระดับน้องๆ ยีราฟเลย สีหน้าดูดี๊ด๊ามาก หนังสือที่หยิบติดมือมาเล่มเดียวก็ดูเฟคสุดๆ เด็กป.2 ยังดูออกเลยว่าตั้งใจมาอ่อย

ไม่ได้การละ

“ขอโทษนะคะ ตรงนี้มีใคร…”

“มีครับ ผมนี่ไง” ผมพุ่งเข้าไปเอาตูดประทับนั่งได้อย่างเฉียดฉิว ไงล่ะ เจอแชมป์เก้าอี้ดนตรีตั้งแต่สมัยอนุบาลเข้าไป หน้าเหวอไปเลย

เสียงพูดระดับปกติของผมทำให้หนอนหนังสือละแวกนี้ต่างผงกหัวขึ้นมาดู ผมฉีกยิ้มทั่วๆ แล้วหันมายิ้มหวานให้น้องยีราฟ เจ้าตัวยังหน้าเหวอไม่หาย คอยาวเหมือนกระสือจะถอดหัว ท่าทางอึกอักเหมือนจะโต้แย้ง แต่สุดท้ายก็ยอมล่าถอยไป

พอผมหันกลับมา ก็ต้องเจอเข้ากับสายตาคมกริบที่สื่อสารอย่างชัดเจนว่า มึงมาทำบ้าอะไรที่นี่

มีโอกาสได้ใช้ภาษามือสักที แบบเดียวกับที่คุณจะได้เห็นในทีวีตรงมุมจอตอนคนใหญ่คนโตในรัฐบาลแถลงอะไรสักอย่างนั่นแหละ

ผมใช้ภาษามือตอบไปว่า

ก็พี่ไม่อยู่ที่ป่าดงดิบอะ

รู้ปะ ครอบครัวยุงลายคิดถึงพี่จะแย่ละ

นี่มันฝากตุ่มน่ารักๆ มาให้พี่ดูด้วยนะ ตรงนี้ แล้วก็ตรงนี้ นี่ด้วย

นี่ผมจะเป็นไข้เลือดออกเปล่าวะ

แล้วนี่กินข้าวยัง หรือว่ากินแซนด์วิชโง่ๆ แบบวันนั้นอีก

หิวว่ะ ไปหาไรกินกันมั้ย

อะ งง ทำหน้างง…

ไม่งงก็แปลก

เพราะนี่เป็นภาษามือที่ผมคิดเอง

ไม่ใช่แค่เหมือนงงๆ เขายังทำหน้าดุด้วย หรือว่าเขากินรังแตนเป็นข้าวเที่ยงเรียบร้อยแล้ว ผมยังไม่รู้จะทำยังไงต่อ เลยฉีกยิ้มกว้างๆ เป็นการลดอุณหภูมิความสัมพันธ์ไว้ก่อน

พี่ทัชส่ายหน้านิดนึง นิดเดียวจริงๆ จนแทบสังเกตไม่ได้ ก่อนจะกลับไปก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ สิ่งที่เขาอ่านอยู่เป็นชีทเล่มบางๆ ในขณะที่ด้านข้างมีตำราเล่มโตวางอยู่ มีหนังสือรวมไฮกุเล่มนั้นวางอยู่ด้านบนสุดด้วย

ผมจับตามองเขาเงียบๆ แต่พอเห็นนิ้วพันพลาสเตอร์ของเขาจับปากกาไฮไลต์ลากปาดไปบนหน้ากระดาษ นิ้วผมก็เริ่มอยู่ไม่สุข ค่อยๆ ทำเป็นปูไต่เข้าไปหาเขา

พี่ทัชกระตุกนิ้วหนี ทำอย่างกับมือผมเป็นตะขาบหรือกิ้งกือ

“แต่ละวันพันนานมั้ยอะ กว่าจะครบสิบนิ้ว” ผมถามออกเสียง

พี่ทัชยื่นหน้าเข้ามาพูดเสียงกระซิบ “มึงจะพูดทำไม”

“ก็ภาษามือพี่ไม่เข้าใจอะ งั้นดูอีกที…”

“เลิกรำได้แล้ว คนมอง”

“น่ะ เห็นมะ ภาษามือผมเหมือนเซิ้งหมอลำใช่ปะ”

“เบาๆ”

