ท่านอ๋องบ้ากามกับโฉมงามหวางเฟย

ตอนที่ 4 : เฝ้ารอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,163
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 123 ครั้ง
    4 ส.ค. 63

อรุณรุ่งของเช้าวันใหม่มาเยือนอีกครั้ง  เมื่อแสงทองของพระอาทิตย์ค่อยๆสาดส่องมายังห้องนอนที่จงไท่หยางนอนอยู่  ทำให้อาการปวดศีรษะเริ่มกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง

'ยาพิษนี้ช่างร้ายแรงนัก  ข้าอยากจะบั่นคอไอ้คนบงการให้หนอนบ่อนไส้มาลอบวางยาข้านัก'  จงไท่หยางครุ่นคิดอยู่ในใจวนเวียนแบบนี้มานานหลายปีทุกครั้งที่อาการปวดศีรษะกำเริบขึ้น

"หวางเฟยของข้า  ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ไหน  หากเจ้ามีตัวตนอยู่บนโลกนี้จริงๆ  ได้โปรดมาช่วยข้าทีเถอะ  ข้าทรมานจะตายอยู่แล้ว"  จงไท่หยางรำพึงออกมาเบาๆพร้อมกับลุกขึ้นจากที่นอนไปชำระร่างกายและเปลี่ยนชุดเพื่อออกไปเดินเล่นสูดอากาศภายนอก  ขณะที่กำลังจะก้าวขาออกจากตำหนักพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นว่า


"ทูลท่านอ๋องเจ็ด  มิทราบว่าทรงโปรดเสวยชายามเช้าหรือไม่พะย่ะค่ะ"  เสี่ยวลู่ขันทีประจำตำหนัก  ที่ฮ่องเต้จงไท่หยวนทรงพระราชทานให้คอยรับใช้ใกล้ชิดกับน้องชายของตนเอ่ยขึ้น


"ได้จิบชาปี้หลัวชุนสักจอกคงดี"  จงไท่หยางเอ่ยขึ้นพร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลักลายดอกโบตั๋นประดับด้วยไข่มุกอันล้ำค่า

เสี่ยวลู่รีบนำชาปี้หลัวชุนมาถวายทันที  พร้อมทั้งหลบไปยืนทางด้านหลังของท่านอ๋องเจ็ดด้วยความรวดเร็ว

"เหตุใดวันนี้บรรยากาศโดยรอบจึงดูครึกครื้นนัก?"  จงไท่หยางเอ่ยขึ้นหลังจากจิบชาไปได้ครึ่งจอก

"ทูลท่านอ๋องเจ็ด  วันนี้เป็นวันที่ผู้ที่เกิดวันที่แปดเดือนแปดขึ้นแปดค่ำปีทู่เหนียนต้องเข้ามารายงานตัวที่วังหลวงพะยะค่ะ"  เสี่ยวลู่ตอบอย่างนอบน้อม

"เช่นนั้นรึ?"  จงไท่หยางเอ่ยขึ้นเพียงเท่านั้นและจิบชาปี้หลัวชุนเงียบๆอย่างใช้ความคิดต่อไปเพียงลำพัง



ณ  จวนท่านราชครู  ตระกูลเซี่ย

"ท่านพ่อ !!  ข้าไม่อยากเข้าวังไปรายงานตัวเลยเจ้าค่ะ"  เสียงหวานของเซี่ยเสี่ยวชิง  ดรุณีน้อยที่มีความงามเป็นเลิศเอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรดาเหล่าพี่ชายกลางห้องรับรองอันโอ่อ่าของจวน

"เข้าวังไปแล้วต้องพบเจอกับอันใดบ้างก็มิอาจจะรู้ได้  เหตุใดองค์ฮ่องเต้ถึงได้มีราชโองการเช่นนี้ออกมาได้เล่าเจ้าคะท่านพ่อ"  เสียงหวานเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย

"เมื่อตอนที่ข้าประชุมขุนนางไปเมื่อวันก่อน  ฝ่าบาททรงตรัสว่า  ได้เชิญไต้ซือรูปหนึ่งเข้ามาปรึกษาเรื่องสุขภาพของคนในวังหลวง  ไต้ซือรูปนั้นได้ให้ข้อแนะนำว่า  บุคคลที่เกิดวันที่แปดเดือนแปดขึ้นแปดค่ำปีทู่เหนียนจะสามารถช่วยขจัดปัดเป่าความเจ็บไข้ได้ป่วยและสิ่งชั่วร้ายที่มีในวังหลวงออกไปได้  จึงมีราชโองการให้คนที่เกิดวันเดือนปีนี้เข้าไปทำงานในวังหลวง  เพื่อแก้เคล็ด"   ท่านราชครูเซี่ยเหวินฉีตอบเสียงเรียบ

"ข้าไม่อยากไปเจ้าค่ะ"  เสี่ยวชิงตอบเสียงสั่น

"น้องห้าเจ้าอย่าได้กังวลไปเลย  พี่รองจะคอยอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ"  เซี่ยเหวินเต๋อเอ่ยขึ้นอย่างให้กำลังใจ

"ขอบคุณมากเจ้าค่ะพี่รอง"  เสี่ยวชิงเอ่ยขอบคุณพี่ชายคนรองของตนด้วยความซึ้งใจ

"เหวินเต๋อ  ข้าให้เจ้าคอยไปติดตามรับใช้อาจารย์ของเจ้า  ท่านหมอหลวงหานเพื่อศึกษาหาวิชาความรู้  มิใช่ไปคอยเฝ้าตามน้องห้าของเจ้าเสียหน่อย"  บิดากล่าวขึ้นเสียงดุ

"ท่านพ่อ  ข้าย่อมต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและไม่ทำให้ท่านพ่อต้องผิดหวังเป็นแน่ขอรับ  ท่านพ่อพึ่งจะฝากข้าให้เป็นศิษย์ท่านหมอหลวงหานได้สองวันก็ดุข้าเข้าเสียแล้วรึนี่"  หยวนหมิงเต๋อแกล้งกล่าวเสียงเศร้าก่อนจะก้มหน้าลงมองพื้น

"ท่านพ่ออย่าดุพี่รองนักเลยนะเจ้าคะ  ข้าเชื่อว่าพี่รองต้องเป็นหมอที่ดีได้แน่นอนเจ้าค่ะ"  เสี่ยวชิงกล่าวให้กำลังใจพี่ชายคนรองของตน

"เอาล่ะ !!  ท่านพี่อย่ามามัวชวนลูกคุยอยู่อีกเลยเจ้าค่ะ"  เสียงมารดาพูดขึ้น

"เดี๋ยวลูกจะเข้าวังไปรายงานตัวไม่ทันยามซื่อนี้นะเจ้าคะ" 

"ให้พี่ใหญ่ไปส่งเจ้านะชิงเอ๋อร์"  เสียงเซี่ยเหวินฝูพี่ชายคนที่สามพูดขึ้น

"ข้ากับน้องสี่มีธุระที่ต้องออกไปทำข้างนอกสักเล็กน้อย  ท่านพ่อ  ท่านแม่  ลูกขอลาก่อน"  เซี่ยเหวินฝูกล่าวลาบิดามารดาพร้อมทั้งยกมือขึ้นคำนับก่อนจะเดินออกจากห้องโถงไป 

"ชิงเอ๋อร์เจ้าเข้าวังไปก็ดูแลตัวเองดีๆด้วยนะ  หากพบเจอกับปัญหาใดเข้า  เจ้าสามารถมาบอกพวกพี่ได้ตลอดเวลานะ"  เซี่ยเหวินจางพี่ชายคนที่สี่เอ่ยขึ้น  ก่อนจะเดินตามเซี่ยเหวินฝูออกไปติดๆ

"ข้าขอฝากชิงเอ๋อร์ให้เจ้าช่วยดูนะด้วยนะเหวินซาน"  เสียงมารดากล่าวขึ้นด้วยความเป็นห่วง

"ไปเถอะชิงเอ๋อร์  ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นถึงบุตรีของท่านราชครูแห่งแคว้นลู่  ไม่มีใครกล้าข่มเหงทำร้ายเจ้าได้แน่"  เสียงบิดาเอ่ยให้กำลังใจ 

