(เปิดโอน) ▽ #markbam ; HEARTBEAT #พี่หมอมบ ▽

ตอนที่ 2 : BEAT 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11171
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1046 ครั้ง
    7 ต.ค. 61

     

 

________________________________________________________

 


________________________________________________________

 

 

 


  ________________________________________________________


 

หลังจากที่นายแพทย์หนุ่มออกไปแล้วทั้งห้องพักผู้ป่วยก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดอีกครั้งมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและลมหายใจหอบถี่ของผู้ป่วยเจ้าของห้องที่ทำให้ในห้องไม่ได้เงียบเกินไปนัก

 

“ฮึก...” เสียงสะอื้นเบาๆ หลุดออกมาจากปากของคนตัวเล็กที่ตอนนี้กำลังเอาฟันขบปากตัวเองจนริมฝีปากแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดเพราะไม่ต้องการให้เสียงสะอื้นหลุดเล็ดลอดออกมาได้

 

“ไม่เป็นไรนะแบมแบม...” เสียงหวานเอ่ยออกมาเบาๆ ราวกับกำลังปลอบตัวเองขณะที่ยกมือขึ้นมากอดอกเอาไว้แน่นราวกับเด็กน้อยที่กำลังหวาดกลัวกับเสียงฟ้าร้องในยามค่ำคืนที่มีฝนตกกระหน่ำ

 

“นายโอเค...” เขายังคงพร่ำกระซิบบอกตัวเองเบาๆ ด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่เจ้าตัวพยายามควบคุมไม่ให้มันสั่นอย่างสุดความสามารถ

 

“นายจะผ่านมันไปได้...แค่คนแปลกหน้าเอง”

 

ใช่...แค่คนแปลกหน้าคนนึงเอง...

 

เขาบอกตัวเองแบบนั้นถึงแม้จะมีเสียงเล็กๆ เสียงนึงที่ร้องท้วงถามขึ้นมาว่าทำไมนะ ทำไมแค่คนแปลกหน้าคนนึงถึงทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดราวจะขาดใจได้ขนาดนี้ หากแต่เจ้าตัวก็เลือกที่จะไม่สนใจเสียงเล็กๆ เสียงนั้นทำราวกับว่าไม่ได้ยินมัน

 

“แต่ดีจังเลยนะ...อย่างน้อยคนแปลกหน้าคนนั้นก็มีอนาคตที่ดีอย่างที่คนแปลกหน้าคนนี้คาดหวังไว้” แบมแบมพูดแบบนั้นขณะที่เอนหลังลงไปพิงหมอนใบโตทั้งๆ ที่อ้อมแขนของเขายังคงกอดตัวเองเอาไว้ ดวงตากลมโตหลับลงอย่างช้าๆ 

 

ภายใต้เปลือกตาสีอ่อนตอนนี้นั้นไม่ได้เป็นความมืดมิดเหมือนดังเช่นทุกครา หากแต่มันกำลังฉายถึงภาพใบหน้าของใครบางคนที่เป็นคนแปลกหน้า

 

คนแปลกหน้าที่ครั้งนึงพวกเขาเคยมีความทรงจำมากมายที่สร้างมาด้วยกัน...

 

สี่ปีก่อน

 

California, LA

 

“พี่แจ็คสัน พี่ผู้ชายหล่อๆ ที่อยู่ข้างบ้านนี่ชื่ออะไรนะ” เสียงหวานของแบมแบมหนุ่มน้อยวัยสิบแปดปีที่มาแลกเปลี่ยนเป็นเวลาหนึ่งปีเอ่ยถามพี่ชายโฮสต์ในตอนที่เดินเข้ามาในบ้านหลังโตเพราะเมื่อครู่ตอนที่ไปเซ้าซี้ถามชื่อเขานั้นดันได้ยินไม่ชัดตอนเขาตอบกลับมาน่ะสิ

 

“บ้านข้างๆ? หมายถึงมาร์คหรือเปล่า? หรือจินยอง?” คนถูกถามทวนคำถามขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่แน่ในเพราะบ้านข้างๆ ของเขาที่คนตัวเล็กถามถึงนั้นมีความเป็นไปได้สองคนหนึ่งจินยองที่อยู่บ้านข้างซ้าย ส่วนมาร์คที่อยู่บ้านข้างขวา

 

“น่าจะพี่มาร์คนะครับ คนที่ผมสีน้ำตาลน่ะพี่” ร่างน้อยพยักหน้าหงึกหงักขณะเอ่ยขยายความเพิ่มให้คนตรงหน้า

 

“งั้นก็มาร์คแหละ ทำไมหล่ะ?” แจ็คสันถามกลับมาอย่างฉงนเพราะความเป็นไปได้ที่คนตรงหน้าจะได้เจอคนข้างบ้านคนนี้ดูน้อยมากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียวเพราะเป็นที่รู้กันมานานตั้งแต่เด็กดีว่ามาร์คนั้นเป็นคนโลกส่วนตัวสูงมากแค่ไหน แถมพูดน้อยมากเสียจนน่ากลัวจะได้ยินเสียงเขาเฉพาะตอนที่มีเหตุผลสำคัญมากพอที่ให้เขาคุยด้วยนั่นแหละ

 

“ก็เปล่า...” เด็กน้อยที่ไม่รู้ตัวเองเลยว่าเป็นคนโกหกได้แย่มากแค่ไหนเอ่ยโป้ปดออกมาขณะที่เสหลบตาอย่างมีพิรุจอย่างเห็นได้ชัด แก้มใสที่ปกตินั้นมีเลือดฝาดขึ้นอยู่แล้วก็แปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้ม

 

เป๊าะ!

 

“โอ๊ย!” ไม่นานหลังจากที่เขาพูดปดออกไปมือหนาของคนที่ตัวสูงกว่าก็ส่งมาเคาะหน้าผากมอบมะเหงกให้แบมแบมเบาๆ แต่ก็แรงมากพอที่ทำให้คนได้รับหน้าผากขึ้นสีจนเจ้าตัวส่งมือนิ่มขึ้นมาลูบป้อยๆ

 

“เป็นเด็กเป็นเล็กหัดโกหกผู้ใหญ่แบบนี้ได้ยังไง” คนโตกว่าว่าเสียงดุด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้จริงจังเท่าไหร่นัก 

 

“แบมเปล่านะ” ผู้ร้ายปากแข็งยังคงยืนกรานแบบกระต่ายขาเดียวแม้จะรู้ดีว่านั่นก็ไม่อาจเพียงพอทำให้อีกฝ่ายเชื่อได้อย่างแน่นอน

 

“พูดมาเดี๋ยวนี้เลยไม่งั้นส่งกลับประเทศนะ” คำขู่แบบไม่จริงจังถูกพูดออกมาจากคนที่ถือไพ่เหนือกว่าทำให้คนที่ตกเป็นรองถอนหายใจออกมาเบาๆ พร้อมกับเบ้ปากน้อยๆ เมื่อเห็นว่าดันทุรังต่อไปยังไงก็ไม่น่าชนะเลยตัดสินใจเลือกที่จะยอมรับออกมาเสีย

