(end)▿#MARKBAM ; ROOMMATE #รูมเมทมบ ❞ [ft. GOT7]

ตอนที่ 10 : ROOM IX : MIDTERM

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17,386
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,128 ครั้ง
    14 เม.ย. 61

     

 

________________________________________________________

 

Room IX

Midterm

________________________________________________________

 

 

 

  

  ________________________________________________________

 



วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปจนล่วงเลยมาถึงฤดูการสอบกลางภาคที่กำลังจะเริ่มขึ้นใหญ่อีกสิบวันข้างหน้า บรรยากาศภายในรั้วมหาลัยแห่งนี้จากเดิมที่มีแต่ความครึกครื้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเครียด กดดัน และเงียบสงัด เด็กนักศึกษามากมายต่างเริ่มอ่านหนังสือกันอย่างจริงจัง บ้างก็จับกลุ่มติว บ้างก็นั่งอ่านคนเดียวหามรุ่งหามค่ำ รวมไปถึงกลุ่มของแบมแบมด้วย

 

“ฮือออ จะสอบแล้วยังไม่ได้เริ่มอ่านหนังสือเลย” เสียงยองแจร้องโอดครวญพร้อมกับไถตัวเองลงไปบนโต๊ะในห้องติวที่ห้องสมุด ตอนนี้พวกเขามาติวกันหลังเลิกเรียน

 

“ตั้งนานไม่อ่านมันก็จะแบบนี้แหละ”​ จินยองไม่เอ่ยปลอบใจเพื่อนแต่อย่างใดแถมซ้ำเติมอีกต่างหากเพราะอีกฝ่ายใช้เวลาสองเดือนที่ผ่านมาไปกับการเที่ยวเล่นเสียซะส่วนใหญ่ไม่ค่อยอ่านหนังสือทบทวนบทเรียน

 

“ไม่เคยได้ยินเหรอว่าถ้าเราอ่านทุกวันเราจะเหนื่อยทุกวัน แต่ถ้าเราอ่านก่อนสอบเราจะเหนื่อยแค่ไม่กี่วัน” คนที่อ่านหนังสือไม่ทันดีดตัวพร้อมกับพูดขึ้นมาอย่างโอ่ๆ และตบอกตัวเองเบาๆ สองทีเหมือนสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก

 

เป๊าะ

 

“โอยยยยย เจ้าลูกพีชมันเจ็บนะ” สุดท้ายท่าทางที่แสนมั่นอกมั่นใจและภูมิใจเสียมากมายนั่นก็ถูกหยุดโดยนิ้วโป้งกับนิ้วกลางของจินยองที่ดีดเข้าไปเต็มๆ ที่เหม่งใสของยองแจเสียงดังกังวาน ขนาดที่แบมแบมนั่งมองดูอยู่เงียบต้องยกเอามือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจกับเสียงนั่นไม่น้อย

 

ท่าจะเจ็บนะนั่น

 

“พูดอะไรไร้สาระ ทำต่อได้แล้ว!” คนที่ถูกเรียกว่าลูกพีชว่าเสียงดุพร้อมกับชี้นิ้วไปที่ชีทที่มีโจทย์เลขแคลคูลัสหลายข้ออยู่ในนั้นที่เจ้าตัวเป็นคนเก็งข้อสอบมาให้เพื่อนๆ ลองทำกัน

 

“ลำเอียง! ทีแบมเอาแต่กดโทรศัพท์นายไม่เห็นดุเลย!” ยองแจร้องทวงความเป็นธรรมให้ตัวเองพลางเอาดินสอกดในมือชี้ไปทางเพื่อนสนิทอีกคนที่กำลังนั่งกดโทรศัพท์ส่งข้อความคุยกับใครสักคนอยู่

 

“แบมทำเสร็จตั้งนานแล้วเหลือแต่นายนั่นแหละมัวแต่โอ้เอ้” เมื่อได้ยินที่จินยองพูดแบบนั้นยองแจเลยต้องยอมสงบปากสงบคำแต่ก็ไม่วายที่จะแอบขมุบขมิบปากบ่นไปขณะที่เริ่มลงมือทำโจทย์ตรงหน้า จินยองที่เห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจและส่ายหัวออกมาน้อยๆ อย่างหน่ายๆ

 

นับวันจะเหมือนแม่ลูกกันเข้าไปทุกที

 

ทางด้านแบมแบมที่นั่งเงียบตั้งแต่เมื่อครู่ไม่ได้สนใจเสียงตีกันของเพื่อนทั้งสองคนอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่ร่างน้อยสนใจอยู่ตอนนี้มีเพียงหน้าจอโทรศัพท์ตรงหน้าที่เป็นโปรแกรมแชทสีเขียวยอดฮิตของคนสมัยนี้

 

M. : เสร็จกี่โมง

 

B. : ประมาณสองทุ่มครับ

 

M. : เดี๋ยวไปรับ

 

ข้อความสั้นเพียงไม่กี่ประโยคจากอีกฝ่ายของคู่สนทนาทำให้คนหน้าหวานสามารถยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ได้อยู่คนเดียว จนไม่รู้ตัวว่าเสียงทะเลาะกันบนโต๊ะได้เงียบหายไปสักครู่นึงแล้วแถมตอนนี้คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกำลังชะโงกตัวเข้ามาดูหน้าจอโทรศัพท์ของเขาอย่างถือวิสาสะ

 

“แหมมมม เดี๋ยวไปรับบบบบบบบ แหมมมมม” และเสียงแหลมๆ กึ่งหยอกล้อของคนที่ชะโงกตัวมาทำให้คนที่ถูกแอบมองนั้นสะดุ้งน้อยๆ ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์พบว่าตอนนี้เพื่อนสนิทของเขาทั้งสองคนกำลังมองมาที่ตนด้วยแววตาหนึ่งหยอกล้อหนึ่งมีเลศนัย

 

“คนมีแฟนมันก็จะประมาณนี้แหละ ลืมเพื่อนนน” ยองแจพูดต่อขณะที่ถอยกลับไปนั่งดีแต่ก็มิวายเอ่ยแซวจนเพื่อนหน้าขึ้นสีระเรื่อ

 

“ไม่ใช่แฟนซักหน่อย” แบมแบมเอ่ยปฏิเสธทันทีด้วยท่าทางแตกต่างจากเมื่อคราวที่แล้วที่เปิดอกคุยกัน คราวที่แล้วนั้นมีเพียงแค่ความกังวล ความคิดมากแต่ทว่าตอนนี้มีแต่เพียงความสุขจนเหมือนมีออรอร่าสีชมพูวิ๊งๆ แผ่ออกมาจากร่างน้อยแบบในการ์ตูนยังไงยังงั้น

 

“ขนาดนี้แล้วคบกันเถอะ” แม้แต่จินยองที่ไม่ค่อยเอ่ยแซวใครยังมิวายต้องพูดออกมาแบบเหน็บๆ นั่นทำให้แก้มใสของแบมแบมมีเลือดสูบฉีดเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

 

“ใจเย็นซี่ รอให้อะไรมันชัดเจนกว่านี้ก่อนระหว่างนี้ก็คุยกันไปก่อนไง” ร่างน้อยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูมุ้งมิ้งน่ารักพลางเอานิ้วชี้ของตัวเองจิ้มกันไปจิ้มกันมาเหมือนหาทางระบายความขัดเขินนั้นออกมา

 

“ระวังเถอะ ไม่ใช่คุยไปคุยมาได้ไปคุยต่อบนเตียง” ยองแจแซวอย่างเรทน้อยๆ ทำให้แบมแบมต้องเงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่อีกฝ่ายด้วยใบหน้าที่แดงเป็นลูกตำลึงสุก แม้กระทั่งตอนนี้จินยองที่ปกติแล้วจะเป็นฝ่ายห้ามปรามกลับไม่พูดอะไรออกมาราวกับเห็นดีด้วยเสียอย่างนั้น

