● ณ Touch ● (Yaoi)

ตอนที่ 15 : แตะต้องครั้งที่ 15: จับบบ...ข้างๆ คูๆ หมอดูขอไถไหลเข้าระยะห่างระหว่างบุคคลร้อนรนจนได้เรื่อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,207
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 310 ครั้ง
    12 ก.พ. 63

 

 

 

 


 


 

แตะต้องครั้งที่ 15

จับบบ...ข้างๆ คูๆ หมอดูขอไถไหลเข้าระยะห่างระหว่างบุคคลร้อนรนจนได้เรื่อง

 

NaTee(n): งานเข้า

NATOUCH: ?

NaTee(n): งานเข้าๆๆ

NaTee(n): งานเข้าแล้ว

NaTee(n): ด่วนๆ

NATOUCH: เจอไอ้เป้เหรอ

NATOUCH: อย่าไปยุ่งกับมัน

NaTee(n): ไอ้เป้น่ะนะ

NaTee(n): ถ้าเจอตัว ผมจะเอาหนังยางดีดหูมันเลย

NaTee(n): แต่ไม่ใช่

NaTee(n): น้าเกดต่างหาก

NaTee(n): อยากให้ปฏิบัติการวันนี้

NaTee(n): ในอีก 30 นาทีนี้เลย

NaTee(n): น้าเอ๊ดแวบมาแถวมหา’ลัยเราพอดี

NaTee(n): น้าเกดก็อยู่ไม่ไกล

NaTee(n): พี่ว่างมั้ย

NATOUCH: ไม่ว่าง

NaTee(n): ง่ะ

NaTee(n): นี่เลิกเรียนแล้วนะ ทำไร

NaTee(n): งาน

NaTee(n): โปรเจ็กต์อะนะ

NATOUCH: ใช่

NaTee(n): พักไว้ก่อนไม่ได้เหรอ

NATOUCH: คุยงานกับเพื่อนอยู่

NaTee(n): ก็บอกให้เพื่อนไปนอนพักก่อน

NaTee(n): ไปหาไรกิน หรือตบยุงเล่น ไรก็ได้

NaTee(n): น้าบอกว่านี่เป็นโอกาสดีสุดๆ แล้ว

NaTee(n): น้าเอ๊ดมาใกล้ๆ นี่เอง

NaTee(n): นะ

NaTee(n): นะๆๆ

NaTee(n): น้า

NATOUCH: น้าไร

NaTee(n): น้าไร?

NaTee(n): ก็น้าไง

NaTee(n): ไม่ได้หมายถึงน้าเกดน้าเอ๊ด

NaTee(n): แบบ น้าาาา~

NATOUCH: ห้านาที

NATOUCH: มาเจอกูที่ลานจอดละกัน

 

ห้านาทีต่อมา

ผมก็มานั่งอยู่ในมินิคูเปอร์ของพี่ทัชอีกครั้ง เวลาสี่โมงเย็นกว่าๆ แบบนี้ อีกหน่อยรถจะติดนรกแตกแน่นอน แต่พี่ทัชก็ขับเนิบๆ นิ่มๆ อย่างผู้ดีเหมือนเดิม ระหว่างติดไฟแดง เขาถือโอกาสละมือจากพวงมาลัยมาแกะพลาสเตอร์ออกจากนิ้ว ส่วนผมแชตกับน้าเกดยิกๆ ร้อนอกร้อนใจกลัวจะไปไม่ทัน

“ให้ช่วยมั้ย” ผมอดถามไม่ได้ เห็นแกะทีละนิ้วแบบชิลล์เกิ๊น

“ไม่ดีกว่า”

“พี่ไม่รำคาญเหรอ ต้องมาคอยพันทีละนิ้ว แล้วก็ต้องมานั่งแกะอีก ยุ่งยาก พี่ไม่ใช้ถุงมืออะ สวมทีเดียวปุ๊บ พอจะใช้งานนิ้วก็ถอดปั๊บ”

“กูชอบแบบนี้”

“ถุงมือง่ายกว่า เชื่อผมดิ”

“มึงจะให้กูสวมถุงมือเดินไปเดินมาในมหา’ลัยเหรอ”

ผมนึกภาพพี่ทัชสวมถุงมือหนังสีดำดูร็อกๆ ร้ายๆ มันก็คงแปลกๆ อยู่อย่างที่เขาว่า “แต่มันก็สะดวกกว่าจริงๆ อะ งั้นทำไมพี่ไม่เปลือยนิ้วไว้ตลอดเลยล่ะ”

“มึงไม่เข้าใจหรอก”

“อธิบายดิ”

“มันโล่งๆ เหมือนไม่ได้ใส่เสื้อผ้า”

ได้ยินอย่างนี้แล้ว ก็อดนึกภาพพี่ทัชเปลือยทั้งตัวเดินไปเดินมาไม่ได้ “ก็ดีนะผมว่า โล่งๆ ดี...แต่ก็พอจะเก็ต นิ้วพี่มันเอ๊กคลูซีฟอะนะ อาจจะอ่อนไหวกับลมกับแดดง่าย ต้องหาอะไรปิดไว้สักหน่อย เหมือนใส่เสื้อ…”

“น้าเกดว่าไง” เขาพูดขัด

“กำลังซิ่งไปที่จุดนัดพบ”

“แผนว่าไง”

“ก็...เนี่ย คุยๆ อยู่ แต่โดนด่า น้าเกดขับรถอยู่อะ”

“ตั้งแต่เจอน้าเกดก็สองวันแล้ว ไม่ได้คุยกันไว้เลยเหรอ”

“ไม่นึกว่าจะด่วนขนาดนี้ไง” ผมหันมองหน้าเขา “งั้นต้องอาศัยสมองขั้นเทพของพี่แล้ว พี่คิดแผนเลย เอาให้เนียนๆ นะ”