“เบาแค่นี้พอมั้ย” ผมลดเสียงลงนิดนึง

“หยุดพูดเลย”

“อะไรนะ ไม่ได้ยิน”

“กูบอกให้หยุดพูด”

“ผมถามว่า แต่ละวันพันพลาสเตอร์นานมั้ย”

“นะฑี”

“พันวันละกี่ครั้ง แล้วตอนเข้าห้องน้ำทำไงอะ ถ้ามันเปียกทำไง”

“อะแฮ่ม” เสียงกระแอมดังขัดจังหวะ เราสองคนเงยหน้าและเห็นสายตานับสิบคู่จ้องมาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ พี่ทัชค้อมหัวนิดๆ เป็นเชิงขอโทษ ส่วนผมยิ้มเล็กน้อย พยายามฝืนไม่ยกมือโบกไปรอบๆ เพราะจังหวะนี้น่าจะมีคนเริ่มคิดว่าผมกวนตีนละ

พี่ทัชแตะปากตัวเอง ทำมือไขว้กันเป็นตัว X เป็นภาษามือที่แปลความได้ง่ายๆ ว่า หุบปาก! ไม่สิ ดูจากสีหน้าแววตาแบบผู้ดีน่าจะสื่อว่า เลิกพูด ซึ่งเป็นคำที่เบากว่า

แต่ผมก็พูดต่อ “ผมรู้ความจริงหมดละ พี่เห็ดบอกผม...อุ๊บ”

ปากกาไฮไลต์สีเขียวแตะปากผม พร้อมกับสายตาดุๆ มองในระยะประชิด อันนี้น่าจะแปลว่า ถ้ายังไม่หยุดพูด กูจะไปเผาบ้านมึงซะ หรือไม่ก็อาจจะแค่ บอกให้หยุด

หยุดก็ได้

ให้ตายเถอะ ช่างเป็นคนที่อ่านสีหน้าท่าทางได้ยากจริงๆ

นึกว่าจะกลับไปก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ เขากลับรวบกองหนังสือและลุกออกไปเลย ดีมาก ผมรีบสะบัดตูดตามไปโดยไม่ต้องคิด ด้วยความหวังดี ไอ้เราก็รีบบริการกดเรียกลิฟต์ให้ แต่คุณชายเดินลงบันไดเฉ้ย

“ทำไมไม่ลงลิฟต์อะ” ผมตามไปเดินประกบข้าง

“มีขาเดิน”

“เอ้า มีขาน่ะใช่ แต่ก็มีลิฟต์ไง สบายกว่า”

“งั้นก็หัดลำบากซะบ้าง”

“งั้นเอาขาชี้ฟ้า ใช้มือเดินลงมะ”

“...”

“หรือเดินถอยหลังแบบนี้…”

พรืด!

ตีนลื่นแบบนี้ก็หงายหลังสิครับ โชคดีที่คนข้างๆ ดึงแขนเสื้อผมทัน ทำให้พลิกตัวมาคว้าราวบันไดทรงตัวไว้ได้ ซีนนี้คือละครหลังข่าวโคตรๆ

“โห มือไวนะเนี่ย”

“...”

“มือไวแบบนี้ชอบชิงสุกก่อนห่ามปะ”

“...”

“ผมเป็นหนี้ชีวิตพี่แล้วใช่มะ ต่อไปนี้จะจิกหัวใช้ยังไงก็ได้ ผมต้องยอมทุกอย่าง”

“...”

เจ้าตัวไม่พูดอะไร แค่ถอนหายใจนิดๆ

เราลงมาถึงชั้นล่างจนเดินออกประตู อากาศร้อนพุ่งมาปะทะหน้าราวกับเดินออกมาเจอนรก นี่จะเข้าฤดูหนาวแล้วนะ แต่แดดเมืองไทยเหมือนมันอยากให้เราก้มลงคุกเข่าร้องขอชีวิต หรือไม่ก็อ้อนวอนขอน้ำแข็งสักคันรถ หรือที่ง่ายกว่านั้นคือกลับเข้าไปในหอสมุดดีกว่า แต่พี่ทัชเดินอ้อมไปด้านข้างตัวตึกแล้ว ตรงนั้นมีซุ้มขายกาแฟสดกับเบเกอรี่อยู่

