ขันทีผู้นี้คือที่รักของข้า

ตอนที่ 2 : แมวนำโชค

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 136
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    31 ต.ค. 63

กลางดึกสงัดยามจื่อ (เวลา 23.00น.) อ๋องห้าอู่เจ่อเล่ยกลับมีอาการนอนไม่หลับ จึงได้ออกมาเดินเล่นชมจันทร์ที่ลานกว้างหน้าตำหนักแต่เพียงลำพัง

พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ทอแสงนวลตาลงมาให้ได้เย็นใจ เมื่อครั้งที่อยู่ชายแดนเหนือในแต่ละคืนนั้น นอกจากวางแผนการรบและฝึกซ้อมการรบแล้วไฉนเลยอ๋องห้าผู้บ้าทำศึกจะมีเวลาเงยหน้าขึ้นมามองบนท้องฟ้าได้เล่า

ดูๆ ไปแล้ววังหลวงอันแสนวุ่นวายนี้ก็คงจะมีมุมสงบอยู่บ้างเช่นเดียวกัน อย่างน้อยก็ในยามนี้

อ๋องห้าอู่เจ๋อเล่ยทอดสายตาขึ้นไปมองยังพระจันทร์บนฟ้าด้วยแววตาที่คาดจะหยั่งถึง ในขณะเดียวกันกับที่โสตประสาทก็เริ่มจะจับสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวกุกกักอยู่บนต้นไม้ ด้วยความสงสัยจึงใช้วิชาตัวเบาเหาะไปยังที่เกิดเสียงนั้นทันที เมื่อขึ้นไปยังต้นไม้นั้นแล้ว กลับพบเพียงแค่แมวอ้วนสีส้มตัวเดียวเท่านั้น จึงอดที่จะยิ้มกับตัวเองขึ้นมาลำพังอย่างเสียมิได้ ใครเล่าจะไปรู้ท่านอ๋องห้าผู้ที่ชอบวางท่าเคร่งขรึมหน้าตาเคร่งเครียดในค่ายทหารนั้นกลับมีจุดอ่อนอย่างหนึ่งคือ “แพ้ทางเจ้าลูกแมวเหมียวน้อยขี้อ้อน” เป็นอย่างมาก

แต่ถ้าจะพูดถึงความรัก ความชอบ ความคลั่งไคล้ต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วนั้น ล้วนย่อมต้องเก็บเป็นความลับขั้นสุดยอด มิสามารถแพร่งพรายให้ผู้ใดล่วงรู้ได้เป็นอันขาด เพราะศัตรูสามารถนำสิ่งนั้นมาใช้ต่อรองได้นั่นเอง

“เสี่ยวเฉิง (เจ้าลูกแมวน้อยสีส้ม) เจ้าเป็นลูกแมวน้อยของผู้ใดกัน เหตุใดจึงลอบเข้ามาปีนต้นไม้ในตำหนักที่ประทับของเปิ่นหวางได้” อ๋องห้าตรัสขึ้นพร้อมทั้งใช้ฝ่ามือใหญ่ของตนลูบที่ศีรษะเล็กของเจ้าแมวน้อยนั้นอย่างนึกเอ็นดู

“เมี๊ยว” เจ้าลูกแมวน้อยส่งเสียงร้องขึ้นพร้อมทั้งก้มหน้าลงส่ายหัวไปมาที่ฝ่ามือของท่านอ๋องห้าอย่างออดอ้อน

“วันพรุ่งหากเจ้ามาที่ตำหนักของเปิ่นหวางอีก เปิ่นหวางจะหาปลาไว้คอยเจ้า แต่นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้าควรไปพักผ่อนได้แล้วกระมัง”

“เมี๊ยว” เจ้าลูกแมวน้อยส่งเสียงร้องรับคำก่อนจะกระโดดลงบนพื้นไปอย่างว่าง่าย ท่านอ๋องห้าจึงใช้วิชาตัวเบาเหาะลงจากต้นไม้ เข้าบรรทมไปอย่างผ่อนคลายเช่นเดียวกัน

