(เปิดโอน) ▽ #markbam ; HEARTBEAT #พี่หมอมบ ▽

ตอนที่ 15 : BEAT 14

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5522
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 610 ครั้ง
    4 มิ.ย. 62

     

 

________________________________________________________

 


________________________________________________________

 

 

 


  ________________________________________________________



ช่องทางการติดต่อ #Twitter

หมอมาร์ค : @marktuan_hb

น้องแบม : @bambam_hb

:)

  ________________________________________________________


        


        “แบมแบม!!!” ชายหนุ่มที่ผละไปคุยโทรศัพท์ขณะที่เดินกลับไปที่รถเพื่อเปิดแล็ปท็อปดูข้อมูลผู้ป่วยที่ถูกส่งมาให้และเดินกลับมา สิ่งแรกที่เราคาดหวังจะได้เห็นคือรอยยิ้มหวานของคนรักที่ได้ออกมาเปลี่ยนบรรยากาศหากแต่สิ่งนั้นกลับไม่ใช่เลยแม้แต่นิดเดียว...

 

ในวินาทีที่เขาเห็นร่างบางล้มลงเหมือนกับหัวใจเขาถูกกระชากออกไปพร้อมๆ กัน โทรศัพท์ที่เขาถือแนบหูคุยอยู่ร่วงลงสู่พื้นโลกโดยที่เจ้าของไม่คิดจะสนใจว่ามันจะเป็นยังไงขายาวรีบวิ่งไปหาร่างน้อยที่นอนฟุบลงไปที่หาดแต่ยิ่งเข้าพยายามวิ่งให้เร็วแค่ไหนก็เหมือนว่ามันช่างช้าเสียเหลือเกิน

 

“แบมแบม! แบมแบม!” ไม่นานเขาก็วิ่งมาถึงตัวร่างน้อยพร้อมทั้งอุ้มอีกฝ่ายขึ้นมาอยู่ในท่านั่งพร้อมทั่งส่งเสียงเรียกชื่อคนที่นอนหายใจรวยรินเสียงดัง

 

“พี่...มาร์ค...” เสียงแหบแห้งที่หลุดออกมาจากคนที่กำลังจะหมดสติดังขึ้นเบาๆ

 

“อย่าเพิ่งพูดนะคนดี กินยานี่ก่อนครับ” คุณหมอหนุ่มพูดอย่างมีสติแม้ในใจเขากำลังร้อนรนแค่ไหนแต่เพราะสัญชาตญาณจากอาชีพของเขาทำให้เขาควบคุมสติเอาไว้ได้และหยิบยาเม็ดเล็กมาป้อนใส่ปากคนตัวเล็กให้อมมันเอาไว้ใต้ลิ้น

 

“ค่อยๆ หายใจนะ บอกอาการพี่หน่อยว่ารู้สึกยังไงครับ” เขาพูดต่อขณะที่พยายามจับคนตัวเล็กให้อยู่ในท่าที่สามารถหายใจได้สะดวกที่สุด

 

“แบมง่วงจัง...ขอนอนสักงีบ...” คนที่รู้สึกแน่นหน้าอกน้อยลงแล้วหลังจากได้ทานยาพูดขึ้นมาเบาๆ ท้ายประโยคหายไปลำคอพร้อมกับสติของคนตัวเล็กที่หายไปด้วยทำให้ชายหนุ่มทำหน้าเครียดกว่าเดิมและรีบอุ้มคนตัวเล็กขึ้นก้าวเดินไปที่รถของพวกเขาในทันที

 

อา...ง่วงจัง...

 

ร่างบอบบางที่นอนอยู่บนเตียงสีขาวสะอาดตาคิดขณะที่คิ้วโก่งดุจดั่งคันศรขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความเจ็บที่หลังฝ่ามือด้านซ้าย เขาพยายามเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นช้าๆ สิ่งแรกที่เขาเห็นคือเพดานสีขาวสะอาดตากับกลิ่นฉุนของน้ำยาฆ่าเชื่อที่แสนคุ้นเคยทำให้เขารับรู้ได้ในทันทีว่าตนอยู่ที่ไหน

 

“พี่...มาร์ค” เสียงแหบแห้งของคนขาดน้ำเอ่ยเรียกชื่อชายหนุ่มที่กุมมือเขาไว้และฟุบหลับอยู่ข้างเตียง เสียงเรียกที่แม้จะเบาหวิวทำให้คนประสาทไวรู้สึกตัวตื่นในทันที

 

“แบมแบม ฟื้นแล้วเหรอ” คุณหมอหนุ่มถามขณะที่กวาดสายตาสำรวจทั่วใบหน้าน่ารักที่ขาวซีดไร้สีเลือดอย่างเป็นห่วง

 

“น้ำ...” คนตัวเล็กพูดออกมาสั้นๆ ไม่สามารถพูดอะไรได้อีกเพราะลำคอที่แห้งผากของเขาทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเท่าไรนัก

 

“นี่ครับ” มาร์ครีบหยิบน้ำมารินใส่แก้วพร้อมทั้งแกะหลอดมาใส่ก่อนจะไปจ่อที่ปากอิ่มที่ตอนนี้แห้งแตกอย่างรวดเร็ว

 

“ผมอยู่ที่ไหน...” แบมแบมถามออกมาหลังจากที่ได้กวาดสายตาไปรอบๆ แม้จะรู้ว่าอยู่โรงพยาบาลแต่นี่ก็ไม่ใช่โรงพยาบาลที่เขาคุ้นชิน

 

“อยู่โรงพยาบาลประจำจังหวัดครับ เราสลบไปสามวันพี่จะย้ายเรากลับกรุงเทพเพราะอุปกรณ์ที่นี่ไม่พร้อมแต่ต้องรอให้เราฟื้นเสียก่อน” ร่างน้อยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจเปลือกตาเริ่มหนักอึ้งอีกครั้งทั้งๆ ที่เพิ่งตื่นจากการหลับไหลไปตั้งสามวัน เขาพยายามฝืนความง่วงงุนของตัวเองแต่ช่างยากจะต้านทานเสียเหลือเกิน

 

“ผมเหนื่อยจัง ขอนอนอีกสักงีบนะครับ...” เขาว่าแบบนั้นก่อนเสียงจะขาดหายไปอีกครั้งพร้อมกับสติที่เลื่อนลอยออกไป ทำให้คนที่มองอยู่ตั้งแต่แรกถอนหายใจออกมายาวเหยียดการที่คนตัวเล็กฟื้นขึ้นมาทำให้เขาโล่งใจไปได้เปราะนึงแต่การเหนื่อยง่ายทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรและการหลับไหลที่ดูยาวนานนั้นกำลังทำให้เขากังวล