 

“หงึ แบมแค่คิดว่าแบมเจอรักแรกพบ”

 

“รักแรกพบ? กับมาร์คเนี่ยนะ?” แจ็คสันทวนคำออกมาอย่างแทบไม่เชื่อหูเพราะตลอดระยะเวลาที่เกิดมาบนโลกที่แสนสวยงามใบนี้จนอายุยี่สิบปีเข้าไปแล้วเขาไม่คิดว่าจะได้ยินคำว่ารักแรกพบจากปากใครเพราะเชื่อมาตลอดว่ามันเป็นแค่เรื่องที่มีแต่ในนิยายเท่านั้น

 

“อื้อ”

 

“งั้นถอดใจเถอะ” เมื่อเห็นว่าน้องตรงหน้าดูเหมือนว่าจะพูดจริงจังอยู่ไม่น้อยเขาเลยเลือกที่จะเอ่ยเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเพราะเขาเป็นคนหนึ่งที่รู้จักคนข้างบ้านคนนั้นดีพอสมควรด้วยความที่โตมาด้วยกัน ดังนั้นแล้วเขาไม่อยากให้เจ้าเด็กน้อยตรงหน้าที่เพิ่งจะมีความรักแบบ Puppy love เสียใจและเสียเวลา

 

“อ้าว ทำไมหล่ะครับ” เจ้าหมาน้อยตรงหน้าเอียงคอถามอย่างฉงนใจ

 

“มาร์คน่ะมันไม่เคยมองใครหรอก” แจ็คสันบอกออกมาตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อมและหวังว่าเจ้าเด็กตรงหน้าของเขาจะเข้าใจอะไรง่ายๆ

 

“ไม่เคยก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มองใครนี่นา” ทว่าดูเหมือนว่าคราวนี้มันจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาหวังเสียแล้วเพราะเด็กน้อยที่ปกติไม่เคยเป็นเด็กหัวแข็งแต่ไม่รู้ทำไมพอกลับเป็นเรื่องนี้แล้วในใจของร่างน้อยกลับบอกว่าไม่ให้ยอมแพ้เสียแบบนั้นช่างน่าแปลกเสียจริง

 

“แต่ในกรณีมาร์คพี่มั่นใจว่ายาก” ชายหนุ่มยังคนยืนกรานในความคิดของตัวเองอย่างหนักแน่น

 

“ผมยังไม่ได้ลองเลย พี่จะรู้ได้ยังไง” ส่วนทางด้านแบมแบมนั้นรู้ดีว่าการที่พูดแบบนี้ไปไม่ใช่สิ่งที่ดีที่คนอายุน้อยกว่าอย่างเขาพึงที่จะทำ หากแต่ด้วยนิสัยอย่างนึงของเจ้าตัวนั้นหากหมายมั่นหรือตัดสินใจว่าจะทำอะไรแล้วก็จะทำให้ถึงที่สุด ไม่ยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ 

 

“ดื้อ” 

 

“ไม่ดื้อซักหน่อย”

 

“ถ้าอยากเจ็บก็ลองดูแล้วอย่ามาหาว่าไม่เตือนแล้วกัน” ซึ่งแจ็คสันที่ถึงแม้จะรู้จักกับเด็กตรงหน้าได้ไม่นานเขาก็พอจะรู้ถึงนิสัยของเด็กตรงหน้าในจุดๆ นี้ดีพอสมควรถึงได้ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างยอมแพ้แต่ก็อดที่จะทิ้งคำพูดกึ่งขู่เอาไว้ในตอนท้ายด้วยหวังว่าไม่อยากจะให้เด็กน้อยตรงหน้ามาเสียใจในภายหลัง

 

หลายวันต่อมา

 

“พี่ครับบบ พี่มาร์คคคค” เสียงใสๆ ของแบมแบมดังขึ้นหลังจากที่เจ้าตัวชะเง้อชะแง้อยู่ข้างกำแพงบ้านมาหลายวันในที่สุดก็ได้เจอชายหนุ่มร่างสูงที่เขาคาดหวังที่จะได้เจอมาหลายวัน

 

“...” เจ้าของชื่อที่เพิ่งเดินออกมาจากตัวบ้านเพื่อตัดเข้ามานั่งอยู่ในสวนหย่อมที่ซึ่งเป็นที่ประจำของเขาในการมาอ่านหนังสือเงยหน้าขึ้นมามองเจ้าเด็กเอเชียแปลกหน้าข้างบ้านที่ไม่เคยรู้จักมักจี่มาก่อนนิ่งๆ ตามสไตล์ของเจ้าตัว

 

“สบายดีไหมครับ ผมไม่เห็นหน้าพี่ตั้งหลายวัน” ถึงแม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้วเพราะได้ยินกิตติมศัพท์มาจากแจ็คสันแต่เจ้าตัวก็ยังคนเดินหน้าต่อไปด้วยคติที่ว่า...

 

ด้านได้อายอด

 

“สบายดี” เสียงทุ้มตอบกลับมาสั้นๆ เพราะถึงแม้มาร์ค ต้วนเขาจะเป็นคนนิ่งขรึม ติดจะเย็นชาไปสักนิดแต่ก็ไม่ถึงกับเป็นคนที่ไร้มารยาทถึงขึ้นเข้าสังคมไม่เป็นอะไรขนาดนั้น เขาแค่เลือกที่จะรู้จักใครสักคนแล้วจัดการให้คนพวกนั้นอยู่ในตำแหน่งความสนิทและสำคัญก็เท่านั้น

 

“ผมไม่รู้ว่าพี่จะจำผมได้ไหม แต่ผมจะแนะนำตัวอีกที...”

 

“...”

 

“ผมแบมแบมนะครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” คนหน้าหวานว่าเสียงเจื้อยแจ้วขณะที่ยืนเกาะกำแพงอยู่แบบนั้น

 

“อืม”

 

“ผมไม่รบกวนพี่แล้วดีกว่า ขอตัวนะครับ” เมื่อได้แนะนำตัวเสร็จเป็นอันที่เรียบร้อยแล้วเจ้าตัวก็เอ่ยขอตัวเพราะร่างเล็กก็ทำการบ้านมาดีพอสมควรที่มากพอที่จะรู้ว่าอีกฝ่ายชอบไม่ชอบอะไรในขั้นต้นดังนั้นจึงเลือกที่จะไม่ทำละผลีผลามจนตัดโอกาสดีๆ ไปเสีย

 

เพราะโบราณเขาว่าช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม...

 

“...” 

 

มาร์ค ต้วนเมื่อได้เห็นเจ้าเด็กเอเชียตัวเล็กผมสีดำที่เอ่ยขอตัวแล้วผลุบหายลงไปจากขอบกำแพงก็เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ด้วยความแปลกใจก็ว่าได้เพราะทีแรกที่เขาคิดเอาไว้หลังจากเจออีกฝ่ายคือเขาตัดสินใจไปแล้วว่าเด็กคนนี้ต้องเป็นพวกเด็กน่ารำคาญมากพอตัวจนทำให้เขาไม่กลับมาอ่านหนังสือตรงมุมโปรดของเขาอยู่หลายวันเพื่อเลี่ยงที่จะเจอแต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่เป็นอย่างที่เขาคิดเสียแล้วล่ะมั้ง...