“ขอแซนด์วิชอันนี้ครับ แล้วก็น้ำองุ่นขวดนึง” พี่ทัชสั่งเสียงนุ่ม พนักงานสาวยิ้มแฉ่งและเหล่ตามองนิ้วพลาสเตอร์ที่ชี้อยู่หน้าตู้เบเกอรี่ เป็นใครก็ต้องมองแหละ

“น้ำองุ่นมีแบบเพียวๆ กับผสมเยลลี่ เอาเป็นอันไหนดีคะ”

“เยลลี่ครับ”

“ได้ค่ะ รวมเป็น…”

“เอาเป็นแซนด์วิชอันนี้สองเลย” ผมพูดแทรก “ว่าแต่มันคือไส้อะไร”

“แฮมไซส์ใหญ่ค่ะ”

“โอเค ไซส์ใหญ่ๆ เนี่ยของชอบ แต่ไม่เอาน้ำม่วงๆ นั่นนะ เอาเป็นโกโก้เย็นหวานน้อยดีกว่า พี่คนนี้จ่ายนะ”

พี่ทัชที่กำลังจะหยิบเงินจากกระเป๋าหยุดชะงัก ผมแค่จะแกล้งแหย่เขาเล่นเฉยๆ แต่ผิดคาด ป๋าว่ะ เขาเปลี่ยนใจหยิบแบงก์ส่งให้เพิ่มไปอีก

“เลี้ยงจริงดิ”

“ถ้ามันทำให้มึงหยุดพูดได้”

“เงินแค่นี้ซื้อผมไม่ได้หรอก แต่ก็ขอบคุณ”

“อืม อย่างน้อยมึงก็พูดคำนั้นเป็น”

จึ้ก~ เจ็บนะเนี่ย

“ขอบคุณ ขอโทษ ขอตังค์ พูดเป็นหมดอะ แม่สอนมาดี”

“ดีใจกับคุณแม่ด้วย”

โดนไปอีกดอก นี่เรียกว่าการด่าอย่างผู้ดีใช่มั้ย ทำไมวาจาช่างร้ายกาจยิ่งนัก

ขณะผมตั้งสติอยู่พนักงานก็ยื่นของที่สั่งมาให้ พี่ทัชรับส่วนของตัวเองเดินไปนั่งที่โต๊ะม้าหินอ่อนข้างตึก ส่วนของผมยังไม่ได้ เพราะโกโก้เย็นต้องผ่านกรรมวิธีที่ซับซ้อนกว่าน้ำองุ่นที่ใส่ขวดแช่เย็นไว้อยู่แล้ว ทำไมช้า ต้องคั่วเม็ดโกโก้เองหรือว่าอะไร

“เร็วหน่อยครับ”

“คะ?”

“เร็วๆ ครับ ไม่ต้องปิดฝาก็ได้ โอ๊ย จะลงแดงแล้ว”

“ค่ะๆ ได้แล้ว นี่ค่ะ”

ผมคว้าเอาเสบียงตัวเองเดินตามไป ถ้าไม่รีบเดี๋ยวก็มีสาวน้อยสาวใหญ่มานั่งขายขนมจีบอีกแหละ แต่โชคดีที่เราได้นั่งกันสองคนเหมือนเดิม

“ไม่มีเรียนรึไง ถึงได้มาตามวุ่นวายอยู่นี่”

“มี แต่โดดได้”

“ไปเรียนซะ”

“อยากโดดอะ”

“เมื่อกี้บอกเป็นหนี้ชีวิตกู จะสั่งอะไรก็ได้ไม่ใช่เหรอ งั้นกูขอสั่งให้มึงไปเรียน”

“อ่า…” ผมดูดโกโก้อึกใหญ่เพื่อให้สมองแล่น “ขอเป็นหนี้ชีวิตต่ออีกหน่อยละกัน ต้องตามล่าหาความจริงกับพี่ก่อน”

“อะไร”

“เอ๊ะ หรือไม่ต้องตามล่าแล้ว พี่เห็ดบอกผมหมดแล้ว”

ลองลักไก่ดูก่อน และดูจากการที่เขาเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ นั่นก็ถือว่าน่าจะคลำมาถูกทางแล้ว

“เรนจิไม่บอกอะไรมึงหรอก”

“บอกดิ คุยกันเยอะด้วย”

“ว่า?”

