[นิยายแปล BL] วิธีตายอย่างยิ่งใหญ่เยี่ยงเขาไท่ซาน How To Die As Heavy As Mount Tai 如何死得重于泰山

ตอนที่ 32 : Chapter 32

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,298
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,958 ครั้ง
    26 เม.ย. 62

 

Chapter 32

 

ดวงจันทร์ลาลับไป ดวงตะวันของวันใหม่ก็โผล่ขึ้นมา

เมื่อลู่เหิงตื่นขึ้นมา เขารู้สึกคล้ายมีบางอย่างปิดตาเขาอยู่ เขาขยี้ตาก่อนการทัศนวิสัยของเขาจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นและพบฝ่ามืออุ่นๆ ที่วางอยู่บนตาของตัวเอง คล้ายจะรับรู้ว่าเขาตื่นแล้ว ฝ่ามือนั้นเคลื่อนออกไปจากดวงตาและย้ายมาวางบนศีรษะของเขาแทน สิ่งที่สะท้อนเข้ามาในสายตาลู่เหิงคือคางแหลมคมเป็นสันชัดเจนของซื่อคง

ลู่เหิงเพิ่งรู้ตัวว่าเขากำลังนอนอยู่บนต้นขาของซื่อคง ร่างของซื่อคงสวมเสื้อคลุมตัวนอกเพียงชิ้นเดียวเผยให้เห็นกล้ามหน้าอกและกล้ามหน้าท้องดูแข็งแรง บนไหล่ของอีกฝ่ายมีรอยขีดข่วนที่เห็นได้ชัดหลายจุด

ก่อนจะตระหนักได้ว่านั่นเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของตนเอง ลู่เหิงลุกขึ้นนั่งอย่างลนลานก่อนจะร้องเสียงดัง “ท่าน เหตุใดจึงไม่สวมเสื้อผ้า!

หลังจากถามคำถามนี้ ลู่เหิงพลันตระหนักได้ว่าเขาช่างโง่เง่าสิ้นดี เนื่องจากสิ่งที่เลื่อนหล่นจากตัวเขาคือเสื้อตัวในของซื่อคง

“โยมสบายดีใช่หรือไม่?” ซื่อคงวางสายประคำในมือลงและยื่นมือออกมาจัดเส้นผมที่ยุ่งเหยิงของลู่เหิง

“อืม” ลู่เหิงตอบและรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าสมเพชนัก เมื่อคืนเขากล้ากระทำสิ่งที่กล้าหาญเช่นนั้น แต่เขากลับรู้สึกเขินอายกับสถานการณ์ในยามนี้

“ท่านทำผิดคำปฏิญาณเรื่องการละเว้นจากการร่วมประเวณี” ลู่เหิงกล่าว

ซื่อคงที่ได้ยินแบบนั้นยิ้มออกมาโดยที่ไม่คาดคิด นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่เหิงเห็นอีกฝ่ายยิ้ม ใบหน้าดุจดวงจันทราอันสดใสส่องสว่างราวกับดอกบัวที่ผลิบานหน้าพระพุทธองค์ ลู่เหิงได้แต่จ้องอีกฝ่ายอย่างโง่งม

“สำนักนั้นเป็นบ้านสำหรับศิษย์ผู้นี้เสมอ หลังจากเสร็จเรื่องทุกอย่างที่นี่แล้ว อาตมาจะออกจากสำนักและกลับมาอยู่ทางโลกอีกครั้ง”

“เช่นนั้นการฝึกตนของท่านจะ...” ก้นบึ้งในหัวใจลู่เหิงรู้สึกผิดขึ้นมาอีกครั้ง ผู้ฝึกตนทุกคนมีเต๋า*เป็นของตนเอง หากซื่อคงกลับมาอยู่ในทางโลก นั่นเท่ากับเป็นการทำลายเต๋าของตัวเองอย่างสมบูรณ์ (*เต๋าในที่นี้หมายถึงเส้นทางหรือแนวทางปฏิบัติตน)

