ขันทีผู้นี้คือที่รักของข้า

ตอนที่ 4 : 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    9 ม.ค. 64

"เจ้าว่าอย่างไรนะหลี่กงกง  น้องห้ามีปากเสียงกับขันทีผู้หนึ่งเรื่องแย่งชิงแมวเช่นนั่นรึ?"  องค์ฮ่องเต้ตรัสถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ

"จริงพะย่ะค่ะ  ทีแรกกระหม่อมเห็นว่าแย่งชิงแมวตัวนั้นกันอย่างดุเดือดนัก  แต่สุดท้ายด้วยเหตุผลกลใดมิทราบท่านอ๋องห้ากลับยอมรามือไปโดยมิมีเหตุผลพะย่ะค่ะ"  หลี่กงกงจีบปากจีบคอตอบเสียงดังฉะฉานก่อนจะก้มหน้าของตนลงมองพื้นอย่างรักษากิริยา

"หมดธุระของเจ้าแล้ว  เจ้าออกไปได้"  องค์ฮ่องเต้ตรัสขึ้นพร้อมทั้งนึกถึงเหตุการณ์ในวัยเด็กของตนและอ๋องห้าอู่เจ่อเล่ยต่อไปตามลำพังพระองค์เดียว

"ฮือๆๆ  พี่รองเสด็จแม่ของข้าไม่อยู่แล้ว  ชีวิตข้าตอนนี้ไม่เหลือใครอีกต่อไปแล้ว  มีเพียงเจ้าแมวอ้วนสีส้มตาสีฟ้านี่เท่านั้นที่เสด็จแม่ทิ้งไว้ให้ข้าดูต่างหน้าพะยะค่ะ"  องค์ชายห้าตัวน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยนด้วยความเสียใจอย่างหนัก

"ไม่เป็นไรนะน้องห้า  พี่รองคนนี้จะดูแลเจ้าเอง  เสด็จแม่ฮองเฮาของข้าเป็นคนจิตใจดีงามยิ่งนัก  ข้าจะทูลขอให้เสด็จแม่ของข้ารับเจ้ามาไว้เลี้ยงดูเอง"  องค์ชายรองในขณะนั้นหรือก็คือองค์ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนี้ได้กล่าววาจาปลอบโยนน้องชายต่างมารดาของตนด้วยนึกเวทนาและสงสารจับใจนัก

เวลาแห่งความสุขผ่านไปช่างไวนักเจ้าแมวน้อยแสนรักของอ๋องห้าอู่เจ่อเล่ยก็ได้เสียชีวิตไปด้วยการถูกลอบวางยาพิษ  หลังจากนั้นเป็นต้นมาอ๋องห้าอู๋เจ่อเล่ยจึงมีแต่ท่าทีเงียบขรึมและเป็นคนพูดน้อยมิเคยยอมปริปากออกมาแม้แต่เพียงครึ่งคำว่าตนชอบหรือไม่ชอบในสิ่งใดบ้าง  คิดถึงความหลังขึ้นมาคราใดแล้วก็ทำให้องค์ฮ่องเต้อู่ฮั่นตี้ถึงกับเผลอลอบถอนหายใจออกมาเสียยาวกับพฤติกรรมของอ๋องห้าที่ติดตัวมาจนถึงปัจจุบันนี้

ทำเอาคนที่องค์ฮ่องเต้ลอบคิดถึงต้องเผลอจามออกมาหลายครั้งติดๆกัน  ก่อนจะเรียกเส้นสายคนสนิทในวังต้องห้ามอันโอ่อ่านี้ให้เข้ามาเจรจากับตนถึงในตำหนักชิงเทียนกงแทน

"กระหม่อมไป๋กงกงขอถวายพรท่านอ๋องห้า  ขอจงทรงพระเจริญพะยะค่ะ"  ขันทีผู้หนึ่งอายุได้ราวห้าสิบกว่าปีแต่ยังดูมีท่าทางกระฉับกระเฉงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน

"สืบเรื่องขันทีน้อยนามอี้เฟิงมาให้เปิ่นหวางที  และส่งข่าวให้เจ้าขันทีน้อยนั่นเลี้ยงดูเจ้าแมวน้อยสีส้มชื่อเสี่ยวเฉิงของเปิ่นหวางเอาไว้ให้จงดีและให้เจ้าขันทีน้อยนั่นเขียนรายงานการเลี้ยงดูเจ้าเสี่ยวเฉิงส่งมาให้เปิ่นหวางอย่างน้อยเดือนละหนึ่งฉบับด้วย  ที่สำคัญเจ้าห้ามบอกเจ้าขันทีน้อยหน้าขาวนั่นเป็นอันขาดว่าเปิ่นหวางเป็นคนสั่งการนี้เข้าใจหรือไม่?"

