ท่านอ๋องบ้ากามกับโฉมงามหวางเฟย

ตอนที่ 23 : (ท่านอ๋องน้อยเสี่ยวหยาง ผู้มาเติมเต็มคำว่ารัก) แต่งตอนพิเศษขอบคุณรี้ดค่ะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 510
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    18 ต.ค. 63

** เรียนแจ้งนักอ่านที่น่ารักทุกท่านค่ะ

** ท่านอ๋องบ้ากามกับโฉมงามหวางเฟย (ตอนพิเศษ) น่ารักๆมาแล้วนะคะ

** ไรท์แต่งให้โหลดอ่านฟรี เพื่อเป็นการตอบแทนนักอ่านที่น่ารักทุกท่านค่ะ


ตอนพิเศษ


(ท่านอ๋องน้อยเสี่ยวหยาง ผู้มาเติมเต็มคำว่ารัก) 


วันคืนชื่นมื่นอันแสนหวานของการเข้าหอ ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว  องค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นลู่ทรงมีพระเมตตาให้ท่านอ๋องเจ็ดได้มีเวลาพักผ่อนจากการกรำศึก และการทรมานจากอาการปวดศีรษะมานานหลายปี เป็นระยะเวลาถึงสองเดือนเต็ม และทรงพระราชทานตำหนักจินเทียนหรูอี้ในพระราชวังไว้ให้ท่านอ๋องเจ็ดทรงประทับทำงานถวายการรับใช้ต่อแผ่นดินและเหล่าอาณาประชาราษฎร์

โดยหน้าที่ที่ท่านอ๋องเจ็ดทรงได้รับการมอบหมายแต่งตั้งให้รับผิดชอบนั้นคือ การบัญชาการบริหารควบคุมกองทัพและกำลังทัพนั่นเอง

เช้านี้นับเป็นเช้าวันแรกของการเข้าไปรับตำแหน่งใหม่ในพระราชวังต้องห้ามอันโอ่อ่า เสี่ยวชิงตื่นขึ้นในเวลาอันเช้าตรู่เพื่อจัดเตรียมชุดและอาหารเช้าให้ท่านอ๋องเจ็ด แต่เมื่อกำลังจะลุกขึ้นจากที่นอนกลับถูกอ้อมแขนอันแข็งแรงของท่านอ๋องเจ็ดกอดรัดตนไว้แน่นขึ้นมาเสียนี่

เมื่อหันหน้ามาดูคนที่กอดตนไว้แล้ว เสี่ยวชิงก็พบว่าท่านอ๋องเจ็ดกำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่ จึงอดที่จะก้มหน้าลงไปจุมพิตหนักๆ ที่หน้าผากของท่านอ๋องเจ็ดไม่ได้ แต่ก่อนที่ตนจะถอนจุมพิตขึ้นมานั้น กลับถูกท่านอ๋องเจ็ดใช้ฝ่ามือใหญ่จับท้ายทอยของตนไว้มั่น ก่อนจะจับใบหน้างามของเสี่ยวชิงให้มาจุมพิตที่ริมฝีปากของตนอย่างดูดดื่ม ก่อนจะค่อยๆ ถอนริมฝีปากของตนออกมากล่าวทักทายเสี่ยวชิงว่า

"เหตุใดชิงเอ๋อร์ถึงได้ทำตัวน่ารักและยั่วยวนเปิ่นหวางเอาตั้งแต่เช้าเช่นนี้ด้วยเล่า เห็นหรือไม่ว่าตอนนี้เปิ่นหวางต้องทรมานหนักมากเพียงใด? " อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นพร้อมทั้งจับมือเล็กของเสี่ยวชิงให้ลงไปสัมผัสเข้ากับแก่นกายของตนที่ขยายขนาดใหญ่โตแข็งขึงขึ้นมาในตอนเช้าตรู่วันนี้นั้น

"วันนี้ท่านอ๋องจำต้องไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทตั้งแต่เช้านะเพคะ จะมาเสียเวลาทำตัวชักช้าเพราะต้องร่วมรักกันกับหม่อมฉันได้อย่างไรกันเพคะ? " เสี่ยวชิงพูดขึ้นด้วยความเขินอาย แต่ฝ่ามือเล็กยังคงลูบไล้สัมผัสแก่นกายของท่านอ๋องเจ็ดไปมาเบาๆ

"ปราณีเปิ่นหวางด้วยเถิดนะชิงเอ๋อร์ เราร่วมรักกันสักครึ่งเค่อก็ยังดี เข้าวังหลวงไปแล้วกว่าเปิ่นหวางจะกลับมาหาเจ้าได้ก็เป็นเวลาอีกตั้งหลายชั่วยาม ใจคอของเจ้าจะใจร้ายทอดทิ้งเปิ่นหวางได้ลงคอหรืออย่างไรกัน หากเปิ่นหวางมีอาการปวดศีรษะกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง เจ้าจะทนเห็นเปิ่นหวางทุกข์ทรมานได้เช่นนั้นหรือ? " อ๋องเจ็ดกล่าวตัดพ้อพร้อมทั้งทำสีหน้าเศร้าสร้อยลงไปถนัดตา

