● ณ Touch ● (Yaoi)

ตอนที่ 37 : แตะต้องครั้งที่ 35: จับบบ…นัชชาพาเพลินนั่งเกินเวลาใครวะบุกถึงที่คนดีฝีคุ้ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,319
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 336 ครั้ง
    17 เม.ย. 63

แตะต้องครั้งที่35

จับบบ…นัชชาพาเพลินนั่งเกินเวลาใครวะบุกถึงที่คนดีฝีคุ้ม

 

งานศพพ่อจบไปแล้ว

เขาตายไปแล้วจริงๆ ตายอย่างสนิทจนตอนนี้ไม่เหลืออะไรนอกจากขี้เถ้า...แต่เขากลับเกิดใหม่ในใจผม หลายวันมานี้สมองผมเอาแต่คิดวนเวียนเรื่องพ่อ คิดถึงอดีตที่ผมพยายามลืมมาตลอด นึกถึงฝันถึงอนาคตที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

คิดว่าถ้าพ่อไม่มีเมียน้อยตั้งแต่แรกชีวิตเราจะเป็นยังไง

คิดว่าตอนนี้พ่อจะดูเราอยู่ หรือมัวแต่วุ่นวายปีนต้นงิ้วอยู่ในนรก

คิดว่าเราสี่คนที่เหลือจะเป็นยังไงต่อไป ตอนนี้คือสองครอบครัว หรือว่ากลายเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว หรือว่ายังมียาพิษหรือเหลี่ยมคมของคำโกหกซุกซ่อนอยู่ตรงไหนอีก

บางคำถามอาจได้คำตอบเร็วๆ นี้ก็ได้

ผมหวังอย่างนั้นขณะคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ในรถน้าเกดที่กำลังขับไปตามถนนเส้นเลียบทางด่วน เวลาบ่ายแก่ๆ เกือบเย็นรถยังพอวิ่งได้สะดวก เราทั้งสามคนแทบไม่ได้คุยอะไรกันมาตลอดทาง

“จะถึงแล้ว ข้างหน้านี่แหละ” น้าเกดพูด

“ดูเหมือนจะใหญ่เหมือนกันนะ” แม่ซึ่งนั่งเบาะข้างคนขับตั้งข้อสังเกต

ส่วนผมอยู่ข้างหลังเลยต้องโผล่หัวไปตรงกลางระหว่างทั้งคู่ เห็นไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ จนกระทั่งไม่กี่นาทีต่อมาน้าเกดก็เลี้ยวรถเข้าไปจอดที่ลานจอด

เราทั้งสามลงจากรถมายืนมองเต็มๆ

ปกติใครออกความเห็นอะไรผมมักจะแย้งไว้ก่อน แต่แม่พูดถูก มันใหญ่

“มากันแล้ว!” น้องสาวเลือดสีโคลนของผมวิ่งดุ๊กๆ เข้ามาหา ราวกับดักซุ่มอยู่ตรงไหนสักที่แถวนี้ “สวัสดีค่ะคุณป้า สวัสดีค่ะคุณน้า แล้วก็...เพ่น่าเท~ หวาดเดค่ะ”

นี่เล่นมุกลากเสียงเพื่อจะเปลี่ยนชื่อ นะฑี เป็น น่าเท ว่างั้น

ถ้าดีดหน้าผากแรงๆ สักทีตอนนี้จะเป็นไรมั้ย

“มุกนี้เอาไปสองคะแนนพอ” ผมบอก

“แหะๆ ร้านนัชชาพาเพลินยินดีต้อนรับค่ะ”

“อ้าว ชื่อร้านครัวนัชชาไม่ใช่เหรอ”

เราสามคนหันไปมองแม่ เหมือนว่าแม่เพิ่งเดินทางมาจากดาวดวงอื่น ก็ครัวนัชชานั่นแหละแม่ ป้ายเบ้อเริ่มขนาดนั้น ถ้าเจษฎาอยู่ตรงนี้ด้วยคงคุยกับแม่ผมถูกคอกันสุดๆ ไปเลย แต่ก็ถือว่าแม่เก็ตเร็วพอสมควร “อ้อ” แม่พูดต่อแค่นั้นแล้วส่ายหน้าเอือมๆ ด้วยความเคารพเราสามคนเลยฮากันเบาๆ อย่างพอเพียง

“แสบเหมือนนะฑีเลยนะเนี่ย” น้าเกดตั้งข้อสังเกต

“ไม่ได้ครึ่งผมหรอก” ผมแย้ง อย่างที่บอก ใครออกความเห็นอะไรผมจะแย้งไว้ก่อน

“จริงค่ะ หนูเคยได้ยินพี่นะฑีคุยกับเพื่อนตอนรับน้องนะ จิกกัดแต่ละทีนี่ หูยยย ขนหัวลุกเลยค่ะ หนูละกลัวแทนเลยว่าเพื่อนจะลุกมาตบหน้าแหก...พี่นะฑีไม่กลัวเหรอคะ”

“กลัวอะไร คนดีฝีคุ้ม”

“ไหนคะฝี”

“อยู่ที่ตูดสองตุ่ม จะดูมั้ยล่ะ”

“ฮ่าๆ พี่นี่ตลกจัง...แล้วดอกไม้นี่…” หัวเราะอยู่ดีๆ น้องกูเปลี่ยนเป็นทางการอย่างปุบปับซะงั้น เหมือนกับว่าอยากจะทักเรื่องช่อดอกไม้ในมือแม่ตั้งแต่แรกแล้ว แต่หาจังหวะไม่ได้ หรือว่าไม่คิดจะหาจังหวะเลยก็ไม่รู้ ผมว่าสมองน้องสาวผมต้องมีอะไรผิดปกติสักอย่างแน่

“อ๋อ ป้าเอามาฝากน่ะ เห็นทางร้านไม่สั่งหลายวันแล้ว”

“ขอบคุณนะคะ” มีไหว้อย่างสวยงามก่อนจะรับช่อดอกไม้ไปถือ ช็อตนี้นางสาวไทยยังต้องอาย แต่ช็อตต่อมาพอกระแซะมาควงแขนผมเท่านั้นแหละ ก็กลับไปเป็นเด็กที่น่าดีดหน้าผากอีก “เข้าข้างในกันเถอะค่ะ มาค่ะ พี่ฝี~”

ขอเปลี่ยนคำนิดนึง ครัวนัชชาไม่ใช่ร้านอาหารขนาดใหญ่ แต่เป็นร้านที่แม่งใหญ่เอาเรื่อง โต๊ะไม่ต่ำกว่ายี่สิบหรืออาจจะมากกว่านั้นเรียงรายอยู่ภายใต้อาคารมุงหลังคาสูงและผนังเปิดโล่งทุกด้าน อีกโซนนึงเป็นห้องVIP ติดแอร์ ตรงกลางร้านค่อนไปด้านหลังมีเวทีสำหรับแสดงดนตรีสด นอกจากนั้นก็มีบ่อปลาคาร์ฟ น้ำพุ และสวนหย่อมที่จัดเป็นมุมให้ถ่ายรูปเก๋ๆ

ตอนนี้พนักงานกำลังเดินกันวุ่นไปหมดเพื่อจัดเตรียมข้าวของ

ผมรู้สึกโกรธขึ้นมาวูบหนึ่ง นี่คืออาณาจักรที่พ่อมาสร้างกับเมียน้อยเหรอ ขณะที่ผมกับแม่ถูกทิ้งให้ซุกหัวอยู่ในห้องแถวเน่าๆ

“นี่เป็นร้านแนวไหน หมูกระทะ199 เหรอ” ผมถามไปงั้น สภาพโดยรวมดูดีกว่านั้นเยอะ

“ร้านอาหารไทยๆ นี่แหละค่ะ แต่เด่นเรื่องซีฟู้ด...แม่คะ คุณป้ามาแล้ว!”