"เจ้าค่ะท่านพ่อ  ชิงเอ๋อร์ขอลาไปก่อนนะเจ้าคะ  ดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าคะท่านพ่อ  ท่านแม่"  เสี่ยวชิงพูดขึ้นพร้อมทั้งย่อตัวลงคำนับบิดามารดาของตนก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ  พลันน้ำตาก็ไหลลงมาจากดวงตาคู่สวย

"ไม่เอานะ  อย่าร้องไห้"  เสียงมารดาพูดขึ้นพร้อมทั้งโอบกอดลูบหลังบุตรสาวด้วยความนุ่มนวล

"ข้าไม่อยากเข้าวังเลยเจ้าค่ะ  มันเร็วเกินไปสำหรับข้าเจ้าค่ะท่านแม่"  เสี่ยวชิงพูดปนสะอื้น

"เราเป็นตระกูลขุนนาง  ถือเป็นข้าราชบริพารในองค์ฮ่องเต้  ถึงแม้นเจ้าไม่เข้าวังหลวงวันนี้  วันหน้าเจ้าก็ต้องเข้าวังไปรับการคัดเลือกเป็นสนมนางในอยู่ดี  ไปเสียเถอะชิงเอ๋อร์  พ่อกับพี่ชายของเจ้าก็ยังคอยดูแลเจ้าอยู่มิได้ไปไหนไกล  เจ้าอย่ากังวลไปมากนักเลย"  บิดากล่าวปลอบโยน

"เจ้าค่ะท่านพ่อ  ลูกขอลาไปก่อนนะเจ้าคะ"  เสี่ยวชิงพูดขึ้นพร้อมกับเดินหันหลังจากไปทั้งน้ำตา


ทางด้านจงไท่หยาง  เมื่อได้ยินเสี่ยวลู่ขันทีประจำตำหนักที่ตนพักรักษาตัวอยู่กล่าวขึ้นมาเช่นนั้น  จึงเดินขึ้นไปชั้นสองของหอสมุดบริเวณที่ใกล้เคียงกันกับที่ผู้ที่เกิดวันที่แปดเดือนแปดขึ้นแปดค่ำปีทู่เหนียนมารอรายงานตัวอยู่ทันที  พร้อมทั้งใช้นัยน์ตาเหยี่ยวสำรวจมองดูไปรอบๆ  เมื่อคาดคะเนด้วยสายตาดูแล้วก็พบว่าสตรีที่เข้ามารายงานตัวนั้นนับได้ราวๆเกือบสี่สิบคนได้  มีทั้งบรรดาลูกสาวของขุนนางและลูกสาวชาวบ้านจากข้างนอกเข้ามารวมตัวกันอยู่  ซึ่งแต่ละคนต่างก็จับกลุ่มพูดคุยกันถึงที่มาของการได้เข้าวังหลวงอย่างเซ็งแซ่

จนกระทั่งมีกูกูและขันทีเดินเข้ามาเสียงพูดคุยเหล่านั้นถึงได้เงียบลงไปเสียสนิท

จงไท่หยางไล่สายตาดูบรรดาผู้เข้ามารายงานตัวในวันนี้แล้ว  ถึงแม้จะมีผู้ที่มีความสวยงามน่ารักอ่อนหวานอยู่ในตัวอยู่บ้าง  แต่กลับไม่มีผู้ใดทำให้ตนหัวใจสั่นไหวเลยแม้แต่น้อย


"หวางเฟยของข้า  หรือว่า  เจ้าจะไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้จริงๆ  เห็นทีคำพยากรณ์ของไต้ซือเมี่ยวซ่านคงจะไม่บังเกิดขึ้นกับข้าในชาตินี้เป็นแน่"  จงไท่หยางคิดอย่างเศร้าใจ  พร้อมทั้งเดินลงจากชั้นสองของห้องสมุดไปเดินเล่นยังอุทยานข้างล่างด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยวยิ่งนัก  
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 123 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

32 ความคิดเห็น