● ณ Touch ● (Yaoi)

ตอนที่ 39 : แตะต้องครั้งที่ 37: จับบบ…นี่หรือคือเดตสังเกตโต๊ะข้างๆ ระยะทางระหว่างกลับบ้านระยะห่างระหว่างกลับไป [50%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,680
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 264 ครั้ง
    18 เม.ย. 63

 

สำหรับตอนนี้ขออนุญาตแบ่งลงทีละ 50% นะคะ ^ ^

พอดีเนื้อหาค่อนข้างยาวนิดนึงค่า

 

(50%)

แตะต้องครั้งที่ 37

    จับบบ…นี่หรือคือเดตสังเกตโต๊ะข้างๆ ระยะทางระหว่างกลับบ้านระยะห่างระหว่างกลับไป

 

 ท้องฟ้าดูเป็นสีชมพู 

 ไม่ใช่หิวข้าวหรือหน้ามืดจะเป็นลมนะ

 อินเลิฟ 

 วันนี้วันหยุด เราควรจะอยู่บ้านหรือไม่ก็ติวหนังสือกับแก๊ง แต่ผมกับพี่ทัชยังชวนกันออกมาตะลอนข้างนอก ไม่ใช่เพราะบริษัทขอทัชฑีมีงานเข้า แค่ออกมาเฉยๆ 

 “สวนสาธารณะมั้ย สูดอากาศกันหน่อย สดชื่น แล้วก็แบบ...ถีบเรือเป็ดไรงี้” ผมเสนอไปทางโทรศัพท์

 [มึงได้ตามข่าวบ้างมั้ย] 

 “ข่าวไร คนรุ่นใหม่ไม่ดูทีวีนะ”

 [ทางเฟซบุ๊กนั่นแหละ เลื่อนดู] 

 “เลื่อนอยู่ ทำไมเหรอ ดาราคนไหนโดนเท หรือท้องก่อนแต่ง” 

 [ไม่มีเรื่องฝุ่นเด้งขึ้นหน้าฟีดมึงเลยเหรอ ตอนนี้ฝุ่นคลุมเมืองอยู่] 

 “อ้อ งั้นไปไหนอะ ดาวอังคารมั้ย”

 [ห้าง] 

 “งั้นดูหนังกับกินติมนะ” 

 [ได้หมด] 

 “ได้ทุกอย่างเลยเหรอ”

 [อือ] 

 “งั้นเราปล้นกันมั้ย ล็อกคอคนที่กำลังกดเงิน แย่งบัตรเอทีเอ็มมาแล้วใช้นิ้วพี่เค้นเอารหัส”

 [ไปอาบน้ำเตรียมตัวซะ แค่นี้นะ] 

 ตู๊ดดด

 สายตัดไปแล้ว 

 ตกลงตามนั้น ไปห้างกัน แต่ผมยังไม่ได้ลุกไปเตรียมตัวทันที ยังนอนกลิ้งไปมาไถหน้าจอมือถือเล่นอยู่นาน กว่าจะขุดตัวเองไปอาบน้ำได้ก็ปาไปเป็นชั่วโมง โชคดี พอผมแต่งตัวเสร็จและลงมาข้างล่างพี่ทัชก็มาถึงพอดี เขาเลยไม่ต้องรอนาน กลายเป็นผมนี่แหละที่ต้องรอเขา เพราะแค่เข้ามาสวัสดีแม่ยังไม่เพียงพอสำหรับเขา 

 “หมอนนิ่มๆๆๆๆ” นั่นแหละ จกพุงมันเข้าไป นวดมันเข้าไป ไอ้แมวนรกนี่ก็ยังไง ปกติจะหวงเนื้อหวงตัว นี่นอนแผ่อ้าซ่าให้เขาขยี้เฉ้ย “หมอนๆๆๆ นิ่มๆๆๆ” 

 จะได้ไปมั้ยวันนี้

 “พี่ ขอกุญแจรถหน่อย”

 “หืม?”

 “อยากลองรถพี่กับเสาไฟอะ ดูว่าจะแกร่งแค่ไหน” 

 เขามองผมแวบนึง ก่อนจะไปขยี้แมวต่อ “แป๊บนึงดิ”

 “ไม่รีบๆ เอาเลย ตามสบาย ผมรอจนเมื่อยละ”

 “นิ่มๆๆๆ” มีขยี้ส่งท้ายชุดใหญ่กว่าจะยอมลุก “โอเค ไปกัน...คุณแม่หวัดดีครับ แล้วจะรีบพานะฑีมาส่งนะครับ”

 “จ้า หวัดดีจ้ะ ทัชอย่าให้นะฑีขับนะ” 

 “ครับผม” 

 “ไม่ต้องห่วงน่าแม่ ผมเซียนอยู่แล้ว ไปละนะ”

 เราออกจากห้องแถวโทรมๆ เข้ามานั่งในรถมินิคูเปอร์ จากนั้นพี่ทัชก็เปิดระบบสกิปไดรฟ์พาเราออกเดินทางสู่ห้วงอวกาศแห่งความสุขอันไกลโพ้น

 แป๊บเดียวก็มาถึงจุดหมาย 

 ที่ถึงเร็ว เพราะตอนมีความสุขเวลามันสั้นนั่นแหละ

โชคดีช่วงนี้ไม่มีหนังผีเข้าโรง เลยไม่ต้องเถียงหรือเหน็บกัน และเพื่อเป็นการรำลึกความหลังที่หนีตายมาด้วยกัน จัดหนังบู๊แหลกกระจายไปเลย เลือกหนังได้แล้วก็ไปกินราเมนเจ้าดัง สุดท้ายมาตบท้ายที่ร้านไอศกรีมเพื่อฆ่าเวลารอดูหนัง 

