ขันทีผู้นี้คือที่รักของข้า

ตอนที่ 1 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 158
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    7 ม.ค. 64

รัชศกหยางเทียนปีที่ห้าแคว้นฉี เหล่าอาณาประชาราษฎร์ล้วนอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ด้วยพระบารมีอันเปี่ยมล้นไปด้วยทศพิธราชธรรมขององค์ฮ่องเต้ นามอู่หวังตี้

บรรดาเชื้อพระวงศ์ต่างรักใคร่ปรองดองสมานฉันท์รวมใจกันเป็นหนึ่งเดียวในการทำนุบำรุงดูแลอาณาจักร แม้จะมีคลื่นใต้น้ำเกิดขึ้นบ้างในบางครั้งแต่ก็สามารถกำราบลงได้โดยมิเป็นอุปสรรคอันใดนัก

เช้านี้อากาศสดชื่นเย็นสบาย ด้วยเป็นวสันตฤดู ดอกไม้งาม

ผลิบานไปทั่วทั้งแคว้น องค์ฮ่องเต้จึงได้มีพระราชประสงค์เรียกตัวบรรดาพระญาติคนสนิทให้เข้ามาพักผ่อนชมดอกไม้ที่วังหลวง และรับฟังข่าวคราวต่างๆ ที่อาจจะมีประโยชน์ต่อการครองราชย์บริหารบ้านเมืองของพระองค์

ช่วงเช้ายามเฉิน (เวลา 07.00น) ณ ลานกว้างหน้าตำหนัก

หวางต้าเทียน ที่ประทับขององค์ฮ่องเต้ พระวรกายสูงสง่ากำลังยืนทอดพระเนตรไปยังดอกเหม่ยกุ้ย ฮวา ดอกน้อยที่กำลังเอนกิ่งพลิ้วไหวไปตามสายลมอยู่อย่างเงียบๆ สายลมนั้นได้พัดพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้นาๆ ชนิดลอยมาต้องพระนาสิกอยู่เป็นระยะ

"กราบทูลฝ่าบาท ขณะนี้ท่านอ๋องสี่ และท่านอ๋องเก้า มาขอเข้าเฝ้าแล้วพะย่ะค่ะ" หลี่กงกงขันทีคู่พระทัยกราบทูลขึ้นเสียงเบาด้วยเกรงว่าเสียงของตนจะรบกวนการสูดอากาศอันบริสุทธิ์ในยามเช้าของโอรสสวรรค์

"ให้น้องสี่กับน้องเก้าเข้ามาได้" องค์ฮ่องเต้ตรัสขึ้นด้วย

สุรเสียงราบเรียบ

"พะย่ะค่ะ" หลี่กงกงรับคำอย่างนอบน้อมก่อนจะล่าถอยออกไปทูลเชิญท่านอ๋องสี่และท่านอ๋องเก้าให้เสด็จมาเข้าเฝ้าได้

"ถวายพระพรฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี" อ๋องสี่และอ๋องเก้าคุกเข่าลงคำนับกล่าวคำถวายพระพรขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน

"ลุกขึ้นได้ไม่ต้องมากพิธี" องค์ฮ่องเต้ตรัสอย่างมีพระเมตตา

"ขอบพระทัยฝ่าบาท"

"น้องสี่ น้องเก้า เชิญนั่ง" องค์ฮ่องเต้ตรัสพร้อมกับผายมือเป็นการเชื้อเชิญให้นั่งลงได้

เมื่อทุกฝ่ายนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ขันทีประจำตำหนักจึงเข้ามารินชาใส่ลงในถ้วยชาของท่านอ๋องสี่และอ๋องเก้าอย่างรู้หน้าที่

"น้องสี่ชอบชาดอกเหมย น้องเก้าชอบชาดอกท้อ ลองชิม

ดูที ว่าจะถูกปากพวกเจ้าหรือไม่? "

"ฝ่าบาททรงพระทัยดีและทรงใส่ใจพวกเรายิ่งนัก ทรงจำได้แม้กระทั่งว่าพวกเราชอบดื่มชาชนิดใดบ้าง" อ๋องเก้าอู่เหวินฉีเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี

"มิน่าเล่าเหล่าพระสนมถึงได้ตกหลุมรักหลงใหลในองค์ฝ่าบาทเป็นยิ่งนัก ก็ด้วยเพราะทรงเอาใจใส่ต่อผู้อื่นเป็นอย่างดีนั่นเอง" อ๋องสี่