"ถ้าเช่นนั้น หม่อมฉันยอมให้เวลากับท่านอ๋องเพียงครึ่งเค่อเท่านั้นนะเพคะ" เสี่ยวชิงรับคำเสียงอ้อมแอ้มก่อนจะต้องร้องกรี๊ดขึ้นมาด้วยความตกใจ เมื่อท่านอ๋องเจ็ดนั้นจับตนลงมานอนหงายหลังบนที่นอนด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะใช้ร่างใหญ่ของตนทาบทับลงมาอย่างเนิบช้า และก้มลงมามอบจุมพิตที่ดูดดื่มให้แก่เสี่ยวชิงอย่างรักใคร่ พร้อมทั้งใช้มือใหญ่อีกข้างปลดสายรัดเอวของเสี่ยวชิงออกด้วยความรวดเร็ว ก่อนบทเพลงแห่งรักจะบรรเลงขึ้นมาอีกหลายท่วงท่า

คนที่บอกตนว่าขอเวลาเพียงครึ่งเค่อในทีแรกนั้น กลับมีความอดทนอดกลั้นเป็นอย่างมากจนเวลาผ่านไปถึงสองเค่อด้วยกัน จึงสามารถปล่อยน้ำรักมากมายของตนออกมาได้ ทำเอาพระขายาตัวน้อยต้องทำหน้าตาบึ้งตึงขึ้นมาด้วยความไม่ชอบใจที่ตนต้องถูกรังแกอย่างหนักตั้งแต่เช้า

ทำเอาท่านอ๋องเจ็ดผู้บ้าพลังที่นอกจากจะอุ้มพระชายาตัวน้อยไปอาบน้ำแล้ว ตนยังต้องเป็นฝ่ายสวมชุดแต่งตัวให้ภรรยาอีกด้วย ก่อนจะอุ้มพระชายาของตนไปรับประทานอาหารเช้าร่วมกันที่โต๊ะอาหาร ก่อนจะคีบเนื้อปลาสามรสให้อย่างประจบเอาใจ

"กินเนื้อปลานี่ก่อนเถิดนะชิงเอ๋อร์" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นเสียงอ่อนโยน

"อย่ามัวแต่ทำหน้าบึ้งตึงอยู่เลยนะพระชายาตัวน้อยๆ ของเปิ่นหวาง" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นเสียงอ่อยพร้อมทั้งส่งยิ้มน้อยๆ มาให้อย่างสำนึกผิด

"ท่านอ๋องทรงผิดคำพูดที่ให้ไว้กับหม่อมฉันนะเพคะ" เสี่ยวชิงพูดขึ้นอย่างโมโหอยู่หน่อยๆ พร้อมทั้งใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาส่งเข้าปากอย่างแง่งอน ก่อนจะรีบคายทิ้งด้วยความรวดเร็ว

"เป็นอันใดไปเช่นนั้นหรือชิงเอ๋อร์? " อ๋องเจ็ดตรัสถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นพระชายาของตนคายอาหารทิ้งท่ามกลางโต๊ะกินข้าวเช่นนี้เป็นครั้งแรก

"นี่คือเนื้อปลาอันใดกัน รสชาติดูแปลกไปนัก อีกทั้งยังมีกลิ่นแปลกๆ อีกด้วย" เสี่ยวชิงพูดขึ้นพร้อมทั้งทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้

"เสี่ยวโหยว เจ้ารีบนำปลาสามรสนี้ออกไปจากโต๊ะอาหารเดี๋ยวนี้" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นเสียงเข้ม

"เพคะท่านอ๋อง" เสี่ยวโหยวรับคำอย่างลนลานก่อนจะยกจานใส่ปลาสามรสออกไปอย่างรวดเร็ว

"อาหารเช้าวันนี้ไม่ถูกปากเจ้าเช่นนั้นหรือชิงเอ๋อร์ เหตุใดจึงกินได้น้อยนัก? " อ๋องเจ็ดตรัสถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

"ขอท่านอ๋องอย่าได้ทรงคิดมากกับหม่อมฉันไปเลยเพคะ เดิมทีหม่อมฉันนั้นก็เป็นคนที่กินน้อยอยู่แล้ว" เสี่ยวชิงพูดขึ้นเพื่อให้ท่านอ๋องทรงคลายความวิตกกังวลก่อนจะคีบซี่โครงหมูตุ๋นใส่ลงไปในชามข้าวของท่านอ๋องเจ็ด

"ท่านอ๋องทรงเสวยเยอะๆ นะเพคะ จะได้มีแรงทำงาน หม่อมฉันจะคอยอยู่ที่นี่ส่งกำลังใจไปให้ท่านอ๋องเพคะ" เสี่ยวชิงพูดขึ้นเสียงหวานพร้อมทั้งส่งรอยยิ้มสดใสให้กับสามีของตนอีกด้วย ทำเอาท่านอ๋องเจ็ดถึงกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่หยุด ก่อนจะพูดต่อไปว่า

"ชิงเอ๋อร์ไม่ต้องเป็นกังวลใจไป ถึงแม้เปิ่นหวางจะออกไปทำงานข้างนอกมากมายเพียงไร เปิ่นหวางก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ยังคงสามารถปรนนิบัติภรรยาได้อย่างเต็มที่ไม่มีขาดตกบกพร่องแต่ประการใด โดยเฉพาะการร่วมรัก" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น

