● ณ Touch ● (Yaoi)

ตอนที่ 31 : แตะต้องครั้งที่ 29: จับบบ…บุกถึงเตียงเหลือเพียงแค่ตัวแล้วยังมัวแต่นอนอยากถอนความจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,259
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 232 ครั้ง
    28 ม.ค. 63

 

 

แตะต้องครั้งที่ 29

จับบบ…บุกถึงเตียงเหลือเพียงแค่ตัวแล้วยังมัวแต่นอนอยากถอนความจริง

 

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความจริงบางอย่างฆ่าคนได้ทั้งเป็น

มันกำลังพยายามฆ่าผมอยู่

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง 

นั่นคือชื่อเต็มๆ ของปีศาจตนนี้ มันทำให้ผมอดนึกถึงหนังแนวเอเลี่ยนสมัยก่อนไม่ได้ ไม่รู้มันแอบเจริญเติบโตอยู่ในตัวแม่ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วแม่รู้ตัวนานแค่ไหนแล้วก่อนพี่ทัชจะแตะตัว 

ทำไมแม่ไม่ถุยมันทิ้งตั้งแต่เนิ่นๆ วะ แค่พ่นแรงๆ หน่อยมันก็หลุดแล้ว 

แม่ง! 

ผมเกลียดแม่ที่ปิดบังผม ทั้งที่ผมเองยึดกฎเหล็กมาตลอดว่าจะไม่โกหกกับแม่ เกลียดที่หลังจากพี่ทัชกลับไปแล้วแม่ยังทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น สีหน้ายังเรียบๆ ยิ้มน้อยๆ ราวกับตัวเองเป็นแค่ไข้หวัด 

เกลียดพี่ทัชที่เอาความจริงฟาดหัวผมโดยไม่ให้ตั้งตัว

เกลียดน้าเกดที่ร้องไห้เป็นเด็กๆ

และเกลียดตัวเองที่เอาแต่ขลุกอยู่ในห้อง ไม่กล้าเปิดประตูออกไปเผชิญหน้ากับ ความจริง ถ้ามะเร็งกำลังจะฆ่าแม่ ความจริงที่พี่ทัชปลดปล่อยออกมาก็กำลังจะฆ่าผมเหมือนกัน 

ผมเกลียดโลกใบนี้! 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

“นะฑี” เสียงแม่ 

ผมเด้งตัวจากเตียงรีบมาส่องกระจก เสยผมลวกๆ สวมรอยยิ้มน้อยๆ แล้วไปเปิดประตู “ว่าไงแม่” 

“ตาคล้ำเชียว ได้นอนบ้างรึเปล่า” 

“นอนดิแม่ นอนยาวเลย” นี่ไง ผมทำลายกฎเหล็กของตัวเองแล้ว ผมโกหกแม่แล้ว ความจริงคือผมอาจจะเผลองีบไปช่วงสั้นๆ แค่นั้นแหละ 

“...”

“...”

“นี่กี่โมงแล้วอะ” ผมยิ้มปลอมๆ ต่อ

“สายแล้วละ ไปกินข้าวกัน แม่จะได้ไปเปิดร้าน” 

“ยังจะไปทำงานอีกเหรอ!” ความโกรธพุ่งปรี๊ดขึ้นหัวจนเผลอพูดเสียงดัง จะตายอยู่แล้วยังจะไปทำงานอีกเหรอแม่ แต่ผมรีบผ่อนเสียงลง “แม่พักบ้างเถอะ” 

“นี่วันอาทิตย์นะ ลูกค้าเยอะ” 

“ช่างมัน” 

“เสียโอกาสเลย ขายวันอาทิตย์นี่เผลอๆ ได้ค่ากับข้าวไปครึ่งเดือนเลยนะ” 

“เราไม่ได้จนขนาดนั้น” 

เหี้ยชิบหาย ความจริงคือเราจนนั่นแหละ เราไม่ได้มีเงินเก็บมากมายพอจะรักษาแม่หรอก คำพูดมันก็สะท้อนอยู่แล้วว่าแค่หาเงินมาซื้อข้าวกินรายวันรายเดือนไปเท่านั้น 

“งั้นวันนี้แม่พักก็ได้” ที่พูดแบบนั้นคงเพราะอ่านแววตาผมออก มือที่เลี้ยงผมมาเอื้อมมาจับแขนผม เพราะยังหลอนกับนิ้วพี่ทัชอยู่ ผมเลยต้องฝืนตัวเองไม่ให้ถอยหนี “ไปกินข้าวกับแม่หน่อยนะ” 

“แม่ อย่า”

“หืม?”