#พี่หมอมบ



สองวันต่อมา

 

“อ้าว พี่มาร์คอรุณสวัสดิ์ครับ” เสียงหวานๆ ของแบมแบมเอ่ยขึ้นอย่างสดใสดังราวกับว่าเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวดังขึ้นทักทายชายหนุ่มที่เพิ่งเดินเข้ามาในอาณาบริเวณของสวนสาธารณะ

 

“อืม” มาร์ครับคำสั้นๆ แล้วกระตุกยิ้มมุมปากบางๆ ให้อย่างมีมารยาทแต่ก็ไม่ได้ชวนพูดคุยอะไร เป็นการกระทำที่ขีดเส้นได้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่คนรู้จักแต่ไม่ได้สนิทเป็นการส่วนตัว

 

“พี่ก็มาวิ่งเหมือนกันเหรอครับ” คนตัวเล็กถามออกมาอย่างสุภาพแม้ความจริงแล้วเขาจะแอบสืบมาแล้วก็ตามทีจนรู้ว่าอีกฝ่ายมักจะออกมาวิ่งที่สวนสาธารณะกลางหมู่บ้านเป็นประจำทุกเช้าในเวลาหกโมงอยู่แล้วดังนั้นเจ้าตัวเลยตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อมาล้างหน้าแปรงฟันเพื่อดักรอเจออีกฝ่าย

 

“ใช่ ขอตัวก่อนนะ” ส่วนทางด้านคนที่ไม่รู้ถึงความพยายามนั้นตั้งแต่แรกก็เอ่ยขอตัวพร้อมกับเดินเลี่ยงออกไปอีกทาง

 

“ขะ...ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีนะครับ!” แบมแบมพูดไล่หลังไปถึงแม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ได้ยินประโยคนั้นแต่ทำไงได้กว่าเขาจะรวบรวมความกล้าพูดออกมาได้ก็ต้องใช้เวลาอยู่พอตัวเลยได้แต่ทำตาละห้อยมองตามแผ่นหลังกว้างที่ห่างออกไปเรื่อยๆ

 

“ไง ถอดใจแล้วสิ” จู่ๆ เสียงทุ้มของใครคนนึงที่คุ้นเคยกันดีก็เอ่ยขึ้นซิบข้างหูพร้อมกับลมหายใจร้อนๆ ที่เป่ารดข้างแก้ม

 

“พี่แจ็คสัน! วิ่งเสร็จแล้วเหรอครับ” แบมแบมที่ดีดตัวออกทันทีด้วยความตกใจที่มีคนเข้ามาใกล้แบบที่ไม่ทันได้ตั้งตัว

 

“อ่าห้ะ แหม ว่าแต่เราเถอะเหงื่อเต็มตัวไปหมด เหนื่อยมากไหมจ๊ะน้องแบมของพี่~” คนขี้เล่นเอ่ยเสียงอย่างหยอกล้อใส่คนที่ไปเคาะประตูห้องเขาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางให้ออกมาวิ่งด้วยกันเพราะกลัวผีที่สวนสาธารณะ บอกว่ามันไม่มีก็ไม่เชื่อแถมยังพอบอกว่างั้นให้ไปสายหน่อยตอนฟ้าสว่างแล้ว เจ้าตัวดั้นไม่ยอมอีกบอกว่าต้องเป็นเวลานี้เท่านั้น แต่พอมาถึงเห็นวิ่งเหยาะแหยะๆ ได้ไม่กี่ทีก็ถอดใจลงไปนั่งกับพื้นเสียแล้วแถมบอกให้เขาวิ่งไปก่อนเลยจะนั่งรออยู่แถวนี้แทนเสียแบบนั้น

 

ซึ่งทีแรกแจ็คสันก็เข้าใจว่าเจ้าเด็กตรงหน้าที่ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนรักการออกกำลังกายอะไรคงคิดอยากจะหันมาดูแลสุขภาพเลยเข้าใจว่าวันแรกๆ อาจจะยากไปและไม่ควรหักโหม 

 

แต่ที่ไหนได้พอเขาวิ่งวนรอบสวนสาธารณะรอบใหญ่จนกลับมาที่เดิมจะได้เห็นเข้ากับฉากที่เจ้าเด็กเอเชียตัวเล็กกำลังเอาหน้าแนบกับขวดน้ำเย็นๆ พร้อมทั้งเทน้ำลงบนฝ่ามือแล้วพรมเข้าให้ทั่วหน้าทั่วตัวให้เหมือนกับเหงื่อ ก่อนที่จะเริ่มวิ่งเหยาะๆ ไปหาใครคนหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามาในอาณาเขตสวนสาธารณะแห่งนี้

 

ใครคนที่ทำให้แจ็คสันเข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมคนที่ไม่ชอบออกกำลังกายและการตื่นเช้าถึงยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองราวกับพลิกฝ่ามือได้ขนาดนี้

 

“ใช่ เหนื่อยมากเลยอะพี่ กลับกันเถอะเริ่มร้อนแล้ว” คนตัวเล็กทำเป็นบ่นกระปอดกระแปดพร้อมทั้งยังแกล้งเอามือมาพัดเพื่อหมายจะเพิ่มความน่าเชื่อถือขึ้นมาอีกโดยที่ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายนั้นจับไต่ตัวเองได้ตั้งนานแล้ว...

 

สองอาทิตย์ต่อมา

 

“อรุณสวัสดิ์ครับพี่มาร์ค เจอกันอีกแล้วนะครับ” เสียงใสอันเป็นเอกลักษณ์ของแบมแบมเอ่ยทักทายมาร์คเหมือนดั่งเช่นทุกเช้าในตลอดทั้งสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ราวกับว่าช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่ได้เจอกันทุกเช้า แม้ความจริงเจ้าตัวจะเป็นคนสร้างความบังเอิญนั้นขึ้นมาเองแถมยังพ่วงผู้เคราะห์ร้ายอย่างแจ็คสันที่ต้องตื่นขึ้นมาสวนสาธารณะด้วยตั้งแต่ตีห้าเพื่อดักรอใครคนนึงมาตลอดครึ่งเดือนนี้

 

“อรุณสวัสดิ์” และแน่นอนว่าตลอดสองอาทิตย์นี้มันก็ทำให้สถานะจากคนรู้จักแบบผิวเผินกลายมาเป็นคนรู้จักในระดับหนึ่งแล้วเหมือนกัน สังเกตได้จากการบอกสวัสดีตอนเช้ากลับมานั่นแหละ

 

“วันนี้ขอผมวิ่งด้วยคนได้ไหมครับ พอดีตื่นสายเลยมาวิ่งช้ากว่าทุกวัน” ร่างบางว่าแบบนั้นอย่างลุ้นๆ หากจะว่ากันจริงๆ แล้วหลังจากที่ผ่านมาสองอาทิตย์มีอีกหนึ่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือร่างกายของคนตัวเล็กที่แข็งแรงมากขึ้นเนื่องจากการฝึกวิ่งกับแจ็คสันมาตลอดสองอาทิตย์จนเริ่มวิ่งระยะไกลได้ในระดับนึงแล้ว

 

“เอาสิ” มาร์คพยักหน้าลงครั้งหนึ่งอย่างช้าๆ พร้อมกับเอ่ยอนุญาตอย่างไม่ได้คิดมากอะไรพร้อมกับเริ่มวิ่งเหยาะๆ ออกตัวไปก่อน

 

“เยส!”​ โดยไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มกว้างของคนที่ตัวเล็กกว่าที่กำลังชกอากาศอย่างดีใจแล้วรีบวิ่งเร็วๆ ตามไปให้ทันคนที่ขายาวกว่าเท่านึงจนทัน

 

น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อน แล้วจะนับอะไรกับใจคน!