“ไม่ต้องกังวล พระพุทธองค์ประทับอยู่ในใจ กฎและข้อบังคับภายนอกเป็นเพียงการอวดอ้างเท่านั้น” เห็นลู่เหิงไม่สบายใจ ซื่อคงจึงรวบผมที่กระจัดกระจายของเขาเบาๆ “มานี่สิ อาตมาจะหวีผมให้”

ในขณะที่ซื่อคงหวีผมให้ ลู่เหิงก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแดนต้องห้ามเมื่อวันก่อนไปพลาง ลู่เหิงตั้งใจจะบอกว่าเขาไม่ราชาปีศาจแต่เป็นคนที่มาจากต่างโลก ในความคิดของเขาหากคนสองคนมีใจตรงกันก็ไม่ควรมีความลับต่อกัน แต่เมื่อเขาพยายามจะกล่าวออกไป ลู่เหิงก็พบว่าตนเองไม่สามารถเปล่งเสียงออกไปได้คล้ายมีพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นบังคับไม่ให้เขาพูดออกมา

ลู่เหิงบอกซื่อคงว่าแม้แกนปีศาจเขาจะกลับมาสมบูรณ์แล้ว แต่เขาก็ยังจำเรื่องที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่ได้ ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ไม่สามารถแบกรับชื่อราชาปีศาจได้

“ไม่ต้องกังวลให้มาก โชคชะตาจะช่วยโยมในเวลาที่มืดมนเอง ทางเดียวที่จะเข้มแข็งขึ้นได้คือการบำเพ็ญเพียรอย่างช้าๆ” ซื่อคงชะงักไปครู่หนึ่ง “อาตมาจะอยู่กับโยมและคอยปกป้องเต๋าแห่งการฝึกตนของโยมเสมอ”

เมื่อพวกเขาออกมาพร้อมกันก็เห็นราชาจิ้งจอกที่ยังคอยอยู่ นางมีสีหน้าสุขใจเมื่อเห็นลู่เหิงหายเป็นปกติ “ยินดีด้วยที่หายดีนะเจ้าคะองค์ราชา”

ต่อมานางก็เห็นทั้งลู่เหิงและซื่อคง เนื่องจากการติดสัดของเผ่างูก่อนเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่เป็นเรื่องที่ทราบกันดีในหมู่ปีศาจ ราชาจิ้งจอกผู้ไม่เคยอ้อมค้อมจึงโค้งคำนับซื่อคง “ถวายบังคมองค์ราชินี”

ลู่เหิงรู้สึกอับอายและไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี อย่างไรก็ตามซื่อคงยังคงไว้ซึ่งท่าทางสงบนิ่งและยอมรับการคำนับ จากนั้นลู่เหิงก็ได้ยินเสียงซื่อคงอีกครั้ง “มันเป็นแค่ตำแหน่ง มิได้สำคัญมากเท่าไรนัก”

ลู่เหิงแจ้งซีซีเรื่องชะตาของหมินและคำ ขอบคุณที่เกือบจะไม่ได้ยินนั้น ซีซีฟังแล้วยืนนิ่งไปเป็นเวลานานก่อนจะกล่าวขึ้น “วิญญาณบรรพบุรุษยอมรับเขา วันหนึ่งหมินจะได้กลับมาหาพวกพ้องของเขาอีกครั้ง”

ลู่เหิงและซื่อคงกล่าวลาราชาจิ้งจอกและออกจากแดนปีศาจเพื่อไปวัดฟ่านหยิน

 

วัดฟ่านหยิน

จานส่องกรรมเป็นสมบัติของวัดฟ่านหยินที่ต้องได้รับเลือดจากผู้ที่ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วเท่านั้น จากนั้นจึงจะสามารถสืบหาร่องรอยของผู้ใดก็ตามที่ผูกกรรมกับพวกเขาได้