“อย่าพูดอย่างนั้น” 

อย่าพูดเหมือนจะตายเร็วๆ นี้ 

แม่ไม่พูดอะไรอีก แค่ยิ้มอ่อนโยนและดึงแขนผมเบาๆ คราวนี้ผมยอมเดินตามอย่างว่าง่าย 

“น้าเกดล่ะ” 

“ออกไปแต่เช้าแล้ว กลับบ้านน่ะ” 

นี่ก็อีกคน พี่สาวเป็นมะเร็งยังจะหายหน้าไปอีก 

แม่คงจะสัมผัสได้ถึงอาการเกร็งระริกในแขนของผม มือข้างนั้นเลยเปลี่ยนจากจับแขนมาเป็นตบหลังเบาๆ กลายเป็นว่าดูเหมือนคนที่ป่วยไม่ใช่แม่ แต่เป็นผมซะเอง 

พอลงมาข้างล่างก็เห็นกับข้าวเต็มโต๊ะ มีแต่ของโปรดผมทั้งนั้น 

“แม่ทำอะไรเยอะแยะ ไม่เห็นต้องขนาดนี้เลย” 

“แม่ไม่ได้ทำหรอก แกงถุงจากตลาดเจ๊เนียมน่ะ” 

“อ้อ” 

“ล้อเล่น แม่ทำเอง จำลีลาการลงโทษคะน้าแบบนี้ไม่ได้เหรอ” 

ผมเกลียดตัวเองที่ไม่ขำ ต่อมตลกของผมมันพังไปแล้ว อย่างดีที่สุดก็ได้แค่เล่นตามไปอย่างฝืดๆ“ผมจะลืมได้ไง ไม่มีใครหั่นก้านคะน้าบางขนาดนี้หรอก” 

“ดีแล้ว กินเยอะๆ นะ” 

พูดเหมือนจะตายพรุ่งนี้อีกแล้ว

ผมกินไม่ลง แต่ต้องฝืน ต้องแกล้งทำเป็นว่าทุกอย่างปกติดี 

แม่เป็นมานานแค่ไหนแล้ว

ระยะไหน

หมอบอกว่าจะอยู่ได้นานกี่ปี หรือกี่เดือน…

คำถามเหล่านี้เต้นยิบๆ อยู่ที่ริมฝีปากผม แต่ผมกัดฟันไว้ ผมยังไม่พร้อมที่จะรู้รายละเอียดอะไรมากไปกว่าคำว่า ‘มะเร็ง’ แค่มองหน้าแม่ตอนนี้ก็ยากเย็นเกินไปแล้ว บางทีแม่อาจจะยังไม่พร้อมเหมือนกัน เราเลยแค่กินข้าวกันไปเงียบๆ 

แม่กินน้อยกว่าปกติ 

ผมบังคับตัวเองกินให้หมดจาน แล้วรีบบอก “ผมล้างเอง แม่ไปพักเถอะ” 

“ก็ได้ แล้ววันนี้เราจะทำอะไรบ้าง ไปมหา’ลัยรึเปล่า” 

ไปก็แย่แล้ว

“วันอาทิตย์น่ะแม่ ผมจะอยู่บ้านนี่แหละ ตั้งใจอ่านหนังสือจะได้เกรดดีๆ รีบจบ รีบทำงานหาเงินมา…” ปกติปากไม่มีหูรูดของผมจะพูดทุกอย่างจนสุดประโยค แต่ตอนนี้มันหยุดอยู่กลางคัน ไม่สามารถพ่นคำว่า หาเงินมารักษาแม่ ออกมาได้ 

แต่แม่รู้ว่าผมหมายถึงอะไร

รอยยิ้มเอ็นดูผุดขึ้นบนใบหน้าแม่ ยิ้มเหมือนว่าผมอายุเจ็ดขวบ และเพิ่งบอกแม่ว่าจะเอากระต่ายบนดวงจันทร์มาเลี้ยง 

“แม่ขอโทษนะที่ไม่ได้บอก” 

“...” 