 

ชายหนุ่มลุกตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้งเอื้อมมือไปจัดผ้าห่มให้แน่ใจว่าคนนอนหลับจะไม่หนาวและกดจูบลงเบาๆ ที่หน้าผากมนหวังว่านั่นจะเป็นการอวยพรให้อีกคนนอนหลับฝันดี ก่อนที่เขาจะเดินออกไปเพื่อไปติดต่อขอคุยกับคุณหมอคนรับเคสของร่างน้อยหมายจะทำเรื่องส่งตัวกลับไปที่โรงพยาบาลของเขา

 

เขาต้องการตรวจร่างกายคนตัวเล็กอย่างละเอียดโดยเร็วที่สุด จากการประเมิณเบื้องต้นบ่งบอกได้ดีว่าอาการนั้นทรุดหนักลงอย่างรวดเร็วกว่าที่มันควรจะเป็นดังนั้นเขาจึงอยากให้คนรักกลับไปอยู่ในที่ๆ พร้อมกว่านี้...

 

“น้องชายผมเป็นยังไงบ้างครับ”

 

“โดยรวมคือทรุดลงเร็วกว่าที่เราคาดการณ์เอาไว้ครับ ผมคิดว่าคนไข้ไม่สามารถกลับไปเรียนได้ในเร็วๆ นี้ ช่วงนี้ไม่ควรเดินหรือมีอะไรมากระทบจิตใจที่นำพามาซึ่งการทำให้หัวใจทำงานหนักครับ”

 

เสียงคนคุยกันทำให้คนที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ค่อยๆ ได้สติและรู้สึกตัวตื่น อาจเป็นเพราะเพิ่งจะหลุดจากห้วงนิทรารมณ์ทำให้เขาฟังบทสนทนาเหล่านั้นแบบรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างแต่เขาก็พยายามเงี่ยหูฟังเพราะน้ำเสียงเหล่านั้นพร้อมๆ กับพยายามเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งออก...

 

“เรื่องผ่าตัด...”

 

“ยังรอผลการตรวจเนื้อเยื่ออยู่ครับ ถ้าหากเข้ากันได้สามารถลงมือผ่าตัดได้ในทันทีครับ”

 

“ครับ ผมฝากคุณหมอด้วย”

 

“เป็น...”

 

“พี่มาร์ค...พี่เจบี” เสียงของบุคคลที่สามดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มร่างหนาทั้งสองคนหันขวับกลับมามองอีกคนในทันทีโดยที่คุณหมอหนุ่มก็รีบก้าวยาวๆ มาประชิดข้างเตียงในทันที

 

“ฟื้นแล้วเหรอครับ ขอพี่หมอตรวจหน่อยนะ” ร่างหนาใช้เวลาไม่นานกับการตรวจร่างกายคนตัวเล็กกับสอบถามอาการเล็กน้อยก่อนที่เขาจะเขียนลงไปในบอร์ดชาร์จของคนไข้

 

“อาการยังทรงอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยครับ” เสียงทุ้มพูดกับญาติคนไข้รวมไปถึงคนไข้ที่มองตนอยู่เพื่อให้ทั้งสองสบายใจก่อนจะเงยหน้าจากกระดาษมายกยิ้มบางๆ ให้ทั้งสองคน

 

“พอดีผมมีผ่าตัดต่อ ถ้ายังไงขอตัวก่อนนะครับ” นายแพทย์เอ่ยกับทั้งสองคนพลางค้อมหัวน้อยๆ ให้กับญาติคนไข้เป็นเชิงขอลา

 

“ดูแลตัวเองด้วยนะ” ก่อนจะออกไปเขาก็ไม่วายหันมาพูดกับร่างน้อยอีกคนคำพูดที่บ่งบอกถึงความเป็นห่วงกับฝ่ามือใหญ่แสนอบอุ่นวางแปะลงมาทำให้หัวใจดวงน้อยรู้สึกอุ่นวาบและพองฟูขึ้นมา

 

“มอง...มองใหญ่ มองตาไม่กระพริบเลย” เสียงแซวที่คาดอารมณ์ไม่ได้ของใครอีกคนในห้องทำให้แบมแบมหันกลับมามองอีกฝ่ายและเอ่ยเรียกชื่ออีกคนเสียงหวาน

 

“พี่เจบี~”

 

“จ้าพี่เอง จำได้ด้วยเหรอนึกว่าจำได้แต่แฟน” น้ำเสียงกึ่งหยอกเย้าทำให้ใบหน้าขาวซีดขึ้นขึ้นสีระเรื่อดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา ก่อนที่มันจะกลับไปขาวซีดอีกครั้งเมื่อสมองประมวลผลอะไรบางอย่างได้

 

“ผม...พี่รู้?” เพราะเพิ่งตื่นหลังจากนอนนานไปหลายวันทำให้ในหัวของเขามึนๆ เลยจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่พี่ชายของเขาพูดอะไรออกมา

 

“คิดจะปิดพี่ไปอีกนานแค่ไหนกัน ฮึ” รอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากกับเสียงหัวเราะในลำคอทำให้คนเป็นน้องเดาใจพี่ชายไม่ถูกว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหนกันแน่

 

จะสนับสนุนหรือคัดค้านกันนะ?

 

“เปล่าซักหน่อย แค่ไม่มีโอกาสที่เหมาะเท่านั้นเอง...” ท้ายประโยคคนตัวเล็กเอ่ยเสียงเบาหวิว ในหัวของเขากำลังหาเหตุผลดีๆ ที่ฟังขึ้นมากกว่านี้มาเสริมแต่คิดเท่าไหร่ก็ไม่ออกเสียที มือนุ่มเอื้อมไปกอบกุมมือใหญ่ของคนโตกว่าหมายเป็นหลักยึดไม่ให้อีกคนเดินหนีไปไหนก่อนที่จะคุยกันรู้เรื่อง

 

“ตื่นมาก็เรียกชื่อแฟนก่อนชื่อพี่อีกนะ รู้สึกเสียใจนิดๆ แฮะ” ประโยคตัดพ้อของคนเป็นพี่ถูกยกขึ้นมาอีกทำให้คนฟังมีความรู้สึกผิดก่อตัวขึ้นมาในจิตใจ

 

“แบมเปล่า อย่าเพิ่งงอนสิ”

 

“หึ ใครจะงอนเราลง แต่นี่เก่งจริงๆ เลยนะ ส่งมารักษาดันสอยคุณหมอหนุ่มไฟแรงมาได้อีก” เมื่อเจบีเห็นว่าน้องเริ่มหน้าเสียจึงหยุดการหยอกเย้าในทันทีแต่ไม่วายจะอดแซวน้องน้อยเสียไม่ได้

 

“สอยเสยอะไรกันเล่า” 

 

“คร้าบบ เชื่อคร้าบบ”

 

“พี่บ้า...”