 

“พอแล้วๆ ยองแจทำเสร็จแล้วใช่ไหม พวกเรามาเฉลยกันเถอะ” สุดท้ายคนกลางอย่างจินยองก็เป็นฝ่ายพูดเปลี่ยนเรื่องเสียก่อนเพราะเกรงว่าเพื่อนสนิทหน้าหวานของตนจะหน้าแดงจนระเบิดไปเสียก่อน

 

“โหยยย ทำไมแบมทำถูกหมดเลยอ่ะ” หลังจากที่ตรวจกันจนเสร็จเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของยองแจก็ร้องออกมาเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทหน้าหวานทำโจทย์ตรงหน้าได้ถูกทั้งหมดแถมวิธีทำก็ละเอียดมากๆ เสียจนน่ากลัว

 

“ก็...” คนที่ถูกถามแอบอึกอักไปเล็กน้อยแก้มใสเริ่มกลับมาแดงอีกครั้งขณะที่นึกถึงเหตุที่ทำให้เขาสามารถทำโจทย์ยากๆ พวกนี้ได้ขนาดที่ว่าหลับตาทำก็ถูก

 

Wrong one point is One kiss…

 

เสียงทุ้มพร้อมกับใบหน้านิ่งๆ หากแต่ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์อยู่เต็มเปี่ยมของคนที่อยู่ร่วมห้องปรากฎชัดขึ้นในหัวของแบมแบมทำให้เจ้าตัวต้องสะบัดหัวน้อยๆ ขับไล่มันออกไป

 

“แบมแบม?” เสียงของจินยองเอ่ยเรียกชื่อเพื่อนสนิทที่จู่ๆ ก็หน้าแดงแล้วก็สะบัดหัวไปมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

 

“อ่า...พอดีพี่มาร์คช่วยสอนนิดหน่อยน่ะ” เจ้าของชื่อที่ลืมตัวเผลอทำอะไรแปลกๆ ต่อหน้าเพื่อนสนิทไปตอบแบบอ้อมแอ้มและไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาเพื่อนทั้งสองเหมือนดั่งเช่นทุกที

 

ซึ่งอากัปกริยาที่แปลกไปนั่นเองทำให้เพื่อนสนิททั้งสองคนสบตากันเล็กน้อยเหมือนคุยกันทางสายตาก่อนที่จะยกยิ้มออกมาบางๆ พร้อมกันเพราะดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้แล้วว่าท่าทางแปลกๆ ของเพื่อนสนิทคนนี้เกิดจากอะไร

 

“ดีจังน้า มีพี่รหัสคนเก่งติวให้ที่ห้อง” ยองแจแกล้งพูดขึ้นมาลอยๆ ขณะที่นั่งเท้าคางมองเพื่อนที่นั่งตรงข้ามกันที่ซึ่งเสหลบตาเขาไม่ยอมหันหน้ามาสบตากันตรงๆ

 

“ไม่ขนาดนั้นซักหน่อย พี่รหัสพวกนายก็เก่งเถอะ” คนตัวเล็กเถียงกลับข้างๆ คูๆ พลางแอบเล่นไม้เล่นมือของตัวเองอยู่ใต้โต๊ะ

 

“แต่พี่มาร์คคือคนที่สอบได้หนึ่งทุกวิชามาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้วนะ” คราวนี้เป็นจินยองที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเนิบๆ เหมือนทุกทีแต่สำหรับแบมแบมไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงรู้สึกว่าเสียงเนิบๆ นั้นแฝงไปด้วยแววหยอกล้อเสียมากกว่าก็ไม่รู้

 

“ใช่ ดูขนาดไอ้เฮียวันๆ เอาแต่หม้อเรียนซะที่ไหน” ยองแจไม่วายเอ่ยเหน็บแหนมถึงบุคคลที่สามที่น่าหมั่นไส้ แม้ในใจลึกๆ เขาจะรู้ดีว่าไอ้ที่ว่าไม่เรียนๆ ก็ติดอันดับท็อป 5 ของรุ่นทุกทีนั่นแหละ

 

“พอแล้วเลิกคุยๆ มาติวกันต่อได้แล้ว”​ สุดท้ายร่างบางก็เอ่ยตัดบทเพราะไม่อยากโดนเพื่อนรุมไปมากกว่านี้ทว่า...

 

ครืดดด ครืดดดด

 

จู่ๆ เสียงสั่นของโทรศัพท์ของแบมแบมที่วางเอาไว้อยู่บนโต๊ะก็สั่นพร้อมกับหน้าจอที่ปรากฎว่ามีใครคนนึงโทรเข้ามาและมีเหรอที่คนหูตาไวอย่างยองแจจะมองไม่เห็นชื่อที่แสดงว่าใครโทรเข้ามา...

 

“อุ้ยย ใครกันน้า Mr.Sleepy~” คำพูดล้อเล่นกึ่งแซวๆ ของเพื่อนสนิททำให้แบมแบมต้องค้อนให้ไปวงใหญ่เพราะทำอะไรเพื่อนไม่มากกว่านั้นไม่ได้ พลางมือเรียวก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสไลด์รับสาย

 

“ครับ”

 

(It’s 8.) เสียงทุ้มจากปลายสายที่บอกถึงเวลาสองทุ่มที่พวกเขานัดกันไว้แล้วทำให้แบมแบมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูก็พบว่าตอนนี้สองทุ่มพอดีเป๊ะจริงอย่างที่ปลายสายว่า

 

มาตรงเวลาจริงๆ

 

“อ่า...” เสียงหวานไม่ได้ตอบคำอะไรปลายสายไปหากแต่มองไปที่เพื่อนทั้งสองคนกับชีทเรียนมากมายตรงหน้าเหมือนว่ากำลังตัดสินใจไม่ถูก

 

“กลับเถอะ” เป็นจินยองที่ช่วยตัดสินใจพร้อมกับเริ่มเก็บเอกสารการเรียนของตนเช่นเดียวกับยองแจ

 

“เดี๋ยวลงไปครับ” เมื่อเห็นเพื่อนเริ่มเก็บของแบมแบมจึงบอกคนปลายสายไปแบบนั้นก่อนที่จะวางสายหลังจากที่เสียงทุ้มส่งเสียงตอบรับกลับมาเป็นเชิงรับรู้

 

หลังจากที่พวกเขาเก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินออกจากหอสมุดสิ่งแรกที่ทั้งสามคนพบเจอไม่ได้มีเพียงแค่ชายหนุ่มคนเดียวที่เป็นพี่รหัสของแบมแบมหากนี่กลับพบถึงสามคนที่เป็นคนที่พวกเขารู้จักกันดีเสียด้วย

 

“เฮียมันโผล่มาได้ยังไงเนี่ย...” ยองแจพูดขึ้นมาเบาๆ ขณะที่พยายามทำตัวลีบเตรียมหันหลังเดินกลับเข้าไปในหอสมุดแบบเนียนๆ อีกครั้งเพื่อไม่ให้แจ็คสันได้ทันสังเกตเห็น แต่ดูเหมือนว่าจะช้าไปเสียแล้ว

 

หมับ

 

“จะไปไหนครับน้องแตง” เพราะพอคนตัวเล็กที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์หันหลังเดินกลับไปได้ยังไม่ทันถึงสามก้าวก็ถูกแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของนักกีฬาตวัดเข้าที่รอบคอและดึงไปกอดจนแผ่นหลังบอบบางปะทะเข้ากับอกแกร่ง

 

“ปล่อยนะไอ้เฮียยยยยยย อุ๊บ!” เมื่อถูกจับได้คนตัวเล็กก็ร้องออกมาเสียงแหลมจนหนึ่งในบรรณารักษ์หอสมุดที่อยู่แถวเค้าน์เตอร์ยืมหนังสือข้างหน้าต้องหันมามองด้วยสายตาโหดๆ เป็นเชิงเตือนกึ่งตำหนิ

 

“ชู่ว พูดไม่เพราะนะครับ สงสัยคืนนี้ต้องพาไปกินสลัดแตงกวาดัดนิสัย” แจ็คสันที่เอามือหนาปิดปากสีแดงสดนั่นไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกมาเอ่ยกระซิบบอกที่หูของคนตัวเล็กเบาๆ ซึ่งนั่นทำให้คนฟังต้องถลึงตาโตๆ นั้นจนตาแทบจะเหลือกออกมาจากเบ้า

 

ไม่เอาแตงกวา!