พี่ทัชสั่งช็อกโกแลตชิพ ไซส์ที่ดูผู้ดี๊ผู้ดี 

ผมสั่งวานิลลาและอื่นๆ ไซส์ขนาดกินได้ทั้งหมู่บ้าน เพราะผมถือคติที่ว่า เหลือดีกว่าขาด สองบาทยังไงก็ดีกว่าบาทเดียว 

 “ทำไมพี่สั่งช็อกโกแลตชิพอะ ชื่อไม่เป็นมงคล” ผมพูดหลังจากพนักงานนำออเดอร์มาเสิร์ฟ 

 “ทำไม”

 “ถ้าชิพหายล่ะ ซวยเลยนะ” 

 “อันนี้คือคิดมาดีแล้ว?” 

 “ฮ่าๆ ห้าบาทสิบบาทก็ขำๆ ไปเถอะ ซีเรียสอะไร”

 “หึ”

 “นี่คือขำแล้ว” 

 “ห้าบาทสิบบาท ขำแค่นี้ก็บุญแล้ว”

 “...”

 “...” 

 เรามองหน้ากัน...เดดแอร์...แล้วขำพรืดออกมาพร้อมๆ กันจนโต๊ะข้างๆ หันมองอย่างใจคอไม่ดี เรายังมองหน้ากันอยู่ตลอดเวลาระหว่างที่เสียงหัวเราะแบบช็อกเวฟตามมาอีกหลายระลอก จนกระทั่งเงียบไปในที่สุด 

 เราเริ่มกินไอศกรีมตรงหน้าตัวเองต่อ บนโต๊ะมีแจกันใสทรงสูงกับกุหลาบสีแดงเสียบอยู่ด้วยหนึ่งดอก โรแมนติกไปอีก ถ้ามีกล้องมาถ่ายนี่เอาไปตัดต่อเป็นเอ็มวีระดับร้อยล้านวิวได้สบายเลยนะ 

 “คิดไรอยู่” ผมทำลายความเงียบ

 “คิดถึงวันแรกที่เจอมึง” บอกแล้ว เอาไปทำเอ็มวีได้

 “คิดว่าไงมั่ง”

 “สงสัยว่ามึงรอดมาจนโตได้ไง” กำลังบิ๊วมาดีๆ เริ่มจะเป็นเอ็มวีไม่ได้ละ

 “ผมน่าจะได้กินยำตีนตั้งแต่เด็กจนตายไปแล้ว ไรงี้? นี่พี่พูดจาเหมือนพี่เห็ดขึ้นทุกวันละนะ”

 “อือ” 

 “เพราะผมเก่งไง” 

 “แล้วตอนนี้กูก็สงสัยว่า ในเวลาไม่ถึงปีเรามานั่งกันอยู่ตรงนี้ได้ไง” 

 “ก็พี่ขับรถพาผมมา วันหลังให้ผมขับมะ พี่จะได้หลับสบายๆ แบบ….สบายยาวววววไปเลย” 

 “อันนี้คือจะเล่นมุกหรืออะไร”

 “มุกดิ แค่นี้ไม่รู้เหรอ” 

 “มึงเขิน” 

 “...” เกลียดการที่จู่ๆ ก็แซวเข้าเป้าแบบนี้ชิบหาย “อะไร ใครเขิน”

 “มึงกำลังเขิน”

 “พี่นี่มั่วจริงๆ”

 “จูบครั้งล่าสุดเป็นไง ถือว่ากูจูบเป็นรึยัง” 

 “...” เกลียดโว้ยยยย 

 “น่ะ เงียบ”

 “พี่ก็ยังจูบห่วยเหมือนเดิมอะ ไปเรียนมาใหม่นะ” ผมกัดฟันตอบแล้วจ้วงไอศกรีมเข้าปาก ไม่คุยละ แดกๆ เข้าไปปากจะได้ไม่ว่าง 

 “ขอกินหน่อย” จู่ๆ พี่ทัชก็ตักวานิลลาของผมไปกิน “อืม...ของโคตรดี”

“โอ๊ย พี่อย่าพูดไรงี้ได้ปะ มันไม่เข้ากับหน้า”

“พูดยังไง”

“ก็แบบ ก็อปคำพูดผมอะ...ช่างมัน ไหนกินบ้าง” ผมตักเอาช็อกโกแลตชิพของเขาบ้าง “ก็โอเคนี่ ไหนลองอีกที”

“เยอะไปมั้ย”

“พี่ก็ตักของผมเยอะ”

จากนั้นเราก็ตักไปๆ มาๆ แบบไม่ยอมกัน 

 “ถ้าจะกินขนาดนั้นก็แลกกันเลย”

 “ไม่เอาดิ เฮ้ย” 

 แต่พี่ทัชสลับถ้วยเรียบร้อยแล้ว ช็อกโกแลตชิพที่เกือบจะหายไปหมดแล้วมาอยู่ตรงหน้าผม ส่วนวานิลลาไซส์หมู่บ้านไปอยู่ที่เขา แต่ถึงอย่างนั้น พี่ทัชก็ยังตามมาจ้วงช็อกโกแลตชิพไปกินต่อ คนอย่างนะฑียอมได้ที่ไหนล่ะ เราเลยข่มกันด้วยการจ้วงไอศกรีมถ้วยที่อยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายกินไม่ยั้ง 

 “อร่อย” พี่ทัชพูดยิ้มๆ

 “นี่คือแลกกันแล้วเหรอ”

 “กูแค่อยากกินของมึง”

 “...”