#พี่หมอมบ




“แล้วรู้สึกยังไงบ้าง ยังเพลียอยู่ไหม”

 

“นิดหน่อยครับแต่ดีขึ้นมากแล้ว”

 

“ดีแล้วล่ะ พี่เป็นห่วงแทบแย่เลยรู้ไหม” น้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความเป็นห่วงกับฝ่ามือใหญ่ที่วางแปะลงมาบนหัวทำให้คนได้รับรู้สึกอบอุ่นไปทั้งใจกับความใส่ใจจากคนในครอบครัว

 

“ขอโทษนะครับ”

 

“ไม่ต้องขอโทษแค่หายไวๆ ก็พอแล้ว”

 

“เข้าใจแล้วครับ”

 

“จริงสิ พี่มีเรื่องต้องบอกเรา” เจบีพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้อะไรที่เขาควรจะบอกให้เจ้าตัวรับรู้

 

“?”

 

“คุณหมอบอกว่าเราจะไปข้างนอกตามอำเภอใจไม่ได้อีกแล้ว...จนกว่าจะหายดี” ชายหนุ่มร่างหนาพยายามระมัดระวังกับคำพูดและสังเกตสีหน้าของน้องชายอย่างไม่ละสายตา

 

“...”

 

“แบมแบม...” เขาเอ่ยเรียกเมื่อเห็นว่าน้องเงียบนิ่งไปอย่างเห็นได้ชัด แวบนึงที่ใบหน้าหวานหม่นลงก่อนจะกลับมาสดใสเพราะเจ้าตัวเป็นคนชอบเก็บซ่อนอารมณ์แบบนี้ไม่ให้คนอื่นเห็นเก่ง

 

“ไม่เป็นไรครับ เราต่างก็รู้กันดีอยู่แล้วนี่นาว่าวันนี้อาจจะมาถึง” คนเป็นน้องพูดแบบนั้นแต่คนฟังกลับรู้ดีว่าอีกฝ่ายพยายามแสดงเพื่อให้เขาสบายใจ

 

“พี่จะพยายามมาหาทุกวันนะ เราจะได้ไม่เหงา” ในเวลาแบบนี้คงไม่ใช่เวลาดีที่จะมาจับไต๋น้องเท่าไหร่นัก สิ่งที่พี่ชายอย่างตนทำได้มีเพียงพยายามอยู่เคียงข้างน้องและทำหน้าที่ของเขาให้ดีที่สุด

 

“ถ้าเหนื่อยก็ไม่เป็นไรนะครับ แบมเข้าใจ”

 

“ไอ้ตัวน่ารักของพี่ อยากกินอะไรไหมครับเดี๋ยวพี่จะลงไปกินข้าว” มือหน้าส่งมาบีบแก้มนุ่มอย่างหมั่นเขี้ยวบรรยากาศอึมครึมในห้องหายไปแล้วถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศที่แสนสดใสอีกครั้ง

 

“อยากกินสมูทตี้!”

 

“รับทราบ เดี๋ยวพี่รีบกลับมานะครับ” เขาแกล้งตะเบ๊ะเพื่อรับคำก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปในทันที

 

“คร้าบบบ”

 

ขายาวก้าวเดินลงไปตามทางเดินที่แสนคุ้นเคยของโรงพยาบาลมือหนากำลังถือโทรศัพท์ที่หน้าจอแสดงผลเป็นกราฟมากมายยั้วเยี้ยไปหมด ก่อนที่สายตาคมจะละจากหน้าจอนั้นเมื่อเขาเสร็จกิจธุระกับพวกกราฟตรงหน้าแล้ว

 

อืม ร้านน้ำสมูทตี้รู้สึกจะอยู่แถวนี้นะ

 

เจบีคิดในใจขณะที่เขาหันมองซ้ายขวาหาร้านน้ำปั่นที่เพิ่งเปิดใหม่และก้าวเดินไปทางทิศนั้นเมื่อหาร้านเป้าหมายเจอ แต่ในขณะที่เขากำลังจะก้าวเดินไปถึงร้านนั้น สายตาคมกลับเหลือบไปเห็นแผ่นหลังที่แสนคุ้นเคย แผ่นหลังที่ทำให้ขายาวที่ก้าวอยู่ต้องชะงักงั่นแล้วยืนอยู่กับที่ ดวงตาสีเข้มฉายแววสั่นระริกเมื่อได้มองตามแผ่นหลังนั้น

 

ส่วนสูงเท่านี้...ผมที่ยาวระต้นรอแบบนี้...หรือว่า?

 

ชายหนุ่มก้าวตามคนๆ นั้นไปในทันทีคนที่กำลังหอบดอกไม้ช่อโตเดินไปทางฝั่งอาคารห้องพักผู้ป่วย ก้อนเนื่องแกร่งในอกเต้นผิดจังหวะไปอย่างควบคุมไม่อยู่ ยิ่งเขาสาวเท้าตามได้ใกล้เท่าไร หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ความจริงในหัวสมองของเขากำลังบอกถึงความเป็นไปได้ของคนที่เขากำลังนึกถึงนั้นแทบจะไม่มีอยู่ได้เขากลับมองข้ามและเลือกที่จะเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองจนเอ่ยเรียกชื่อของคนในความคิดออกมาเมื่อเขาเดินเข้ามาประชิดในระยะห่างเพียงสองช่วงตัว

 

“จินยอง?”