 

“อื้อๆๆๆๆๆ!” ยองแจที่ร้องโวยวายออกมาไม่เป็นภาษาเพราะว่าโดนปิดปากอยู่พร้อมๆ กับโดนลากให้เดินตามไปด้วยกันแบบที่ต่อให้ขืนตัวไว้อย่างสุดความสามารถก็ไม่สามารถสู้แรงช้างสารของคนที่มีดีกรีเป็นนักกีฬามหาลัยได้เลยแม้แต่น้อย

 

“ขออนุญาตพาน้องรหัสกลับไปกินสลัดแตงกวาก่อนนะทุกคน” แจ็คสันพูดเสียงระรื่นขณะที่ยกมือข้างที่ว่างอยู่อีกข้างมายกโบกให้ทุกคนพร้อมพา(ลาก) ยองแจให้เดินไปด้วยกัน

 

มาร์คมองความวุ่นวายตรงหน้าด้วยความเหม็นเบื่อกึ่งรำคาญทีแรกชายหนุ่มกะจะเดินมารอคนตัวเล็กคนเดียว แต่ดันโชคร้ายที่เจอไอ้เพื่อนสนิทปากมากหน้าห้องพอดีมันเลยเกาะมาด้วย ไม่เพียงแค่นั้นมันดันไปทุบห้องเพื่อนสนิทอีกคนปึงปังๆ จนคนได้ยินแทบทั้งชั้นลากให้มาด้วยกัน

 

“กลับกันเถอะ” เสียงทุ้มว่าแบบนั้นพร้อมกับแย่งกระเป๋าผ้าสีเขียวแก่ที่แบมแบมสะพายไว้เอามาถือแทนซึ่งร่างบางก็พยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะหันไปหาเพื่อนสนิทอีกคน

 

“จินยองจะกลับเลยไหม”

 

“ยังๆ เดี๋ยวจินจะออกไปกินข้าวกับพี่บีก่อน” คนที่ถูกถามส่ายหัวน้อยๆ และตอบพลางเอานิ้วหัวแม่มือชี้ไปทางคนตัวสูงใหญ่กว้างที่ยืนอยู่ข้างๆ เขา

 

“โอเค แล้วเจอกันนะ” เมื่อรู้แบบนั้นคนน่ารักพยักหน้าน้อยๆ พร้อมกับโบกมือบ๊ายบายเพื่อนแล้วหันหลังเดินไปจับมือใหญ่ของคนที่ยืนรออยู่แล้วและก้าวเดินออกไปพร้อมกัน

 

“คุณบี๋ดูสิ...” หลังจากที่ทั้งสองคนนั้นเดินไปแล้วจินยองก็เอาหัวทุยๆ ของตัวเองซบไปที่ต้นแขนแกร่งของคนที่ยืนอยู่ข้างกัน

 

“หืม” คนที่ถูกเรียกหันมาส่งเสียงตอบรับพร้อมกับหันหน้ามากดจูบลงบนกลุ่มผมนุ่มที่แสนหอมกรุ่นของคนข้างก่อนจะใช้มืออีกข้างที่ไม่ได้ถูกซบมาลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ อย่างถนุถนอมขณะที่มองตามไปทางที่คนตัวเล็กมองอยู่

 

 



 

“พวกเขาบอกว่าไม่ได้คบกันแต่การกระทำนี่ยิ่งกว่าแฟนอีก...”





#รูมเมทมบ





 

“ติววันนี้เป็นยังไงบ้าง” เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นมาในตอนที่ชายหนุ่มที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วเดินมานั่งเก้าอี้ตรงโต๊ะอ่านหนังสือของตัวเองที่ตั้งติดกับโต๊ะอ่านหนังสือของร่างบาง

 

“ก็ดีครับ ที่พี่ช่วยติวให้เมื่อวันก่อนช่วยได้มากเลย” คนตัวเล็กเงยหน้ามาจากหนังสือตอบพร้อมกับยิ้มให้น้อยๆ

 

“แล้วอยากให้ช่วยอีกไหม” ชายหนุ่มร่างหนาพูดอย่างมีเลศนัยขณะที่ดวงตาคมจับจ้องไปที่ใบหน้าของคนน่ารักที่ตอนนี้กำลังสวมใส่แว่นกรอบสีดำที่เจ้าตัวมักจะใส่เฉพาะตอนอ่านหนังสือ ซึ่งแว่นอันนี้แทนที่จะทำให้ร่างบางดูเหมือนพวกหนอนหนังสือเนิร์ดๆ กลับทำให้ดูน่ารักเสียมากกว่า

 

“ไม่ต้องเลยครับ” แบมแบมเอ่ยปฏิเสธทันควันแบบที่แทบจะไม่ต้องคิดเลยเพราะถ้าตอบตกลงเมื่อไหร่ นั่นแทบไม่ต่างอะไรกับทำสัญญากับหมาป่าเจ้าเล่ห์ที่จ้องจะกินเนื้อหวานๆ ของลูกแกะตัวน้อยๆ เลยสักนิด

 

“หึๆ” เสียงหัวเราะในลำคอต่ำๆ ทำให้ร่างบางต้องแอบส่งค้อนให้วงใหญ่ผ่านเลนส์แว่นที่ดูเหมือนว่าคนที่ได้รับจะไม่รู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่น้อย

 

“ทำไมไม่เช็ดผมให้แห้งก่อนครับ” ร่างบางถามขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเส้นผมที่เปียกชื้นเพราะเพิ่งผ่านการสระมาของอีกฝ่ายยังคงมีหยดน้ำหยดลงมาติ๋งๆ จากปลายเส้นผมจนบริเวณคอเสื้อนอนเกิดเป็นรอยคราบน้ำเป็นวงกว้างชื้นไปเสียหมด

 

“ขี้เกียจ” มาร์คว่าแบบนั้นพร้อมกับยักไหล่เชิงไม่ยี่หระซึ่งนั่นทำให้ร่างเล็กต้องส่ายหัวออกมาน้อยๆ กับความขี้เกียจในเรื่องแบบนี้ของอีกฝ่าย ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นเดินไปหยิบผ้าเช็ดผมจากราวตากผ้ามาและวางแปะลงบนศรีษะอีกฝ่ายพร้อมกับลงมือเช็ดอย่างเบามือ

 

“พี่เนี่ยขี้เกียจกับเรื่องแค่นี้ได้ยังไงกัน” เช็ดไปก็บ่นไปหากแต่ชายหนุ่มที่โดนบ่นนั้นกลับยกยิ้มมุมปากน้อยๆ ขณะที่เงยหน้ามองคนที่หันหน้าเข้าหาเขาเพื่อเช็ดผมให้อย่างเพลินตา