 “แล้วกูก็อยากให้มึงกินถ้วยของกู”

 “ฟังดูโรคจิตนะเนี่ย ผมไม่แย่งช็อกโกแลตพี่ละ นั่นไง เหลือคำนึง กินดิ” 

 “มึงกิน”

 “ไม่เอาอะ”

 “จะกินเองหรือให้ป้อน” 

 “ป้อนไร พี่นี่อ่านนิยายมากไปละ...เฮ้ยๆ ไม่ต้อง”

 ไม่เอาดิเฮ้ย กินเองก็ได้วะ กินๆ ให้มันจบไป เพราะท่าทางแกจะทำจริง ไม่ใช่ไม่อยากให้ทำ แต่ยังปรับตัวไม่ทันเว้ย เพิ่งจะอุฟุฟวยกันไปไม่กี่วันเอง 

 “ก็แค่นั้นแหละ แค่นี้ทำเป็นเขิน”

 ช็อกโกแลตชิพหายไปหมดแล้ว เหลือแค่วานิลลาถ้วยใหญ่ เราเลยเลื่อนมันมาตรงกลางจ้วงกินด้วยกัน 

 “พี่นี่ปากดีจริงๆ ลองให้ผมป้อนบ้างปะล่ะ” 

 “ไม่ เดี๋ยวทำหน้ากูเลอะ”

 “พี่เขินอะดิ”

 “มึงดูละครมากไปแล้ว” 

 “อะ งั้นกิน” ผมตักขึ้นมาคำนึงยื่นไปตรงหน้าเขา จริงๆ ผมนี่แหละเริ่มเขินอีกแล้ว ต่อให้เป็นคนป้อนก็เถอะ แต่อยากเล่นงานเขากลับบ้าง “ไม่ต้องมาแกล้งทำหน้านิ่ง เขินใช่มะ”

 “ระวังมันหยด ตักคำใหญ่ขนาดนี้ ทำหน้ากูเลอะแน่ๆ”

 “ไม่หรอกน่า รีบกินเร็วๆ ละลายแล้ว”

 “ถือไว้นิ่งๆ” 

 ผมแกล้งส่ายช้อนไปมา พี่ทัชเลยรวบข้อมือผมไว้แล้วยื่นหน้ามางับช้าๆ เม้มปากกับช้อนเนิบๆ อย่างผู้ดี ไม่รู้ว่าผู้หญิงโต๊ะข้างๆ แอบมองตั้งเมื่อไหร่ ช็อตนี้เล่นเอาคุณเธอหน้าเหวอไปเลย อย่ามองดิวะ ทำตัวไม่ถูก 

 “มึงบ้าง” 

 “ฮะ?”

 “กิน” ไอติมคำเล็กๆ มาอยู่ตรงหน้าผมแล้ว 

 “ไม่เอา คนมอง”

 “คนก็มองนานแล้ว”

 ก็เออดิวะ แล้วพี่แม่งทำหน้านิ่งขนาดนี้ได้ไง 

 “อะ พี่คิดดูนะ” ผมกระซิบ “ถ้าโดนแอบถ่ายไปลงโซเชียลทำไง วันนี้เซ็ตผมไม่ค่อยดีด้วย แล้วไม่รู้ว่ากล้องที่แอบถ่ายจะคุณภาพต่ำรึเปล่า”

 “สรุปคือมึงเขินนั่นแหละ เสียชื่อคนอย่างนะฑีหมด”

 “เอ้า พูดงี้” คนอย่างนะฑี เสียท่าไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้เว้ย “ถือไว้นิ่งๆ”

 พี่ทัชยิ้ม แกล้งส่ายช้อนไปมา ผมเลยทำแบบเดียวกับเขา คือตะปบข้อมือเขจับไว้นิ่งๆ แต่ตอนยื่นหน้าไปงับกินนี่แทบจะไวเท่าความเร็วแสง

 “ฮ่าๆ” 

 “ขำอะไร”

 “มึงเหมือนเด็ก เลยตลก”

 ขำอะไรก็ขำไปเถอะ ผมเร่งสปีดกินต่อละ 

 “ไฟไหม้เหรอ” 

 “ไฟไหม้อะไรของพี่อีกเนี่ย”

 “งั้นจะรีบทำไม กินช้าๆ” 

 “หนังจะเริ่มแล้ว” 

 “อีกตั้งเกือบชั่วโมง”

 “ผมจะไปขี้” ว่าแล้วก็ตักเข้าปากรัวๆ เท่านั้นแหละ ซี้ดเลย เย็นจนปวดหัว

 พี่ทัชขำอีก “ทำไมมึงไม่ยอมรับว่าเขิน” 

 เขาเป็นอะไรกับคำนี้มากเปล่าวะ พูดจัง “ผมปวดขี้จริงๆ ไม่ได้ยินเปิ้ลบอกวันที่กินชาบูเหรอ ว่าผมมีปัญหากับท้องไส้ตลอด พี่รีบกินเร็วๆ” 

 “มึงกินเลย กูชอบดูมึงกิน”

 “กินจนปวดหัวแล้วเนี่ย พี่ช่วยกินดิ” 

 “ครับ กินก็กิน” ตูมมม เสียงนุ่มระดับทำลายล้าง “ดีเหมือนกัน จะได้รีบเข้าไปอยู่ในโรงหนังมืดๆ กัน” 

 เหี้ย พี่ทัช!