 

“!!!” ชายหนุ่มที่กำลังถือช่อดอกไม้ช่อโตชะงักงั่นเมื่อได้ยินเสียงเอ่ยเรียกชื่อของตนเอง หากเป็นปกติเขาคงรีบหันกลับไปในทันทีตามที่มีคนเรียกแต่ครานี้มันไม่เหมือนกัน...เพราะนั่นเป็นเสียงของคนที่เขารู้ดีว่าเป็นใคร

 

“จินยองใช่ไหม?” ยิ่งอีกฝ่ายเอ่ยเรียกเขาอีกครั้งนั่นก็เหมือนเป็นการย้ำให้เขามั่นใจว่าคนที่อยู่ข้างหลังเป็นใคร นั่นทำให้คนตัวเล็กกว่าตัดสินใจก้าวเดินต่อไปอีกครั้งแบบไม่คิดจะหันกลับมามองใครอีกคน

 

หมับ

 

“ใช่นายจริงๆ ด้วย หายไปไหนมา” แต่มันก็ไม่เร็วเท่าใครอีกคนที่คว้าแขนของเขาเอาไว้ในเสี้ยววินาทีและเดินมาดักข้างหน้าเขาจนได้เห็นใบหน้าคมคายอยู่ในระยะสายตาในที่สุด

 

“คุณเป็นใครเหรอครับ?” สายตาว่างเปล่าและใบหน้าที่แสนจะงุนงงถูกหยิบยกขึ้นมาใช้อย่างทันท่วงที

 

“ล้อกันเล่นเหรอไง...” ราวกับว่าโดนค้อนปอนด์หนักๆ ที่มองไม่เห็นทุบเข้าที่หัวอย่างจังเพราะท่าทีที่แสนจะห่างเหินนั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่คิดว่าจะได้รับจากอีกคนอีก

 

“เหมือนคุณจะจำคนผิดแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ” คนหน้าหวานไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งตัวได้ติดหรือได้มีโอกาสพูดอะไรไปมากกว่านั้น เขาบิดแขนตัวเองที่ถูกเกาะกุมอยู่หลวมๆ ออกอย่างรวดเร็วและรีบเดินหนีอีกคนออกไปอย่างรวดเร็วเท่าที่เท้าของเขาจะทำได้

 

“เดี๋ยว...!” เจบีที่ได้สติเสี้ยวนาทีหลังจากนั้นไม่นานทำท่าจะเดินตามไปในทันทีแต่ก็ต้องก้าวหลบรถเข็นที่มาจากไหนไม่รู้ก็พุ่งเข้ามาโดยฝีมือของเด็กชายที่นั่งอยู่

 

“ขอโทษค่ะๆๆ” ก่อนที่ผู้เป็นแม่ของเด็กคนนั้นจะรีบวิ่งตามมาขอโทษขอโพยเข้าอย่างรู้สึกผิด เขาไม่ได้สนใจจะเอาความอะไรเพราะตอนนี้เขามีสิ่งที่สนใจมากกว่ากำลังรออยู่ แต่เพียงเพราะเขาละสายตาไปเพียงครู่เดียวแผ่นหลังนั้นก็หายวับไปกับมุมตึกจนทำให้เขาต้องรีบออกเร่งวิ่งตามแต่ก็ไม่ทันเพราะอีกคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

 

ให้ตายเหอะ

 

เขาสบถในใจและเอามือเสยผมตัวเองแรงๆ อย่างหงุดหงิดใจเมื่อทุกสิ่งไม่เป็นไปดั่งที่หวัง เขาหยิบโทรศัพท์ของตนขึ้นมาอีกครั้งและกดไปที่เบอร์หนึ่งที่เขาจำได้ขึ้นใจ

 

(เลขหมายที่ท่านเรียกยังไม่เปิดใช้บริการกรุณา...)

 

“บ้าเอ๊ย!” 

 

“แฮ่ก แฮ่ก...” เสียงหอบเบาๆ เนื่องจากการกึ่งเดินกึ่งวิ่งของคนที่เพิ่งกระโดดขึ้นแท็กซี่ที่มาจอดเทียบท่าส่งผู้โดยสารอย่างประจวบเหมาะ หากเป็นทุกทีด้วยระยะทางแค่นั้นไม่อาจทำให้คนออกกำลังกายอย่างเจ้าตัวเกิดอาการเหนื่อยหอบได้ แต่เป็นเพราะปัจจัยอย่างความตื่นเต้น กดดันทำให้ความเครียดเพิ่มเป็นเท่าตัวจนรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ

 

หลังจากได้หายใจเข้าออกยาวๆ อยู่สองสามทีเขาก็กลับมาหายใจในจังหวะปกติ ดวงตาเหลือบมองออกไปทางนอกกระจกใสและพบว่าตอนนี้เขาพ้นเขตโรงพยาบาลแล้วทำให้รู้สึกได้หายใจหายคอโล่งขึ้นมาหน่อย ก่อนดวงตาคู่นั้นจะเหลือบมองช่อดอกไม้สีขาวสะอาดตาซึ่งเขากะว่าจะเอามาเยี่ยมคนป่วยที่ได้ข่าวมาจากเพื่อนสนิทว่าอาการทรุดจนต้องรีบกลับเข้าโรงพยาบาล แต่เพราะเหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้ดอกไม้ช่อสวยของเขาเป็นหม้ายไปเสียแล้ว

 

“เฮ้อ...”

 

ไว้พี่จะมาเยี่ยมใหม่นะแบมแบม...

 

เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะปิดเปลือกตาลงเพราะต้องการพักสายตาและทบทวนความคิดที่ไม่เป็นระเบียบในหัวพร้อมทั้งจัดกลับมันให้เข้าที่เพราะคนไม่คาดคิดว่าจะได้เจอ เขาไม่อยากกลับไปเป็นคนเดิมที่เอาแต่เก็บตัวร้องไห้อยู่ในห้องเหมือนไม่กี่เดือนก่อนอีกแล้ว แม้จะรู้ว่าการหนีจากปัญหาแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ดีเท่าไหร่นักแต่สำหรับเขาในตอนนี้ไม่พร้อมเลย...

 

ไม่พร้อมที่จะเจอหน้าใครคนนั้น...คนที่เคยจะเป็นบ้านหลังใหม่ของเขา

 

.

 

.

 

.

 

(Special Part : Jinyong)

 

ผมเคยเป็นมนุษย์ Introvert ที่ชอบเก็บตัว ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาผมมักจะอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเอง ไม่สุงสิงหรือคุยกับใคร ผมมีความสามารถพิเศษที่จะทำตัวเป็นอากาศหรือหามุมหลบเลี่ยงจากสายตาคนอื่นได้เสมอมา หลายคนคิดว่าที่ผมเป็นแบบนี้อาจมาจากพื้นฐานครอบครัวที่ไม่อบอุ่นหรือเหตุผลอีกมากมายที่พวกเขาหยิบยกขึ้นมาวิพากวิจารณ์

 

แต่เปล่าเลย...ครอบครัวของผมอบอุ่นดี พวกเขาพร้อมจะให้กำลังใจ คำปรึกษา และเข้าใจผม แม้ผมจะไม่ชอบเข้าสังคมมันไม่ได้หมายความว่าผมไม่อยากแค่เข้าสังคมไม่เก่งเท่านั้น ยิ่งนานวันเข้าจากความไม่เก่งเหล่านั้นทำให้ผมไม่กล้าจนเริ่มรู้สึกกลัวการเข้าสังคมไปในที่สุด กว่าจะรู้ตัวผมก็กลายเป็นอากาศสำหรับคนรอบข้างเสียแล้ว...