อู่หมิงฟงเอ่ยขึ้นยิ้มๆ

"พวกเจ้าทั้งสองคนก็ล้วนเจรจาเก่งนัก เหล่าชายาถึงได้รักนักหนา" องค์ฮ่องเต้ตรัสก่อนจะยกชาขาวขึ้นมาจิบและลอบใช้สายตาพินิจพิจารณาอ๋องสี่และอ๋องเก้าอยู่เงียบๆ

"ไม่พบเจอกันเพียงแค่หนึ่งปี พอมาเจอกันวันนี้ฝ่าบาททรงมีคารมคมคายยิ่งนัก ผู้ใดกันเล่าจะสามารถมาต่อฝีพระหัตถ์กับฝ่าบาทได้ ใช่หรือไม่น้องเก้า? " อ๋องสี่เอ่ยขึ้นอย่างหาพรรคพวก ซึ่งสร้างความพอใจให้กับองค์ฮ่องเต้เป็นอย่างมาก ถึงกับสรวลออกมาเสียงดังด้วยความชอบพอพระทัย

"พวกเจ้าสองคนรุมข้าเช่นนั้นหรือ? " องค์ฮ่องเต้ตรัสถามทีเล่นทีจริง

"กระหม่อมมิกล้าพะยะค่ะ" อ๋องสี่และอ๋องเก้าตรัสตอบพร้อมกันเสียงดังขึงขัง

"รอน้องห้าเดินทางมาถึงก่อนเถิด แล้วพวกเจ้าจะรู้สึก" องค์ฮ่องเต้ตรัสคาดโทษ

"ทำไมป่านนี้แล้ว น้องห้ายังมาไม่ถึงอีกนะ" อ๋องสี่ตรัสขึ้นอย่างนึกเป็นห่วง

"พี่สี่อย่าได้เป็นห่วงพี่ห้านักเลยพะยะค่ะ อย่าลืมว่าพี่ห้านั้นทรงมีม้าฝีเท้าดี วิ่งได้ไกลตั้งพันลี้ภายในวันเดียวเลยนะพะยะค่ะ" อ๋องเก้าตรัสขึ้น

"วังหลวงของเราอยู่ห่างจากชายแดนทางเหนือเพียงห้าร้อยลี้ (สองร้อยห้าสิบกิโลเมตร) เองนะน้องเก้า หรือว่าอาจจะเกิดอันตรายอันใดขึ้นกับน้องห้ากันแน่นะ เพราะโดยปกติแล้วน้องห้าเป็นคนรักษาเวลายิ่งนัก มักมาถึงสถานที่นัดพบก่อนพวกเราเสมอ แล้วจะมิให้ข้าเป็นห่วงได้อย่างไรกันเล่า"

"พวกเจ้าก็อย่าเป็นกังวลมากจนเกินไปนักเลย น้องห้านั้นได้รับการแต่งตั้งไปเป็นแม่ทัพรักษาชายแดนทางเหนือมาตั้งหลายปี จนได้รับฉายา ท่านอ๋องห้าผู้บ้าทำศึก สาเหตุที่ทำให้น้องห้าอาจจะมาช้าไปบ้างสักเค่อ สองเค่อ ก็อาจจะด้วยอยากขี่ม้าช้าๆ ชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางก็เป็นได้" องค์ฮ่องเต้ทรงตรัสขึ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อน

หลังจากองค์ฮ่องเต้กล่าวจบประโยคไปได้ไม่นานนัก บุรุษรูปร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเกราะก็เดินเข้ามาถึงยังวงสนทนา ณ ลานกว้างหน้าตำหนัก

"ถวายพระพรฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี"

อ๋องห้าอู่เจ๋อเล่ยคุกเข่ากล่าวคำถวายพระพรต่อองค์ฮ่องเต้เสียงดังกังวาน

"ลุกขึ้นได้ ไม่ต้องมากพิธี" องค์ฮ่องเต้ตรัสขึ้นอย่างดีพระทัย

"ถวายบังคมพี่สี่" อ๋องห้ายกมือขึ้นคำนับอ๋องสี่ตามธรรมเนียม

"ถวายบังคมพี่ห้าพะยะค่ะ" อ๋องเก้ายกมือขึ้นคำนับอย่างรู้ธรรมเนียมเช่นเดียวกัน

"น้องห้าเชิญนั่ง เชิญนั่ง" องค์ฮ่องเต้ตรัสขึ้นก่อนจะรินสุราไผ่เขียวลงใส่จอกสุราให้อ๋องห้าด้วยพระองค์เอง