 ทนสายตาโต๊ะข้างๆ ไม่ไหวแล้วโว้ย ลุกไปขี้เลยดีรึเปล่า ความจริงก็ปวดนิดๆ อยู่นะ แต่ไม่ดีกว่า แบบนั้นมันดูอ่อนเกินไป ทางออกคือรีบทำใจให้ชินกับความรู้สึกนี้จะดีกว่า มันก็แค่อาการทำตัวไม่ถูกกับไม่กล้าสบตาใครแค่นั้นแหละวะ แค่นี้ทำอะไรคนอย่างนะฑีไม่ได้หรอก 

 ผมปลุกความหน้าด้านในตัวเอง ตักไอติมป้อนพี่ทัชอีกครั้ง ซึ่งเขาก็ยอมงับไปอย่างแปลกใจ ช็อตนี้แหละหันไปขยิบตาให้โต๊ะข้างๆ ซะเลย เป็นไงล่ะ อิจฉาอะดิ ให้ช่วยเอาน้ำสาดตามั้ย

แค่นั้นไม่พอ หลังจากกินหมด ตอนเราลุกจากโต๊ะผมยังแอบส่ายตูดดุ๊กดิ๊กด้วย คืนนี้หลับฝันร้ายแน่ๆ 

เราออกจากร้านไอศกรีมแล้ว ผมเข้าห้องน้ำไปบรรเลงเพลงแจ๊สเล็กน้อย จากนั้นก็ยอมให้ทางโรงหนังขูดเลือดขูดเนื้อด้วยป๊อปคอร์นเซ็ตใหญ่ เรียบร้อยแล้วเข้าไปนั่งในโรงหนังมืดๆ ด้วยกัน 

เอาเข้าจริงพี่ทัชก็ไม่ได้ทำอะไรน่าขนลุกหรอก มีแต่ผมนี่แหละที่คิดอกุศลจนดูหนังไม่รู้เรื่อง ทำไมเขาตัวหอมจังวะ อยากโดดเข้าไปฟัดเข้าไปสูดให้ไซนัสอักเสบ ใช้น้ำหอมอะไร หรือว่าเป็นกลิ่นผู้ดีติดตัวมาแต่กำเนิด แม่ง แดกป๊อปคอร์นแก้กลุ้มละ 

หนังจบแล้ว 

ห้างก็ใกล้จะปิด เลยเดินเล่นต่อไม่ได้ หมดแล้วเวลาแห่งความสุข และผมจะจดจำวันนี้ไว้ว่าเป็นเดตแรกอย่างเป็นทางการของเรา ถ้าไม่ใช่เดตแล้วจะเรียกอะไร จริงมั้ย 

“ตอนอยู่ในโรงหนังมึงเป็นอะไร” พี่ทัชถามขึ้นหลังจากเข้ามานั่งในรถ

“ปะ...เป็นอะไร”

“เห็นยุกยิกตลอด” 

“คันอะ” พอพูดแล้วก็สะดุ้งเอง ต้องรีบขยายความ “ไม่ใช่คันแบบนั้นนะ หมายถึงคันตามเนื้อตามตัวจริงๆ สงสัยเบาะแม่งสกปรก โรงหนังนานแล้วอะดิ ไม่ทำความสะอาดกันเลย”

“กูไม่เป็น”

“พี่โชคดีอะดิ พนักงานคงขี้เกียจแน่ๆ ดูดฝุ่นมาถึงแค่เบาะพี่แล้วก็เลิกไรงี้” 

“กูนึกว่ามึงอยากกอดกูซะอีก”

“...” เชี่ย พี่ทัช มีรายการโชว์อะไรที่แข่งกันด้วยการยิงคำพูดขวานผ่าซากรึเปล่าวะ จะส่งเขาเข้าประกวด

“เราอุฟุฟวยกันแล้ว มึงจะกอดกูตอนไหนก็ได้” 

“ผมไม่ได้อยากซะหน่อย”

“กูเคยบอกรึยังว่ามึงโกหกไม่เก่ง”

“...”

“มานี่” พี่ทัชกางแขนออกนิดๆ เป็นเชิงให้ผมสวมกอด 

“ไม่เอา นี่ลานจอดรถนะพี่”

“มาใกล้ๆ”

“...” ต้องเม้มปากข่มใจสู้ แต่ทำไมเสียงต้องนุ่มขนาดนี้ ทำไมหน้าถึงไม่มีสิวริ้วรอยอะไรเลย แล้วกลิ่นตัวนี่ก็มีพลังทำลายล้างโคตรๆ จนร่างกายผมโน้มเข้าไปหาเขาเองอย่างห้ามไม่ได้ ตัวมันไปเองนะ ผมไม่ได้ตั้งใจ 

พี่ทัชโน้มเข้ามา สอดแขนซ้ายรอบด้านหลังผมโอบไว้ เพราะมีคันเกียร์ขวางอยู่เลยกอดแนบชิดไม่ได้ 