 

การตัดสินใจไปเรียนต่อที่รัฐอื่นเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตของผมก็ว่าได้ ตอนนั้นเพียงเพราะผมดันแอบไปได้ยินคนในครอบครัวคุยกันด้วยความเป็นห่วงเป็นใยเกี่ยวกับตัวผม ใบหน้าเคร่งเครียดของพ่อ หยาดน้ำตาของแม่ พี่สาวที่กุมขมับอย่างคิดไม่ตก ภาพเหล่านั้นช่างติดตาผมเบื้องหลังรอยยิ้ม ความเข้าใจของทุกคนคือความกังวล ความเครียด และความเป็นห่วงในตัวผม นั่นเป็นพลังทำให้ผมตัดสินใจในการจะออกจากบ้านไปเรียนที่ไกลๆ เพื่อหวังเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อหวังว่าคนที่ผมรักจะเลิกเป็นทุกข์เพราะผม

 

เขาว่ากันว่าก้าวแรกมักยากเสมอซึ่งมันก็จริง จริงมากเสียด้วยเพราะสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ช่างแตกต่างจากที่ผมจากมา ไม่ไว้จะเป็นผู้คนรอบข้างหรือบรรยากาศที่แสนวุ่นวายสมชื่อมหานครที่ไม่เคยหลับไหล ทำให้ผมเครียดจนเก็บตัวอยู่ในห้องไปพักหนึ่งแต่ผมก็ก้าวผ่านไปได้

 

เมื่อผ่านก้าวแรกไปแล้วก้าวที่สองย่อมตามมา...และมันก็มาพร้อมกับบททดสอบใหม่ที่พระเจ้าจะประทานให้ บททดสอบสุดหินที่มาในรูปแบบของชายหนุ่มร่างหนาเจ้าของใบหน้าตี๋ๆ ผิวสีขาวแต่คร้ามแดดนั่น คนที่เดินมานั่งข้างเขาทั้งๆ ที่ยังมีที่ว่างรอบๆ เหลืออยู่เยอะแยะ (แต่ผมมารู้เหตุผลเอาภายหลังว่าเพราะทั้งเซคตอนนั้นมีผมคนเดียวที่เป็นคนเอเชียไม่รวมเขา)

 

‘สวัสดี ขอนั่งด้วยคนนะ’ นั่นเป็นประโยคแรกที่เขาพูดกับผมมันมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างกับดวงตาของเขาที่กลายเป็นเส้นตรงยามยิ้ม ซึ่งมันทำให้หัวใจของผมได้เต้นผิดจังหวะไป

 

‘นายชื่ออะไร ฉันเจบี’

 

‘จินยอง...’ ผมตอบเขาไปสั้นๆ แม้จะอยากพูดอะไรออกมามากกว่านั้นแต่ผลจากการไม่ค่อยเข้าสังคมของผมทำให้หัวสมองว่างเปล่าไปหมดแต่มันก็ประจวบเหมาะกับที่อาจารย์เข้ามาพอดีทำให้บทสนทนาระหว่างพวกเราต้องจบลงแบบไม่กระอักกระอ่วนมากนัก

 

‘ไปกินข้าวกันไหม’ ทีแรกผมคิดว่าเขาจะเลิกคุยกับผมเสียอีกเพราะที่ผ่านมาน้อยคนนักที่จะคุยกับผมต่อหลังจากเจอผมทำหน้านิ่งๆ หรือเงียบใส่เรียกได้ว่าอัตราส่วนเป็นหนึ่งในสิบเลยก็ว่าได้

 

‘อือ’ ให้ตายสิจินยองพูดอะไรมากกว่านี้ไม่เป็นเหรอไง ถ้าจะไม่มีคนคบด้วยก็ไม่ต้องสงสัยเลยนะว่าทำไม

 

‘หึ’

 

‘หัวเราะอะไร’ เสียงหัวเราะของเขาทำให้ผมรู้สึกกังวลจนต้องถามออกไป หรือผมเผลอทำอะไรตลกๆ ออกไปโดยไม่รู้ตัวกันนะ?

 

‘เปล่า แค่กำลังคิดว่านายเหมือนมากๆ เลย’

 

‘เหมือน?’

 

‘แมวน่ะ กับคนที่ไม่คุ้นเคยจะหยิ่งและไม่ยอมให้เข้าใกล้’

 

‘แมวงั้นเหรอ...’ เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกว่าผมเหมือนแมว ฟังดูไม่เข้าท่าแต่เหตุผลของเขาก็ดูน่าเชื่อถืออยู่มั้ง...

 

‘ไม่ต้องกลัวนะ ค่อยๆ สนิทกันก็ได้ช้าๆ แต่มั่นคง’ นี่มันคำพูดประเภทไหนกันเนี่ย? ช้าๆ แต่มั่นคงมันคืออะไร เป็นคนที่ใช้คำพูดแปลกชะมัด

 

แต่แล้วหลังจากนั้นผมก็ได้เข้าใจคำว่าช้าๆ แต่มั่นคงของเขา...คนที่พยายามก้าวเข้ามาในโลกของผมทีละก้าวแบบที่ผมไม่รู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามหรือรุกล้ำ แบบที่ผมยินดีที่จะแชร์พื้นที่ส่วนตัวกับเขา แบบที่สุดท้ายผมยอมให้เขาจับมือพาดึงออกจากโลกใบเก่าไปสู่โลกอีกใบที่ตัวผมคนเดิมไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าตัวเองจะก้าวข้ามมา

 

‘พระจันทร์สวยดีนะ...’เขาพูดขึ้นมาในคืนนึงที่พวกเราออกมาเดินเล่นที่สวนสาธารณะเพื่อพักสมองหลังจากคร่ำเคร่งกับสัปดาห์สอบที่แสนหฤโหด ประโยคชมจันทร์ที่ฟังดูผิวเผินคงจะปกติแต่ไม่ใช่สำหรับพวกเขาที่ชื่นชอบในการอ่านวรรณกรรมต่างๆ เพราะงั้นผมจึงสามารถเข้าใจความนัยของมันได้ในทันที

 

ไม่ต้องคิดอะไรให้มากมายจนปวดหัว ผมแค่ตอบไปตามเสียงของหัวใจที่พองฟูขึ้นเรื่อยๆ จนคับอกไปหมด ริมฝีปากแย้มยิ้มกว้างจนเห็นหนวดแมวตรงโหนกแก้มที่เจบีชอบมาเขี่ยเล่นยามเขายิ้ม

 

‘อืม สวยมากๆ เลย...’ 

