[นิยายแปล BL] วิธีตายอย่างยิ่งใหญ่เยี่ยงเขาไท่ซาน How To Die As Heavy As Mount Tai 如何死得重于泰山

ตอนที่ 56 : Chapter 53

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,959
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,229 ครั้ง
    10 ม.ค. 63

 

Chapter 53

 

ฉินอี้ยังคงเจรจากับตระกูลซ่ง ลู่เหิงเห็นว่าไม่มีเรื่องอะไรให้ตัวเองต้องอยู่ที่นี่ต่อจึงบอกฉินอี้แล้วเดินออกมา เพราะเห็นการโจมตีที่ทรงพลังของลู่เหิงเมื่อกี้จึงไม่มีใครในตระกูลซ่งกล้าหยุดเขา

เมื่อกลับมาที่ห้อง ลู่เหิงก็นำแกนคริสตัลที่เอามาจากร่างของพานหรงซีออกมา ส่วนอันนี้เป็นแกนคริสตัลของซอมบี้ในถ้ำหินปูน มีแค่ตรงขอบ ๆ ที่ค่อนข้างกลมมน รูปร่างคล้ายเน่ยตัน

ดูเหมือนการปลุกพลังด้วยแกนคริสตัลกับการปลุกพลังขึ้นมาได้เองจะแตกต่างกันนิดหน่อยหรือเปล่า? ลู่เหิงไม่รู้เกี่ยวกับการปลุกพลังมากนัก เขาพลันได้ยินเสียงจากห้องข้าง ๆ ฉินอี้น่าจะกลับมาแล้ว ลู่เหิงคว้าแกนคริสตัลและกระเป๋าเก็บของแล้วไปกดกริ่งประตูห้องฉินอี้

ประตูถูกปลดล็อค ฉินอี้ให้ลู่เหิงเข้ามาทันที

ทันทีที่เข้ามา ลู่เหิงก็เห็นมู่เฟยและเจียงซือเล่อ ดูเหมือนมู่เฟยจะได้ยินเรื่องพานหรงซีแล้ว

ฉินอี้เห็นลู่เหิงเข้ามาและส่งสัญญาณเป็นเชิงบอกว่าจะนั่งข้างเขา

“สถานการณ์ตอนนั้นก็เป็นแบบนี้ ส่วนสาเหตุที่พานหรงซีติดเชื้อกะทันหันยังอยู่ภายใต้การสอบสวน” ฉินอี้กล่าว

มู่เฟยดูโศกเศร้า ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายเป็นคนที่ดูแลคนอื่นมาตลอดหลายปี เรื่องกะทันหันแบบนี้เป็นเรื่องยากที่ทุกคนจะยอมรับได้

เจียงซือเล่อแตะไหล่มู่เฟยอย่างปลอบโยน มู่เฟยที่คล้ายต้องการการปลอบใจจับเขาไว้แน่นกว่าปกติ

“ผมกับอามู่ลงไปข้างล่างก่อนนะ” เจียงซือเล่อพูด พยักหน้าให้ลู่เหิงแล้วเดินนำมู่เฟยออกไป

“เรื่องนี้แปลกมาก ถึงจะติดเชื้อพลังปีศาจจากบาดแผลของซ่งคุนอวี่ระหว่างการรักษาโดยไม่ทันระวัง มันก็ไม่น่าจะเปลี่ยนร่างเร็วขนาดนี้” ฉินอี้พูดขึ้นหลังจากที่ได้ยินเสียงพวกเจียงซือเล่อลงไปข้างล่างแล้ว

“ผมเจอสิ่งนี้ในตันเถียนของพานหรงซี” ลู่เหิงหยิบแกนคริสตัลออกมา “ วิธีปลุกพลังด้วยแกนคริสตัลเป็นยังไง?”

ฉินอี้หยิบแกนคริสตัลมาดู “ฉันไม่แน่ใจเรื่องรายละเอียด ได้ยินคนพูดกันว่าพวกเขาจะกลืนแกนคริสตัลลงไปตรง ๆ ถ้าโชคดีก็จะปลุกพลังได้”

ได้ยินแบบนั้น ลู่เหิงก็เริ่มเข้าใจคร่าว ๆ การปลุกพลังด้วยตนเองกับการปลุกพลังด้วยแกนคริสตัลเป็นเส้นทางการฝึกตนสองเส้นทางที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง การปลุกพลังด้วยตนเองคือการกระตุ้นรากวิญญาณในร่างกาย แล้วดูดซับพลังวิญญาณในแกนคริสตัลและก่อตัวขึ้นในเน่ยตันอย่างช้า ๆ ส่วนการปลุกพลังด้วยแกนคริสตัล แกนคริสตัลจะถูกเทลงในเน่ยตันโดยตรง จากนั้นเน่ยตันก็จะถูกใช้เป็นรากฐานในการดูดซับพลังวิญญาณเพื่อเลื่อนระดับ

ลู่เหิงอธิบายประเด็นเหล่านี้กับฉินอี้ เขาพลันเข้าใจขึ้นมาทันที “ปัญหาของพานหรงซีอาจจะเกี่ยวกับแกนคริสตัล”

ลู่เหิงพยักหน้า “การฝึกจิตสัมผัสของคุณตอนนี้เป็นยังไงบ้าง มีวิธีดูไหมว่าในแกนคริสตัลมีอะไร?”