อย่า! อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้ตอนนี้

“แม่ก็ยังงงนะว่าทำไมเมื่อวานจู่ๆ ก็พูดออกมา”

“ผมไปล้างจานละ” ถ้าไม่รีบตัดบทคงจะคุยกันยาว และน้ำตาต้องมาแน่ๆ ผมยังไม่อยากร้องไห้ตอนนี้ เลยรวบรวมจานไปล้าง ใช้เวลาแป๊บเดียวก็เสร็จ พอกลับมาก็เห็นว่าแม่นั่งคอตกคล้ายเคลิ้มหลับอยู่ที่โซฟาหน้าทีวี 

แม่อาจจะแกล้งหลับเพื่อให้ผมสบายใจว่านี่คือพักผ่อนตามที่ผมขอแล้ว

หรือแม่อาจจะเหนื่อยจริงๆ

ผมลังเลว่าจะย่องขึ้นห้องไปเลย หรือว่าบอกแม่ให้รู้สักหน่อย สุดท้ายผมก็เลือกที่จะสะกิดเพื่อคุยกับแม่ เพราะถ้าปล่อยผ่านไป แล้วมาสะกิดหลังจากนี้แม่อาจจะไม่ตื่นขึ้นมาคุยกับผมแล้ว 

“แม่ แม่...” 

“อือ นี่แม่เผลอหลับเหรอ ว่าไง”

“เปล่า แม่งีบต่อเถอะ เดี๋ยวผมขึ้นไปอ่านหนังสือบนห้องนะ” 

ผมปล่อยให้แม่ต่อสู้กับเพชฌฆาตเงียบตามลำพัง แล้วขึ้นไปชั้นบน ปิดประตูห้องขังตัวเองไว้ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เวลาอยู่ในห้องนี้ผมมักจะใช้จินตนาการอย่างสุดเหวี่ยง ชอบนึกภาพว่าตัวเองเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นคนรวย เป็นคนเก่ง เป็นยอดมนุษย์ที่เหาะออกไปเตะเด็กแว้นให้ลอยโด่งถึงดวงจันทร์ มีตาทิพย์มองทะลุเสื้อผ้า มีวิชาเดินทะลุกำแพง หรือแม้แต่มีนิ้ววิเศษแบบพี่ทัช 

ผมเคยจินตนาการอะไรบ้าๆ บอๆ สารพัด บางครั้งก็สมจริงจนยิ้มออกมา 

แต่ตอนนี้ผมลองจินตนาการง่ายๆ นึกว่าห้องนี้คือพื้นที่ปลอดภัยของผม ไม่มีอะไรเข้ามาทำร้ายผมได้ในห้องนี้ แม้แต่ความจริงที่ว่าแม่กำลังจะจากผมไปแล้ว 

ไม่ได้ผล 

ผมกลับนึกเห็นภาพ ไอ้ความจริงนั่น เป็นหมอกควันพิษที่แทรกซึมเข้ามาในห้องจากทุกทิศทาง และมันสมจริงซะจนทำให้ผมหายใจไม่สะดวก

ผมฟุบหน้าลงกับหมอน พยายามกลั้นน้ำตาไว้ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าผมเพิ่งละเมิดกฎเหล็กตอแหลกับแม่ไปอีกแล้ว บอกว่าจะอ่านหนังสือ แต่ความจริงคือผมแค่อยากจะหลบหน้าแม่เท่านั้น 

แล้วไงล่ะ ก็แม่เริ่มก่อน แม่ปิดบังผมเรื่องมะเร็ง ก็ต้องโดนผมตอแหลใส่ซะบ้าง 

ทำไมมึงเป็นลูกที่เลวขนาดนี้นะ นะฑี 

แม่ง! แม่ง! แม่ง! 