น้านุชกุลีกะจอออกมาจากด้านในร้าน ทุกคนยกมือไหว้ทักทายกันอย่างเป็นทางการ ผมก็ไหว้ด้วย แต่รู้สึกมือตัวเองยังแข็งๆ อยู่

“คุณป้าเอาดอกไม้มาฝากค่ะ” นัชชาส่งดอกไม้ให้แม่ตัวเอง

“โอ้ ขอบคุณนะคะคุณพี่ สวยจัง”

“ไม่เป็นไรจ้ะ งานประจำอยู่แล้ว”

“ปกติใครเป็นคนสั่งเหรอครับ” ผมถามสวนขึ้น

“คุณพ่อสั่งค่ะ”

ดูจากสีหน้าทุกคนรอบตัว ผมบอกได้เลยว่ามีแค่ผมกับน้าเกดนี่แหละที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร นี่คือความจริงอีกอย่าง พ่อ เมียหลวง เมียน้อย และลูกเมียน้อย แอบติดต่อสื่อสารกันอย่างลับๆ ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้ว อย่างน้อยก็สื่อกันผ่านดอกไม้ที่ส่งให้วันละช่อนี่แหละ

“ไปหาหญ้ากินกันมั้ย” ผมหันไปพูดกับน้าเกด

“ไม่เป็นไร น้าชอบเคี้ยวฟางมากกว่า”

เป็นไงล่ะ น้าโผมมม

อึ้งแดกกันไปเลยดิ ดีมาก กระอักกระอ่วนกันเข้าไป

“ปกติพ่อจะเป็นคนเปลี่ยนเองกับมือทุกวัน ที่แจกันตรงนี้น่ะ” น้านุชชี้ไปที่แจกันใบใหญ่บนเคาน์เตอร์หน้าออฟฟิศ ซึ่งเป็นจุดที่รับออเดอร์และคิดเงิน ดอกไม้ในแจกันเฉาจนเน่าแล้ว แต่ยังไม่มีใครแตะต้องมัน “แต่ตอนนี้...งั้นนะฑีช่วยเปลี่ยนให้ได้มั้ยจ๊ะ”

“...” ไม่อะ ทำเองดิ ก็ร้านตัวเองไม่ใช่เหรอ

“พี่เป็นผู้ชายคนเดียวของบ้านเราแล้วนะคะ”

ไม่ต้องบิ๊วกูเลยนัชชา แอ๊คติ้งเก่งนะเรา

แม่นี่ก็อีกคน บีบไหล่ทำไม สายตาวิงวอนอะไรขนาดนั้น

งั้นก็เหลือทีมนะฑีแค่คนเดียวแล้ว ผมหันไปมองน้าเกดเป็นเชิงขอความช่วยเหลือ เอาเลยน้า จิกกัดแสบๆ สักดอกสองดอกดิ๊

“มาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าไม่ทำนี่เลวเลยนะ”

เอ้าน้า ไอ้ที่ว่าแสบๆ สักดอกนี่ให้จัดใส่ฝ่ายโน้น ไม่ใช่ผม น้าฟ้องหย่าผัวก็เพราะเมียน้อยไม่ใช่เหรอ

สายตาแต่ละคนทำไมต้องกดดันกูขนาดนี้…

แม่ง ก็ได้วะ!

“ต้องสวดคาถาไหว้เจ้าพ่อเจ้าแม่อะไรด้วยมะ หรือคาถาเงินล้าน หรือชินบัญชร”

“ไม่ต้องจ้ะ แค่เปลี่ยนดอกไม้เฉยๆ เพื่อให้ดูสดชื่น”

“เอ้า แล้วมันจะยากเย็นอะไรล่ะถ้างั้น เอามาๆ ทำให้มันจบไป”

ผมฉวยดอกไม้จากมือน้านุชในลักษณะขอไปที พอหันหลังเดินไปที่แจกันปุ๊บ ผมเดาออกเลยว่าแต่ละคนมีท่าทางยังไงลับหลังผม

สองศรีภรรยาคงจะยิ้มน้อยๆ ให้กัน

น้องสาวตัวดีอาจจะส่ายตูดดุ๊กดิ๊กหรือไม่ก็ถึงขั้นเต้นบัลเล่ย์

ส่วนน้าเกดคงกอดอกและส่ายหน้า

ถ้าหันกลับไปมองแบบปุบปับผมพนันว่าต้องเห็นภาพแบบนั้นแน่ๆ แต่อย่าหันดีกว่า เดี๋ยวจะดูเหมือนเด็กอมมือที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ผมเลยโฟกัสกับการเปลี่ยนดอกไม้แทน โดยทำอย่างช้าๆ เพื่อว่าให้ทุกคนได้หัวเราะเยาะผมจนพอใจ

แต่แล้วการทำช้าๆ ก็เปิดโอกาสให้คำถามที่ผมไม่อาจตอบได้วาบผ่านเข้ามาอีก

พ่อคิดอะไรอยู่ระหว่างจัดดอกไม้ใส่แจกันทุกวัน ความรู้สึกอะไรที่อยู่เบื้องหลังการสั่งดอกไม้ประจำแบบนี้ แล้วแม่คิดอะไรระหว่างที่จัดดอกไม้ทุกช่อที่ส่งมาให้พ่อ ไม่ว่ายังไงก็ตาม ที่แน่ๆ คือสองคนนี้ยังคิดถึงกันอยู่...คิดถึงในบางแง่มุมที่ดีๆ หรืออาจเป็นความสวยงามเลยด้วยซ้ำ ดอกไม้แทนค่าอะไรที่สวยงามเสมอนั่นแหละ

ถ้ายังรู้สึกอย่างนั้น ทำไมไม่คืนดีกันวะ

แล้วคนเป็นเมียน้อยจะรู้สึกยังไงบ้าง ที่เห็นคนที่นอนข้างกันทุกคืน แต่ตื่นเช้ามาก็เห็นเขารับช่อดอกไม้จากเมียเก่าทุกวัน ถือมาจัดเองกับมือตรงนี้ด้วยท่าทีเหม่อๆ หรืออาจจะเผลอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว...ทุกวัน

ถ้าเห็นภาพนี้ทุกวัน ทำไมไม่เลิกกัน ทนมาได้ยังไงนานขนาดนี้

ไม่ว่าจะคิดมุมไหนแม่งก็น่าเจ็บปวดไปหมดเลย กระอักกระอ่วนชิบหาย

มันเป็นอย่างที่พี่ทัชเคยบอกจริงๆ ความจริงบางอย่างอย่ารู้ดีกว่า ปล่อยให้มันเป็นความลับต่อไปเถอะ

“พี่คิดถึงพ่อเหรอคะ” มือบางๆ เข้ามาเกาะไหล่ผมจากด้านหลัง

นัชชา อย่าจู่โจมกูแบบนี้ กูหลอน

“เปล่า”

“พี่ร้องไห้”

อ้าว ไม่รู้ตัวเลย ตั้งแต่ตอนไหนวะ

“ใช่ซะที่ไหน” ผมเงยหน้ากะพริบตารัวๆ บังคับให้น้ำตาไหลย้อนกลับ แต่มันเอ่อขนาดนี้แล้วใช้หลังมือปาดเลยง่ายกว่า “ไม่ได้ร้อง พี่แพ้เกสรดอกไม้น่ะ”

“ตอนอยู่วัดหนูเห็นพี่ร้องกับพี่ทัชนะ ได้ยินพี่พูดด้วย”