 

และนั่นเป็นช่วงเวลากับบรรยากาศที่ผมหลงรักจนอยากให้เวลาแห่งความสุขแบบนั้นหยุดเอาไว้ตลอดกาลกับคนสองคน ใจสองใจ และมือของพวกเขาที่จับจูงกันส่งผ่านความอบอุ่นไปทั้งหัวใจ...

 

 

ช่วงเวลาที่ผมตกอยู่ในห้วงแห่งความรักอันแสนหวาน...

 

 

(End Jinyong Special Part)

 




#พี่หมอมบ




ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

เสียงเคาะประตูห้องเบาๆ เป็นจังหวะสามทีทำให้คนป่วยที่กึ่งนั่งกึ่งนอนดูทีวีอยู่บนเตียงผู้ป่วยผงกหัวขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อหันไปมองทางประตูที่กำลังถูกเปิดออก

 

“พี่หมอ~ เลิกงานแล้วเหรอครับ” ริมฝีปากอิ่มแย้มยิ้มออกมาอย่างร่าเริงเมื่อพบว่าผู้ที่เข้ามานั้นคือบุคคลในห้วงแห่งความคิด เขาเอื้อมมือไปกดรีโมทเพื่อปรับเตียงให้ช่วงบนขึ้นให้ตนได้นั่งอยู่ในท่าสะดวกสบายมากขึ้น

 

“ครับ ทานข้าวทานยาแล้วใช่ไหม” คุณหมอหนุ่มเดินมาหยุดยืนข้างเตียงเขาในเวลานี้อยู่ในลุคที่ดูสบายกว่าเมื่อเช้าเพราะไม่มีเสื้อกาวน์สีขาวรวมไปถึงเนคไทล์ที่ผูกถูกเอาออกทั้งยังปลดกระดุมสองเม็ดบนออกทำให้คุณหมอมาดเนี้ยบดูเซ็กซี่ขึ้นเพราะกระดุมที่ถูกปลดต่ำจนเห็นถึงแผงอกกำยำนั่น

 

“อื้อ แต่ยาเยอะมากเลย พี่เพิ่มยาให้ผมอีกแล้ว...” ท้ายประโยคถูกเอื้อนเอ่ยด้วยเสียงหงอยๆ ตามประสาคนไม่ชอบกินยามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแม้ทุกวันนี้จะต้องกินเป็นประจำก็ตามที

 

“ขอโทษนะครับ” มือใหญ่วางลงบนท้ายทอยของอีกคนแล้วใช้นิ้วหัวแม่มือไล้เบาๆ ที่ใบหูของแบมแบมเหมือนเป็นการปลอบประโลม

 

“ให้อภัยครับเพราะผมรักพี่” คำรักทำให้คุณหมอหนุ่มชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้าง ไม่บ่อยนักที่ระหว่างพวกเขาจะป้อนคำรักกันแต่พอมาได้ยินก็รู้สึกเต็มตื้นขึ้นมาในอก

 

“รักเหมือนกันครับ” คนตัวสูงโน้มตัวลงมากดจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากนุ่มที่แม้จะดูซีดเซียวกว่าปกติแต่ก็ยังคงความหอมหวานที่สามารถมัวเมาให้เขาตกอยู่ในวังวนของคนตัวเล็กได้แบบยากที่จะถอนออก

 

“อือออ คุณหมอขอกอดหน่อยครับ” น้ำเสียงอ้อนๆ ที่มาพร้อมกับอ้อมแขนเล็กที่กอดเข้าที่เอวสอบและเอาหน้าซุกไปที่หน้าท้องแกร่งเพื่อสูดกลิ่นหอมสะอาดของอีกคนเข้าเต็มปอด

 

“วันนี้เป็นอะไรครับทำไมอ้อนจัง” ฝ่ามือใหญ่วางแปะลงบนหัวทุยๆ แล้วลูบเบาอย่างเอื้อเอ็นดู

 

“อ้อนไม่ได้เหรอครับ” คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมาเอาคางเกยกับหน้าท้องแกร่งแทนใช้ตาใสๆ สบเข้ากับดวงตาอีกคู่ทำให้หัวใจของเขาอ่อนยวบกับท่าทางแบบนั้น

 

วินาทีนี้อะไรก็ยอม...

 

“อยากให้มาอ้อนตลอดไปเลยครับ” เมื่อได้ยินแบบนั้นร่างบางก็ยกยิ้มกว้างก่อนจะกลับไปซุกที่หน้าท้องแกร่งอีกครั้งเพราะเริ่มรู้สึกเมื่อยคอยามแหงนหน้า เขาโยกตัวไปมาเบาๆ แบบที่มาร์คก็ไม่ได้คิดจะห้ามปรามอะไร ชายหนุ่มมองท่าทีที่แปลกไปของอีกคนนิ่งๆ เขารู้ดีว่าอะไรทำให้น้องดูหงอยและเขาไม่อยากเห็นน้องเป็นแบบนี้เลย...ดังนั้นความคิดหนึ่งจึงผุดเข้ามาในหัว

 

“อยากออกไปนั่งรถเล่นไหมครับ”

 

“ได้เหรอครับ” เป็นดังคาดคนที่ดูหงอยเหงาเมื่อครู่กลับมีดวงตาเป็นประกายหากเป็นในการ์ตูนคงมีแสงระยิบระยับเปล่งประกายออกมาตัวเป็นแน่

 

“ถ้าสัญญาว่าจะไม่ดื้อ” คุณหมอยกนิ้วก้อยขึ้นมาแบบที่คนตัวเล็กรีบผละอ้อมกอดออกแล้วใช้นิ้วก้อยของตัวเองเกี่ยวเข้าไปอย่างรวดเร็วเพราะเขาเบื่อห้องสี่เหลี่ยมสีขาวแบบนี้เต็มทนแล้ว

 

“สัญญาครับ ผมจะไม่ดื้อไม่ซนเชื่อฟังพี่หมอทุกอย่างเลย” ท่าทางน่ารักนั่นตกอยู่ในสายตาร่างหนาทั้งหมดจนเขาอดไม่ได้ที่จะโน้มตัวลงไปกดจมูกลงที่แก้มนิ่มและสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ เข้าเต็มปอดแล้วค่อยถอนออก