"รับด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ"  ไป๋กงกงเอ่ยรับคำอย่างนอบน้อม

"ส่วนนี่ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเจ้าแมวน้อยเสี่ยวเฉิงของเปิ่นหวางในระยะหนึ่งเดือนนี่  และค่าใช้จ่ายเล็กๆของเจ้าขันทีนั่นด้วย"  อ๋องห้าอู่เจ่อเล่ยเอ่ยขึ้นน้ำเสียงราบเรียบและวางถุงเงินเอาไว้บนโต๊ะก่อนจะตรัสต่อไปว่า  "วันพรุ่งไม่เกินยามเฉินเปิ่นหวางขะต้องรู้ข้อมูลทุกอย่างให้ละเอียดชัดเจน  ส่วนเจ้าไปทำงานอื่นต่อได้แล้ว"

"พะย่ะค่ะ  กระหม่อมขอทูลลา"  หลังกล่าวจบไป๋กงกงจึงได้ล่าถอยออกจากตำหนักชิงเทียนกงไปอย่างรู้หน้าที่

ณ กองพระตำหนัก  แผนกขนส่ง  ช่วงบ่ายยามเว่ย  (เวลา 14.00น.)

"อะไรกันนะ!  มีขันทีสูงศักดิ์ผู้หนึ่งมาขอพบข้าเช่นนั้นรึ?"  อี้เฟิงเอ่ยถามขึ้นด้วยความตกตะลึงขณะกำลังจัดเรียงบรรดาผ้าไหมแพรพรรณอันล้ำค่าใส่ลงไปในหีบไม้อยู่

"แล้วข้าใช่เพื่อนเล่นของเจ้าเช่นนั้นรึ?"  หม่านโถวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกะฟัดกะเฟียดและหรี่ตามองอี้เฟิงอย่างนึกสงสัยใคร่รู้ว่าเหตุใดขันทีตัวเล็กๆ ณ กองพระตำหนักถึงมีขันทีสูงศักดิ์ใหญ่โตเดินทางมาหาถึงที่ได้

"กงกงผู้นั้นรอเจ้าอยู่ที่ศาลาหน้ากองพระตำหนักนี้เอง  รีบไปรีบกลับมาทำงานต่อเล่า  อย่ามัวแต่ชักช้าโอ้เอ้ไม่เอาการเอางานเสียล่ะ  ผ้าแพรในหีบเหล่านี้ต้องขนไปให้พระสนมขั้นเฟยเชียวนะ"  หม่านโถวกล่าวกำชับ

"ข้ารู้แล้ว"  อี้เฟิงกล่าวเพียงเท่านั้นก็รีบลุกจากการทำงานเดินไปหากงกงผู้นั้นที่ศาลากองพระตำหนักทันที

ภาพขันทีผู้มีอายุสวมหมวกพู่แดง  ตรงปลายหมวกประดับรัตนชาติสีม่วง  สวมใส่อาภรณ์สีม่วงแก่  ปักลายด้วยเส้นด้ายสีเงินและขลิบทองอันงดงามวิจิตรทำให้อี้เฟิงทราบได้โดยทันทีว่าขันทีผู้นี้ต้องเป็นขันทีระดับสูงแน่  จึงได้ประสานมือโค้งตัวลงกล่าวคำนับด้วยน้ำเสียงของผู้น้อยที่กล่าวกับผู้ใหญ่ว่า  "คาราวะท่านกงกง  ข้าน้อยมีนามว่าอี้เฟิง  มิทราบว่าท่านกงกงมีธุระอันใดกับข้าน้อยหรือขอรับ"

"ข้าทราบมาว่าเจ้าแอบเลี้ยงแมวเอาไว้ในวังหลวงนี้ใช่หรือไม่?"  ไป๋กงกงเอ่ยถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

"ข้า เอ่อ  ข้า"  อี้เฟิงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงขาดๆหายๆ

'ข้าจะทำเช่นไรดีนะ  หากข้าบอกว่าข้าเลี้ยงแมว  แน่นอนว่าข้าเป็นคนทำผิดกฎของวังหลวง  เพราะข้ารับใช้มิสามารถเลี้ยงสัตว์ได้ตามอำเภอใจของตน  หากจะเลี้ยงสัตว์ได้นั้นจำต้องเป็นเจ้านายระดับสูงหรือผู้ที่ได้รับพระบรมราชานุญาตจากฮ่องเต้เสียก่อนด้วย  แต่หากจะปฏิเสธก็ดูไม่ค่อยจะซื่อสัตย์กับหัวใจของตัวเองนัก  ข้าจะทำเช่นไรดีนะ?'  อี้เฟิงคิดโอดครวญขึ้นมาในใจ

ทางด้านไป๋กงกงก็รอฟังคำตอบอยู่อย่างใจเย็นราวกับกำลังเฝ้ามองการทดสอบสติปัญญาของขันทีน้อยผู้นี้อยู่

"ว่าอย่างไรกันเล่า  เจ้าได้เลี้ยงแมวรึไม่ได้เลี้ยง?"