แผ่นตรวจสอบชะตาชีวิตวางอยู่บนจานส่องกรรม กลางอากาศมีภาพมายาของซื่อคงที่กำลังนั่งหลับตาเปล่งแสงสีเฉดต่างๆ ลอยอยู่ สีเหลืองคือญาติพี่น้อง สีเขียวคือสหาย สีดำคือศัตรู สีฟ้าคืออาจารย์ สีแดงคือความเสน่หา หากเป็นคนธรรมดาจะมีการเชื่อมต่อกันของทุกแสงและจะมีมากกว่าหนึ่งแสงในทุกๆ สี

การเกิดมาพร้อมฮุ่ยเกินจะมีกรรมเพียงน้อยนิดบนร่าง ซื่อคงเป็นบุคคลที่ใกล้เคียงกับการเป็นพระอรหันต์ที่สุดในรอบหลายพันปีของวัดฟ่านหยิน ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ผ่านมาบนร่างของซื่อคงมีเพียงสีฟ้าซึ่งเชื่อมถึงปรมาจารย์หยวนเจินเพียงสีเดียวเท่านั้น แต่ก็เป็นเพียงแค่แสงเลือนราง ผลของกรรมจึงไม่หนักมากเท่าไร

ผู้ฝึกตนทางพุทธไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับทัณฑ์สายฟ้า แต่คนที่สามารถสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้กลับมีจำนวนเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนคนที่สำเร็จเป็นเซียน สำหรับผู้ที่จะกลายเป็นพระอรหันต์สิ่งที่พวกเขาต้องเอาชนะให้ได้คือมารในจิตใจ พวกเขาต้องตัดกรรมทางโลกที่อยู่ในรูปแบบของความสัมพันธ์ให้หมดเพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้รอดพ้นจากการลงทัณฑ์ของมารในใจ ตราบใดที่หัวใจยังมีห่วงผลของกรรมจะยิ่งหนักหนาขึ้นเท่านั้น ถึงกระนั้นก็มีคนเพียงน้อยนิดบนโลกที่สามารถตัดกรรมทั้งหมดได้

เป็นเวลาหลายพันปีที่ไม่มีผู้ใดในวัดฟ่านหยินสามารถสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้จนการเชื่อมต่อกับโลกเบื้องบนแทบจะพังทลาย สำนักที่สูญเสียการคุ้มครองจากโลกเบื้องบนในที่สุดก็จะตกลงสู่หนทางแห่งความเสื่อม ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าความคาดหวังของผู้คนทั้งหมดในวัดฟ่านหยินนั้นตกอยู่ที่ซื่อคงเพียงผู้เดียว

ในเวลานี้ที่ปลายสุดของแสงสีแดงบนร่างซื่อคงปรากฏการเชื่อมต่อกับบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำงามสง่า แสงสีแดงที่พุ่งออกมาช่างเป็นประกายสุกใสจนผู้คนไม่กล้ามองตรงๆ น้ำหนักของกรรมในครั้งนี้หนักหน่วงเพียงใดเห็นได้ชัดจากแสงสว่างนั้น

“สิ่งมีชีวิตชั่วร้ายตนนี้คาดไม่ถึงว่าจะเป็นราชาปีศาจ” บุรุษที่เปิดปากพูดมีร่างกายคล้ายระฆังทองแดงที่มีใบหน้ากว้างและดำมืด เขาเป็นหัวหน้าหน่วยลงทัณฑ์และเป็นหัวหน้าตึกรักษากฎของวัดฟ่านหยิน

ระหว่างการประชุมปรากฏร่างหัวหน้าทุกหมู่ตึกของวัดฟ่านหยิน นี่ไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจเมื่อมันเกี่ยวข้องกับซื่อคง ศิษย์ที่สำคัญที่สุดของสำนัก วัดฟ่านหยินไม่เคยละเลยศิษย์ที่โดดเด่น

ไม่กี่วันก่อนประมุขพรรคน้ำพุพิสุทธิ์ได้มาเยี่ยมเยียนและกล่าวหาศิษย์ของวัดฟ่านหยินว่า ซื่อคงได้สมรู้ร่วมคิดกับพวกปีศาจทำร้ายศิษย์ของพวกเขาและยึดสมบัติของพรรคพวกเขาไป อีกฝ่ายหยิบลูกปัดสำหรับบันทึกภาพออกมายืนยัน วัดฟ่านหยินยุติธรรมและยึดมั่นในแดนสวรรค์มาเสมอ หากศิษย์ของสำนักทำชั่วพวกเขาไม่เคยพยายามปกปิดหลบซ่อน

