(end)▿#MARKBAM ; ROOMMATE #รูมเมทมบ ❞ [ft. GOT7]

ตอนที่ 1 : ROOM O : INTRO

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33,240
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 920 ครั้ง
    28 ม.ค. 61

     

 

________________________________________________________

 

Room O

Intro

________________________________________________________

 

 

 

  

  ________________________________________________________

 

           มหาวิทยาลัย JYG

 

สวัสดีผมชื่อ กันต์พิมุกต์ ภูวกุล หรือ แบมแบม หนุ่มน้อยหน้าใสที่เดินทางมาจากดินแดนที่มีชื่อเสียงในเรื่องเมืองแห่งรอยยิ้มกับอากาศที่แสนจะ อืมมมมมม...อบอุ๊นอบอุ่นที่ตั้งอยู่ในพิกัดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อันเลื่องชื่อซึ่งนั่นก็คือประเทศ...ประเทศ...ประเทศไทยนั่นเอง พ่าม! เอ้าตบมือสิรออะไรกัน

 

ไม่ตบ? โอเค๊ ผมตบเอง

 

เปาะแปะๆๆๆ

 

โอเคกลับเข้าเรื่องก่อนที่จะออกทะเลไปมากกว่านี้ ผมพูดถึงไหนแล้วนะ อ้อๆ ผมเดินทางมาจากประเทศไทยเพื่อมาศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ทีแรกผมกะจะเรียนที่ไทยเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่จู่ๆ ในวันเพ็ญเดือนสิบสองน้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง เห้ย! ผมหมายถึงในเช้าของวันลอยกระทงนั่นจู่ๆ ก็มีจดหมายสีรุ้งถูกส่งมาที่บ้านของผมโดยพี่บุรุษไปรษณีย์สุดหล่อเพราะเขาใส่หมวกกันน็อคตลอดเวลา ผมไม่เคยเห็นหน้าเขาอะเลยคิดว่าน่าจะหล่อโลกตะลึงอะไรแบบนั้น

 

กลับมาที่เรื่องจดหมายสีรุ้งที่มันโคตะระจะมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งกระดิ่งแมวราวกับหลุดมาจากเรื่องมายลิตเติ้ลโพนี่ก่อน เนื้อความในจดหมายนั้นมันเขียนไว้ว่าผมคือผู้โชคดีที่ได้รับการเชื้อเชิญจากมหาวิทยาลัย JYG เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในคณะอะไรก็ได้บลาๆ (ว่าแล้วก็อยากกินคะน้าหมูกรอบ เฮ้อ หิว!) ซึ่งถ้าคนมาส่งไม่ใช่พี่ไปรแล้วเป็นนกฮูกแทนผมคงนึกว่าตัวเองเป็นพ่อมดที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นมักเกิ้ลอะไรแบบนั้นไปแล้วนะเนี่ย

 

สารภาพตามตรงทีแรกผมก็ไม่รู้จักมหาลัยนี้หรอกเพราะแค่ผมตื่นเช้ามากินข้าว เปิดทีวีช่องการ์ตูนเน็ตเวริ์คดู เสร็จแล้วก็นอนกลางวัน ตื่นมาดูซีรีย์แล้วก็นอนต่อก็หมดเวลาไปแล้วเป็นวันๆ ซึ่งนั่นเป็นเหตุให้ผมต้องไปรบกวนอากู๋ผู้รอบรู้ทุกสิ่งสรรพอย่าง Google ซึ่งทันทีที่ผมพิมพ์ชื่อมหาลัยและกด enter ไปแกก็ตอบผมภายใน 0.00000129 วินาทีให้ผมได้ถึงบางอ้อ

 

มหาลัย JYG เป็นมหาลัยที่ติดอันดับต้นๆ ของดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะส่วนตัวที่อยู่ในทางใต้ของทะเลอะบีดาบูที่ 937 (ทะเลสมมุติจากจินตนาการของคนแต่ง) โดยมีเจ้าของคือเพื่อนรักสองคนที่มีศักดิ์เป็นผู้อำนวยการของมหาลัยแห่งนี้ทั้งคู่คือปาร์คจินยองและยางฮยอนซอกหรือที่เด็กในมหาลัยนี้เรียกว่าลุงผักกับเฮียหยางนั่นล่ะ

 

ซึ่งมหาลัยนี้ค่อนข้างจะแปลกและเยอะกว่าทุกมหาลัยในโลก ไม่สิ ผมว่าในจักรวาลเลยมากกว่าเพราะไม่ใช่ใครอยากจะมาเรียนก็มาเรียนได้แต่ต้องได้รับทำเนียบเชิญเท่านั้น ซึ่งคุณสมบัติที่ใช้ในการคัดเลือกนักศึกษารุ่นใหม่จากทั่วโลกนั้นก็มีไม่กี่ข้อ...

 

หนึ่ง หน้าตาดี มีสง่าราศี จี้จุดมังกรทอง! (เกิดไม่ทันล่ะสิ หึ)

 

สอง ฐานะที่บ้านจะต้องอยู่ในหมวดค่อนข้างมีอันจะกิน

 

สาม ฉลาด (สวยแต่โง่หรือมีรวยล้นฟ้าก็มาเรียนไม่ได้นะขอบอก)

 

หากแต่ข้อสองนั้นยังมีข้อยกเว้นอย่างนึง คือถ้าคุณมีคุณสมบัติตรงตามข้อหนึ่งและข้อสามแล้วคุณจะสามารถเข้ามาเรียนที่นี่ได้ในฐานะเด็กทุน ฟรี ฟรี ฟรี ฟรีทุกอย่างไปเลย ฟังดูเยอะใช่มะมีที่เยอะกว่านี้อีกนะ...คือจำนวนเด็กทุนในแต่ละปีที่จะรับขึ้นอยู่กับจำนวนนักศึกษาปกติที่ได้รับทำเนียบเชิญและตอบตกลงว่าจะมาเรียนคิดเป็นเป็น 1 ใน 5 คือแบบถ้านักศึกษาปกติที่ตอบตกลงจะเข้ามาเรียนมีทั้งหมด 5 คนปีนั้นก็จะรับเด็กทุน 1 คนรวมเป็น 6 คนแบบนี้

 

ทีแรกผมจะไม่ตอบตกลงจะมาเรียนที่นี่ด้วยเพราะผมไม่ชอบไหนไกลบ้านหรือนอนที่อื่น แต่เพราะด้วยอำนาจและบารมีของหม่อมแม่ของผมที่รู้จักลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ดีว่าเป็นแบบไหนพี่ท่านก็จัดการให้คนโปะยาสลบผมพร้อมกับส่งตัวผมพร้อมข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างส่งตรงมายังมหาลัยแห่งนี้พร้อมกับจดหมายอีกหนึ่งฉบับที่ทิ้งไว้ในกระเป๋ากางเกงของผมให้ผมได้อ่านตอนรู้สึกตัวตื่น

 

ซึ่งจดหมายนั้นมีใจความว่า...

