● ณ Touch ● (Yaoi)

ตอนที่ 36 : แตะต้องครั้งที่ 34: จับบบ...ดอกไม้สีส้มผมตั้งใจทำถ้อยคำไม่สมควรรบกวนช่วยหน่อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,301
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 243 ครั้ง
    22 มี.ค. 63

แตะต้องครั้งที่34

จับบบ…ดอกไม้สีส้มผมตั้งใจทำถ้อยคำไม่สมควรรบกวนช่วยหน่อย

 

สองแผล

นั่นคือผลจากการฟัดกับหมา แผลแรกที่น่องซ้าย ไม่ค่อยเป็นไรเพราะมีกางเกงอยู่ แผลสองที่ใต้ข้อศอกขวา อันนี้ได้เลือดซิบๆ เพราะสวมเสื้อแขนสั้น เป็นพี่ทัชที่วิ่งมาถึงก่อนใคร เขาจัดการแยกผมกับหมาออกจากกันโดยใช้ที่ตักขยะของทางวัดเป็นอาวุธ ไม่ได้ฟาดหรือตี แค่เขี่ยๆ แล้วแกว่งเป็นเชิงชู่

พวกมันครางแฮ่ๆ แบบวัดใจ ก่อนจะยอมเลิกราไป

โคตรเสียฟอร์มเลย ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนเป็นเด็กผมโดนตั้งฉายาอะไรที่เกี่ยวกับหมาแน่นอน แล้วก็จะโดนล้อยันจบมหา’ลัยเป็นอย่างน้อย

ความห่วงใยยิงมาจากทุกทิศทาง ผมพยายามรักษาภาพลักษณ์เท่าที่เหลืออยู่โดยเชิดหน้าขึ้น บอกว่าแค่นี้สบายมาก ยังไกลหัวใจเยอะ แต่หลายคนทำเหมือนว่าผมโดนกัดไส้ไหลงั้นแหละ พี่เห็ดนี่ตัวดีเลย ถามซ้ำๆ อยู่ได้ว่าไปฟัดกับหมาทำไม ส่วนพี่ทัชไม่พูดไรมาก ออกแนวใช้กำลังจนสุดท้ายเขาก็ลากผมขึ้นรถขับพาไปโรงพยาบาลจนได้ แล้วก็นั่นแหละ โดนเข็มจิ้มไปดิ วัดซีนบาดทะยักกับพิษสุนัขบ้า กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยและกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืน

หายบ้าเลยทีนี้

ความปวดทางกายไม่เท่าไหร่ แต่ความปวดแบบหนึบๆ ตุ่ยๆ ในใจทำให้นอนไม่หลับ เผลองีบไปนิดหน่อย ก่อนจะขุดตัวเองขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว แล้วย่องออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้ามืดโดยไม่ได้บอกแม่หรือน้าเกด

ผมมาหมกตัวอยู่ที่ร้านGolden Flower ตามลำพัง มีแค่ความเงียบกับความว้าวุ่นใจอยู่เป็นเพื่อน

สมองเอาแต่คิดเรื่องต่างๆ วนไปเวียนมาไม่มีหยุดพัก ระหว่างนี้ผมก็ทำสิ่งที่ตั้งใจไปด้วย คือใช้กระดาษสีส้มพับเป็นดอกไม้เล็กๆ จัดเข้าช่อด้วยดอกหญ้าแห้ง แต่ทำแล้วก็รื้อ รื้อแล้วก็ทำ ซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นหลายรอบเพราะมันดูไม่ลงตัวสักที

หลายคนเริ่มโทรและทักแชตหาผม

ผมไม่ตอบใครเลย ยกเว้นพี่ทัชคนเดียว

 

NATOUCH: ตอนนี้มึงอยู่ไหน

NATOUCH: ไหวรึเปล่า

NaTee(n): ไม่ต้องห่วง

NaTee(n): เดี๋ยวเจอกันที่วัด

 

เขาพิมพ์มาอีกหลายข้อความ ผมแค่อ่าน แต่ไม่ได้ตอบ

เว้นไปสักพักเขาก็พิมพ์มาอีก

 

NATOUCH: ก็ได้ เจอกันที่วัด

 