“...” นัชชา อย่า

“ฟอร์มเยอะ แพ้เกสรไรล่ะ ตอนอยู่ร้านเห็นดมเรียงดอกบอกว่าขอเปิดซิงก่อนลูกค้า”

“...” น้าเกด ถ้าปากว่างมากก็ไปหาฟางมาเคี้ยวไป

“ฮัดชิ่ว” ผมจามแบบลวงโลก “แม่ใส่ดอกไรมาเนี่ย เหม็น สงสัยเพิ่งจะแพ้...แล้วไหนอะ น้านุช ชวนมากินข้าวไม่ใช่เหรอ หิว พยาธิผมก่อม็อบลามมาถึงหูรูดกระเพาะแล้ว”

“งั้นไปนั่งข้างในกันเถอะ มาค่ะคุณพี่” น้านุชเข้ามาแตะข้อศอกแม่ผม กึ่งจะประคองพาเดินทั้งที่แม่ยังเดินเหินเองได้

“ไปค่ะพี่ฝี” ส่วนผมก็ถูกน้องสาวเลือดผสมเกาะแขนพาเดิน ราวกับว่าผมเดินเองไม่เป็น

“มันแค่มุก โอเคปะ พี่ไม่ได้เป็นฝีจริง”

“เหรอคะ หนูนึกว่าจริงนะเนี่ย งั้นจะเรียกว่าอะไรดีล่ะ”

“ก็เรียกนะฑีสุดหล่อ”

“หรือเรียกว่าพี่นะฑีตีกับหมา”

นั่นไง กูว่าแล้วต้องโดนตั้งฉายาอะไรหมาๆ แน่นอน แล้วคนที่เล่นกูก็ดันเป็นน้องสาวกูนี่เอง

“หยุดเลย อย่าไปพูดให้ใครฟังล่ะ เดี๋ยวจะลือกันเสียๆ หายๆ”

“ได้ค่ะ หนูจะเก็บไว้เรียกแบบนี้คนเดียว”

“แล้วแทนตัวเองว่าหนูนี่แอ๊บเด็กไปมั้ย เรียกตัวเองว่านัชก็พอมั้ง เราห่างกันแค่สองปี”

“ไม่เอา เรียกแบบนี้แหละ ก็หนูอยากมีพี่ชายมาตั้งนานแล้วนี่”

“ตามใจๆ”

“ขอขี่หลังได้มั้ยคะ”

“อายุสองขวบเหรอ”

“นะๆๆ”

“จะเต้นทำไม”

“ฮื่อ ขัดใจอะ นะๆๆ ขี่หลัง”

“เออๆ ไว้วันหลังละกัน วันนี้ไม่มีแรง ขอแดกข้าวก่อน”

“เย้”

เราเข้ามานั่งกันในห้องVIP เรียบร้อย อาจจะไม่ถึงขั้นหรูหราหมาเห่า แต่เอาเป็นว่าของแต่ละอย่างดูดีมีสไตล์ ทั้งโต๊ะเก้าอี้ วอลล์เปเปอร์ จานชาม หรือแม้แต่ทัพพีตักข้าว

พนักงานทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟทีละอย่างสองอย่างจนผมเริ่มใจคอไม่ดี น้องกุ้งน้องปูมีแต่ไซส์อวบๆ ทั้งนั้น น้องหอยนี่ก็นอนเกยกันหน้าสลอนยั่วน้ำลายซะเหลือเกิน มีน้องกระพงนึ่งมะนาวด้วย! ไหนจะน้องปลาที่นอนแผ่อยู่ในอ่างหม้อไฟนั่นอีก

ก็ได้ เรื่องอดีตที่เคยๆ ขุ่นเคืองกันผมจะลืมไปก่อน

“นี่จ้ะ” ยังไม่ทันไร น้านุชก็ตักน้องกุ้งตัวเบ้อเริ่มใส่จานผม ตัวนี้ผมเล็งไว้อยู่แล้วด้วยนะ สงสัยจะบังเอิญ แต่ก็คันปากอยากถาม

“รู้ได้ไงว่าผมชอบกิน”

“พ่อเราพูดตลอดเลย”

อ๋อ เหรออออ~ อยากจะลากเสียง อ.อ่าง ให้ยาวถึงดาวอังคาร ถ้าจะขนาดนี้ไม่แกะด้วยเลยล่ะ ไม่รู้เหรอว่าผมไม่ชอบทำ ชอบกินอย่างเดียว

“เป็นอะไรรึเปล่า หรือว่าเดี๋ยวนี้ไม่ชอบกินแล้ว หรือ...ให้น้าแกะให้มั้ย” น้านุช จะจริงจังไปไหนเนี่ย นี่ผมพยายามปรับตัวให้เฮฮาแล้วนะ

“ขอบคุณครับ ไม่เป็นไร ผมแกะเองได้”

ผมใช้ส้อมถอดเสื้อผ้าแข็งๆ ของน้องกุ้งออก จนเหลือแต่เนื้อแน่นขาวอวบ ถ้าแม่ไม่ป่วยผมคงส่งเข้าปากตัวเองไปแล้ว

“นี่ครับแม่...อ่าว”

“ไม่ทันแล้วค่ะพี่ฝี” ในจานแม่มีกุ้งอยู่ตัวนึงแล้ว น้องสาวป้ายแดงย่นจมูกใส่ผมพร้อมกับวางกุ้งที่แกะเรียบร้อยเพิ่มลงไปอีกตัว “ช้าๆ อย่างพี่อะเก็บไว้กินเองเถอะ หนูดูแลป้าเอง”

“ได้ งั้นน้าเอาไป” ผมเลยวางกุ้งในจานน้านุชแทน

“อุ๊ย น้าตักให้นะฑีนะ ไม่ใช่ให้มาแกะให้น้า”

“นัชทำร้ายแม่ผมด้วยกุ้ง ผมก็จะทำร้ายน้าด้วยกุ้งเหมือนกัน”

“หนูกำลังจะทำร้ายป้าด้วยปูนะ แกะเรียบร้อย”

“งั้นน้าเจอเหนียงน้องกระพงหน่อยเป็นไง”

“สู้แก้มไอ้ช่อนได้เหรอ ไงล่ะ เน้นๆ”

“เฮ้ย นั่นพี่เล็งไว้แล้ว หยุดเลย”

“หนูเล็งก่อน”

ผมกับน้องข่มกันด้วยการตักอาหารใส่จานของแม่อีกคน ก่อนจะกลายเป็นสงครามแย่งยื้อกันตักของดีๆ จนผู้ใหญ่ทั้งสองเบรกกันวุ่นวาย แต่เราก็ไม่ฟัง มาหยุดชะงักเอาตอนที่น้าเกดพูดขึ้นนี่แหละ

“อยากโดนทำร้ายบ้างจังเฮ้ย”

“น้าอยากโดนเหรอ” ผมหันไปควานๆ ในหม้อไฟ แล้วตักตะไคร้ชิ้นเล็กๆ ให้ “อะ โดนมะ”

“เออ อันนี้ทำร้ายจริง...งั้นทำร้ายจริงบ้างดิ” ว่าแล้วน้าเกดก็ฉกกุ้งมาจากจานน้านุชหน้าตาเฉย

โห มารยาทน้าสาวผม ถ้าแรงกว่านี้คือยกน้ำแกงสาดหน้าแล้วมั้ย เล่นแบบนี้ก็อึ้งกันเป็นแถบดิ ขนาดผมยังนึกไม่ถึงเลยนะเนี่ย