 

สองอาทิตย์ต่อมา

 

ก๊อกๆๆ

 

“แบมแบมวันนี้ไม่ตื่นไปวิ่งเหรอ” เสียงเคาะประตูห้องรัวๆ จากมือหนาของแจ็คสันที่เป็นผู้เคราะห์ร้ายถูกปลุกไปวิ่งทุกเช้าเป็นเวลาร่วมหนึ่งเดือนจนร่างกายเขาเริ่มคุ้นชินกับการตื่นเช้าจนกลายเป็นว่าต้องตื่นขึ้นมาเป็นเวลาตีห้าเองทุกๆ วัน

 

หากแต่วันนี้กลับแตกต่างไปจากทุกวันเพราะว่าคนที่ปกติต้องมาเป็นมารตัวน้อยๆ เคาะห้องเขากลับไม่โผล่มาจนเวลาล่วงเลยผ่านไปจนหกโมงเช้า ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะเดินออกจากห้องของตัวเองเพื่อมาเคาะประตูห้องตรงข้ามของเขาที่เดิมทีเป็นห้องนอนแขกแต่ตอนนี้ถูกจับจองโดยแบมแบมไปแล้ว

 

ก๊อกๆๆ

 

“แบมหกโมงแล้วนะ” หลังจากเคาะรัวๆ ไปรอบแรกแล้วหากแต่ไม่มีการตอบรับมือหนาจึงเคาะเรียกอีกครั้ง คิ้วเข้มเริ่มขมวดเข้าหากันน้อยๆ อย่างอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้

 

หรือจะลื่นล้มหัวฟาดพื้นในห้องน้ำ

 

ก๊อกๆๆ แกร๊กๆๆ

 

“เฮ้ เป็นอะไรหรือเปล่า”​ เสียงทุ้มถามออกมาพร้อมกับลองหมุนลูกบิดประตูดูเผื่อว่าถ้ามันไม่ได้ล็อคเขาจะเข้าไป แต่ดูเหมือนว่าประตูบานนั้นจะล็อคอยู่เขาถึงตัดสินใจว่าหากยังไม่มีการตอบรับจากเจ้าของห้องอีก เขาคงต้องเดินลงไปหยิบกุญแจสำรองข้างล่าง

 

แกร๊ก

 

“อือ...พี่แจ็คสัน” ทว่ายังไม่ทันที่คนตัวสูงจะหมุนตัวเดินลงไปหยิบกุญแจประตูบานนั้นก็เปิดออกช้าๆ พร้อมกับเสียงหวานที่แหบพร่าของร่างน้อยที่ดังขึ้นมาเบาๆ

 

“ไม่สบายเหรอ?” แจ็คสันถามขณะที่เอื้อมมือไปดันประตูให้กว้างขึ้นจนเห็นสภาพของเจ้าเด็กเอเชียตัวเล็กที่ตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาไม่ได้รับการดูแล

 

“ไม่รู้สิ แค่กๆ แต่ปวดหัวมากเลย” เด็กป่วยว่าแบบนั้นพร้อมทั้งไอออกมาทำให้คนโตกว่าต้องยื่นมือไปสัมผัสที่หน้าผากมนเบาๆ และได้พบถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างเล็กจนต้องเอ่ยสั่งให้ร่างน้อยไปพักพร้อมกับเอามือดันหลังให้ร่างเล็กเดินกลับไปที่เตียงนอน

 

“ตัวร้อนจี๋เลย ไปนอนพักไปเดี๋ยวพี่ลงไปหาข้าวให้กินจะได้กินยา” 

 

“แล้วเรื่องวิ่ง...”

 

“ยังจะห่วงวิ่งอีกเดี๋ยวจะโดนตี ไว้หายดีแล้วค่อยไปอ่อยมาร์คต่อก็ไม่สายน่า” แจ็คสันว่าอย่างที่จะอดหมั่นไส้ไม่ได้ที่เจ้าเด็กตรงหน้าดันเห็นผู้ชายหน้าตาดีกว่าสุขภาพตัวเองเสียอย่างนั้น

 

ในขณะเดียวกันทางด้านสวนสาธารณะมีชายหนุ่มร่างสูงคนนึงที่กำลังเดินเข้ามาในอาณาบริเวณสวนสาธารณะเหมือนดั่งเช่นทุกวัน หากแต่วันนี้เขากำลังมองซ้ายมองขวาเหมือนหาอะไรอยู่

 

ไปไหนกันนะ...

 

ชายหนุ่มคนนั้นคิดในใจขณะที่มองหาเจ้าเด็กเอเชียที่ปกติมักจะบังเอิญเจอและโดนทักทายกันทุกเช้าแต่ทว่าวันนี้กลับไม่เห็นวี่แววหรือแม้แต่เงาของอีกฝ่าย

 

“ช่าง...” เขาพูดเบาๆ แล้วเริ่มออกตัววิ่งไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้ความจริงแล้วในใจลึกๆ ของชายหนุ่มกำลังรู้สึกว่าอะไรขาดหายไปก็ตามที

 

สามวันถัดมา

 

“แบมแบมหนูเป็นยังไงบ้างลูกดีขึ้นหรือยัง” เสียงของหญิงวัยกลางคนซึ่งมีศักดิ์เป็นแม่ของแจ็คสันเอ่ยถามเด็กน้อยที่บ้านเธอได้รับเป็นโฮสต์อย่างอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้

 

“ดีขึ้นมากแล้วครับคุณน้า กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว” คนอายุน้อยกว่าตอบกลับไปอย่างที่ไม่อยากให้ผู้ใหญ่เป็นห่วงพร้อมทั้งทำท่าทางเบ่งกล้ามเล่นใหญ่โชว์เพื่อให้อีกฝ่ายคลายความกังวลใจ

 

ตุบ

 

“หายดีก็ดีแล้ว อ่ะนี่ เอาขยะออกไปทิ้งให้ด้วย” เสียงวางของที่มีน้ำหนักดังขึ้นพร้อมกับร่างหนาๆ ของลูกชายเจ้าของบ้านที่เพิ่งเดินไล่เก็บขยะจากทั่วทั้งบ้านมารวมในถุงดำถุงใหญ่ๆ สองถุงพร้อมกับผูกปากถุงอย่างเรียบร้อยเพื่อเตรียมการไปทิ้งที่ถังขยะใหญ่ส่วนกลางหมู่บ้าน

 

เพี๊ยะ!