จะลักไก่หรือปล่อยไก่ก็คือช็อตต่อจากนี้แหละ

แต่เวลาสี่วันมานี้ผมได้ทบทวนไปประมาณแปดแสนรอบเห็นจะได้ ทั้งนั่งคิด นอนคิด คลานเข่าคิด แล้วสมองอันปราดเปรื่องของผมก็สรุปแบบโน้มเอียงไปในทางว่า พี่ณทัชคนนี้มีวิธีทำให้คนพูดความจริงได้แบบชัวร์ๆ ทีแรกผมคิดว่าแค่ทำให้พูดมาก พูดไม่หยุดเหมือนขี้แตก แต่ดูจากการที่พี่เห็ดลากตัวผมมาให้พี่ทัชช่วย นี่มันคือการรีดเค้นเอาความจริงชัดๆ

ต้องเป็นการเค้นเอาความจริงด้วยวิธีประหลาดๆ ที่มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้

“ว่า...พี่มีพลังแบบเอ็กซ์เมนทำให้คนพูดความจริงได้” ผมพูดเสียงเบา

“...”

สีหน้าเขายังคงเรียบเฉย อ่านได้ยาก จากนั้นก็ส่ายหัวนิดๆ ราวกับผิดหวังกับข้อสรุปของผม “กูเคยบอกแล้วใช่มั้ย ว่ามึงดูหนังมากไป” เขากัดแซนด์วิชคำเล็กๆ

“วิธีการก็คือ ต้องแตะตัวคนนั้น”

“อ้อ”

“คนที่ถูกแตะก็จะพูดแต่ความจริง”

“อือฮึ”

ไม่ใช่เหรอ นี่กูปล่อยไก่ไปหมดเล้าหรือยัง แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ไปให้สุดเลยละกัน

“ผมแฉพี่ได้นะ”

“ตามสบาย”

“หรือผมจะไม่แฉก็ได้ ถ้าพี่ทำให้ผมดูอีกที ผมจะเก็บเป็นความลับ โอเคปะ”

“ไปเรียนได้แล้วไป”

“งั้นเอางี้เลยละกัน”

หมับ!

ผมคว้ามือเขาและกุมไว้แน่น พยายามปรับมุมการจับให้ใกล้เคียงกับที่ถูกจับวันนั้น พี่ทัชไม่ได้ชักมือกลับอย่างที่คิด เขาแค่เหลือบมองด้วยสายตาดุๆ

หวิวเลย...ไม่ใช่หวิวแบบวันนั้น แต่ก็หวิวนิดๆ

“ความจริงวันนี้” ผมพูดเต็มเสียง “หน้าพี่แม่งโคตรเหี้ยเลย”

“...”

“ผมยังโกหกได้ แสดงว่ายังไม่โดนจุด…” ผมมองมือตัวเองที่กุมมือเขาอยู่ เออใช่ ลืมไป “แน่จริงก็แกะพลาสเตอร์ที่นิ้วออกเหมือนตอนนั้นดิ”

“อย่ายุ่งกับนิ้วกู” คราวนี้เขากระตุกมือกลับ

“นั่งไง ต้องใช้ปลายนิ้วแตะใช่มะ” ใช่เลย จุดสัมผัสสำคัญอยู่ที่นิ้วตรงที่เขาพันพลาสเตอร์ไว้นั่นแหละ “แล้วทำได้เฉพาะนิ้วมือเหรอ นิ้วตีนทำได้ด้วยมั้ย”

“...”

“ข้อศอกหรือตาตุ่มไรงี้ ทำได้เปล่า”

“...”

“แล้วช้างน้อยของพี่ล่ะ”

“ลามปาม”

ความตื่นเต้นทำให้ผมพูดรัวเร็ว สมองตื่นตัวเต็มที่จนมองเห็นภาพในหัวเป็นฉากๆ

“เฮ้ย สุดยอดอะ นี่พี่รู้ตัวปะว่าพลังนี้เปลี่ยนโลกได้เลยนะ อย่างถ้าเราอยากได้เกรดสวยๆ ก็แค่หาจังหวะเหมาะ ย่องไปแตะตัวอาจารย์แล้วก็ถามเลย ‘จารย์ เทอมนี้ออกข้อสอบอะไร’ แค่นี้ก็เรียบร้อย”

“นี่คือใช้สมองคิดแล้ว?”