“ทำไม แค่กุ้งตัวเดียวยังโดนทำร้ายไม่พอเหรอ” ยัง ยังจะไปฉกเพิ่มอีก

ผมจับมือน้าเกดไว้ “น้านุชรีบเอาปากรูดๆ ของในจานให้หมดเร็ว เดี๋ยวก็โดนแย่งมากกว่านี้หรอก”

อึ้งกันไปอีกรอบ

เรามองหน้ากัน...แล้วเสียงหัวเราะก็ดังครืนรอบโต๊ะ

คนที่เขาอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่รู้สึกกันอย่างนี้สินะ มีฉกชิง จิกตี แล้วก็หัวเราะกันแบบนี้…

วูบนึง ผมรู้สึกว่าครอบครัวที่ขาดๆ เกินๆ ของเราสมบูรณ์แบบอย่างประหลาด เกือบจะเหมือนครอบครัวพี่ทัชเลยละ ถ้าพ่อนั่งอยู่ตรงนี้ด้วยจะเป็นยังไงนะ

อาจจะได้ยกน้ำแกงสาดหน้ากันจริงๆ เพราะผมคงจะโกรธพ่อจนตัวสั่น

แต่สมมติว่าผมไม่โกรธล่ะ

สมมติว่าผมอารมณ์เหมือนตอนนี้ และเราทั้งหมดนั่งกันอยู่พร้อมหน้า…

“นี่ค่ะ หนูทำร้าย” นัชชาตักบางอย่างที่ดูเละๆ แต่น่ากินให้ผม ทำให้สติผมกลับมา และตระหนักว่าเสียงหัวเราะซาลงแล้ว ทุกคนกำลังกิน ผมตักอะไรบางอย่างที่เละๆ พอกันคืนให้น้อง แล้วเริ่มตีสนิทกับน้องปลากระพงอย่างจริงจัง

เรากินกันไปเงียบๆ แต่ละคนดูเจริญอาหารน่าดู

จนสักพักน้านุชก็พูดทำลายความเงียบ

“เป็นไงบ้างคะคุณพี่ รสชาติแต่ละอย่างพอไหวมั้ย”

“ทำอร่อยเลยนะ แต่อันนี้ออกเค็มไปนิด ส่วนอันนี้พริกกับมะนาวยังไม่ถึง แต่ก็นิดเดียว”

“แล้วนะฑีกับน้าเกดล่ะ”

“ของฟรีอร่อยหมดแหละ” เป็นไงล่ะ น้าโผมมม แรงดีไม่มีตกจริงๆ คนนี้

“ส่วนผมก็…” ผมยักไหล่ “แม่ว่าไงผมก็ว่างั้น” ตอบแบบลูกกตัญญูไปก่อน ไม่รู้ว่าเจตนาที่แท้จริงของน้านุชคืออะไร ไม่แน่ใจด้วยว่าแม่ตอบจริงๆ หรือประชด

น้านุชยิ้มขำๆ ก่อนหันไปคุยกับแม่ต่อ “ที่นุชถามนี่คือ...เพราะคุณพี่เก่งเรื่องครัว นุชเลยอยากชวนให้มาดูแลร้านด้วยกัน”

ขึ้นเลย แม่ไม่ได้เป็นไข้หวัดนะโว้ย

“แม่ผมป่วยอยู่”

“น้ารู้ หมายถึงหลังจากที่หายป่วยแล้วสิ แล้วก็ไม่ได้จะให้มาทำครัวเอง แค่มาถ่ายทอดวิชาให้พวกแม่ครัวที่มีอยู่แล้วน่ะ คิดว่าเป็นบ้านอีกหลังก็ได้ นะฑีก็ด้วยนะ…”

พูดอะไรไม่รู้ ผมไม่ได้ยินแล้ว

หมายถึงหลังจากที่หายป่วยแล้วสิ

สติผมเริ่มเลือนๆ ตั้งแต่ตรงนี้แล้ว ผมชอบน้ำเสียงน้านุชตอนพูดประโยคนี้ มันฟังดูไม่ได้เสียดสีหรือประชด ไม่ได้พูดติดตลกเทียบโรคนี้กับไข้หวัด แต่...น้ำเสียงเป็นธรรมชาติ ดูมั่นใจจริงๆ ว่าแม่จะหายได้

ถึงไม่อยากยอมรับ แต่ผมก็ชอบน้ำเสียงแบบนี้จริงๆ จนผมรู้สึกนั่งต่อไม่ไหว

“เดี๋ยวมานะ”

“อ้าว พี่ไปไหน”

ผมชี้ใส่ตูดแล้วเดินออกจากห้องVIP ตอนนี้มืดแล้ว มีลูกค้านั่งกันหลายโต๊ะ วงดนตรีสดเริ่มเล่นแล้วด้วย เล่นเพลงอะไรไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง

อยากฟังเพลงI Like Me Better ของLauv

ผมเดินเลี่ยงผู้คนไปแถวๆ บ่อปลาคาร์ฟ โต๊ะของแขกอยู่ถัดไปห่างพอสมควร แถมมีมุมมืดพอให้ซ่อนอะไรก็ตามที่ปรากฏทางสีหน้า แสงไฟในบ่อปลาล้อกับฟองอากาศวิบวับชวนให้ดราม่าดีจริงๆ ไม่ไหวละ โทรหาพี่ทัชดีกว่า

“ผมอยู่กับคนที่บ้าน” ผมพูดทันทีที่อีกฝ่ายกดรับสาย

[อ้อ ก็ดีแล้ว]

“อยู่ร้านอาหาร”

[ฟังดูดี]

“ไม่ค่อยอะ...ไม่รู้ดิ แล้วพี่อยู่ไหน ดาวอังคารเหรอ เงียบไปเลยนะ”

[ตอนนี้อยู่แถวๆ ดาวเสาร์ กำลังจะเปิดระบบสกิปไดรฟ์วาร์ปไปกาแล็กซี่อื่นพอดี ดีนะที่โทรมาก่อน ไม่งั้นไม่มีสัญญาณ]

“ตลกเหรอ”

[พยายามอยู่...มึงอยู่ร้านไหน]

“ช่างมันเถอะ”

[ร้านไหน]

“ทำไม บอกแล้วจะมาเหรอ”

[ก็อาจจะ นี่มึงโอเครึเปล่า]

“พี่ พี่เคยโกรธนานๆ ปะ”

[เคย]

“ใคร”

[อย่ารู้เลย]

“ทำไมอะ ผมรู้ไม่ได้เหรอ ไม่สำคัญพอที่จะรู้เรื่องพี่ใช่ปะ”

[ถ้าบอกไปตอนนี้ มึงอาจจะหงุดหงิด]

“ผมเริ่มหงุดหงิดเพราะพี่ลีลานี่แหละ ถ้าไม่บอกจะวางละ”

[บอกก็ได้]

“โกรธใคร”

[ผงฟอก]

“...” เอาซะไปไม่เป็นเลย ปรับอารมณ์ไม่ทันว่ะ “โกรธมันทำไม นานแค่ไหน”

[มันแทะรองเท้าคู่ใหม่ เลยงอนมันอยู่สองวัน]

“แล้วทำไงถึงหาย”

[ชอบทำตาน่าสงสาร เลยใจแข็งไม่ไหว ต้องลงไปฟัดกับมันอยู่ดี]

“พอมันทำดีด้วยหน่อยก็หายโกรธใช่มะ”

[อือ]

“งั้นคนกับหมาก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่อะดิ ทำดีนิดๆ หน่อยๆ ก็ควรหายโกรธแล้วงี้เหรอ”

[มึงโกรธใคร...หมายถึงพ่อเหรอ มึงไม่ควรเอาพ่อมาเปรียบเทียบกับผงฟอกนะ]