 

เด็กเอ๋ยเด็กน้อย                  ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา

 

เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา                 เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน

 

ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน   จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล

 

ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน                 เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย...

 

หมายเหตุ​ : ป๊ากับม๊ารักลูกมากจ้ะ

 

ปล : อย่ากลับมาให้เห็นถ้าไม่ใช่ปิดเทอม #ม๊า

 

และนี่แหละทำให้ผมมายืนอยู่ในรั้วมหาลัยแห่งนี้...

 

“แบมแบม ยองแจ~ นายได้ห้องอะไรกันอะ” เสียงหวานของจูเนียร์หรือจินยองเพื่อนใหม่ของผมดังขึ้น ขณะที่พวกเรากำลังเดินออกจากหอประชุมหลังจากปฐมนิเทศน์กันเรียบร้อยแล้วและกำลังมุ่งหน้าไปที่หอพักนักศึกษาจากการนำทางของรุ่นพี่

 

“อืม ฉันได้ห้อง 9396 อะพวกนายล่ะ” ยองแจเพื่อนใหม่อีกคนของผมตอบหลังจากที่เขาก้มลงไปมองในสมุดเล่มเล็กหรือที่เราเรียกกันว่าพาสปอร์ตเราได้รับมาซึ่งมันอธิบายเกี่ยวกับที่ต่างๆ ในมหาลัย แผนที่ สายรถรางต่างๆ ที่วิ่งในมหาลัย หน้าแรกจะเป็นคล้ายๆ พลาสติกแข็งเหมือนพาสปอร์ตของจริงที่จะมีหน้าเรา รหัสนักศึกษา คณะ เลขห้องในหอและมุมขวาล่างจะมีเขียนชื่อของพี่รหัส

 

ซึ่งพาสปอร์ตเล่มนี้มีความสำคัญมากแบบ ก ไก่ ล้านตัวที่ผมต้องรักษามันยิ่งชีพเลยทีเดียว

 

เพราะอะไรน่ะเหรอ?

 

เพราะมันคือบัตรผ่านในทุกๆ ที่ของมหาลัย ไม่ว่าจะเข้าหอ เช็คชื่อเข้าห้องเรียน ใช้บริการห้องสมุดหรือที่ต่างๆ ในมหาลัยรวมไปถึงรถรางในมหาลัยด้วยเช่นกันซึ่งถ้าไม่มีมันชีวิตในรั้วมหาลัยของพวกเราคงเป็นเรื่องลำบากพอสมควร

 

“แบมได้ห้อง 9397 อ่ะ” ผมที่ก้มดูเลขห้องพักที่พิมพ์อยู่บนหน้าแรกของพาสปอร์ตในมือแล้วเงยหน้าขึ้นบอกเพื่อนทั้งสอง

 

“จริงเหรอ งั้นแสดงว่าพวกเราก็อยู่ห้องใกล้ๆ กันน่ะสิเพราะฉันก็ได้ห้อง 9398 ล่ะ” จินยองที่เป็นคนเปิดประเด็นถามพูดอย่างดีใจและยกยิ้มกว้างรวมไปถึงผมและยองแจด้วยเช่นกัน

 

อย่างน้อยก็มีห้องเพื่อนที่รู้จักอยู่ใกล้ๆ ก็อุ่นใจกว่าใช่ไหมล่ะ

 

ตอนนี้พวกเราเดินกันมาถึงหน้าหอพักในมหาลัยเรียบร้อยแล้ว เอาจริงๆ ในความคิดของผมมันดูเหมือนคอนโดหรูมากกว่าหอพักซะอีกเพราะมันคือตึกสูงใหญ่ที่สร้างเป็นทรงครึ่งวงกลมและดูจากการตบแต่งแค่เพียงชั้นหนึ่งก็ดีเว่อร์วังอลังการแบบที่ดูก็รู้เลยว่าเป็นความคิดของผู้อำนวยการทั้งสองแน่ๆ

 

“เอาล่ะครับ ตอนนี้พวกเราก็เดินทางมาถึงหอพักนักศึกษาที่จะเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของพวกคุณในรั้วมหาลัย ยินดีต้อนรับเข้าสู่บ้านหลังใหม่ครับ” เสียงของพี่เจบี หรือ อิมแจบอม ผู้มีตำแหน่งเป็นประธานนักศึกษาของพวกผมที่เดินนำพาพวกผมจากหอประชุมใหญ่มาที่นี่ดังขึ้น

 

“ก่อนที่พวกผมจะปล่อยพวกคุณแยกย้ายไปพักผ่อน ผมขอย้ำกฎสำคัญๆ ของที่นี่อีกครั้งนะครับ” เขาพูดต่อเสียงเข้มขณะที่ค่อยๆ กวาดสายตามองพวกผมทีละคนนิ่งนั่นทำให้เสียงคุยกันหึ่งๆ ของทุกคนค่อยๆ เงียบลงจนไม่หลงเหลือเสียงใดๆ ก่อนที่เขาจะพูดต่อ

 

“หนึ่ง ที่นี่อยู่กันเป็นครอบครัว ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นหรือเหยียดซึ่งกันและกัน หากพบว่าใครทำพ้นสภาพนักศึกษาทันที”

 

“...”

 

“และสอง คำสั่งหรือคำพูดของพี่รหัสที่เป็นรูมเมทของพวกคุณคือที่สิ้นสุด หากคุณขัดขืนหรือไม่ฟังพวกเขามีสิทธิลงโทษคุณได้ทันทีไม่มียกเว้นนะครับ เข้าใจตรงกันนะครับ”

 

“ครับ/ค่ะ” พวกเราทุกคนตอบพร้อมกันซึ่งในมุมของผมนั้นผมชอบแนวคิดของการอยู่กันเป็นครอบครัวและไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นนะแต่อีกข้อนึงนี่สิ ถ้าสมมุติผมได้พี่รหัสเป็นพวกประหลาดๆ หรือบ้าอำนาจล่ะ ผมไม่ตายหยังเขียดเหรอ ผมต้องทนอยู่กับเขาไปอีกสองปีเลยนะเห้ย

 

ผมก้มลงมองดูชื่อพี่รหัสที่จะเป็นรูมเมทของผมในอีกสองปี ที่นี่พวกเราจะมีพี่รหัสดูแลใตอนปีหนึ่งและสองพอขึ้นปีสามและสี่พวกเราจะกลายเป็นพี่รหัสแทน ส่วนคนที่เรียนมากกว่าสี่ปีจะถูกย้ายให้ไปอยู่รวมกันที่อีกตึกแทน

 

Mark Tuan

 

อืม...​ดูจากชื่อแล้วน่าจะเป็นคนเอเชียหรือไม่ก็พวกลูกครึ่งแหงมๆ หวังว่าจะเข้ากันได้ไม่มีปัญหาอะไรนะ...