 

“เอ๊ะ แจ็คสันนี่ยังไงไปใช้น้อง น้องเพิ่งจะหายป่วยเองนะ” ไม่นานหลังจากสิ้นคำสั่งของแจ็คสันเสียงเนื้อแน่นๆ ที่ถูกตีโดยฝ่ามือพิฆาต(แจ็คสันบอกแบบนั้น) ก็ดังขึ้นทันทีทันใดพร้อมทั้งคนที่ถูกตีที่ต้นแขนต้องสะดุ้งแล้วลูบรอยแดงจากการโดนตีป้อยๆ แถมร้องโอดครวญ

 

“โหย ม๊านี่ผมลูกม๊านะ”

 

“ลูกเหรอ...!”

 

“ไม่เป็นไรครับ แบมจะได้ถือโอกาสออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง นอนเปื่อยอุดอู้อยู่ในบ้านมาตั้งสองสามวันแล้ว” ก่อนที่สงครามขนาดย่อมจะเกิดขึ้นเสียงหวานๆ ของคนที่เพิ่งหายป่วยก็เอ่ยขึ้นมาห้ามทัพเสียก่อนเพราะไม่อยากให้เรื่องราวมันบานปลายเพราะตนเป็นต้นเหตุ ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าตัวเองก็อยากออกไปเห็นแสงเดือนแสงตะวันข้างนอกบ้านบ้าง

 

“จะเอาแบบนั้นเหรอจ๊ะ งั้นตามใจเรานะ” หญิ​งสาววัยกลางเบนความสนใจกลับมาถามแบมแบมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลต่างจากที่คุยกับแจ็คสันลิบลับความกับกว่ากับเหว ซึ่งนั่นทำให้เจ้าลูกชายตัวดีของคุณนายเจ้าของบ้านแอบเบ้ปากอย่างที่อดจะหมั่นไส้ไม่ได้

 

“ทีกับลูกนี่หน้ามือเป็นหลังเท้าเลยนะป้า” เขาแอบพูดลอยๆ ออกมาเบาๆ หากแต่ก็ดังมากพอที่ทำให้คนเป็นแม่ได้ยิน...

 

ผัวะ

 

“ได้ยินนะ!”

 

“โอ๊ย! ม๊า” นั่นเป็นเสียงสุดท้ายที่แบมแบมได้ยินในตอนที่เขาหอบถุงขยะสองถุงใหญ่ออกจากบ้านพร้อมทั้งงับปิดประตูบ้านให้ปิดลงด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเบาๆ การที่ต้องมาแลกเปลี่ยนไกลบ้านที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งนั้นก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เขาคิดจินตนาการไว้แถมเขายังโชคดีที่ได้โฮสต์แฟมิลี่ดีอีกต่างหาก มันเลยยิ่งทำให้เจ้าตัวรู้สึกดียิ่งกว่าถูกหวยรางวัลใหญ่เสียอีก

 

แกร๊ก

 

ทว่าในตอนที่คนตัวเล็กเปิดประตูเล็กที่ติดอยู่กับประตูรั้วใหญ่ของบ้านก็ต้องทำหน้าฉงนเมื่อได้เจอใครคนนึงที่ไม่ได้เจอมาหลายวัน ใครคนที่ทำให้ก้อนเนื้อในอกของเขาเต้นถี่ระรัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน หากแต่เจ้าตัวก็พยายามควบคุมและเก็บอาการไว้อย่างแนบเนียน

 

“อ้าว พี่มาร์ค? สวัสดีครับ มาหาใครหรือเปล่าครับ” ร่างน้อยถามออกไปแบบนั้นเพราะภาพแรกที่เขาเห็นตอนเปิดประตูออกมาคือชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่หน้าบ้านจึงอดที่จะคาดเดาไม่ได้ว่าคงมาหาใครสักคนในบ้านของเขา

 

“เปล่า แค่เดินผ่านมา” ชายหนุ่มบอกแบบนั้น ทำให้แบมแบมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความฉงนใจกับคำตอบของเขา คำถามถัดมาที่ขึ้นมาในหัวคือเขาไปไหนมาเพราะถ้าหากจะใช้คำว่าเดินผ่านมาก็ไม่น่าจะเดินผ่านหน้าบ้านเขาได้ไม่ว่าจะเดินมาจากทางไหนก็ตามที เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้ในทุกซอยจะเป็นทางตันทั้งหมดเพื่อง่ายต่อการรักษาความปลอดภัย

 

ดังนั้นแล้วถ้าดูจากตำแหน่งบ้านของพวกเขาทั้งคู่ หากเดินมาจากปากซอยยังไงก็ต้องถึงบ้านของมาร์คก่อนอยู่แล้ว นอกเสียจากว่าเขาจะแวะไปบ้านอื่นมาเท่านั้นแต่เท่าที่ดูแล้วอีกฝ่ายไม่น่าใช่คนสุงสิงกับใครขนาดนั้น...ล่ะมั้ง

 

อาจจะไปหาเพื่อนบ้านแถวนี้ก็ได้

 

“อ่อครับ ไม่ได้เจอหลายวันเลยพี่สบายดีนะครับ”

 

“อืม” เขาตอบรับกลับสั้นเหมือนดั่งทุกทีที่ถูกถามซึ่งแบมแบมคุ้นชินกับมันเสียแล้วและเขารู้ดีว่าสิ่งต่อไปที่จะตามมาคือความเงียบ หากเป็นทุกทีร่างบางอาจจะหาเรื่องหรือคำถามอะไรขึ้นมาถามแต่ทว่าวันนี้ในหัวเขาแอบตื้อๆ ด้วยฤทธิ์ยาที่ยังไม่หายไปจากร่างกายทั้งหมดทำให้นึกอะไรไม่ออกจึงเลือกที่จะเอ่ยขอตัวดีกว่าเพราะเขายังต้องเดินเอาไปทิ้งตรงส่วนกลางของหมู่บ้านอีก

 

“เอ่อ...ถ้ายังไงผมขอตัวเอาขยะไปทิ้งก่อนนะครับ”

 

หมับ

 

“ครับ?” แต่ยังไม่ทันที่คนที่เพิ่งหายป่วยจะได้เดินออกไปไหนก็ถูกสัมผัสอุ่นๆ จากมือใหญ่ของอีกคนรั้งที่ข้อมือเอาไว้ ทำให้คนที่ถูกรั้งต้องหันหน้ามาถามแบบงงๆ

 

“ฉันช่วย” 

 

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

 

ซึ่งร่างเล็กก็ไม่ได้ถูกปล่อยให้งงนานนักเพราะคำตอบจากคนที่พูดไม่เก่งมาจากการกระทำของเขาที่แย่งถุงขยะไปถือใบนึง ส่วนแบมแบมก็ยืนอึ้งสักพักพร้อมทำตาปริบๆ เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นฝ่ายจะยื่นมือเข้ามาช่วยเขา

 

นี่เราฝันไปหรือเปล่าเนี่ย?