หลังจากนั้นโทรศัพท์ผมก็ค่อยๆ สงบไป คงเพราะพี่ทัชกระจายข่าวให้ว่าผมยังหายใจอยู่

ผมกลับมาโฟกัสกับงานประดิษฐ์อีกครั้ง ทำแล้วรื้อ รื้อแล้วทำ ถึงจุดนึงต้องสั่งให้ตัวเองหยุด เพราะยิ่งรื้อหลายรอบมันยิ่งช้ำ สุดท้ายสิ่งที่ได้คือดอกไม้กระดาษเล็กๆ สามดอกมัดเป็นช่อรวมกับดอกหญ้าแห้ง

พอมือว่าง เรื่องราวต่างๆ ก็กลับเข้ามาสุมหัวผมอีก ท่ามกลางมวลดอกไม้กับอากาศนิ่งงันภายในร้าน นึกไปก็คล้ายกับว่าผมขังตัวเองไว้ในห้องกระจกเล็กๆ ที่กาลเวลาหยุดนิ่ง ผมโคตรอยากให้เป็นอย่างนั้นเลย แต่ในความเป็นจริงคือมีแค่เจ้าของงานวันนี้เท่านั้นที่กาลเวลาไม่มีผลกับเขาแล้ว สำหรับผมเวลาก็ยังเดินไปเรื่อยๆ

ตอนนี้เกือบจะเก้าโมง ถ้าไปช้ากว่านี้ก็อาจจะไม่ทันแล้ว

ผมออกมาเรียกแท็กให้ไปส่งที่วัด การจราจรไม่ได้โหดร้ายอะไร แต่ลุงคนขับนี่แหละ อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว เลยขับช้าไปโดยสภาพ ดีเหมือนกัน ไปไม่ทันงานเลยยิ่งดี

ตอนรถมาจอดหน้าวัดผมไม่ได้ดูเวลา แค่เปิดประตูแล้วเดินลงไป

เป็นพี่ทัชอีกตามเคยที่สังเกตผมเป็นคนแรก

“มาแล้ว” พี่ทัชเดินเข้ามาหาผม

“ทันมั้ย”

“ไม่สวมเสื้อสีส้มแล้วเหรอ”

ผมส่ายหน้า วันนี้ผมสวมชุดดำเรียบร้อย

“โอเครึเปล่า” สีหน้าพี่ทัชเรียบเฉย แต่แววตายิ้มนิดๆ

“ผมดูโอเคมั้ยล่ะ”

“ก็...ถือว่าดูดี”

“สรุปผมมาทันรึเปล่า”

“เพิ่งเริ่มพอดี มาเถอะ”

งานเริ่มแล้ว คนมาร่วมงานกำลังต่อแถวเพื่อขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์บนเมรุ ทุกคนที่ผมรู้จักอยู่พร้อมหน้ากันหมด ทั้งแม่ น้าเกด และแม่กับลูกสาว (ผมยังหาสรรพนามเหมาะๆ สำหรับสองคนนี้ไม่ได้) ทั้งพี่ทัช พี่เห็ด เปิ้ล เจษ แม้แต่เจ๊แคลก็มาด้วย

กลุ่มเพื่อนๆ ของผมอยู่ท้ายแถวกัน ซึ่งดีแล้ว

ผมเดินเข้าไปสะกิดไหล่เจ๊แคล

“เจ๊”

“นะฑี” เจ๊แคลหันมาบีบไหล่ผม จากสีหน้าเรียบๆ เปลี่ยนเป็นจะร้องไห้ “ขอโทษนะ เจ๊เพิ่งรู้ข่าวเลยได้มาแค่วันนี้ นี่ร้องไห้รึเปล่า”

“เปล่า” ผมไม่ได้ร้องจริงๆ ที่เห็นตาแดงๆ นี่คืออดนอน

“ดีแล้วๆ แต่จะร้องก็ได้นะ”

“ไม่ร้องดีกว่า”

“อื้อ”

“เจ๊ก็อย่าพาผมร้องดิ” ผมบอกยิ้มๆ เจ๊แคลเลยรีบทำหน้าฮึบๆ พยายามยิ้มด้วย “ขอโทษนะเจ๊ที่ไม่ได้บอก มัวยุ่งๆ อยู่ แล้วนี่เจ๊รู้ข่าวได้ไง...อย่าบอกนะว่ามีเงาดำๆ ไปเข้าฝัน”

เจ๊แคลตีผมเบาๆ “อย่าตลกสิ พี่เรนจิบอก”

สองคนนี้คุยกันแล้วเหรอ ผมหันมองพี่เห็ดที่ยืนเกาะหลังเจษฎาอยู่ในลำดับถัดไป หน้าแกไม่แสดงอารมณ์อะไร ขณะที่เจษคล้ายกับส่งสายตาขอความช่วยเหลืออยู่เล็กน้อย ทนๆ ไปก่อนละกันเจษ ยังไม่ใช่เวลาเหมาะ