ไฟเขียวแล้ว

พี่ทัชแกะพลาสเตอร์ชิ้นสุดท้ายหย่อนลงถังขยะใบเล็ก แล้วออกรถ

“คิดออกยัง”

“ยัง”

“ทำไมอะ เรียนได้เกรด 3.92 งี้ ต้องคิดได้แล้วดิ”

“ยังไม่ได้เริ่มคิด ผ่านมาห้าวินาที ให้กูคิดอะไร”

“งั้นพี่คิดไป ผมจะอยู่เงียบๆ จะได้มีสมาธิ”

“อืม”

ผมเงียบอยู่ประมาณนาทีกว่าๆ “เปิดเพลงนะ” พี่ทัชไม่ว่าอะไรผมก็เลยเปิด แต่มันตื่นเต้นจนฟังยังไงก็ไม่อิน ตรงข้ามกับพี่ทัชที่ดูชิลล์ๆ บางทียังเคาะนิ้วกับพวงมาลัยเล่น

ไม่น่าเชื่อ ประมาณยี่สิบนาทีต่อมาเราก็มาถึงที่หมายจนได้

ถ้าน้าเอ๊ดจะนัดเจอชู้ที่นี่ผมก็ไม่แปลกใจ มันคือโรงแรมระดับสี่ห้าดาวดีๆ นี่เอง ตรงหน้าทางเข้ามีลานน้ำพุย่อมๆ ประตูทางเข้ามีดอร์แมนสวมชุดเรียบกริบ สวมถุงมือขาวเรียบร้อย น้าเกดมาถึงก่อนไม่นาน น่าจะเข้าไปข้างในก่อนเราไม่กี่นาที

หลังจากจอดรถเสร็จ ผมกับพี่ทัชก็มุ่งตรงไปที่ล็อบบี้

“แผนว่าไง” ผมถาม

“ไม่มี”

“ชิบ”

ก่อนจะได้พูดอะไรต่อเราก็ผ่านประตูเข้าไปด้านในแล้ว เหมือนหลุดเข้ามาในอีกโลกหนึ่งที่คนอยู่อาศัยน่าจะไม่ต้องทำอะไรเองนอกจากหายใจ กิน และนอน ทั้งโถงล็อบบี้ดูสว่างนวลตา โซฟาสีแดงกำมะหยี่ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่กลางโถง ส่วนบริเวณรอบๆ มีโต๊ะเก้าอี้เข้าชุดกันหลายชุดตั้งอยู่มุมนั้นมุมนี้ มีทั้งมุมที่สว่างแจ้ง และมุมที่แสงต่ำๆ คล้ายเพื่อให้แขกนั่งพักสายตา นอกจากนั้นก็มีเสียงเพลงคลาสสิกเปิดคลออยู่เบาๆ

น้าเกดกับน้าเอ๊ดนั่งกันอยู่ที่มุมอับแสง ดูเหมือนกำลังวอร์มฝีปากกันเบาๆ

ผมกับพี่ทัชเดินเข้าไปหาทันที

“อ้าว นะฑี ณทัช” น้าเกดทำเสียงแปลกใจ “มาทำไรกันที่นี่”

น้าเกดด้นสดใส่เราทันทีเหมือนกัน

“สวัสดีครับ” พี่ทัชยกมือไหว้ทั้งคู่สบายๆ ผมก็ทำตามด้วยแบบเกร็งๆ “มาหาเพื่อนน่ะครับ พอดีเพื่อนกลับจากต่างประเทศ มาพักที่นี่”

“ผมก็ตามพี่ทัชมา” ผมเสริม “แบบว่า มาด้วยกันอะ ไม่มีไรทำ ก็เลยมา”

“อ้อ บังเอิญดีนะ”

“บังเอิญจนน่าแปลกเลยว่ะ” น้าเอ๊ดว่า แต่ไม่มีใครสนใจ ถ้าพูดให้ถูกคือทำเป็นไม่สนใจ

น้าเกดฉีกยิ้มพลางตบเก้าอี้ “นั่งก่อนๆ รีบไปไหนกันรึเปล่า”

เนื่องจากเป็นโต๊ะกลมขนาดไม่ใหญ่มาก พอเราสองคนนั่งลงพื้นที่เลยเต็มเอี๊ยด หัวเข่าแทบจะชนกัน ซึ่งก็น่าจะเป็นการดีถ้าจำเป็นต้องกระโดดล็อกคอเหยื่อ

“แล้วพวกน้ามาทำไรกันเหรอครับ” ผมด้นสดบ้าง

“เอ่อ…” น้าเกดชะงักไป แสดงว่าหัวข้อที่ผมเปิดนี่ไม่เวิร์ก “น้ามาช้อปปิ้งแถวนี้น่ะ พอดีนัดกับเพื่อนว่าจะเจอกันที่นี่ ส่วนน้าเอ๊ดนัดคุยกับลูกค้าที่นี่เหมือนกัน เพิ่งคุยกันเสร็จ แล้วน้าเข้ามาเจอพอดี...ใช่มั้ย”

คำว่า ใช่มั้ย นี่ สัมผัสได้เลยว่าแฝงรังสีอำมหิตอยู่

“เออ”

“ก็นั่นแหละ บังเอิญเนอะ”

แล้วก็เดดแอร์กันไป

น้าเอ๊ดเหมือนจะไม่สนใจอะไร เขากำลังไถหน้าจอมือถืออยู่ ส่วนเราสามคนแอบมองหน้ากัน โดยเฉพาะผมกับน้าเกดที่แอบส่งความอัดอั้นระทมทุกข์ให้กันทางสายตา

“เอ้อ น้า จำได้ปะที่ผมเคยบอกมีเพื่อนดูลายมือแม่น” ผมเปิดหัวข้อที่แอบคิดมาตั้งแต่ในรถ “ก็นี่แหละ พี่ทัชคนนี้เลย แม่นขั้นเทพ”