“พี่สี่ว่าฝ่าบาททรงลำเอียงหรือไม่พะยะค่ะ ให้ขันทีรินชาให้เรา ส่วนพี่ห้านั้นฝ่าบาททรงรินสุราไผ่เขียวให้ด้วยพระองค์เอง” อ๋องเก้ากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วแสร้งน้อยอกน้อยใจประดุจดั่งอิสตรีตัวน้อยที่กำลังปั่นปึ่งต่อสามีของตนอยู่

“น้องเก้าก็กล่าวหนักเกินไปแล้ว เจ้าอยากจะลองย้ายตำหนักที่ประทับอยู่ตอนนี้ไปอยู่ยังชายแดนใต้หรือไม่เล่า หากเจ้ากลับมาหาข้าที่วังหลวงคราใด ข้าจะได้รินชาดอกท้อให้เจ้าด้วยมือของข้าเอง” องค์ฮ่องเต้ตรัสทีเล่นทีจริงแต่ทว่าในน้ำเสียงนั้นกลับมีความหนักแน่นอยู่ถึงเจ็ดส่วนด้วยกัน

“ฝ่าบาทกล่าวหนักเกินไปแล้ว กระหม่อมมิบังอาจพะยะค่ะ” อ๋องก้าวเอ่ยขึ้นเสียงอ่อย ก่อนจะส่งสายตาไปหาอ๋องสี่ราวกับจะขอความช่วยเหลือ

“ขอฝ่าบาทอย่าได้ทรงใส่ใจกับคำกล่าวเลื่อนลอยของน้องเก้าเลยพะยะค่ะ น้องเก้ามักชอบทำตัวเป็นน้องเล็กเรียกร้องความสนใจเช่นนี้อยู่เสมอ” อ๋องสี่กล่าวขึ้นพร้อมทั้งหันพระพักตร์ไปยังอ๋องห้าอู่เจ๋อเล่ย ก่อนจะตรัสถามขึ้นมาว่า

“แล้วน้องห้าเล่าเดินทางมาไกลตั้งห้าร้อยลี้ ติดขัดประการใดหรือไม่ พี่สี่เป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก”

“กราบทูลฝ่าบาท และพี่สี่ สาเหตุที่ข้ามาร่วมงานจิบชาชมดอกไม้ช้านั้นก็ด้วย ติดพันภารกิจวางแผนการรบกับรองแม่ทัพไป๋ที่ชายแดนเหนือจึงทำให้มาช้าไปเล็กน้อย ขอฝ่าบาททรงลงโทษกระหม่อมด้วยพะยะค่ะ”

“มิเป็นไรๆ ที่น้องห้าทำไปก็ล้วนเพื่อชาติบ้านเมืองทั้งสิ้น ไฉนเลยข้าจะกล้าลงโทษเจ้าได้เล่า ในเมื่อพวกเราเหล่าพี่น้องต่างก็มาพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว เรามาร่วมดื่มสุราและกินอาหารเลิศรสด้วยกันเถิด” องค์ฮ่องเต้ตรัสขึ้น ก่อนจะเริ่มลงมือรับประทานอาหาร

“ปลาหมักสามรสนี่รสชาติดีเยี่ยมยิ่งนัก จิบสุราไผ่เขียวไปด้วยชมดอกไม้งามไปด้วย วิเศษเสียจริง” อ๋องเก้าตรัสขึ้นเมื่อรับประทานอาหารร่วมกันเสร็จแล้ว

“ดอกเหมยกุ้ย ฮวา ที่ตำหนักของฝ่าบาทช่างส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจนัก พระชายาของกระหม่อมก็ทรงชื่นชอบดอกเหมยกุ้ย ฮวานี้เช่นเดียวกัน แต่ที่ตำหนักของกระหม่อมใยมิมีกลิ่นหอมเท่านี้” อ๋องสี่ตรัสขึ้นก่อนจะทอดพระเนตรไปยังดอกเหมยกุ้ย ฮวา สีชมพูเข้มที่กิ่งก้านกำลังโยกไหวเอนไปตามสายลมอยู่

“หากน้องสี่ชอบ ข้าจะพระราชทานให้เจ้าเอาไว้ไปปลูกที่ตำหนักสักสิบกระถางดีหรือไม่?” องค์ฮ่องเต้ตรัสขึ้นอย่างพระทัยกว้าง

“เป็นพระกรุณายิ่งนักพะยะค่ะ ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงมีพระเมตตา” อ๋องสี่ตรัสขึ้นอย่างดีใจก่อนจะคุกเข่าลงแสดงความคำนับ