ทำเอาเสี่ยวชิงต้องหน้าขึ้นสีขึ้นมาด้วยความเขินอายกับคำพูดที่ตรงไปตรงมานั้น พร้อมทั้งพึมพำกับตัวเองขึ้นมาเสียงเบาว่า "ท่านอ๋องบ้ากาม นี่มันท่านอ๋องบ้ากามชัดๆ "  ก่อนจะพบว่าท่านอ๋องเจ็ดทรงวางตะเกียบลงบมชามข้าวแล้ว  เสี่ยวชิงจึงเอ่ยต่อไปว่า "นี่คือชาเขียวจากเมืองหนานไห่ หม่อมฉันทรงให้นางกำนัลต้มนานถึงสองชั่วยาม ขอท่านอ๋องทรงลิ้มรสชานี่ดูบ้างเถิดนะเพคะ ว่าจะถูกพระโอษฐ์หรือไม่? " เสี่ยวชิงพูดขึ้นพร้อมทั้งพยักหน้าให้เสี่ยวโหยวเทน้ำชาจากกาใส่ลงในถ้วยชาของท่านอ๋องเจ็ด

"ชาเขียวนี้มีกลิ่นหอมนัก รสชาติดีใช้ได้ ขอบใจเจ้ายิ่งนักที่ให้ความดูแลเอาใจใส่เปิ่นหวางมากมายถึงเพียงนี้" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นอย่างมีความสุขพร้อมทั้งจิบชาเขียวนั้นจนหมดจอก ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อออกไปขึ้นรถม้า เตรียมตัวเข้าวังไปทำงานในตำแหน่งของตนที่ได้รับการแต่งตั้งจากองค์ฮ่องเต้ โดยมีเสี่ยวชิงเดินตามมาส่งถึงยังรถม้า

"เปิ่นหวางคิดถึงเจ้ายิ่งนักชิงเอ๋อร์ เจ้าอดทนก่อนเถิดนะ ช่วงบ่ายยามเซิน (เวลา 16.00น.) เปิ่นหวางจะรีบกลับมาหาเจ้าทันที" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นด้วยความอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะหันมาหาเสี่ยวโหยวและเสี่ยวลู่พร้อมทั้งกล่าวกำชับว่า "พวกเจ้าสองคนจงดูแลพระชายาให้ดี หากมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับพระชายาให้รีบส่งข่าวให้เปิ่นหวางรู้ทันทีเข้าใจหรือไม่"

"หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ / ข้าพระองค์ทราบแล้วพะย่ะค่ะ? " เสี่ยวโหยวและเสี่ยวลู่กล่าวขึ้นพร้อมกัน

ท่านอ๋องเจ็ดส่งสายตามองเสี่ยวชิงอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจขึ้นรถม้าจากไปด้วยความรู้สึกโหวงเหวงในอก เนื่องด้วยสองเดือนที่ผ่านมานั้นตนกับเสี่ยวชิงไม่เคยแยกห่างจากกันไปไกลเลยแม้เพียงชั่วขณะเดียวนั่นเอง

รถม้าเดินทางมาถึงวังหลวงในเวลาอันรวดเร็ว อ๋องเจ็ดจึงได้ก้าวขาลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่สง่าผ่าเผยก่อนจะเสด็จไปเข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้ถึงตำหนักที่ประทับส่วนพระองค์

"ถวายพระพรฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีพะยะค่ะ" อ๋องเจ็ดคุกเข่าลงตรงหน้าเบื้องพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้และเอ่ยถวายพระพรดังขึ้น

"ลุกขึ้นได้ไม่ต้องมากพิธี" องค์ฮ่องเต้ตรัสพร้อมทั้งก้มลงไปประคองอ๋องเจ็ดให้ขึ้นมาประทับนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักรูปมังกรคาบไข่มุก

"ขอบพระทัยพี่สี่พะยะค่ะ" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นพร้อมทั้งมองสบสายพระเนตรกับองค์ฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายของตนด้วยความขอบคุณในพระเมตตา

ที่ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาติให้ตนได้มีช่วงเวลาเข้าหอดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์อันแสนหวานกับคนที่ตนรักนานถึงสองเดือนนั่นเอง

"เจ้าเป็นเช่นไรบ้างน้องเจ็ด? " องค์ฮ่องเต้ตรัสถามทักทาย

"หน้าตาของเจ้าแลดูอิ่มเอิบผ่องใสยิ่งนัก อาการปวดหัวของเจ้าคงจะไม่ได้กลับมากำเริบอีกใช่หรือไม่? "

"ทูลพี่สี่ อาการปวดหัวของข้านั้นได้หายเป็นปลิดทิ้งแล้ว หลังจากเอ่อ หลังจาก" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นเสียงขาดๆ หายๆ

"หลังจากอันใดกันเช่นนั้นรึ? " องค์ฮ่องเต้ตรัสถามอย่างตื่นเต้น พร้อมทั้งเงี่ยหูรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ

"หลังจากได้ดื่มกินน้ำรักและเข้าหอกันกับชิงเอ๋อร์พะยะค่ะ" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นเสียงเบาและหน้าขึ้นสีด้วยความเขินอาย

คำตอบที่ออกมาจากโอษฐ์ของอ๋องเจ็ดทำเอาองค์ฮ่องเต้ทรงสรวลขึ้นเสียงดังอย่างผู้ที่อารมณ์ดีและมีความเบิกบานในพระทัยยิ่งนักก่อนจะตรัสถามขึ้นมาอีกว่า

"แล้วมิทราบว่าข้ามีวี่แววจะได้อุ้มหลานบ้างหรือยังน้องเจ็ด? "