นอกจากไม่อ่านหนังสือ ไม่พัฒนาตัวเองเพื่อจะได้เป็นคนเก่งคนรวยอย่างที่เคยคิด ผมยังซ้ำเติมตัวเองด้วยความคิดลบๆ สารพัด เดี๋ยวหลับเดี๋ยวตื่น จนเวลาล่วงเลยไปไม่รู้ว่านานแค่ไหน มารู้ตัวอีกทีตอนเคลิ้มๆ จะหลับอีกรอบ แต่มีเสียงเคาะประตูซะก่อน 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

ผมแกล้งหลับต่อในท่านอนคว่ำ

เสียงประตูเปิดออก ซึ่งดีแล้วที่ผมไม่ได้ล็อกไว้ ไม่งั้นแม่อาจจะเคาะจนรอให้ผมไปเปิด แต่แบบนี้ถ้าแม่เข้ามาเห็นว่าผมหลับอยู่ก็คงย่องกลับลงไปเอง 

เสียงเคลื่อนไหวบอกให้รู้ว่าแม่เข้ามาในห้อง น่าจะหยุดยืนมองผมอยู่อึดใจใหญ่ๆ ก่อนจะเคลื่อนไหวอีกครั้งเพื่อกลับออกไป...ไม่สิ ไม่ได้ออกไป แต่เดินไปที่โต๊ะอ่านหนังสือ มีเสียงก๊อกแก๊กคล้ายจัดของให้เป็นระเบียบ แล้วตามด้วยชักเก้าอี้เบาๆ เพื่อจะนั่งลง 

ผมรู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมานิ่งๆ

งั้นแกล้งกรนละกัน 

ซัดไปสามคร่อกแบบเน้นๆ ยาวๆ แต่ยังไม่มีเสียงขยับไปไหน ผมรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่แม่ต้องกล่อมนอนและเฝ้ามองอยู่แม้ว่าจะหลับไปแล้ว 

“อืม แม่…” ผมแกล้งตื่นงัวเงียเพราะทนแสดงต่อไปไม่ไหว

“ขนาดเสียงกรนยังเหมือนเป็ด” 

“พี่ทัช!” ผมเด้งตัวขึ้นมาทันที

“อืม กูเอง”

“พี่มาได้ไงอะ” 

“ก็เดินขึ้นมา” ท่าทีเขาเหมือนจะสื่อว่าทำไมคำถามโง่ขนาดนี้ “เห็นมึงแกล้งหลับอยู่ เลยนั่งรอ” 

“ผมหลับจริง!” 

“โกหกไม่เก่ง”

“แล้วพี่มาทำไม” 

“...” 

คำถามนี้ทำเอาพี่ทัชนิ่งไป ผมนึกว่าเขาจะถอนหายใจ แต่ก็เปล่า สีหน้ายังราบเรียบขณะเอียงคอน้อยๆ มองผม จากนั้นก็ลุกมานั่งที่เตียงข้างๆ ผม นิ้วมหาภัยที่ตอนนี้แปะพลาสเตอร์ไว้ทั้งสิบนิ้วกุมประสานกันไว้ระหว่างหัวเข่า

“พี่มาทำไม” ผมถามย้ำ 

“มึงไม่อ่านแชต ไม่รับสาย” 

“ผมไม่สบาย” 

พี่ทัชยกมือแปะหน้าผากผมเบาๆ ถึงแม้ว่าจะมีพลาสเตอร์พันนิ้วอยู่แต่ผมก็อดสะดุ้งไม่ได้ “ตัวไม่ร้อน” 

“เป็นโรคขี้เกียจไง อยากนอน” 

“ไหนบอกจะอ่านหนังสือ” 

“ผมบอกพี่ตอนไหน”

“มึงบอกแม่” 