 

“ไม่ต้องมามองเลยครับ นี่แหนะ” เมื่อพอถูกจ้องมากๆ เข้าคนน่ารักก็เริ่มเกิดอาการประหม่าจึงเฉไฉแกล้งเอาผ้าเช็ดผมผืนนั้นดึงให้เหลื่อมลงมาปิดดวงตาคมที่จ้องตนแทบจะทะลุ

 

“หึ...” เสียงทุ้มหัวเราะขึ้นมาในลำคออีกครั้งหลังจากที่โดนคนตัวเล็กแกล้งปิดตา แต่ดูเหมือนว่าการเอาผ้ามาบดบังสายตาครั้งนี้จะทำให้ร่างบางไม่ทันได้เห็นแววตาเจ้าเล่ห์ที่เป็นประกายกล้าขึ้นมาจากดวงตาสีเข้มเสียแล้ว

 

ฟึ่บ ตุ๊บ

 

“อ้ะ...” ท่อนแขนแกร่งที่ทีแรกวางเฉยๆ ไว้อยู่บนที่วางแขนของเก้าอี้ถูกยกขึ้นและตวัดเข้าที่เอวบอบบางพร้อมกับดึงรั้งให้ร่างระหงเซลงมานั่งทับบนตักแกร่ง ก่อนที่เจ้าของตักจะใช้มือทั้งสองข้างกอดรัดเอาไว้แน่นไม่ให้ดิ้นหลุดได้

 

“พี่มาร์ค!” คนที่ถูกดึงให้ลงไปนั่งลงบนตักแกร่งแหวเรียกชื่อเจ้าของตักนั้นเสียงขุ่น เมื่อโดนคนตัวสูงที่ชอบแกล้งหาเศษหาเลยกับตนที่มักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเขาเสมอๆ

 

“ไม่เช็ดผมต่อแล้วเหรอ” ชายหนุ่มที่กระตุกยิ้มมุมปากน้อยๆ ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าคนที่ตั้งอกตั้งใจเช็ดผมเมื่อครู่หายไปเสียแล้วเหลือแต่เพียงลูกแมวตัวน้อยที่กำลังตั้งท่าพองขนขู่เขาฟ่อๆ อยู่

 

“ปล่อยผมก่อนสิครับ” แบมแบมว่าเพราะตอนนี้ผ้าเช็ดผมได้ตกลงมาอยู่บนบ่ากว้างของคนเจ้าเล่ห์โดยมีมือข้างขวาของเขากำปลายผ้าเอาไว้ ส่วนมือซ้ายที่ว่างอยู่นั้นกำลังดันอยู่ที่อกแกร่งเพื่อให้พวกเขาทั้งสองคนไม่ใกล้ชิดตัวติดกันจนมากเกินไป

 

“ไม่ เช็ดผมให้แห้งก่อน” แต่มีหรือว่าร่างหนาจะยอมง่ายๆ ไม่เพียงแค่นั้นท่อนแขนแกร่งยังขยับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นจนร่างกายของทั้งคู่ใกล้ชิดแนบแน่นกันมากขึ้นไปอีก

 

“ไม่ค...อื้อ!” ในตอนที่แบมแบมกำลังจะปฏิเสธเช่นกันนั้นเอง ริมฝีปากอิ่มก็ถูกจู่โจมโดยริมฝีปากอุ่นของอีกคนที่กดจูบลงมาแรงๆ หากแต่ก็ไม่ลุกล้ำเข้ามาในโพรงปาก เขาเพียงแค่กดจูบหนักๆ ค้างเอาไว้ครู่นึงแล้วค่อยถอนออกเท่านั้น

 

เพี๊ยะ!

 

“ฉวยโอกาสอีกแล้วนะครับ” คนที่ถูกฉวยโอกาสเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบได้ใช้มือเรียวตีเข้าไปที่อกแกร่งหนึ่งทีพร้อมทั้งทำหน้าดุ การตีครั้งนี้ไม่ได้นำพามาซึ่งความเจ็บปวดแต่อย่างใด แต่ดูเหมือนว่ามันจะไปสะกิดโดนต่อมเสือร้ายหรืออะไรบางอย่างในร่างกายคนช่างเงียบให้ตื่นขึ้น

 

“ปล่อยผม...อุ๊บ อื้อออ!” ก่อนที่ริมฝีปากอุ่นจะประกบลงมาทาบทับที่ปากอิ่มของร่างน้อยจนเขาต้องกลืนคำพูดที่กำลังจะพูดอยู่ลงลำคอไป การประกบปากครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเอาปากแตะกันเฉยๆ เหมือนเมื่อครู่อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการสัมผัสที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก

 

จูบนุ่มๆ ที่เริ่มจากการละเลียดชิมตั้งแต่ริมฝีปากอิ่มค่อยๆ ทวีความร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ก่อนชายหนุ่มหมุนเก้าอี้ที่เข้านั่งอยู่ให้หันไปทางโต๊ะหนังสือพร้อมกับดันเก้าอี้เข้าไปจนแผ่นหลังบอบบางสัมผัสเข้ากับขอบโต๊ะทำให้องศาการจูบของพวกเขาแนบแน่นมากกว่าเดิม

 

มือนิ่มที่ตอนแรกทุบอกแกร่งเบาๆ เพราะร้องประท้วงจากการโดนฉวยโอกาสแบบที่ไม่ได้ตั้งตัวเปลี่ยนกลายเป็นวางเอาไว้เฉยๆ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงช้าๆ และยอมโอนอ่อนไปตามสัญชาตญาณที่ร่างหนานำพาเหมือนดั่งเช่นทุกที

 

จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบสองนาทีพวกเขาทั้งคู่จึงค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกจากกันช้าๆ เพื่อให้อีกฝ่ายต่างเอาออกซิเจนเข้าปอดอีกครั้งโดยที่หน้าผากของทั้งคู่ยังคงแนบชิดกันอยู่

 

“นี่ พวกเรามาคบ...” เสียงทุ้มพูดขึ้นหากแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจนจบประโยคริมฝีปากอิ่มก็กดลงมาเบาๆ เหมือนเป็นเชิงปิดปากเขาเสียก่อน

 

“อย่าเพิ่งพูดประโยคนั้นออกมานะครับ” เสียงหวานเอ่ยออกมาเบาๆ เพราะเขารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะพูดอะไรออกมา ตอนนี้ใบหน้าของทั้งสองคนยังไม่ละห่างออกจากกัน มือนิ่มที่ตอนแรกวางเอาไว้บนลาดไหล่แกร่งจะเลื่อนลงมาวางนาบลงใบตำแหน่งอกด้านซ้ายที่มีก้อนเนื้อที่เรียกว่าหัวใจกำลังเต้นอยู่เป็นจังหวะที่หนักแน่นและมั่นคง

 

“จนกว่าพี่จะมั่นใจว่าที่ตรงนี้มันเป็นของผมคนเดียวและ...”

 

“...”