"ข้ายังไม่ทราบในเรื่องนี้เลยพะยะค่ะพี่สี่ ว่าชิงเอ๋อร์จะตั้งครรภ์แล้วหรือไม่ แต่หลังจากการร่วมรักกันในแต่ละครั้ง ข้าได้ให้นางดื่มยาบำรุงครรภ์เป็นประจำทุกวันมิได้ขาดพะยะค่ะ"

"ร่วมรักกันทุกวัน!! หมายความว่าที่ผ่านมานางยังไม่มีระดูเลยเช่นนั้นหรือ? " องค์ฮ่องเต้ตรัสถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

"หลังแต่งงานเข้าหอกันแล้ว ข้าสังเกตพบว่านางยังไม่มีระดูมาเลยพะยะค่ะพี่สี่" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นพร้อมทั้งนึกทบทวนเหตุการณ์สองเดือนที่ผ่านมา

"บางทีตอนนี้นางอาจจะตั้งครรภ์ลูกของเจ้าอยู่ก็เป็นได้ ถ้าเช่นนั้นวันนี้ข้าจะให้หมอหลวงไปตรวจดูอาการของนางพร้อมกันกับที่เจ้าออกจากวังหลวงกลับตำหนักของเจ้าดีหรือไม่น้องเจ็ด? "

"ดียิ่งนักพะยะค่ะ ขอบพระทัยพี่สี่ที่ทรงมีพระเมตตาพะยะค่ะ"

"เช่นนั้น เจ้าก็ไปทำงานของเจ้าต่อเถิด หากตำหนักที่ข้ามอบให้ยังมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องให้แจ้งแก่ ฉือกงกง หัวหน้าขันทีผู้ดูแลตำหนักของเจ้าให้มาแจ้งต่อข้าได้ทันทีเช่นกัน" องค์ฮ่องเต้ตรัสขึ้นอย่างใจกว้าง

"ขอบพระทัยพี่สี่ยิ่งนักพะยะค่ะ ถ้าเช่นนั้นข้าพระองค์ขอทูลลา

พะยะค่ะ" อ๋องเจ็ดกล่าวขึ้นก่อนจะลุกขึ้นแสดงความคำนับ และเสด็จมาที่ตำหนักจินเทียนหรูอี้ด้วยใจที่เหม่อลอยไปถึงเสี่ยวชิงว่าตอนนี้ที่ตนไม่ได้อยู่ใกล้ๆ คอยเคียงข้างแล้วนางจะเป็นอย่างไรบ้างนะ?

เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม (สองชั่วโมง) อ๋องเจ็ดยังคงประทับนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน อ่านรายงานของกองทัพโดยยังไม่ได้ลุกขึ้นไปไหน

ฉือกงกงผู้ที่เป็นหัวหน้าขันทีในตำหนัก จึงเดินถือถาดชาเข้ามาด้วยความกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า

"ข้าพระองค์พึ่งได้รับพระราชทานชาดอกท้อ จากพระสนมเกากุ้ยเฟย มาเมื่อสองวันก่อน จึงได้ลองต้มชามาให้ท่านอ๋องทรงเสวย มิทราบว่าท่านอ๋องจะทรงโปรดเสวยชานี้หรือไม่พะยะค่ะ? "

เพียงแค่กลิ่นของชาดอกท้อลอยมาแตะจมูกของท่านอ๋องเจ็ดเพียงเท่านั้น อาการคลื่นไส้ปั่นป่วนในช่องท้องจนอยากจะอาเจียนออกมานั้นก็เล่นงานท่านอ๋องเจ็ดเข้าทันที ถึงกับรีบเบือนหน้าหนีและใช้มือปิดจมูกไว้ด้วยความรวดเร็วก่อนจะตรัสขึ้นมาว่า

"ชานี้กลิ่นแรงนัก ได้กลิ่นแล้วทำให้เปิ่นหวางรู้สึกเวียนหัวยิ่งนัก  รบกวนฉือกงกงเอาชานี้ไปเททิ้งให้ด้วย และห้ามนำชานี้เข้ามาในตำหนักของเปิ่นหวางอีกเป็นอันขาด" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นเสียงเข้ม ทำให้ฉือกงกงต้องรีบล่าถอยนำชาดอกท้อออกไปเททิ้งด้วยความรวดเร็ว

เวลาผ่านไปได้อีกนานสองเค่อ ก็มีเสียงเอ็ดตะโรดังขึ้นที่หน้าตำหนักจนกระทั่ง "ท่านอ๋องพะยะค่ะ ท่านอ๋อง" น้ำเสียงร้อนรนที่ดังขึ้นอยู่ตรงเบื้องหน้าทำให้ท่านอ๋องเจ็ดทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมาอย่างช้าๆ เมื่อพบว่าผู้ที่เข้ามาหาตนและมีท่าทีร้อนรนอย่างหนักคือเสี่ยวลู่นั่นเอง จึงอดที่จะประหลาดใจขึ้นมามิได้ จึงตรัสถามออกไปว่า

"เจ้ามีอันใดเช่นนั้นหรือเสี่ยวลู่ เหตุใดถึงได้มีท่าทีลุกลี้ลุกลนเช่นนี้? "