ฉินอี้ส่ายหัว “ไม่มีอะไรการันตีได้ถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาด เบาะแสเพียงอย่างเดียวอาจจะหายไปก็ได้ มันจะได้ไม่คุ้มเสีย”

“งั้นก็ทำได้แค่ต้องพึ่งพาของพวกนี้” ลู่เหิงเทเศษคริสตัลกองใหญ่ในกระเป๋าเก็บของลงบนโต๊ะ

ทั้งสองเล่นเกมต่อจิ๊กซอว์อยู่ในห้องด้วยความยากลำบาก เศษคริสตัลทั้งหมดมีขนาดเพียงเมล็ดลูกพีชหรืออาจจะเล็กเพียงเมล็ดพุทรา อีกทั้งยังมีลักษณะโปร่งใสอีกด้วย อย่างที่กล่าวไปมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะประกอบเศษพวกนี้ให้กลายเป็นแกนคริสตัลที่สมบูรณ์โดยการดูตามลวดลายจาง ๆ ของมัน

โชคดีที่ทั้งพวกลู่เหิงรู้วิชาพื้นฐานในการควบคุมจิตสัมผัสหาร่องรอยของลวดลาย จากนั้นก็ประกอบมันเข้าด้วยกัน ถึงแม้จะยาก แต่ก็คืบหน้าไปอย่างช้า ๆ

งานหนักไม่มีทางชนะคนมีความแน่วแน่ หนึ่งคืนผ่านไป ในที่สุดทั้งสองก็ประกอบแกนคริสตัลจำนวนมากเสร็จ

ลู่เหิงวางแกนคริสตัลที่ต่อลงข้าง ๆ อย่างระมัดระวัง ทันทีที่รู้สึกผ่อนคลายลง ความรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างหนักพลันท่วมท้นขึ้นมา ลู่เหิงไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไป เขาล้มตัวลงนอนบนเตียงใหญ่ข้างตัวแล้วสติของเขาก็ตกลงสู่ความมืดทันที

ตอนที่ลู่เหิงตื่นขึ้นมา เขารู้สึกได้ว่าขมับเขาปูดขึ้นเล็กน้อยซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการใช้จิตสัมผัสมากเกินไป เขาขยับตัวและพยายามลุกขึ้นนั่ง แต่กลับรู้สึกได้ถึงแรงรัดแน่นที่เอว จากนั้นลู่เหิงที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นก็พบว่ามีร่างอบอุ่นอยู่ข้างหลังตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้นยังหายใจรดต้นคอจนทำให้รู้สึกชาไปหมด

บรรยากาศที่คุ้นเคยกลับมา ถึงแม้จะไม่ได้หันกลับไปมอง แต่ลู่เหิงก็รู้ว่าเป็นใคร ลมหายใจของฉินอี้ยังคงสม่ำเสมอคล้ายกำลังหลับลึก การควบคุมจิตสัมผัสของฉินอี้ดีกว่าเขามาก ส่วนมากจึงเป็นอีกฝ่ายที่ประกอบเศษแกนคริสตัล เป็นธรรมดาที่จะยังไม่ดีขึ้น

ลู่เหิงนอนหันหน้าไปทางหน้าต่างบานใหญ่ที่มีเพียงผ้าม่านผืนบางสีขาวปิด แสงจันทร์ที่ทะลุผ่านเข้ามาทำให้ลู่เหิงเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มโพล้เพล้แล้ว คาดไม่ถึงว่าเขาจะหลับตลอดบ่าย แสงอาทิตย์ที่กำลังตกดินย้อมผ้าผืนบางให้เป็นสีทองและย้อมให้ทั้งห้องเป็นสีอบอุ่น

หลังจากเข้าสู่วันสิ้นโลก เรื่องต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีก ลู่เหิงไม่ได้พักผ่อนเต็มที่มานานแล้ว ตอนนี้บรรยากาศอบอุ่นมากบวกกับความรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของและความรู้สึกอบอุ่นที่คนด้านหลังมอบให้ การฟังเสียงหายใจสม่ำเสมอข้างหูทำให้ลู่เหิงเผลอหลับลงไปโดยไม่รู้ตัว

ลืมตาขึ้นอีกครั้งข้างนอกก็ไม่มีแสงแล้ว ลู่เหิงพลิกตัวก่อนจะพบว่าฉินอี้ตื่นแล้วและกำลังนั่งอยู่ขอบเตียง จ้องมองเขาภายใต้แสงจากโคมไฟสีเหลืองสลัว ๆ

ลู่เหิงลุกขึ้นนั่ง “ตอนนี้กี่โมงแล้ว?”

ฉินอี้กระพริบตาคล้ายเพิ่งได้สติ เขายื่นมือออกมาจัดผมหยักศกที่ยุ่งเหยิงของลู่เหิง “เกือบมืดแล้ว อยากนอนต่อไหม?”

ลู่เหิงส่ายหัวพร้อมนั่งขัดสมาธิ แล้วฟังเสียงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ของฉินอี้

ลู่เหิงมองอีกฝ่ายอย่างงุนงง

“ฉันนอนกับคนรักครั้งแรกแต่ฉันกลับนอนเฉย ๆ มั่นใจได้เลยว่าฉันต้องถูกพี่น้องในทีมหัวเราะเยาะแน่ ๆ” ฉินอี้พูด

“แล้วคุณจะทำยังไงไม่ให้ถูกหัวเราะเยาะ?”

ฉินอี้แค่ล้อเล่นเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าศิษย์พี่ผู้ซื่อตรงของเขาจะโยนคำถามแบบนี้มาให้ พูดขนาดนี้แล้วถ้าไม่เล่นด้วย เขาก็โง่เต็มทนแล้ว

“แน่นอนว่าทำได้”

ฉินอี้จับต้นคอลู่เหิงอย่างแผ่วเบาและโน้มลงมา

ระยะห่างระหว่างริมฝีปากลดลงเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับระยะห่างระหว่างหัวใจ

หลังจากจูบเสร็จ ฉินอี้มองริมฝีปากสีแดงสดตรงหน้าและอดไม่ได้ที่จะใช้ปลายนิ้วสัมผัสอย่างนุ่มนวล “ศิษย์พี่ นายคิดว่าผลการทดสอบเป็นยังไงบ้าง?”