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ กองพระตำหนัก (แผนกขนส่ง)

“พี่เจ๋อฮั่น พี่เห็นแมวอ้วนของข้าบ้างหรือไม่?” เสียงขันทีน้อยหน้าหวานผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความวิตกกังวล

“มิใช่ว่ามันแอบลอบหนีจากเจ้าไปแล้วรึอี้เฟิง?” ขันทีที่อายุมากกว่าอี้เฟิงถึงสี่ปีเอ่ยขึ้นเสียงเบา

“มันสนิทกันกับข้าจะตาย อีกทั้งข้ายังรู้จักกับมันมาตั้งสองสัปดาห์ มันจะกล้าทิ้งข้าได้ลงคอได้อย่างไรกัน?” ขันทีน้อยอี้เฟิงกล่าวขึ้นด้วยเสียงแง่งอน

“ขันทีแอบเลี้ยงแมวน้อยในวังหลวง ถ้าถูกจับได้ขึ้นมา เจ้าโดนลงโทษหนักแน่” เจ๋อฮั่นขู่ก่อนจะเดินไปรดน้ำดอกไม้ที่ปลูกไว้หน้ากองตำหนักเงียบๆ

“ถ้าท่านไม่พูด ข้าไม่พูด แล้วผู้ใดเล่าจะรู้”

“สักวันหนึ่งข้าต้องพูดแน่ หากเจ้ายังขืนเอาอาหารส่วนของตัวเองไปแบ่งให้เจ้าแมวนั่นอีก แทนที่จะแบ่งให้ข้ายังจะมีประโยชน์มากกว่าอีกมิใช่หรืออย่างไรกัน?”

“โธ่ๆๆๆ เสี่ยวเกอของข้า เหตุใดจึงได้ขี้น้อยใจนักเล่า ทั่วทั้งวังหลวงนี้ อาหารอื่นใดข้าก็ให้พี่ไปจนหมดแล้ว อาหารเพียงแค่เสี้ยวเหลี่ยงเดียว พี่ก็จะแบ่งปันให้กับเจ้าแมวน้อยน่ารักนั่นมิได้แม้เพียงสักน้อยเลยหรือขอรับ”

“เจ้านี่ก็ช่างกระไรนัก กล่าววาจาราวกับว่าข้าเป็นผู้ร้าย” เจ๋อฮั่นพูดและสะบัดใบหน้าเชิ่ดขึ้นเล็กน้อย

“ข้ามิกล้า ข้าน้อยมิกล้า พี่เจ๋อฮั่นกล่าวหนักเกินไปแล้ว” อี้เฟิงพูดเสียงอ่อยและยกฝ่ามือสองข้างขึ้นโบกไปมาเบาๆ

“เจ้าอย่ามัวโอ้เอ้มาชวนข้าคุยเรื่องเจ้าแมวอ้วนอะไรนั่นอีกเลย รีบนำผ้าแพรพรรณที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้พระสนมจางผินไปส่งที่พระตำหนักเถิด จะได้กลับมาขนส่งดอกไม้ไปที่ตำหนักชิงเทียนกงอีก” เจ๋อฮั่นกล่าวกำชับ

“ขอรับ” อี้เฟิงรับคำอย่างแข็งขันก่อนจะช่วยยกหีบไม้ที่บรรจุผ้าแพรพรรณอันล้ำค่าไปส่งมอบให้กับพระตำหนักที่พระสนมจางผินประทับอยู่

เมื่อเดินไปได้สักระยะ ดวงตากลมโตของขันทีน้อยก็เริ่มใช้ความพยายามในการสอดส่ายสายตามองหาเจ้าแมวอ้วนสีส้มที่ตนเคยคุยเล่นด้วยอยู่เป็นประจำอย่างนึกหวั่นใจ

“เสี่ยวมาวของข้า เจ้าหายไปที่ใดเสียแล้ว ผ่านมาตั้งหนึ่งวันแล้ว ทำไมข้าถึงยังไม่เห็นเจ้าไปที่กองพระตำหนักอีก ขาดเจ้าไป หัวใจของข้าก็พลันไม่เบิกบายเสียแล้ว” อี้เฟิงรำพึงขึ้นมาเสียงเบา