“ก็ใช่ไง แล้วลองนึกดูนะ ถ้าอยากได้เงินจะทำไง ก็เดินไปดักรอตามตู้เอทีเอ็ม พอมีคนมากดเงินก็ไปแย่งบัตรมาและล็อกตัวถามรหัสเลย โอ๊ย เศรษฐีข้ามคืน”

“...”

“ก็แค่ให้ลองคิดดู ไม่ได้จะให้ทำจริงๆ ซะหน่อย” ผมมองหน้าเขาที่ตอนนี้ไม่ดูดุเท่าไหร่แล้ว ออกจะดูผ่อนคลายด้วย “รู้ละ พี่ถือคติแบบสไปเดอร์แมนใช่ปะ พลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง ว่าแต่ผมดูหนังเยอะ ตัวเองก็เหมือนกันรึเปล่า”

“ทำยังไงกูถึงจะได้อยู่คนเดียว”

“ขอไลน์หน่อยดิ”

“นี่ฟังกูพูดอยู่รึเปล่า”

“หรือเบอร์โทรก็ได้”

“จะไปเรียนยัง”

“ไลน์ชื่ออะไร” ผมควักมือถือออกมาเตรียมพิมพ์

เขาหยุดนิ่งและเป็นฝ่ายมองหน้าผมบ้าง

“ชื่อไลน์ว่า…” ผมกระตุ้น

“ถ้าให้แล้วจะไป?”

“จะรีบไปเลย เร็วๆ ดิ เดี๋ยวเปลี่ยนใจโดดเรียนนะ”

“เอามือถือมึงมา”

ผมส่งมือถือให้เขาเหมือนขี้ข้าส่งของให้เจ้าขุนมูลนาย เขารับมันไป จากนั้นก็กดพิมพ์ด้วยปลายนิ้ว เรียกว่าปลายนิ้วสุดๆ จะตรงกว่า เพราะบริเวณที่เป็นลายนิ้วมือนั้นมีพลาสเตอร์พันอยู่ ท่าทางไม่คล่องเหมือนไม่ใช่คนชอบขลุกอยู่กับหน้าจอมือถือ ซึ่งดูจากหนังสืออ่านฆ่าเวลาของเขาแล้วก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่

พอเขาพิมพ์เสร็จผมก็รับมือถือกลับมาดู ผมค่อนข้างผิดหวังนะ เขาใช้ชื่อไลน์ตรงตัวเลย

NATOUCH

รูปโปรไฟล์ก็เป็นสีหม่นๆ เรียบๆ ซึ่งน่าจะถ่ายจากปกหนังสือนอกเวลาที่เขาอ่านอยู่นี่แหละ

“ไปได้ยัง”

“ก่อนจากกันวันนี้ ขอถามคำถามสุดท้าย ทำไมพี่ไม่ใช้ชื่อไลน์ให้มันเฟี้ยวกว่านี้หน่อยล่ะ อย่างณทัชเอ็กซ์เมน หรือไม่ก็สไปดี้ทัชอะไรงี้...เปลี่ยนใจละ ผมโดดดีกว่า”

“นะฑี” เขาพูดเสียงเข้ม เล่นเอาผมตื่นเต้น

“ครับ” ผมโน้มตัวเข้าไปพูดเสียงเบา “พี่ยังมีพลังอะไรอีกเหรอ บอกผมได้ รับรองผมเก็บเป็นความลับแน่นอน”

พี่ทัชโน้มตัวมาตบบ่าผมเบาๆ พร้อมกับพูดเสียงนุ่มที่สุดเท่าที่เคยได้ยินจากปากเขา “กูขอร้องล่ะ ไปเรียน”

 

 

 

 

________________________

ขอบคุณมากๆ ที่เข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้กันนะคะ :D

ดีใจมากๆ เลยค่ะ

ได้อ่านทุกคอมเมนต์เลยนะคะ T__T อ่านซ้ำๆ วนๆ

สามารถไปพูดคุยกันในแท็ก #ณTouch ที่ทวิตเตอร์ได้นะคะ

แชร์ความคิดเห็นให้ฟังกันได้ตลอดเลยนะคะะะะ 3

ขอบคุณมากๆ เลยค่า T^T/// *อยากกอดไว้*

 

นางร้าย

20.05.2019

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 470 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