"พระชายาพะยะค่ะ พระชายาทรง" เสี่ยวลู่พูดปนหอบไปด้วย

"พระชายาเป็นอันใดไปเช่นนั้นหรือ? " อ๋องเจ็ดตวาดถามเสียงดัง

"พระชายาทรงเป็นลมล้มพับไป ขณะเสด็จออกไปเดินเล่นชมสวนดอกไม้ เมื่อราวหนึ่งเค่อก่อนหน้านี้พะยะค่ะ"

"แล้วพวกเจ้าไปตามหมอหลวงมาตรวจดูอาการของพระชายาแล้วหรือยัง? " อ๋องเจ็ดตรัสถามเสียงดังพร้อมทั้งลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ทำเอาตนต้องรู้สึกวิงเวียนศีรษะบ้านหมุนจนล้มฟุบลงกับพื้นไปอีกคน

"ท่านอ๋องพะยะค่ะท่านอ๋อง" บรรดาเหล่าขันทีต่างร้องระงมขึ้นแข่งกันด้วยความตกใจ

"ใครก็ได้ เจ้า!! " ฉือกงกงผู้ที่ดูแล้วน่าจะควบคุมสติของตนได้ไว้ได้มากที่สุด จึงชี้นิ้วเรียกขันทีผู้หนึ่งและเอ่ยขึ้นมาว่า "เจ้าช่วยไปตามหมอหลวงให้มาที่ตำหนักนี้เร็วเข้า ส่วนเจ้าไปกราบทูลฝ่าบาทให้ทรงทราบทีว่าท่านอ๋องเจ็ดทรงประชวรอย่างปัจจุบันทันด่วน"

"ขอรับท่านฉือกงกง" ขันทีน้อยสองคนที่ได้รับคำสั่งต่างเร่งรุดไปทำหน้าที่ๆ ตนได้รับมอบหมายทันที

ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม (หนึ่งชั่วโมง) อ๋องเจ็ดจึงได้ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ องค์ฮ่องเต้จึงได้ตรัสถามขึ้นมาด้วยความห่วงใยว่า "เจ้าเป็นเช่นไรบ้างแล้วน้องเจ็ด? "

"ชิงเอ๋อร์" คือคำแรกที่หลุดออกมาจากโอษฐ์ของท่านอ๋องเจ็ด ก่อนจะตรัสตอบองค์ฮ่องเต้ไปว่า "กราบทูลพี่สี่ ข้าไม่เป็นอันใดมากแล้วพะยะค่ะ แต่ชิงเอ๋อร์นั้นมีขันทีมาแจ้งให้ข้าทราบว่านางเป็นลมล้มพับไปจึงได้มาแจ้งข่าวให้ข้าทราบ ข้าจึงอยากจะขอตัวกลับไปดูนางที่ตำหนักของข้าจะได้หรือไม่พะยะค่ะ? " อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นด้วยความร้อนรน

"ข้าอนุญาต และให้หมอหลวงติดตามไปตรวจดูอาการของชายาเจ้าด้วย อาการของพวกเจ้าสองคนเป็นเช่นไรกันบ้าง เมื่อหมอหลวงตรวจดูแล้ว รบกวนส่งคนมาแจ้งข่าวให้ข้าทราบด้วย" องค์ฮ่องเต้ตรัสขึ้นอย่างมีพระเมตตา

รับด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ ขอบพระทัยพี่สี่ที่ทรงมีพระเมตตา ถ้าเช่นนั้นข้าพระองค์ขอทูลลาพะยะค่ะ" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นพร้อมทั้งเดินทางมาขึ้นรถม้าอย่างรวดเร็ว

เมื่อเดินทางมาถึงตำหนักของตนแล้ว จึงเสด็จไปห้องบรรทมของตนทันที และพบว่าพระชายาตัวน้อยของตนนั้นกำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง จึงยกมือเล็กนั่นขึ้นมาจุมพิตที่หลังมืออย่างแผ่วเบา ทำให้เสี่ยวชิงค่อยๆ กระพริบเปลือกตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนจะพบว่าผู้ที่ปลุกตนให้ตื่นขึ้นจากนิทราคือสามีที่ตนเฝ้าคิดถึงมาโดยตลอด จึงอดที่จะยิ้มสดใสส่งให้ไปมิได้

"เจ้าเป็นอย่างไรบ้างชิงเอ๋อร์ เปิ่นหวางเป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก พอทราบข่าวจากเสี่ยวลู่ก็รีบกลับมาหาเจ้าทันที อีกทั้งยังได้ตามหมอหลวงให้มาตรวจดูอาการของเจ้าด้วย" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นด้วยความเป็นห่วง

"หม่อมฉันอาการดีขึ้นมากแล้วเพคะ แล้วท่านอ๋องเล่าทรงเป็นเช่นไรบ้างเพคะ เสี่ยวลู่ได้เดินทางกลับมาบอกกับหม่อมฉันว่าท่านอ๋องทรงวิงเวียนศีรษะหน้ามืดจนเป็นลมล้มพับไปเช่นเดียวกัน? " เสี่ยวชิงถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงไม่แพ้กัน

"เปิ่นหวางอาการดีขึ้นมามากแล้ว ให้หมอหลวงเข้ามาตรวจดูอาการของเจ้าเถิดนะ" ท่านอ๋องเจ็ดตรัสขึ้นให้เสี่ยวชิงสบายใจ ก่อนจะส่งสัญญาณให้หมอหลวงเข้ามาตรวจดูอาการให้เสี่ยวชิงได้