ลู่เหิงเข้าใจได้ทันทีว่าเขาหมายความว่าอย่างไร “สิ่งที่ผมต้องการทำให้ลุล่วงไม่ใช่แค่วิถีดาบอีกแล้ว”

เขาถูกกดลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล เตียงที่แต่เดิมก็ไม่เรียบร้อยอยู่แล้วเละเทะกว่าเดิม เสียงที่ไม่รู้ว่าเป็นของใครค่อย ๆ ร้องดังขึ้นเรื่อย ๆ

เสียงโลหะของหัวเข็มขัดที่ถูกปลดออกดังกระทบกัน

“ศิษย์น้อง” มือถูกกดลง “ทำมากกว่านี้ไม่ได้นะจนกว่าจะเป็นคู่บำเพ็ญอย่างเป็นทางการ”

ศีรษะฉินอี้ฝังที่คอลู่เหิงและหายใจอย่างหนักหน่วง ลู่เหิงวางมือซ้ายของตัวเองลงบนหลังอีกฝ่ายและพบกว่ากล้ามเนื้อด้านหลังนั้นตึงแน่นราวกับกำลังระงับอารมณ์อย่างสุดความสามารถ

ผ่านไปสักพักฉินอี้ก็ลุกขึ้นนั่ง “ขอโทษ ฉันใจร้อนไปหน่อย”

ลู่เหิงส่ายหัว เมื่อเห็นว่าใบหน้าของฉินอี้ยังกังวลอยู่เล็กน้อยจึงพูดปลอบ “หยางหยวน*สำหรับผู้ฝึกตนสำคัญมาก ถ้าไม่เคารพกฎสวรรค์จะสูญเสียหยางหยวนไป”

(*阳元เราไม่แน่ใจว่าหยางหยวนแปลว่าอะไรก็เลยทับศัพท์ไปเลย ใครทราบคอมเม้นต์บอกได้นะ)

สีหน้าของฉินอี้บิดเบี้ยวไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็อดไม่ได้ที่จะอุ้มลู่เหิงที่เพิ่งจะลุกขึ้นนั่งกลับลงไปบนเตียงอีกครั้ง และฝังศีรษะตัวเองไว้ที่ซอกคออีกฝ่ายแล้วเปล่งเสียงหัวเราะ “ศิษย์พี่ ทำไมศิษย์พี่ถึงได้น่ารักขนาดนี้?”

ท้องฟ้าข้างนอกค่อย ๆ สว่างขึ้น บรรยากาศคลุมเครือข้างในถูกขับไล่ออกไป หลังจากลู่เหิงและอีกคนตื่นนอนแล้วล้างหน้าบ้วนปากเสร็จจึงหยิบผลงานจากการทำงานอย่างหนักทั้งคืนขึ้นมา

ลวดลาดบนผนังด้านในแกนคริสตัลแต่ละอันเหมือนกันเป๊ะ นี่ไม่ใช่ลวดลายที่ไร้แบบแผน ลู่เหิงหยิบแกนคริสตัลอันหนึ่งที่ประกอบแล้วขึ้นมาสำรวจแหล่งกำเนิดแสงอย่างระมัดระวัง ลวดลายนี้ให้ความรู้สึกคุ้น ๆ

“เดี๋ยวนะ” ฉินอี้หยิบแกนคริสตัลขึ้นมา “ฉันใช้จิตสัมผัสคัดลอกแล้ววาดลงบนกระดาษ นายลองดูสิ มันไม่ได้ยากขนาดนั้น”

แน่นอนว่าเมื่อวาดลงบนกระดาษ ลวดลายดูชัดเจนขึ้น

ค่ายกลใหญ่ของต้นกำเนิดพลังวิญญาณในสำนัก ค่ายกลย่อยในหินย้อย

ในที่สุดลู่เหิงก็จำได้ว่าเขาเคยเห็นลวดลายนี้ที่ไหน ถึงแม้จะมีจุดที่ต่างกันอยู่บ้าง ลู่เหิงก็มั่นใจว่านี่คือสิ่งที่สลักอยู่บนกำแพงหินที่วาดค่ายกล

“ลายบนผนังในแกนคริสตัลคือค่ายกล” ลู่เหิงพูด

“อะไรนะ” ฉินอี้พูด “มีค่ายกลในสมองซอมบี้ได้ยังไง นี่มันค่ายกลอะไร?”

“ค่ายกลนี้น่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการไขว่าทำไมในร่างของปีศาจถึงมีแกนคริสตัลพลังวิญญาณ แต่ผมไม่เคยศึกษาเรื่องค่ายกลมาก่อน” ลู่เหิงคิดแล้วรื้อของในกระเป๋าเก็บของ

“ให้คุณ”

ฉินอี้รับของที่ลู่เหิงโยนมา เขามองใกล้ ๆ และพบว่ามันคือม้วนหยกที่เขียนว่า ‘ค่ายกลฉบับรวบรัด’

ฉินอี้ยิ้มอย่างขมขื่น “ฉันไม่ค่อยเก่งเรื่องใช้สมอง”

“เรื่องค่ายกลไม่ต้องใช้ความฉลาด มันขึ้นอยู่กับจิตสัมผัสและความเข้าใจ” ลู่เหิงกล่าวเสริม “บางครั้งคนที่มีความคิดเรียบง่ายก็มีความเข้าใจดีกว่า”

