ศึกวังหลังชิงบัลลังก์หัวใจมังกร (รีไรท์แล้ว เนื้อหาฉบับเดียวกันกับ E-book ค่ะ)

ตอนที่ 4 : อยู่ตำหนักเย็นแล้วไงใครแคร์?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,679
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 173 ครั้ง
    20 ส.ค. 63

แสงอาทิตย์สีทองสาดส่องลงมาให้แสงสว่างและความอบอุ่นในอรุณแรกของวันนี้ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว แพขนตางอนเริ่มกระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับความสมดุลของแสงที่สาดเข้ามาในห้อง

“พระสนมเพคะ ตื่นเถิดเพคะพระสนม” เสี่ยวขุยร้องเรียกพระสนมของตนเบาๆ ที่ปลายเตียง

“นี่มันกี่โมงกี่ยามกันแล้วหรือเสี่ยวขุย” ไป๋หนิงอ้ายถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย

“ยามเฉิน (07.00 น.) เพคะพระสนม”

“ข้าอยากอาบน้ำชำระร่างกาย ที่อาบน้ำอยู่ตรงไหนหรือเสี่ยวขุย” ไป๋หนิงอ้ายถามพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง

“ที่อาบน้ำอยู่ด้านหลังฉากกั้นในห้องนี้เองเพคะ หม่อมฉันต้มน้ำไว้ให้พระสนมอาบเรียบร้อยแล้วเพคะ” เสี่ยวขุยพูดพลางผายมือไปยังฉากกั้นไม้ไผ่ที่อยู่เกือบชิดผนังห้อง

“ขอบใจเจ้ามากนะเสี่ยวขุย" ไป๋หนิงอ้ายลุกขึ้นจากที่นอน เดินไปยังด้านหลังฉากกั้น พร้อมทั้งถอดชุดออกลงแช่น้ำอุ่น ทำความสะอาดร่างกายสักพักจึงขึ้นมาจากน้ำ

เสี่ยวขุยมาช่วยแต่งตัวให้พระสนมของตนอย่างรู้งาน

“เสี่ยวขุยเราอยู่ที่ตำหนักเย็นนี้ เราได้รับเสื้อผ้า อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค อะไรบ้างหรือไม่ในระยะสามเดือนที่ผ่านมานี้” ไป๋หนิงอ้ายถามอย่างใช้ความคิด

“เราได้รับเพียงแค่อาหารเพียงหนึ่งมื้อเท่านั้นเองเพคะ” เสี่ยวขุยตอบ

“ส่วนเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค มาอยู่ที่นี่ได้เกือบสามเดือนเรายังไม่ได้รับสิ่งใดเลยเพคะ” เสี่ยวขุยพูดพลางตั้งท่าจะร้องไห้ขึ้นมาอีกระลอก

“เสี่ยวขุยอย่าพึ่งร้องไห้ เราลองออกไปเดินสำรวจดูข้างนอกกันก่อนดีกว่า ว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักเย็นนี่ต่อไปยังไงดี” ไป๋หนิงอ้ายกล่าวชวนหลังจากเสี่ยวขุยช่วยติดกระดุมเสื้อเม็ดสุดท้ายให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

“เพคะ” เสี่ยวขุยรับคำและเดินตามพระสนมของตนออกมาต้อยๆ

“เดี๋ยวนะเสี่ยวขุย เจ้าต้องมาเดินนำข้าสิ จะไปหลบอยู่ข้างหลังข้าทำไมล่ะ ข้าความจำเสื่อมไปแล้ว คงช่วยนำทางให้เจ้าไม่ได้หรอกนะ” ไป๋หนิงอ้ายหยุดเดินและพูดกับเสี่ยวขุยด้วยความประหลาดใจ

“หม่อมฉันเป็นเพียงนางกำนัลรับใช้ มิบังอาจเดินนำหน้าพระสนมได้เพคะ”

“อ้อ กฎระเบียบในวังหลังเป็นเช่นนี้เองหรือ งั้นเราไปกันเถอะ ข้านำ เจ้าตาม ก็เป็นอันจบเรื่อง” ไป๋หนิงอ้ายพูดพร้อมกับเดินนำออกไปข้างหน้า