 

สาธุ สาธุ สาธุ //ยกมือไหว้


#รูมเมทมบ


Mark Tuan

 

อืม...​ดูจากชื่อแล้วน่าจะเป็นคนเอเชียหรือไม่ก็พวกลูกครึ่งแหงมๆ หวังว่าจะเข้ากันได้ไม่มีปัญหาอะไรนะ สาธุ สาธุ สาธุ

 

“แบมแบมนายยกมือขึ้นมาไหว้ใครอะ” เสียงหวานที่สูงนิดๆ ของยองแจกระซิบถามผมเบาๆ เมื่อเขาเห็นผมที่เผลอยกมือขึ้นมาไหว้ดิน ฟ้า อากาศตามความเคยชิน

 

“เปล่านี่ เมื่อกี้ยุงบินผ่านน่ะแบมเลยจะตบแต่ไม่รู้บินไปทางไหนแล้วเนี่ย” ซึ่งผมก็พยายามแถอย่างแนบเนียนแล้วแกล้งทำเป็นกวาดสายตาไปรอบๆ เหมือนกำลังหายุงตัวนั้นที่เกิดจากจินตนาการของผม

 

แต่ดูเหมือนว่ายองแจก็ยังไม่ปักใจเชื่อข้อแก้ตัวของผม แหงสิ ขนาดผมแถเองยังรู้เลยว่ามันไม่เนียนแต่มันก็ไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้วใช่ไหมล่ะ จะให้ยอมรับว่ายกมือไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิแบบนี้เหรอ เดี๋ยวเขาจะจับผมส่งโรงพยาบาลบ้าเสียก่อนน่ะสิ

 

“มีอีกเรื่องที่ผมอยากจะบอกพวกคุณ เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพี่รหัสและทำให้สนิทกันมากขึ้นตลอดสองอาทิตย์ตั้งแต่นี้ไปพาสปอร์ตของพวกคุณจะยังใช้ไม่ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณต้องออกไปไหนมาไหนกับพี่รหัสของพวกคุณ”

 

เสียงของพี่เจบีสำหรับผมตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากระฆังจากสวรรค์ที่สามารถดึงความสนใจจากเพื่อนผมให้หันกลับไปมองพี่แกอีกครั้งและไม่คาดคั้นอะไรผมอีก

 

เอ๊ะ แต่เดี๋ยวนะเมื่อกี้พี่เขาพูดว่าอะไรนะ?

 

พาสปอร์ตยังใช้ไม่ได้ = ออกไปไหนมาไหนเองไม่ได้

 

“เห้ยยยยยย” เมื่อสมองของผมประมวลผลเสร็จเรียบร้อยแล้วมันก็ทำให้ผมเผลอร้องออกมาด้วยความตกใจ ซึ่งนั่นทำให้เสียงเซ็งเซ่รอบตัวจากเพื่อนร่วมรุ่นที่ยืนอยู่ด้วยกันทีแรกเงียบลงและหันมามองที่ผมเป็นตาเดียว รวมทั้งพี่แจบอมที่ยืนอยู่ข้างหน้าสุดด้วย

 

“น้องมีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ” พี่เขาหันมาสบตากับผมและเลิกคิ้วถามนิ่งๆ ทำให้ผมรีบสะบัดหน้าส่ายหัวปฏิเสธรัวๆ

 

“เปล่า! เปล่าครับไม่มีอะไร” ผมพูดเสียงระรัวจนลิ้นแทบจะพันกัน โชคดีที่พี่แกไม่สงสัยและคาดคั้นอะไรต่อแค่เพียงพยักหน้านิ่งๆ แล้วละสายตาไปพูดต่อ

 

“และเพื่อให้กิจกรรมนี้สามารถใช้ได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด ห้ามขอร้องให้พี่คนอื่นเปิดประตูเพื่อเข้านอกออกในให้โดยเด็ดขาดนะครับ ถ้าจับได้จะต้องโดนลงโทษด้วยวิธีการที่พวกคุณคาดไม่ถึงเลยล่ะ”

 

ทันทีที่พี่แกพูดจบก็มีเสียงกระซิบกระซาบคุยกันหึ่งๆ อีกครั้งซึ่งประเด็นก็ไม่ใช่เรื่องไหนไกล เรื่องที่ต้องไปไหนมาไหนกับพี่รหัสนั้นแหละ ไม่ใช่ว่าไม่อยากสนิทนะแต่แบบพวกเราก็โตแล้วนี่ ใครจะชอบที่ต้องโดนลดรอนสิทธิขนาดนี้ถึงแม้จะแค่สองอาทิตย์ก็เถอะแต่มันก็ตั้งสิบสี่วันเลยนะ สิบสี่วัน

 

“มีใครมีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ?” พี่เจบีพูดด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิมและกวาดสายตาที่เหมือนมีเลเซอร์ติดอยู่ไปรอบๆ ซึ่งนั่นทำให้ทุกคนหลบสายตาวูบไม่มีใครกล้ายกมือหรือขัดพี่แกสักคน

 

แหงสิ สายตาพี่เขาเหมือนจะฆ่าคนตายได้เลย ใครจะกล้าหือ

 

ในใจลึกๆ ผมตอนนี้แอบภาวนาให้มีใครสักคนกล้าที่จะทักท้วงเกี่ยวกับกิจกรรมบ้าๆ นี่แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครกล้าหลังจากที่เจอสายตาพิฆาตของคุณพี่ประธานนักศึกษาคนนั้นไป ถ้าถามว่าทำไมผมไม่ทักท้วงเองล่ะ ขอตอบสั้นๆ ง่ายๆ เลยนะ

 

ป๊อดโว้ยยยยยย

 

“ถ้าไม่มีอะไรก็เชิญครับ แล้วเจอกันใหม่วันรับน้องใหญ่” เมื่อพี่เขาพูดจบพวกเราก็เริ่มทยอยแยกย้ายกันไปเข้าทางเข้าคนละฝั่งที่แยกชายหญิง เสียงคุยจ็อกแจ้กจอแจเริ่มกลับมาอีกครั้งหลังจากบรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างพี่แจบอมค่อยๆ หายไปและกลับมาสู่สภาวะปกติอีกครั้ง

 

“ฮู่วว คนอะไรแค่พูดเฉยๆ ยังน่ากลัว” ยองแจถอนหายใจออกมาเบาๆ ขณะที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปทางประตูฝั่งหอพักชาย

 

“แต่พี่เขาก็หล่อดีนะ” จินยองพูดออกมาทำให้พวกผมสองคนต้องหันขวับไปมองทันที

 

“ไม่ต้องมามองฉันแบบนั้นเลยนะ แค่พูดถึงรูปร่างภายนอกของพี่เขาเท่านั้น” และดูเหมือนว่าเจ้าตัวได้ทันทีว่าเพื่อนๆ คิดอะไรอยู่จึงเอ่ยดักขึ้นมาก่อนทันที

 

“แหม แต่แบมกับยองแจยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ ทำไมจินยองรีบร้อนตัวจัง~” แต่มีเหรอว่าผมจะยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ

 

หึ ไม่มีทางซะหล่ะ

 