“ขอบคุณที่มานะเจ๊” ผมบอกเจ๊แคล แล้วขยับมาต่อท้ายแถว

พี่ทัชเข้ามายืนต่อจากผมราวกับจะคอยระวังหลังให้

“ผมขอเป็นคนสุดท้ายนะ”

“เข้าใจ งั้นก็ระวังหมาหน่อยละกัน”

พี่ทัชเปลี่ยนมายืนตรงหน้าผม สักพักก็มีคนมาช้ามาต่อหลังผมอีก ผมออกปากขอต่อคิวเป็นคนสุดท้ายตามความตั้งใจ พี่ทัชก็ขอถอยมาเป็นคนรองสุดท้ายตามด้วย

“ทำไมอะ เป็นคนรองสุดท้ายแล้วจะได้รางวัลเหรอ” ผมถาม

“มึงมีรางวัลให้มั้ยล่ะ”

“ไม่มี”

“ไม่แปลกใจ”

“...” อ้าว นี่คือหลอกด่าหรืออะไร

“แต่ไม่ต้องมีรางวัลอะไรหรอก ได้อยู่ใกล้ๆ มึงในวันแบบนี้ กูพอแล้ว”

“...”

ผมก็อยากต่อปากต่อคำกวนไส้ติ่งแกเล่นหรอก แต่แถวเริ่มสั้นลงมากแล้ว ภาพความทรงจำระหว่างผมกับ ผู้ชายคนนั้นผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ ทั้งตอนที่เขาหัดให้ผมขี่จักรยาน เตะบอล ว่ายน้ำ ตอนเลือกซื้อเสื้อสีส้มด้วยกัน ทั้งตอนหัวเราะและร้องไห้…

ทำไมมันเยอะขนาดนี้นะ ทั้งที่หลายเหตุการณ์ผมลืมไปแล้วด้วยซ้ำ

แถวสั้นมากๆ แล้ว

เจ๊แคล เปิ้ล เจษ พี่เห็ด ทั้งหมดขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์และลงมาเรียบร้อย อึดใจต่อมาพี่ทัชก็ก้าวขึ้นบันไดเมรุ หยิบดอกไม้จันทน์ที่มีเตรียมไว้ให้ตรงนั้น แล้ววางลงเบาๆ บนพาน ผมมองตามหลังพี่ทัชแต่ก้าวขาตามขั้นไปไม่ได้

“นะฑี” พี่ทัชเรียก

“...”

“มาเถอะ”

ต้องสูดหายใจเข้าลึก ถึงมีแรงก้าวขึ้นบันไดไปสมทบกับพี่ทัชได้ ผมไม่หยิบดอกไม้จันทน์ที่วางวัดเตรียมไว้ให้ เพราะผมทำมาเองแล้วจากร้าน Golden Flower นี่คือดอกไม้จันทน์ในแบบของผม

ผมตั้งใจทำนะ

ถ้าไม่ชอบก็...ช่างมันเถอะ

ผมพูดในใจ วางดอกไม้ดอกสุดท้ายที่ไม่เหมือนใครบนพาน จากนั้นก็ก้าวเร็วๆ ลงจากเมรุโดยมีพี่ทัชตามหลังมาด้วย แม่ง ผมพลาดแล้ว ไม่น่าวางดอกไม้เป็นคนสุดท้ายเลย ถ้าอยู่ในลำดับกลางๆ เรื่องนี้อาจจะเลือนหายไปในเวลาไม่กี่ปีก็ได้ แต่พอเป็นคนสุดท้าย กลายเป็นว่ามันจะอยู่กับผมไปตลอดชีวิต

พิธีวางดอกไม้จันทน์เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ของวัดแจ้งว่าจะเปิดฝาโลงเพื่อให้ญาติได้เห็นหน้าผู้ตายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเผาจริง

“ไม่ขึ้นไปเหรอ” พี่ทัชถาม เพราะเห็นว่าผมไม่มีทีท่าจะเดินขึ้นเมรุไปสมทบกับแม่และน้าเกด

“ไม่” ผมตอบเรียบๆ พยายามควบคุมตัวเองไม่ให้วิ่งออกไปฟัดกับหมาอีกรอบ “รีบๆ เผาให้จบไปเถอะ ผมเบื่อแล้ว”