“ไม่ได้หมายถึงพ่อ”

[งั้นใคร กูเหรอ]

ไม่ใช่พ่อ เมียน้อยพ่อต่างหาก ผมเคยโกรธมาก แต่ทำไมตอนนี้ใจแม่งอ่อนยวบเป็นเทียนลนไฟเลยวะ นี่อาหารที่กูกินใส่น้ำมันพรายหรือคุณไสยอะไรหรือเปล่า ผมควรโกรธเมียน้อยพ่อต่อมั้ย ทำตัวไม่ถูกเว้ย

เหมือนตอนนี้ความโกรธจะย้อนเข้าตัวผมอีกต่างหาก ผมโกรธตัวเองที่ยังใช้คำว่า ‘เมียน้อย’ แทนที่จะเป็น ‘น้านุช’

[นะฑี อย่าเงียบ ยังอยู่รึเปล่า]

“ผมโกรธ”

[โกรธใคร]

“โกรธพี่แหละ” ไม่รู้จะไปลงที่ใคร ก็โยนขี้ให้พี่ทัชนี่แหละ “แค่นี้นะ ไปแดกข้าวละ”

[เอ้า เดี๋ยว…]

ตัดสายเรียบร้อย

ผมกลับเข้าไปข้างในแบบกรุ่นๆ จากอารมณ์ที่หลากหลายจนผมปั้นหน้าไม่ถูก แต่ก็พยายามยิ้มหัวเราะเข้าไว้ มีปล่อยมุกแป้กด้วยอีกสองสามมุก คนอื่นๆ กินกันเกือบอิ่มแล้ว ผมเลยเร่งสปีดตามจนทัน

สักพักนึงเราก็กินกันเสร็จ

น้านุชให้เราเลือกเมนูของหวาน ก่อนจะบอกให้เด็กเสิร์ฟมาช่วยกันเคลียร์โต๊ะ ระหว่างนี้ทุกคนก็คุยสัพเพเหระกัน ผู้ใหญ่ทั้งสามคนคุยกันเรื่องร้านอาหารและร้านดอกไม้ โดยมีนัชชาคอยสอดแทรกประจบประแจงแม่ผมอยู่ ส่วนผมยังนั่งเงียบ จัดการกับอารมณ์ตัวเองต่อไป

ของหวานเริ่มมาเสิร์ฟแล้ว เออ มาซะที ปากจะได้ไม่ว่าง

ของคนอื่นได้กันหมดแล้ว แต่ทำไมบัวลอยของผมยังไม่…

“ไข่หวาน” ถ้วยใบเล็กวางลงตรงหน้าผม

“หืม?” ผมหันขวับ “พี่ทัช!”

“อะไร บัวลอยไข่หวานตามที่สั่งไง”

“พี่มาได้ไงเนี่ย”

“บอกแล้วไง เปิดวาร์ปมา” เขายิ้มอ่อน ก่อนจะหันไปสวัสดีผู้ใหญ่ทั้งสามคนแบบเรียงตัว นัชชารอจนถึงคิวสุดท้ายแล้วค่อยยกมือไหว้

“สวัสดีค่ะพี่ทัช ว่าแล้ว ทำไมพนักงานที่ร้านหล่อจัง”

“พี่มาถูกได้ไง” ผมถามย้ำ

“หนูบอกเองค่ะ”

“เอ้า ตั้งแต่ตอนไหน”

“ตอนพี่นะฑีไปขี้”

“นัชชา” เพียะ! นัชชาเจอฝ่ามือแม่ตัวเองฟาดที่ไหล่เบาๆ คนเป็นแม่ดูจะซีเรียส แต่แม่ผมกับน้าเกดเห็นเป็นเรื่องขำ คงไม่นึกว่าน้องสาวกับพี่ชายจะเหมือนกันขนาดนี้

ผมหันกลับไปมองพี่ทัช “แล้วพี่มาทำไม”

“ก็มาดูหน่อย ได้ข่าวว่าคนแถวนี้โกรธ”

“พี่นะฑีโกรธพี่ทัชเหรอ” นัชชาพูด

“อ้าว นะฑีไปโกรธอะไรพี่เขาล่ะ” แม่ผมถาม

“แปลกนะ ทัชน่าจะโกรธนะฑีมากกว่า อย่างนะฑีนี่ยั่วโมโหคนได้ทุกห้านาทีอยู่แล้ว” น้าเกดใส่ไฟตามทันที “แล้วทัชกินมารึยัง นั่งก่อนๆ”

“ใช่ นั่งก่อน เดี๋ยวน้าเรียกเด็กมารับออร์เดอร์”

“อย่าเพิ่งนั่ง” ผมลุกพรวดขึ้น “ขอตัวแป๊บนึงนะครับทุกคน พี่ มานี่ดิ๊”

“อยากนั่งนะครับ แต่มีคนโกรธอยู่”

ถูกลากตัวออกมายังเอี้ยวคอไปคุยกับคนอื่นอีกนะ ฟังจากน้ำเสียงนี่สีหน้าคงจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แน่ๆ จะโกรธจริงแล้วนะเว้ย เห็นเป็นเรื่องตลกเหรอ

ผมลากเขาออกมาถึงลานจอดรถ สะบัดมือออกแรงๆ เหมือนฉากดราม่าในละคร

“อะไรของพี่เนี่ย”

“ไปคุยในรถดีกว่า เมื่อย” พี่ทัชหมุนตัวเดินชิลล์ๆ ไปที่มินิคูเปอร์ของเขาที่จอดอยู่ห่างไปสามสี่ก้าว

มีทางเลือกไรล่ะ ผมก็ตามเข้าไปนั่งในรถดิ

“พี่เปลี่ยนอาชีพเป็นเด็กเสิร์ฟแล้วเหรอ แล้วพี่มาจากไหน ทำไมมาเร็วขนาดนี้ มาถูกได้ไง แล้วยังจะมาทำแบบนั้นต่อหน้าแม่ผมอีก สนุกเหรอ อะไรของพี่วะ”

“ให้กูตอบคำถามไหนก่อน”

“ก็ตอบมาดิ” ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ตัวเองเป็นอะไร ทำตัวไม่ถูกตั้งแต่ที่โต๊ะอาหารแล้ว แล้วพี่ทัชยังโผล่มาไม่บอกไม่กล่าวอีก “รถพี่มียาพารามะ หรือยากันยุงยาฆ่าหญ้าไรก็ได้ ที่แดกแล้วหัวโล่งๆ อะ”

“ใจเย็นๆ หายใจลึกๆ”

“มียามั้ย”

“ไม่มี”

เออ งั้นก็ทำได้แค่หายใจลึกๆ นั่นแหละ

พี่ทัชหันมามองผมตรงๆ รอยยิ้มของเขาผุดขึ้นท่ามกลางความมืดสลัวในรถ แสงจางๆ จากไฟบริเวณหน้าร้านสาดทาบที่กระจกรถ ทำให้มองเห็นประกายวิบวับในดวงตาเขา

“คำตอบแรก กูเห็นเด็กเสิร์ฟกำลังเข้าไปเสิร์ฟพอดี เลยถามว่าถ้วยไหนของมึง กูจะได้เสิร์ฟเอง”

“...”

“คำตอบที่สอง ที่มาเร็วเพราะกูมาคุยงานที่บ้านเพื่อนแถวนี้พอดี”

“...”