แต่…

ปลายจมูกเขาแตะที่ร่องแก้มผม มือขวายกมาประคองใบหน้า แล้วริมฝีปากก็เลื่อนมาประกบริมฝีปากผมเบาๆ 

ลิ้น 

ลิ้นอุ่นๆ ตามมาแล้ว 

แบบนี้ไม่เรียกว่าเดตจะเรียกอะไรจริงมั้ย ผมรีบตั้งสติ คราวนี้ไม่ยอมถูกกระทำฝ่ายเดียวหรอกเว้ย ต้องมีตอบโต้ไปบ้าง ริมฝีปากขอองเขาทำแบบไหนผมก็เลียนแบบตอบโต้ไปแบบนั้นแหละ บดมาก็บดสู้ ดุนมาก็ดุนไป มาดิวะพี่ทัช ไม่ยอมหรอก 

โว้ย

ฟิน 

เคลิ้ม 

กูโดนป้ายยาอะไรรึเปล่าวะเนี่ย แต่กำลังเพลินๆ พี่ทัชก็ถอนริมฝีปากออก ผมบังคับตัวเองให้ถ่างตาและตีสีหน้านิ่ง แต่ก็อดที่จะยกหลังมือกดกับริมฝีปากไม่ได้ 

“มึงเริ่มจูบเป็นแล้วนี่” 

“ผมเนี่ยเซียนอยู่แล้ว พี่นั่นแหละยังห่วยเหมือนเดิม”

“หึ” 

พี่ทัชยิ้ม แล้วสตาร์ทรถขับออกจากลานจอด ผมรีบเปิดเพลงกลบเกลื่อนเพื่อจะได้ไม่ต้องคุยเรื่องนี้กันต่อ ยังดีที่พี่ทัชไม่ซักไซ้ แต่หลังจากเงียบกันอยู่นาน กลายเป็นผมนี่แหละที่อยากชวนคุยซะเอง 

จังหวะติดไฟแดงผมเลยตัดสินใจพูด 

“พี่ มีคำถาม”

“ว่า”

“ที่พี่บอกว่าผมทำให้พี่เลิกกลัวที่จะฟังความจริง คือยังไงนะ” 

พี่ทัชมองหน้าผม เงียบอยู่สักอึดใจก่อนจะพูดขึ้น “ที่ผ่านมากูกลัวการแตะตัวคนอื่น กลัวจะรู้ความจริงอะไรที่ไม่ควรรู้ จนมันกลายเป็นทำให้กูกลัว...กลัวตัวเอง”

คำพูดสะดุดนิดนึง แค่ขาดช่วงไปนิดเดียวจริงๆ แต่กลับทำให้ผมเห็นภาพว่าเขาใช้ชีวิตและเติบโตมายังไง

“พูดอย่างกับพี่แตะตัวคนอื่นบ่อย” 

“เมื่อก่อนก็บ่อยกว่านี้” เขายังพูดด้วยโทนเสียงเรียบๆ “ตอนประถม มัธยม บางทีกูก็หลอกตัวเองพยายามทำตัวเป็นคนปกติ แกล้งลืมพันนิ้วบ้าง ลืมจริงบ้าง แล้วพอไปเล่นกับเพื่อนมีจังหวะที่มีกูแตะถูกตัวคนอื่น กูก็จะได้ยินอะไรที่ไม่ควรได้ยินตลอด เคยทำให้กลุ่มเพื่อนผิดใจกันเองก็หลายครั้งตอนมือกูไปโดนตัว นานๆ ไปกูเลยเลือกที่จะพันนิ้วทุกวัน และไม่โดนตัวใครเลยดีกว่า” 

“...” ผมพูดไม่ออกเลย มันจุก “งี้ตั้งแต่เด็กๆ พี่ก็ไม่ค่อยมีเพื่อนอะดิ”

“มีเรนจิ”

“คนอื่นๆ ล่ะ” 

“มีบ้าง...” เขาเว้นจังหวะ “แต่ไม่สนิท”

เสียงสะดุดอีกครั้ง ยิ่งทำให้เห็นภาพชีวิตเขาชัดขึ้นไปอีก ถึงครอบครัวเขาจะอยู่กันพร้อมหน้าดูอบอุ่นก็เถอะ แต่ไม่มีใครเป็นแบบเขา แค่ลองคิดว่าทั้งโลกมีแค่เขาคนเดียวที่เป็นแบบนี้ และไม่มีใครเลยสักคนที่จะจับมือเขาโดยไม่รู้สึกหวาดระแวง...คิดแค่นี้ ผมก็แสบอกไปหมดแล้ว 

“แล้ว…” คำพูดผมสะดุดบ้าง “มีเพื่อนคนไหนรู้เรื่องพลังของพี่บ้างอะ”

“เรนจิ”

“นอกจากพี่เห็ดที่เป็นญาติ ผม แล้วก็คนที่บ้าน มีอีกมั้ย” 

“ที่ผ่านๆ มาคนอื่นก็แค่สงสัย” 

“อ่า…” เป็นอีกครั้งที่ผมไม่รู้จะพูดยังไงดี “งั้นคนสงสัยน่าจะเยอะอะ ใช่ปะ คนต้องมองพลาสเตอร์ที่นิ้วพี่ตลอดเลยดิ”

“ตลอด”

“แล้วทำไง” 

“ก็ทำเป็นไม่สนใจ ถ้ามีคนถามก็บอกว่าชอบ” 