 

“งั้นเดี๋ยวพี่ไปเอารถเข็นก่อนนะครับ” ไม่นานหลังจากนั้นแบมแบมที่นั่งอยู่บนรถเข็นที่ถูกเข็นโดยนายแพทย์รูปหล่อก็ออกมาจากโรงพยาบาลพร้อมกับหน้ากากอนามัยเพราะสุขภาพอ่อนแอลงในช่วงนี้ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอตามไปด้วยเลย หากจะออกไปข้างนอกก็ต้องป้องกันเอาไว้ก่อน

 

“อยากไปไหนเป็นพิเศษไหม” คนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถถามยามที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกจากอาณาเขตของโรงพยาบาล

 

“ไม่ครับแล้วแต่พี่เลย” คำถามนั้นทำให้ร่างน้อยส่ายตัวช้าๆ เมื่อไม่มีความคิดอะไรผุดขึ้นมาในหัวเพราะงั้นทั้งสองคนจึงตัดสินใจว่าจะขับวนไปรอบๆ เมืองดูบรรยากาศยามค่ำคืนกับแสงสีเท่านั้นช่วงนี้ใกล้วันคริสมาสต์แล้วดังนั้นสองข้างทางจึงประดับประดาไปด้วยไฟ สายรุ้ง ต้นมิสเซิลโท ต้นคริสมาสต์ ที่ถึงแม้จะเป็นประเทศไทยแต่ก็สามามารถจัดงานคริสมาสต์ได้เหมือนต่างประเทศ

 

บรรยากาศในห้องโดยสารนั้นไร้บทสนทนาโดยมีเปิดบัลลาดหวานๆ ที่ถูกเปิดคลอเอาไว้ไม่ให้รถเงียบเกินไป หากแต่ความเงียบเหล่านั้นไม่ได้ทำให้อึดอัดหรืออะไร เพราะมีเพลงช้าๆ ที่โอบกอดพวกเขาไว้กับฝ่ามือของทั้งสองที่ประสานกอบกุมกันเพื่อส่งผ่านความอบอุ่นไปถึงใจ ไม่จำเป็นต้องมีบทสนทนาใดๆ เพียงแค่ทั้งสองคนดื่มดั่มกับห้วงเวลาที่อยู่ด้วยกันอยู่ข้างๆ กันเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

 

“แบมแบมครับ ถึงแล้วนะ” พวกเขาทั้งคู่ใช้เวลาร่วมสองชั่วโมงกับการขับรถวนไปรอบๆ อย่างไม่มีจุดหมายก่อนจะวนกลับมาถึงลานจอดรถที่โรงพยาบาล คุณหมอที่ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วหันมาเขย่าตัวตุ๊กตาหน้ารถของเขาเบาๆ เพื่อปลุก เขาไม่รู้ว่าอีกคนหลับไปตั้งแต่ตอนไหนรู้สึกอีกทีก็นอนหลับตาพริ้มไปเสียแล้ว

 

ท่าทางหลับสบายนั้นทำให้คุณหมอไม่คิดจะลองปลุกอีกรอบเขาดับรถแล้วลงจากรถเดินอ้อมไปฝั่งคนนั่งเพื่ออุ้มคนตัวเล็กอย่างนุ่มนวลที่สุด ระมัดระวังไม่ให้อีกคนสะดุ้งตื่นขึ้นมา มวลร่างกายของคนในอ้อมแขนของเขาทำให้มาร์คขมวดคิ้วมุ่นเขารู้สึกว่าน้องตัวเบาลงจากครั้งก่อนที่เขาอุ้ม น้ำหนักที่ลดลงทุกวันๆ ร่างกายที่ซูบผอมลงทำให้เขาค่อนข้างเป็นกังวล

 

แม้จะรู้ดีว่ามันเป็นเพราะยาที่เขาสั่งจ่ายไปทำให้ไม่อยากอาการและมีอาการคลื่นไส้จนเจ้าตัวไม่อยากกินอะไร รวมไปถึงการจำกัดประเภทอาหารการกินที่หลายอย่างน้องไม่สามารถกินได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือรสชาติอาหารที่จืดชืดทำให้อีกคนเริ่มเบื่ออาหารทำไมเขาจะไม่รู้ แต่เขาแก้ไขอะไรไม่ได้ เขาไม่สามารถหยุดจ่ายยาให้น้องเพราะมันเป็นผลประโยชน์ของอีกฝ่ายถึงจะดูใจร้ายแต่มันจำเป็น

 

มาร์คอุ้มร่างบางมาจนถึงห้องโดยที่อีกคนไม่ได้สะดุ้งตื่นระหว่างทาง เขาค่อยๆ วางคนตัวเล็กลงบนเตียงจัดท่าให้นอนได้สบายที่สุดแล้วคลี่ผ้าห่มมาคลุมให้ความอบอุ่นโดยไม่ลืมที่จะเดินไปดูที่แผงควบคุมเครื่องปรับอากาศบนผนังให้แน่ใจว่าอยู่ในอุณหภูมิที่พอเหมาะ ไม่น้อยจนทำให้ป่วยหรือมากจนทำให้นอนไม่สบาย 

 

“อดทนอีกนิดนะครับ สู้ไปกับพี่แล้วเราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป...” ก่อนที่เขาจะเดินมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงผู้ป่วย จับมือนุ่มของคนที่หลับไหลขึ้นมากดจูบเบาๆ

 

“พี่สัญญา ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรเราจะต้องหาย...” ราวกับเป็นคำสัตย์สัญญาที่ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจากก้นบึ้งแห่งจิตใจของผู้พูด เป็นคำปติยานราวกับจะส่งไปถึงพระเจ้าที่อาจจะฟังอยู่จากแห่งใดสักแห่งให้ได้รับรู้แล้วโปรดประทานพร

 

“พี่กลับก่อนนะครับคนดี” เมื่อสายตาคมเหลือบไปมองนาฬิกาบนข้อมือของตนและพบว่ามันค่อนข้างดึงมากแล้วและเขามีเข้าเวรตอนเช้าทำให้ต้องตัดสินใจละจากอีกคนแม้จะอยากอยู่ต่อก็ตาม

 

ชายหนุ่มยืนขึ้นเต็มความสูงแล้วโน้มตัวลงไปกดจูบที่หน้าผากมนค้างเอาไว้ราวกับจะปัดเป่าป้องกันฝันร้ายให้ไม่มากร้ำกรายคนที่รักก่อนจะค่อยๆ ถอนออก

 

“ฝันดีครับ...”

