ขันทีผู้นี้คือที่รักของข้า

ตอนที่ 3 : 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 135
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    7 ม.ค. 64

อี้เฟิงขนดอกไม้ทั้งสิบกระถางออกจากกองพระตำหนักด้วยใจที่เหม่อลอยพร้อมทั้งสอดส่องสายตามองหาเจ้าแมวอ้วนสีส้มไปตลอดระยะทางที่ตนเดินผ่าน แต่ก็ไม่พบแม้กระทั่งเงาของเจ้าแมวอ้วนนั้นเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเดินทางมาถึงตำหนักชิงเทียนกงโดยไม่รู้ตัว

‘แต่เหตุใดตำหนักนี้จึงได้เงียบเหงาวังเวงเอาเช่นนี้นะ แล้วข้าจะไปจัดวางกระถางดอกไม้เหล่านี้ไว้ ณ ที่ใดกัน?’ อี้เฟิงคิดขึ้นมาในใจก่อนจะสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ พระตำหนักพร้อมทั้งนำเอากระถางดอกไม้ที่ตนขนมาด้วยนำไปวางไว้ตรงชั้นวางเดียวกันกับกระถางดอกไม้ชนิดอื่นๆ

“เมี๊ยววววว” เสียงร้องอันคุ้นเคยที่ดังขึ้นจากทางเบื้องหลังทำเอาอี้เฟิงรู้สึกตกใจจนแทบจะทำกระถางดอกไม้หลุดออกจากมือจึงรีบหันหลังขวับไปดูอย่างรวดเร็วก่อนจะอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงว่า “เจ้าแมวอ้วน เจ้าแมวอ้วนของข้า ข้าตามหาเจ้ามาตั้งนาน ข้าเป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก และแล้วข้าก็ตามหาเจ้าจนเจอ” หลังพูดจบอี้เฟิงก็ลงไปนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นพร้อมทั้งอ้าแขนโอบอุ้มเอาเจ้าแมวอ้วนสีส้มเอาไว้ในอ้อมแขนของตนด้วยความรักใคร่ เจ้าแมวอ้วนนั้นก็ถูไถใบหน้ากลมป้อมนั้นเข้าที่กลางหน้าอกของอี้เฟิงด้วยกิริยาออดอ้อน

“มาเถอะมา ข้าเก็บปลาทอดตัวน้อยๆ ตั้งสองตัวเอาไว้ให้เจ้าด้วยนะ” อี้เฟิงพูดขึ้นก่อนจะยื่นปลาทอดกรอบตัวเล็กสองตัวส่งให้

“เมี๊ยววว” เจ้าแมวอ้วนส่งเสียงร้องแสดงถึงความขอบคุณก่อนจะก้มหน้าก้มตากินปลาทอดกรอบตัวเล็กนั่นอย่างเอร็ดอร่อย

ภาพแห่งความน่าประทับใจนั้นกำลังถูกจับจ้องจากสายตาคู่หนึ่งอยู่โดยที่อี้เฟิงยังไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ริมฝีปากหยักได้รูปคลี่ยิ้มอ่อนโยนระบายออกมาอยู่เต็มใบหน้าที่หล่อเหลานั้นก่อนจะพบว่าอี้เฟิงได้จัดเรียงกระถางดอกไม้ทั้งสิบกระถางเสร็จเรียบร้อยแล้วและกำลังจะอุ้มเอาเจ้าแมวอ้วนออกจากตำหนักชิงเทียนกงของตนไปแล้วก็อดที่จะร้อนใจขึ้นมามิได้ จึงได้ก้าวขาออกจากมุมเสาในตำหนักออกไปประจันหน้ากับขันทีน้อยรูปงามนั่นด้วยตนเองโดยลืมนึกถึงกิริยาอันนิ่งสงบไปเสียสิ้น

“หยุดนะ!! เจ้าจะพาแมวน้อยเสี่ยวเฉิงของเปิ่นหวางไปที่ใดกัน?” สุระเสียงเข้มเอ่ยขึ้นอย่างวางอำนาจ

อี้เฟิงค่อยๆ ลอบมองปลายรองเท้าหนังสัตว์ที่ตัดเย็บด้วยความประณีตนั้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะไล่สายตาขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเผลอสบตาเข้ากับดวงตาเข้มสีนิลดุดันทรงอำนาจนั้นเข้าโดยไม่ตั้งใจ จึงรีบก้มหน้าก้มตาลงมองพื้นก่อนจะกอดกระชับเจ้าแมวอ้วนนั้นเอาไว้ในอ้อมแขนแน่นขึ้นด้วยความหวงแหน