823 ความคิดเห็น

  1. #719 Baconloey (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 23:11
    พูดมาก555
    #719
    0
  2. #715 YFTD_pk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 เมษายน 2563 / 12:34
    น่ารักมากกกก ชอบบบบบมากกก นายเอกนิสัยแบบนี้
    #715
    0
  3. #690 tang_thai°°° (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 01:30
    สงสารณทัชสุดแล้วตอนนี้
    #690
    0
  4. #665 DelightLetters (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 20:44

    น้องเก็บกดอะไรมาถึงได้จ้อน้ำท่วมทุ่งแบบนี้
    #665
    0
  5. #572 creates (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 08:47
    ชอบบบมากกกกก
    #572
    0
  6. #564 ก้าวไกลพันลี้ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 22:17

    น้องโคตรซน!!! 5555555

    #564
    0
  7. #552 cactus090 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 15:59
    ชนเผ่านิติ55555อิน้องก็ง้องเเง้งอยู่คนเดียว
    #552
    0
  8. #551 ๋J__N__T___ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 15:42
    นะฑีโครตกวน 5555
    #551
    0
  9. #541 janjao_jann (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 02:16
    น้องน่าร้ากกก5555
    #541
    0
  10. #534 dkin96o (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 22:05
    สงสารพี่ทัชที่ต้องมาเจอนะฑี หนูเคยพูดอย่างคนปกติเค้าพูดมั้ยลูกกกกก
    #534
    0
  11. #503 fahriyafhon (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 12:34
    น้องวอแวเก่ง 55
    #503
    0
  12. #502 ปลาทูทอดกรอบ3วิ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 12:34
    น้องคือวอแวสุดจะไปรักกันไงนิ
    #502
    0
  13. #490 Superpoom (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 07:11
    ตบไหล่ไม่น่าจะได้มันต้องโบก
    #490
    0
  14. #457 Noonn Chutima (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 09:51
    เหนื่อยเเทนอีพี่อ่ะ555555
    #457
    0
  15. #439 I-TimChoco (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 12:53
    ตบไหล่นี่ก็น่าจะบังคับได้สินะคะ เพราะเคยตบให้นั่งทีนึงแล้ว
    #439
    0
  16. #396 Mini_Kyungsoo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 14:22
    ปวดหัวแทน55555
    #396
    0
  17. #389 Champu2479 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 01:14
    รำคาญนะฑีมากอ่ะ ถ้าเจอในชีวิตจริงแบบนี้และมีปืนอยู่ในมือ จะไม่ลังเลเลยที่จะเหนี่ยวไกปืนใส่อ่ะ รำคาญโคตร
    #389
    0
  18. #203 11-12 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 22:02
    อิน้องมันแง้วๆมากโอ้ยยย5555
    #203
    0
  19. #178 Mistyblack (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 21:35
    คือเหมือนมีนะฑีมาแง้วๆข้างหู
    #178
    0
  20. #115 ละเมอเพ้อฝัน. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 23:20
    แค่อ่านยังเหนื่อยแทนนะฑีจริงๆ พูดเก่งไปอะหนู5555555555
    #115
    0
  21. #63 BEEMbbr (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 09:50
    บรรทัดสุดท้ายคือคงปลงแล้วจริงๆ

    5555555555
    #63
    0
  22. #47 ราชินีโพแดง[ไหหมิง] (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 00:43
    ขนาดอ่านตามที่นะฑีพูดยังเหนื่ิอยอะ เว้นจังหวะบ้างลูกเอ๊ยยยย เอาเวลาที่ไหนหายใจหายคอ สงสารพี่ณทัช บรรทัดสุดท้ายคือเหมือนพี่แกจะปลงแล้วอะ ด่าไม่สะเทือน ไล่ไม่ไป ทำหมดทุกวิถีทางจนต้องขอร้อง 55555555
    #47
    0
  23. #46 Don't forget me (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 09:20

    เรียนจิตวิทยายังไม่ปวดหัวเท่าเจอเด็กกวนโอ๊ยทำใจนะคุณชาย

    #46
    0
  24. #45 ความถี่สีชมพู (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 06:53
    พี่ทัชเอาพาราสักกระปุกมั้ยคะ ฮือ5555555เครียดแทน นะฑีโว้ย555555555555555555555
    #45
    0
  25. #44 ReBorNAgin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 22:50
    ปวดหัวแทนณทัชแล้วเนี่ย555//me:ยื่นพาราให้ณทัช
    #44
    0