หมอหลวงจับชีพจรผ่านเส้นด้ายแดงไปได้สักพัก ก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้าของท่านอ๋องเจ็ดและเอ่ยขึ้นเสียงสั่นว่า

"ทูลท่านอ๋องเจ็ดและพระชายา ข้าพระองค์ขอแสดงความยินดีด้วยพะยะค่ะ พระชายาทรงตั้งครรภ์ได้นานราวสองเดือนแล้วพะยะค่ะ"

"เจ้าว่าอย่างไรนะหมอหลวง พระชายาทรงตั้งครรภ์แล้วจริงๆ เช่นนั้นหรือ? " ท่านอ๋องเจ็ดตรัสถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

"จริงแท้แน่นอนพะยะค่ะ ข้าพระองค์มั่นใจพะยะค่ะ" หมอหลวงกล่าวย้ำน้ำเสียงหนักแน่น ทำเอาท่านอ๋องเจ็ดต้องยิ้มกว้างแก้มแทบปริ ด้วยความดีใจกับข่าวดีที่ตนได้รับรู้ในวันนี้

"แล้วอาการของท่านอ๋องเจ็ดเล่าท่านหมอหลวง ข้าได้ทราบข่าวมาว่าท่านอ๋องเจ็ดทรงประชวรอย่างปัจจุบันทันด่วนที่วังหลวงด้วยเช่นเดียวกัน มิทราบว่าท่านอ๋องเจ็ดทรงเป็นอันใดไปเช่นนั้นหรือ? " เสี่ยวชิงถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงในสามีของตน

"ทูลพระชายา ข้าพระองค์ได้ตรวจดูอาการของท่านอ๋องเจ็ดดูแล้ว คิดว่าท่านอ๋องเจ็ดน่าจะทรงแพ้พระครรภ์ไปกับพระชายาด้วยเป็นแน่พะยะค่ะ จึงได้มีอาการเช่นนี้" หมอหลวงกล่าวตอบ

"มีด้วยเช่นนั้นหรือ อาการเช่นนี้ ที่สามีแพ้ท้องแทนภรรยา? " เสี่ยวชิงพูดขึ้นอย่างอัศจรรย์ใจ

"มีพะยะค่ะ ส่วนใหญ่แล้วอาการแพ้ท้องแทนภรรยานี้จะเกิดกับสามีที่มีความรักใคร่ห่วงใยในตัวของภรรยามากมายยิ่งนัก" หมอหลวงเอ่ยตอบพร้อมกับมีใบหน้าที่ขึ้นสีเล็กน้อย

"ฮ่าๆๆๆๆ ท่านหมอหลวงช่างกล่าววาจาได้ดียิ่งนัก" ท่านอ๋องเจ็ดทรงสรวลขึ้นเสียงดังด้วยความชอบใจ

"ดี ถ้าเช่นนั้นเปิ่นหวางจะตบรางวัลให้กับท่านหมอหลวงหนึ่งร้อยตำลึงทองสำหรับข่าวดีที่ได้รับรู้ในวันนี้ และเสี่ยวลู่เจ้าช่วยส่งข่าวให้ฝ่าบาททรงทราบด้วยว่า เปิ่นหวางกำลังจะมีบุตรแล้ว" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นอย่างดีพระทัย

"รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ" เสี่ยวลู่รับคำเสียงหนักแน่น

"ยินดีด้วยพะยะค่ะท่านอ๋องและพระชายา"

"ยินดีด้วยเพคะท่านอ๋องและพระชายา" เหล่าบรรดาข้าราชบริพารในตำหนักต่างเปล่งเสียงแสดงความยินดีขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน

"ดี ข้าจะตบรางวัลให้เป็นขวัญและกำลังใจกับพวกเจ้าในการดูแลพระชายาด้วยคนละหนึ่งร้อยตำลึงเงิน" ท่านอ๋องเจ็ดทรงตรัสขึ้นอย่างใจกว้าง

"ขอบพระทัยท่านอ๋องพะย่ะค่ะ / เพคะ" เหล่าข้าราชบริพารในตำหนักต่างเปล่งเสียงขึ้นพร้อมเพรียงกันอีกครั้งด้วยความดีใจ

"เอาล่ะ พวกเจ้าทุกคนไปพักผ่อนกันได้แล้ว เปิ่นหวางมีเรื่องที่ต้องพูดคุยกับพระชายาเพียงลำพัง" เมื่อลั่นวาจาที่จะพระราชทานเงินรางวัลให้กับทุกฝ่ายเสร็จแล้ว อ๋องเจ็ดจึงทรงตรัสไล่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปทันที ตอนนี้จึงเหลือเพียงตนกับเสี่ยวชิงเพียงเท่านั้น

"ชิงเอ๋อร์และแล้วเจ้าก็ตั้งครรภ์มีบุตรให้กับเปิ่นหวางแล้ว" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นอย่างดีพระทัย

"เปิ่นหวางดีใจยิ่งนักและแล้วเราก็มีวันนี้ร่วมกัน"

"หม่อมฉันก็ดีใจยิ่งนักเพคะท่านอ๋อง" เสี่ยวชิงพูดขึ้นด้วยความดีใจไม่แพ้กัน

"เจ้าต้องระมัดระวังดูแลตนเองให้ดีนะ ลูกของเราอ๋องน้อย

เสี่ยวหยางคงกำลังเติบโตในท้องของเจ้าอยู่"