พี่ทัชฉลาดพอที่จะเงียบ แล้วสักพักค่อยเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น

“แผลเป็นไงบ้าง”

“สบายมาก เหมือนมดกัด”

“ถ้าหมาตัวเท่ามดกูก็ไม่ห่วงแบบนี้หรอก” ถ้อยคำเสียดสีเล็กน้อย แต่เสียงนุ่ม

“นี่คือห่วงจริงๆ หรือกวน”

“กวนด้วย ห่วงด้วย...ทุกอย่าง”

“ไม่ต้องห่วงหรอก ผมโอเค”

“ห่วง”

“ดะ...เดี๋ยวผมมา”

ที่ขอชิ่งไม่ใช่อะไร จังหวะที่หันหน้าหลบสายตาพี่ทัช ผมก็เหลือบไปเห็นน้องสาวต่างแม่พอดี ดูเหมือนน้องจะไม่ขึ้นไปดูหน้าเจ้าของงานเป็นครั้งสุดท้ายเหมือนกัน แต่ปลีกตัวออกมายืนหน้าซึมๆ อยู่คนเดียว

ผมเดินเข้าไปหาช้าๆ และหยุดตรงหน้าอีกฝ่ายห่างสองสามก้าว เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมองหน้าผม ดวงตาฉ่ำชื้นสั่นระริกทำท่าจะร้องไห้อีก

คราวนี้ผมบอกให้ตัวเองยิ้ม พร้อมกับกางแขนออก

น้องดูลังเล

“มาให้แก้ตัวหน่อย”

“...”

“พี่ไม่กัดหรอกน่า กัดกับหมาจนเละแล้ว”

น้องโผเข้ามากอดผมและปล่อยโฮแทบจะเหมือนเมื่อวาน ที่ไม่เหมือนคือคราวนี้ผมกอดตอบด้วย กอดแบบพี่ชายน้องสาวที่ต่างคนต่างถูกความจริงบดขยี้มา อ้อ กรณีของผมมีคำโกหกหลอกลวงช่วยซ้ำเติมด้วย

ผมรอจนน้องสะอื้นเบาลง แล้วค่อยๆ ผละอ้อมกอดออก

“แล้วทีนี้จะให้พี่เรียกว่าเซ็กซี่หรือนัชชาล่ะ”

น้องขำทั้งน้ำตา “ยังไงก็ได้ค่ะ”

“เราตั้งเองอะดิ ชื่อเซ็กซี่”

“เปล่านะคะ เป็นฉายาที่ได้มาตอนรับน้องอะ แสดงว่าตอนนั้นพี่นะฑีไม่อยู่ ก็พี่เจษนั่นแหละ ครั้งแรกที่เห็นหนูก็อุทานซะดังเลย เพื่อนๆ เลยเอามาล้อจนกลายเป็นชื่อไปซะงั้น”

“อ้าว เหรอ” เจษ มึงแอบร้ายนะเนี่ย “ตอนนั้นสงสัยพี่จะไปขี้แน่ๆ ช่วงรับน้องมีปัญหาลำไส้บ่อย”

“หนูก็ขี้แตกบ่อยนะคะช่วงนั้น กินมั่ว”

เออ เปรี้ยวซ่าแบบนี้ น้องกูแน่นอน

“พูดคำว่าขี้แตกได้เพราะมาก” ผมขยี้หัวน้อง “งั้นพี่จะเรียกสองชื่อแล้วแต่อารมณ์นะ แต่ต่อหน้าเจษนี่จะเรียกเซ็กซี่เน้นๆ เลย”

“ฮ่าๆ ค่ะ”

เสียงหัวเราะสั้นๆ นั่นช่วยให้บรรยากาศระหว่างเราดีขึ้นเป็นกอง แต่ก็ไม่นาน เกิดเดดแอร์ช่วงสั้นๆ ก่อนนัชชาจะพยักพเยิดไปทางเมรุ “เผาแล้วค่ะ”

ผมหันมองตาม เหล่าญาติๆ ของเขา รวมถึงแม่กับน้าเกดลงมากันหมดแล้ว และต่างหันไปมองที่เมรุกันหมด เราสองคนยืนปลีกตัวอยู่ห่างจากกลุ่มคน โดยผมสังเกตเห็นว่าพี่ทัชยืนอยู่เดี่ยวๆ ไม่ห่างจากตรงนี้นัก เขามีเหลือบมองมาด้วย แต่คงตั้งใจปล่อยให้ผมอยู่กับน้องสองคน