 

“ขะ...ขอบคุณครับ” ถึงแม้จะยังไม่มั่นใจเท่าไหร่นักว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้านั้นเป็นเรื่องจริงหรือว่าฝันไปแต่คนตัวเล็กก็เอ่ยขอบคุณไปก่อนแล้ว แม้จะด้วยน้ำเสียงที่ออกจะดูเพ้อๆ ไปเสียหน่อยก็ตามทีน่ะนะ

 

“อืม”

 

ทั้งสองเริ่มก้าวเดินออกไปพร้อมกันพร้อมกับความเงียบงันทีเข้ามาปกคลุมอีกครั้งแต่ก็ไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัดสำหรับตัวแบมแบมเลย เพราะตอนนี้เขาคิดว่าเขากำลังได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นถี่ระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอกด้วยความตื่นเต้นแลดีใจเพราะเมื่อครู่แอบหยิกที่ต้นขาของตัวเองไปแล้วพบว่ามันเจ็บ ความเจ็บที่นำพามาซึ่งความจริงที่ว่าเขาไม่ได้ฝันไป

 

 

 

หายไปไหนมา?




#พี่หมอมบ




หายไปไหนมา” เสียงทุ้มของคนที่เดินอยู่ข้างๆ ดังขึ้นทำให้ร่างบางตกใจเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนชวนคุยก่อนจนทำให้ไม่ทันได้ฟังคำถามของอีกฝ่าย

 

“คะ...ครับ?” 

 

“สามวัน...หายไปไหนมา” มาร์คทวนคำถามอีกครั้งทั้งยังเพิ่มความดังของเสียงของเขาขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อให้อีกคนได้ยินได้ถนัดมากขึ้น

 

“ไม่สบายหน่ะครับเลยนอนเฉาอยู่แต่ในบ้าน”

 

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

 

“งั้นเหรอ...หายดีแล้วใช่ไหม”

 

หากว่าการที่อีกฝ่ายชวนคุยก่อนนั้นน่าตกใจมากแล้ว ประโยคคำถามที่ดูเหมือนจะห่วงใยนั่นกลับทำให้แบมแบมตกใจมากกว่าอีกเป็นหลายเท่าตัว หัวใจตอนนี้ของเขานั้นเต้นถี่เร็วจนเขากลัวว่ามันจะวายตายไปเสียก่อนที่เขาจะได้กลับไทยแล้วกระมัง โชคดีไม่น้อยที่ตอนนี้พวกเขาเดินกลับมาจนถึงหน้าบ้านที่แบมแบมพักอาศัยอยู่พอดี

 

“ครับ ขอบคุณครับที่เป็นห่วงแล้วก็เดินมาส่งหน้าบ้าน” แบมแบมว่าแบบนั้นแบบที่ไม่ทันคิดแล้วดันแอบโมเมไปก่อนแล้วว่าเขาเป็นห่วงซึ่งเจ้าตัวมานึกขึ้นได้ทีหลังว่าไม่ควรพูดแบบนั้นออกไป

 

“...” 

 

ทว่าคนตัวสูงก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือมีปฏิกิริยาขัดแย้งอะไรทำให้คนตัวเล็กรู้สึกโล่งอกอยู่ไม่น้อย ก่อนที่เขาจะรีบเอ่ยขอตัวเพราะเกรงว่าความสติไม่เต็มร้อยของเขาตอนนี้จากความตื่นเต้นผสมโรงกับฤทธิ์ยาที่ทำให้สมองไม่แล่นอย่างที่ควรจะเป็นอาจจะส่งผลให้เขาพลั้งเผลอพูดอะไรไม่ดีออกไป

 

“ขอตัวก่อนนะครับ”

 

“อืม”

 

แต่ในตอนที่เขาหันหลังเดินเข้าไปในอาณาเขตรั้วบ้านของเขาแล้วหันหลังกลับมาหมายจะปิดประตูก็ได้เห็นว่าคนที่เขาแอบมองอยู่ทุกวันยังคงยืนอยู่ที่เดิมยังไม่เดินกลับไปที่บ้านของเขา

 

“เอ่อ...ฝันดีนะครับพี่มาร์ค” และไม่รู้ว่าภูตตนใดหรือนางฟ้าองค์ไหนที่มาช่วยดลจิตดลใจเจ้าหนูน้อยจากเอเชียให้จู่ๆ เกิดมีความกล้าบอกฝันดีอีกฝ่ายออกไปแบบนั้น

 

“ขอบใจ นายก็ด้วย” แต่ถึงยังไงแบมแบมก็คงจะรู้สึกขอบคุณใครคนนั้นที่ทำให้เขาจู่ๆ มีความกล้าขึ้นมาอย่างมากเพราะดูเหมือนว่าเขาจะดลบันดาลให้คนไม่ช่างพูดได้พูดประโยคที่ร่างน้อยไม่เคยคิดฝันว่าจะได้ยินจากอีกฝ่ายออกมา

 

ปึง!

 

ซึ่งหลังจากที่เขาได้ยินประโยคนั้นมือนิ่มก็รีบดันประตูปิดอย่างรวดเร็วและดังสนั่นก่อนที่ขาเรียวจะวิ่งเขาบ้านโดยไม่สนใจเรื่องมารยาทหรือความเหมาะใดๆ อีกต่อไป เขามุ่งขึ้นห้องทันทีจนคนที่อยู่ในบ้านก็ได้แต่ทำหน้างุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น หากแต่คนตัวเล็กไม่คิดที่จะหันมาอธิบายใดๆ 

 

ปัง ตุบ

 

เสียงปิดประตูห้องนอนดังตามมาหลังจากนั้นไม่นานนัก พร้อมกับร่างเล็กที่กระโดดลงเตียงไปนอนคว่ำหน้าบนเตียงนุ่มและดีดดิ้นจนเตียงเริ่มยับยู่หากแต่ร่างบางก็ไม่คิดจะสนใจมันเพราะตอนนี้ในหัวของเขานั้นมีแต่เสียงทุ้มต่ำของใครอีกคนดังก้องไปมาไม่หยุด

 

นายก็ด้วย นายก็ด้วย นายก็ด้วย

 

หายดีแล้วใช่ไหม หายดีแล้วใช่ไหม หายดีแล้วใช่ไหม

 

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ตื๊ดดดดดดดดด

 

รวมไปถึงเสียงหัวใจของเขาเช่นกันที่เต้นถี่ระรัวจนไม่สามารถจับสัญญาณได้อีกต่อไป...