“คำตอบที่สาม ที่มาถูกเพราะกูถามน้องนัชชา”

“ไปรู้จักกันสนิทสนมกันตั้งแต่เมื่อไหร่”

“กูควรทำความรู้จักคนที่สำคัญๆ รอบตัวมึงไว้ จริงมั้ย ก็เหมือนที่มึงรู้จักเจ๊ณเทอ”

“แล้ว…”

“แล้วทำไมพูดแบบนั้นต่อหน้าแม่น่ะเหรอ แบบไหนล่ะ”

“ก็...แบบที่จะทำให้แม่กับคนอื่นๆ เข้าใจผิดอะ”

“เข้าใจผิดว่าไง” เสียงก็นุ่มๆ ทำไมรู้สึกกดดันวะ

“ก็เข้าใจผิดว่า...เราเป็นไรกันไง พี่ทำอย่างกับจะมาง้อแบบคนที่คบกัน”

“งั้นมีแต่มึงแหละที่เข้าใจผิด”

“ฮะ?”

“คนอื่นเข้าใจถูกแล้ว”

“อะ…”

อะไรนะ!

สมองไม่แปลความแล้ว หัวใจจะระเบิด อะไรของเขาวะ

“มึงกำลังช็อกหรือเป็นอะไร”

“บ้า ช็อกไร ปกติ”

“หน้าอย่างกับเห็นผี”

“เออ สงสัยผี ผมเห็นเงาแวบๆ อยู่นอกรถเมื่อกี้อะ”

“นะฑี” อย่า อย่าเรียกเสียงนุ่มได้มั้ย~ “โกรธกูเรื่องไร”

“โกรธไร เปล่าซะหน่อย”

“มึงบอกทางโทรศัพท์ว่าโกรธ”

“ผมก็พูดไปงั้นอะ”

“สรุปคือโกหก มาใกล้ๆ ซิ”

“อะไร ไม่เอา”

“มาให้กูดูหน้าคนขี้โกหกใกล้ๆ หน่อย”

มันจะดูถูกกันเกินไปแล้ว คนอย่างนะฑีไม่กลัวใครนะเว้ย ผมเลยโน้มตัวข้ามคันเกียร์ไปใกล้เขา ใกล้จนให้รู้ว่านี่คือการประชด

“เอ้า ดูซะให้เต็มตา ทำไม พี่มีปัญหาอะ…”

หมับ

มือซ้ายของเขาจับที่ต้นคอผม ไม่ใช่การเคลื่อนไหวรวดเร็วอะไร แต่ผมก็สะดุ้ง ตามด้วยความรู้สึกเหมือนร่วงลงไปในเหวเมื่อเขาประกบริมฝีปากเข้ามา

เขาจูบผมอีกแล้ว

มันเกิดขึ้นอยู่ราวๆ สิบวินาทีหรืออาจจะนานกว่านั้น ก่อนเขาจะผละออก

“กูไม่เคยพูดอะไรกับมึงไปงั้นๆ”

“...” ผมดึงตัวกลับมานั่งห่อตัวอยู่ที่เบาะฝั่งตัวเอง ก้มหน้า เม้มริมฝีปากไว้

“แล้วนี่ก็ไม่ใช่จูบแบบงั้นๆ”

“...” อือ รู้ๆ “ทะ...ทำไม”

“กูอุฟุฟวยมึงไง หรือต้องให้กูพูดตรงๆ”

“ไม่ต้อง” อุฟุฟวยลวยชวยช่วยด้วยยย

“เอาเข้าจริงมึงนี่ขี้เขินเหมือนกันนะ แล้วก็ยังจูบไม่เป็นเหมือนเดิม”

“...” เชี่ย พี่ทัช เอาเข้าจริงพี่แม่งร้ายโคตร นี่มันลบเหลี่ยมกันเกินไปแล้วนะเว้ย ผมกำลังงงๆ กับเรื่องครอบครัวอยู่ต่างหาก ถ้าตั้งหลักได้เมื่อไหร่จะล่อให้ปากเจ่อเลย คอยดู

“นะฑี”

“ผมเครียดเรื่องครอบครัวอยู่”

“เครียดหรือเขิน”

“ก็บอกแล้วไง ปวดหัวเนี่ย” นวดขมับโชว์ “ถามว่ามียามั้ย”

“กูบอกแล้วว่าไมมี” เสียงพี่ทัชจริงจังขึ้นเล็กน้อย “อยากกลับเข้าข้างในมั้ย”

“ไม่ค่อยอยาก” คือไม่อยากเอาหน้าไปเจอใครตอนนี้ หน้าแม่งร้อนไปหมด

“ไม่ทันละ นั่นออกมากันพอดี” ว่าแล้วพี่ทัชก็เปิดประตูลงไป

ผมเปิดประตูก้าวลงตาม แอบสูดหายใจลึกๆ แล้วค่อยเดินตีคู่พี่ทัชเข้าไปสมทบกับทุกคนที่เดินออกมา

“อ้าว ผมกำลังจะเข้าไปซดบัวลอยเลยนะเนี่ย” ฟอร์มทำเสียงร่าเริงไว้ก่อน หวังว่าคงไม่มีใครสังเกตเห็นสีหน้าที่ไม่เป็นธรรมชาติของผมนะ

“เรากลับกันดีกว่า ลูกค้าเริ่มเยอะแล้ว น้านุชกับน้องจะได้ดูแลร้านกันต่อ” แม่บอก

“น้าห่อบัวลอยให้แล้ว มีของอื่นๆ ที่นะฑีน่าจะชอบด้วยนะ” น้านุชว่า ดูจากที่น้าเกดกับแม่หอบหิ้วอยู่ก็เยอะจริงๆ และถ้าผมไม่พูดอะไรก็คงจะเสียมายาทน่าดู

“ต้องงี้ดิน้า ขอบคุณครับ”

“พี่นะฑีเป็นอะไร ทำหน้าแปลกๆ”

นั่นไง นัชชา อย่าจุดประเด็นดิวะ

“ไม่มีไร ออกมาข้างนอกแล้วมันร้อน”

“ร้อนเหรอ อากาศออกจะเย็น”

“พี่เป็นคนขี้ร้อนไงนัช เคนะ...แล้วเรากลับกันเลยใช่ปะแม่ น้าเกด งั้นก็กลับดิ รออะไรกันอีกรึเปล่า”

“กลับตอนนี้แหละ” แม่พูดแล้วหันไปหาน้านุช “ไว้ว่างๆ ไปเยี่ยมร้านดอกไม้บ้างนะ”

“ค่ะพี่ กลับกันดีๆ นะ”

จากนั้นเราก็ต่างไหว้ร่ำลากัน น้านุชกับนัชชากลับเข้าข้างในไป เหลือเรายืนกันอยู่สี่คน แล้วก็เป็นแม่อีกที่พูดกับพี่ทัช

“แล้วนี่ทัชมายังไงนะ”

“พอดีมาทำงานบ้านเพื่อนแถวนี้ครับ น้องนัชบอกว่าอยู่นี่กัน ผมเลยแวะเข้ามา”

“อ๋อ ยังไม่ทันได้คุยอะไรกันเลยนะ ก็ต้องกลับซะแล้ว”

“งั้นผมขับรถไปส่งนะฑีนะครับ”

“จะดีเหรอ ไกลนะ”

“ผมมีเรื่องจะคุยกับนะฑีด้วยครับ”

“อ๋อ”

“คุณแม่อนุญาตใช่มั้ยครับ” พี่ทัช เอาอีกแล้ว อย่าพูดแบบนี้ดิเฮ้ย

“อนุญาตสิ ทำไมเหรอ”

“ขอบคุณครับ”

“จะไปส่งถึงบ้านมั้ยเนี่ย” น้าเกดก็อีกคน อะไรเนี่ย ระแคะระคายแล้วใช่มั้ย

“ถึงแน่นอนครับ รับรอง”