ฉินอี้รู้สึกคลุมเครือเล็กน้อยที่ถูกคนรักดูถูกสติปัญญา ก่อนจะวางม้วนหยกลงบนหน้าผาก พริบตาเดียวฉินอี้ก็จมลงไปข้างใน

เมื่อเห็นท่าทางของฉินอี้ ลู่เหิงก็รู้ได้ว่าการฝึกค่ายกลเหมาะกับอีกฝ่ายจริง ๆ อาจารย์สอนค่ายกลของสำนักคุรุเทพทุกคนจะเกิดมาพร้อมจิตสัมผัสที่แข็งแกร่ง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมลู่เหิงถึงมั่นใจว่าฉินอี้จะต้องได้ประโยชน์จากมันแน่นอน

ตอนที่ฉินดึงสติออกมาจากโลกแห่งค่ายกลก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว ทันทีที่ลืมตาเขาก็เห็นลู่เหิงและถุงคุกกี้บนโต๊ะตรงหน้า

“กินไหม?” ลู่เหิงยื่นคุกกี้ให้อีกฝ่าย

ฉินอี้จับศีรษะตัวเอง “เดี๋ยวฉันไปหาอะไรมาให้กิน”

“ไม่เป็นไร ผมอิ่มแล้ว พูดธุระกันก่อนเถอะ”

ฉินอี้เดินไปที่หน้าประตู ฟังสิ่งที่ลู่เหิงพูด จากนั้นก็หมุนตัวออกไป “ฉันไม่ได้โผล่ไปให้คนอื่นเห็นมาสองวันแล้ว ถ้าฉันยังไม่โผล่ไปอีก น่ากลัวว่าพี่น้องพวกนั้นคงคิดว่าฉันตายแล้ว”

ทว่าฉินอี้ซึ่งลงมาข้างล่างคาดไม่ถึงว่าจะได้รับการทักทายด้วยท่าทางแปลก ๆ “นับถือหัวหน้าจริง ๆ ดุดันราวกับสัตว์ร้ายถึงสองวัน 48 ชั่วโมงเต็ม ๆ” แสดงสายตาประหลาด ฉินอี้เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่เคยปกปิดเรื่องความสัมพันธ์กับลู่เหิง เป็นธรรมดาที่คนพวกนี้จะคิดไปแบบนั้น

ได้กลิ่นเนื้อลอยมาอย่างชัดเจน ฉินอี้ซึ่งยังไม่ได้กินอะไรคว้าถ้วยบะหมี่ซึ่งอยู่ภายใต้สายตาดุดันราวกับสัตว์ร้ายอย่างรวดเร็วท่ามกลางคนที่กำลังยืนล้อม เห็นสถานการณ์ดูกระอักกระอ่วนบางคนจึงหนีขึ้นไปชั้นบน ตอนท้ายเขายังได้ยินบางคนพูดด้วยความสงสัยว่า “เราควรไปต้มโจ้กกินไหม?”

เมื่อกินอิ่มทั้งสองก็มีแรงจะทำงาน หลัก ๆ แล้วฉินอี้ยังศึกษาเรื่องค่ายกลอยู่ ส่วนลู่เหิงก็ฝึกตนอยู่ด้านข้าง ฉินอี้พบว่าเมื่อสูญเสียจิตสัมผัสมากเกินไป เขาจะถูกปลุกให้ตื่นทันที 

ทั้งสองอยู่แบบนั้นโดยไม่ออกจากบ้านหลายวัน และในที่สุดฉินอี้ก็เข้าถึงพื้นฐานของค่ายกล

ครั้งนี้เมื่อมองลวดลายบนแกนคริสตัล ฉินอี้สามารถรับรู้ได้ทันที “นี่เป็นค่ายกลสับเปลี่ยนพลัง”

“เปลี่ยนพลังปีศาจเป็นพลังวิญญาณน่ะเหรอ?” สิ่งที่ลู่เหิงคาดเดาไว้ในใจได้รับการยืนยัน

“ฉันยังหาที่มาไม่เจอ แต่น่าจะเป็นแบบนั้น” ฉินอี้พูด

การค้นพบนี้คล้ายเส้นที่เชื่อมต่อทุกอย่างที่เกิดขึ้นระยะนี้เข้าด้วยกัน แต่ก่อนลู่เหิงจะได้คลายปมเรื่องยุ่งเหยิงพวกนี้ ประตูก็ถูกเคาะ

“พี่อี้! เปิดประตูเร็ว! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”

เป็นเจียงซือเล่อ เขาเข้ามาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลและไม่สามารถรับมือได้ ก่อนจะพูดออกมา “พี่อี้ ผมฝันว่าอีกสองวันเราจะถูกซอมบี้ล้อม!”

ฉินอี้และลู่เหิงตะลึง ถึงแม้เจียงซือเล่อจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้โกหก ไม่มีประโยชน์ที่จะโกหกเรื่องนี้ ดังนั้นนี่ต้องเป็นเรื่องจริงแน่

ฉินอี้รีบลงไปชั้นล่าง เรียกทุกคนมารวมกันที่ห้อง “อวี๋ชาน เหล่าเฉียน ไปพาผู้มีพลังด้านความเร็วระดับสูงมาที่ฐาน แล้วให้ออกไปดูสถานการณ์อย่างละเอียด”

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ผู้มีพลังความเร็วก็กลับมา สถานการณ์เป็นอย่างที่เจียงซือเล่อพูดจริง ๆ ฝูงซอมบี้ขนาดใหญ่กำลังมุ่งมาที่ฐาน W จากทุกทิศทาง คาดว่าน่าจะถึงฐาน W ในอีกสองวัน