พร้อมกันกับที่เหล่าขบวนขันทีต่างยกหีบไม้มาถึงยังตำหนักที่พระสนมจางผินประทับอยู่

“ถวายพระพรพระสนมจางผิงเหนียงเหนียง” เหล่าขันทีต่างกล่าวคำถวายพระพรและคุกเข่าลงกับพื้นอย่างพร้อมเพรียงกัน

“ลุกขึ้นได้ ไม่ต้องมากพิธี” พระสนมจางผินตรัสขึ้นก่อนจะใช้สายตามองสำรวจไปทั่ว จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่.......

“เจ้ามีซื่อแซ่ว่าอย่างไร เหตุใดข้าจึงมิเคยพบหน้าเจ้ามาก่อน?”

“กราบทูลพระสนมจางผินเหนียงเหนียง กระหม่อมแซ่เซียว ชื่ออี้เฟิงพะยะค่ะ” อี้เฟิงก้มหน้าลงทอดสายตามองพื้นก่อนจะตอบไปอย่างสุภาพเรียบร้อยที่สุดในชีวิต

“รูปร่างหน้าตาเจ้าราวกับว่าเป็นคุณชายน้อยตระกูลผู้ดี เหตุใดจึงได้กลายมาเป็นขันทีได้เล่า”

“บิดามารดาของกระหม่อมเสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเล็ก อาศัยอยู่กับท่านยายที่ชราภาพมากแล้วเพียงลำพัง เมื่อสองปีก่อนยายของกระหม่อมเสียชีวิตลง ด้วยความที่กระหม่อมไม่มีที่พึ่งพิงใดอีกต่อไปแล้ว จึงได้ตัดสินใจเข้ามาเป็นขันทีในวังพะยะค่ะ”

“เจ้าคิดว่าวังหลวงแห่งนี้จะเป็นที่พึ่งพิงให้กับเจ้าได้เช่นนั้นหรือ?” พระสนมจางผินตรัสหยั่งเชิง

“วังหลวงเป็นที่พึ่งได้ดีที่สุดสำหรับกระหม่อมในยามนี้เท่าที่กระหม่อมทรงนึกออก เพราะมีที่ให้ซุกหัวนอน มีอาหารให้กินอิ่มทั้งสามมื้อ แต่ในความคิดของกระหม่อมแล้ว การได้รับใช้เจ้านายอย่างสุดความสามารถนั้นกลับคือ ที่พึ่งพิงอันแท้จริงพะยะค่ะ” อี้เฟิงตอบไปตามที่ใจของตนนึกคิด

“หึๆๆ” พระสนมจางผินทรงหัวเราะขึ้นมาน้อยๆ โดยมิลืมยกพัดขึ้นมาปิดบังรอยยิ้มไว้อย่างรักษากิริยา

“เจ้าตอบได้ดีๆ มิทราบว่าขันทีน้อยเช่นเจ้ามีอายุเท่าไหร่แล้วเช่นนั้นรึ?”

“สิบสี่ปีพะยะค่ะ” อี้เฟิงตอบอย่างนอบน้อม

“อายุยังน้อยนัก อนาคตข้างหน้าคงก้าวหน้าไปอีกได้ไกล” พระสนมจางผินตรัสชมเชย

“ขอบพระทัยพะยะค่ะ” อี้เฟิงกล่าวขึ้นพร้อมทั้งคุกเข่าและก้มศีรษะลงคำนับพระสนมจางอี้ผิน

“เจ้าตอบคำถามได้ดี กิริยามารยาทถูกใจข้า นี่คือรางวัลของเจ้า ข้าให้” พระสนมจางอี้ผินตรัสขึ้นก่อนจะพยักหน้าให้นางกำนัลคนสนิทนำถุงเงินมามอบให้กับอี้เฟิง