“อ้าวเหรอ งั้นดูให้น้าหน่อยสิ”

“ถ้านั่งคู่กันงี้ ตามธรรมเนียมต้องดูผู้ชายก่อนอะ ถึงจะแม่น”

“อ้อ งั้น…” น้าเกดสะกิดสามี “เอ๊ด ให้น้องดูหน่อยดิ”

“ไร้สาระ”

“เรื่องแบบนี้ฟังไว้บ้างก็ดี ไม่เสียหายหรอก”

“นั่นดิน้า นี่หมอดูขั้นเทพเลยนะ จะได้รู้ไงว่าช่วงนี้จะโชคดีหรือร้าย การเงินการงานไรงี้ รับรองมีอึ้งแน่”

“งมงาย” น้าเอ๊ดเงยหน้าจากโทรศัพท์ น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “เกี่ยวไรกับลายมือลายตีน ถ้าขี้เกียจแม่งก็จน ขยันก็รวย ลุงแถวบ้านเก็บขยะขายยังส่งลูกเรียนปริญญาได้ถ้าทำไม่หยุด มันมีแค่นั้นแหละ สูตรตายตัว เหมือนที่กูขยันงกๆ อยู่นี่ไง เมียถึงช้อปปิ้งได้ตลอด”

ท่ามกลางแสงไฟต่ำๆ น้าเกดเม้มปากและหลุบสายตาต่ำลง สีหน้าโคตรเจ็บปวด

แม่ง ก็พูดเกินไป เมียไม่ได้งอมืองอตีนช้อปปิ้งไปวันๆ ซะหน่อย ไม่ใช่แค่หุ้นเปิดร้านดอกไม้กับแม่ผม น้าเกดทำงานออฟฟิศด้วย ระดับผู้จัดการเลยเหอะ

“ลุงเก็บขยะที่ว่าแกแอบขายยาบ้าด้วยรึเปล่า” ผมโต้ไปดอกนึง ไม่อยากพาดพิงลุงคนนั้นหรอก แต่หมั่นไส้น้าเอ๊ด

นั่นไง มองหน้าผมเหมือนของจะขึ้นไปอีกระดับละ

“ขอโทษนะครับ น้าเอ๊ดทำงานอะไรเหรอครับ” พี่ทัชถามแทรกขึ้น สายตาทุกคู่เลยเปลี่ยนไปมองเขา

“ทำไม”

“ผมเรียนคณะจิตวิทยาน่ะครับ กำลังทำโปรเจ็กต์จบอยู่ กลุ่มเป้าหมายเป็นวัยทำงานครับ ถ้าผมจะรบกวนขอทำแบบทดสอบเล็กๆ น้อยๆ สักห้านาทีได้มั้ยครับ”

“แล้วกูได้อะไร”

“ก็ได้ช่วยนักศึกษาให้เรียนจบครับ แล้วก็อาจจะได้รู้เทคนิคทางจิตวิทยานิดหน่อยที่นำไปใช้กับงานได้ เกี่ยวกับ Personal Space และการโน้มน้าวคน อะไรทำนองนี้ น้าเอ๊ดต้องทำงานที่ติดต่อกับผู้คนเยอะๆ หรือเปล่าครับ”

“กูเป็นเซลล์ขายรถหรูๆ ให้พวกคนที่ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรน่ะ เป็นนายหน้าอสังหาฯ ด้วย ต้องวุ่นวายกับลูกค้าตลอดแหละ แล้วลูกค้ารวยๆ นี่แม่งก็เรื่องมากชิบหาย”

“งั้นก็ดีเลยครับ”

“ไอ้ที่พูดเมื่อกี้ Personal Space อะไรนี่มันยังไง ใช้โน้มน้าวคนยังไง”

“มันคือระยะห่างระหว่างบุคคลในสังคมน่ะครับ ทางจิตวิทยาแบ่งเป็นสี่ระยะ ระยะส่วนตัว ระยะบุคคล ระยะสังคม แล้วก็ระยะชุมชน ผมทำโปรเจ็กต์เกี่ยวกับเรื่องนี้แหละครับ กะว่าจะให้ต่อยอดไปในเชิงธุรกิจ”

“ยังไง” เห็นได้ชัดว่าน้าเอ๊ดสนใจเต็มที่ พี่ทัชแม่งไหลไปได้ว่ะ ผมกับน้าเกดแอบมองหน้ากันและไม่พูดแทรกอะไร

“ก็สมมติอย่างคนแปลกหน้ามาเจอกัน ระยะห่างที่สบายใจต่อกันจะกว้างกว่าคนที่รู้จักกันใกล้ชิดกันอยู่แล้ว อย่างผมกับน้านี่ ไม่ค่อยสนิท พอต้องนั่งใกล้กันแบบนี้ก็จะรู้สึกอึดอัดใช่มั้ยครับ คำถามคือ…” พี่ทัชเว้นจังหวะพูด ทำให้ฟังดูลุ้นๆ “จะมีเทคนิคหรือวิธีอะไรบ้างที่ช่วยลดช่องว่างตรงนี้ เป็นการลดระยะห่างระหว่างบุคคลได้แบบฉับพลัน”

“แล้วไงต่อ”

“ถ้าลดระยะห่างระหว่างบุคคลได้อย่างเป็นมิตร การพูดคุยก็จะง่ายขึ้น เอาไปต่อยอดเชิงธุรกิจก็คือโน้มน้าวอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้นน่ะครับ ภาษาร่างกายก็มีผลนะครับ อย่างผมนั่งแบบนี้ แค่คว่ำมือหรือหงายมือก็ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดไม่เท่ากันแล้ว ดูนะครับ” ว่าแล้วเขาก็สาธิตช้าๆ คว่ำมือไว้บนหน้าขา แล้วก็หงายมือขึ้น

“ไม่รู้ว่ะ รู้สึกไม่ค่อยต่าง”