ทางออกแต่ละทางถูกซอมบี้บุกเข้ามาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นฐานนี้ยังมีทหารพลาธิการที่ไม่มีพลังและคนธรรมดาอยู่เป็นจำนวนมาก ศึกครั้งนี้ไม่สามารถถอนตัวหรือล่าถอยได้เลย

“เหล่าเฉียน เสี่ยวเหอ เสี่ยวหลิน พวกนายไปแจ้งหัวหน้าของทั้งสามกองกำลัง อวี๋ชานนายไปแจ้งแต่ละทีมและหาวิธีเรียกผู้มีพลังรอบ ๆ ฐานกลับมาทั้งหมด”

ผ่านไปเจ็ดวัน

ฉินอี้ยืนอยู่บนหอคอยสูงที่อยู่บนกำแพงของฐานทัพ มองคลื่นซอมบี้ที่หาจุดสิ้นสุดไม่เจอโดยมีลู่เหิงยืนถือดาบอยู่ด้านข้าง

เจ็ดวันนี้กองกำลังเจียนเตาเสียหายอย่างหนัก แม้จะฝึกตนเพื่อป้องกันการติดเชื้อแล้ว แต่ก็ยังมีคนบาดเจ็บหนักหลายคน ความแข็งแกร่งแตกต่างกันเกินไป ทั้งฐานทัพได้รับการคุ้มครองโดยทีมที่ยังว่างของกองกำลังเจียนเตา

คนใหญ่คนโตทั้งสามที่ควบคุมฐาน W ทั้งหมดออกจากฐานไปเมื่อสิบวันก่อน ได้ข่าวว่าพวกเขาไปที่ฐาน A เพื่อเข้าร่วมการประชุมสำคัญ ฉินอี้ไม่ใช่คนโง่ที่จะคิดว่านี่เป็นแค่เรื่องบังเอิญ

ทั้งลู่เหิงและฉินอี้สงสัยคนคนหนึ่ง แต่ในเวลาแบบนี้ถึงแม้พวกเขาจะยุ่งกับการศึกษาค่ายกลที่สลักบนผนังภายในแกนคริสตัล แต่พวกเขาไม่ได้หย่อนยานในการระแวดระวังเจียงซือเล่อ เจียงซือเล่อไม่ได้มีอะไรผิดปกติในเวลานี้ ไม่ได้ออกจากฐาน และไม่แม้กระทั่งออกจากตึกนี้

แต่ก็เป็นไปแล้ว อีกทั้งนี่ยังไม่ใช่เวลาจะขุดคุ้ยสอบสวนเรื่องนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือการหาวิธีกอบกู้สถานการณ์วิกฤตที่ถูกซอมบี้โอบล้อม

“เจียงซือเล่อบอกฉันว่าเขารู้สาเหตุที่ซอมบี้พวกนี้เข้ามาโอบล้อม” ฉินอี้พูด “ราชาซอมบี้”

ราชาซอมบี้คือการคงอยู่ของซอมบี้ที่เหนือกว่าระดับเก้า ถึงแม้จนกระทั่งตอนนี้ซอมบี้ระดับสูงสุดที่เคยเห็นจะสูงสุดเพียงระดับเก้า แต่ตามทฤษฎีแล้วหลังที่จากผ่านมาเนิ่นนาน จากความเร็วในการวิวัฒนาการของซอมบี้น่าจะมีซอมบี้ที่ระดับสูงกว่าระดับเก้าเกิดขึ้นมาแล้ว

ตอนนี้ในที่สุดราชาซอมบี้ที่อยู่ในทฤษฎีก็ปรากฏขึ้นมาแล้ว ด้วยกองทัพซอมบี้ เหยื่อรายแรกภายใต้คมเขี้ยวของมันคือฐาน W

“คุณเชื่อเขาไหม?” ลู่เหิงพูด

“ถึงไม่เชื่อแต่จะทำอะไรได้ นี่เป็นทางรอดสุดท้าย ฆ่าราชาซอมบี้ได้ กองทัพซอมบี้พวกนี้ก็จะกระจัดกระจายออกไปเอง” ฉินอี้พูด “ถึงแม้สิ่งที่เขาพูดจะเป็นเรื่องโกหกก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรถ้าฉันต้องถอนตัวออกมา”

“ผมจะไปกับคุณ”

เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ หลังจากฝากเรื่องทั้งหมดในฐานให้อวี๋ชาน ทั้งสองก็ออกไปยังสถานที่ที่เจียงซือเล่อบอกว่าเป็นที่ ๆ ราชาซอมบี้ซ่อนตัวอยู่

มีพลังจิตของฉินอี้ในการค้นหาเส้นทาง ทั้งสองจึงสามารถหลีกเลี่ยงซอมบี้ที่รวมตัวกันเท่าที่จะเป็นไปได้ ในตอนที่เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ก็แค่ฆ่าจนถนนเจิ่งนองด้วยเลือด

“มันอยู่ข้างหน้า ตรงนั้นมีพลังที่แข็งแกร่งมากตอบสนอง” ฉินอี้พูด

ความจริงถึงจะไม่มีคำพูดของฉินอี้ กระทั่งลู่เหิงยังสัมผัสได้ถึงพลังปีศาจที่พวยพุ่งออกมา “มันไม่ได้พยายามปกปิดเลยสักนิด มันกำลังล่อพวกเราเข้าไป”

ทั้งสองมองหน้ากัน เข้าใจสัญญาณต่อสู้ในดวงตาของกันและกันเป็นอย่างดี ถึงตอนนี้มีเพียงต้องสู้โดยการหันหลังให้แม่น้ำ*เท่านั้น

(*หมดทางถอยต้องสู้ตายเท่านั้น)