“ขอบพระทัยพระสนมจางผิงเหนียงเหนียงพะยะค่ะที่ทรงมีพระเมตตา” อี้เฟิงกล่าวขึ้นก่อนจะโขกศีรษะลงกับพื้นอีกหลายครั้ง

“เอาล่ะ พวกเจ้ากลับไปทำงานอื่นได้ ข้าจะพักผ่อนแล้วเช่นกัน” พระสนมจางผินตรัสขึ้นก่อนจะเสด็จไปนั่งยังตั่งกุ้ยเฟย และยกชาขึ้นมาจิบอย่างใช้ความคิด

เมื่อคล้อยหลังของเหล่าขันทีจากกองพระตำหนักไปได้สักระยะ นางกำนัลคนสนิทจึงได้เอ่ยถามขึ้นมาว่า “พระสนมทรงถูกชะตาขันทีน้อยอี้เฟิงนั่นหรือเพคะ?”

“อืมมม เหมาะใช้ในการเป็นหมากยิ่งนัก” พระสนมจางอี้ผินตรัสตอบไปเพียงเท่านั้นจึงเอนหลังลงบนตั่งกุ้ยเฟยและหลับตาลงอย่างช้าๆ ราวกับคนที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก

ทางด้านอี้เฟิงเมื่อได้รับพระราชทานถุงเงินมาแล้ว ก็ให้ความรู้สึกยินดียิ่งนัก ด้วยว่าตนจะได้นำเงินนั้นไปแลกอาหารมาไว้กักตุนให้กับเจ๋อฮั่นและเจ้าแมวอ้วนไว้ได้กินอย่างอิ่มหนำสำราญ

แต่ความสุขนั้นกลับพลันมลายหายไปสิ้น เมื่อขันทีที่อายุมากที่สุดในกลุ่มชื่อ หม่านโถว กลับเอ่ยขึ้นมาว่า “ของดีมิควรมีไว้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียวใช่หรือไม่ ควรที่จะต้องแบ่งปันกันถึงจะถูก เจ้าจงนำเอาถุงเงินนั่นมาให้ข้าเดี๋ยวนี้นะอี้เฟิง”

“ข้ามอบให้เจ้ามิได้หรอกพี่หม่านโถว เนื่องด้วยถุงเงินนี้พระสนมจางผินทรงพระราชทานให้ข้า หากข้าให้ท่านต่อมิเท่ากับเป็นการลบหลู่เบื้องสูงเช่นนั้นหรือ” อี้เฟิงเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้

“เจ้ากล้าขัดคำข้าหรือ?” หม่านโถวเอ่ยขึ้นเสียงเข้มก่อนจะฟาดฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าเล็กๆ ของอี้เฟิงทั้งข้างซ้ายและขวาอย่างไม่ยั้งมือ

เพี๊ยะ เพี๊ยะ !!

 

เพี๊ยะ เพี๊ยะ !!

 

“หากเจ้ายอมให้ดีๆ ก็คงไม่ต้องเจ็บตัวเช่นนี้” หม่านโถวเอ่ยขึ้นก่อนจะแย่งถุงเงินนั้นมาไว้กับตน

“พวกเจ้าสองคนเห็นอะไรหรือไม่?” หม่านโถวเอ่ยขึ้นก่อนจะส่งสายตาขมึงถึงไปยังขันทีอีกสองคนที่ติดตามมาด้วย

“พะ พวกข้า ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น” ขันทีสองคนที่ตามมาด้วยเอ่ยขึ้นพร้อมกันก่อนจะดึงแขนเสื้อกันให้เดินแยกไปอีกทางหนึ่ง

“เจ้ารูปงามนักรึ ผิวพรรณดีนักรึ อนาคตข้างหน้าจะเจริญก้าวหน้าขึ้นไปอีกรึยังไง  ข้านี่แหล่ะจะฉุดกระชากเจ้าลงมาเอง จำใส่สมองกลวงๆ ของเจ้าไว้ด้วยนะอี้เฟิง” หม่านโถวเอ่ยขึ้นด้วยความริษยาก่อนจะก้าวเท้าเดินไปที่อื่น