“น้าห่วงว่านะฑีจะพาทัชเถลไถลน่ะสิ ถ้านะฑีดื้อมากน้าอนุญาตให้จับมัดแขนมัดขายัดใส่ท้ายรถได้เลยนะ”

“ครับ ท้ายรถมีเชือกอยู่พอดี”

“ฮ่าๆ ไป กลับบ้านๆ”

คุยกันสนุกปากเลยนะ นี่คือมุกแบบผู้ดีใช่มะ หยอดน้อยๆ พองามอะไรแบบนี้ แต่ก็เกรงใจคนที่ตกเป็นเป้าหน่อยมั้ย ยืนอ้ำอึ้งอยู่นี่ ตอนนี้ไม่ต้องแดกยาอะไรทั้งนั้น หัวโล่งไปหมดแล้ว แค่จะปล่อยสักมุกมากลบเกลื่อนสถานการณ์ก็ยังทำไม่ได้

น้าเกดกับแม่ขึ้นรถและขับออกไปแล้ว

ผมกับพี่ทัชกลับเข้ามาอยู่ในมินิคูเปอร์อีกครั้ง

“พี่มีเรื่องจะคุยอะไรกับผม ยังไม่คุยนะ ปวดหัว” ไม่ได้ปวดหรอก แต่ยังไม่พร้อม “ฟังเพลงดีกว่า ขอฟังI Like Me Better นะ”

“ถ้าฟังเพลงนี้ไม่ต้องคุยอะไรแล้วก็ได้”

“หืม?”

“เพราะเนื้อเพลงพูดแทนกูแล้ว” พี่ทัชพูดเสียงนุ่มๆ แล้วขับรถออกไปนิ่มๆ “ก้มหน้า เป็นไร ปวดหัวเหรอ”

“อือ”

“หรือเขิน”

ถ้าจะจี้ขนาดนี้ละก็...

“เออ เขินก็เขิน พี่หุบตูดได้แล้ว ผมจะฟังเพลง”

 

 

 

 

 

 

__________________________________

 

คิดถึงมากเลยค่ะ TT รักษาสุขภาพให้มากๆนะคะ โนโควิด โนโคม่าค่า

(เหมือนเดิม)ฝากแฮชแท็กไว้ด้วยนะคะ อิอิ #ณTouch

แชร์ความเห็นผ่านแท็กได้ตลอดเลยค่า อยากเก็บความรู้สึกดีๆไว้ที่เดียวกันน 3

 

นางร้าย

22.มีนา.2020

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 336 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

823 ความคิดเห็น

  1. #790 luckynim (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 14:37
    -ลูกหมาเอ๊ยยย
    #790
    0
  2. #785 ponnyyyy (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 07:03
    เราสงสารนะฑีตอนอยู่กับฝั่งเมียน้อยอ่ะมันไม่ควรง่ายขนาดนี้อ่ะ
    #785
    0
  3. #754 -want- (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 12:13
    พี่ทัชมันร้ายยย ทำนะฑีเสียอาการไปเลยนะคะ5555
    #754
    0
  4. #744 Baconloey (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 23:40
    โกรธเรื่องครอบครัวมาก นี่ไม่อินแบบไม่ได้อ่ะโกรธแบบจริงๆเหมือนโดนเอง
    #744
    0
  5. #638 realtoey (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 11:31
    เขินพี่ทัชแรงมาก
    #638
    0
  6. #483 teivelhaneuls (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 00:53
    โอ๊ยยย พี่ทัช
    #483
    0
  7. #463 Kaew_2539 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 16:06
    เรื่องสนุกมาก แต่เราไม่อินเรื่องครอบครัวที่เมียน้อยกับเมียหลวงจะสามารถมาอยู่ร่วมกันได้เหมือนไม่มีไรเกิดขึ้นอะ ต่อให้พ่อเสียไปแล้ว เรื่องมันนานมาแล้ว แต่ดูดิที่ผ่านมานางเอกกับแม่ต้องลำบากขนาดไหนอ่ะ แต่พ่อกับเมียน้อยอยู่แบบสุขสบาย แล้ว-การที่พ่อไปซื้อดอกไม้ที่ร้านทุกอะ ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งอาจจะรู้สึกแย่ที่ผัวตัวเองยังติดต่อกับเมียเก่า แต่ไม่ใช่ในฐานะเมียน้อยที่ทำครอบครัวเค้าแตกแยก พ่อก้อผิดแหล่ะ แต่เมียน้อยอะรู้ทั้งรู้ว่าแย่งเค้ามา มาสำนึกผิดเอาตอนที่ผัวตายไปแล้วเนี่ยนะ ก่อนหน้านี้ทำไมไม่คิดจะไถ่โทษ แล้วลูกเมียน้อยอีก ถึงเด็กจะไม่รู้เรื่อง ไม่ควรรับผลการกระทำของพ่อแม่ แล้ว-ที่นายเอกลำบากลำบนกลายเป็นคนมีเนี่ย ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวของพ่อแม่หรอ อาจจะไม่ได้โกรธกันแต่ก้อคงไม่สามารถสนิทกันได้เร็วขนาดนั้นอะ แผลมันยังใหม่เกินไป แต่ถ้านายเอกรู้มานานละว่านี่คือน้องสาวแล้วใช้ชีวิตด้วยกันมาระดับหนึ่งอันนั้นไม่แปลดที่จะสนิทกัน เพราะเราเคยเห็นพี่น้องคนละแม่ที่สนิทกันมากๆอยู่ แต่นั่นก้อในกรณีที่พ่อเลิกรากับเมียหลวงแล้วมีเมียใหม่นะ ใครจะมองว่าเราใจแคบก้อช่างเหอะ แต่เราว่าแค่เเม่นายเอกไม่ตามอาละวาด โวยวาย จองล้างจองผลาญนี่ก้อถือว่าใจกว้างสุดละนะสำหรับเมียหลวงที่โดนทำแบบนี้อะ เห้ออออ..โทดทีเราอิน ปล.ตอนเราอ่านฉากที่นายเอกกับครอบครัวไปนั่งกินอาหารกันที่ร้านแล้วยิ้มแย้มให้กับฝั่งเมียน้อยคือแบบ..แทนที่เราจะรู้สึกแฮปปี้นะแต่เรารู้สึกอึดอ่ะ มันอึดอัดจริงๆในความรู้สึกของเรา แต่นั่นแหล่ะไรต์เขียนดีมากๆค่ะ✌✌
    #463
    5
    • #463-4 CandyJoker(จากตอนที่ 37)
      8 เมษายน 2563 / 21:23
      เห็นด้วยเลย คือแบบแทนที่จะแฮปปี้ มันรู้สึกยิ้มไม่ออกยังไงไม่รู้😂
      #463-4
    • #463-5 CandyJoker(จากตอนที่ 37)
      8 เมษายน 2563 / 21:23
      เห็นด้วยเลย คือแบบแทนที่จะแฮปปี้ มันรู้สึกยิ้มไม่ออกยังไงไม่รู้😂
      #463-5
  8. #448 Mini_Kyungsoo (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 15:58
    ไรท์ก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ รอตอนต่อไปน้าาาา
    #448
    0
  9. #436 KeuaYoon (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 11:16
    สำนวนดีมากๆเลยค่ะเข้าถึงอารมณ์น้องเลย เก่งมากๆเลยค่ะคุณไรท์พัฒนาต่อไปเรื่อยๆนะคะ
    #436
    0
  10. #431 Caroliana (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 04:53
    เป็นเราคงทำใจไม่ได้อ่ะ แค่รู้ว่าพ่อมีเมียน้อยก็คือทำใจลำบากละ ยิ่งได้เห็นหน้าแล้วจะให้ไปมาหาสู่กันปกติ คือบอกเลยโคตรอึดอัดและรู้สึกแย่มากๆ ทำเป็นปกติแบบไม่สนใจ ต่างคนต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกันดีกว่า สบายและสุขใจกว่า
    #431
    4
    • #431-3 Fangggg_farang(จากตอนที่ 37)
      3 เมษายน 2563 / 12:16
      จริง ตอนอ่านคือแบบหงุดหงิดจนร้องไห้ว่าทำไมเป็นงี้ แบบถ้าเป็นเราแม่งคงทนไม่ไหว เมียน้อยนะเว้ย แล้วที่เ-้ยคือเราไม่รู้อะไรเลย รู้ทีหลังเกือบทุกอย่าง
      #431-3
    • #431-4 Fangggg_farang(จากตอนที่ 37)
      3 เมษายน 2563 / 12:17
      จริง ตอนอ่านคือแบบหงุดหงิดจนร้องไห้ว่าทำไมเป็นงี้ แบบถ้าเป็นเราแม่งคงทนไม่ไหว เมียน้อยนะเว้ย แล้วที่เ-้ยคือเราไม่รู้อะไรเลย รู้ทีหลังเกือบทุกอย่าง
      #431-4
  11. #412 sirinunk (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 00:02
    ยิ้มมันทุกตอนนนนน!!!!!!!!!รอค่ะ!
    #412
    0
  12. #411 Sarintip Bussarakham (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 00:01