ไม่รู้ว่าก่อนขึ้นมาข้างบนพี่ทัชคุยอะไรกับแม่บ้าง ขอให้เป็นแค่เรื่องนินทาผมละกัน 

“พี่ไปกวนแม่ทำไม แม่นอนอยู่”

“ตอนกูมาถึงแม่ไม่ได้นอน”

“นี่กี่โมงแล้วอะ”

“จะเย็นแล้ว”

นานขนาดนั้นเลย? แต่มันก็ไม่นานพอ ผมยังอยากทรมานตัวเองด้วยความคิดแสบๆ อีก 

“งั้นพี่ก็กลับไปได้แล้ว เดี๋ยวรถติด” ผมล้มตัวลงนอนตะแคง หันหลังให้เขา 

“นะฑี นี่มึงกำลังหนีความจริงอยู่ใช่มั้ย” 

“ความจริงที่พี่ปล่อยมันออกมาไง” 

“กูขอโทษ…” เสียงเขาขาดห้วงเหมือนคิดหาถ้อยคำ “กูไม่ได้ตั้งใจ”

ผมเกลียดพี่! ความคิดนั้นพุ่งขึ้นมาจนผมเองก็กลัว แต่ผมยับยั้งไว้ทันก่อนมันจะผ่านปากออกไป 

“ช่างมันเถอะ” 

“มันรักษาได้นะ” 

“ไม่!” 

“กูหาข้อมูลมา มะเร็งชนิดนี้มีโอกาสหายขาดสูงกว่า…” 

“ไม่ฟัง! ไม่อยากฟังตอนนี้ หยุดพูด!” 

“นะฑี” 

“เงียบไปเลย!” ผมเอามือปิดหู นอนคุดคู้จนเข่าแนบชิดอก แล้วน้ำตาก็มาจนได้ แม่ง อดทนมาได้ตั้งนาน ทำไมต้องมาร้องตอนนี้ด้วยวะ 

ผมละมือจากท่าปิดหูมาปาดน้ำตาเร็วๆ ซึ่งพี่ทัชก็พูดต่อจังหวะนั้นราวกับรออยู่ 

“นะฑี แม่ต้องการมึงนะ” 

“...”

“นอนหนีความจริงไปเรื่อยๆ แบบนี้มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร”

น้ำเสียงพี่ทัชราบเรียบ ฟังดูไม่ได้ประชดประชันหรือสั่งสอน ออกแนวหวังดีซะด้วยซ้ำ แต่มันก็แทงเข้าไปในอกผมเหมือนแท่งเหล็กร้อนๆ 

ผมปาดน้ำตา ลุกขึ้นนั่งตัวตรงและหันไปเผชิญหน้ากับเขา 

“อยากให้ผมรับรู้ความจริงเหี้ยๆ นี่มากใช่มั้ย ได้! บอกมาดิ แม่อยู่ได้อีกนานแค่ไหน จะตายเมื่อไหร่” 

“กูเพิ่งบอกไปว่ามีทางรักษาได้” 

“เหรอ” น้ำตาเอ่อขึ้นมาอีก ปากผมสั่นระริกขณะบังคับให้ตัวเองพูด “ตอนเข้ามาพี่ได้สังเกตอะไรมั้ย เห็นสนิมที่ประตูเหล็กยืดหน้าบ้านรึเปล่า น่าจะอยู่มานานก่อนผมเกิดอีกมั้ง” 

“...”

“เห็นรองเท้าแม่มั้ย เยินจนไม่รู้จะเยินยังไงแล้ว”

“...”

“ได้ดูเสื้อที่แม่สวมรึเปล่า ถ้าเป็นบ้านพี่ แม่บ้านคงเอาทำผ้าขี้ริ้วนานแล้ว” 

“...”

“ดูโน้ตบุ๊กผม” ผมชี้ไปที่โต๊ะหนังสือ แต่พี่ทัชไม่ได้หันตาม เขายังมองหน้าผมนิ่งๆ “เกินห้าปีแล้ว แบตเสื่อมจนต้องเสียบปลั๊กไว้ตลอดเหมือนคอมตั้งโต๊ะ หน้าจอมีรอยร้าวนิดๆ ด้วย” 

“...”