“ลุกขึ้นได้ๆ มิต้องมากพิธี”

“แล้วน้องเก้าเล่า หน้าที่คุมคนงานสร้างเขื่อนที่เมืองหางโจว เป็นไปเช่นไรแล้วบ้าง?” องค์ฮ่องเต้ตรัสถามถึงหน้าที่ที่ตนได้มอบหมายให้อ๋องเก้าดูแลรับผิดชอบ

“ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยพะยะค่ะ” อ๋องเก้าตอบเสียงเบาก่อนจะทอดสายตามองไปยังดอกอวี้หลันบนกิ่งไม้

“น้องสี่เล่า หน้าที่ดูแลเก็บเกี่ยวภาษีจากผลผลิตทางการเกษตรเป็นเช่นไรแล้วบ้างในตอนนี้ ท้องพระคลังยังคงบริบูรณ์ดีอยู่หรือไม่?”

“ประชาชนล้วนอยู่ดีกินดี ท้องพระคลังยังบริบูรณ์ดีพะยะค่ะ” อ๋องสี่ทูลตอบเสียงดังฉะฉาน

“ดี ดียิ่งนัก มา เรามาร่วมดื่มชากันอีกสักจอกเถอะ” องค์ฮ่องเต้ตรัสขึ้นก่อนจะชูจอกชาขึ้นสูงเล็กน้อย

เมื่อพูดคุยกันไปได้สักพัก อ๋องสี่และอ๋องเก้าจึงกราบทูลลากลับไปยังตำหนักของตน ตอนนี้จึงเหลือเพียงอ๋องห้าและองค์ฮ่องเต้เท่านั้นที่ยังคงประนั่งด้วยกันอยู่

“น้องห้า เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง ในระยะหลายปีที่ผ่านมานี้ เจ้าล้วนทำงานหนักมากกว่าผู้ใดบนแผ่นดินนี้เสียอีก เจ้าเคยนึกโกรธเกลียดพี่รองคนนี้ของเจ้าบ้างหรือไม่ ที่ส่งให้เจ้าไปทุกข์ระกำลำบากถึงชายแดนเหนือเมืองเป๋ยลี่ได้นานหลายปีขนาดนั้น” องค์ฮ่องเต้ตรัสขึ้นเสียงเบาราวกับกระซิบพร้อมทั้งทอดสายตามองไปยังนกแก้วทรงเลี้ยงที่กำลังจิกกินกล้วยอยู่

“หากสิ่งที่กระหม่อมทำนั้นสามารถค้ำจุนบัลลังก์ของฝ่าบาท และดูแลเหล่าราษฎรให้อยู่ดีกินดีและมีแต่ความสงบสุขได้ กระหม่อมยินดีทำอย่างเต็มที่สุดความสามารถพะยะค่ะ” อ๋องห้าตรัสตอบอย่างหนักแน่น

“ครอบครัวที่อบอุ่นเล่าน้องห้า เจ้านึกอยากมีบ้างหรือไม่?” องค์ฮ่องเต้ตรัสขึ้นอย่างนึกเห็นใจ ด้วยเพราะพระมารดาของอ๋องห้าพระสนมเสียนเฟยนั้นทรงสิ้นพระชมน์จากไปตั้งแต่อ๋องห้าอายุได้เพียงห้าปีเท่านั้น ด้วยความสงสารองค์ชายน้อยผู้ขาดความอบอุ่นจากพระมารดา พระสนมฮุ่ยกุ้ยเฟย ผู้ที่เป็นพระมารดาขององค์ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจึงนำองค์ชายน้อยอู่เจ่อเล่ยมาเลี้ยงดูด้วยพระองค์เอง ทำให้อ๋องห้าและองค์ฮ่องเต้นั้นจึงมีความรักใครห่วงใยกันประดุจพี่น้องแท้ๆ ที่คลานตามกันออกมา

“ครอบครัวที่อบอุ่นหรือพะยะค่ะ?” อ๋องห้ากล่าวทวนคำ

“กระหม่อมเป็นเพียงแม่ทัพเดนตายจากชายแดนเหนือ ยังมิกล้าคิดฝันไปไกลถึงคำๆ นี้เลยแม้แต่เพียงน้อยพะยะค่ะ” อ๋องห้าตอบอย่างเจียมตัว

“เจ้ามิมีคนในดวงใจเลยหรืออย่างไรกันในตอนนี้น้องห้า?” องค์ฮ่องเต้ตรัสถามอย่างประหลาดใจ