“นั่นซี่~ ดูสิหน้าแดงด้วยย” ยองแจรีบเข้ามาผสมโรงด้วยอย่างรวดเร็วราวกับว่าเราเตี๊ยมกันไว้ยังไงยังงั้น

 

“แดงเดิงอะไรกัน พอๆ ลิฟต์มาแล้วรีบขึ้นคนรออีกเยอะ” จินยองรีบบอกปัดทันทีขณะที่เร่งฝีเท้าก้าวเข้าไปในลิฟต์ก่อนพวกผมเหมือนจงใจเลี่ยงบทสนทนา

 

ดูเหมือนว่าเพื่อนของผมคนนี้คงจะแอบปิ๊งรุ่นพี่เข้าเสียแล้วล่ะ~

 

คุณว่าไหม? ฮึ~

 

หลังจากที่พวกเขาทั้งสามคนขึ้นลิฟต์มาถึงยังชั้นที่ต้องการแล้วพวกเขาก็แยกย้ายเข้าไปในห้องของแต่ละคนโดยที่นัดกันอีกครั้งในอีกสองชั่วโมงข้างหน้าเพื่อจะไปกินข้าวเย็นด้วยกันซึ่งแน่นอนว่าวางแผนจะชวนพี่รหัสไปด้วยเพื่อกระชับมิตรน่ะนะ

 

ยองแจกับจินยองเข้าห้องไปแล้วหลังจากที่พวกเขาเคาะประตูห้องอยู่สองสามทีก็มีพี่รหัสมาเปิดให้ แต่ดูเหมือนว่าแบมแบมจะมีปัญหานิดหน่อยเพราะเคาะยืนเคาะมาเกือบห้านาทีแล้วก็ยังไม่มีเสียงตอบรับจากสิ่งมีชีวิตข้างในห้องแม้เพียงสักนิด เหตุผลที่เขาต้องเคาะเพราะว่าพาสปอร์ตของพวกเขายังไม่สามารถใช้ได้ในสองอาทิตย์แรกตามกิจกรรมที่กำหนดเอาไว้ซึ่งนั่นเหมารวมกับการผ่านเข้าทางประตูห้องพักด้วยเช่นกัน

 

ก๊อกๆๆๆๆๆๆ

 

มือเรียวเริ่มเคาะรัวขึ้นและแรงขึ้นจนแทบจะเปลี่ยนเป็นทุบประตูหลังจากผ่านไปเกือบสิบนาทีแล้วก็ยังไม่มีใครออกมาเปิดให้สักที

 

“เปิดประตูให้หน่อยครับ” เสียงหวานเอ่ยออกมาหมายจะสื่อสารกับคนข้างในเผื่อเขาอาจจะคิดว่าเป็นเสียงเคาะจากห้องอื่นอะไรแบบนั้น

 

ปึงๆๆ

 

“มีคนอยู่ไหมครับ” มือบางที่เคาะจนเริ่มเป็นห้อเลือดเปลี่ยนเป็นทุบประตูหนาที่ทำจากวัสดุเนื้อดีแทน เสียงหวานที่พูดออกมาอย่างสุภาพตอนแรกเริ่มเจือไปด้วยความไม่พอใจน้อยๆ เพราะตอนนี้เหลือแค่ตนคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่สามารถเข้าไปในห้องพักได้

 

ปึงๆๆ

 

เขาเริ่มเคาะอีกครั้งเป็นจังหวะที่รัวและแรงกว่าเดิม ใบหน้าหวานที่ทุกทีจะมีรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากประดับอยู่จางหายไปเหลือเพียงแต่ใบหน้าที่เรียบนิ่งและคิ้วเรียวที่เริ่มขมวดเข้าหากัน

 

“ขอโทษนะครับ...”

 

แกร๊ก

 

ในจังหวะที่ปากอิ่มกำลังจะเอื้อนเอ่ยเรียกคนข้างในอีกครั้ง ประตูบานใหญ่ที่เขาเคาะอยู่นานก็ค่อยๆ แง้มเปิดออก เผยถึงชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ รูปร่างสันทัดกึ่งกำยำ เมื่อยืนต่อหน้าเขาร่างแบบบางของแบมแบมก็ดูเล็กลงไปถนัดตาและด้วยส่วนสูงที่น้อยกว่าทำให้ร่างน้อยสูงเพียงแค่ปลายคางของเขาเท่านั้น

 

“มีอะไร” เสียงทุ้มถามออกมานิ่งๆ ขณะที่สายคมมองไปที่คนตัวเล็กกว่าตรงหน้า

 

“คือผมเข้าไปข้างในไม่ได้ครับ”

 

“เข้ามา? ทำไม?”

 

ร่างบางที่เมื่อได้ยินเขาถามคำถามที่ไม่น่าจะได้ยินออกจากอีกฝ่ายได้ก็เงยหน้าขึ้นตอบด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างจะเคืองไม่น้อย

 

กึก

 

แต่ร่างน้อยก็ต้องชะงักกึกเมื่อได้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับรูปสลักของอีกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นผมสีเข้มที่ยุ่งน้อยๆ เหมือนคนเพิ่งตื่นนอน คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันน้อยๆ ตาคมที่ฉายแววหงุดหงิดเมื่อมีคนมารบกวน จมูกที่โด่งเป็นสันจนน่าอิจฉา ริมฝีปากบางที่ดูเซ็กซี่ และสันกรามแกร่งที่ทำให้เขาดูสมกับชายชาตรีนั่น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้อารมณ์ที่คุกกรุ่นในจิตใจของร่างบางปลิวหายไปทั้งหมด โดยที่ลืมคำพูดทุกอย่างที่กำลังจะอ้าปากพูดออกมา

 

“ว่าไง?” เสียงทุ้มเอ่ยถามออกมาอีกครั้งซึ่งนั่นเป็นเหมือนการดึงสติร่างบางให้กลับมาอีกครั้งหลังจากที่มัวเอาแต่จ้องที่ใบหน้าหล่อเหลาเสียนาน

 

“เอ่อ...ผมเป็นน้องรหัสพี่ไงครับ” แบมแบมแกล้งกระแอมไอในลำคอเล็กน้อยก่อนจะทำเป็นตีหน้าขึงขังขึ้นมาเพื่อข่มความอายที่ตีตื้นขึ้นมาในอก ความเคืองโกรธที่มีมาตั้งแต่ที่แรกไม่หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่กระผีกริ้นเดียว

 

บ้าเอ๊ย แบมแบมแกไปใจลอยจ้องเขาได้ไงตั้งนานน่ะ หา

 

“น้องรหัส...?” ร่างหนาทวนคำตอบของคนตัวเล็กเบาๆ ก่อนที่จะเงียบไปสองสามวิก่อนที่ตาคมจะฉายแววเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก ขายาวจึงจะก้าวถอยหลังออกไปสองสามก้าวและเปิดประตูให้กว้างขึ้น

 