“ถ้าตั้งใจสังเกตแบบนี้จะไม่ค่อยรู้สึกครับ แต่ถ้าเราทำตอนอีกฝ่ายเผลอ ไม่รู้ตัว เป็นไปโดยธรรมชาติจะมีผลมากครับ อย่างเมื่อกี้น้าเอ๊ดนั่งกอดอกอยู่ เป็นท่าที่แสดงถึงว่ายังปิดกั้น ไม่เปิดรับ ไม่อยากให้คู่สนทนาล่วงล้ำระยะบุคคล แต่ตอนนี้ลดแขนลงมาวางมืออยู่แถวๆ บริเวณหน้าขาแล้ว สื่อถึงว่าเริ่มผ่อนคลายลงและเปิดรับมากขึ้น แต่ก็ยังระวังตัวอยู่ ถ้าเกิดอะไรที่ไม่โอเคขึ้นก็พร้อมจะตอบโต้ทันที เป็นสัญชาตญาณน่ะครับ แบบเดียวกับนักมวย ถ้ายกแขนตั้งการ์ดก็คือพร้อมสู้มากกว่าปล่อยแขนลงข้างตัว”

ผมแอบมองท่าทางของแต่ละคน น้าเกดงี้นั่งตัวเกร็ง ประสานมือไว้บนตักแน่น น้าเอ๊ดนั่งอย่างที่พี่ทัชบอก ตัวพี่ทัชเองนั่งสบายๆ ตามแบบฉบับของเขา แล้วนี่ผมนั่งท่าไหนอยู่วะ ภาษากายผมกำลังสื่อสารว่าอะไรบ้าง วางตัวไม่ถูกวุ้ย งั้นนั่งเกาหัวแม่งเลยละกัน

“อย่างนะฑีตอนนี้ แสดงว่ากำลังงงอยู่ครับ ตามพวกเราไม่ทันแล้ว” พี่ทัชพูดอีก

เอ้า กูดูโง่ไปเลยทีนี้

“อืม” น้าเอ๊ดทำเสียงต่ำๆ “น่าสนใจ แล้วเทคนิคโน้มน้าวล่ะ”

“ก็ยังมีรายละเอียดอีกเยอะน่ะครับ เดี๋ยวผมรวบรวมอันที่จะเป็นประโยชน์ให้น้าทีหลังได้ ตอนนี้ผมขออนุญาตทำแบบทดสอบเล็กๆ น้อยๆ ที่จะใช้กับโปรเจ็กต์ผมได้มั้ยครับ”

“นานมั้ย กูต้องทำอะไรบ้าง”

“สักห้านาทีก็เสร็จแล้วครับ แค่ทำตามที่ผมบอกไม่กี่อย่าง”

เอาละเว้ย จะเข้าไคลแม็กซ์แล้ว

นั่นไง ถ่านนาฬิกามาละ

“ถือไว้นะครับ”

“อะไร” น้าเอ๊ดรับมาพลิกดู “ถ่านนาฬิกา?”

ดูเหมือนถ่าน แต่ไม่ใช่ถ่าน ตามบทเป๊ะ

“ใช่ครับ ถ่านนาฬิกา”

เอ้า! แทบหัวทิ่มตกเเก้าอี้

พี่ทัชเปลี่ยนมุกซะงั้น

“แล้วให้ถือทำไม” น้าเอ๊ดถาม

“ไม่บอกครับ”

“อ่าว กวนตีน”

“การให้ถือสิ่งของไว้โดยไม่บอกเหตุผล และไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรกับมัน จะทำให้ไม่สบายใจ ทำให้สงสัยและรู้สึกอึดอัดครับ” พี่ทัชอธิบาย ก็คือแถนั่นแหละ...รึเปล่าวะ เท่าที่ฟังมานี่ก็ดูมีหลักการโคตรๆ “ทีนี้ลองทำใจให้สบายครับ”

“คือมึงให้กูถือของ หาเรื่องให้กูไม่สบายใจ แล้วก็บอกให้กูทำให้ตัวเองสบายใจว่างั้น? อันนี้แถวบ้านเรียกกวนตีนนะ”

“เป็นการจำลองสถานการณ์เรื่องระยะห่างระหว่างบุคคลน่ะครับ อย่างนักธุรกิจแปลกหน้ามาเจอกัน ก็จะมีความไม่สบายใจหรือเกร็งเป็นพื้นฐาน แต่ขณะเดียวก็จะพยายามทำให้ตัวเองสบายใจด้วย เป็นภาวะที่ขัดแย้งกัน คล้ายๆ กับที่น้าเอ๊ดรู้สึกอยู่ตอนนี้แหละครับ”

“อ่อ”

“พยายามผ่อนคลายไว้นะครับ นึกถึงท้องฟ้าหรือภูเขาก็ได้”

“นึกอยู่”

“เพื่อให้มีสมาธิมากขึ้น มองเข็มนาฬิกาไว้นะครับ”

มาแล้ว แอปนาฬิกา

อันนี้ตามบทเป๊ะ

น้าเอ๊ดก้มมองเข็มนาฬิกาบนหน้าจอไอโฟนที่พี่ทัชเลื่อนมาไว้ตรงหน้า มือที่วางอยู่บนโต๊ะยังกำถ่านนาฬิกาอยู่หลวมๆ ไม่มีใครพูดอะไร พี่ทัชดูสนอกสนใจกระบวนการนี้มาก เหมือนว่ากำลังทำเคสตั๊ดดี้อยู่จริงๆ ส่วนผมกับน้าเกดแอบขยิบตาให้กัน

“รู้สึกยังไงบ้างครับ” พี่ทัชถามหลังจากผ่านไปประมาณครึ่งนาที

“ก็ปกติ”

“ยังนึกภาพท้องฟ้าอยู่ใช่มั้ยครับ”

“กูนึกภูเขา”

“ได้ครับ นึกไปเรื่อยๆ นะครับ”