เดิมทีคิดว่าต้องเสียแรงอย่างมากกว่าจะเข้าถึงตัวราชาซอมบี้ คาดไม่ถึงว่าจะราบรื่นจนไม่รู้จะพูดอย่างไร ตลอดทางซอมบี้ทั้งหมดดูเหมือนกำลังเปิดทางให้พวกเขา จนกระทั่งมาถึงตัวราชาซอมบี้ แต่กลับกลายเป็นว่ามีเพียงความว่างเปล่า ดูเหมือนว่าซอมบี้ระดับต่ำจะเป็นเพียงตัวเบี้ยเท่านั้น สนามรบถูกเคลียร์ไว้อย่างจงใจ

เกรงว่าราชาซอมบี้ตัวนี้จะมีสติปัญญาแล้ว

ในพื้นที่เปิดโล่ง ซอมบี้ที่กำลังยืนอยู่สลัดร่างมนุษย์ทิ้ง ร่างกายใหญ่โตดูเหมือนจะสูงประมาณสามสี่เมตร ร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ กระทั่งแขนขายังสมบูรณ์แบบ ไม่มีบริเวณที่เน่าเปื่อยเลย ลู่เหิงเข้าใจทันทีที่เห็น มันถูกบันทึกไว้ในตำราเก่าแก่ของสำนักเรื่องปีศาจระดับต้น

ผิวภายนอกของมันถูกหลอมรวมกับผิวของปีศาจ

เมื่อราชาซอมบี้เห็นทั้งสอง มันคำรามเสียต่ำแล้วพุ่งเข้ามา ถึงแม้ราชาซอมบี้จะตัวใหญ่ แต่ความเร็วของมันไม่ช้าเลย ลู่เหิงตวัดดาบเข้าปะทะ ดาบตี๋เฉินขวางกั้นกรงเล็บแหลมคมขนาดใหญ่

ลู่เหิงถูกพละกำลังมหาศาลดันถอยหลังไปหนึ่งช่วงตัว แต่สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าคือตี๋เฉินไม่สามารถทิ้งรอยใด ๆ ไว้บนผิวหนังของราชาซอมบี้ได้เลย มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ศรเพลิงสีแดงทองฉวยโอกาสนี้ยิงไปที่ลูกตาของราชาซอมบี้ การฝึกวิชาซานเม่ยของฉินอี้สำเร็จนิดหน่อยแล้ว ทั้งยังเชี่ยวชาญการเปลี่ยนเปลวเพลิงขั้นพื้นฐานแล้ว ความเคลื่อนไหวของศรเพลิงนี้ได้ผลเป็นอย่างดี สามารถโจมตีจุดอ่อนของซอมบี้ได้โดยตรง

ราชาซอมบี้ปกป้องจุดอ่อนของตัวเองอย่างสุดกำลัง เมื่อเห็นศรเพลิงพุ่งมา มันก็ยกมือขวาขึ้นกัน ศรเพลิงที่ถูกซอมบี้ทำลายไม่ได้สลายไปแต่ไหม้ลามขึ้นไปบนฝ่ามือของมัน

เมื่อราชาซอมบี้เห็นแบบนั้น ปราณสีดำถูกพ่นออกมาจากปาก หลังจากพัวพันกันสักพัก เปลวเพลิงก็ไม่สามารถต้านทานปราณสีดำได้อีกและในที่สุดมันก็มอดดับ

“ปีศาจตัวนี้เชี่ยวชาญเรื่องการใช้ปราณปีศาจต่างจากซอมบี้ปกติ เกรงว่าการโจมตีของพวกเราไม่น่าจะได้ผล!” ลู่เหิงกรีดบนฝ่ามือตัวเองอีกครั้ง และป้อนเลือดให้ดาบตี๋เฉิน

ลู่เหิงรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายที่แข็งแกร่งจำนวนมากที่พุ่งมาตรงนี้ คาดว่าราชาซอมบี้น่าจะเรียกตัวซอมบี้ระดับสูงที่มีหน้าที่ไปโอบล้อมฐานกลับมา สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นมาทันที แค่รับมือกับราชาซอมบี้เขาและฉินอี้ก็ลำบากพอตัวแล้ว ถ้ามีซอมบี้ระดับสูงมาเพิ่มอีก เกรงว่าพวกเขาสองคนคงต้องจับมือกันไปเกิดใหม่แล้ว

ต้องจัดการให้เร็ว

ฉินอี้เองก็รับรู้ได้ถึงซอมบี้ระดับสูงที่กำลังพุ่งมา เขาเป็นทหารมาตั้งแต่เกิด คุ้นเคยกับการเลียเลือดบนใบมีดบุกป่าฝ่าดงกระสุนมาทั้งชีวิต ยิ่งสถาณการณ์ตึงเครียดมากเท่าไหร่ สมองเขายิ่งแล่นมากขึ้นเท่านั้น วิธีฆ่าราชาซอมบี้ถูกร่างขึ้นในสมองของฉินอี้อย่างรวดเร็ว

“ถ่วงเวลาให้ฉันหน่อย ก่อนอื่นขวางราชาซอมบี้เอาไว้” ฉินอี้มั่นใจในความแข็งแกร่งในการต่อสู้ของลู่เหิงอย่างเต็มเปี่ยม

ลู่เหิงรู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร เขากัดปลายลิ้นและพ่นลงบนดาบตี๋เฉิน หลังจากพลังลมและสายฟ้าพัวพันล้อมรอบบนตี๋เฉินมือทั้งสองข้างก็จับดาบไว้

ขาเรียวยาวทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ดูคล้ายสปริงที่เต็มไปด้วยพละกำลังย่ำลงบนพื้นอย่างรุนแรง ทั้งร่างราวกับกระสุนปืนใหญ่ ดาบพุ่งไปที่ลูกตาของราชาซอมบี้