“เปิ่นหวางถามเจ้า เหตุใดเจ้าจึงมิยอมตอบคำถามของเปิ่นหวางเล่า?” อ๋องห้าอู่เจ่อเล่ยตรัสถามย้ำขึ้นมาอีกรอบก่อนจะลอบพินิจพิจารณาขันทีน้อยนั้นไปถ้วนทั่วทุกอณูตารางนิ้ว

‘ปะ เปิ่นหวาง แทนตัวด้วยถ้อยคำเช่นนี้เห็นทีบุรุษตรงหน้าของเรา คงจะเป็นท่านอ๋องผู้ใดผู้หนึ่งเป็นแน่’ อี้เฟิงคิดขึ้นมาในใจก่อนจะค่อยๆ คุกเข่าลงไปกับพื้นและพูดขึ้นเสียงสั่นว่า “ถวายพระพรท่านอ๋อง ขอจงทรงพระเจริญพันปี พันๆ ปีพะยะค่ะ”

“เมี๊ยวววว” เสียงร้องของเจ้าแมวอ้วนสีส้มร้องดังขัดจังหวะขึ้นมาราวกับต้องการสงบศึกทางสายตาของท่านอ๋องห้าก่อนจะแลบลิ้นสีชมพูสดของตนออกมาเลียที่หลังมือของอี้เฟิงอย่างแผ่วเบา

‘แมวอ้วนตัวนี้ข้าเลี้ยงมันมาได้นานราวสองสัปดาห์แล้ว มิทราบว่ามันจะกลายเป็นของท่านอ๋องไปได้อย่างไรกันหรือขอรับ’ อี้เฟิงเอ่ยตอบไปด้วยความเด็ดเดี่ยว

“เจ้าช่างบังอาจนักนะ กล้าท้าทายอำนาจของเปิ่นหวาง กล้าแย่งชิงเจ้าเสี่ยวเฉิงไปจากเปิ่นหวางได้อย่างไรกัน เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเจ้าแมวส้มตัวนี้อยู่ในเขตพระตำหนักของเปิ่นหวางอยู่แท้ๆ แล้วเหตุใดมันจะมิใช่แมวของเปิ่นหวางเล่า” อ๋องห้าตรัสขึ้นสีหน้าเคร่งเครียดจนหน้าดำหน้าแดงไปหมดแล้ว

‘มันอาจจะผลัดหลงเข้ามาก็เป็นได้นะขอรับ ข้าจะรีบพามันออกไปประเดี๋ยวนี้และจะมิให้มันได้เข้ามารบกวนท่านอ๋องถึงในตำหนักนี้อีกเป็นอันขาดขอรับ” อี้เฟิงพูดขึ้นเร็วปรื๋อ

“ถ้าเช่นนั้นลองให้เจ้าเสี่ยวเฉิงเลือกนายของมันดูก่อนประไร หากมันเลือกไปอยู่กับเจ้าเปิ่นหวางก็จะยอมรับว่ามันเป็นของเจ้า แต่หากมันเลือกที่จะอยู่กับเปิ่นหวาง เจ้าจะมิมีสิทธิ์แตะต้องเจ้าเสี่ยวเฉิงของเปิ่นหวางอีกต่อไป” อ๋องห้าตรัสขึ้นเสียงดังฟังชัด

ร้อนถึงหลี่กงกงขันทีเคียงข้างพระวรกายขององค์ฮ่องเต้ที่เดินเข้ามาแจ้งข่าวในตำหนักชิงเทียนกง ณ เวลานั้นพอดีได้พบเห็นเหตุการณ์เข้าจึงรีบเข้าไปเจรจาไกล่เกลี่ยสถานการณ์ตรงหน้าโดยเร็วพลัน

“ช้าก่อนๆ เจ้าขันทีน้อย นี่มันเกิดเรื่องอะไรกันขึ้นเช่นนั้นหรือ?”