“เออ แล้วถ่านล่ะ ต้องทำยังไงกับมัน”

“แค่ถือไว้ครับ ตอนนี้น้ามองเข็มไปเรื่อยๆ นะ”

ผ่านไปราวๆ ยี่สิบวินาที พี่ทัชก็ถามอีก “รู้สึกยังไงบ้างครับตอนนี้”

“ก็...เหมือนเดิม ไม่มีไร”

“ผ่อนคลายมากขึ้นมั้ย”

“มั้ง”

“เอาความจริงเลยนะครับ พูดตรงๆ ว่ารู้สึกยังไงบ้าง” พูดประโยคนี้จบ พี่ทัชก็หันมองหน้าน้าเกดนิดๆ ซึ่งทั้งน้าเกดและผมเข้าใจได้ทันทีว่า นี่คือประโยคป้อนคำสั่งให้จิตใต้สำนึกแล้ว

“ก็ไม่รู้สึกอะไรไง เฉยๆ”

“แล้วแบบนี้ล่ะครับ”

พี่ทัชเอื้อมไปจับข้อมือน้าเอ๊ดข้างที่กำถ่านนาฬิกาอยู่เต็มๆ แค่สัมผัสเบาๆ แต่เจ้าตัวก็สะดุ้งเล็กน้อย

“อะ...อะไร”

“จำลองการลดระยะห่างระหว่างบุคคลแบบฉับพลันครับ เป็นไงมั่ง”

“ไม่รู้...มันแปลกๆ”

“หายใจลึกๆ ช่วยได้ครับ”

น้าเอ๊ดหายใจแรงขึ้น ขมวดคิ้ว

ผมเห็นพี่ทัชกำข้อมืออีกฝ่ายแน่นขึ้นอีกนิด ก่อนจะพูดต่อ “ทีนี้ เดี๋ยวจะลองให้เราสามคนถามคำถามง่ายๆ ดูนะครับ...น้าเกดมีอะไรอยากถามมั้ยครับ”

น้าเกดดูตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่แล้วสายตาก็คมปราบขึ้น

“วันนี้มาหาลูกค้าจริงหรือเปล่า”

“ก็จริงดิวะ เพิ่งคุยกันเสร็จ แล้วพวกมึงก็เข้ามา”

“ลูกค้าผู้หญิงหรือผู้ชาย”

“ผู้หญิง”

“คุยกันเรื่องงานหรือเรื่องอะไรแน่” น้าเกดเริ่มเสียงสั่นๆ ด้วยอารมณ์คุกรุ่น

“ก็งานดิ อีป้านั่นก็เรื่องมากชิบหาย”

“ป้าเหรอ

“อีกหน่อยก็ยายแล้ว”

“แสดงว่าคุยกันแค่เรื่องงานจริงๆ เหรอ”

“เอ้า แล้วมึงจะให้กูคุยเรื่องอะไร”

น้าเกดดูโล่งอก ส่วนผมไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกยังไงกันแน่ ก็ยินดีกับน้าเกดด้วยถ้ามันจะคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่ขณะเดียวกันก็ไม่สบายใจที่น้าเอ๊ดตอบได้ไหลลื่นขนาดนี้

หรือพลังเอ็กซ์เมนใช้ไม่ได้ผล

ผมเหลือบมองพี่ทัช เขายังจับข้อมือน้าเอ๊ดอยู่ แต่หันหน้าไปทางอื่นคล้ายกับว่าปล่อยให้คนในครอบครัวเคลียร์กันเอง

“เอามือถือมาดูซิ” น้าเกดไม่พูดเปล่า แต่ล้วงเอามือถือของน้าเอ๊ดจากกระเป๋ากางเกงมาเลย เจ้าตัว ทำท่าฮึดฮัดขัดขืนแต่น้าเกดก็ได้มือถือไปแล้ว ตอนนั้นแหละผมถึงมั่นใจว่าพลังที่ทัชยังทำงานอยู่ น้าเอ๊ดยอมปล่อยมือถือให้น้าเกดไป แล้วหันมาสนใจมือตัวเอง คิ้วขมวดเป็นปม เหมือนไม่เข้าใจว่าตัวเองถือถ่านนาฬิกาไว้ทำไม และทำไมยังปล่อยให้พี่ทัชจับข้อมืออยู่

“รหัสปลดล็อกหน้าจออะไร” น้าเกดถาม

“อะ...อะไร”

“รหัสหน้าจออะ เลขอะไรบ้าง”

“2535 เลข พะ…”

น้าเกดกดปล็ดล็อกทันที พลางถามต่อ “อะไร พูดให้จบ”

“เลข พ.ศ. เกิดน้องมอสซี่”

เอ้า หักมุมซะงั้น

เหมือนจะไม่มีอะไร แต่สุดท้ายมันก็มีเว้ย!

“มะ...มอสซี่ไหน” น้าเกดพูดตะกุกตะกักบ้าง ตัวสั่นไปหมดแล้วตอนนี้

“เด็กกู นะ...นี่พวกมึง ทำอะไรกู…”

น้าเกดไถหน้าจอมือถือเอาเป็นเอาตาย เหมือนจะไล่ดูแชตในไลน์ แต่ดูจากสปีดการไถเหมือนกับว่าสติหลุดไปแล้ว คงอ่านอะไรไม่รู้เรื่องแน่ ผมเลยต้องแทรกแซง กดมือน้าเกดลงและกระซิบข้างหู “ไว้ค่อยดูน้า ถามให้จบก่อน”

น้าเกดเงยหน้าขึ้น ทำท่าจะพูด แต่ก็ชะงักคล้ายกับไม่กล้าคายคำนั้นออกมา

“ปะ...ปล่อยกู” เสียงน้าเอ๊ดดังแต่สั่น คงจะฝืนสู้พลังเต็มที่ เหงื่อถึงได้เปียกชุ่มขนาดนี้ ถ้าตัวน้าเอ๊ดคือระเบิดเวลา ตอนนี้ก็น่าจะเหลือเวลาไม่ถึงสิบวินาทีแล้ว

“มีเมียน้อยใช่มั้ย” น้าเกดถามออกมาจนได้

“เออ!”