อย่างไรก็ตามราชาซอมบี้ตัวใหญ่มาก พลังที่ปะทุออกมาของลู่เหิงรวดเร็วราวกับสายฟ้า มันหลบไม่ทันจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้ฝ่ามือขนาดใหญ่ในการขัดขวาง

แต่เมื่อกล่าวถึงดาบของคนคนนี้จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะรวบรวมพลังได้เทียบเท่ากับศรเพลิง ทว่าฝ่ามือใหญ่ของราชาซอมบี้กลับถูกตี๋เฉินแทงทะลุ พลังของตี๋เฉินไม่ได้ลดลงและยังพุ่งไปยังลูกตาขนาดใหญ่สีแดงเลือดอย่างเด็ดเดี่ยว

ภายใต้บาดแผลฉกรรจ์ ราชาซอมบี้ระเบิดพลังออกมาอย่างรุนแรง ลู่เหิงกระเด็นออกไปพร้อมดาบ พลังนั้นรุนแรงเกินไป ลู่เหิงไม่สามารถกระทั่งจะทรงตัวในอากาศ ก่อนจะกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ด้านข้าง ต้นไม้ใหญ่ขนาดหนึ่งคนโอบกิ่งก้านสั่นไหวอย่างรุนแรงจากแรงกระแทก ใบไม้ร่วงหล่นราวกับสายฝน

ในปากของลู่เหิงเต็มไปด้วยกลิ่นสนิม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกัดลิ้นตัวเองหรืออวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บ ลู่เหิงรู้สึกหน้ามืดชั่วขณะ เขาใช้ตี๋เฉินยันร่างของตัวเองขึ้นอย่างยากลำบาก ฉับพลันลำคอที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวและรสหวานก็พ่นเลือดออกมา ในที่สุดลู่เหิงก็ต้องคุกเข่าลงบนพื้นอย่างอดไม่ได้และอ้าปากหอบหายใจอย่างรุนแรง

เวลานั้นเองราชาซอมบี้ฟื้นฟูบาดแผลฉกรรจ์เสร็จ แม้ไอคิวจะไม่สูง แต่จิตใต้สำนึกของมันก็สั่งให้เดินไปหาคนที่ทำให้มันบาดเจ็บ เมื่อเห็นลู่เหิงคุกเข่าอยู่บนพื้นตัวสั่นระริก มันพลันรู้สึกอยากตบคนที่ทำร้ายมันให้ตาย

เปลวเพลิงสีราวกับกระเบื้องเคลือบลุกไหม้บนพื้น เปลวเพลิงนี้ไม่ได้เผาผิวหนังที่ทนทานของราชาซอมบี้โดยตรง แต่กลับสร้างสัญลักษณ์ลึกลับบนพื้นด้วยความรวดเร็ว

ห่างออกไปไม่ไกล ฉินอี้กดบาดแผลที่มีเลือดไหลซึมออกมาและเดินไปหาลู่เหิง เพราะปราศจากอุปกรณ์พลังวิญญาณ เขาจึงต้องใช้เลือดของตัวเองในการวาดค่ายกลปราบปีศาจนี้ จากนั้นก็จุดไฟซานเม่ยใส่มัน โชคดีที่ลู่เหิงดึงดูดความสนใจของราชาซอมบี้ไปทั้งหมด ดังนั้นเขาจึงมีเวลาพอที่จะวาดค่ายกลนี้

ค่ายกลปราบปีศาจเสร็จสมบูรณ์ ราชาซอมบี้ติดอยู่ในกับดักและไม่สามารถเข้าใกล้ลู่เหิงได้อีก นี่ยังห่างไกลจากพลังที่ยิ่งใหญ่ของค่ายกลนี้ ระหว่างที่เปลวไฟสีราวกับกระเบื้องเคลือบลุกไหม้ไปตามเลือดจนมาถึงจังหวะสุดท้าย เปลวเพลิงในค่ายกลพลันโหมกระหน่ำพุ่งขึ้นฟ้า ไฟซานเม่ยที่แท้จริงถูกขยายใหญ่ขึ้นไม่รู้กี่เท่าปกคลุมรอบตัวราชาซอมบี้อย่างสมบูรณ์

ฉินอี้ดึงลู่เหิงขึ้นด้วยมือเดียว ทั้งสองกระตุ้นแรงเฮือกสุดท้ายมองราชาซอมบี้ที่ถูกเผาเป็นลูกบอลเพลิงในค่ายกลอย่างระแวดระวัง

เปลวเพลิงค่อย ๆ สลายไป ราชาซอมบี้ถูกเผาเกรียมจนดูไม่ออกว่าเป็นอะไรและไม่น่าจะตายได้อีก ลู่เหิงและอีกคนพลันรู้สึกผ่อนคลายและนั่งลงบนพื้นคล้ายเป็นอัมพาต ไม่มีแรงเหลือจะขยับตัวเลยสักนิด

“นายไม่เป็นไรนะ” ฉินอี้ถาม

ลู่เหิงส่ายหัว กระตุ้นแรงที่เหลือเพียงน้อยนิดพันแผลให้ฉินอี้ด้วยความยากลำบาก บาดแผลบนมือของเขาลึกเกินไปและยังเลือดไหลไม่หยุด ทิ้งไว้อีกสักพันคาดว่าคนคนนี้น่าจะตายจากการเสียเลือดมากเกินไป

ลู่เหิงพันแผลก่อนจะเงยหน้ามองฉินอี้ด้วยต้องการจะพูดบางอย่าง แต่เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย ความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงพลันเกิดขึ้น ก่อนจะถูกฝ่ามือของอีกฝ่ายผลักออกมา