“เข้ามาสิ” เขาว่าแบบนั้นก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดสวิตท์ไฟที่ติดอยู่บนผนังเพื่อขับไล่ความมืดที่อยู่ในห้องออกไป จริงอยู่ที่ตอนนี้เป็นเวลากลางวันแต่เพราะร่างหนาปิดผ้าม่านผืนหนาสีเข้มเอาไว้ทำให้บรรยากาศในห้องไม่ต่างกับตอนกลางคืนเลยแม้แต่น้อย

 

แบมแบมที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องแล้วก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องอย่างไม่เชื่อสายตา เดิมทีทีแรกที่เขารู้ว่าจะต้องมีรูมเมทแล้วเขาคิดไว้ว่าห้องมันต้องรกมากแน่ๆ เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ชาย แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ามันค่อนข้างจะเกินความคาดหมายของร่างเล็กมาก ไม่สิ ใช้คำว่าคาดไม่ถึงเลยดีกว่า

 

เพราะสภาพห้องตรงหน้าของเขามันโล่งมากและสะอาดมาก โล่งในที่นี่คือโล่งจริงๆ ไม่ใช่ได้รับการจัดของจนดูโล่ง แต่โล่งแบบไม่มีอะไรเลยเหมือนเป็นห้องตัวอย่างในคอนโดหรูๆ ที่เอาไว้ให้ดูประกอบการตัดสินใจเวลาไปเลือกซื้อคอนโดอะไรแบบนั้น เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างดูใหม่เหมือนไม่เคยใช้ ไม่ว่าจะเป็นทีวี โคมไฟ กระจก ฯลฯ จะมีก็เตียงที่ยังยับยู่ยี่กับผ้านวมที่ถูกเลิกขึ้นและโต๊ะหนังสือที่อยู่มุมห้องฝั่งนึงที่มีหนังสือกับเอกสารวางอยู่ให้เหมือนมีร่องรอยการใช้ชีวิตเท่านั้น

 

เนื่องจากหอพักแห่งนี้หนึ่งชั้นจะมีเพียงแค่สิบห้องเท่านั้นแบ่งเป็นสองฝั่งเป็นห้องเลขคู่และห้องเลขคี่ พื้นที่ภายในห้องๆ นึงจัดว่าค่อนข้างกว้างมากสำหรับคนสองคน ไม่ว่างจะเป็นเตียงเดี่ยวขนาดควีนไซส์สองเตียง โต๊ะอ่านหนังสือที่ค่อนข้างมีขนาดใหญ่กว่าทั่วไป มีโซฟาที่สามารถปรับเป็นเบาะเอนนอนได้หน้าทีวี ห้องน้ำในตัวที่มีทั้งอ่างอาบน้ำและแบบห้องอาบฝักบัวแยก รวมไปถึงมีห้องครัวเล็กๆ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่ว่าจะเป็นไมโครเวฟ ตู้เย็น เตาไฟฟ้า กาน้ำร้อน โดยทั้งหมดนี้นั้นราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารตกแต่งบ้านยังไงยังงั้น

 

“ทำตัวตามสบายนะ” เสียงทุ้มดังขึ้นอีกครั้งขณะที่คนตัวสูงกว่าเดินผ่านร่างบางไปจนคนตัวเล็กต้องมองตามแต่พยักหน้าตามอย่างงงๆ เพราะยังอึ้งกับความโล่งและสวยของห้อง

 

“เอ่อ...ครับ” แบมแบมตอบอย่างนั้นขณะที่ยังไม่ได้ละสายตาจากร่างหนาที่ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงของเขาอีกครั้งและกำลังจะสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มอีกครั้ง

 

“เอ่อ...เดี๋ยวก่อนครับ” เสียงหวานเอ่ยเรียกอีกฝ่ายไว้อีกครั้งทำให้คนที่กำลังจะล้มตัวลงนอนหันมามองนิ่งๆ และเลิกคิ้วถามเป็นเชิงว่ามีอะไร

 

“...”

 

“คือเรายังไม่รู้จักกันเลย...” ร่างบางเริ่มเกริ่นออกมาโดยที่มีอีกฝ่ายยังคงฟังอยู่อย่างเงียบๆ

 

“...”

 

“ผมแบมแบมฝากตัวด้วยครับ” แบมแบมพูดออกไปและโค้งให้อีกฝ่ายน้อยๆ อย่างมีมารยาทก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาคมอีกครั้ง ถึงแม้ตัวเองจะรู้จักชื่อของอีกฝ่ายมาตั้งแต่แรกแล้วเพราะดูจากในพาสปอร์ตของมหาลัยแต่ถึงยังไงการได้แนะนำตัวให้กันและกันอย่างเป็นทางการก็ดีกว่าใช่ไหมล่ะ

 

“มาร์ค”


#รูมเมทมบ


“มาร์ค” เสียงทุ้มพูดแค่นั้นก่อนจะล้มตัวลงนอนหันหลังให้แบมแบมที่ยืนชะงักค้างอยู่ด้วยความงงเพราะเหตุการณ์ตรงหน้าผ่านไปไวมากเพราะอีกฝ่ายแค่พูดออกมาคำเดียวสั้นๆ ไม่มีประโยคอะไรหลังจากนั้นและล้มตัวลงนอนพร้อมเอาผ้านวมผืนหนาขึ้นมาห่มทันที

 

ดะ...เดี๋ยวนะ ขอตั้งสติเป็ป

 

แบมแบมที่ยืนกระพริบตาปริบๆ คิดในใจ ก่อนที่เขาจะก้าวเดินออกไปใกล้เตียงของคนที่มีตำแหน่งเป็นพี่รหัสของตัวเองอย่างที่ยังงงไม่หาย

 

หลับไปแล้วอะ ท่าทางจะหลับลึกด้วย

 

ร่างน้อยที่ชะโงกหน้าเข้าไปดูอีกฝ่ายอย่างกล้ากลัวๆ และงงๆ ก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอแล้วซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าเขาหลับสนิทไปแล้วนั่นเอง

 

“พี่มาร์คครับ?” แบมแบมเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายอีกครั้งเหมือนอยากจะย้ำให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้วจริงๆ

 

“...”​ และคำตอบชั้นเยี่ยมที่เขาได้รับกลับมาคือความเงียบสงบและเสียงลมหายใจที่เข้าออกไม่มีสะดุดเป็นจังหวะสม่ำเสมอนั่นเอง

 

“แบบนี้ก็ได้เหรอวะ...” ร่างน้อยพูดออกมาเบาๆ ขณะที่ยกมือเกาหัวตัวเองแกรกๆ แล้วยอมเดินหมุนตัวไปที่กระเป๋าเดินทางสองใบใหญ่ของตัวเองที่มีเจ้าหน้าที่ขนย้ายขึ้นมาให้แล้วเพื่อจะรื้อของออกมาจัดก่อนที่จะถึงเวลาอาหารเย็นที่นัดกับเพื่อนๆ เอาไว้นั้นเอง

 

“จริงสิ ยังไม่ได้บอกพี่เขาเรื่องไปกินข้าวนี่” เขาพูดออกมาเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ก่อนที่จะหันไปมองคนบนเตียงแล้วถอนหายใจออกมาน้อยๆ

 

เดี๋ยวใกล้ถึงเวลาแล้วค่อยปลุกบอกละกัน...