"เสี่ยวหยาง? นี่ท่านอ๋องทรงตั้งชื่อเอาไว้ให้ลูกของเราล่วงหน้าด้วยเช่นนั้นหรือเพคะ? " เสี่ยวชิงถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ

"แล้วท่านอ๋องทรงเอาความมั่นใจมาจากไหนกันหรือเพคะว่าพระองค์จะทรงได้พระโอรส แล้วหากลูกของเราเป็นพระธิดาเล่า

เพคะ ท่านอ๋องจะไม่ทรงรักลูกของเราหรือเพคะ? " เสี่ยวชิงพูดขึ้นเสียงสั่นเครือ

"หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ชิงเอ๋อร์ ไม่ว่าลูกของเราจะเป็นชายหรือหญิงเปิ่นหวางก็จะรักเจ้ากับลูกของเราไม่เปลี่ยนแปลง แต่ที่เปิ่นหวางมีความมั่นอกมั่นใจว่าเราจะได้ลูกชายนั้นก็เพราะว่า......." ท่านอ๋องเจ็ดก้มลงกระซิบที่ข้างใบหูเล็กของเสี่ยวชิงให้ได้ยินกันเพียงสองคน ก่อนเสี่ยวชิงจะทำตาโตขึ้นมาด้วยความตกใจ และหยิกหมับเข้าที่หน้าท้องของท่านอ๋องเจ็ดด้วยความหมั่นเขี้ยว ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงเบาว่า

"ลีลาดีนักนะท่านอ๋องบ้ากามคนนี้" ก่อนจะเรียกเสียงหัวเราะคิกคักขึ้นมาจากท่านอ๋องเจ็ดได้อย่างต่อเนื่อง

"ถ้าเช่นนั้นเราลองมาแข่งขันกันดีหรือไม่ หากเปิ่นหวางได้ลูกชายเปิ่นหวางเป็นฝ่ายชนะ หากเปิ่นหวางได้ลูกสาวเจ้าเป็นฝ่ายชนะ" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นทีเล่นทีจริง

"แล้วผู้ชนะและผู้แพ้จะได้สิ่งใดเป็นการตอบแทนเช่นนั้นหรือ

เพคะ? " เสี่ยวชิงถามขึ้นด้วยความสงสัย

"ผู้แพ้ต้องยอมทำตามคำสั่งของผู้ชนะทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้อย่างไรกันเล่าชิงเอ๋อร์" ท่านอ๋องเจ็ดตรัสขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์

"หากเจ้าเป็นฝ่ายชนะ เปิ่นหวางจะยอมเจ้าทุกอย่าง แต่หากเปิ่นหวางเป็นฝ่ายชนะ เปิ่นหวางขอกินเจ้าทุกวันจะได้หรือไม่? "

"หม่อมฉันไม่ขอยอมรับคำท้านี้เด็ดขาดเพคะ เพราะหม่อมฉันกลัวว่าหม่อมฉันจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้" เสี่ยวชิงเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งลอบมองสีหน้าของท่านอ๋องเจ็ดไปด้วย

แต่เมื่อพบว่าสามีของตนเริ่มทำหน้าเศร้าขึ้นมาทันตาเห็น เสี่ยวชิงจึงเอ่ยต่อไปว่า "หม่อมฉันจะยอมรับคำท้าก็ต่อเมื่อท่านอ๋องจะทรงรับปากกับหม่อมฉันก่อนว่า ถึงจะกินหม่อมฉันทุกวันก็อย่ากินบ่อยจนเกินไปนักนะเพคะ" เสี่ยวชิงพูดเสียงอ้อมแอ้ม

"วันละสามครั้งหลังอาหารและก่อนเข้านอนดีหรือไม่? " อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นด้วยความรวดเร็ว แต่เมื่อทอดพระเนตรเห็นว่าเสี่ยวชิงกำลังอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงจึงตรัสขึ้นมาใหม่ว่า "หรือจะให้กินเจ้าหลังตื่นนอนตอนเช้า และสามครั้งหลังอาหารดี? "

"วันละสองครั้งเท่านั้นเพคะ" เสี่ยวชิงยื่นคำขาด

"เพราะเราต้องช่วยกันดูแลลูกของเรานะเพคะท่านอ๋อง" เสี่ยวชิงให้เหตุผลเสียงอ่อนโยน

"ถ้าเช่นนั้นเปิ่นหวางยอมรับคำขอของเจ้า"

"ขอบพระทัยเพคะ" เสี่ยวชิงพูดขึ้นอย่างเป็นสุข


…………………………………………………………………………………………………………..