 

“จนกว่าพวกเราจะมั่นใจว่าระหว่างเราไม่ใช่ความหลงไหลเพียงชั่วครั้งชั่วคราว...” แบมแบมว่าแบบนั้นก่อนที่จะผละใบหน้าหวานออกห่างจากใบหน้าหล่อเหลาช้าๆ

 

As you wish.(ตามใจ)คนตัวสูงว่าแบบนั้นอ้อมกอดของเขาคลายลงแล้วและเขายกมือขึ้นมาข้างหนึ่งขึ้นมาเสยผมที่ปรกหน้าตนอย่างที่ไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก

 

เหตุที่ไม่สบอารมณ์ไม่ใช่เพราะคนตัวเล็กตรงหน้าเขามันอาจจะแค่ส่วนนึง แต่ที่เขาหงุดหงิดใจคือตัวของเขาเองที่ไม่สามารถทำให้ร่างน้อยรู้สึกมั่นคงหรือมั่นใจได้มากพอว่าเขาพร้อมที่จะจับมือคู่นี้พร้อมกับประคับประคองความรักของพวกเขาก้าวเดินไปข้างหน้า แต่จนกระทั่งถึงตอนนี้ยังไงคนหน้าหวานตรงหน้าเขานี้ก็ยังคิดอยู่ดีว่าระหว่างเรามันเป็นเพียงความหลงไหลเพียงชั่ววูบ

 

เขารู้ดีว่าเขารู้สึกยังไง ความรู้สึกที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับคนไหนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขา หากแต่ดูเหมือนว่าความรู้สึกนี้มันคงจะส่งต่อไปให้ร่างเล็กรู้สึกได้ไม่มากพอล่ะมั้ง...

 

“ไม่หงุดหงิดสิครับ” คนหน้าหวานเอ่ยพร้อมกับใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่แก้มสากเบาๆ สองสามทีหากแต่คนตัวสูงก็ไม่ได้ตอบคำอะไรแค่เพียงมองมานิ่งๆ เหมือนดั่งเช่นเมื่อก่อนเท่านั้น

 

“...” 

 

“ผมไม่ได้บอกว่าจะปฏิเสธซักหน่อยแค่ให้รอเวลาเท่านั้นเอง” แบมแบมพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งอ้อนๆ พร้อมยกยิ้มอย่างน่ารักหมายว่ารอยยิ้มนี้จะทำให้อีกฝ่ายคลายความไม่สบอารมณ์ลงไปได้

 

“When? (เมื่อไหร่หล่ะ?)”

 

“Depends on you... (ขึ้นอยู่กับพี่ครับ...)” คำตอบที่ทำให้มาร์คต้องถอนหายใจออกมาช้าๆ หนึ่งเพื่อคลายความคุกรุ่นที่อยู่ในจิตใจ อีกหนึ่งเพราะยอมรับในการตัดสินใจของคนพิเศษพร้อมกับพยักหน้าลงน้อยๆ 

 

 

 

 

“I will.”





#รูมเมทมบ




ฤดูกาลสอบกลางภาคเรียนได้ผ่านพ้นไปพร้อมกับความเครียดราวกับได้ยกภูเขาออกจากอกและเป็นเหมือนดั่งเช่นปกติที่จะมีนักเรียนสองประเภทที่สอบเสร็จแล้วไปเลี้ยงฉลองกับอีกประเภทคือรีบกลับหอไปนอนเพราะสภาพของพวกเขานั้นไม่ต่างอะไรจากซอมบี้เดินได้ซึ่งกลุ่มแบมแบมนั้นดูเหมือนจะเป็นแบบประเภทที่หนึ่งเนื่องจากว่ารายวิชาเรียนของเด็กปีหนึ่งนั้นยังไม่ได้หนักหนาและยากเท่าพี่ปีโตๆ จึงยังมีสภาพสมบูรณ์ไปลั้ลลากันได้อย่างร่าเริง

 

“สอบเสร็จแล้ววว~!!!” เสียงของยองแจร้องออกมาหลังจากที่พวกเขาออกจากลิฟต์ลงมาข้างล่างจนนกน้อยที่บินลงมาเดินเล่นตามพื้นดินต้องรีบชยับปีกบินหนีไปด้วยความตกใจ

 

“ยองแจเบาๆ สิอายเขา” จินยองหรือจินยองออมม่าของใครหลายๆ คนเอ่ยปรามเพื่อนสนิทที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะผันตัวกลายเป็นลูกเขาไปเสียแล้ว

 

“เขาเรียกปลดปล่อยไปปลดปล่อย” แต่มีหรือเด็กแสบอย่างยองแจจะยอมง่ายๆ แถมมีแถต่อจนสีข้างแทบจะถลอก

 

“ว่าแต่สอบเสร็จแล้วพวกเราไปไหนกันต่อดี” เป็นแบมแบมที่พูดเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาเพื่อเป็นการห้ามทัพทั้งสองคนก่อนที่พวกเขาจะเริ่มฟาดฟันกันเหมือนคุณแม่จอมเฮี๊ยบกับลูกน้อยจอมดื้อ

 

“อืม ไปหาอะไรกินที่นอกโซนไหมแล้วเดินเล่นด้วย” จินยองเสนอความคิดเพราะตอนนี้ยังเป็นเวลาแค่เที่ยงนิดๆ พวกเขาจึงยังมีเวลามากมายที่จะไปเที่ยวเล่นนอกโซนมหาลัยเพื่อฉลองสอบเสร็จ

 

“แล้วพวกพี่เจบีจะมาไหม” ยองแจถามเพราะเห็นว่าช่วงหลังๆ มานี้เพื่อนสนิทของพวกเขาทั้งสองคนไปไหนมาไหนมักจะมีชายหนุ่มติดสอยห้อยตามมาด้วยเสมอๆ แถมพ่วงด้วยไอ้เฮ๊ยที่เขาเหม็นขี้หน้านั่นอีกคน

 

“น่าจะกลับไปนอนนะ เห็นสภาพแต่ละคนเมื่อเช้าแล้วไม่น่าไหว” จินยองบอกเพราะเมื่อเช้าพวกเขานัดเจอกันเพื่อไปทานข้าวเช้าที่โรงอาหารกลางแล้วได้เห็นสภาพพวกพี่รหัสปีสามของพวกเขาแต่ละคนไม่ต่างอะไรกับซอมบี้ใต้ตาดำคล้ำ หน้าหมองๆ เลยซักนิด

 

“พี่มาร์คก็บอกว่าจะกลับไปนอนนะ เดี๋ยวแบมคงซื้ออะไรเข้าไปให้พี่เขาแหละ” แบมแบมบอกเพื่อนแบบนั้นเพราะเท่าที่เห็นมาตลอดทั้งอาทิตย์ชายหนุ่มที่อยู่ร่วมห้องกันนั้นนอนรวมๆ กันทั้งอาทิตย์แล้วยังไม่ถึงสิบชั่วโมงด้วยซ้ำแถมเมื่อเช้าเริ่มมีอาการคุยไม่รู้เรื่องเพราะเริ่มเบลออีกต่างหาก ดูทรงแล้วไม่น่าจะออกมาข้างนอกกับเขาได้

 

“ถ้างั้นพวกเราไปรถจินยองละกัน เอาไปคันเดียวก็พอ” จินยองพูดสรุปซึ่งทุกคนก็เห็นดีด้วยและพากันเดินไปที่ลานจอดรถ

 

กว่าที่พวกเขาทั้งสามคนจะทานข้าวกับเดินเที่ยวคลายเครียดจนหนำใจแล้วเวลาก็พ้นผ่านมาจนถึงเวลาทุ่มนิดๆ ที่ทุกคนกลับมาถึงหอพักของตัวเองโดยมีถุงข้าวของติดไม้ติดมือกันมาคนละถุงสองถุง

 

“แล้วเจอกันนะ” เสียงหวานของแบมแบมเอ่ยพร้อมกับโบกมือลาเพื่อนอีกสองคนพลางเอาพาสปอร์ตมหาลัยของตัวเองสแกนเข้าห้องแล้วเปิดประตูเข้าไป

 

“ห้องมืดจัง...” สิ่งแรกที่คนตัวเล็กพบเจอคือความมืดมิดและความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศที่เปิดทิ้งเอาไว้ มือเรียวแปะไปที่ผนังควานหาสวิตซ์ไฟตรงทางเดินแถวหน้าประตูพร้อมกับกดเปิดเพื่อให้ห้องที่มืดมิดมีแสงไฟสว่างไสวขึ้นมา