“หรือจะดูอะไรก็ได้” ผมผายมือไปรอบๆ “สภาพงี้เหรอ มีทางรักษาแม่ได้” 

“เดี๋ยวกูช่วย” 

“เออ พี่รวยนี่ จะเอาเงินมาให้ผมเฉยๆ น่ะเหรอ ไม่เอาอะ” ผมเชิดหน้าขึ้น ก่อนจะเอี้ยวตัวไปคว้ามือถือบนหัวเตียงมายัดใส่มือเขา “โทรศัพท์พี่ เอาคืนไป” 

“มึงเอาไว้ใช้ดีแล้ว กูยกให้” เขายัดใส่มือผมคืน

“งั้นผมจะเอาไปขาย แล้วซื้อรุ่นกากๆ ถูกๆ มาใช้” 

“แม่มีประกันสุขภาพรึเปล่า” พี่ทัชเปลี่ยนเรื่อง

“ไม่ครอบคลุมเรื่องมะเร็ง” 

“อืม”

“หยุดคิดเลย” ผมดักทาง “ผมไม่เอาเงินพี่ฟรีๆ หรอก”

“ไม่ได้ฟรี ให้ยืม”

“ให้ยืมก็ไม่เอา ไม่มีปัญญาใช้” 

“กูนึกอยู่แล้วว่ามึงจะไม่ยอม กูเลยรับงานมาแล้วสองสามงาน” 

“งานไร” 

“บริษัทขอทัชฑีไง น้าเกดลากกูเข้ากลุ่มแล้ว” 

“มันแค่ค่าขนม จะเอามาทำอะไรได้” 

“ก็ขึ้นค่าตัว รับงานเยอะๆ” 

“...”

“แล้วไหนจะมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของรัฐบาลอีก มันอาจจะไม่ได้ใช้เงินเยอะอย่างที่มึงคิดก็ได้” 

“...”

“นะฑี”

“แม่ต้องตายแน่” ผมพ่นคำที่อัดแน่นอยู่ในอกออกมา เป็นความจริงที่ไม่ต้องอาศัยนิ้วมือเขาช่วยอะไรเลย มันหลุดพรวดออกมาเองเพราะผมทนเก็บไว้ไม่ไหวแล้ว

“แม่ตายแน่ ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง” น้ำเสียงยังเรียบๆ ตามแบบของเขา แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกเหมือนมีแท่งเหล็กร้อนเสียบเข้ามาในอก 

น้ำตาเอ่อขึ้นมาอีก 

พี่ทัชนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนเขาจะแกะพลาสเตอร์ที่นิ้วโป้งข้างขวาออก 

“พี่จะทำไร” ผมยกหัวไหล่เช็ดน้ำตา 

“หันมาดีๆ ได้มั้ย” 

ใจไม่ได้อยากจะหัน แต่หน้าผมมันหมุนไปเอง แค่เสียงนุ่มๆ เรียบๆ ทำไมถึงสั่งร่างกายผมได้อย่างกับมีเวทมนตร์ขนาดนี้วะ 

“กูไม่ได้อยากจะรู้ความจริงอะไร” เขาพูดต่อ พร้อมกับยกนิ้วโป้งข้างขวาขึ้นช้าๆ มาแตะที่ขอบตาผม “กูแค่อยากจะเช็ดน้ำตาให้มึงด้วยนิ้วเปล่าๆ” 

“...”

“ไม่ได้มีแค่แม่นะที่ต้องการมึง...กูก็ด้วย” เขายิ้มนิดๆ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้เวลาหมุนช้าลง “ถ้าไม่มีมึง บริษัทขอทัชฑีก็อยู่ไม่ได้ รู้มั้ย”

ตัวผมกลายเป็นหินไปแล้ว แทนที่จะเบือนหน้าหนีตามที่สมองสั่ง มันยังนั่งนิ่งปล่อยให้นิ้วเปลือยเปล่าของพี่ทัชปาดไล้ขอบตาอยู่อย่างนั้น ปลายนิ้วที่คล้ายมีกระแสไฟอ่อนๆ พาให้รู้สึกวูบหวิว ปลายนิ้วที่ดึงดูดความจริงทั้งหลายทั้งปวงให้เลื่อนไหลตรงมาที่ริมฝีปาก...