เจ้าหน้าที่คงจุดไฟก่อนหน้านี้สักครู่ ตอนนี้ควันเริ่มลอยขึ้นทางปล่องแล้ว

“เขาเสียยังไง” ผมถามลอยๆ โดยที่ตายังมองตามควันเหนือปล่องเมรุ

“ยังไม่มีใครเล่าให้พี่ฟังเหรอคะ”

“พี่แค่ยังไม่พร้อมน่ะ ตอนนี้พร้อมแล้ว”

“หลับในน่ะค่ะ เลยชนกับ...เรียกอะไรนะ ขอบทางที่จะขึ้นสะพานข้ามแยกน่ะ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะขับรถมาเยี่ยมหนูที่หอนี่แหละ คุณพ่อ…” นัชชาทำท่าจะร้องไห้อีก

“พอแล้ว” ผมขยี้หัวน้อง “ไม่ต้องเล่าแล้วละ พอนึกออก”

แสดงว่าไม่ใช่สีหน้าเรียบเฉยเหมือนคนนอนหลับน่ะสิ แต่อาจจะปากฉีก จมูกหัก หรืออาจถึงขั้นคอหมุนได้รอบเลยก็ได้ เขาคาดเข็มขัดรึเปล่านะ ช่างเถอะ ไม่อยากรู้แล้ว

ไม่อยากรู้อะไรแล้ว

“แล้ว…” ผมเม้มปากไว้ แต่ไม่สำเร็จ “ที่บอกว่าเขาพูดถึงพี่บ่อย พูดว่าไงบ้าง”

“เยอะเลยค่ะ เอาไว้หนูจะเล่าให้ฟังนะ”

“ไม่เป็นไรๆ ไม่ต้องจริงจังขนาดนั้น พี่ก็ถามๆ ไปงั้น”

“อ้อ เรื่องนึง เรื่องชื่อของเรา พ่อบอกว่าจะตั้งชื่อพี่ว่านที แปลว่าแม่น้ำ”

“แต่ชื่อพี่สะกดด้วย ฑ.นางมณโฑนะ”

“ค่ะ เพราะติดปัญหามีตัวอักษรกาลกิณีใช่มั้ย เลยเปลี่ยนวิธีสะกด ทีนี้พอหนูเกิดพ่อเลยแก้ตัวใหม่ ตั้งชื่อหนูว่านัชชาที่แปลว่าแม่น้ำเหมือนกัน แต่เป็นชื่อผู้หญิง”

“อ่อ แล้วนี่รู้ว่าเป็นพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่าบอกนะว่าตั้งใจมาเรียนคณะนี้ตามพี่”

“เปล่าค่ะ มาเห็นพี่ตอนรับน้องนี่แหละ เห็นชื่อนามสกุลแล้วคิดว่าต้องใช่แน่ๆ”

“อาจจะไม่ใช่ก็ได้”

“ชื่อสะกดแบบนี้น่าจะมีคนเดียวนะ แล้วไหนหน้าตาพี่จะคล้ายๆ พ่ออีก” อีกคนแล้วที่พูดแบบนี้ “ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอพี่ที่คณะ โลกกลมเนอะ”

ผิดแล้วน้อง โลกนี้มันบิดๆ เบี้ยวๆ และมีแต่เรื่องบัดซบต่างหาก

“นั่นดิ กลมจนงงไปหมดแล้ว”

แต่ยังไม่ทันได้คุยอะไรกันต่อก็มีใครคนนึงเดินเข้ามาสมทบกับเราซะก่อน แม่ของน้องนัชชานั่นเอง คราวนี้ผมยกมือไหว้ ซึ่งอีกฝ่ายรีบรับไหว้ทันทีด้วยท่าทีแปลกใจ

“หวัดดีครับ”

“หวัดดีจ้ะ” ยิ้มบางๆ โดยที่สีหน้ายังเศร้าๆ “เผาใกล้เสร็จแล้วนะ”

“ครับ ก็ดี...แล้วแม่ผมอยู่ไหน” ผมมองกวาดแต่ไม่เห็น

“นั่งพักกันอยู่ข้างศาลาน่ะ...น้องนัชไปดูแลแม่พี่นะฑีกับน้าเกดหน่อยสิ เผื่อขาดเหลืออะไร”

ผมไม่ชอบสรรพนามที่อีกฝ่ายใช้เลย ฟังดูสนิทสนมกันเกินไปมั้ย แต่จะว่าไป ไม่ว่าจะเรียกแบบไหนผมก็คงไม่ชอบทั้งนั้นแหละ ประเด็นสำคัญคือ ดูไม่ยากว่าอีกฝ่ายคงอยากคุยกับผมเป็นการส่วนตัว ผมเลยนิ่งๆ ไว้ก่อน