ไม่มีใครในสำนักเชื่อว่าซื่อคงจะสมรู้ร่วมคิดกับพวกปีศาจ ทำร้ายผู้คนและขโมยสมบัติ เพื่อที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขา วัดฟ่านหยินจึงตรวจดูจานส่องกรรมโดยไม่คาดคิดว่าผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้ทุกคนตะลึงพรึงเพริดกันหมด

วัดฟ่านหยินตกอยู่ในสถานการณ์วุ่นวาย แต่ผู้ที่สร้างความวุ่นวายนี้อย่างลู่เหิงและซื่อคงกลับยังพักผ่อนอย่างไร้กังวล

วัดฟ่านหยินตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของแผ่นดินใหญ่ ซึ่งมีความยาวทั้งทวีปจากอาณาเขตของเผ่าปีศาจถึงวัดฟ่านหยิน ลู่เหิงบ่นว่าเขาบำเพ็ญเพียรมาตลอด แต่ยังไม่เคยได้สัมผัสประเพณีและวัฒนธรรมของแผ่นดินใหญ่เลย และปัจจุบันเนื่องจากไม่มีเรื่องด่วน พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะศึกษาวิถีความเป็นอยู่ของคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้นแทนที่จะให้ซื่อคงใช้ทักษะเหินฟ้า พวกเขาจึงเดินทางอย่างช้าๆ ไปทั่วแผ่นดินใหญ่เพื่อไปยังวัดฟ่านหยิน

หลายเดือนต่อมาพวกเขาก็มาถึงป่าเขาที่ซื่อคงเก็บเขาได้ เมื่อเห็นสถานที่ที่คุ้นเคยเขาก็นึกถึงการพบกันครั้งแรกของพวกเขา ลู่เหิงจึงตัดสินใจพักที่นี่หนึ่งคืน

หลังจากลู่เหิงสารภาพรักกับซื่อคง ชีวิตประจำวันของพวกเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ความสนใจหลักๆ ของพวกเขายังเป็นการบำเพ็ญเพียร แต่หากบำเพ็ญเพียรตอนกลางคืนคนสองคนที่มีใจเดียวกันจะนั่งตรงกันข้ามกัน และด้วยการสนับสนุนของเทพจันทรา ความผูกพันของพวกเขาที่มีต่อกันและกันจึงยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก

บางทีอาจเพราะได้เดินทางกลับบ้านเก่า หรือบางทีอาจเพราะแสงจันทร์สวยเกินไป ตอนนี้ลู่เหิงจึงไม่มีกะจิตกะใจจะฝึก เขามองไปที่ซื่อคงที่กำลังปิดตาบำเพ็ญเพียร ซื่อคงสามารถเข้าสู่สมาธิได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องคำนึงเรื่องสถานที่

หัวใจที่เริ่มซุกซนของลู่เหิงกระโดดโลดเต้น เขาย้ายไปนั่งข้างซื่อคงและยื่นมือไปโอบไหล่อีกฝ่าย “คืนนี้ยังอีกยาวนานอีกทั้งยังไม่ถึงเวลานอนด้วย เหตุใดคืนนี้เราไม่สนทนาใต้แสงเทียงกันสักหน่อย?”

ซื่อคงเปิดเปลือกตา มีร่องรอยของความรู้สึกช่วยไม่ได้ระหว่างคิ้วแต่เมื่อมองใกล้ๆ จะเห็นว่ามันเต็มไปด้วยความยินยอม “โยมอยากพูดเกี่ยวกับเรื่องอันใด?”

เมื่อได้รับความร่วมมืออย่างง่ายดายจากซื่อคง ลู่เหิงก็ตะลึงจนพูดไม่ออก

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็นึกถึงบางอย่าง “ท่านหาข้าเจอได้อย่างไรตอนแรก?”