“อะ...ไอ้ชั่ว! ทำไมทำแบบนี้วะ!”

“เพราะกูเบื่อไง”

น้าเกดเสียงสั่น ดูหมดเรี่ยวแรงเหมือนลูกโป่งถูกปล่อยลม “ตอนขอแต่งงานไหนบอกจะไม่เบื่อ…”

“เออ แต่ตอนนี้กูเบื่อ...ไอ้เชี่ยนี่ก็อะไรนักหนา ปะ...ปล่อย…” น้าเอ๊ดบิดแขนไปมา จนในที่สุดก็หลุดจากมือพี่ทัชจนได้ แต่ก็ดูเหมือนว่าพี่ทัชยอมปล่อยมากกว่า น้าเอ๊ดหายใจเฮือก ทิ้งถ่านนาฬิกาลงพื้นแล้วนวดมือแรงๆ

“เลว” เสียงน้าเกดกดต่ำและกำมือแน่น ถ้าเปรียบเป็นลูกโป่งตอนนี้ตัวน้าเกดก็ถูกสูบลมเข้าไปใหม่แล้ว แต่เป็นลมร้อนๆ ที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกวินาที “ไอ้เลว มีกี่คน กี่ปีแล้ว

“กี่คนก็ไม่จู้จี้จุกจิกแบบนี้หรอก” น้าเอ๊ดลุกพรวดขึ้น แล้วเดินปึงๆ ออกไป

น้าเกดลุกขึ้นยืนด้วย “จะไปไหน มาคุยกันให้รู้เรื่อง!”

“กูเบื่อ!”

“กูจะฟ้องหย่า!”

“เออ! ฟ้องเลย!”

“ไอ้ชาติชั่ว!” น้าเกดทำท่าจะขว้างโทรศัพท์ในมือตามหลัง ผมรีบคว้าไว้และแย่งจากมือได้ทัน ถึงยังไงเราก็ไม่ควรเสียโทรศัพท์ไปอีกเครื่องหรอก โดยเฉพาะเครื่องนี้ที่น่าจะมีหลักฐานการแชตกับเมียน้อยอยู่ เหมือนน้าเกดจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกแย่งของจากมือแล้ว เลยยังขว้างมือเปล่าๆ ต่อ แล้วค่อยทรุดลงนั่งซบหน้าร้องไห้

ส่วนน้าเอ๊ดไปถึงประตูแล้ว เขาผลักประตูอย่างแรงจนขอบประตูเกือบจะฟาดหน้าดอร์แมน จากนั้นก็ก้าวยาวๆ ออกไปสู่ยามค่ำคืนที่เพิ่งจะเริ่มโปรยความมืดลงมา

สายตานับสิบคู่มองมาทางเรา พนักงานที่อยู่บริเวณเคาน์เตอร์หันหน้าปรึกษากันเหมือนไม่รู้จะจัดการยังไง ส่วนแขกที่มาพัก บ้างก็ทำเป็นเมิน บ้างก็มองมาและพูดคุยซุบซิบ ผมเลิกใส่ใจคนพวกนั้น เลื่อนเก้าอี้เข้าไปนั่งใกล้ๆ น้าเกด วางมือโอบบนไหล่และตบเบาๆ ไม่รู้ว่าทำถูกต้องมั้ย ผมไม่ถนัดเรื่องทำนองนี้

หันไปมองพี่ทัชเผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่ก็เหมือนเขาจะไม่ถนัดเหมือนกัน คนในครอบครัวเขาอาจจะไม่เคยด่าทอกันด้วยซ้ำมั้ง ตอนนี้สีหน้าเขาอาจจะดูราบเรียบ คนอื่นอาจจะดูว่าเขาปกติ แต่อะไรบางอย่างบอกผมว่าเขากำลังเจ็บปวด ในแววตาเขา...คล้ายกับมีเศษกระจกแตกชิ้นเล็กๆ แฝงอยู่ และพอต้องแสงไฟมันก็ดูเป็นประกายเด่นชัดขึ้นแวบหนึ่ง

น้าเกดยังตัวสั่นเทา เสียงสะอื้นเป็นพักๆ เคล้ากับเสียงเปียโนบรรเลงเพลงคลาสสิกที่ทางโรงแรมเปิดคลอไว้

“เอามือถือมันมา” แต่จู่ๆ น้าเกดก็ยืดตัวขึ้น ใช้หลังมือปาดน้ำหูน้ำตาทิ้ง กลับมาเป็นลูกโป่งถูกสูบลมกลับเข้าไปใหม่อีกครั้ง ผมเลยละแขนที่โอบอยู่ลง

“จะดีเหรอ เอาไว้ที่ผมก่อนก็ได้นะ ในนี้อาจจะมีแชตกามๆ ของน้าเอ๊ดอยู่ อาจจะมีคลิปเลยก็ได้” ผมพูด แล้วก็นึกได้ว่าไม่น่าจะขยายความขนาดนั้น “แต่อาจจะไม่มีไรก็ได้”

“เอามาเถอะ”

“ไหวเหรอ น้าชัวร์เปล่า”

“ไหวๆ”

ผมเลยส่งมือถือน้าเอ๊ดให้ น้าเกดรับไปแล้วทำท่าจะปลดล็อกหน้าจอ แต่ก็เปลี่ยนใจหย่อนมันลงกระเป๋าถือแทน ก่อนจะเงยหน้าสูดหายใจลึกๆ น้ำตาแห้งไปแล้ว แต่ตายังฉ่ำชื้นและแก้มแดงเป็นปื้น