“ตำหนักนี้มีชื่อหรือไม่เสี่ยวขุย”

“ไม่มีชื่อเพคะ แต่วังหลังจะเรียกตำหนักที่ใช้คุมขังฝ่ายในว่า เหลิ่งกง เพคะ” เสี่ยวขุยตอบตามความเข้าใจของตน

“อ่อ เหลิ่งกง วังเหมันต์สินะ ถ้ามันเย็นมาก เราก็ช่วยกันจุดไฟให้มันอุ่นๆ ดีหรือไม่เสี่ยวขุย” ไป๋หนิงอ้ายพูดด้วยสีหน้าที่ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนกับสิ่งใด

“ดะ ดะ ดี เพคะ พระสนมดูเปลี่ยนไปมากเลยนะเพคะ” เสี่ยวขุยพูดพร้อมกับมองพระสนมของตนด้วยแววตาชื่นชม

“เปลี่ยนไปมากยังไงกันหือ?? เสี่ยวขุยน้อย” จางหนิงเอ๋อพูดเย้าแหย่

“ก็พระสนมทรงดูเข้มแข็งขึ้น ร่าเริงขึ้น และดูมีสติในการต่อสู้กับทุกอย่างในชีวิตเลยเพคะ” เสี่ยวขุยพูดด้วยน้ำเสียงปลาบปลื้ม

“คนเราก็ต้องมีการปรับตัวเรียนรู้กับสิ่งต่างๆ เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดต่อไปกันทั้งนั้นแหล่ะเสี่ยวขุย อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วแค่นั้นเอง” ไป๋หนิงอ้ายพูดอย่างคนที่ปลงตกไปแล้วหลายส่วน

“ป่ะ เราเดินสำรวจไปรอบๆ ตำหนักกันเถอะ เจ้าอาจจะคุ้นชินกับที่นี่แล้วนะเสี่ยวขุย แต่ยังไงก็ช่วยเดินเป็นเพื่อนข้าหน่อยนะ” ไป๋หนิงอ้ายกล่าวขอ

เมื่อเดินออกมาด้านนอกแล้ว ไป๋หนิงอ้ายก็พบว่าตำหนักเย็นที่ตนอาศัยอยู่ เป็นเรือนไม้ผสมปูนหลังเล็กๆ ขนาดกว้างคูณยาว สี่คูณแปดเมตร หลังคาเตี้ย มุงด้วยกระเบื้องสีเลือดหมูที่เก่าคร่ำคร่าจนสีกระเบื้องหลุดลอกไปแล้วหลายแผ่น และกระเบื้องบางแผ่นยังชำรุดจนฝนตกแล้วน้ำสามารถรั่วซึมหยดลงบนพื้นห้องได้

มีประตูไม้ทางเข้าสองบานที่สภาพจวนจะผุพัง และหน้าต่างด้านหน้าอีกสี่บานเล็กๆ ที่พอจะกันลมได้นิดหน่อยเท่านั้น และห้องเล็กๆ อีกหนึ่งห้องอยู่ถัดไปทางซ้ายมือขนาดกว้างคูณยาว สามคูณสามเมตร ที่มีประตูเข้าเพียงหนึ่งบาน ไป๋หนิงอ้ายสันนิษฐานว่าห้องนี้อาจจะเคยใช้เป็นห้องเก็บฟืนมาก่อน พื้นดินข้างนอกหญ้าขึ้นเยอะจนจะสูงท่วมหัวเข่า

ตำหนักเย็นเล็กๆ แห่งนี้น่าจะมีพื้นที่ขนาดประมาณเพียงสองงานเท่านั้น กำแพงล้อมรอบด้วยอิฐสูงประมาณสามเมตร มีต้นดอกเหมยขึ้นอยู่บริเวณนั้นสี่ต้น

“เอาล่ะอย่างน้อยตำหนักเย็นนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก อย่างน้อยก็ยังมีต้นไม้พอให้อาศัยร่มเงาได้อยู่บ้าง แล้วเรามีน้ำดื่มน้ำใช้บ้างหรือไม่เสี่ยวขุย?” ไป๋หนิงอ้ายเอ่ยถามพลางใช้สายตามองไปรอบๆ ตำหนัก