คำตอบว่า ‘ชอบ’ ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าเขาตอบกวนๆ แบบกำปั้นทุบดิน แต่ทำไมตอนนี้มันฟังดูเป็นคำตอบแบบจนตรอกวะ แต่มันก็คงดีที่สุดแล้ว เขาคิดมาดีแล้ว หรือเขาอาจจะไม่ได้คิดเลยก็ได้ เพราะมันไม่มีคำไหนให้เลือกแล้ว

“พี่เหงาปะ ที่ไม่ค่อยมีเพื่อน”

“กูก็มาอยู่กับหนังสือ เล่นกีตาร์” 

“เอ้อ พูดถึงกีตาร์ ทำไมเลือกเล่นกีตาร์อะ ทำไมไม่เปียโนหรือเปิงมางคอกไรงี้” ผมรู้สึกว่าตัวเองเน้นคำว่า ‘เลือก’ โดยไม่ตั้งใจ มันแบบ...ดีใจแทน ที่เขาได้มีทางเลือก 

ไฟเขียวแล้ว 

พี่ทัชขับข้ามแยกไปอย่างไม่รีบร้อน ตายังมองถนนตรงหน้า แต่ในแววตาคล้ายกับมองเข้าไปในอดีต

“เคยอ่านเจอว่าเล่นกีตาร์จะเจ็บนิ้วมาก เล่นไปนานๆ นิ้วก็จะด้าน เลยลองดู เผื่อว่าจะทำให้พลังมันหายไปบ้าง อย่างน้อยก็ที่มือซ้ายสักสี่นิ้ว แต่มันก็ไม่ได้ผลหรอก มาจบที่พันพลาสเตอร์ไว้แบบนี้แหละดีสุด” 

เชี่ย ปวดอกชิบหาย 

เข้าใจแล้วว่า ช่วงแรกๆ ที่รู้จักกันเขาถึงชอบพูดว่า ‘อย่ายุ่งกับมือกู’

เข้าใจแล้วว่า ที่กินชาบูกันวันนั้น ทำไมเขาถึงเลื่อนมือมากุมมือผมอยู่ใต้โต๊ะเงียบๆ 

“แล้ว...แล้ว…” แล้วกูจะพูดอะไรต่อวะ 

“แล้วกูก็ได้รู้จักมึง” พี่ทัชพูดต่อให้ “อย่างที่บอก ที่ผ่านมากูกลัวตัวเอง กลัวที่จะฟังแม้แต่ความจริงในใจตัวเอง…” เขาหันมองผม ราวกับเพื่อให้แน่ใจว่าผมนั่งอยู่ตรงนี้ด้วยจริงๆ “...แต่ตอนนี้ไม่กลัวแล้ว”

“อ่า…”

“ที่กูคิดแบบนี้ได้ก็เพราะมึงแหละ”

“ผมทำไม อะ…อธิบาย 10 คะแนน” 

“เพราะมึงไม่เหมือนคนอื่น มึงมองพลาสเตอร์ที่มือกูเต็มๆ แต่คนอื่นจะแอบเหลือบมอง มึงไม่กลัวที่จะถูกกูแตะตัว ไม่กลัวที่จะจับมือกูทั้งที่รู้ว่าจับแล้วต้องเปิดเผยความจริงของตัวเอง จนกูรู้สึกว่ามึงไม่กลัวอะไรเลย” 

“อือหือ” 

“ได้เต็มสิบคะแนน?”

“เอาไปเลยสิบเอ็ดคะแนน แถมให้คะแนนนึงที่บอกว่าผมไม่กลัวอะไรเลย จำที่ผับโอ้มายแอสกับร้านเจ๊จอยไม่ได้เหรอ ได้ยินเสียงปังๆ ปุ๊บ ผมนี่วิ่งเข้าไปบวกเลย” คนจะได้เกียรตินิยมต้องเข้าใจแหละ ว่าอันนี้คือประชด

“กูไม่ได้หมายถึงความกลัวแบบนั้น”

“อ่อ” 

“ส่วนที่เราไปลุยกันก็เพราะมึง มึงทำให้กูรู้ว่ามือของกูก็มีประโยชน์ การเปิดเผยความจริงบางอย่างก็ช่วยบางคนได้” 

“แต่กับบางคนก็ไม่ อย่างกับแม่ผม…” ผมหยุดปากตัวเองไว้ นึกโกรธตัวเองที่วกเข้าเรื่องนี้

“...”

พี่ทัชเงียบไป ผมไม่เห็นว่าสีหน้าเขาเป็นยังไงเพราะตัวเองก็ก้มหน้าลง แต่ดูจากความเร็วรถที่ลดลงนิดนึงก็พอจะบอกได้ว่าเขาเจ็บปวด เขาอาจจะรู้สึกเหมือนถูกมีดปักกลางอก และต้องผ่อนคันเร่งเพื่อประคองรถให้วิ่งได้ตรงทาง 

“เรื่องแม่ กูขอโทษ” ในที่สุดเขาก็พูด “กูทำให้มึงโกรธ”

“ผมไม่ได้โกรธพี่...โกรธสถานการณ์มากกว่า” ผมสูดหายใจเข้าลึก เงยหน้ามองทางตรงๆ โดยไม่ได้โฟกัสจุดไหน “แต่ก็ดีแหละที่พี่แตะตัวแม่วันนั้น ไม่งั้นแม่คงปิดบังผมไปเรื่อยๆ จนอาการหนักกว่านี้” 

“อืม”