แม่จะตายแล้ว

ยังไงก็อยู่ต่ออีกไม่ถึงปีหรอก

ดอกไม้แม่งแดกไม่ได้ ใครจะมาซื้อทุกวัน 

พี่แตะตัวแม่ทำไมวะ

มายุ่งกับแม่ผมทำไม

นิ้วเปลือยเปล่าของเขายังปาดเช็ดน้ำตาให้ซ้ำๆ เพราะมันยังไหลไม่หยุด และดูเหมือนว่าพี่ทัชจะลืมไปแล้วว่านิ้วตัวเองทำร้ายคนอื่นได้มากแค่ไหน 

“ผมเกลียดพี่!” 

ในที่สุดคำพูดก็หลุดจากปากผม พี่ทัชชะงัก แล้วชักมือกลับช้าๆ ดวงตาสีเข้มมองลึกเข้ามาในดวงตาที่พร่าพรายของผม ผมรีบใช้หัวไหล่เช็ดน้ำตาออกแล้วมองหน้าเขาอีกครั้ง แต่ภาพตรงหน้าก็ยังพร่ามัวอยู่ดี 

ความเงียบฉีกช่องว่างระหว่างเราให้กว้างขึ้น ทั้งที่ตัวยังนั่งติดกันอยู่ 

น้ำตาผมแห้งไปแล้ว 

พี่ทัชพันพลาสเตอร์กลับที่นิ้วโป้งช้าๆ โดยไม่มอง สายตาเขายังจับอยู่ที่หน้าผมตลอดเวลา “หายใจลึกๆ ช่วยได้” เขาบอกพร้อมกับยกมือที่มีพลาสเตอร์ครบทุกนิ้วแล้วบีบไหล่ผม

จากนั้นก็ลุกออกจากห้องไป

แท่งเหล็กร้อนที่เสียบคาอกผมอยู่ก่อนหน้านี้ถูกดึงออกไปด้วย และมันเจ็บโคตรๆ เจ็บกว่าตอนถูกมันเสียบซะอีก ข้างในผมร้องโวยวาย อยากจะถลาตามไปคว้าแขนเขาไว้ พูดอะไรดีๆ สักคำ หรือไม่ก็ต่อยเขาให้หน้าสะบัด 

อะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่จากกันเงียบๆ แบบนี้

แต่ร่างกายผมแม่งไม่ยอมขยับ

 

 

 

 

________________________

 

ขอบคณทุกคนที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้นะคะ TT

 

นางร้าย

28.มกรา.2020

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 232 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

823 ความคิดเห็น

  1. #781 ponnyyyy (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 15:29
    ร้องตามเลยอ่าาา
    #781
    0
  2. #764 อืม (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 03:05

    นะฑีนี่นิสัยเสีย

    #764
    0
  3. #746 -want- (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 00:32
    นะฑีต้องโตได้เเล้วนะลูกกก หน่วงเกินไปเเล้ววว
    #746
    0
  4. #694 DelightLetters (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 01:44
    มะเร็งต่อมน้ำเหลือง พ่อเราเคยเป็นที่คอระยะที่หนึ่งของขั้นสุดท้าย ฉายรังสีเต็มพิกัดแล้วก็รักษาจนหายดี สิบห้าปีต่อมาก็ตรวจเจอมะเร็งที่โคนลิ้นและกราม รักษาด้วยการฉีดคีโมชนิดแรงสุด คราวนี้สุขภาพไม่แข็งแรงพอสู้ฤทธิ์คีโมไม่ไหว พ่อเลยไปสวรรค์แล้ว
    #694
    2
    • #694-1 นู๋ตองน้อย(จากตอนที่ 31)
      9 เมษายน 2563 / 19:19
      เสียใจด้วยนะคะคุณ delightletters
      #694-1
  5. #667 Foxgo_O (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 20:53
    ร้องแล้วววววววววววววว 😭😭😭
    #667
    0
  6. #666 Y_TwwT_Y (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 20:53
    สงสารทั้งสองฝ่ายเลย ฮืออออ
    #666
    0
  7. #628 realtoey (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 10:18

    แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
    #628
    0
  8. #621 creates (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 09:25
    ฮรึก...แงงงงงงงงงงงงงงงง
    #621
    0
  9. #554 saru1234 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 16:16
    แง

    ร้องไห้
    #554
    0
  10. #545 Superpoom (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 09:14
    ทำไมเลาร้องงงง
    #545
    0
  11. #459 สล๊อตโลรี่ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 12:29
    -บทฮาๆก่อนหน้านี่มันกับดักชัดๆ
    #459
    0
  12. #442 Mini_Kyungsoo (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 13:32
    ใจเย็นนะฑี รู้ว่าเสียใจว่าโกธรแต่พี่ทัชก็ไม่ได้ตั้งใจจะโดนตัวแม่อะ อีกอย่างถึงทัชไม่แตะตัวแม่ วันใดวันนึงนะฑีก็ต้องรู้อยู่ดี
    #442
    0
  13. #361 Layla140518 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 01:57

    ใจเย็นนนน นะฑี เขาปวดใจตาม ฮือๆๆๆๆๆ
    #361
    0
  14. #273 Forurin (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มกราคม 2563 / 00:20

    อ่านแล้วหงอยเป็นหมาเลย คุณนางร้ายเขียนพาให้เราน้ำตาซึมตลอดเลย แงงง ตั้งแต่น้องธารแล้วเนี่ย อ๋อย แต่ก็รักนะคะ
    #273
    0
  15. #272 s214 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 23:05
    แง ร้องไห้เลยอะ น้อนเอ้ย พี่ทัชสงสารๆจับใจเลย แงๆๆ
    สู้ๆนะคับคูมไรท์
    #272
    0
  16. #271 Anna__01 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 มกราคม 2563 / 22:10
    ฮื้อออ หน่วงมากๆ
    #271
    0
  17. #270 Ironmanwife (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 22:16
    นี่คือสิ่งที่กลัวที่สุดจากตอนที่แล้ว กลัวน้องจะเกลียดพี่ ผลักไสพี่ กลัวพี่จะรู้สึกผิดจนถอยห่าง จุกไปหมดเลย ฮือออ น้องกำลังสติแตก น้องไม่รู้จะไปทางไหน ให้เวลาน้องหน่อยน้า พี่ทัช อยู่ข้างๆน้อง อย่าไปไหนนะ😭
    #270
    0
  18. #269 wannapakongkaew (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 20:28

    รอๆๆๆๆ
    #269
    0
  19. #268 ละเมอเพ้อฝัน. (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 19:42
    หน่วงมาก จะร้องตามน้องเลย เพราะเคยอยู่ในสถานการณ์เดียวกับนะฑีเลยค่ะ ตอนที่โดนความจริงฟาดหน้าแบบไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ อารมณ์เดียวกะน้องจริงๆเลยนะ แบบโกรธคนที่ทำให้รู้เรื่อง นึกว่าทำไมไม่เก็บไว้กับตัวไปเลย แต่ความจริงยังไงก็คือความจริงแหละเนอะ ติดตามต่อนะคะ เป็นกำลังใจให้คนเขียนน้า
    #268
    0
  20. #267 CAP_TURE (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 19:19

    คนมันช็อคอะเนอะ ก็ได้แต่หวังว่าน้องจะไม่เอาแต่โทษคนนั้นคนนี้จนไม่เป็นอันทำอะไร สงสารทั้งแม่ ทั้งน้อง ทั้งพี่ทัชเลย
    #267
    0
  21. #266 Duck_alone (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 19:07
    โอยยยย ปวดใจจัง T^T
    #266
    0