“มีเพคะพระสนม บ่อน้ำอยู่ตรงใต้ต้นดอกเหมยต้นนั้นเพคะ” เสี่ยวขุยพูดพร้อมกับชี้มือไปที่ต้นดอกเหมยที่อยู่ถัดออกไปตรงริมกำแพงตำหนัก

“โชคดีที่อย่างน้อยตำหนักเย็นนี้ ก็ยังมีบ่อน้ำพอให้เราได้ใช้กินและอาบ และยังมีต้นไม้พอให้เราได้อาศัยร่มเงาอยู่บ้าง” ไป๋หนิงอ้ายคิดในใจ

“เสี่ยวขุย เรามาทำตำหนักเย็นของเราให้น่าอยู่กันเถอะ” ไป๋หนิงอ้ายกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“อย่างแรกเลยคือการถางหญ้าที่รกๆ นี่ทิ้งไปเสีย และทำความสะอาดข้างใน ข้างนอกตำหนักนี่ให้สะอาดน่านอนขึ้นมาหน่อยก็แล้วกัน แต่ว่า......” ไป๋หนิงอ้ายเงียบไปอย่างใช้ความคิด

“แต่อันใดหรือเพคะพระสนม” เสี่ยวขุยถามขึ้น

“เราสองคนช่วยกันทำงานหนักขนาดนี้ เราต้องได้กินอาหารดีๆ สิถึงจะได้มีแรงทำงาน แต่เจ้าบอกกับข้าว่า เราจะได้รับอาหารเพียงหนึ่งมื้อเท่านั้น และอาหารที่ส่งมามียาพิษปนมาในอาหารนั้นด้วย” ไป๋หนิงอ้ายกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“ตอนนี้ข้ายังไม่ได้ใส่ใจว่าผู้ใดต้องการทำร้ายข้า แต่สิ่งที่ข้าสนใจคือ ถ้าข้าหิวข้าต้องได้กินเข้าใจหรือไม่เสี่ยวขุย?” ไป๋หนิงอ้ายพูดพลางเอามือนวดคลึงขมับไปด้วย

‘มันต้องมีวิธีสิ ที่เราจะได้ในสิ่งที่เราต้องการ ต้องมีสักวิธี’ ไป๋หนิงอ้ายครุ่นคิดในใจ

“ขอเวลาให้ข้าคิดก่อนนะเสี่ยวขุย หรือเจ้ามาช่วยข้าคิดหน่อยก็ดี สองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว” ไป๋หนิงอ้ายพูดพร้อมกับเดินไปมาหน้าตำหนัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 173 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

97 ความคิดเห็น

  1. #61 กาแฟยามบ่าย (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 / 09:27

    ชอบค่ะ ชอบที่น้องมีสติ คิดแก้ปัญหา ไม่มัวแต่สงสารตนเอง เรื่องสนุก การดำเนินเรื่องกระชับ ไม่เยิ่นเย้อ ชื่นชมค่ะ

    #61
    1
    • #61-1 爱飛 อ้ายเฟย(จากตอนที่ 4)
      18 กรกฎาคม 2563 / 09:28
      ขอบคุณจากใจเลยนะคะรี้ด 🙏🏻🙏🏻❤️❤️
      #61-1
  2. #3 ลมรัก (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 18:31

    ไม่ไหวพระสนมใช้คำพูดเหมือนไร้ความคิดและการศึกษาเลยทั้งเป็นลูกแม่ทัพความรู้คงไม่ด้อย แถมภพก่อนที่จะมาเข้าร่างสนมยังมีความรู้ถึงเป็นแพทย์ซึ่งคนเป็นแพทย์กิริยาจะต้องละมุ่นกว่านี้นะคะ อันนี้แบบถามนางกำนัลรัวๆไม้มีจังหวะพักหายใจเลยแล้วไม่คิดฟังคำตอบด้วย เป็นอารมณ์ที่แปลกมาก

    #3
    0