 

คนตัวเล็กวางถุงของที่ซื้อมาเอาไว้บนเก้าอี้ตรงโต๊ะเขียนหนังสือ ก่อนที่ขาเรียวเดินก้าวเข้าไปในบริเวณเตียงนอนที่ตอนนี้มีเพียงไฟสลัวๆ จากหลอดไฟตรงประตูที่เขาเปิดทิ้งไว้เมื่อครู่สาดส่องมาพร้อมกับไปหยุดตรงข้างๆ เตียงคนตัวสูงก่อนที่ชะโงกหน้าไปมองหน้าคนที่นอนหลับอยู่บนเตียงด้วยชุดที่ใส่ออกไปสอบตั้งแต่เมื่อเช้า

 

หลับสนิทเลยแฮะ

 

แบมแบมคิดในใจหลังจากเห็นอาการหลับลึกของอีกฝ่ายที่ดูอดหลับอดนอนมาหลายวัน ก่อนที่เจ้าตัวจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาเพื่อดูเวลาจากบนหน้าจอ

 

ให้นอนต่ออีกหน่อยแล้วค่อยปลุกมากินข้าวก็แล้วกัน

 

เมื่อตัดสินใจดังนั้นเขาก็เอื้อมมือไปจับปลายผ้านวมของอีกฝ่ายที่ร่นลงมาปิดเพียงแค่หน้าท้องให้เลื่อนขึ้นไปปิดตรงหน้าอกแกร่งเพราะกลัวว่าความเย็นจากเครื่องปรับอากาศจะทำให้เขาไม่สบายได้หากไม่ได้รับความอบอุ่นของร่างกายที่มากเพียงพอ

 

จนกระทั่งเวลาผ่านไปจนเข็มสั้นชี้ที่เลขแปดส่วนเข็มยาวชี้ที่เลขหก แบมแบมที่เพิ่งเดินออกจากครัวเพราะไปอุ่นอาหารที่ซื้อมาจากข้างนอกให้ร่างหนาก็เดินมาเปิดไฟเพื่อให้ทั้งห้องกลับมาสว่างไสวอีกครั้งแล้วจึงเดินไปปลุกคนที่ยังนอนหลับอยู่บนเตียง

 

กว่าที่เขาจะปลุกชายหนุ่มให้ตื่นได้ก็ใช้เวลามากโขเพราะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเหนื่อยมากจริงๆ เลยปลุกยากกว่าทุกที หลังจากที่ปลุกได้สำเร็จแล้วมือนิ่มก็ดึงแขนแกร่งให้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะดันหลังพร้อมส่งผ้าเช็ดตัวบังคับให้ไปอาบน้ำแล้วมากินข้าว

 

“การสอบเป็นยังไงบ้างครับ” เสียงหวานของคนตัวเล็กที่นั่งเท้าคางมองคนที่นั่งตรงข้ามกันที่กำลังกินข้าวที่ตนซื้อเข้ามาเอ่ยถามขึ้นให้คนตัวสูงที่นั่งก้มหน้าก้มตากินเงยหน้าขึ้นมาจากจาน

 

“ก็ดี” สองคำสั้นๆ ตามสไตล์ของคนพูดตอบ ก่อนที่เขาจะถามร่างน้อยกลับบ้างอย่างใส่ใจในเรื่องของอีกฝ่าย

 

“แบมหล่ะ?”

 

“ก็ดีเหมือนกันครับ วันนี้ตอนสอบเสร็จผมออกไปกินข้าวกับพวกยองแจกับจินยองมาด้วย” ร่างน้อยเอ่ยเล่าเรื่องของตัวเองว่าวันนี้ไปไหนมากบ้างหลังจากสอบเสร็จในขณะที่คนตัวสูงก็นั่งทานข้าวไปฟังไปอย่างตั้งใจเพราะเขาชอบเวลาที่มีเสียงใสๆ มาเล่าเรื่องในแต่ละวันของเขาว่าพบเจออะไรมาบ้างให้ฟัง ไม่ว่างจะเป็นเรื่องอะไรหากเป็นเรื่องที่ออกจากปากอิ่มนี้เขาก็พร้อมจะฟังมันทั้งหมด

 

“วันนี้ผมซื้อหนังเรื่องใหม่มาด้วย” คนน่ารักว่าแบบนั้นแล้วลุกขึ้นเดินไปหยิบตลับแผ่นหนังที่เขาซื้อมาวันนี้มาโชว์ให้อีกฝ่ายดู

 

“หนังผี?” เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าหนังที่คนตัวเล็กซื้อมาเป็นอะไรเขาก็เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจเพราะดูจากประสบการณ์ที่ไปสวนสนุกด้วยกันคราวที่แล้วบอกเขาได้ดีว่าร่างน้อยกลัวสิ่งลี้ลับแบบนี้มากแค่ไหน

 

“แหะๆ ครับ” แบมแบมตอบแบบอ้อมแอ้มพลางยกนิ้วชี้ขี้นมาเกาแก้มของตัวเองเบาๆ อย่างเก้อเขิน

 

ถึงกลัวก็อยากจะดูนี่นา

 

“กลัวไม่ใช่เหรอ” มาร์คถามออกมาตรงๆ ขณะที่มองท่าทางเกาแก้มแก้เก้อนั่นนิ่งอย่างประเมิณท่าที

 

“แต่ถ้าพี่มาร์คดูด้วยก็ไม่เป็นไรนี่นา...” เขาว่าแบบนั้นเพราะปกติแล้วถ้าตอนที่อยู่บ้านเวลาจะดูหนังผีนั้นเขาจะเรียกคนมาดูด้วยไม่ม๊าก็พี่ชายน้องสาวใครก็ได้ ไม่กล้าดูคนเดียว พอมาตอนนี้มีคนตรงหน้าแล้วเลยใจชื้นว่าถ้ามีอีกคนมาดูด้วยก็น่าจะไม่เป็นอะไร

 

“ใครบอกว่าจะดูด้วย” แต่ทว่าคนที่ร่างน้อยคาดหวังเอาไว้ว่าจะให้ดูด้วยกันนั้นกลับพูดมาเป็นเชิงปฏิเสธแบบนิ่งๆ ทำให้ร่างบางต้องมองตาปริบๆ เป็นเชิงส่งสายตาให้ว่า

 

พี่จะไม่ดูกับผมจริงๆ เหรอ...

 

“ล้อเล่น” มาร์คหัวเราะในลำคอออกมาเบาๆ แล้วว่าแบบนั้นแล้วค่อยลุกขึ้นยกเอาจานข้าวที่กินเสร็จแล้วหมายจะไปล้าง ถ้าไม่ติดที่ว่าร่างน้อยเมื่อเห็นแบบนั้นแล้วรีบกุลีกุจอไปแย่งมาล้างเอง

 

“พี่มาร์คเดี๋ยวแบมล้างเอง พี่ไปนั่งที่โซฟารอดูหนังนะๆ” เสียงหวานว่าอย่างกระตือรื้อร้นพร้อมกับใช้ศอกของตัวเองดันสีข้างของชายหนุ่มร่างสูงเป็นเชิงให้เขาออกไปพร้อมกับรีบลงมือล้างจานใบนั้นด้วยความเร็วแสง

 

หลังจากนั้นทั้งสองคนก็มานั่งจุมปุกกันอยู่บนโซฟาหน้าทีวีโดยที่แบมแบมเป็นคนเอาแผ่นเข้าเครื่องเล่นและกดเปิดจนเสร็จสรรพก่อนจึงเดินมานั่งชิดกับร่างหนา

 

นาทีนี้ไม่มีคำว่าเขินอีกแล้ว...