ตอนอยู่ต่อหน้าแม่ นัชชาดูเป็นเด็กว่าง่าย แค่พยักหน้าแล้วก็เดินไปที่ศาลาเลย

“แล้ว...นะฑีเป็นไงบ้าง”

“ก็โอเคครับ”

“อือ ดีแล้ว”

“อยากพูดอะไรกับผม เอาตรงๆ เลยก็ได้” น้ำเสียงผมกระด้างเกินกว่าที่ตั้งใจ

“คือ...น้าอยากขอโทษน่ะ”

“เรื่องอะไรครับ”

“ทุกเรื่อง”

“เรื่องอะไรบ้างครับ”
“...”

“เรื่องที่เข้ามาทำให้ครอบครัวผมแตกแยก ทำให้แม่ต้องลำบากเลี้ยงผมคนเดียว ทำให้ผมเป็นลูกไม่มี…” ผมพูดคำนั้นออกมาไม่ได้ ปากสั่นระริก รู้สึกอยากจะวิ่งหนีออกไปให้รู้แล้วรู้รอด ที่ผ่านมาผมใช้วิธีนี้ตลอด ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรผมก็จะแก้ด้วยการทิ้งมันไว้ข้างหลัง

แต่ผมวิ่งหนีมาทั้งชีวิตแล้ว

ครั้งนี้ผมจะยืนสู้กับมัน

“น้าขอโทษ” เสียงอีกฝ่ายแผ่วลง สายตาหลุบต่ำ ท่าทีแบบนี้ทำให้ผมรู้สึกเย็นลงได้นิดนึง

“เมื่อวานเห็นคุยกับแม่ผม”

“ใช่จ้ะ น้าพานัชมากราบขอขมาน่ะ”

“น้องไม่ได้ผิดไรด้วย”

“ใช่ น้าผิดเองคนเดียวเลย”

“ไม่ใช่ครับ ตัวเขาก็ผิดด้วย” ผมพยักพเยิดไปทางเมรุ ซึ่งตอนนี้ควันจางๆ ใกล้จะสลายไปหมดแล้ว

“อื้อ น้าขอขมาคุณแม่แล้ว เลยอยากมาขอโทษนะฑีด้วย น้า...ขอโทษนะ” สายตาหลุบต่ำลงไปอีก “นะฑีจะไม่ยกโทษให้น้าก็ได้ น้าเข้าใจ แต่กับนัช อย่าโกรธน้องเลยนะ”

“รู้รึเปล่าว่าแม่ผมเป็นมะเร็ง”

“อือ” อีกฝ่ายพยักหน้า “ได้คุยกันแล้วจ้ะ ก็เรื่องนี้แหละที่น้าอยากคุยกับนะฑี”

“คุยกับผมทำไม”

“พ่อเขาทำประกันชีวิตไว้นะ ระบุชื่อนะฑีเป็นผู้รับประโยชน์”

“...” ผมพูดอะไรไม่ออกอยู่หลายวินาที ก่อนจะพ่นคำถามน่าเกลียดออกไป “เท่าไหร่”

“น้ายังไม่ได้ดูเป๊ะๆ นะ น่าจะหกหลัก”

“...”

แม่ง ทำไมเขาต้องทำอะไรแบบนี้ด้วยวะ แค่ตายไปเฉยๆ ไม่ได้รึไง

โคตรเกลียดเลย

ผมเกลียดเขา!

“น้ารู้ว่ามันไม่ได้มากพอที่จะอุ่นใจ แต่น้าก็จะช่วยค่ารักษาด้วยนะ พอมีเก็บอยู่บ้าง”

“ไม่...ไม่ต้องครับ ผมไม่อยากให้น้องลำบากเหมือนผม”

“...”