ตอนนั้นลู่เหิงเป็นเพียงงูตัวเล็กๆ ที่ตัวหนาเท่าตะเกียบ เกล็ดของเขาก็ไม่ได้โดดเด่นในร่มเงา อีกทั้งเขายังอยู่ท่ามกลางต้นหญ้าหนาทึบ หากไม่มองหาเขาอย่างเจาะจงก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาเขาเจอ

แทนที่จะตอบคำถามลู่เหิงตรงๆ ซื่อคงกลับพูดว่า “ตั้งแต่อาตมาจำความได้ อาตมาก็อยู่ในวัดฟ่านหยินมาตลอดโดยที่ไม่รู้ว่าบิดามารดาเป็นใครและอาตมาก็ไม่เคยสนใจด้วย ผู้คนในนิกายกล่าวว่าอาตมาเกิดมาพร้อมฮุ่ยเกินและถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ กระทั่งก่อนที่อาตมาจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์พวกเขาก็ปฏิบัติต่ออาตมาราวกับเป็นพระพุทธองค์แล้ว”

ทุกคนรอบตัวเขาวางเขาไว้บนแท่นราวกับพระเจ้า ลู่เหิงจินตนาการความรู้สึกนั้นไม่ออก หากพวกเขาสลับตัวกันบางทีเขาคงจะกลายเป็นบ้าไปแล้วตอนนี้

คล้ายจะรับรู้ได้ถึงความคิดของลู่เหิง ซื่อคงจึงเอ่ยปลอบ “สำหรับคนอื่นๆ การปฏิบัติเช่นนี้อาจจะทนไม่ได้ แต่ในสายตาอาตมานั้นไม่มีสิ่งใดพิเศษเลย ทุกอย่างในโลกไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ปีศาจ พืช นก หรือสัตว์ร้าย ทุกอย่างในสายตาอาตมาเหมือนกันหมด”

“จนกระทั่งวันนั้นแรกเริ่มเดิมทีอาตมาแค่จะเดินผ่านไปเท่านั้น ในสายตาอาตมาท่ามกลางจักรวาลอันมืดมิดจู่ๆ ก็ปรากฏสีสันสดใสของชีวิตเปล่งประกายและพร่างพราวราวกับแสงยามค่ำคืน”

แม้ว่าจะไม่มีความคลุมเครือในคำพูดของซื่อคง และน้ำเสียงของอีกฝ่ายก็ราบเรียบนุ่มนวล ทว่าลู่เหิงกลับรู้สึกอึดอัด “เช่นนั้นเหตุใดท่านจึงทิ้งข้าไว้ในป่าเขา? ทั้งที่ข้าอ้อนวอนด้วยสายตาว่าไม่ให้ทำ”

“ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้จัก สัญชาตญาณมนุษย์มักเลือกที่จะหลีกหนี อาตมาเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น”

“ข้าน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ?”

“สิ่งเดียวบนโลกที่สามารถทำให้หัวใจอาตมาสั่นไหวได้ย่อมน่ากลัว...” ซื่อคงบีบหลังคอของลู่เหิงเบาๆแล้วดึงเขาเข้าไปหา ถ้อยคำที่เหลือหายไปเนื่องจากริมฝีปากและฟันที่พัวพันกัน


ในวันที่สองเมื่อลู่เหิงตื่นขึ้นมา เขาก็ต้องรู้สึกเสียใจกับการเกียจคร้านในการฝึกครั้งล่าสุด ลู่เหิงมองไปที่นักบวชรูปงามใต้ต้นไม้ที่มีแสงแดดยามเช้าลอดผ่าน ก่อนจะถอนหายใจในใจ ความงามจะทำให้ฉันตกต่ำ