 

วันต่อมา

 

แบมแบมได้กลับมาวิ่งตอนเช้าอีกครั้งหลังจากหายไปสองสามวัน หากแต่วันนี้กลับแตกต่างไปจากทุกวันเนื่องจากแจ็คสันไปออกแคมป์กับกลุ่มเพื่อนเลยไม่ได้มาด้วยเหมือนทุกทีหาแต่เพราะความดั้นด้นและความมุ่งมานะ(?) ในการที่จะสร้างความบังเอิญเพื่อที่จะได้เจอกับใครบางคนให้ได้ คนตัวเล็กจึงต่อสู้กับความกลัวในสิ่งเร้นลับแล้วตื่นเช้าออกจากบ้านมาที่สวนสาธารณะกลางหมู่บ้านเหมือนดั่งเช่นทุกที

 

“อือ...เมื่อไหร่จะมานะ” คนตัวเล็กพูดออกมาเบาๆ หลังจากนั่งรออยู่ที่ม้านั่งได้เกือบครึ่งชั่วโมงเจ้าตัวง่วงงุนก็เข้ามาวิ่งเล่นอยู่ในหัวเนื่องจากเมื่อคืนกว่าเขาจะข่มตาหลับได้นั้นก็เกือบเช้าเพราะมัวแต่เขินบิดไปบิดมาพร้อมทั้งมีเสียงซาวด์เอฟเฟคทุ้มๆ ของพี่ชายข้างบ้านดังอยู่ในหัวตลอดเวลานั่นแหละ

 

ยังพอมีเวลางั้นงีบพักสายตารอเป็ปนึงละกัน...

 

สุดท้ายความง่วงงุนก็ชนะเปลือกตาสีอ่อนค่อยๆ หลับพริ้มลงพร้อมกับหัวกลมๆ ที่มีกลุ่มผมนุ่มปกคลุมอยู่จะค่อยๆ เอนลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกช้าๆ ตามสติที่ค่อยๆ หลุดลอยไปในห้วงแห่งความฝัน

 

“ฟี้...zZzZzZ” แต่ดูเหมือนคนที่บอกว่าจะงีบเพียงแค่ชั่วครู่พอเอาเข้าจริงแล้วกลับไหลยาวไปจนใครคนนึงเดินเข้ามาในอาณาบริเวณสวนสาธารณะกลางแล้วเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ อย่างแปลกใจเมื่อเห็นคนที่เขาเพิ่งเห็นหน้าไปเมื่อคืนกำลังนั่งสัปหงกตัวโงนเงนอย่างน่าหวาดเสียว

 

หมับ!

 

ยังไม่ทันขาดคำหัวกลมๆ นั่นก็เอนกลับมาอีกข้างซึ่งมีถังขยะตั้งอยู่ร้อนถึงคนตัวสูงที่รีบก้าวยาวเอามือมารองรับเอาไว้ก่อนที่มันจุ่มเข้าไปในปากถังขยะเข้า มาร์คมองคนตัวเล็กที่ตอนนี้กำลังหลับอย่างได้ที่ขนาดที่ว่าเขาเข้าใกล้ขนาดนี้ยังไม่มีแววจะตื่นแถมยังเอาแก้มนุ่มๆ นั่นมาถูกไถกับมือใหญ่ของเขาเหมือนกำลังหาที่พักให้สบายกับท่านอน

 

ชายหนุ่มยืนมองร่างน้อยนิ่งๆ อยู่อีกครู่นึงก่อนที่เขาจะตัดสินใจนั่งลงข้างๆ คนที่นอนงีบหลับก่อนที่จะดันหัวทุยให้มาซบลงกับไหล่ของตัวเอง การกระทำเหล่านั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและดูเป็นธรรมชาติหากแต่สิ่งนึงที่ไม่ธรรมชาติเลยคือคนที่ยอมให้ซบไหล่คือผู้ชายที่ไม่สนใจใครอย่างมาร์ค ต้วนที่ถ้าหากมีคนรู้จักเขาเดินผ่านมาแถวนี้คงต้องมองตาค้างกันเป็นแน่

 

ตอนนี้คนที่ยอมเป็นหมอนกิตติมศักดิ์กำลังหันหน้ามามองเสี้ยวหน้าเนียนของเด็กเอเชียข้างๆ ด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แลถ้าหากถามคนมองนั้นว่ากำลังคิดอะไร เขาก็คงตอบได้แค่ว่าไม่ได้คิดอะไรแค่มองเฉยๆ ราวกับว่าใบหน้าน่ารักที่เห็นแค่เพียงขนตางอนยาวเรียงเป็นแพสวย จมูกโด่งรั้น กับปากอิ่มที่มีสีสดเหมือนเยลลี่นั่นกำลังเป็นที่พักสายตาใหม่ให้กับเขาเสียแล้ว

 

“อือ...” นานทีเดียวกว่าคนที่บอกว่าจะงีบหลับจะเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับเริ่มส่งเสียงฮึมฮัมในลำคอเบาๆ ตามประสาคนที่กำลังจะรู้สึกตัวตื่นนอนภาพแรกที่เขาเห็นหลังจากที่ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาช้าๆ นั้นคือวิวเดิมของสวนสาธารณะก่อนที่เขาจะหลับไป แต่มุมมองนั้นกลับเอียงไปนิดหน่อยนั่นทำให้แบมแบมได้รู้ว่าตอนนี้หัวของเขาเหมือนกำลังเอนซบอะไรอยู่ทำให้เขาค่อยๆ เอียงตัวกลับขึ้นมานั่งในท่าปกติอีกครั้งพร้อมกับหันหน้าไปมองวัตถุที่เขาซบเมื่อครู่

 

“!!!” และดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว่าขึ้นกว่าเก่าเมื่อ ‘วัตถุ’ ที่เขาคิดเอาไว้มันไม่ใช่สิ่งไม่มีชีวิตน่ะสิ! แถมยังเป็นวัตถุที่กำลังสบตากับเขาได้อย่างไม่หลบเลี่ยงสายตาอีกด้วย

 

“พี่มาร์ค!”​ เสียงหวานเรียกชื่อวัตถุมีชีวิตนั้นด้วยเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อยเพราะตกใจโชคดีที่แถวที่พวกเขาอยู่นั้นไม่มีคนพอดีเลยทำให้ไม่ต้องตกเป็นเป้าสายตาของประชาชนเอาให้อับอายเล่น

 

“ไง”​ เสียงทุ้มทักกลับสั้นๆ ตามสไตล์ของเจ้าตัวขณะที่ขยับตัวเปลี่ยนท่าเล็กน้อยหลังจากที่นั่งนิ่งๆ ท่าเดิมมาเกือบชั่วโมง...