    มีน้ำตา มีหัวเราะ ครบรสมาก
    บทจะเขินก็เขินมาก คือดีอ่ะ
    สุดยอดมากค่ะไรท์ สู้สู้ค่ะ
    รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
    #411
    0
  13. #400 cim987456321 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 20:05
    คิดถึงทัชฑีแล้วง่ะ
    #400
    0
  14. #394 nutt_cyj (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 10:25
    โอ้ยพี่ทัชแรงมากนะคะ!!!!
    #394
    0
  15. #393 NoName_e (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 03:32
    โอ่ยยย เขินนนนน //// ชอบมากๆเลยค่ะ อ่านรวดเดียวเลย

    ขอบคุณที่แต่งเรื่องดีๆแบบนี้นะคะไรท์ <3
    #393
    0
  16. #384 charrisma1q (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 20:56

    อ่านรวดเดียวจนมาถึงตอนนี้คือบับว่า ฮืออออออ ชอบมากกกกกกกกก เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #384
    0
  17. #383 saranea2 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 20:17
    ชอบมากค่ะไรท์อ่านจบแล้วนั่งยิ้มทั้งวันเหมือนเมากัญชามาต่ออีกนะคะรอๆๆ
    #383
    0
  18. #381 cherry bomb (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 17:01
    เข้าใจน้องนะ บางทีเรื่องแบบนี้...มันก็แบบนี้แหละ(๑-﹏-๑)
    #381
    0
  19. #379 Nu pe (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 15:31
    อินจัดๆ ไรท์ไท่ต้องคิดมาก! ตอนนี้ฟินมากกก นี่คือขอเป็นแฟนแล้วรึยัง? น้องก็เขินนน รอหายเขินก่อนๆ
    #379
    0
  20. #377 Nu pe (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 15:16
    ขอโทษนะคะ ความจริงแล้วเราก็ไม่คิดว่าสองครอบครัวนี้จะปรองดองกันได้เลย ถึงจะมานั่งกินข้าวด้วยกันแต่ในใจอึดอัดเหมือนนฑีแน่นอน ไม่โกรธน้องสาวต่างแม่ok ยังไงเด็กก็เลือกเกิดไม่ได้ ก็ไม่ผิด ความโกรธในตัวเมียน้อยลดลงok ก็นะเรื่องมันผ่านมานานแล้ว อีกอย่างเมียน้อยที่อยู่กับสามีที่คอยซื้อดอกไม้เมียหลวงประจำคงไม่ได้สุขขนาดนั้นหรอก แต่ให้สองครอบครัวคิดว่าเป็นปรองดองกันไปมาหาสู่ท่าจะยากค่ะ รุ่นลูกดีกันเราว่าได้นะ แต่รุ่นแม่ไม่ไหว ถึงเราจะไม่เข้าใจความรู้สึกรุ่นแม่เต็มร้อยแต่ในฐานะของลูกที่พ่อเคยมีเมียน้อยก็ทำใจชอบหรือดีกันไม่ได้เลยค่ะ แม้จะไม่ได้โกรธแล้วก็เถอะ

    แต่ๆ เราชอบนิยายคุณมากๆ ทุกอย่างดีมากๆทำเราหัวเราะร้องไห้ได้ตลอด ยกเว้นเรื่องนี้ที่เราไม่รู้ว่าครอบครัวคนอื่นเป็นยังไง ถ้าเรามองโลกในแง่ร้ายไปต้องขอโทษด้วยจริงๆค่ะTT

    อินมากๆเลยเขียนเยอะมากๆเลย อ่านติดๆกันจนไม่ได้เม้นท์ขอโทษจริงๆค่ะ ขอบคุณมากๆที่เขียนนิยายดีๆออกมาให้อ่านค่ะ^_^
    #377
    1
    • #377-1 582201(จากตอนที่ 37)
      1 เมษายน 2563 / 02:58
      เหมือนกันเลยค่ะ จากใจเราเลยนะ ทำใจเหมือนนะฑีไม่ได้จริงๆ คือแค่ซื้อดอกไม้ทุกวันคือคิดว่าชนเชยได้อ่อ ทั้งที่แบบมีเวลาตั้งหลายปีออกมาแสดงความรับผิดชอบหลายๆอย่างได้กลับไม่ทำ หรือพยามจะทำมันยังไม่พอด้วยซ้ำ
      คนเป็นเมียน้อยก็เหลือเกิน ถ้าคิดได้จริงแมร่งควรหยุดตั้งนานแล้วอ่ะ แล้วมาทำดีตอนนี้คืออะไรเพื่อให้ความรู้สึกผิดในใจน้อยลง แต่บาดแผลที่สร้างไว้ให้กลับครอบครัวนายเอกมันไม่มีวันลบได้อ่ะ นายเอกคือกลายเป็นคนมีปมไปเลย ถึงจะไม่โกรธแล้ว แต่จะให้ปรองดองกันคือเป็นไปไม่ได้ ทางที่ดีคือต่างคนต่างใช้ชีวิตจะดีที่สุด

      แต่ชอบนิยายเรื่องนี้ค่ะ แต่สนุก เรื่องน่าติดตาม บรรยายได้ชอบมาก
      #377-1
  21. #376 overager (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 12:40
    โอ้ย พี่ทัชชชชชชชช
    #376
    0
  22. #365 Layla140518 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 05:24

    แหม่ๆๆๆ จู่โจมรุนแรง!!!
    #365
    0
  23. #362 Frechii (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 03:09
    ไม่รู้เพราะเป็นคนไม่ชอบเรื่องนอกใจรึป่าว แต่แบบไม่ได้จริงๆอะครอบครัวเมียหลวงเมียน้อยอยู่ด้วยกันอึดอัดตายให้อภัยอะได้แต่แบบนี้ไม่ไหว
    #362
    0
  24. #359 เก้าอี้น้อย (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 00:44
    พี่ทัชนี่คือฮีลใจสุดๆ
    #359
    0
  25. #357 issary2 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 00:02
    อยากได้พี่ทัชต้องทำไมคะ(T ^ T) ได้แต่ฟังเพลงวนไป รอตอนต่อไปน้าาาา
    #357
    0