สายลมพัดผ่านยอดไม้ แสงแดดยามเช้าให้ความรู้สึกอบอุ่นและเบิกบานใจ ซื่อคงคล้ายสัมผัสได้ว่าลู่เหิงตื่นแล้ว เขากระพริบตาและมองมาอย่างอ่อนโยน ลู่เหิงยิ้มกลับไปให้อีกฝ่ายและกำลังจะพูดบางอย่าง ทว่าจู่ๆ สีหน้าของซื่อคงก็เย็นชาขึ้นมา

เมื่อมองไปรอบๆ ลู่เหิงก็เห็นแสงสีทองสว่างวาบเป็นจุดๆ บนท้องฟ้า เห็นได้ชัดว่าผู้ฝึกตนจำนวนมากกำลังพุ่งมาทางนี้

ซื่อคงลุกขึ้นมายืนเคียงข้างลู่เหิง “พวกเขาเป็นคนจากนิกายของอาตมา อาตมาไม่ทราบว่าพวกเขามาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อันใด ระวังตัวไว้ก่อนจะดีกว่า”

ลู่เหิงพยักหน้ากลั้นหายใจรอการมาถึงของโชคที่ไม่รู้ว่าจะดีหรือร้าย แต่ในหัวใจเขากลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก เขาคิดว่าสัญชาตญาณเผ่าปีศาจเป็นสิ่งที่แม่นยำ ลู่เหิงจึงแอบเคลื่อนพลังปีศาจและเตรียมตัวอย่างเต็มที่




------------------------------------------------------------------------

          คนบาปเยอะจริงอะไรจริงค่ะ คอมเม้นตอนที่แล้วพุ่งมาก555555 แปลตอนนี้ก็คิดแล้วคิดอีกว่าหลวงพี่ศีลแตกแล้วเรายังต้องใช้อาตมากับโยมต่อไปมั้ย...? แต่เพื่อให้ความบาปดำเนินต่อไปเราเลยตัดสินใจว่า ใช้ต่อไปเถอะ! 5555555
          ตอนนี้หวานนิดหน่อยพอกรุบกริบก็เตรียมตัวกินมาม่าอีกแล้ว มันจะจบอาร์คแล้วนะเว้ยจะมีฉากสวีตแค่นี้จริงๆหรอ!? //โวยวายหนักมาก 
      ปล อยากถามว่าพระอรหันต์กับพระพุทธเจ้านี่เหมือนกันใช่มั้ยอ่ะทุกคนเรารู้สึกไม่แน่ใจ 

------------------------------------------------------------------------

คำศัพท์

Indistinct = ไม่ชัดเจน, เลือนราง

Frantically = ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้, ลนลาน

Providence = พรหมลิขิต, โชคชะตา

Scrutiny = การใคร่ครวญอย่างละเอียด

Collude = สมรู้ร่วมคิด, งุบงิบ

Dreary = เศร้าซึม, มืดมน

Modus vivendi = วิถีชีวิต

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.958K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,994 ความคิดเห็น

  1. #6992 JINXASIN (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 มกราคม 2564 / 19:49
    เคยนอนอ่านนิยายอยู่ดีๆแล้วหางตาเหลือบไปเห็นยมบาลส่งยิ้มพร้อมโบกมือให้มั่ย คุณจะได้รับประสบการณ์นั้นในarc.นี้
    #6,992
    0
  2. #6905 ay_ben (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 07:00
    มีตั๋วลงนรกให้ซักใบมั้ยคะ ขอแบบvipฟังชั่นจัดเต็ม
    #6,905
    0
  3. #6868 ApisDorsata (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 / 11:51
    บาปมากค่ะโลกนี้
    #6,868
    0
  4. #6752 little_bamboo (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 / 20:02
    พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ค่ะ แต่จะสูงกว่าอารมณ์แบบเป็นหัวหน้าอีกที คือมีบุญบารมีมากกว่าพระอรหันต์ธรรมดา
    #6,752
    0
  5. #6682 RhongTood (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 00:44
    ARCนี้ทำให้นรกต้องกรีดร้อง 555555
    #6,682
    0
  6. #6597 Hide_And_Seek (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2563 / 04:07
    เดาว่าพระพุทธเจ้าน่าจะเป็น subset ของพระอรหันต์นะ เพราะพระพุทธเจ้าต้องบรรลุอรหันต์ก่อนมั้ง