“แม่เป็นคนแบบนั้นแหละ ชอบเก็บความทุกข์ไว้กับตัวเอง แต่ไม่จริงหรอกที่พี่บอกว่าผมไม่กลัวความจริงอะ ผมกลัวชิบหายเลยต่างหาก บางวันผมก็หลอกตัวเองว่าแม่ยังสบายดีด้วยซ้ำ” 

“กูบอกว่ามึงไม่กลัวที่จะพูดความจริง ไม่ใช่ไม่กลัวความจริง เรื่องที่เกิดขึ้นกับแม่...ไม่ว่าเกิดขึ้นกับใครคนรอบข้างก็กลัวด้วยกันทั้งนั้นแหละ แต่มึงก็รับมือได้ดีมากนะ” 

“ไม่รู้ดิ ที่ยังโอเคเพราะมีพี่อยู่ด้วยมั้ง”

เขาหันมองหน้าผม 

ผมก็รวบรวมความกล้าหันมองเขาเหมือนกัน แต่ถือว่าโชคดีที่เขาขับรถอยู่ ทำให้ต้องหันกลับไปมองทางต่อจนเขาไม่น่าจะทันได้เห็นอะไรที่ไหววิบวับอยู่ในตาผม ทำให้ผมกล้าที่จะถามเรื่องนี้ 

“แล้วที่แตะตัวแม่ผมวันนั้น…มันทำให้พี่กลับไปกลัวตัวเอง หรือกลัวที่จะฟังความจริงอะไรแบบเดิมรึเปล่า”

พี่ทัชเงียบไปอีกสักพัก “ไม่”

“อ่า...ฮะ” ผมลากเสียงเป็นเชิงให้เขาอธิบายต่อ

“เรื่องแม่ ทำให้กูรู้ว่าความจริงบางอย่างก็รอจังหวะเล่นงานเราโดยไม่ทันให้ตั้งตัว” 

“มีดโกนเลย” 

“...” เขาเหลือบมองผม 

“ก็มีดโกนไง คมกริบ” 

 ความขี้เล่นเล็กๆ ผุดขึ้นในใจผม ก็ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งที่พี่ทัชยังมีท่าทีจริงจังอยู่ อาจเป็นพลังลึกลับอีกอย่างหนึ่งของเขาก็ได้

“พอมึงบอกว่าไม่โกรธเรื่องแม่ กูก็รู้สึกว่า คงไม่กลัวที่จะฟังความจริงเรื่องไหนอีกแล้ว” 

ผมยิ้มละตอนนี้ 

“ผมมีความจริงจะบอก” ผมดัดเสียงเข้ม 

“ว่า?”

“ผมอุฟุฟวยพี่” 

เขายิ้ม 

“กูก็มีความจริงจะบอก” เขาเสียงนุ่มโดยไม่ต้องดัด

“ว่า?”

“กูอุฟุฟวยมึง” 

“ก็อปคำพูดอีกละ”

พี่ทัชเอื้อมมือมาบีบแขนผม บีบค้างอยู่หลายวินาที แล้วละมือไปกุมพวงมาลัยต่อ “กูบอกเรื่องเรากับที่บ้านแล้ว”

“ฮะ?”

“กูบอกเรื่องเรากับทุกคนที่บ้านแล้ว”

“อะไรนะ!” ตื่นเลย จากที่ยิ้มน้อยๆ เขินๆ กูตื่นแล้วตอนนี้!

“ต้องให้กูพูดกี่รอบ”

“เวลาจะพูดอะไรแบบนี้ คราวหลังพี่เกริ่นบ้างอะไรบ้างนะ นี่จู่ๆ ก็พูดเลย”

“ก็เกริ่นไปแล้วว่ามึงทำให้กูเลิกกลัวที่จะฟังความจริง กูเลยโอเคที่จะฟัง ไม่ว่าที่บ้านจะคิดเห็นเรื่องเราว่ายังไงก็ตาม” 

“ชิบหาย แล้วเป็นไงบ้างอะ เล่าๆ” 

“ก็โอเค”

“พี่อย่างี้ดิ เล่ามา ขอละเอียด เร็วๆ อะไรวะ พี่อย่าเงียบ”

“มึงพูดรัวขนาดนี้กูจะเล่าตอนไหน” 

“ตอนนี้เลย เร็ว”

“กูก็บอกตอนกินข้าวกันพร้อมหน้า แม่เข้าใจ ไม่ว่าอะไรเลย เจ๊ณเทอบอกว่าดูออกตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนพ่อลุกขึ้นมาเต้น แล้วพ่อก็โยนภาระไปที่เจ๊เทอว่าพอแต่งงานแล้วต้องปั๊มหลานให้พ่อสามคนขึ้นไป เพราะกูเลือกทางนี้แล้ว จากนั้นก็เถียงกันเรื่องลูกเจ๊ณเทอต่อ แค่นี้แหละ” 

“...” พอนึกภาพออก ครอบครัวพี่ทัชแม่งโคตรดี พ่อกับแม่พี่ทัชเติบโตมายังไงวะ เทวดารับไปเป็นลูกบุญธรรมเหรอ

“เราควรบอกแม่มึงด้วย มึงคิดว่าแม่จะว่าไง”

“ไม่รู้ดิ” ผมคิดอย่างจริงจัง แล้วก็พูดซ้ำ “ไม่รู้จริงๆ ว่าแม่จะคิดยังไงกับเรื่องนี้”