 

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป

 

“เฮ้อ~ เสร็จซักที”​ แบมแบมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่หลังจากจัดการรื้อของจากสองกระเป๋าใหญ่ออกมาจัดเข้าที่เข้าทางให้เรียบร้อย ถึงแม้ตัวเขาเองจะไม่ใช่คนที่จัดกระเป๋ามาเองตั้งแต่แรกแต่ข้าวของข้างในก็ถูกจัดไว้ได้อย่างเรียบร้อยและครบถ้วนตรงตามที่ต้องการใช้ทุกอย่าง

 

กี่โมงแล้วนะ...

 

คนตัวเล็กคิดในใจก่อนที่จะมองไปที่นาฬิกาที่แขนอยู่บนผนังและพบว่ามันได้ตายเสียแล้ว เขาเลยต้องเดินไปที่โต๊ะข้างหัวเตียงของเขาที่เขาชาร์จแบตโทรศัพท์ทิ้งเอาไว้เพื่อดูเวลา

 

เหลืออีกสิบนาที...

 

เมื่อร่างเล็กดูเวลาที่ฉายบนหน้าจอเสร็จแล้วก็หันหน้าไปมองชายหนุ่มร่างหนาอีกคนที่อยู่ร่วมห้องกันที่ยังนอนหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอไม่มีท่าทีจะตื่นขึ้นมาง่ายๆ

 

“ถ้าปลุกตอนนี้จะหงุดหงิดไหมนะ” แบมแบมถามตัวเองเบาๆ ขณะที่ขาเรียวก้าวไปชะโงกหน้าเหนือเตียงที่คนตัวสูงนอนอยู่

 

จ๊อกกก จ๊อกกก

 

ในตอนที่เขากำลังละล้างละลังทะเลาะกับตัวเองอยู่นั้นว่าจะปลุกอีกฝ่ายดีไหม ท้องเจ้ากรรมก็ร้องขึ้นเหมือนเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ช่วยในการตัดสินใจให้อะไรๆ มันง่ายขึ้นกว่ามาก

 

เอาวะ!

 

“พี่มาร์คครับ...” ร่างบางตัดสินใจเอ่ยเรียกชื่อร่างหนาเบาๆ ยังไม่เต็มเสียงก่อนเพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนอง

 

“...” เงียบ...

 

“พี่มาร์คครับ” คราวนี้เสียงหวานเอ่ยขึ้นมาอย่างเต็มเสียงหลังจากที่เห็นท่าทีที่ยังนิ่งไม่ตอบสนองของคนที่นอนอยู่

 

“...” และผลลัพธ์ของมันยังคงออกมาเหมือนเดิมคือไม่มีการตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น ลมหายใจของอีกฝ่ายยังคงเข้าออกอย่างสม่ำเสมอไม่มีสะดุด

 

“พี่มาร์คครับ” แบมแบมเรียกด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยพร้อมกับส่งมือเล็กไปจับที่ต้นแขนแกร่งและเขย่าเบาๆ

 

“...” แต่ผลมันยังคงออกมาเป็นเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

“พี่ครับ ตื่น!” คราวนี้คนตัวเล็กตัดสินใจชะโงกหน้าไปเรียกอีกฝ่ายข้างๆ หูของเขาและเพิ่มแรงเขย่ามากกว่าเดิม

 

“อืม...” ในที่สุดมันก็ได้ผลเพราะคนที่นอนหลับสนิทบนเตียงเริ่มขมวดคิ้วน้อยๆ ขณะที่เริ่มขยับตัว เสียงทุ้มครางฮึมฮัมในลำคอเหมือนหงุดหงิดที่มีคนมารบกวนช่วงเวลานอนหลับของตน

 

“พี่มาร์คครับ ตื่นเถอะครับ” แบมแบมที่เห็นแบบนั้นรีบเอ่ยเรียกอีกครั้งเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายตั้งท่าจะหลับไปอีกครั้ง

 

“...” ซึ่งเสียงของร่างน้อยทำให้ร่างหนาค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมาช้าๆ ดวงตาคมภายหลังเปลือกตาสีอ่อนนั้นฉายแววดุดัน หงุดหงิด และง่วงงุนที่มีคนมาล่วงล้ำห่วงแห่งนิทราของตน

 

“เอ่อ...คือ” และเมื่อคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ เตียงของอีกฝ่ายได้สบตาเข้ากับดวงตาคู่นั้น เขาก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ ถ้อยคำที่กำลังจะพูดออกมาถูกกลืนลงไปในคอเหลือเพียงได้ความอ้ำอึ้งเท่านั้น

 

“มีอะไร” เสียงทุ้มที่แหบพร่าน้อยๆ ตามประสาคนเพิ่งตื่นนอนเอ่ยถามขึ้นมาก่อนเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กไม่พูดอะไรออกมาสักที

 

“คือผมจะชวนไปทานข้าวเย็นน่ะครับ” แบมแบมกลั้นใจพูดออกไปในที่สุดเพราะกลัวว่าถ้าหากยังอ้ำอึ้งอยู่แบบนี้นอกจากจะไม่ได้กินข้าวเย็นแล้วอาจจะโดนอีกฝ่ายตำหนิได้

 

“ไม่ไป” เขาตอบสั้นๆ และปิดเปลือกตาลงอีกครั้งซึ่งนั่นทำให้คนที่ยืนอยู่เบิกตากว้างและรีบเอ่ยแย้งทันที

“มะ...ไม่ได้นะครับ ถ้าพี่มาร์คไม่ไปผมก็ไม่ได้กินน่ะสิ” คำพูดของร่างบางทำให้คนที่หลับตาลงไปเมื่อครู่ต้องเปิดเปลือกตาขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก

 

“ทำไม” เขาถามสั้นๆ ขณะที่เหลือบสายตาไปสบที่ดวงตากลมโตอย่างหงุดหงิดไม่น้อยเพราะปกติแล้วไม่ค่อยมีใครกล้ามาปลุกเข้าแบบนี้ถ้าไม่จำเป็น

 

“ก็เพราะมีกิจกรรมกระชับมิตรไงครับ ทำให้พาสปอร์ตของผมยังใช่ไม่ได้” แบมแบมเอ่ยออกมาระรัวทันที

 

“...” มาร์คที่นอนอยู่เมื่อได้ยินแบบนั้นก็เงียบไปครู่นึง เขาไม่ได้พูดอะไรเพียงจ้องใบหน้าหวานที่ฉายแววเกรงๆ ตน ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงมานั่งที่ขอบด้วยแววตาที่เจือด้วยความขุ่นเคืองแต่ก็ไม่มากเท่ากับตอนตื่นนอนอีกแล้ว

 