ช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ผ่านไปไวนัก เช้าตรู่ของวันที่เจ็ดเดือนหก ทารกน้อยเพศชายจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาในตำหนักของท่านอ๋องเจ็ด

หลังจากทำคลอดให้เสี่ยวชิงเสร็จแล้ว หมอตำแยจึงได้อุ้มเอาทารกน้อยในห่อผ้าสีแดงออกมาส่งมอบให้กับท่านอ๋องเจ็ด พร้อมทั้งเอ่ยขึ้นว่า "ขอแสดงความยินดีกับท่านอ๋องเจ็ดด้วยเพคะ พระองค์ทรงได้พระโอรส"

ท่านอ๋องเจ็ดจึงรับเอาทารกน้อยในห่อผ้านั้นมาไว้กับตนด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะสั่งให้ตบรางวัลแก่หมอตำแยอย่างงาม และให้คนไปแจ้งต่อองค์ฮ่องเต้ว่าตนนั้นได้พระโอรสแล้ว

"ยินดีกับท่านอ๋องเจ็ดและพระชายาด้วยเพคะ / พะย่ะค่ะ ท่านอ๋องน้อยจงเจริญๆๆ " ข้าราชบริพารในตำหนักต่างเปล่งเสียงขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนที่ท่านอ๋องเจ็ดจะยกพระหัตถ์ขึ้นเป็นสัญญาณว่าให้ทุกคนหยุดเปล่งเสียงได้ และได้เสด็จเข้าไปหาเสี่ยวชิงที่กำลังนอนพักอยู่ในห้องอย่างรวดเร็ว

"เจ้าเป็นเช่นไรบ้างชิงเอ๋อร์? " อ๋องเจ็ดตรัสถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

"หม่อมฉันอ่อนเพลียเล็กน้อยเพคะ" เสี่ยวชิงพูดพร้อมทั้งจ้องมองมาที่ห่อผ้าสีแดงด้วยแววตารักใคร่

"เจ้าดูนี่สิ เราได้ลูกชาย ท่านอ๋องน้อยเสี่ยวหยางของเราน่าชังมากใช่หรือไม่เล่า? " ท่านอ๋องเจ็ดตรัสขึ้นก่อนจะส่งมอบทารกน้อยเข้าสู่อ้อมอกของมารดา

"น่าเกลียดน่าชังยิ่งนักเพคะ หน้าตาทรงถอดแบบมาจากท่านอ๋องอย่างมิมีผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย"

"ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะเปิ่นหวางนั้นมีความตั้งอกตั้งใจทำยิ่งนัก" อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นพร้อมทั้งส่งสายตาที่มีแต่ความสิเน่หาอย่างล้นเหลือมาให้กับเสี่ยวชิงด้วย

"แอ๊ะ แอ๊" เสียงทารกน้อยร้องดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมทั้งทำปากขมุบขมิบไปด้วย

"สงสัยท่านอ๋องน้อยของแม่คงหิวนมแน่ๆ เลย" เสี่ยวชิงพูดขึ้นและเปิดหน้าอกให้ทารกน้อยได้ดื่มน้ำนมจากอกของตน ทำเอาท่านอ๋องเจ็ดต้องเผลอลอบกลืนน้ำลายลงคอไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะค่อยๆ ตรัสขึ้นมาว่า

"เปิ่นหวางเป็นฝ่ายชนะในการเสี่ยงทายครั้งนี้ หลังจากเสี่ยวหยางกินนมเสร็จ เปิ่นหวางจะได้กินชิงเอ๋อร์ต่อใช่หรือไม่? " อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นเสียงพร่า

"หม่อมฉันพึ่งคลอดบุตรไปได้ไม่นาน จำเป็นต้องได้พักฟื้นร่างกายไปอีกสักระยะ ขอท่านอ๋องทรงใจเย็นลงมาบ้างเถิดนะเพคะ" เสี่ยวชิงกล่าวเตือนสติ

"ถึงเปิ่นหวางจะกินเจ้าไม่ได้ทั้งตัวตอนนี้ แต่ได้กินเจ้าครึ่งตัวช่วงบนก็คงจะดีไม่น้อย เจ้าจะได้ผ่อนคลายไปด้วย ดีหรือไม่? " ท่านอ๋องเจ็ดตรัสขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้

"ยอมแล้วเพคะ หม่อมฉันขอยอมแพ้ต้อท่านอ๋องบ้ากามผู้นี้แล้วเพคะ" เสี่ยวชิงเอ่ยขึ้นอย่างยอมจำนน

"เพราะเจ้ารักเปิ่นหวางมากใช่หรือไม่ชิงเอ๋อร์ ถึงได้ทำตัวน่ารักมากถึงเพียงนี้? " อ๋องเจ็ดตรัสขึ้นเสียงอ่อนโยน

"หม่อมฉันรักท่านอ๋องเจ็ดและลูกมากยิ่งนักเพคะ"

"เปิ่นหวางก็รักเจ้ากับลูกมากมายเช่นกัน ถ้าเช่นนั้นเปิ่นหวางจะให้เวลากับเจ้าให้เจ้าได้พักฟื้นร่างกายให้ดีเสียก่อน แล้วเราค่อยมีน้องให้ท่านอ๋องน้อยเสี่ยวหยางอีกสักหลายๆ คน เจ้าว่าดีหรือไม่? "

"ท่านอ๋องว่าดี หม่อมฉันก็ว่าดีเพคะ" พูดยังไม่ทันจบประโยคดี เสี่ยวชิงก็ถูกมอบจุมพิตอันแสนหวานเข้าให้ในทันที โดยมีผู้ชายที่ตนรักถึงสองคนคอยอยู่เคียงข้าง ทำให้หัวใจดวงน้อยๆ สัมผัสได้ถึงความรักและความอบอุ่นที่เอ่อล้นออกมาจากใจได้อย่างเต็มที่และมั่นคงอย่างยิ่ง


จบตอนพิเศษ


**  สามารถดาวน์โหลดรูปเล่มตอนพิเศษที่เมพเก็บไว้ได้นะคะ   (รักรี้ด)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

32 ความคิดเห็น