 

แบมแบมคิดในใจหลังจากที่นั่งเริ่มไปได้สักพัก ทีแรกก็ต่างคนต่างนั่งกันอยู่ดีๆ แต่ไปมาๆ กลับกลายเป็นว่าคนน่ารักกลับแปลงร่างกลายเป็นลูกลิงตัวน้อยโผตัวเข้าไปกอดคอแกร่งพร้อมกับสะโพกมนที่แทบจะเกยขึ้นไปนั่งตักแกร่งอยู่มะรอมมะร่อจนสุดท้ายแล้วท่อนแขนแกร่งต้องส่งไปตวัดตัวร่างน้อยขึ้นมานั่งตักเขาดีๆ และกอดเอาไว้หลวมๆ ไม่ให้ไหลตกไป 

 

ขณะที่คนที่ถูกรวบตัวขึ้นมานั่งตักนั้นก็ไม่มีความเขินอายใดๆ แล้วในวินาทีนี้เพราะเขาโถมตัวกอดและเอาหน้าหวานซุกเข้าที่ต้นคอแกร่งแน่น ก่อนจะมีแอบเหลือบๆ มามองที่หน้าจอเป็นพักๆ ด้วยความกลัวผีที่จะโผล่ออกมา

 

“ถ้ากลัวก็ปิด” เสียงทุ้มว่าแบบนั้นและทำท่าจะเอื้อมมือไปหยิบรีโมทที่วางเอาไว้ข้างๆ บนโซฟาแต่ติดที่ว่ามีเสียงเล็กๆ ร้องห้ามเอาไว้

 

“อย่าปิดนะพี่มาร์ค แบมอยากดูอ่ะ” มาร์คก้มลงมองคนที่ร้องห้ามเขาและบอกว่าอยากดูแต่เท่าที่เขาเห็นแล้ว ยังไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะดูตรงไหนเอาแต่หน้าซุกคอเขา จริงอยู่ที่มีแอบเหลือบมองจอเป็นระยะๆ แต่ส่วนมากก็จะฟังแต่เสียงแล้วก็สะดุ้งเสียมากกว่า

 

กว่าหนังจะจบก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่มครึ่งซึ่งเอาจริงๆ แล้วหนังมีความยาวเกือบสองชั่วโมง แบมแบมได้ดูจริงๆ ด้วยตาของตัวเองประมาณสามสิบนาทีส่วนที่เหลือจะเป็นฟังเสียงเสียมากกว่า

 

ฮือ ก็กลัวอ่ะ

 

“หนังจบแล้ว” เสียงทุ้มของคนตัวสูงก้มลงมากระซิบข้างหูคนตัวเล็กที่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาเอาแต่ซุกอยู่ที่อกเขามาได้สักครู่ใหญ่ๆ แล้ว

 

“งือ พี่มาร์คพาไปที่เตียงหน่อย” คนขี้กลัวเอ่ยออกมาเสียงอ้อนๆ ที่นานๆ ที่จะยอมเปลืองเนื้อเปลืองตัวพร้อมกับพูดอ้อนหนักขนาดนี้ซึ่งฝ่ายที่โดนอ้อนไปเต็มๆ แบบมาร์คนั้นมีหรือจะไม่ตามใจ

 

ชายหนุ่มยกตัวคนที่กอดคอเข้าขึ้นด้วยท่าเจ้าสาวแล้วเดินพาไปวางลงบนเตียงนุ่มของเจ้าตัวอย่างเบามือซึ่งเมื่อพอได้สัมผัสที่เตียงแล้ว คนที่แปลงร่างเป็นลูกลิงตัวน้อยก็ค่อยๆ คลายอ้อมกอดที่รัดคออีกฝ่ายไว้แน่นออกและมุดตัวเข้าไปนอนคลุมโปงใต้ผ้าห่มจนคนที่อุ้มมาส่งต้องว่าเสียงดุ

 

“นอนดีๆ” 

 

“หงึ” พอโดยดุเข้าคนตัวเล็กจึงยอมเปลี่ยนท่าทางมานอนดีๆ และโผล่ออกจากผ้าห่มมาอีกครั้งแค่เพียงตากลมๆ ที่กระพริบตามองคนที่นั่งอยู่ขอบเตียงเขาตาปริบๆ

 

จุ๊บ

 

“ฝันดี” ชายหนุ่มกดจูบลงไปที่หน้าผากมนที่มีกลุ่มผมนุ่มปรกลงมาเบาๆ ก่อนที่จะกระซิบข้างๆ หูเขาว่าฝันดี จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปปิดทีวีพร้อมกับไล่ปิดไฟในห้องจนเหลือไฟหัวเตียงของทั้งสองฝั่งเพียงแค่สองดวง

 

“ฉันปิดนะ” เขาพูดแบบนั้นตอนที่เดินมาแตะตรงสวิตซ์ไฟหัวเตียงฝั่งคนตัวเล็กที่ยังคงนอนเอาผ้าปิดครึ่งหน้าเหมือนเมื่อกี้ ซึ่งคนตัวเล็กก็พยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงบอกให้ชายหนุ่มปิดไฟดวงนั้นได้

 

แต๊ก

 

เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วมาร์คก็ปิดไฟหัวเตียงฝั่งแบมแบมลงแล้วเดินไปล้มตัวลงนอนที่เตียงนอนฝั่งตัวเองแล้วเอื้อมมือไปปิดไฟหัวเตียงฝั่งตัวเองบ้าง จนตอนนี้ห้องทั้งห้องกลับเข้าสู่ความมืดมิดอีกครั้ง หากแต่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยังคงลืมตาโพล่งอยู่ในความมืดมองเพดานเพราะไม่สามารถข่มตานอนหลับได้

 

เขาพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงร่วมสามสิบนาที ขณะที่หูก็เงี่ยฟังเสียงเครื่องปรับอากาศกับเครื่องฟอกอากาศที่เปิดเอาไว้และเมื่อพอได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ ร่างบางก็สะดุ้งตามไปด้วยทั้งๆ ที่หากเป็นทุกทีคงไม่ทันสนใจและคงจะหลับลึกไปนานแล้ว

 

จิตปรุงแต่ง จิตปรุงแต่ง นอนนะแบมนอนๆ

 

แบมแบมสะกดจิตตัวเองแบบนั้นแต่ในหัวก็คิดฟุ้งซ่านไปต่างนาๆ ว่าจะมีคนมาดึงขาบ้าง มานอนข้างหลังบ้าง จะมานั่งทับบ้าง จนสุดท้ายเจ้าตัวเองก็ทนไม่ไหวลุกขึ้นมานั่งและมองไปที่ชายหนุ่มอีกคนที่นอนอยู่บนเตียงของเขาอีกฟากฝั่งหนึ่ง

 

ไม่รู้ด้วยแล้ว ฮือ กลัว

 

หลังจากที่คนขี้กลัวนั่งชั่งใจกับตัวเองอยู่ครู่นึงระหว่างความกล้ากับความกลัว สุดท้ายความกลัวก็ชนะนำพาให้ร่างบางพาตัวเองลุกขึ้นเดินไปที่เตียงของมาร์คพร้อมกับเริ่มสะกิดที่ต้นแขนแกร่งเบาๆ

 

“พี่มาร์ค...หลับแล้วเหรอ” แบมแบมเอ่ยเรียกพยายามคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่นขณะที่มองไปในความมืดรอบๆ อย่างหวาดๆ

 

“...”