“ขอบใจมากนะทัช” น้าเกดฝืนยิ้ม

“ไม่เป็นไรครับ”

“ขอบใจมากๆ…นะฑี คืนนี้เดี๋ยวน้าไปนอนที่บ้านด้วย”

“ได้เลย งั้นกลับกันเลยมั้ย ผมนั่งรถไปด้วย”

“คือ...น้าอยากอยู่แถวนี้สักพักน่ะ แล้วเดี๋ยวจะเข้าไป อาจจะดึกหน่อย”

“แต่…”

“เดี๋ยวไปส่ง” พี่ทัชพูด

“ทัชนี่เป็นคนดีจริงๆ” น้าเกดว่า “ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าจะมารู้จักนะฑี”

เหมือนจะพยายามเปลี่ยนเรื่อง แต่ผมไม่ยอมหรอก “น้าไหวแน่เหรอ กลับกันเลยดีกว่ามั้ย”

“ไหวน่า ระดับนี้แล้ว” ว่าแล้วก็ลุกขึ้น “เดี๋ยวน้าจะไปห้องน้ำหน่อย แล้วแยกกันเลยก็ได้ เจอกันที่บ้าน...ขอบใจมากนะทัช” น้าเกดถึงกับเดินอ้อมไปตบไหล่พี่ทัชสองสามที “ไว้วันหลังน้าขอเลี้ยงข้าวนะ”

“ไม่เป็นไรครับน้า...สวัสดีครับ” พี่ทัชยกมือไหว้

เรามองตามหลังน้าเกดเดินลึกเข้าไปด้านในจนลับตา แล้วค่อยหันมามองหน้ากัน ไม่มีคำพูด ความเงียบโอบล้อมเข้ามาจนเป็นเหมือนกำแพงล่องหนบางๆ ปิดกั้นเสียงจากรอบตัวไว้ ภายใต้แสงไฟนวลสลัว ดูราวกับว่าเป็นเราสองคนซะเองที่มีปากเสียงกัน แล้วก็นั่งแตกสลายยับเยินอยู่ตรงนี้

“เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...” ผมทำลายความเงียบ “ความจริงมักจะโหดร้าย บางทีไม่รู้ก็ดีกว่า เหมือนที่พี่เคยบอก”

“เหมือนที่มึงพูดมากกว่า” พี่ทัชพูดบ้าง “การโกหกกันมันโหดร้ายกว่า”

เราเงียบกันไปอีก

นึกดูแล้วก็งงๆ ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เราต่างหยิบคำพูดที่อีกฝ่ายเคยบอกไว้มาตอกย้ำกันแบบนี้

“อยากไปไหนมั้ย หรืออยากกลับเลย” คราวนี้พี่ทัชเป็นคนทำลายความเงียบ

“กลับดีกว่า คิดถึงแม่”

“โอเค”

“พี่ไม่ต้องไปส่งผมถึงที่บ้านก็ได้นะ แค่รถไฟฟ้าก็พอ”

“ต้องดิ”

“ทำไม ต้องรักษาคำพูด งี้เหรอ”

“กูอยากไปส่ง” เขาพูดแค่นั้น ก่อนจะเดินนำออกไป

น้าสาวเพิ่งโดนผัวทำร้ายขนาดนี้ แต่ทำไมกูยิ้มวะ ก็แค่มีคนไปส่งถึงบ้านมันจะอะไรนักหนา ดีใจเพราะจะได้ประหยัดค่ารถงี้เหรอ

เออ ก็ได้ประหยัดค่ารถแหละ

แต่ก็เพราะอย่างอื่นด้วย…

ไม่กี่นาทีต่อมา เราก็มาอยู่ในรถท่ามกลางการจราจรที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าขามาซะอีก แต่ผมไม่ซีเรียส ยังไงก็มีเสียงเพลงเป็นเพื่อนอยู่ โดยเฉพาะเพลงของวง Lauv เปิดแล้วก็ร้องตามไปเรื่อยๆ

“อารมณ์ดีไปมั้ย” พี่ทัชถามขึ้น

“เอ้า จะเศร้าทำไมล่ะ ชีวิตก็ต้องเดินต่อไป”

“แชตถามน้าเกดหน่อย ว่าเป็นไงบ้าง”

“ใจตรงกันเป๊ะ นี่ผมกำลังจะพิมพ์เลย” ผมควักมือถือออกมา กดเข้าไลน์ส่งข้อความเป็นห่วงเป็นใยไปตามคำแนะนำของพี่ทัช “น้าเกดตอบแล้ว บอกว่าโอเค”

“อืม”

ผมกำลังจะชวนน้าคุยต่อ แต่นึกบางอย่างได้เลยหยุดมือไว้

“พี่ ถามหน่อยดิ”

“ไร”

“ทำไมถึงยอมช่วยอะ”

พี่ทัชเหลือบมองนิดๆ “เพราะน้า”

“เพราะสงสารน้าเกดใช่มั้ย อืม…”

“แล้วก็น้า”

“น้าเอ๊ดอะนะ ไปให้ราคาทำไมคนแบบนั้น พูดแล้วของขึ้นอีกละ อยากต่อยแม่ง”

“ไม่ใช่”

“ยังไง” ผมมองหน้าเขาเต็มๆ “อธิบาย”

“ช่วยเพราะน้าเกด แล้วก็เพราะน้าาา…” พี่ทัชลากเสียงยาวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แล้วบังคับรถเคลื่อนตัวไปจ่อท้ายรถคันหน้าที่ติดเป็นแถวอยู่ ผมรอฟังต่อ แต่เขาก็เงียบ

เพราะน้าาา?