อี้เฟิงที่ตอนนี้นั้น กลับมีสภาพไม่ต่างไปจากคนโดนหมาบ้าฟัด ก็กัดฟันลุกขึ้นอย่างเจ็บปวดก่อนจะใช้ชายแขนเสื้อเช็ดเลือดที่ติดอยู่ตามมุมปากของตนออกและพยายามแข็งใจเดินกลับไปที่กองพระตำหนักอีกครั้ง ด้วยจำได้ว่าเจ๋อฮั่นนั้นได้บอกให้ตนนำดอกไม้ไปส่งให้ที่ตำหนักชิงเทียนกงต่อ

“อี้เฟิง เกิดอันใดขึ้นกับเจ้าเช่นนั้นหรือ?” เจ๋อฮั่นพูดขึ้นด้วยความตกใจเมื่อมองเห็นรอยฟกช้ำที่ใบหน้าของอี้เฟิง

“ข้ามิเป็นอันใดขอรับ ข้าเพียงแต่หกล้มขณะกลับจากตำหนักของพระสนมจางผินเท่านั้นเอง” อี้เฟิงเอ่ยขึ้นก่อนจะหลุบตาลงมองพื้น

“เช่นนั้น เจ้ามิต้องไปไปส่งดอกไม้ที่ตำหนักชิงเทียนกงแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปส่งให้เอง เจ้าไปพักเถอะ” เจ๋อฮั่นเสนอตัวขึ้นอย่างนึกเป็นห่วง

“ข้ามิเป็นไรขอรับ ข้ายังไหว ข้ายังไปส่งดอกไม้ไหว” อี้เฟิงเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือล้น

“มิใช่ว่าเจ้าอยากจะเดินออกไปสอดส่ายสายตาหาเจ้าแมวอ้วนตัวนั้นหรอกนะอี้เฟิง?” เจ๋อฮั่นเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน

“ข้ายอมรับ ข้าอยากออกไปตามหามันขอรับ” อี้เฟิงเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งพยายามควบคุมมิให้หยาดน้ำตาไหลออกมาจากดวงตากลมโตสองข้างของตน

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็รีบไปรีบกลับล่ะ ขนดอกไม้สิบกระถางนี้ใส่รถล้อลากไป เจ้าไหวแน่นะ” เจ๋อฮั่นกล่าวถามเพื่อความแน่ใจ

“ข้าไหวขอรับ ขอบคุณพี่เจ๋อฮั่นที่เข้าใจข้า” อี้เฟิงเอ่ยขึ้นอย่างดีใจ และรีบขนกระถางดอกไม้ขึ้นใส่บนรถล้อลากอย่างมีความหวัง ว่าจะเจอเจ้าแมวอ้วนตัวนั้น ตัวที่เป็นเหมือนเพื่อนแท้ในยามที่ใจเปลี่ยวเหงา โดยอี้เฟิงคงจะคาดคิดไม่ถึงว่าในอนาคตข้างหน้าอันใกล้นี้ แมวอ้วนตัวกลมนั้นอาจจะกำลังจะนำโชคใหญ่มามอบให้กับตนก็เป็นได้

 

*** อ้างอิง (หน่วยวัดสำหรับน้ำหนัก)

หน่วยวัดน้ำหนักของจีนนิยมใช้หน่วย 斤 (jīn, จิน) มีน้ำหนักเท่ากับ ๕๐๐ กรัม หน่วยที่เล็กถัดลงมาจาก “จิน” คือ 两 (liǎng, เหลี่ยง) มีน้ำหนักเท่ากับ ๕๐ กรัม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น

  1. #1 demian-me (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 / 03:26
    เนื้อเรื่องและภาษาไม่ทำให้รู้สึกว่าติดขัดเลย
    #1
    1
    • #1-1 爱飛 อ้ายเฟย(จากตอนที่ 2)
      25 พฤศจิกายน 2563 / 07:24

      กำลังใจที่แสนดีของไรท์ ขอบคุณมากๆค่ะ 🙏🏻🙏🏻💖💖
      #1-1