 


 

100%

 

 

______________________________

 

อาจจะดูสั้นๆ ไปนิดนึงแต่ก็อยากให้เห็นถึงความอบอุ่นของคุงหมอ

ตอนนี้อาจจะยังดูไม่มีอะไรแต่ตอนหน้า...อุ๊บส์ //เอามือปิดปาก

คิดเห็นยังไง comment บอกกันได้น้า รออ่านอยู่คับ!     


TWITTER : @giftaplus

COMMENT / SCREAM TAG : #พี่หมอมบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 610 ครั้ง

1,890 ความคิดเห็น

  1. #1780 Beaujungf (@jaejoong2528) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 07:02
    งื้ออออออออ น้องจ๋าาาาาาาาาาา
    พี่หมอมาร์คคคคค ขอละได้โปรดบอกน้องจากปากพี่เถอะ
    อย่าให้น้องรู้จากที่อื่นเลยนะะะะะะ จะเป็นอันตรายกับน้องแค่ไหนกันนนนถ้าน้องได้ยินจากคนอื่นน่ะ
    #1780
    0
  2. #1651 sophitkongkaew (@sophitkongkaew) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 10:47

    อบอุ่นจนน้ำตาไหล อิผัวก็ถามว่าร้องไห้ทำไมอยู่นั่นแหละ ก็กูกำลังซึ้งอ่ะ
    #1651
    0
  3. #1473 Octaidol (@Octaidol) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 13:27
    ความหน่วง ๆ มาอีกแล้ว
    #1473
    0
  4. #1467 lovenevermild (@loveside) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 09:46
    ถ้าแบมรู้ว่า พี่หมอกับพี่จินยองเป็นคู่หมั้นกัน อาการคงจะทรุดหนักกว่านี้ก็ได้สินะ

    ความสัมพันธ์คู่เจบี-จินยองนี้ยังไงอ่ะ มาต่อไวๆๆๆๆๆนะ

    ปล.อยากให้พี่หมออธิบายความสัมพันธ์ของตนเองกับจินยองให้แบมฟัง ก่อนที่แบมจะรู้ความจริงจากคนอื่นจัง(จะเป็นแรงให้สู้ต่อหรือให้ปลงกับโรคนะ)
    #1467
    0
  5. #1466 bampira777 (@bampira777) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 07:31
    น้องแบมอย่าเป็นอะไรนะลูก ขอให้คุณหมอรักษาคนรักได้สำเร็จ
    #1466
    0
  6. #1465 K_Yayee (@K_Yayee) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 20:17

    สงสารน้องมากๆค่ะ
    #1465
    0
  7. #1464 Zai33333333 (@Zai33535823) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 00:45
    ฮือออออสงสารน้อง
    #1464
    0
  8. #1463 Bamsoonjung (@sryko1a) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 01:17
    น้องสู้สู้นะคับ
    #1463
    0
  9. #1462 pncpncp (@pncpncp) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 00:20
    ฮืออพี่หมอสู้ไปกับน้องนะ
    #1462
    0
  10. #1461 สะใภ้มกโพ. (@bamsuayyyyyyy) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 22:55
    พี่หมออบอุ่นมากๆๆเลย ปริ่มมมม....
    #1461
    0
  11. #1460 Pear17pear (@Pear17pear) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 21:55
    ฮืออ ไรท์สปอยขนาดนี้อยากskipไปตอนหน้าเลยยย //สู้ไปกับพี่มาร์คนะเเบมม~~~
    #1460
    0
  12. #1459 jeab-mtbb9397 (@jeab-mtbb9397) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 21:33
    วงวารลูกตัวเอง
    #1459
    0
  13. #1458 ohyoyae26 (@ohyoyae26) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 21:00
    น้ำตาไหลลลลล สู้ไปกับพี่หมอนะครับคนเก่ง
    #1458
    0
  14. #1457 Ploylymtbb (@Ploylymtbb) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 20:25
    น้องแบมต้องหายนะครับคนเก่ง ฮืออออ กลัวม่า สงสารน้องแบม
    #1457
    0
  15. #1456 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 19:20
    สู้ไปด้วยกันนะลูกกก อดทนนะคนเก่ง
    #1456
    0
  16. #1455 PusanisaJB (@PusanisaJB) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 16:39
    สงสารน้องแบมจังไม่อยากให้มีมาม่านะ
    #1455
    0
  17. #1454 Bcat(=•¥•=) (@Ohho_ok) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 14:43

    "พี่สัญญา ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไร" ฮือออออ ประโยคนี้ทำใจพี่สั่นอีกแล้ว????????????????

    #1454
    0
  18. #1453 JinLeeChK (@JinLeeChK) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 14:18
    ทำไมอบอุ่นแบบนี้~~~ //น้องอย่าเป็นไรเลยนะ😭😭
    #1453
    0
  19. #1452 pimcherine (@pimcherine) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 13:21
    อยากมีพี่หมอเป็นของตัวเองฮือ!!ใจบางมากอิฉฉาหนูเเบมเเบมหายไวๆนะลูก
    #1452
    0
  20. #1451 SugarBrowniie (@namtarn_zapp) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 12:59
    เราเชื่อว่าพี่หมอรักน้องจริง ๆ รักมากด้วย ต้องผ่านมันไปให้ได้นะ หมายถึงเราเนี่ย ต้องผ่านไปให้ได้555555 ใจบางมาก ถ้าเป็นเรื่องเจ็บป่วยอะ ฮือออ น้องแบมต้องหายป่วยนะลูก
    #1451
    0
  21. #1450 Kibibiza (@Mat_AnGel) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 21:10
    พี่ มาร์คไม่ว่างค่ะ
    ซ้อมแฟนมีทอยู่จร้า 555
    #1450
    0
  22. #1449 Bar (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 22:06

    น้องจะหายมัยน๊า เห้อความรัก บีสู้ๆๆน๊า

    #1449
    0
  23. #1448 MM_MB (@maemetggt) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 22:54
    สงสารน้องแบมมม
    #1448
    0
  24. #1447 สะใภ้มกโพ. (@bamsuayyyyyyy) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 21:41
    จินยองเป็นอะไรนะะ ทำไมต้องหนี มีปมมาให้คิด

    รอไรท์มาต่อน้า รอค่าาา :)
    #1447
    0
  25. #1446 SugarBrowniie (@namtarn_zapp) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 21:31
    จินยองต้องเข้าใจอะไรผิดกับกับเจบีแน่เลยอะ
    #1446
    0