“แค่กินข้าวใช่ไหม” เสียงทุ้มถามออกมาขณะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าเงิน โทรศัพท์เครื่องหรู และพาสปอร์ตของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงฝั่งของเขา

 

“ครับ” แบมแบมเมื่อเห็นแบบนั้นรีบพยักหน้ารัวๆ และเอ่ยตอบทันทีเพราะดูจากท่าทางของเขาแล้วแปลว่าเขายอมจะออกไปด้วย ซึ่งนั่นทำให้คนตัวสูงมองมานิ่งๆ แล้วก้าวนำออกไปใส่รองเท้าของเขาที่วางอยู่ตรงชั้นแถวหน้าประตูทางเข้า นั่นทำให้คนตัวเล็กก็รีบหยิบข้าวของของตัวเองและรีบก้าวตามไปใส่รองเท้าเช่นกัน

 

ก๊อกๆๆ

 

“แบมแบมไปกินข้าวกันนน” ในจังหวะที่ทั้งสองคนกำลังใส่รองเท้าอยู่นั้นก็มีคนมาเคาะประตูพร้อมกับเสียงใสที่แหลมน้อยๆ ของยองแจที่อยู่อีกฝากฝั่งของประตูเอ่ยออกมาอย่างร่าเริง

 

“...” ซึ่งประโยคที่ดังเข้ามาทำให้คนตัวสูงที่ใส่รองเท้าเสร็จแล้วหันมามองคนตัวเล็กที่ยิ้มเจื่อนๆ ตอบกลับเขามาพอดี

 

“แหะๆ ผมลืมบอกไปว่าเพื่อนผมไปด้วยน่ะครับ” แบมแบมหัวเราะแหะๆ และรีบบอกอีกฝ่ายทันทีซึ่งนั่นทำให้คิ้วเข้มกลับมาขมวดเข้าหากันอีกครั้ง

 

“วุ่นวาย” เสียงทุ้มพูดสั้นๆ และก็ยังคงก้าวไปทางประตูและเปิดประตูเดินนำออกไปเจอยองแจกับจินยองที่ยืนอยู่หน้าห้องพอดี

 

“เอ่อ...รุ่นพี่” ยองแจกับจินยองที่ยืนอยู่หน้าห้องรีบโค้งตัวพร้อมกับทันทีเมื่อเห็นว่าคนที่เปิดประตูออกมาก่อนไม่ใช่เพื่อนของตนแต่เป็นชายหนุ่มร่างสูงคนนึงที่พวกเขาสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าต้องเป็นพี่รหัสเพื่อนแน่ๆ

 

“...” มาร์คแค่มองสองคนนั้นและพยักหน้ารับนิ่งๆ และเดินนำออกไปก่อนเพื่อให้คนที่เดินตามหลังมาสามารถเดินออกมาได้

 

“อ้าว ไอ้มาร์ค” เสียงทุ้มต่ำของใครอีกคนดังขึ้นมาจากหน้าห้องจูเนียร์ที่ทำให้ทุกคนหันไปมองรวมไปถึงเจ้าของชื่อด้วยซึ่งเจ้าของเสียงทุ้มนั้นคือแจบอมหรือเจบีซึ่งเป็นพี่รหัสของจินยองนั่นเอง

 

“มึงจะไปไหนวะ” เสียงทุ้มของผู้ชายร่างหนาอีกคนที่อยู่ไม่ห่างกันมากนักเอ่ยถามขึ้น

 

“กินข้าว” คนถูกถามตอบสั้นๆ ขณะที่เดินผ่านทั้งสองคนนั้นไปโดยที่ไม่หยุดชะงักหรือหันมาคุยต่อซึ่งชายหนุ่มร่างสูงสองคนนั้นก็แค่มองหน้ากันและยักไหล่เบาๆ เหมือนเป็นความเคยชินเสียแล้ว

 

“พี่ๆ รู้จักกันเหรอครับ” แบมแบมถามขึ้นเมื่อเห็นรุ่นพี่ทั้งสองคนเอ่ยทักพี่รหัสของตนที่เดินนำลิ่วๆ ไปจนจะถึงหน้าลิฟต์แล้ว

 

“อืม พวกพี่สนิทกันตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว” เจบีพยักหน้ารับและตอบนิ่งๆ

 

“แต่ก็แปลกนะ ปกติไม่ค่อยเห็นมันเดินออกไปไหนมาไหนด้วยหน้าแบบนั้น” คราวนี้ชายหนุ่มอีกที่ยืนข้างแจบอมก็พูดขึ้นทำให้ทุกคนหันไปมองอย่างไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก

 

 

“แบบไหนเหรอครับพี่ เอ่อ...” แบมแบมหันไปถามแต่ก็ต้องชะงักไปเล็กน้อยเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนยังไม่รู้จักกับพี่อีกคนเลย

 

“แจ็คสันเป็นพี่รหัสยองแจ” และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้จึงเอ่ยชื่อของตัวเองให้ร่างน้อยพยักหน้าน้อยๆ และโค้งหัวให้น้อยๆ

 

“ยินดีที่ได้รู้จักครับพี่แจ็คสัน ผมแบมแบม” คนหน้าหวานแนะนำตัวเองและโค้งให้อีกฝ่ายอย่างมีมารยาทซึ่งคนได้รับก็พยักหน้าน้อยๆ และยิ้มให้อย่างเฟรนด์ลี่

 

“ส่วนเรื่องที่เราถามก็หน้าง่วงๆ แบบนั้นไงล่ะ” แจ็คสันตอบซึ่งคำตอบของเขาทำให้คนถามงงหนักกว่าเดิมอีก

 

ง่วง?

 

“ง่วงยังไงอะเฮีย” ยองแจที่ยืนฟังอยู่ด้วยเอ่ยถามด้วยความสงสัยไม่แพ้แบมแบมกับจินยองเพราะเท่าที่พวกเขาสามคนเห็นเมื่อครู่มันดูไปคนละทางกับคำว่าง่วงมากถึงมากที่สุด

 

“ยังงั้นแหละหมวยที่มันทำเมื่อกี้ไง” แจ็คสันหันไปตอบน้องรหัสตัวเองแต่นั่นไม่ไดทำให้ทั้งสามคนหายสงสัยเลย

 

“แบบนั้นเรียกว่าหน้าง่วงเหรอครับ” จูเนียร์ถามอย่างแปลกใจปนสงสัยซึ่งน่าทำให้รุ่นพี่ทั้งสองคนพยักหน้ารับพร้อมกัน

 

“แรกๆ พวกพี่ก็คิดว่ามันหยิ่งอยู่ๆ ไปก็ชินและรู้ว่านั่นคือหน้าง่วงของมัน” คราวนี้แจบอมเป็นคนพูดและคลายข้อสงสัยให้เด็กหนุ่มทั้งสามคนที่สงสัยอยู่ให้กระจ่างขึ้น

 