“ขอโทษนะครับ จะให้ผมเรียกน้าว่าไง” ผมเปลี่ยนเรื่อง

“เรียกน้านุชก็ได้จ้ะ”

“ครับ น้านุช งั้นเดี๋ยวผมขอตัวนะ ไว้คุยกัน” ผมหันหลังผละออกมา แต่ก็นึกขึ้นได้เลยหันไปพูดส่งท้าย “อ้อ ไม่ต้องห่วงว่าผมจะไม่ดีกับน้องนะ ผมรู้ดีว่าการที่ทั้งชีวิตเหลือแม่เพียงคนเดียวมันเป็นยังไง”

พี่ทัชยืนสังเกตการณ์อยู่ในระยะที่ไม่น่าจะได้ยินเสียงพูดคุย ผมบังคับให้ตัวเองเดินอย่างมั่นคงเข้าไปหาเขา จับแขนเสื้อกระตุกเบาๆ

“มากับผมหน่อย”

“ไปไหน”

“มาเถอะ”

ผมไม่ได้จะพาไปไหน แค่พาเดินปลีกตัวออกมาจากผู้คนเพื่อหามุมที่เป็นส่วนตัวสักหน่อย เรามาหยุดอยู่ข้างศาลาอีกหลัง ซึ่งไม่ใช่ซอกมุมลึกลับอะไร ถ้ามีคนมองมาก็ยังเห็นเราได้ชัดเจน

“ช่วยหน่อยดิ” ผมมองหน้าพี่ทัช หันหลังให้เมรุ

“...”

ผมหวังว่าเขาจะไม่เข้าใจ ไม่ต้องเข้าใจก็ดี ผมจะได้ไม่ต้องทำอย่างที่คิด แต่หลังจากมองตาผมอยู่ชั่วอึดใจเขาก็รู้จนได้ เรียกว่ามองปุ๊บรู้ปั๊บเลยดีกว่า

พี่ทัชแกะพลาสเตอร์นิ้วชี้ข้างขวาออก หย่อนแผ่นพลาสเตอร์ไว้ในกระเป๋าเสื้อ แล้วลดมือลงช้าๆ โดยที่สายตายังมองหน้าผมอยู่ตลอดเวลา

มือที่ทรงพลังข้างนั้นช้อนจับมือผมอย่างนุ่มนวล

นิ้วชี้เปลือยเปล่าแตะอุ้งมือ

นิ้วโป้งลูบวนบนหลังมือเบาๆ

อาการหวิวไหวเกิดขึ้นตรงจุดสัมผัส แต่มันไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ซะทีเดียว ผมไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกหรือถูกคุกคาม ไม่มีคำพูดไหลพรวดพราดออกจากปาก ตรงกันข้าม กระแสสั่นไหวนั้นคล้ายจะปลอบประโลมผมมากกว่า

“มึงระบายกับกูได้”

“...”

แรงกระตุ้นเบาๆ จากพี่ทัชเป็นอะไรบางอย่างที่คล้ายกับมือลึกลับ มือที่มองไม่เห็นซึ่งย่องเงียบเข้ามาจูงความจริงทั้งหลายในใจเราออกไปสู่แสงสว่าง แต่นาทีนี้ผมไม่ได้รู้สึกว่ามือนั้นเข้ามาบังคับลากจูง มันแค่เข้ามาชักชวน แต่ถึงอย่างนั้นก็เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นเบาๆจากส่วนที่ลึกที่สุดในตัวผม

ผมบีบมือพี่ทัชไว้

แรงสั่นสะเทือนค่อยๆ เพิ่มขึ้น แรงขึ้น จนลุกลามไปทั่วตัว

ผมพลันตระหนักในวินาทีนี้เองว่า แก่นแท้ของความจริงไม่ได้อยู่ในรูปของถ้อยคำ แต่มันเป็นความรู้สึกล้วนๆ ซึ่งมันรุนแรงจนทำให้ผมหัวไหล่โยกไหว

แล้วในที่สุดผมก็ร้องไห้ออกมา

พี่ทัชดึงตัวผมเข้ามากอด ใช้แผ่นอกกว้างๆ ซับแรงสะเทือนและน้ำตาไว้

ผมปล่อยมือ แล้วเปลี่ยนเป็นโอบรอบตัวเขาแทน

“พูดออกมาเถอะ”

นิ้วเปลือยเปล่าไม่ได้สัมผัสผิวเนื้อส่วนไหนของผมแล้ว ไม่มีพลังวิเศษใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ผมก็หยุดมันไม่ได้ ความรู้สึกที่แท้จริงของผมสั่นสะเทือนจากกลางหน้าอก ขึ้นมาถึงลำคอ แล้วแปรสภาพออกมาเป็นถ้อยคำจนได้

“พ่อ...พ่อผมตายแล้ว...พ่อผมตายแล้วจริงๆ...ผมรักพ่อ”

 

 

 

 

 

 

 

________________________________________

รักษาตัวกันด้วยนะคะ รัก..