    แต่ Arc นี้บาปกินใจมาก ประตูนรกเปิดรอเราอยู่55555555
    #6,597
    0
  7. #6344 be1001 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2563 / 00:45
    พระเอก:อาตมาจะกลับไปในทางโลก
    คนอ่าน:กูจะไม่บาปแล้วโว้ยยยยย
    ท้ายเรื่อง:....มั้ง....
    #6,344
    0
  8. #6301 Lin_B (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 23:19

    กรี๊ดดดดดดดดด~
    #6,301
    0
  9. #6299 IIKLU024 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 01:01
    น้องศึกพระ555555555
    #6,299
    0
  10. #6277 narakjangka (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 16:29
    อื้มมม นรกก็หอมหวานเหมือนกันนะเนี่ย
    #6,277
    0
  11. #6238 DamonicLuck (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2563 / 16:02
    นรก=ชื่อน้ำพริก
    #6,238
    0
  12. #6193 kbrrngkeux3112 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 16:59

    พวกเราบาปกันยิ่งนัก นี่มันบาปกันตั้งหมื่นคน


    #6,193
    0
  13. #6173 Natacha_i-sen (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 18:26
    ใจบาป บาปมากไม่ไหวแล้วแม่-
    #6,173
    0
  14. #6146 alittletigerp (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 02:06
    พวกพรรคที่ทำเหมือนว่าตัวเองเป็นคนดีนี่ก็นะ5555555 ขำมาก ตัวเองนั่นแหละจะมาขโมย ใส่ร้ายเขาหน้าด้านๆอย่างนี้ อายบ้างมั้ยเนี่ย555555555
    #6,146
    0
  15. #6122 JOWZIN (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 21:50
    เค้าจีบกันไปมาด้วย เขินไปหมดแร้ว
    #6,122
    0
  16. #6089 NxMKxENG (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 20:11
    อย่างน้อยก็สบายใจได้ มีคนบาปเป็นเพื่อนตั้งเป็นหมื่น ทั้งแม่จีน แม่อินเตอร์แล้วก็แม่ไทย อาจจะเป็นแสนก็ได้
    #6,089
    0
  17. #6084 vatas (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 11:31
    ชอบความต้องการให้บาปดำเนินต่อไป 5555
    #6,084
    0
  18. #6082 þ姆êl (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 05:42
    เอ้าทุกคนนนเรามาแบ่งบาปกันเถอะ!!!
    #6,082
    0
  19. #6026 Sea Zip (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 15:56
    รู้สึกบาปขั้นแม็กซ์เลย
    #6,026
    0
  20. #5996 Dar699699 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 22:05
    วัดยิ่งค่อยได้เข้าอยู่ด้วยบุญฉันตอนนี้คงไม่มีเหลือแล้ว
    #5,996
    0
  21. #5956 nici2 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 05:22

    ดีนะเป็นคนบาปอยู่แล้ว
    บาปอีกนิดจะเป็นไรไป
    #5,956
    0
  22. #5950 慕芳荣 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 12 มีนาคม 2563 / 00:14

    เป็นคนไม่อินศาสนา แต่เพราะความเย็นชาของพี่คงในตอนแรกเลยทำให้รู้สึกแอบบาปนิดหน่อย แต่ตอนนี้สบายใจละ บาปคืออะไร ไม่รู้จัก

    #5,950
    0
  23. #5703 ` WHAT'S UP (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:42
    ถ้าเราไม่มีศาสนา นรกก็แค่ชื่อน่ำพริกป่ะ ยังไงดี 55555555555
    #5,703
    0
  24. #5687 joenana2 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 25 มกราคม 2563 / 07:54
    นรกจริงๆ แต่งออกมา และเราก็อ่าน เดินเข้านรกต่อไป กัดผ้าเช็ดหน้า
    #5,687
    0
  25. #5617 wanmnp (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2562 / 19:03
    เขินตอนบีบคอมากให้ตาย
    #5,617
    0