ลู่เหิงที่กลิ้งไปด้านข้างรีบหันศีรษะกลับมา ก่อนจะเห็นว่าฉินอี้ถูกกรงเล็บของสัตว์ประหลาดขนาดเท่าหนูข่วนหน้า บาดแผลลากยาวจากคิ้วลูกตามาจนถึงสันกราม ฉินอี้ที่ได้รับบาดเจ็บกะทันหันยังยกมือขึ้นยันสัตว์ประหลาดตัวนั้นเอาไว้ แล้วเผามันให้เป็นเถ้าถ่าน

สัตว์ประหลาดตัวนี้โผล่มาจากท้องของราชาซอมบี้ สามารถหลบหนีจากการรับรู้ของทั้งคู่ หลบหนีจากไฟซานเม่ย รอดมาจนตอนนี้ และในวินาทีสุดท้ายยังโจมตีทั้งคู่ได้อีกด้วย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.229K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,005 ความคิดเห็น

  1. #6720 Assanee00 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 20:45
    หยางหยวน น่าจะหมายถึงน้ำที่ออกมาจาก.... (..)ในครั้งแรกที่บำเพ็ญคู่อ่ะค่ะ //อ่านมาจากนิยายวายแปลจีนเล่มหนึ่ง
    #6,720
    0
  2. #6028 ManowandManow (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 14 เมษายน 2563 / 10:49

    หยางหยวน น่าจะหมายถึงน้ำหยางที่บริสุทธิ์ น้ำอสุจิอ้ะค่ะ5555
    #6,028
    0
  3. #5758 SoraUnnieSama❄ (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:56
    ม่ายยยยย ทำไมมันตายยากอย่างเง้เจ้าพวกซอมบี้!!!
    #5,758
    0
  4. #5691 trp1021 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 28 มกราคม 2563 / 23:06
    .......เอาละ ติดเชื้อไหม
    #5,691
    0
  5. #5678 Tinorfide (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 20:46

    ติดเชื้อรึเปล่า ฮือ~

    #5,678
    0
  6. #5676 neovenesia (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 20:47
    โลกนี้ทั้งคู่เก่งมากๆ
    #5,676
    0
  7. #5673 zezeuiaz (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 01:45
    โลกนี้โหดมาก ไม่แพ้โลกแรกเลย โลกแรกสองต่อกองทัพ โลกนี้จะเข้าอีกหรอบเดียวกันไหมเนี่ย แล้วต้องพลีชีพอีกหรือเปล่า จะได้อยู่ด้วยกันไหมเนี่ย
    #5,673
    0
  8. #5669 comet2522 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 22:04
    โหดมากกกก ภาคนี้
    #5,669
    0
  9. #5668 pacific60cm (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 20:37
    แปลได้สละสลวยขึ้นมากเลยค่ะ
    #5,668
    0
  10. #5667 maemod114 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 20:21
    โค-ต-ร มันส์!!
    #5,667
    0
  11. #5665 Onausa3854 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 09:50
    โอ้ยยยยลุ้นมากกกกก
    #5,665
    0
  12. #5662 sweet-meringue (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 00:12

    ว่าแล้วว่าซอมบี้ไม่น่าตายง่ายๆ

    #5,662
    0
  13. #5660 Konrafah (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 23:38
    ฉันอ่านไป กลั้นหายใจไปอีกแล้ว ลุ้นเกิน
    #5,660
    0
  14. #5659 MooNa Narak (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 23:36
    ทำไมร้ายแบบนี้แอคนร้จบเศร้ามากแน่เลย
    #5,659
    0
  15. #5655 sukanyaza (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 22:46
    ฤทธิ์เยอะมากกก
    #5,655
    0
  16. #5654 Kn_nann (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 22:36
    ตายยังไงเน้ออีพีนี้
    #5,654
    0
  17. #5652 ch-fort (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 22:10
    เคยอ่านเจอว่าหยางหยวนน่าจะประมาณพลังชีวิตกับพลังวิญญาน อันนี้จะโยงถึงการถึงหลั่งครั้งแรกที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตและพลังวิญญาน ถ้าไม่ระวังหรือมั่วโลกีย์ หยางหยวนจะหายค่ะ อาจจะพิการหรือเป็นหมัน
    #5,652
    0
  18. #5651 February Asce (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 20:51
    ฤทธิ์​เยอะจริง!!!!
    #5,651
    0
  19. #5650 เจ้าหญิงเกล็ดน้ำแข็ง (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 20:36
    หยางหยวน ไม่ยืนยันนะคะ แต่ถ้าจำไม่ผิดเคยอ่านเจอ ประมาณว่าการหลั่งครั้งแรกของผู้ชาย เชื่อว่าครั้งแรกเป็นอะไรที่มีพลังปราณที่สุด ประมาณนั้น
    #5,650
    0
  20. #5649 boyflower (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 20:32
    เมื่อไหร่จะได้อยู่แบบสงบอ่ะ
    #5,649
    0
  21. #5648 ~~... แมวน้อย...~~ (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 20:32

    โหดมากกกกก

    #5,648
    0
  22. #5647 VKK42 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 20:27

    กรี๊ดดดดดด ลาสบอสโหดมาก!!!!
    #5,647
    0
  23. #5646 wizhan (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 20:25
    น้องงงงงงงงงง ลุ้นมากแม่!!!
    #5,646
    0
  24. #5645 Muffin_Kun (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 20:13
    จะจบยังไงเนี่ยยยย น้ำตาจะแตกมั้ยนะ...
    #5,645
    0
  25. #5644 jjjenny245 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 20:02
    ในโลกนี้จะตายยังไงอีกเนี่ยยยย
    #5,644
    0