#ณTouch

 

นางร้าย

13.มีนา.2020

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 243 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

823 ความคิดเห็น

  1. #818 ใบไยไยใบ (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2563 / 21:59

    ร้องไห้หนักมาก รักน้องๆ

    #818
    0
  2. #784 ponnyyyy (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 18:00
    ร้องตามอีกเเล้ววว
    #784
    0
  3. #750 -want- (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 02:53
    อย่าว่าแต่ใจน้อง ใจเราก้ไม่ไหว ฮืออออ
    #750
    0
  4. #743 Baconloey (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 23:16
    สงสารน้อง
    #743
    0
  5. #735 YFTD_pk (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 20:59
    เป็นนิยายที่แหกโค้งมาดราม่าได้เนียนมากค่ะ ภาษาดีมาก ชอบมากแง
    #735
    0
  6. #684 Y_TwwT_Y (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 00:52
    ปล่อยโฮเลย ไม่ไหวแล้ว แง อิน น้องเก็บมันไว้ขนาดนั้น จะเจ็บปวดแค่ไหนก็เก็บเอาไว้มาตลอดเลย คนดี ไม่เป็นไรแล้วนะ
    #684
    0
  7. #679 Foxgo_O (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 22:55
    ตาบวมหมดแล้ว ร้องไห้หนักมาก ร้องๆหยุดๆ จนพี่ถามว่าเป็นไร โอ๊ยยยยยย แต่พยายามไม่ร้องไห้แต่มันไม่ไหวจริงๆ
    #679
    0
  8. #634 realtoey (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 11:14

    น้ำตาไหลเป็นสายแล้ว นะฑีหนีความจริงมากตลอด วันนี้หนูเก่งมาก ฮึบไว้นะ
    #634
    0
  9. #461 สล๊อตโลรี่ (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 13:37
    อินไปหมดแล้ว กอดๆ
    #461
    0
  10. #451 DARKyuki❄❄ (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 17:32
    สงสารน้องภายนอกคือแข็งกระด้างทำเป็นไม่เสียใจแต่ใครจะรู้น้องก็แค่เด็กคนนึงที่อยากให้พ่ออยู่ด้วยแล้วเป็นครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนเดิม
    #451
    0
  11. #447 Mini_Kyungsoo (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 15:21
    ภายนอกที่เห็น ไม่ได้บอกความรู้สึกข้างใน
    #447
    0
  12. #370 หนึ่งนาฬิกา (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 22:02
    หอมหัวนะคะเด็กดี
    #370
    0
  13. #358 เก้าอี้น้อย (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 00:36
    อ่านรวดเดียวถึงตอนนี้ แต่งดีมากจริงๆค่ะ สัมผัสอารมณ์ได้ดีมาก น้องเป็นคนที่เก็บอาการไว้เยอะมาก แล้วเรื่องก็ถาโถมเข้ามา อ่านตอนนี้คือร้องไห้เลยค่ะ ไม่เป็นไรน้าพี่ทัชจะอยู่กับน้องเอง แล้วอย่าลืมนะว่าพี่ทัชก็ต้องการนฑีเหมือนกัน
    #358
    0
  14. #311 teivelhaneuls (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 23:47
    จะร้องไห้ ยิ่งประโยคสุดท้ายยิ่งแบบ...
    #311
    0
  15. #309 s214 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 14 มีนาคม 2563 / 16:04

    สงสารน้อนจังเลย น้ำตาคลอเลย โชคดีที่มีตาพี่ช่วยปลอบ แง สู้ๆนะคะไรท์ รอเสมอค่ะ
    #309
    0
  16. #308 Forurin (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 14 มีนาคม 2563 / 00:08

    คุณนักเขียนก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ไม่มีพี่ทัชคอยดูแลก็จะลำบากกันหน่อย เอาใจช่วยให้น้องผ่านความเศร้าทั้งหลายไปได้ไวๆ
    #308
    0
  17. #307 DON'T forget me (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 22:42

    น้องอกพี่ทัชกะไมโครเวฟไรอุ่นกว่ากัน แต่ที่แน่ๆพี่ทัชค่ดอ่อนโยนอ่า อิจน้องได้มั้ยในฐานะยากจนก็ได้

    #307
    0
  18. #306 CAP_TURE (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 21:06

    คุณไรต์talkยาวๆก็ได้น้า แหะๆ เป็นห่วงค่ะ ถ้ารี้ดคิดไปเองคนเดียวก็ดีไป5555 รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะทุกคนเลย
    #306
    1