อะไรของเขาวะ

“อ้อ” อดยิ้มไม่ได้อีกละ ผมเอียงตัวเข้าไปกระแซะและใช้นิ้วคีบแขนเสื้อเขาเบาๆ “เพราะน้าาา~ แบบนี้อะเหรอ นะๆๆ น้าาา~ พี่ทัช ช่วยหน่อย งี้ใช่ปะ”

เขาไม่ตอบ

แต่การไม่ตอบนี่แหละ คือคำตอบแล้ว

ตื่อดึ๊ง

ไลน์เด้ง นึกว่าน้าเกดพิมพ์มา ที่ไหนได้…

 

❤ C A L ❤: ขอคุยอะไรซีเรียสหน่อยได้ปะ

 

เจ๊แคลเซียม เรื่องไรอีกวะ

เมื่อกี้นี้ชีวิตกูยังซีเรียสไม่พออีกใช่มั้ย...

 


 


 


 


 

____________________________________


 

ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมานะคะ ดีใจมากเลยค่ะ

อยากให้รู้ไว้ว่า คนอ่านมีความหมายกับเรามากจริงๆ

จะพยายามตั้งใจแต่งเต็มที่เพื่อตอบแทนทุกคนนะคะ T T


 

นางร้าย

5.กันยา.2019


 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 310 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

823 ความคิดเห็น

  1. #805 ใบไยไยใบ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2563 / 12:29

    แงงงง เขินทุกบทเลยยยยย ทำไมต้องคุยกันน่ารักขนาดนี้ด้วยเนี่ย ใจสั่นไปหมดแย้ววววว💓

    ชอบงานเขียนคุณนางร้ายมากเลบค่าาาา รักนะคะ😙

    #805
    0
  2. #773 ponnyyyy (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 10:59
    เพราะน้าาาาาาสิน่ะ5555
    #773
    0
  3. #724 -want- (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 23:30
    ขำน้อนเกาหัว5555
    #724
    0
  4. #704 myyirbb:) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 02:30
    อ้ยยน่ารักจังเลยค้าบ พี่ทัชก็คือเอ็นดูน้องแหละดูออก
    #704
    0
  5. #672 DelightLetters (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 22:23
    น้องทีเอาแต่ใจตัวเองน่าดู อยากรู้ก็ต้องได้รู้ อยากให้ช่วยก็ต้องช่วย.

    ดีที่พี่นะเอ็นดู
    #672
    0
  6. #646 Y_TwwT_Y (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 12:50
    โอ้ยยยย เขินเด็กเฉย พี่ทัชก็น่าจะแพ้แหละเด็กมันอ้อนขนาดนั้น ใจเหลวเลย
    #646
    0
  7. #635 Foxgo_O (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 11:19
    เขิงงงงงงงง โอ๊ยยยยยย พี่ทัชชชชชชช
    #635
    0
  8. #586 dkin96o (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 16:55
    อ๋อยยยย เพราะน้าาาาาาา ตะไมพี่ทัชน่ารักกกก
    #586
    0
  9. #518 ปลาทูทอดกรอบ3วิ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 15:16
    อยู่ๆเจ้าฑีคนซื่อก็กลายเป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตซะงั้น
    #518
    0
  10. #420 Mini_Kyungsoo (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 01:35
    พี่ทัชแพ้ทางน้องสุด!55555555
    #420
    0
  11. #380 NoName_e (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 17:01
    งุ้ยยยย น่ารักกกกกกกก
    #380
    0
  12. #189 Mistyblack (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 18:30
    น้าาาาา
    #189
    0
  13. #146 teivelhaneuls (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 กันยายน 2562 / 19:11
    แพ้ทางน้าาา
    #146
    0
  14. #131 Don't forget me (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 09:55

    งุ้ยเป็นเขินพี่ทัชอ่า ทั้งหล่อทั้งฉลาดโน้มน้าวเก่ง ถึงว่าเด็กจ้อคนนึงถึงคล้อยตาม "ช่วยเพราะน้าาาา"เพ่ทาชชชช มีเด็กแอบยิ้ม1อัตรา

    #131
    0
  15. #130 amatap (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 23:35
    ลื่นเลย พี่ทัช ลื่นมากกก พูดได้น่าเชื่อถือมากๆ โน้มน้าวเก่งตัวจริงเลย55555555
    คือช่วงนี้เขินพี่ทัชมากกกก ไม่รู้เขินตรงไหน แต่รู้สึกแพ้พี่ทัช ยิ่งตอนพี่ทัชบอกว่าช่วยเพราะน้าาาา แงงง เขินอะไรรร้5555555 อยากรู้ว่าพี่ทัชรู้สึกยังไงตอนน้องมาพูดน้าาาา พี่ทัชน้าาาให้ได้ยินกับหูอยู่ใกล้ๆ

    ตอนนี้น้าเกดได้รู้ความจริงแล้ว หวังว่าปัญหาจะค่อยๆคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ส่วนพี่แคลล เรื่องซีเรียสคืออะไร ซีเรียสจริงๆหรือสับขาหลอก555555

    วันนี้ไล่อ่านมารวดเดียว มีตอนให้อ่านต่อๆตลอด สนุกมาก พอถึงตอนล่าสุดแล้วคันๆหัวใจเลย ไม่มีปุ่มตอนต่อไปให้กดแล้วว555555
    จะรอตอนต่อไปแบบใจจดจ่อเลยค่ะ
    เป็นกำลังใจให้นะคะะ
    #130
    0
  16. #117 0KT1 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 14:21
    แพ้เด็กมันอ้อนนี่เอง โธ่5555555 น่ารักกกกก
    #117
    0
  17. #116 CAP_TURE (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 05:00
    แพ้ลูกอ้อนสินะพี่ทัช55555555
    #116
    0
  18. #114 bambocamuji (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 21:42
    น่ารักอ่า
    มาต่อเร็วๆน้าาาาา
    #114
    0
  19. #113 Boredboy (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 20:54
    อร้าาายยย ไรท์สู้น้าาาาา~(ได้หรา?)
    #113
    0
  20. #112 PimchanokKhanun (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 20:31
    55555555เอ็นดูนะทีอ่าาา~•-•
    #112
    0