 

“พี่มาร์คตื่นนน” คนตัวเล็กยังคงพยายามปลุกคนที่คิดว่านอนไปแล้วอย่างไม่ลดละโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าความจริงแล้วอีกฝ่ายกำลังแกล้งหลับแกล้งตนเท่านั้น เนื่องจากชายหนุ่มคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วเพราะฟังจากเสียงพลิกตัวไปมาตั้งนานว่าคนขี้กลัวคนนี้ไม่สามารถนอนคนเดียวได้แน่ๆ

 

“...”

 

“หรือเราจะไปขอนอนกับเพื่อนดี...”​ มาร์คเมื่อได้ยินคนตัวเล็กพูดขึ้นมาเหมือนชั่งใจก็ค่อยๆ แกล้งลืมตาขึ้นและเอ่ยถามคนตัวเล็ก

 

“มีอะไร” เสียงทุ้มที่จู่ๆ ดังขึ้นทำให้คนที่กำลังหวาดกลัวกับความมืดอยู่สะดุ้งโหยงจนลืมนึกไปว่าเสียงนั้นไม่ได้มีความง่วงงุนอยู่เลยแม้แต่สักนิดแต่เพราะกำลังตกใจอยู่เลยไม่สังเกตเห็นมัน

 

“ตกใจหมด...แบมขอนอนด้วยคนสิ แบมกลัวผี” เมื่อเห็นว่าคนที่พูดคือคนที่เขากำลังปลุกมือเรียวก็เลยลูบอกตัวเองเหมือนเป็นการปลอบขวัญก่อนที่จะเอ่ยบอกเหตุผลที่ตัวเองปลุกอีกคนด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูน่าสงสาร

 

มาร์คมองท่าทางที่เหมือนเด็กน้อยนั่นผ่านความมืดที่สลัวๆ อย่างเอื้อเอ็นดูก่อนที่จะเลิกผ้านวมของตัวเองขึ้นมาพร้อมอ้าแขน

 

“เข้ามา” เสียงทุ้มว่าจบคนที่มาขอนอนด้วยก็มุดตัวเข้าไปในผ้านวมผืนเดียวกับชายหนุ่มเข้าสู่อ้อมกอดที่แสนแข็งแกร่งและอบอุ่น แบมแบมนอนลงบนต้นแขนแข็งแรงของมาร์คและเอาหน้าซุกที่อกแกร่งขยับตัวอีกสองสามครั้งเหมือนลูกแมวตัวน้อยที่กำลังหาที่ๆ สบาย ก่อนที่จะหลับตาลงช้าพร้อมกับเข้าสู่ห้วงแห่งนิทราอย่างรวดเร็วเมื่อได้อยู่ในที่ๆ รู้สึกปลอดภัย

 

หึ ไม่ระวังตัวเลยนะ...

 

เจ้าของอ้อมกอดแกร่งนั้นคิดในใจขณะที่มองร่างน้อยที่นอนซุกอกตัวเองอยู่ด้วยสายตาที่อ่อนโยน ถ้าถามว่าการที่มีเนื้อแกะหอมๆ นุ่มๆ น่ากินแบบนี้มาหาถึงที่ทำไมราชสีห์ตัวร้ายอย่างเขาไม่จัดการกินให้เรียบ คำตอบที่เขาจะตอบนั้นคงไม่ต้องคิดให้ยากจนปวดหัวหรอกนั่นก็เพราะว่า...

 

 

 

 

ราชสีห์ตัวนี้อยากจะชนะใจลูกแกะตัวน้อยมากกว่าน่ะสิ

 

 


  

100%

 


 

______________________________

 

เราจะคอยดูว่าราชสีห์ตัวนี้จะทนได้อีกซักกี่น้ำ 

หึ!

-.-


TWITTER : @giftaplus

COMMENT / SCREAM TAG : #รูมเมทมบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.128K ครั้ง

2,978 ความคิดเห็น

  1. #2962 YanisaCH (@YanisaCH) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 16:46
    ทำให้น้องใจอ่อนเร็วๆน้าา
    #2962
    0
  2. #2943 sophitkongkaew (@sophitkongkaew) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 20:16
    งื้อออออ!!! น่ารัก
    #2943
    0
  3. #2925 YanisaCH (@YanisaCH) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 13:35
    งุ้ยยยยย
    #2925
    0
  4. #2898 Pent SG (@porpentt) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 22:55
    แบมนี่ยังไม่ชัดอีกหรอ
    #2898
    0
  5. #2888 PHANAPHAI (@PHANAPHAI) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 00:33
    จะโดนกินมั๊ยน๊า ฮีฮี่❤️
    #2888
    0
  6. #2866 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 กันยายน 2561 / 18:14
    เธออออออออออออ
    #2866
    0
  7. #2816 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2561 / 06:45
    แบมมมมมไม่กลัวเลยนะเราน่ะ
    #2816
    0
  8. #2786 Eve-krD (@Eve-krD) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2561 / 18:34
    น้องงงงงงงงงงง ฮื่อออ นึกถึงเรื่องจริงไปอล้สก้เจินไปอีกกกกหแงองกบหหลิาะยพบำลกสอสกห
    #2786
    0
  9. #2619 phaka (@parka-in) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2561 / 18:41
    อ้อยแบบเนียนๆนะลูก
    #2619
    0
  10. #2169 W_vermicelli (@W_vermicelli) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / 16:32
    เขินนนน
    #2169
    0
  11. #1817 `Gyeommdefs. (@we-2l-shinee) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 00:47
    แบมน่ารักกกกก
    #1817
    0
  12. #1669 ::Rabbit Hole:: (@ryono-kung) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 07:31
    รอดูว่าพี่มาร์คจะทนได้แค่ไหน แฮร่
    #1669
    0
  13. #1349 หลินจือ (@aingfah1) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 เมษายน 2561 / 01:04
    โอ่ยยยยยเขินไปอีกกฮือออเจ้าเล่ห์นัก
    #1349
    0
  14. #1025 wilair72 (@wilair72) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 เมษายน 2561 / 01:17
    มาร์คจะอดทนได้นานไ-ากรู้
    #1025
    0
  15. #955 Ploymark93 (@Ploymark93) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 เมษายน 2561 / 00:08
    เอาเเล่ววว ราชสีห์มาร์คจะกินลูกเเกะเเบมเเล้ว ฮื่ออ ลูกเเบมหนีไปลูก 55555555
    #955
    0
  16. #952 My love markbam (@a_mote3030) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 22:52
    ไม่อยากกินลูกแกะเหรอพี่มาร์ค
    #952
    0
  17. #939 khunjeg (@khunjeg) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 19:33
    นิสัยไม่ดีชอบแกล้งน้องนิ
    #939
    0
  18. #938 Millinson93 (@Millinson93) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 17:45
    แหมมมมมมมมมมมมมมมม หลอกให้น้องตายใจนี่หน่าา่
    #938
    0
  19. #937 P_Gu (@praewnut) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 17:12
    เขินนนน
    #937
    0
  20. #936 MBKY;LH (@withmbky) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 15:31
    ง้อวววววว ยอมใจงะ
    #936
    0
  21. #930 Krittiyakaewsai (@0653011598) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 14:37
    เขินแทนนน
    #930
    0
  22. #926 impraan17 (@impraan17) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 13:36
    แมนมาก พี่มาร์ค
    #926
    0
  23. #925 Jajah9397 (@Jajah9397) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 12:32
    เขินมากกกกก คนบร้าาาา
    #925
    0
  24. #924 PaphawarinSaetae (@PaphawarinSaetae) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 12:04
    อร้ายยยเขิลมากกกก
    #924
    0
  25. #923 Kibibiza (@Mat_AnGel) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 11:44
    กินเลย กินเลย กินเลย...ไม่ใช่ล่ะ 555
    #923
    0