“ให้กูคุยกับแม่ก็ได้ เอาไว้ให้มีจังหวะเหมาะๆ ก่อน” 

“ไม่รู้อะพี่ เอาไว้ก่อนละกัน”

“อืม กูขอถามบ้าง ที่มึงว่ากูทำให้มึงเลิกเกลียดคำโกหก คือยังไง”

“ก็...จะเริ่มไงดีล่ะ”

 

 

 

 

 

____________________________

คิดถึงมากเลยค่ะทุกคน ^ ^! หวังว่านิยายเรื่องนี้จะทำให้ยิ้มออกได้บ้างในช่วงที่บ้านเมืองไม่ค่อยสดใสแบบนี้นะคะ

แล้วก็...มีเรื่องจะรบกวนสอบถามทุกคนหน่อยนะคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาถามแยกไว้ในอีกตอนค่า

แต่ว่าไม่ได้เป็นคำถามที่ซับซ้อนอะไรนะคะ ไม่มีเก็บคะแนนจิตพิสัยนะคะไม่ต้องกลัววว (ฮ่ะๆ)

ถามเกี่ยวกับ Ebook นิดหน่อยค่า อาจจะต้องรบกวนหน่อยนะคะ T T (ไหว้โค้งงง)

รักษาตัว รักษาใจ ยิ้มเยอะๆ นะคะ ส่งกำลังใจให้ทุกคนในช่วงเวลาแบบนี้นะคะ!

 

 

นางร้าย

18.เมษา.2020

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 264 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

823 ความคิดเห็น

  1. #823 gyiopohgdwru (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 มกราคม 2564 / 19:05
    คนแต่งนิยายหาย🤧รอนานละน้าาาา
    #823
    0
  2. #822 gyiopohgdwru (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2563 / 11:01

    อัพต่อเถอะน้า
    #822
    0
  3. #820 Nantikan05 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2563 / 22:45
    มาอัพต่อเถอะ รอนานเเล้วน๊าา555
    #820
    0
  4. #819 ใบไยไยใบ (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2563 / 21:04

    ลงแดงแล้วจ้าาาาา อักๆๆๆๆ ว่าจะเข้ามาดูว่าอัพตอนใหม่ดันเผลอเลื่อนอ่านอีกรอบ ยาวไปยาวไป

    ไม่เข้าใจทำไมอ่านกี่รอบก็ไม่เบื่อ😍😍😍😍😍 อุฟุฟวยยย เรื่องนี้ และคุณนักเขียนนางร้านที่สุดในจักรวาลชุบแป้งทอดดดดด

    #819
    0
  5. #798 kamloporn (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 01:41
    อยากได้พี่ทัชเเล้วอ่าาา😅
    #798
    0
  6. #796 _Kwan_04 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 21:15
    อุฟุฟวยมากจ้าาาา5555
    #796
    0
  7. #795 YFTD_pk (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 18:42
    มาอัพต่อเถอะค่ะะะะะ นะคะะะ
    #795
    0
  8. #794 Nenula_la (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 10:14
    พี่ทัชน่ารักมากกกก
    #794
    0
  9. #791 luckynim (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 19:53
    ครอบครัวพี่ทัชก็คือบันเทิงมากกก
    #791
    0
  10. #787 ponnyyyy (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 07:35
    มันเป็นน่ารักจังว่ะ
    #787
    0
  11. #763 marshamallow (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 22:28
    พ่อลุกขึ้นมาเต้นเลยหรอคะ555555555
    #763
    0
  12. #759 Foxgo_O (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 09:02
    แง่มมมมมม เขิงงงงง
    #759
    0
  13. #758 chanelfernoioi (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 00:00
    Ebook หรอคะ น้องว่าก็โอเค
    นะ แค่ก็น่าจะมีบางส่วนที่ชอบแบบเล่ม อย่างน้องคนนึงเลยค่าา5555
    #758
    0
  14. #756 -want- (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 12:57
    ดีต่อใจจจ
    #756
    0
  15. #753 Y_TwwT_Y (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 10:41
    นะฑีมันน่ามันเขี้ยวจริงๆ55555555
    #753
    0
  16. #752 TC18 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 09:37

    เขินนนน
    #752
    0
  17. #751 Pzsxdc (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 08:00
    ชอบก็บอกว่าชอบสิ
    #751
    0
  18. #748 Not found (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 02:32
    เพลินนน
    #748
    0
  19. #745 smile1432 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 00:28
    ต่างคนต่างเป็นเหตุผลของกันและกัน
    คือดีงามม555
    รอน้าาา
    #745
    0
  20. #742 สล๊อตโลรี่ (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 22:25
    ขำพ่อลุกขึ้นมาเต้น พ๊อออออออ555555555
    #742
    0
  21. #741 BLINKxARMY (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 22:19

    ชอบการพูดคุยกันเรื่องต่าง ๆ ในตอนที่ขับรถกลับบ้านจัง รู้สึกอบอุ่นที่สุดเลย ( ◜‿◝ )♡
    #741
    0
  22. #740 Superpoom (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 22:14
    ร้ากกกกกก
    #740
    0
  23. #739 Mini_Kyungsoo (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 22:02

    ไรท์รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
    #739
    0
  24. #738 Mini_Kyungsoo (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 22:01

    พี่ทัชทำใจนุบางงงงงงง
    #738
    0
  25. #737 CAP_TURE (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 21:46

    ชอบคสพ.สองคนนี้มาก
    #737
    0