“มิมีพะยะค่ะ” อ๋องห้าตรัสตอบเสียงหนักแน่น

“ให้ข้าพระราชทานสมรสให้เจ้าหรือไม่ บุตรีท่านอำมาตย์อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้นางก็จะถึงวัยปักปิ่นออกเรือนได้แล้ว หรือจะเป็นบุตรีของท่านราชครูเกาปินดี นางรูปงาม อ่อนหวาน เรียบร้อย ดูแล้วน่าจะปรนนิบัติเจ้าได้ดี” องค์ฮ่องเต้ทรงเสนอรายชื่อว่าที่พระชายาให้กับน้องชายของตนด้วยความกระตือรือล้น

“ตั้งแต่เล็กจนโต ข้ามิเคยขอสิ่งใดจากฝ่าบาทเลยแม้แต่น้อย พอมาวันนี้กลับนึกอยากทูลขออะไรจากฝ่าบาทสักข้อ มิทราบว่าจะได้หรือไม่พะยะค่ะ” อ๋องห้าตรัสถามหยั่งเชิง

“กษัตริย์ตรัสแล้วมิคืนคำ หากสิ่งที่น้องห้าขอนั้นไม่เหลือบ่ากว่าแรง พี่รองคนนี้พร้อมจะให้เจ้าได้เสมอ” องค์ฮ่องเต้ตรัสขึ้น

“เรื่องของความรัก เรื่องของหัวใจ ขอให้กระหม่อมเป็นคนเลือกเอง ตัดสินใจเองได้หรือไม่พะยะค่ะ” อ๋องห้ากล่าวขอร้อง

“หากเป็นความต้องการของน้องห้า พี่รองก็พร้อมจะให้กับเจ้าได้เสมอ แต่อย่าลืมว่าเจ้านั้นอายุยี่สิบสองปีแล้ว นับว่าเลยวัยออกเรือนไปมากแล้ว ควรหรือที่จะอยู่อย่างเปลี่ยวเหงาไร้คู่เช่นนี้” องค์ฮ่องเต้กล่าวเตือนสติ

“ตัวกระหม่อมนั้นต้องออกรบทำศึกอยู่เสมอ หากกระหม่อมมีคนรัก นั่นมิเท่ากับว่ากระหม่อมมีจุดอ่อนมิใช่หรือพะยะค่ะฝ่าบาท?”

“แล้วเจ้ามิเคยได้ยินหรือว่า ความรักทำให้หัวใจของเราสดชื่น กระชุ่มกระชวยและมีความสุขยิ่งนัก ตัวข้าก็เช่นเดียวกันคือปรารถนาให้เจ้ามีความสุข ได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เจ้ารัก”

“กระหม่อมขอขอบพระทัยในความหวังดีที่ฝ่าบาททรงมีให้กับกระหม่อมเสมอมาพะย่ะค่ะ หากกระหม่อมพบคนที่ถูกตาต้องใจวันใด จะรีบมารายงานให้ฝ่าบาททรงทราบทันทีพะยะค่ะ” อ๋องห้าตรัสขึ้นเพื่อให้องค์ฮ่องเต้สบายพระทัย

“ดี ดีมาก ถ้าเช่นนั้น ขอเชิญน้องห้าพักผ่อนที่วังหลวงนี่ให้สบายทั้งกายและใจสักวันสองวันแล้วค่อยกลับไปชายแดนเหนือเถิด” องค์ฮ่องเต้ตรัสขึ้นเชิงบังคับ

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ” อ๋องห้าต้องตอบตกลงอย่างไม่มีทางเลี่ยง เนื่องด้วยตนนั้นได้ปฏิเสธพระราชทานการสมรสไปแล้ว จึงมิกล้ากล่าวปฏิเสธคำชวนขององค์ฮ่องเต้อีก

“หลี่กงกง นำเสด็จท่านอ๋องห้าไปประทับที่ตำหนักชิงเทียนกงด้วย” องค์ฮ่องเต้ตรัสเสียงหนักแน่น

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ” หลี่กงกงตอบอย่างนอบน้อม ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “ท่านอ๋องห้า เชิญเสด็จพะยะค่ะ”

“กระหม่อมขอทูลลาพะยะค่ะฝ่าบาท” อ๋องห้าตรัสขึ้นก่อนจะเดินตามหลี่กงกงไป โดยมิรู้ตัวเลยว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีเรื่องที่เข้ามาทำให้หัวใจของตนต้องปั่นป่วนเต้นแรงขึ้นมามากขนาดไหน.........

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น