 

ใช่ พวกคุณอ่านไม่ผิด เกือบชั่วโมง

 

แบมแบมที่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อเลยพูดประโยคเดิมเหมือนที่พูดบ่อยๆ เวลาเจออีกฝ่ายในยามเช้าขณะที่หางตาเหลือบไปมองเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ที่กำเอาไว้ในมือตั้งแต่ยังไม่หลับและพบว่าตนนั้นแอบงีบหลับไปร่วมสองชั่วโมง

 

“อะ...อรุณสวัสดิ์ครับ” ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับน้อยๆ ไม่ได้ตอบอะไรหากแต่จู่ๆ ก็มีเสียงนึงดังขึ้น

 

จ๊อกกกกก

 

“???” เสียงนั้นทำให้คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับดวงตาคมที่เลื่อนจากใบหน้าหวานมาเป็นแผ่นท้องราบเรียบของร่างน้อยที่เป็นที่มาของเสียงนั้นแทน

 

ฮืออออ ใครก็ได้พาผมออกไปจากตรงนี้ที

 

และนั่นก็ทำให้แบมแบมอับอายมากกว่าเดิมจนอยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอดหรือไม่ก็อยากจะสลายหายกลายเป็นอากาศธาตุไปเสียเดี๋ยวนี้

 

“ผะ...ผมขอตัวก่อนนะครับ” ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจเอ่ยขอตัวเนื่องด้วยไม่สามารถทนเรื่องน่าขายหน้าที่เพิ่งเกิดขึ้นสองเรื่องติดได้ไหวจึงขอเลือกลี้ภัยไปตั้งตัวเสียก่อนจะเป็นการดีที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้

 

หมับ

 

“เดี๋ยว...” แต่ติดที่มือหนาดึงรั้งเอาไว้เสียก่อนทำให้เขาไม่สามารถก้าวขาออกไปไหนได้จึงทำได้แค่เพียงหันมาขานรับเท่านั้น

 

“คะ...ครับ” 

 

“หิวเหรอ?” ชายหนุ่มถามออกมาถึงแม้ว่าความจริงแล้วเขาก็น่าจะรู้ได้จากเสียงน้ำย่อยที่ร้องประท้วงเมื่อครู่อยู่แล้ว

 

“เอ่อ ก็นิดหน่อยครับ” คนตัวเล็กตอบแบบอ้อมแอ้มเพราะจะให้ปฏิเสธไปก็ยังไงๆ อยู่เลยเลือกที่จะยอมรับน่าจะดีกว่าโกหกแบบหน้าซื่อตาใสน่ะนะ

 

“...”

 

“...” 

 

ความเงียบตกอยู่ระหว่างพวกเขาทั้งสองคนอยู่ราวครึ่งนาทีโดยที่คนที่อยากจะสลายหายไปในอากาศตั้งแต่เมื่อกี้ก็ได้แต่กลั้นหายใจอย่างอึดอัดเพราะความเขินอายจากเหตุการณ์ก่อนหน้ากอปรกับความเงียบที่เกิดขึ้นที่ถึงแม้จะอยากเอ่ยขอตัวมากแค่ไหนก็ไม่สามารถรวบรวมความกล้าเอ่ยออกไปได้ จนในที่สุดคนตัวสูงเจ้าของมือใหญ่ก็เป็นคนเอ่ยออกมาในที่สุดพร้อมกับแรงฉุดรั้งให้เดินตามออกไปจากบริเวณสวนสาธารณะกลางด้วยกันพร้อมกับใบหน้าเหวอๆ ปนงงงวยของคนตัวเล็กกว่า

 



 

“ตามมา”

 

        


 

100%

 

 

______________________________

 

พี่หมอออจะพาลูกเราไปไหนนนนนนน


TWITTER : @giftaplus

COMMENT / SCREAM TAG : #พี่หมอมบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.046K ครั้ง

1,890 ความคิดเห็น

  1. #1766 Beaujungf (@jaejoong2528) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 02:36
    พาน้องไปไหนนนนนนนน
    #1766
    0
  2. #1642 sophitkongkaew (@sophitkongkaew) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 16:50
    น่ารักอ่ะทั้งพี่ทั้งน้องเลย
    #1642
    0
  3. #1079 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 มีนาคม 2562 / 21:20
    ย้อนอดีตไปก็น่ารักมากๆ เลยค่ะ น้องแบบพยายามมากๆ อะ
    #1079
    0
  4. #629 bbboobb (@bbboobb) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 02:13
    ซึนนัก ต้องเจอแบบนี้
    #629
    0
  5. #270 KunpimookTuan9397 (@jarja_love) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 01:07
    จุดเริ่มต้นของความรักคือน่าร๊ากกก
    #270
    0
  6. #225 Kibibiza (@Mat_AnGel) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 23:03
    เรื่องนี้คือฟิคดราม่าใช่มั้ยคะ
    #225
    0
  7. #185 ploylovely632 (@ploylovely632) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 09:30
    กรี๊ดได้มั๊ยล่ะ แกกกก ตอนนี้คือดี
    #185
    0
  8. #182 Da'wy Sehun (@dawysehun94) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 07:08
    พี่มาร์คชอบแล้วละสิๆๆๆๆๆๆๆ
    #182
    0
  9. #169 toto (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 19:33

    พระเอกซึนมากกกกกก น้องแบมน่ารักมากกกก

    #169
    0
  10. #140 noang76 (@noang76) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 11:41
    เฟบรอนะคะ
    #140
    0
  11. #137 นานา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 กันยายน 2561 / 09:06

    แอดคะรออยู่นะคะ....ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

    #137
    0
  12. #136 Believeinlucky (@believeinlucky) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 19:15
    แง๊ .. พี่หมอออออออ
    แพ้อ้ะแพ้พระเอกลุคนี้ ฮื่อออออ
    ไม่ไหวแล้วค่าาาา
    #136
    0
  13. วันที่ 25 กันยายน 2561 / 06:41
    งื้อ พี่มาร์คเริ่มสนใจน้องมากขึ้นแล้วววว
    #135
    0
  14. #134 Facebook12345 (@Facebook12345) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 20:54

    น่ารักมาก

    #134
    0
  15. #132 pwrphtkhT (@pwrphtkhT) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 15:28
    เรื่องในอดีตน่ารักมาก แต่ทำไมถึงเลิกกันล่ะ
    #132
    0
  16. #131 nn_nj (@nuch_nj) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 20:07
    ชอบค้าาาาาา
    #131
    0
  17. #130 นานา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 11:58

    รอนะคะ.....ต่อด่วน..อิอิ

    #130
    0
  18. #129 Lyn. (@sryko1a) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 09:51
    มาร์คเริ่มมีใจนิดนึงแหละ แต่ไม่รู้ตัว
    #129
    0
  19. #128 My love markbam (@a_mote3030) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 07:47
    ตามมา จะพาน้องไปเลี้ยงข้าวสิ ไม่หยิ่งแล้ว
    #128
    0
  20. #126 BaMark_ (@BaMark_) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 00:05
    พี่มาร์คไม่หยิ่งกับน้องแล้ววว
    #126
    0
  21. #125 seetonmaidai (@seetonmaidai) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กันยายน 2561 / 23:47
    น่ารักเกินไป คุณมาร์คไม่หลงก็บ้าแล้ววว
    #125
    0
  22. #123 pncpncp (@pncpncp) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กันยายน 2561 / 18:59
    เขินนนน
    #123
    0
  23. #122 umim1a (@umim1a) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กันยายน 2561 / 17:30
    อิ้ววววววว ><!!
    #122
    0
  24. #121 Smilelyy99 (@Aeelaw51) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กันยายน 2561 / 13:40
    แอร้ยยยยยย
    #121
    0
  25. #120 katay19_mtb2got7 (@katay19_mtb2got7) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กันยายน 2561 / 12:52
    อร๊ายยยยยพี่มาร์ค
    #120
    0