“คาราวะท่านหลี่กงกง ข้าอี้เฟิงได้รับมอบหมายให้นำดอกไม้มาส่งที่ตำหนักชิงเทียนกงในวันนี้อยู่สิบกระถางด้วยกัน  เมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงจะรีบไปทำงานอื่นต่อแล้วขอรับ ข้าน้อยขอตัวก่อนนะขอรับ” อี้เฟิงพูดขึ้นพร้อมทั้งทำการคาราวะต่อท่านอ๋องห้าและหลี่กงกงด้วยความรวดเร็วเพื่อที่จะได้พาตนออกจากสถานการณ์อันน่าอึดอัดนี้ไปให้ไวที่สุด

“ช้าก่อนๆ  แล้วนั่นเจ้าถืออันใดไว้ในมืออยู่เช่นนั้นรึ?” หลี่กงกงเอ่ยถามขึ้นก่อนจะตวัดสายตาเหลือบมามองดูเจ้าแมวอ้วนสีส้มนั่นอย่างตาไม่กระพริบ

“อ้อพอดีข้าเห็นว่าเจ้าแมวอ้วนสีส้มนี้พลัดหลงเข้ามาในตำหนักของท่านอ๋อง ข้าจึงจะพามันไปปล่อยไว้ข้างนอกขอรับ” อี้เฟิงตอบด้วยน้ำเสียงขาดๆ หายๆ

“จริงเช่นนั้นรึ?” หลี่กงกงถามคาดคั้น

“จริง” อ๋องห้าอู่เจ่อเล่ยเป็นฝ่ายปริปากตอบเสียงดังฟังชัด สร้างความตื่นตะลึงแกมความแปลกใจให้กับอี้เฟิงเป็นอย่างมาก  เมื่อเหตุการณ์การแย่งชิงเจ้าแมวอ้วนสีส้มกลับพลิกตาลปัตรไปได้ในชั่วพริบตาเดียว ‘เหตุใดท่านอ๋องผู้ที่มีใบหน้าเคร่งขรึม ร่างกายใหญ่โตประดุจดั่งเทือกเขาผู้นี้ จึงได้เปลี่ยนใจไปได้ฉับไวถึงเพียงนี้นะ?’ อี้เฟิงคิดขึ้นมาในใจก่อนจะก้มหน้าทอดสายตาลงมองพื้นมิกล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผู้ใดทั้งสิ้น

“เจ้ามีธุระอื่นใดก็รีบไปทำเสียเถอะ” หลี่กงกงเอ่ยขึ้นก่อนจะลอบมองพระพักตร์ของท่านอ๋องห้าก็พบว่าท่านอ๋องห้าทรงทอดสายพระเนตรมองตามเจ้าขันทีน้อยและแมวอ้วนตัวนั้นไปด้วยแววตาห่วงหาอาทรเป็นอย่างยิ่ง จึงได้กระแอมไอขึ้นมาในลำคออีกครั้งก่อนจะพูดต่อไปว่า “กราบทูลท่านอ๋องห้า ฝ่าบาททรงเชิญท่านอ๋องห้าให้ไปร่วมเสวยพระกระยาหารเย็นร่วมกันเมื่อยามโหยว่วันนี้พะยะค่ะ มิทราบท่านอ่องห้าสะดวกหรือไม่?”

“ข้าจะไปอย่างแน่นอน ฝากกราบทูลฝ่าบาทด้วย” อ๋องห้าตรัสขึ้น

“ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลา” หลี่กงกงเอ่ยขอตัวกลับด้วยความนอบน้อม ทิ้งให้ท่านอ๋องห้าผู้บ้าทำศึก เริ่มจะมีอาการถอนหายใจออกมาโดยลำพัง พร้อมทั้งลอบคิดไปถึงเจ้าแมวอ้วนสีส้มกับเจ้าขันทีน้อยรูปงามนั่นอย่างควบคุมตัวเอาไว้ไม่อยู่ไปเสียแล้ว

‘รู้ถึงไหนคงจะอับอายเขาไปถึงนั่นที่ท่านอ๋องห้าผู้บ้าทำศึกเช่นข้าต้องได้ลดตัวลงไปแย่งชิงเจ้าแมวอ้วนสีส้มกับเจ้าขันทีน้อยฝีปากกล้านั่นสินะ’ อ๋องห้านึกขึ้นมาในใจก่อนจะเดินกลับเข้าไปในตำหนักด้วยความหงุดหงิดเล็กๆ ข้างในหัวใจ


** ขอแนะนำนิยายวายจีนโบราณฟีลกู้ดเรื่อง #ขันทีผู้นี้คือที่รักของข้า ดังต่อไปนี้ค่ะ

** อัพนิยายทุกวันพฤหัสบดี เวลา 17.00 น. ค่ะ

** อัพสัปดาห์ละตอนค่ะ ฝากติดตามกันด้วยนะคะ เริ่มอัพ 7/1/64 ค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น