“ว่าแต่ใครเป็นคนปลุกมันนะ ถึงได้ยอมตื่นมากินข้าวแบบนี้” แจ็คสันถามขึ้นอย่างสงสัยเพราะเขารู้ดีว่าปกติแล้วเพื่อนเข้าไม่ยอมตื่นขึ้นมาต่อให้หิวแค่ไหนก็ตาม นอกเสียจากจะนอนจนพอใจแล้วเท่านั้น

 

“เอ่อ...ผมเองครับ” แบมแบมหัวเราะแห้งๆ พร้อมยกมือขึ้นและตอบเสียงเบาทำให้ชายหนุ่มที่มีศักดิ์เป็นรุ่นพี่ทั้งสองคนหันมามองพร้อมกัน

 

“เป็นน้องรหัสมัน?” แจบอมถามสั้นๆ ซึ่งคนตัวเล็กก็พยักหน้ารับน้อยๆ ในขณะที่แจ็คสันยกนิ้วให้พร้อมกับเอ่ยชมเปราะ

 

“เรานี่เก่งนะปลุกมันได้ด้วย ปกติไม่ค่อยจะมีใครปลุกมันได้หรอก ขนาดพวกพี่แท็กทีมกันปลุกยังเหนื่อยเลย”

 

“แหะๆ ขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

 

ปลุกยากจริงๆ นั่นแหละ

 

ร่างบางคิดในใจขณะที่ในหัวนึกไปถึงตอนที่ตัวเองต้องไปปลุกอีกฝ่ายเมื่อครู่

 

“ใช่สิ รู้ไหมว่า...” แจ็คสันพยักหน้ารับอย่างแข็งขันขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างต่อก็มีเสียงของใครอีกคนหนึ่งดังขึ้นมาจากที่ไกลกว่า

 

“จะไปกันได้หรือยัง” เจ้าของเสียงคนนั้นคือมาร์คที่ดูเหมือนว่าจะยืนรออยู่ที่หน้าลิฟต์ได้สักครู่ใหญ่ๆ แล้ว

 

“จ้ะๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละจ้ะมาร์คจ๋า” แจ็คสันแกล้งดัดเสียงเล็กเสียงน้อยขณะที่กวักมือเรียกให้ทุกคนเริ่มเดินไปพร้อมกัน

 

แบมแบมที่หันไปมองไปหน้าคนที่เป็นพี่รหัสของตัวเองขณะที่สองขาก้าวเดินไปทางที่เขายืนอยู่อย่างที่ยังไม่คลายความสงสัยอย่างนึงที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจ

 

 

นี่คือหน้าง่วงเหรอ...

 

...แล้วหน้าแบบอื่นจะเป็นยังไงกันนะ?

 


 

100%

 

 

______________________________

 

นั่นสิเราก็สงสัยเหมือนกันว่าจะเป็นยังไง คิ~

ปล : เราหายไปหนีเที่ยวมาเลยไม่ได้อัพขอโทษงับ

TWITTER : @giftaplus

COMMENT / SCREAM TAG : #รูมเมทมบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 920 ครั้ง

2,978 ความคิดเห็น

  1. #2953 YanisaCH (@YanisaCH) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 10:04
    ง่วงเหรอคะ?555
    #2953
    0
  2. #2941 sophitkongkaew (@sophitkongkaew) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 14:32
    อยากเห็นหน้าแบบน่ารักบ้างอ่ะ
    #2941
    0
  3. #2916 YanisaCH (@YanisaCH) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 00:48
    ง่วงได้นิ่งมากค่ะ...
    #2916
    0
  4. #2889 Pent SG (@porpentt) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 20:32
    แบมแบมคือผู้โชคดีค่ะ
    #2889
    0
  5. #2857 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 กันยายน 2561 / 07:03
    อยากเห็นหน้าเเบบไหนหละเเบมเเบม......(づ ̄ ³ ̄)づ
    #2857
    0
  6. #2804 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 16:10

    จะไหวไหมเนี่ยแบมเอ้ย

    #2804
    0
  7. #2773 Eve-krD (@Eve-krD) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2561 / 08:42
    รู้ไหมว่าอะไรรร แล้วแบมอยากเห็นหน้าแบบอื่นคือหน้าแบบไหนนนน
    #2773
    0
  8. วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 15:28
    หน้าง่วงเหมือนโกรธมาสามวันอ่ะ5555 จะพูดน้อยไปไหนน
    #2528
    0
  9. #1719 `Gyeommdefs. (@we-2l-shinee) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 22:39
    ทำเป้นเข้มน้าาา
    #1719
    0
  10. #1638 เด็กไม่เคยผอม (@nataom43) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 17:03
    รู้สึกว่ามุขตลกมันมากไปนะคะ
    #1638
    0
  11. #1451 mai_maylody (@pannidana) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 เมษายน 2561 / 16:44
    ถ้าจะง่วงขนาดนี้นะคะ555
    #1451
    0
  12. #603 mb93975249 (@mb93975249) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 01:13
    นอนอะไรปานน้านนน
    #603
    0
  13. #552 keyprince (@patty62442) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 17:16
    หน้าง่วง555555
    #552
    0
  14. #340 bbboobb (@bbboobb) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 20:54
    เข้มกะน้องจังน้าาา
    #340
    0
  15. #339 bbboobb (@bbboobb) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 20:54
    เข้มกะน้องจังน้าาา
    #339
    0
  16. #338 bbboobb (@bbboobb) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 20:54
    เข้มกะน้องจังน้าาา
    #338
    0
  17. #337 bbboobb (@bbboobb) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 20:54
    เข้มกะน้องจังน้าาา
    #337
    0
  18. #168 impraan17 (@impraan17) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:05
    คือหอพัก. ญ. ช. ขึ้นคนละฝั่ง บรรไดแบ่งฝั่งชายกับฝั่งหญิง เรานึกถึงหอคอยกริฟฟิ้นดอร์ เลยอะไรท์ 😍😍
    #168
    0
  19. #162 หลินจือ (@aingfah1) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:20
    หน้าแบบอื่นก็คงนิ่งเหมือนเดิมมั้ยคะเนี่ย555555
    #162
    1
  20. #43 MBKY; (@withmbky) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 มกราคม 2561 / 21:12
    มีกี่หน้าเนี่ย 555555
    #43
    0
  21. #42 SM_Nry (@SM_Nry) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 00:32
    นี่แบบรอไรท์มาอัพให้ครบแต่ก้ลืมอ่านงื้อTT รอเด้อ
    #42
    0
  22. #41 sugasmew (@sugasmew) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 22:58
    น่ารัก รอต่อไป
    #41
    0
  23. #40 ju_juff (@ju_juff) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 22:28
    เนื้อเรื่องสนุกดีค่ะ ปักหมุดรอ
    แต่สับสนในชื่อของจินยอง มีบางครั้งที่ใช้จูเนียร์อ่ะค่ะ
    #40
    0
  24. #39 ภันทิลา (@senapark) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 18:12
    น่ารักกก555555
    #39
    0
  25. #38 mnpd2 (@MNPD) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 12:10
    รอค่าาา
    #38
    0