"เจ้าแมวอ้วนนั้นตัวของมันมิได้อยู่ติดกันกับข้าตลอดเวลา  ข้าเองก็รู้สึกเมตตารักใคร่เอ็นดูมันนัก  เวลาที่มันผ่านมาเจอข้าในแต่ละครั้งข้าจึงเอาอาหารให้มันและพูดคุยกับมันอยู่บ้างสักเล็กน้อยขอรับ"  หลังกล่าวจบอี้เฟิงก็ก้มหน้าลงมองพื้นและลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

"ฮ่าๆๆๆ"  คำตอบของอี้เฟิงทำเอาไป๋กงกงหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจกับวาจาและท่าทีที่แสดงออกถึงความเฉลียวฉลาดของขันทีน้อยตรงหน้าก่อนจะกล่าวต่อไปว่า  "หากมีเจ้านายพระองค์หนึ่งมอบหมายภาระหน้าที่ในการเลี้ยงดูแมวตัวนี้ให้กับเจ้าเล่า  เจ้าพอใจจะรับหน้าที่นี้หรือไม่?"

อี้เฟิงดูมีท่าทีตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด  จนแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองว่าสิ่งที่ตนได้ยินได้รับหังมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่  หรือตนแค่หูฝาดไป  จึงเอ่ยวาจาถามออกไปเสียงเบาว่า  "ข้ามีเจ้านายที่จิตใจดีมีเมตตามอบหมายหน้าที่การเลี้ยงเจ้าแมวอ้วนนั้นให้กับข้าใช่จริงๆหรือขอรับท่านกงกง?"

"ข้าย่อมมิโกหกเจ้า  แถมเจ้านายผู้นั้นยังใจดีมากถึงขนาดมอบเงินเดือนและค่าอาหารนั้นไว้สำหรับเลี้ยงเจ้าแมวนั้นด้วย"  ไป๋กงกงเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งยื่นถุงใส่เงินออกไปส่งให้ต่อหน้าอี้เฟิง

"ขอบใจท่านกงกงมากเลยขอรับที่มาส่งมอบข่าวดีนี้ให้กับข้า  ข้าขอให้คำมั่นสัญญาว่าข้าจะเลี้ยงดูเจ้าแมวอ้วนตัวนี้ให้ดีที่สุดเลยขอรับ"  อี้เฟิงพูดขึ้นอย่างดีใจ

"ในการเลี้ยงแมวนี้ยังมีเงือนไขที่เจ้าต้องปฏิบัติตามอยู่บ้าง"  ไป๋กงกงกล่าวหยั่งเชิง

"ข้อแม้อันใดหรือขอรับ?"

"เจ้าจะต้องเขียนจดหมายรายงานสถานการณ์ความเป็นอยู่ของเจ้าลูกแมวนั้นส่งให้เจ้านายผู้นั้นอย่างน้อยเดือนละหนึ่งฉบับด้วย"

"แต่ว่าข้าอ่านหนังสือไม่ออก  เขียนหนังสือก็ไม่เป็นเลยนะขอรับท่านกงกง"  อี้เฟิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

"ข้าจะให้เจ้าไปเรียนเขียนอ่านกับเหล่าไต้ซือที่พระอารามหลวงทุกวันตั้งแต่ยามเซิน (เวลา16.00น.)  ไปจนถึงยามโหย่ว  (เวลา 18.00น)  เจ้าจะยอมรับหรือไม่?"

"ข้ายอมรับขอรับ  ขอบคุณท่านกงกงที่มีเมตตาต่อข้าขอรับ"  หลังกล่าวจบอี้เฟิงจึงได้ลงไปนั่งคุกเข่าแสดงความขอบคุณอยู่ที่พื้น

"เอาล่ะๆ  ลุกขึ้นได้  นายบะเอียดปลีกย่อยอื่นๆข้าจะเป็นคนแจ้งต่อหัวหน้ากองพระตำหนักให้ได้ทราบเอง  ส่วนเจ้ามีหน้าที่เลี้ยงดูแมวนั้นให้เีที่สุด  และเขียนจดหมายมามอบให้ข้าอย่างน้อยเดือนละหนึ่งฉบับเข้าใจหรือไม่"

"ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ"  อี้เฟิงตอบเสียงหนักแน่น

"ไปทำงานอื่นของเจ้าต่อไปได้แล้ว"  ไป๋กงกงเอ่ยขึ้น

"คาราวะท่านกงกง  ข้าน้อยขอลา"  อี้เฟิงกล่าวขึ้นพร้อมทั้งเดินจากมาด้วยท่าทีสุภาพเรียบร้อยก่อนจะเดินเข้าไปแจ้งข่าวดีนี้ให้เจอฮั่นทราบด้วยความดีใจ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น